ดึ๋ง ดึ่ง ดึ่ง ดึ๊ง
Group Blog
 
All blogs
 

Review รีวิว PARKROYAL ON PICKERING โรงแรมดีไซน์สุดเท่ห์ ใกล้ชิดธรรมชาติใจกลางสิงคโปร์



⁞ เมื่อปลายเดือนสิงหาที่ผ่านมา เบลล์ไปธุระที่สิงคโปร์แล้วมีโอกาสได้พักโรงแรมที่มีความเก๋ไก๋ 

ดีไซน์สวยงาม บรรยากาศดี และได้รับประสบการณ์สุดประทับใจ 
เลยรีบกลับมาเขียนบรรยายถ่ายทอดความรู้สึกดีๆมาฝากกันค่ะ 
เผื่อว่าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวสิงคโปร์ ลองมองโรงแรม PARKROYAL on Pickering
เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกนะคะ เบลล์ชอบที่นี่มากจริงๆ



อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าไปสิงคโปร์ คือไปมารอบนี้ เบลล์ไปร่วมงานปาร์ตี้ฉลองครบรอบ 10 ปี บริษัท Netccentric 
ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Nuffnang ที่เบลล์ร่วมงานอยู่นั่นเองค่ะ



ก็เลยมีโอกาสได้พักที่โรงแรมนี้เป็นเวลา 2 วัน 1 คืนค่ะ แม้ว่าจะเป็นระยะสั้นๆ 
แต่บอกเลยว่า ประทับใจทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ Check-in จนถึง Check-Out เลยจ้า 

วินาทีแรกที่มองเห็นโรงแรมจากในรถ TAXI คือ กรี๊ดมากกกกก 
ยังกะหลุดมาจาก Design Magazine คือถ้าเรียนถาปัดมาจะต้องกรี๊ด 
เพราะโรงแรมนี้ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกชื่อดังระดับโลก WOHA
เป็นบริษัทสถาปนิกที่มีผลงานออกแบบอันเป็นเอกลัษณ์



(ตอนอยู่บนรถมัวแต่กรี๊ด ถ่ายไม่ทันขอใช้รูปจากโรงแรมนะคะ Photo Credit: Patrick Bingham Hall) 

PARKROYAL on Pickering เป็นโรงแรมที่ถูกออกแบบขึ้นบนแนวคิด "โรงแรมในสวน"
พยายามสอดแทรกพื้นที่สีเขียวเข้าไปในตัวอาคาร ไม่ใช่ในแนวราบบนพื้นดิน 
แต่เป็นสวน sky-gardens ในแนวสูงแทรกไปกับชั้นต่างๆของตัวอาคาร 
แม้ว่าสิงคโปร์จะมีตึกสูงเพิ่มขึ้นมากมาย มีพื้นที่แนวราบน้อยลง 
แต่โรงแรมนี้สามารถถ่ายทอดความมุ่งมั่นที่จะทดแทนพื้นที่อาคารสูงด้วยพื้นที่สีเขียวไว้ได้อย่างน่าสนใจ 
ด้วยแรงบันดาลใจจากนาขั้นบันไดที่บาหลี (the rice-paddy fields of Bali) นำมาลดทอน 
ใช้เส้นสายเรขาคณิตที่ยังมีความลื่นไหล ก่อให้เกิดอาคารที่มีหน้าตาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์



ประกอบกับแนวคิดอาคารประหยัดพลังงาน มีการออกแบบตัวอาคารแบ่งออกเป็นส่วนๆ 
แต่ละส่วนคั่นด้วย court เป็นพื้นสีสวนสีเขียว เปิดรับแสงธรรมชาติ และรับวิวจากภายนอก



(Photo Credit: Patrick Bingham Hall) 

สังเกตว่าการเลือกใช้กระจกของที่นี่ จะเป็นกระจกบานใหญ่สูงเต็มเพดาน ทำให้พื้นที่ภายในดูโปร่ง โล่ง 
แสงเข้าในตัวอาคารได้เต็มที่ เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคาร



งานออกแบบของที่นี่เค้ามีความละเอียดมากๆ ถ่ายทอด concept ออกมาในทุกดีเทล 
ตั้งแต่โครงสร้างหลัก วัสดุที่เลือกใช้ Space ที่เราเข้าไปอยู่ การตกแต่งภายนอก 
รายละเอียดส่วนตกแต่งภายใน แม้กระทั่งพรมปูพื้นยังคง Concept หลักของโครงการเอาไว้ 
คือ เก็บทุกเม็ดจริงๆค่ะ ทุกอย่างทุกรายละเอียดของที่นี่เค้าคิดมาเยอะ และมีที่มาที่ไปที่น่าสนใจ 
เบลล์อาจจะเล่าได้ไม่ครบ แต่เดี๋ยวเบลล์จะค่อยๆเล่าเท่าที่เบลล์ได้ไปสัมผัสมา 
โดยบรรยายไปตามรูปที่ถ่ายมาแล้วกันเนอะ 
(ตอนไปนี่ตื่นเต้นมากๆ เลยถ่ายรูปไว้ซะเยอะเลย 555) 

ก่อนอื่นเรามาดูข้อมูลที่ตั้งกันนิดนึงค่ะ 

ที่ตั้ง
โรงแรม PARKROYAL on Pickering ตั้งอยู่ที่ 3 Upper Pickering St, Singapore 058289 

แผนที่ (คลิกที่รูปจะ link ไป google map ค่ะ)



สภาพแวดล้อม
โรงแรม PARKROYAL on Pickering ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ในย่านธุรกิจ Central Business District 
ด้านหน้าเป็น Hong Lim Park และยังอยู่ใกล้ China Town และ Clarke Quay 



(Credit: Darren Soh) 

อย่างที่ได้เล่าในส่วนของ Concept คร่าวๆไปแล้ว จริงๆโรงแรมนี้เค้ามีรายละเอียดต่างๆอีกมาก 
ถ้าจะเขียนบรรยายลงในบล็อกเดียวอาจจะยาวเกินไป (เพราะลำพังแค่ดูรูปเพลินๆก็ยาวมากแล้ว ฮ่าๆๆ) 
สำหรับเพื่อนๆที่สนใจในเชิงการออกแบบ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งก์ตามนี้ค่ะ 
(อ่านข้อมูลเชิงการออกแบบเพิ่มเติมได้ที่ Arch Daily คลิ๊กเลยจ้า
เรามาเริ่มกันที่ทางเข้าโรงแรมค่ะ 
จุด Drop off เล็กๆ ด้านซ้ายเป็นทางเข้า lobby ด้านขวาเป็นอาคารจอดรถค่ะ



แค่ทางเข้าก็ดูไม่ธรรมดาแล้วล่ะค่ะ มีการเล่นดีเทล Contour ของผนังไล่ไปเพดาน 
ล้อไปกับโครงสร้างที่เห็นได้จากด้านนอก เป็นเส้นสายชั้นๆที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนาขั้นบันไดที่บาหลีนั่นเองค่ะ 
ด้านหลังเคาน์เตอร์นี้ เค้ามีห้องรับฝากกระเป๋า เราสามารถฝากกระเป๋าไว้ก่อนหรือหลังเช็คอินได้นะคะ 
พนักงานบริการยอดเยี่ยมมากๆ จะเรียกแท๊กซี่ก็จัดให้ได้ค่ะเราเดินเข้า lobby กันเลยดีกว่าค่ะ



เมื่อเดินพ้นประตูเข้ามา จะเจอกับการตกแต่งที่สวยงามอลังการของส่วน reception ค่ะ 
ยังคงเส้นลายคอนทัวร์ คงความเป็นชั้น เป็นขั้นๆ คล้ายการตกแต่งภายนอก 
แต่มีการเปลี่ยนวัสดุจากคอนกรีต เป็นไม้ ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้น แต่ยังคงความต่อเนื่อง 
มีความเป็น unity ดูเก๋ไก๋มากทีเดียวค่ะ 

ระหว่างรอเช็คอิน ทางโรงแรมมีเครื่องดื่มเย็นๆเป็น welcome drink คลายร้อนให้ด้วยนะคะ



ในแก้วไม่แน่ใจเรียกว่าน้ำอะไร คล้ายๆน้ำมะนาวแต่มีกลิ่นสมุนไพรนิดๆ หอมเย็นสดชื่นดีค่ะ 

เดินเข้ามาอีกนิดจะเจอกับบาร์เครื่องดื่ม ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ reception ค่ะ



ในโซนล๊อบบี้ของโรงแรม ดูโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด แต่ก็ยังคงความเป็นส่วนตัวได้บ้าง 
ด้วยการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ การวางเก้าอี้และโซฟา มีฉากกั้นเป็นบางส่วน 
ทำให้เราสามารถนั่งรอเพื่อน นั่งคุยธุระได้โดยไม่รู้สึกเขอะเขิน หรืออึดอัดจนเกินไปค่ะ



นอกจากโซนที่นั่งเป็นกลุ่มๆแล้ว ยังมีโซนที่เราสามารถนั่งทอดอารมณ์คนเดียว 
มองน้ำพุ มองชีวิตคนเมืองเดินผ่านไปมาบนท้องถนนได้โดยไม่รู้สึกโจ่งแจ้งเกินไป



จากในรูป ด้านซ้ายคือแถวของที่นั่งที่เบลล์พูดถึงตะกี้นั่นเองค่ะ ตัวเก้าอี้จะหันไปหาวิวริมถนน 
แต่ยังคงความเป็นส่วนตัวด้วยระเบียงไม้ที่แทงทะลุออกไปนอกอาคาร มีบ่อน้ำพุวางตัวในแนวยาว 
มีต้นไม้เรียงตัวไปตามความยาวของทางเดินค่ะ
ตอนกลางคืนได้ลองเดินแล้วมองเข้ามาจากด้านนอก โอ้โห เป็นมุมที่เท่มากมุมนึงเลยล่ะค่ะ 
เมื่อหันมาด้านหลังจะเจอกับประตูโลหะสีเงิน หน้าตาคล้ายลิฟต์ 



ประตูสีเงินที่ว่า ไม่ใช่ลิฟต์นะคะ แต่เป็นห้องน้ำในส่วน public นั่นเองค่ะ 
ห้องน้ำได้ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของต้นไม้สีเขียวที่แทรกตัวออกมาจากผนังไม้ 
เป็นต้นไม้จริงนะคะ ไม่ใช่ต้นไม้ปลอม ส่วนนี้ทำให้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ 
ที่แทรกลึกเข้ามาอยู่ในอาคาร ไม่รู้สึกแปลกปลอม แต่กลับรู้สึกสดชื่นจริงๆค่ะ 

และหลังจากที่เราเช็คอินเรียบร้อย 
เบลล์ก็มีโอกาสได้ขึ้นไปดื่มกาแฟ ทานขนมที่ Orchid Club Lounge บนชั้น 15 ค่ะ 



บรรยากาศดี มองออกไปเป็นวิวเมืองในมุมกว้าง 
มองเห็นสวน Sky Gardens ของโรงแรม เขียวเป็นเส้นโค้งไปมา สวยมากค่ะ



(รูปนี้เบลล์ขอใช้รูปจากโรงแรมนะคะ ตอนไปฝนตกครึ้มมาก ถ่ายออกมาแล้วไม่สวย 
อยากให้เห็นของจริงว่าสวยขนาดไหน… )



การตกแต่งภายในให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีความเป็นกันเอง 
เหมือนเดินเข้าครัวที่บ้านหยิบขนมกินชิลๆ มีเครื่องดื่มให้เลือกมากมาย 
ทั้งน้ำชา น้ำผลไม้หลายชนิด กาแฟดีงาม ขนมหวานอร่อย ไม่เชื่อ ดูจากรูปนะคะ 5555



สำหรับในโซนนี้ จะมีบริการ Champagne breakfasts, afternoon tea และ evening cocktails 
ในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละวันค่ะอ่านข้อมูลเพิ่มเติมคลิกค่ะ  

หลังจากได้รับคาเฟอีนเข้าไปแล้ว ร่างกายก็เริ่มกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง ฮ่าๆๆ 
เบลล์จะพาไปดูห้องพักกันนะคะระบบของที่นี่ก็จะเป็นคีย์การ์ด ให้ห้องละสองใบ ไม่มีกุญแจค่ะ 
เวลาขึ้นลิฟต์ก็จะต้องใช้คีย์การ์ด แตะที่ลิฟต์แล้วกดชั้นตัวเอง เราจะไม่สามารถไปชั้นอื่นๆได้ 
ยกเว้น ชั้น 15 Orchid Club Lounge และชั้น 5 Pool & Terrace สามารถเข้าได้ปกติค่ะ 

เมื่อถึงชั้นที่พักแล้ว ก็จะเจอกับทางเดินแบบ outdoor ก่อนจะแยกไปแต่ละห้อง
เบลล์ได้พักชั้น 14 มีสวนหย่อมเล็กๆหน้าห้องด้วย ร่มรื่นมากๆค่ะ 



ที่หน้าห้องจะมีแผงต้นไม้ สูงทะลุฝ้าเพดานขึ้นไป คั่นประตูห้องแต่ละห้องออกจากกัน
ดูมีความเป็นส่วนตัว และคงคอนเซ็ปต์หลักของอาคารไว้ได้ดีค่ะ



เปิดประตูเข้าห้องกันค่ะ



เปิดประตูเข้ามา จะเจอกับห้องโปร่งโล่ง สวยสะอาดน่าพักมากๆค่ะ 
คือเข้ามาแล้วไม่อยากออกไปไหนเลยล่ะ



เตียงใหญ่ หนานุ่ม ไม่ยวบจนเกินไป 
เดินพ้นเตียงไปจะเป็นโซฟาเล็กๆขนาดสองที่นั่ง



(รูปนี้ถ่ายจากห้องป้าพิม plan ห้องจะกลับด้านกันนะคะ แต่เฟอร์ทุกอย่างเหมือนกันค่ะ) 

ด้านหน้าโซฟามีโต๊ะทำงาน อุปกรณ์ครบครัน



มีผลไม้สดกรอบ วางต้อนรับด้วยนะคะ ผลไม้ที่นี่อร่อยมากๆค่ะ



สังเกตถังขยะนะคะ เค้ามีถังสำหรับแยกชนิดขยะด้วย คง concept ECO รักษ์โลกมากๆค่ะ 
มองไปนอกหน้าต่างมีสวนเขียวๆ ร่มรื่นมากๆ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือชั้น 14 นะคะ 
เค้าออกแบบมาได้ดีมากๆ เข้าไปอยู่แล้วรู้สึกถึงความตั้งใจจริงๆ 

ด้วยหน้าต่างบานกระจกที่สูงชนเพดาน ทำให้ได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติเต็มที่มากๆ 
แต่ก็ต้องแลกด้วยความไม่เป็นส่วนตัว ทางโรงแรมก็เลยแนะนำให้เราปิดม่านลงทุกครั้งที่เข้าไปพักผ่อนค่ะ 
เพราะบางห้องจะสามารถมองเห็นทะลุปรุโปร่งได้จาก lounge ชั้น15 นั่นเองค่ะ 

เมื่อมองย้อนกลับมาจากด้านในห้อง มาดูอีกมุมนึงกันบ้างนะคะ 
ด้านตรงข้ามเตียง เป็น TV จอใหญ่ มีแผง control อยู่ที่ข้างโซฟาค่ะ



ข้างๆ TV มีตู้ขนมและตู้เสื้อผ้าอยู่ติดกันค่ะ 
มาเปิดดูข้างในดีกว่า....



ตู้ด้านซ้ายเป็น mini bar ของกินที่อยู่ในตู้กระจกจะชาร์จเพิ่มนะคะ 
ส่วนที่เป็นชากาแฟ ทานได้ ไม่ชาร์จเพิ่มค่ะ 
ที่เลิฟมากๆคือ เค้ามีเครื่องทำกาแฟ Nespresso วางไว้พร้อมแคปซูลให้เลือก 3 รส ด้วยล่ะค่า 
คอกาแฟอบ่างเบลล์ มีหรือจะพลาด อิอิ 

ส่วนตู้ขวาสุด เป็นตู้เสื้อผ้า มีไม้แขวนหลายแบบ มีตู้เซฟจิ๋ว รองเท้าสำหรับใส่ในห้อง มีเสื้อคลุม 
และที่สำคัญมากๆเวลาไปงานต่างประเทศคือ เค้ามีเตารีดพร้อมโต๊ะรองรีดด้วยล่ะค่ะ ดีงามๆๆ 
เอาชุดราตรีไปไม่ต้องกลัวยับเลยทีนี้ เริ่ดๆ 

พาชมรอบๆห้องไปแล้ว มาถึงห้องสุดท้าย ที่จะไม่พูดถึงคงไม่ได้ นั่นก็คือ ห้องน้ำนั่นเองค่ะ



เมื่อเรามองผ่านโต๊ะทำงานเข้าไปอีกด้าน จะเจอกับห้องน้ำแบบ See-through กั้นส่วนเปียกและแห้งด้วยกระจกใสปิ๊ง 
ตอนแรกว่าจะเขินแล้ว แต่ลืมไปว่าอยู่คนเดียว อ๊ะไม่เกี่ยวๆ 555
จริงๆเค้ามีบานไม้ซ่อนอยู่หลัง TV ค่ะ เราสามารถดึงมาปิดโซนห้องน้ำได้มิดชิดเลยค่ะ



ห้องน้ำที่นี่เค้ามีครบเลย ทั้งฝักบัวและอ่างอาบน้ำ



ฝักบัวมีทั้งแบบฝักบัวปกติ และ Rain Shower ให้เลือกใช้นะคะ ส่วนอ่างอาบน้ำเป็นขนาดพอดีตัว 
มีขอบกันน้ำล้นด้วย แช่น้ำไปเพลินๆไม่ต้องกลัวน้ำกระเฉาะ ล้นมานองพื้น 
ที่ข้างอ่างล้างมือ มีเซ็ทสบู่ โลชั่น มีดโกน หมวกคลุมผมพร้อมมากๆค่ะ 
และขวดแก้วที่เห็นด้านบน คือ ขวดน้ำดื่ม เค้าจะมาเติมให้ทุกวันค่ะ 
ที่นี่เค้าใช้ขวดแก้ว เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกนั่นเองค่ะ 

อ่างอาบน้ำที่นี่เค้าวางชิดหน้าต่าง ที่ด้านนอกเป็นสวน ได้บรรยากาศเหมือนอยู่รีสอร์ท สปา อะไรแบบนั้นเลยค่ะล่ะ 
ข้างๆอ่างอาบน้ำ มีพื้นที่พอที่จะวางของเล็กๆ มี bath salt ให้กระปุกนึง 
แต่ใจจริงอยากจะพก Bath bomb ไปใช้ แช่น้ำร้อนๆฟองฟูๆนุ่มๆ โอ้โห.. 
ไว้มีโอกาสไปพักอีกเมื่อไหร่จะไม่พลาดเลยค่ะ 

ในส่วนของระบบไฟและแอร์ แผงสวิทช์ต่างๆในห้องเป็นแบบปุ่มสัมผัสทั้งหมด 
ใช้งานง่าย สะดวกมากค่ะ 

โอเค ในส่วนของภายในห้องก็เล่าไปละเอียดมากๆแล้ว อีกจุดของโรงแรมที่พลาดไม่ได้เลย 
หรือจะเรียกว่าเป็น Climax ของโรงแรมนี้ก็ว่าได้ น่าจะเป็นชั้น 5 ค่ะ 



เป็นชั้นที่มีลานโล่ง ฟิตเนส สปา bird-cage cabanas หรือ กระโจมทรงกรงนกหลากสีสัน
ที่เราสามารถเข้าไปนั่งคุย พักผ่อนกับเพื่อน ครอบครัวได้อย่างมีความเป็นกันเอง



บางกระโจมจะวางแทรกเข้าไปกับบริเวณสระว่ายน้ำ เวลาเราเข้าไปนั่ง จะรู้สึกเหมือนอยู่บนแพกลางน้ำ 
และบางจุดจะยื่นออกไปนอกตึก เพื่อรับวิวเต็มๆ เข้าไปนั่งแล้วเหมือนอยู่ในกรงนกที่ลอยอยู่กลางอากาศจริงๆ 
เวลามองจากนอกตึกจะเห็นกระโจมที่ยื่นออกมาลอยๆ ดูเท่ห์สุดๆไปเลยค่ะ


หรือในส่วนที่เป็น terrace กระโจมก็จะแทรกตัวเข้าไปในส่วนของสวนเขียวๆ ก็ดูสงบร่มรื่นดี 
น่านั่งอ่านหนังสือเงียบๆชิลๆ



นอกจากซุ้มหรือกระโจมที่พูดถึงไปแล้ว เค้ายังมีสระว่ายน้ำที่ขอบด้านนึงอยู่ชิดขอบอาคาร 
เวลาเราอยู่ในสระจะมองเห็นวิวเมืองได้เต็มๆ เสมือนว่าสระไม่มีขอบ ประมาณนั้นค่ะ



พื้นที่ทั้งหมดในชั้นนี้ ถูกล้อมไว้ด้วยทางเดินเล็กๆ จะเข้าไปเดินเล่น วิ่งจ๊อกกิ้งรอบตึกก็สามารถทำได้ 
บรรยากาศในชั้นนี้คือที่สุดจริงๆ ร่มรื่น น่าพักผ่อน อยากอยู่ที่นี่นานๆ 
อยากมีเวลาลงไปว่ายน้ำ นอนชมวิวให้อิ่มไปเลย



พูดถึงจุดชมวิว จุดที่สวยที่สุดของโรงแรมไปแล้ว มาถึงอีกจุด Climax ที่เบลล์ว่าพี๊คกว่าวิวสวยๆ 
นั่นก็คือของกินนั่นเองค่ะ 5555555 

ตอนเช้าเราก็เอาบัตรห้องเราไปยื่นที่เคาเตอร์ที่โซนภัตตาคาร LIME ชั้นเดียวกับล๊อบบี้นั่นเองค่ะ



อาหารเช้าที่นี่เค้าจัดเต็มมาก เรียกได้ว่ากินอย่างราชา 
เป็นบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่มีอาหารให้เลือกหลากหลาย จะจีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือฝรั่งก็มาครบ 
ที่จี๊ดใจมากคือเค้ามีอาหารแบบ Healthy ให้เลือกทานด้วย มีสลัด โยเกิร์ต ผลไม้สด น้ำผักผลไม้คั้นสดแบบไม่อั้น 
อยากกินผักอะไรผสมผลไม้อะไรคิดสูตรเองได้เลยค่ะ 
เบลล์ลอง Celery ผสม Carrot ก็อร่อยแบบสวยๆเฮลที้ๆ 
พวกเครื่องดื่มต่างๆมีครบเลยนะคะ นอกจากน้ำผัก น้ำผลไม้แล้ว 
ยังมีชากาแฟหลากหลายเมนู สั่งได้เรื่อยๆค่ะ 
สำหรับเด็กๆก็มีนมสดที่เราสามารถเลือกทานพร้อมซีเรียล คอร์นเฟลก โกโก้ครันช์ มีครบสุดๆ 

จะดื่มกาแฟเปล่าๆก็จะเบาไป พามาชมซุ้มขนมปังดีกว่าค่ะ 
มีครบ ทั้งปังจืดปังหวาน ไปจนถึงขนมปังธัญพืช ครัวซอง พายหน้าผลไม้ น่าทานทั้งนั้น 
เบลล์ว่าเบลล์กินเก่งแล้วยังลองได้ไม่ครบเลยค่ะ เยอะ น่าทานทุกอย่างเลย 



ถ้าใครต้องการโปรตีนและไขมันเพิ่มอีกนิด เดินเลี้ยวขวามาค่ะ 
จะเจอกับโซนชีส และบรรดาของที่ทานกับขนมปัง



มีชีสหลากหลายชนิดให้เลือกทาน มีแฮม ซาลามี่ 
และที่เด็ดมากคือแซลมอนรมควัน โอ้โหยยยย กินอันนี้ไปเยอะเลยค่ะ อร่อยมากจริงๆ 

สำหรับใครที่ยังโหยหาโปรตีนเพิ่ม ขอให้เดินลึกเข้ามาด้านในค่ะ 
คุณจะเจอครัวไฟ มีอาหารจีน ซาลาเปา ขนมจีบ บะหมี่ผัด ของหนักๆให้เลือกทาน 
หรือใครอยากทานแบบฝรั่ง ก็ยังมีไส้กรอก แฮม เบคอน ให้เลือกทานคู่กับแพนเค้ก วาฟเฟิล หรือมัฟฟิน 



ในรูปบนนี่บอกเลยว่า เป็นมะเขือเทศกริลที่เด็ดโคตรๆค่ะคุณ หอม หวาน อร่อยมากๆ 
ใครไม่ถนัดอาหารหน้าตาแปลกๆ อยากได้อะไรพื้นๆ อารมณ์ Back to Basic 
บรรดาเมนูไข่เค้ามาครบเลยนะคะ จะไข่ต้ม ไข่เจียว หรือแม้แต่ egg benedict สวยๆก็มาค่ะ 
จานนี้เด็ดมากจริงๆ พี่จัดไปสองกระทะหน่าคะ โฮ๊ะๆๆๆๆ



โอเค บรรยายแล้วก็อยากกลับไปอีกจริงๆ คือมันประทับใจในหลายๆอย่าง 
เบลล์ว่าใครที่เลือกไปพักโรงแรมนี้ เลือกแบบมีอาหารเช้านะคะ คุ้มมากจริงๆค่ะ 

เอาล่ะ เบลล์ก็เขียนรีวิวไว้ละเอียดมากๆๆๆ นี่ก็เป็นประสบการณ์ดีๆที่เบลล์ได้รับมา 
ก็หวังว่าจะเป็นข้อมูลให้เพื่อนๆที่กำลังมองหาที่พักดีๆเจ๋งๆในสิงคโปร์นะคะ 
สำหรับข้อมูลราคาที่พัก ประเภทห้องต่างๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากช่องทางต่างๆ ตามนี้ค่ะ 


สุดท้าย ขอขอบคุณ Nuffnang Netccentric และ โรงแรม PARKROYAL on Pickering
สำหรับประสบการณ์ดีๆในทริปนี้นะคะ 

เจอกันใหม่บล็อกหน้าค่ะบายๆๆๆๆ
Smiley





 

Create Date : 11 กันยายน 2559    
Last Update : 11 กันยายน 2559 19:43:29 น.
Counter : 657 Pageviews.  

REVIEW ลองใช้ชีวิตชิลๆแบบ Slow Life สไตล์ฮิปสเตอร์ ที่ “26 Bed and Coffee”

ช่วงนี้ต้องยอมรับเลยว่ากระแสการใช้ชีวิตแบบชิลๆ Slow Life กำลังฮิตมากๆ 

ยังรวมไปถึงอาหารการกินเพื่อสุขภาพ เมนูคลีน เบเกอรี่คลีนๆก็กำลังเป็นที่นิยม 
และเป็นที่เสาะแสวงหากันมากขึ้น ก็นับเป็นไลฟ์สไตล์ที่คนสมัยนี้ให้ความสนใจกันมาก 
และเมื่อไม่นานมานี้ เบลล์มีโอกาสได้ไปลองใช้ชีวิตชิลๆที่ร้านแห่งนึง ซึ่งต้องบอกเลยว่า ตรงคอนเซปต์มากๆ 
ทั้งการตกแต่งร้าน ของที่วางขาย กาแฟ Cold Drip เมนูอาหารต่างๆก็เน้นความคลีน 
แต่จะเรียกว่าร้านก็คงไม่ถูกนัก เพราะเค้าไม่ได้ขายของ ขายกาแฟหรือเบเกอรี่เพียงอย่างเดียว 
เค้ายังขายประสบการณ์ผ่าน Creative Space เล็กๆในบรรยากาศที่เป็นกันเอง 
แถมยังมีห้องพักให้เราได้นอนพักสบายๆด้วย สถานที่นี้ เค้ามีชื่อแนวๆว่า 26 Bed and Coffee นั่นเองค่ะ



26 Bed and Coffee ตั้งอยู่ข้างศาลเจ้าโป๊ยเซียน โจวซือ หลังตลาดหนองมน จ.ชลบุรี 
มีที่จอดรถด้านหน้าตึกสำหรับร้านกาแฟ และหลังตึกเป็นโซนห้องพัก 
ใครมีโอกาสไปเที่ยวแถวนั้น หรือผ่านมา ลองแวะไปพักจิบกาแฟ ชิมมัฟฟินสูตรคลีน ในร้านเก๋ๆกันได้ 

หากไปไม่ถูก เบลล์แปะแผนที่ไว้ให้แล้ว จิ้มเลยยยย… https://www.google.com/maps/dir//13.2831947,100.9358842/@13.2832132,100.9361489,18.5z


ภาพจาก Google Map Street View จะยังเป็นพื้นที่โล่งๆนะคะ เพราะตึกเค้าเพิ่งสร้างเสร็จไม่นานมานี้เอง 
ตอนนี้ถ้าไปถึงหน้าตึกจะมีที่จอดรถแบบนี้ค่ะ


และด้วยความที่ตึกยังใหม่ ทำให้ห้องพักมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะสภาพห้องและเฟอร์ยังใหม่มากๆๆๆ 
เรื่องห้องพักเดี๋ยวเบลล์จะขอเล่าในตอนท้าย ตอนนี้เบลล์ขอเล่าถึงบรรยากาศโซนด้านหน้ากันก่อน



ทางเข้าร้านจะอยู่ด้านข้างที่จอดรถค่ะ 

26 Bed and Coffee จะถูกแบ่งออกเป็น 2 โซนใหญ่ๆ คือ โซน Blackyard the creative space และโซนห้องพักด้านหลัง

โซน Blackyard the creative space เป็นเหมือนห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งได้สวย เก๋ไก๋ มีกลิ่นกาแฟหอมๆ เพลงบอสซ่าเบาๆ น่านั่งชิล 
เมื่อเข้าไปสัมผัสแล้วรู้สึกอยากนั่งนานๆ ด้วยความที่พื้นที่ตรงนี้เป็นทั้ง lobby ร้านกาแฟ ขายชา กาแฟ เบเกอรี่โฮมเมดสูตรคลีน 
รวมไปถึงของจุกจิกกรุบกริบที่คงคอนเซปต์ความเก๋ของร้าน


เมนูเด่นๆของร้าน ที่ใครแวะมาแล้วต้องไม่พลาด คือ กาแฟ Cold Drip นั่นเอง


แก้วที่เบลล์ได้ลองชิม เป็นกาแฟดริปใส่ไอศกรีมมะพร้าว หวานน้อย 
ชื่อเมนูว่า Coco coffee (หรือเรียกง่ายๆ Coco kof) รสละมุนมากๆ แต่ไม่เลี่ยนค่ะ


นอกจากกาแฟแล้ว ยังมีขนมโฮมเมดสูตรคลีน ให้เลือกชิมด้วยค่ะ ซึ่งเมนูแต่ละวันจะไม่เหมือนกัน 
วันที่เบลล์ไปมีบราวนี่คลีน มัฟฟินคลีนๆสองสามสูตร ซึ่งขนมเหล่านี้เจ้าของร้านทำเองทั้งหมด 
ทำให้ปริมาณที่ทำออกมาวางขายจะมีไม่เยอะ (ไปช้าอาจจะหมด) แต่เค้าเน้นที่คุณภาพจริงๆ 
ส่วนผสมคัดสรรมาแต่ของดีHealthyสุดๆ อย่าง งาขี้ม่อน อัลมอนด์ แป้ง blue corn ลูกพรุน ลูกเดือย กล้วย ฯลฯ


ใครที่รักสุขภาพ กลัวอ้วน ไม่ต้องกังวลกับเมนูอาหารร้านนี้เลยค่ะ คลีนจริงๆ และไม่หวาน 
ใครติดหวานก็จะมีน้ำผึ้งดอกแมคคาเดเมียให้เติมได้ 
จากที่ได้พูดคุยกับเจ้าของร้าน เบลล์สัมผัสได้เลยว่า ทุกเมนูที่ออกมาวางขาย ล้วนเกิดจากความตั้งใจและอินเนอร์ของเค้าล้วนๆ 
จุดนี้ทำให้รู้สึกว่า กาแฟและเบเกอรี่ร้านนี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร น่าสนใจจริงๆค่ะ


และที่เริ่ดสุดๆไม่พูดถึงไม่ได้แล้ว ก็คือมุม Creative Space ที่แทรกอยู่ในร้าน 
แขกที่มาเยือนสามารถนั่งเล่น ใช้เวลาบริหารสมาธิ นั่งจัดสวนน้อยในขวดแก้ว หรือ Terranium 
ที่กำลังเป็นกิจกรรมสุดฮิตสไตล์ฮิปสเตอร์อยู่ตอนนี้ โดยสามารถติดต่อทางร้านได้โดยตรง 
ซึ่งworkshop นี้มีค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ทางร้านมีขวดโหล หิน มอส หญ้า ของตกแต่งให้เลือก 
หรือใครอยากจะซื้อกลับไปจัดเองที่บ้าน เค้าก็มีวางจำหน่ายเป็น set ให้เลือกช๊อปด้วยค่ะ


เบลล์ก็ได้ลองจัด terranium เป็นครั้งแรก เป็นอะไรที่สนุก ท้าทาย และทำให้เราใจเย็นลงเยอะเลย สมกับชีวิตแบบ Slow Life จริงๆ 



นอกจากเราจะ enjoy กับกิจกรรมที่ทำแล้ว ยังได้สวนน้อยติดมือกลับไปตั้งที่โต๊ะทำงานด้วย 
มันเก๋มากๆนะบอกเลย ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องตากแดด ดูแลอะไรมากมาย ตั้งสวยๆไวที่โต๊ะ 
นั่งมองแล้วก็นึกถึงโมเมนท์ในร้าน อยากกลับไปอีกจัง


มาถึงโซนที่สอง คือส่วนที่เป็นที่พัก มีห้องหลายรูปแบบให้เลือกในราคาต่างๆกัน สามารถเช่าเป็นรายวัน หรือรายเดือนก็ได้ 
ซึ่งโซนห้องพักจะอยู่บนตึกหลังร้านกาแฟ มีทั้งหมดประมาณ 25 ห้อง มีลิฟต์ แม่บ้านเก็บห้อง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเหมือนโรงแรมทั่วไป 
ชั้นล่างมีระเบียงติดที่จอดรถ ใครเป็นนักปั่นสามารถลากจักรยานเข้ามาจอดหน้าห้องได้สบายๆเลยค่ะ 
สไตล์การแต่งห้องจะเป็นแบบเรียบง่าย เฟอร์ IKEA ให้อารมณ์คล้ายเวลาเราไปเช่าอพาร์ทเมนท์ต่างประเทศ ห้องขาวๆเฟอร์น้อยๆ โล่งๆ โปร่งๆ


ห้องที่เบลล์พักอยู่ชั้นล่างสุด เป็นห้องเตียงเดี่ยว ห้องน้ำในตัว มีฝักบัวเครื่องทำน้ำอุ่นพร้อม 
ในห้องมีแอร์เย็นฉ่ำ ตู้เย็น ทีวี มีช่องเคเบิ้ล WIFI ในห้องแรงมาก มีโซฟาเล็กๆ เซ็ทสบู่ ผ้าขนหนูครบ 

ห้องแบบนี้พักได้ 2 คน ราคา คืนละ 826 บาท รวมชุดกาแฟอาหารเช้าแล้วค่ะhttps://th.airbnb.com/rooms/6135923 

อาหารเช้า จะถูกเสิร์ฟที่โซน Backyard หรือโซนร้านกาแฟนั่นเอง 
โดยลูกค้าสามารถเลือก Option อาหารเพื่อสุขภาพได้อีกเช่นกัน โดยจะต้องแจ้งไว้ตอน Check-in ค่ะ
ในชุดจะมีกาแฟ มาพร้อมขนมปังหรือครัวซอง ทานคู่กับไข่ลวก ตบท้ายด้วยผลไม้ราดโยเกิร์ตโฮมเมดโรยธัญพืช เหมือนจะน้อย แต่อิ่มอยู่ท้องเลยล่ะ 
หรือใครไม่ถนัดอาหารคลีน ก็แจ้งไว้ได้ ทางร้านจะเตรียมชุดอาหารเช้าแบบปกติให้ค่ะ



นอกจากห้องพักแบบนี้แล้ว ยังมีห้องใหญ่ด้วย ตามไปดูรายละเอียดราคาที่พักแบบต่างๆ ได้จาก link นี้เลยค่ะ 

U Studio include morning Coffee set

C Studio include morning Coffee set

G Studio include morning Coffee set

เล่ามาซะยาวเลย เท่าที่ได้ไปสัมผัส ได้ไปลองใช้ชีวิตที่นั่นมาคืนนึง ก็รู้สึกว่าเป็นที่พักที่อยู่สบายโอเค 
อาจจะไม่ได้หรูหราแบบโรงแรมใหญ่ๆ แต่ได้ความอบอุ่นเป็นกันเอง เจ้าของร้านให้ความใส่ใจ ดูแลต้อนรับเป็นอย่างดี ยิ้มแย้มและใจเย็นสุดๆ 
การบริการอาจจะมีล่าช้าบ้างนิดหน่อย เพราะเบลล์เห็นเค้าดูแลกันอยู่แค่สองคน อาจจะเพราะร้านเพิ่งเปิดได้ไม่นาน 
แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าได้ไปลองพัก ได้ลองสัมผัสบรรยากาศชิลๆในร้านกาแฟ ได้ชิมเมนูคลีนๆ ได้ลองทำ terranium ซักขวดแล้วล่ะก็ 
จะต้องอยากกลับไปอีกแน่นอนค่ะ 

ใครสนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากช่องทางต่างๆ ตามนี้เลยค่ะ 

โทร. 090 520 2326 
https://www.facebook.com/26bedandcoffee/info
LINE 





 

Create Date : 02 กันยายน 2558    
Last Update : 2 กันยายน 2558 22:05:54 น.
Counter : 2132 Pageviews.  

เงินเดือนออกแล้วมาช๊อปกันๆ ข๊อป 500 ลด100 กับ We Love Shopping

ช่วงนี้มีงานเซล ลดกระหน่ำ Mid Year Sale กันมากมาย ทั้ง Online และ Offline 

วันนี้เบลล์ก็มีแหล่งช๊อปสินค้าแฟชั่นที่กำลังจัดโปรเก๋ๆมาแนะนำค่ะ 
นั่นก็คือเว็บ Weloveshopping.com นั่นเอง 



ตอนนี้เว็บ Weloveshopping เค้ามีโปรน่าสนใจมากๆอันนึง คือ 

ใช้ code "BLG100" เป็นส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อสินค้า 500 บาท 
ซึ่งจะใช้ได้ตั้งวันนี้ – จนถึง 7 กรกฎาคม 
(เฉพาะร้านค้าที่ระบุและร่วมรายการเท่านั้นและต้องซื้อของภายในร้านเดียวเท่านั้น ไม่สามารถซื้อข้ามร้านกันได้) 



สำหรับใครที่เคยช๊อปออนไลน์อยู่แล้ว ก็ไม่ยากเลย 
แค่นำโค้ด BLG100 ไปใส่ในช่อง "ใช้คูปอง" ตอนสรุปรายการสั่งซื้อ เท่านี้เราก็จะได้รับส่วนลด 100 บาทละจ้า 
แต่ถ้าใครยังไม่เคยช๊อปกับเว็บ WeLoveShopping ก็สามารถช๊อปได้ง่ายๆ 
ขั้นตอนตามนี้เลยจ้า 

1. เข้าเว็บ WeLoveShopping 
ตาม Link นี้ได้เลย http://bit.ly/1BiqxPd
จะเจอเพจหน้าตาแบบนี้ 


มีร้านค้าให้เลือกช๊อกมากมาย ในหน้านี้จะรวมร้านที่ร่วมโปรนี้เอาไว้แล้ว เราก็เลือกร้านที่จะช๊อปได้เลย 
แต่ถ้าจะใช้โปรนี้ จะต้องซื้อของในร้านเดียวกันเท่านั้น ไม่สามารถซื้อข้ามร้านได้ค่ะ 


2. เลือกร้านที่สนใจ 
กด "เข้าชมร้าน" 



3. เลือกของ
เมื่อเข้ามาในหน้าของร้านแล้ว ก็ถึงเวลาเลือกของที่จะซื้อละค่ะ แต่ละร้านก็มีสินค้าหลายหลายมากมายต่างกันไป 
เบลล์เลือกร้าน Mingle เค้าเน้นขายรองเท้าพับได้ เอาไว้พกไปเปลี่ยนเวลาออกงานใส่ส้นสูงนานๆน่าจะเริ่ด 

เลือกของได้แล้ว ก็คลิกเข้าไปดูรายละเอียดสินค้า เข้าไปดูว่ามีไซส์เรามั้ย 


4. หยิบใส่ตะกร้า
อ่านรายละเอียดครบ ดูแล้วพอใจ ก็กดเลือกสี ไซส์ จำนวน และ "หยิบใส่ตะกร้า" 
จะมี pop up ขึ้นมาว่า เพิ่มสินค้า 1 ชิ้น เข้าตะกร้า 
ถ้าเราจะช๊อปต่อให้กด "ซื้อสิ้นค้าต่อ" หรือถ้าพอแล้ว ให้กด "ดูตะกร้าสินค้า" 




5. เช็ครายการสั่งซื้อ
เมื่อเลือกสินค้าครบตามต้องการแล้ว ที่มุมขวาบนชองหน้าจอ จะมีปุ่มสีชมพู เขียนว่า "ตะกร้าของฉัน" 
คลิกเข้าไป จะเจอกับหน้ารายการสินค้าที่เราเลือกไว้ ให้กด "สั่งซื้อสินค้าร้านนี้" 


6. Login เข้าสู่ระบบ
เว็บจะพาไปหน้า login เราสามารถสมัครสมาชิกกับเว็บโดยตรง 
หรือ เลือก Login with Facebook ก็ได้ง่ายๆเลยค่ะ 



7. กรอกที่อยู่จัดส่งและรายละเอียดต่างๆ แล้วกด "ดำเนินการต่อ" 




8. เช็ครายละเอียด การจัดส่งและการชำระเงิน
เลือกวิธีการจัดส่ง จะมีให้เลือกว่าเป็นพัสดุลงทะเบียนหรือ EMS ราคาค่าส่งจะต่างกันไปค่ะ 
จากนั้นเลือกวิธีการชำระเงินที่สะดวก จะจ่ายผ่าน ATM ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร อินเตอร์เน็ทแบงค์กิ้ง 
จะผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือ วอลเล็ท บาย ทรูมันนี่ ก็ได้ ตามเราสะดวกเลย 
(กดอ่านรายละเอียดของแต่ละวิธีก่อนได้ค่ะ) 





***สำคัญมาก อย่าลืมใส่โค้ด BLG100 ในช่อง "ใข้คูปอง" ที่ด้านขวา เพื่อรับส่วนลด 100 บาทค่ะ ใส่โค้ดแล้วกดปุ่ม "ใช้คูปอง" ราคาจะถูกปรับลดอัตโนมัติเลยจ้า ***



เรียบร้อยแล้วกดปุ่มเหลืองๆด้านล่าง "ยืนยันการสั่งซื้อ" 


9. ชำระเงิน
ในหน้านี้จะแสดงเลขที่การสั่งซื้อ สถานะ รายละเอียดต่างๆ พร้อมรหัสอ้างอิง REF.1 REF.2 สำหรับใช้จ่ายเงินค่ะ 
ด้านล่างๆของหน้านี้มีรายะเลียดขั้นตอนการจ่ายเงินในแต่ละธนาคารอย่างละเอียด 
อ่านแล้วทำตามไม่ยากเลยค่ะและถ้าเผลอปิดหน้านี้ไป เรายังสามารถอ่านรายละเอียดได้จากอีเมลที่ระบบส่งมาได้เลย 
เมื่อเราได้รหัสอ้างอิงแล้ว ก็นำไปจ่ายเงินให้เรียบร้อย พอชำระเงินเสร็จ ก็รอระบบตรวจสอบ 
เมื่อตรวจสอบเรียบร้อย ระบบจะส่ง SMS มาแจ้งว่าได้รับยอดเงินแล้ว ก็เป็นอันเรียบร้อย นอนตีพุงรอรับของได้เลย ชิลๆ 







*** เราสามารถ login เข้าไปในเว็บเพื่อเช็คสถานะสินค้าได้ด้วยว่า ตอนนี้อยู่ขั้นตอนไหน จัดส่งหรือยัง สะดวกมากๆเลยค่ะ **


อ่านขั้นตอนครบแล้ว สาวๆคงพร้อมแล้ว ไปช๊อปกันเล้ยยยยยยยยแต่ก็อย่าช๊อปเพลินกันเกินไปล่ะ เงินเดือนเพิ่งออก เดี๋ยวหมดไม่รู้น๊า 55555ไปละจ้า บ๊ายบายยยยย




 

Create Date : 26 มิถุนายน 2558    
Last Update : 26 มิถุนายน 2558 13:05:27 น.
Counter : 614 Pageviews.  

REVIEW รีวิว ถ้าจะหิวขนาดนี้ ขอลองสั่งอาหารกับ foodpanda กะเค้าหน่อย

เคยมั้ย ที่นั่งทำงานเพลินๆแล้วได้ยินเสียง โครกกกกครากกกก 

เคยมั้ย ที่พอจะออกไปหาอะไรทาน ก็กลัวงานจะไม่เสร็จ 
เคยมั้ย ที่นั่งทนทำงานจนหิว ท้องร้อง ไส้กิ่ว ตาลาย 
เคยมั้ย ที่อยากกินอะไรอร่อยๆ แต่ก็ขี้เกียจเกินไปที่จะออกจากบ้าน 
เคยมั้ย ที่กินอะไรง่ายๆจนเบื่อ มาม่า ไวไว ยำยำ หรือแม้แต่ของในเซเว่นมีเป็นร้อยก็ไม่รู้จะกินะไรดี 
หรือว่า 
เคยมั้ย ที่ไม่อยากแต่งตัวแต่งหน้าทำสวยเพียงเพื่อแค่ไปทานอาหารในร้าน 

ถ้ายังนึกภาพไม่ออก เบลล์มีภาพประกอบฮาๆมาฝากค่ะ…




ถ้าคุณกำลังประสบหนึ่งในปัญหาที่ว่ามาวันนี้เบลล์มีทางเลือกใหม่ในการหาของกินมารีวิวให้ชมกันจ้า 
ทางเลือกที่ว่าก็คือ แถ่แด้นนนนน….



Foodpanda ฟู้ดแพนด้า เป็นบริการจัดส่งอาหารจากร้านที่เข้าร่วมในเครือข่าย ซึ่งมีร้านเข้าร่วมกว่า 500 ร้าน 
โดยเราสามารถใช้บริการได้ง่ายๆ เพียงแค่คลิกเข้าไปในเว็บหรือแอพเท่านั้น 

ฟังดูง่ายมากๆเลยใช่ม่า เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เบลล์ก็จะมาลองสั่งดูบ้างว่าจะเป็นยังไง โอมั้ย อะไรยังไง มาดูกันเลย 
ขั้นตอนการสั่งอาหารนั้นง่ายมาก แค่เพื่อนๆมีอินเตอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่ต่อเน็ตได้ ไม่ว่าจะเป็นคอม แทปเล็ต สมาร์ทโฟน ก็ใช้สั่งอาหารได้ 

 ขั้นตอนแบบคร่าวๆ คือ 
 1.  เข้าแอพหรือเว็บ 
 2.  เลือกlocation ที่เราอยู่ 
 3.  ระบบจะโชว์ร้านที่ส่งในพื้นที่ใกล้เคียง เราก็เลือกร้านที่จะสั่ง 
 4.  เลือกเมนู กดสั่งซื้อ 
 5.  กรอกรายละเอียดที่อยู่และการจ่ายเงิน 
 6.  กดยืนยันแล้วนอนตีพุงรอกินของอร่อยได้เลย 
แต่ถ้าใครอยากอ่านแบบละเอียดๆ กดเข้าไปอ่านได้แบบเต็มๆใน link ข้างล่างนี้ค่ะ 

ถ้าใช้งานผ่าน Browser บนคอมพิวเตอร์ click อ่านที่นี่
ถ้าใช้งานผ่าน Application บนสมาร์ทโฟน click อ่านที่นี่

วันนี้รู้สึกอยากินอะไร อร่อยๆ และอยากจัดเต็มทั้งคาวหวาน เลยเลือกร้าน The 9th Café 
เป็นร้านที่เบลล์ชอบไปทานกับเพื่อนเลิฟ แต่วันนี้เพื่อนไม่อยู่ไง ขอลองเปลี่ยนบรรยากาศสั่งมาทานที่บ้านดีกว่า ฮรี่ๆๆๆ 
หลังจากเบลล์ได้กดสั่งอาหารจากร้าน ทำตามสเต็ปครบเรียบร้อย 
ในระบบบอกว่าจะจัดส่งภายใน 60 นาที เสียค่าจัดส่ง 60 บาท 
ไอ่หมีเบลล์ก็นั่งรอ นอนรอ ทำงานรอ ทำงานเพลินๆก็ผ่านไป 60 นาทีเป๊ะ 
ก็มีมอเตอร์ไซค์ขับมาเทียบหน้าบ้านพอดีเด๊ะ!



พี่แมสเซนเจอร์ในชุดสีแดง ก็หิ้วของกินที่เรารอคอยมาให้พร้อมใบเสร็จเล็กๆแบบนี้



ถ้าเราเลือกที่จะจ่ายเงินสด ก็ถึงเวลาที่ต้องจ่ายแล้วจ้า 
แต่ถ้าใครจ่ายเครดิตออนไลน์ไปแล้ว ก็หิ้วอาหารขึ้นบ้านไปได้เลย



ก็ถือว่า ส่งได้ตรงเวลาเป๊ะมากๆสำหรับรอบแรก 
แต่เบลล์ได้ลองสั่งรอบที่สอง ลองเปลี่ยนร้านเป็น YAMANE สยามสแควร์ ปรากฏรอบนี้มาเลทไปหน่อยนึง 
เบลล์ว่าเรื่องเวลาจัดส่งนี่ แอบเอาแน่เอานอนไม่ได้ เห็นบางคนบ่นเหมือนกันว่าเลท 
แต่หลายคนก็ว่าตรงเวลา เอาเป็นว่าถ้าจะสั่ง foodpanda คงต้องวางแผนเรื่องเวลาดีๆ 
เพราะเดี๋ยวจะทนไม่ไหว หมดความอดทนไปเสียก่อน T^T 

แล้วอาหารที่ได้รับล่ะ สภาพเป็นยังไงบ้าง… 
ก็ไม่เท่าไหร่นะ แค่ดูน่ากินมว๊ากกกกกกก ก็แค่เนี๊ย…(อ่านแล้วหมั่นไส้มะ 5555)

ปลากระพงอบอัลมอนด์ เสิร์ฟพร้อมมันบดและผักโขมผัด



ลาซานญ่าเนื้อ กับ เฟตตูชินี คาโบนาร่า
ลาซานญ่าชีสเน้นๆ กัดเข้าไปทีนี่ฟินนนนนนน
คาโบนาร่าก็กลมกล่อมกำลังดี แต่เส้นเริ่มอืดแล้ว รีบถ่ายรูปรีบกินๆๆๆๆ



อีกจานกับปลาหมึกชุบแป้งทอด ทานคู่กับทาร์ทาร์ซอส
อันนี้ยังกรอบอร่อย ใช้ได้ๆๆ



(ยิ่งดูรูปก็ยิ่งหมั่นไส้ใช่มะ 55555555) 

มื้อนี้เบลล์สั่งไปหลายอย่างเหมือนกัน มีทั้งของกินเล่นอย่าง ปลาหมึกชุบแป้งทอด 
ของกินหนักๆอย่าง เฟตตูชินี คาโบนาร่า ลาซานญ่าเนื้อ และปลากระพงอบอัลมอนด์ที่ติดอันดับ top10 dish ในเว็บ 
และที่ขาดไม่ได้คือ ของหวานตบท้าย Apple Caramel Cake อันนี้ไม่เคยทาน 
แต่เห็นเป็นเมนูแนะนำใน Top10 Dish เลยอยากลองบ้าง เปรี้ยวๆหวานๆตัดเลี่ยนดีเลย



โดยรวม อาหารหน้าตาดูดีทีเดียว แม้ยอดช๊อกโกแล๊ตจะยุบไปนิด แต่เค้กตั้งมาสวยงาม 
ไม่ล้มเละเทะแต่อย่างใดอาหารเค้าจะแพ๊คมาอย่างดีเลยค่ะจานใหญ่ๆจะใส่กล่องโฟมใหญ่มา รองด้านในด้วยฟอยล์ 
สะอาดเรียบร้อย ไม่หก ไม่เละจานย่อยๆจะใส่กล่องพลาสติกใสอย่างดี รวมไปถึงเครื่องเคียง
ก็ใส่มาในตลับพลาสติกแข็งแรง ไม่ก๊องแก๊งจริงๆจะทานในกล่องนั้นเลยก็ได้ 
แต่หมีว่ามันไม่เก๋ หมีเลยจัดลงจานพอสวยงาม สร้างสุนทรีย์ในการกินนิดนึง



พวกอาหารที่สั่งมา ก็ยังอุ่นๆนะคะ ไม่ร้อนจี๋แบบอกจากเตา แต่ก็ไม่เย็นชืดแต่อย่างใด 
ของทอดยังกรอบอร่อยดี แต่พวกพาสต้าแอบอืดนิดๆ อาจจะเพราะใช้เวลานานกว่าจะมาถึงบ้านเบลล์อะเนอะ 
ส่วนเค้กเค้าใส่กล่องมาให้ เหมือนเวลาเราสั่ง take home อะค่ะ 
สภาพเค้กดีมาก และอร่อยมากด้วย มันเด็ดตรงนี้อะๆๆจะหาว่าโม้ กินโชว์ซะหน่อย..




555555 คือหิวและอร่อยแค่ไหน ดูจากรูปคงเข้าใจโน๊ะ 5555555 

ในส่วนการสั่งครั้งที่สอง เบลล์สั่งข้าวหน้าแซลมอนซาชิมิ จากร้าน YAMANE 
เค้าแพ๊คมาในชามกลมมีฝาปิดแบบนี้



แม้ครั้งที่สองจะส่งเลทไปนิด แต่อาหารอยู่ในสภาพดีมากเช่นเคย และอร่อย พอจะให้อภัยกันได้ 55555 
(แอบฟินกับปลาดิบ ฮรี่ๆๆๆ สมกับที่เป็นหมีจริงๆ เอ๊ะ หมีแพนด้าไม่กินแซลมอนป่ะแก? 555 ) 

หลังจากที่อิ่มอร่อยกับอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็มีอีเมลจาก foodpanda ส่งมาเพื่อให้เราประเมินผล 
เราก็เลยจัดไป แอบบ่นเล็กน้อยเรื่องระยะเวลาจัดส่ง ก็หวังว่า จะมีการปรับปรุงที่ดีขึ้น เบลล์จะได้ใช้บริการอีกเรื่อยๆ



ทีนี้เบลล์ขอสรุปข้อดี ข้อเสียกันนิดนึงนะคะ 

จุดเด่นและข้อดี 
1. ความสะดวกสบาย มีคนมาส่งอาหารให้ถึงมือ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปนอกบ้าน
2. มีร้านอาหารที่เข้าร่วมเยอะทีเดียว มีครบทั้งของคาว หวานและเครื่องดื่ม 
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับว่าเราอยู่ในบริเวณไหน ถ้าบ้านไม่ได้อยู่ในพื้นที่จัดส่งของร้าน ก็อดนะจ๊ะ 
(ข้อนี้อาจจะเป็นทังข้อดีและข้อเสีย ดีสำหรับคนที่อยู่ในละแวกที่มีร้านหลากหลาย 
แต่ก็เป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่มีร้านอาหารอยู่ในละแวกบ้านเลย)
3. เลือกเมนูได้ง่าย ใช้งานเว็บและแอพได้ง่าย เข้าใจง่าย มีรีวิวให้ดาวร้าน 
และมีการจัดอันดับเมนู Top 10 เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกอาหารได้ง่ายขึ้น
4. แพ๊คอาหารได้ดีมากๆ ไม่หกเลอะเทอะ สั่งเค้กมาก็ไม่เละ อันนี้โอเคมากค่ะ
5. พนักงานส่งของมีความสุภาพ อัธยาศัยดี

จุดด้อยและข้อเสีย
1. ค่าบริการจัดส่งบางร้านแอบแพงไปนิดนึง เช่น 60 บาท 100 บาท 
แต่ถ้าคิดว่า แทนค่ารถที่จะต้องออกไปกินนอกบ้าน ก็หยวนๆนะ 5555
2. ใช้เวลาในการดำเนินการจัดส่งนาน แถมยังล่าช้าในบางครั้งด้วย ข้อนี้ถ้าปรับปรุงได้ จะน่ารักมากนะจ๊ะแพนด้าจ๋า
3. บางร้านมีกำหนดเวลาเปิดปิดในช่วงพักเที่ยง ทำให้เราไม่สามารถสั่งอาหารได้อย่างทันใจในช่วงเที่ยง 
เช่น ร้าน Bon Chon มีช่วงเบรกตอนเที่ยง คือถ้าจะกินเป็นมื้อเที่ยง เราต้องวางแผนและสั่งล่วงหน้าตั้งแต่ 11 โมง 
ไม่เช่นนั้นต้องรอร้านเปิดอีกทีช่วงบ่ายสองเลยจ้า ในข้อนี้ถือเป็นข้อจำกัดสำหรับบางร้านเท่านั้น 
แต่ร้านส่วนมากก็เปิดปิดในเวลาปกติค่ะ

foodpanda เหมาะกับใคร
เบลล์ว่า foodpanda เหมาะกับ ใครก็ตามที่ขี้เกียจออกนอกบ้าน อาจจะติดงาน ติดธุระ เบื่อรถติด 
ขี้เกียจแต่งสวยไปกินในร้าน หรือจะเป็นหนุ่มสาวออฟฟิสที่โหมงานหนัก ต้องปักหลักในออฟฟิศ 
อยากออกไปกินอะไรดีๆก็กลัวงานจะไม่เสร็จ เราก็แค่กดสองสามจึ๊กในแอพ นั่งทำงานรอไปชิลๆ 
เผลอแป๊บเดียวคุณพี่ในชุดแดงก็หิ้วอาหารมาส่งถึงมือเลยจ้านอกเหนือจากบุคคลเหล่านี้แล้ว 
เบลล์ว่าบริการของ foodpanda ก็แอบเหมาะกับคุณพ่อบ้าน คุณแม่บ้านที่เบื่อการทำกับข้าว 
แต่ก็ไม่อยากพุ่งตัวออกไปทานตามร้าน เราก็แค่แพลนเวลา และกดสั่งอาหารล่วงหน้าได้เลย 
หรือจะสั่งมาเตรียมเซอร์ไพร์ซเปลี่ยนบรรยกาศกับคุณสามี ก็ทำได้ง่ายนิดเดียว

เอาล่ะ สำหรับรีวิวนี้ เบลล์ก็เขียนไว้ละเอียดมากๆ นึกไม่ออกแล้วว่าจะเขียนเรื่องอะไรต่อดี
เอาเป็นว่า ถ้าใครมีคำถามก็ทิ้งไว้ในคอมเมนท์หรือเข้าไปถามในแฟนเพจได้เลยนะคะ 
จะเข้ามาเช็คเรื่อยๆจ้า วันนี้ต้องขอตัวไปนอนย่อยละจ้า (ทานเยอะไปหน่อย555)

ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ

บ๊ายบาย
Smiley


ขั้นตอนการสั่งอาหารกับ foodpanda


1. เข้าไปที่เว็บ http://www.foodpanda.co.th ลงทะเบียนที่มุมขวาบน กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน 
หรือจะ log in ผ่าน Facebook ก็ได้ ง่ายมากๆค่ะ เมื่อสมัครเรียบร้อยจะมี email ยืนยันการสมัคร 
2. กลับมาที่เว็บ foodpanda เลือก location หรือสถานที่ใกล้เคียงที่อยู่ของเรา ใส่ชื่อเมืองและพื้นที่ 
3. กดปุ่ม “หาร้าน” ระบบจะโชว์ร้านที่จัดส่งในละแวกนั้นๆ

4. ด้านซ้ายจะมี filter ที่เพื่อนๆสามารถกรองตัวเลือกได้ เช่น สามารถให้แสดงผลเฉพาะร้านที่มี Promotion หรือ Deals 
หรือจะให้กรองมาเฉพาะร้านอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น ก็ได้เช่นกัน 
5. เลือกร้านที่สนใจ คลิกเข้าไป ถ้าร้านเปิดบริการอยู่ ระบบจะโชว์เมนูพร้อมราคา 
(บางเมนูอาจจะไม่มีรูป)


6. เลือกอาหารที่จะสั่ง บางเมนูจะมีตัวเลือกเพิ่มเติม เช่น สปาเก็ตตี้คาโบนารา 
มีให้เลือกเส้นชนิดต่างๆกัน เมื่อเลือกได้แล้ว เมนูที่เลือกจะไปโผล่ใน Your Order ที่ด้านขวา

7. พอเลือกจนพอใจแล้ว ก็คลิกไปที่ปุ่ม “ดำเนินการชำระเงิน” ระบบจะพาไปหน้า “ตรวจสอบออเดอร์ของคุณ” 
ในหน้านี้ เราสามารถแก้ไข ลดเพิ่มเมนูอาหารได้ เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้ส่งทันที หรือนัดเวลาส่งล่วงหน้า 
ถ้ามี Code ลดราคา หรือโปรโมชั่นต่างๆก็กรอกลงในหน้านี้ได้เลยค่ะ 
ถ้าเรียบร้อยแล้ว ก็กด “แจ้งออก”



8. มาที่หน้า “แจ้งออก” จะมีช่องให้กรอกที่อยู่จัดส่ง และให้ “เลือกรูปแบบชำระเงิน” 
เราสามารถเลือกได้ว่าจะจ่ายเงินสด จ่ายออนไลน์ หรือ PayPal กดยืนยัน ก็เป็นอันเสร็จพิธี

9. ระบบจะส่งอีเมลและ SMS มายืนยันว่าได้รับออเดอร์แล้ว และมีคนโทรมาแจ้งว่าได้รับออเดอร์แล้ว และสอบถามเส้นทางเพิ่มเติม 
แต่ในการสั่งครั้งที่สองของเบลล์ไม่มีคนโทรมายืนยันนะคะ มีแต่แมสเซนเจอร์โทรมาถามทางค่ะ




1. โหลดและติดตั้ง app foodpanda จากลิ้งค์นี้ https://www.foodpanda.co.th/th/contents/apps 

2. เข้าแอพ เลือกเมืองและพื้นที่ หรือจะใช้ GPS บอกตำแหน่งก็ได้ 
เมื่อเลือกได้แล้ว แอพจะโชว์ร้านอาหารที่อยู่ในพื้นที่จัดส่ง 
ในหน้านี้ มุมขวาบนจะมีรูปกรวย เราสามารถเลือกตัวเลือกเพื่อกรองร้านที่เราต้องการได้ 
สามารถเซ็ทให้แสดงผลเฉพาะร้านที่มี Promotion หรือ Deals หรือจะให้กรองมาเฉพาะร้านอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น ก็ได้เช่นกัน




3. เลือกร้านที่สนใจ คลิกเข้าไป ถ้าร้านเปิดบริการอยู่ ระบบจะโชว์เมนูพร้อมราคา (บางเมนูอาจจะไม่มีรูป) 
4. เลือกอาหารที่จะสั่ง บางเมนูจะมีตัวเลือกเพิ่มเติม เช่น สปาเก็ตตี้คาโบนารา 
มีให้เลือกเส้นชนิดต่างๆกัน เมื่อเลือกได้แล้ว เมนูที่เลือกจะไปโผล่ในถุงช๊อปปิ้งมุมขวาบน 
ในหน้านี้เราสามารถดู info ข้อมูลเพิ่มเติม เวลาทำการของร้านนั้นๆได้ โดยกดที่ info ใต้logo ร้าน



5. พอเลือกจนพอใจแล้ว ก็คลิกไปที่รูปถุงช๊อปปิ้ง ระบบจะพาไปหน้า “Basket” 
ในหน้านี้ เราสามารถแก้ไข ลดเพิ่มเมนูอาหารได้ ถ้าเรียบร้อยแล้ว ก็กด “Select Payment Method”





6. ระบบจะให้ log In ถ้าเราเคยสมัคร account ไว้แล้ว ก็ง่ายเลย ไม่ต้องกรอกที่อยู่อีกรอบแล้วจ้า 
แต่ถ้ายังไม่มี account จะต้องกรอกที่อยู่ทั้งหมดให้เรียบร้อย และกดเลือก “Select Payment Method” 
7. เลือกรูปแบบชำระเงิน เราสามารถเลือกได้ว่าจะจ่ายเงินสด หรือ จ่ายออนไลน์ 
ถ้ามี Code ลดราคา หรือโปรโมชั่นต่างๆก็กรอกลงในหน้านี้ได้เลยค่ะ กดยืนยัน Place Order ก็เป็นอันเสร็จพิธี 
8. หลังจาก Place Order เรียบร้อย จะมี SMS และ Email ยืนยันออเดอร์เรา 
แล้วเราก็รออาหารมาส่งถึงบ้านได้เลย!



นอกจากนี้ ในปุ่มสัญลักษณ์ขีดนอนสามขีด ยังซ่อนเมนูลัดเอาไว้ เราสามารถกดเข้าไปเช็ค Deals ต่างๆ 
เช่น ส่งฟรี หรือมีของแถมอะไรแบบนั้น



และแถมในระบบยังมีเก็บข้อมูลส่วนตัวไว้ด้วย ว่าเคยสั่งอหารอะไรบ้าง 
ทำให้เราสามารถสั่งออเดอร์ซ้ำได้ ช่วยประหยัดเวลาในการสั่งอาหารครั้งต่อๆไปจ้า

ขั้นตอนการสั่งแบบละเอียดฝุดๆ ก็มีเพียงเท่านี้ ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆไม่มากก็น้อย

ไปจริงๆแล้วน๊าาาา บายยยย




 

Create Date : 24 มีนาคม 2558    
Last Update : 24 มีนาคม 2558 21:33:18 น.
Counter : 946 Pageviews.  

Review รีวิว ลองใช้สมาร์ทโฟนจอใหญ่บึ้ม Samsung Galaxy Mega2

สวัสดีจ้าสาวๆ ช่วงนี้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆออกมาวางขายกันตู้มๆ เยอะชนิดที่เลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว 

วันนี้เบลล์มีอีกตัวเลือกนึงที่น่าสนใจ และน่าจะเหมาะกับ lifestyle ของสาวๆยุคนี้ มารีวิวให้อ่านกันจ้า 
รุ่นที่จะพูดถึงก็คือ นี่เลย... Samsung Galaxy Mega2 สมาร์ทโฟนจอใหญ่บึ้ม ตามชื่อรุ่นเค้าเลยล่ะ


หน้าตาเรียบๆ เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าลบมุม ตามสไตล์ Samsung 
ขอบเป็นสีเงินเงาๆแบบโครเมียม มีปุ่มกดตรงกลาง และปุ่มแบบทัชอยู่2ข้าง 
ส่วนปุ่ม Volume และ Power จะอยู่ที่ขอบข้างๆ ซ้ายและขวา



ฝาหลังเป็นพลาสติกปั๊มลาย texture หนัง มีลายรอยเย็บที่ขอบ ทั้งสองข้าง



มาพร้อมกล้องหลัง CMOS 8.0 MP และแฟลชในตัว 
ส่วนกล้องหน้า CMOS 2.1 MP ละเอียดใช้ได้เลยค่ะ 
เดี๋ยวเราจะมาพูดถึงกล้องในตอนท้ายๆ เรามาดูจุดเด่นของ Galaxy Mega2 กันก่อน 
สิ่งที่จะไม่พูดถึงคงไม่ได้เลย ก็คือ ขนาดจอที่ใหญ่สุดๆนั่นเอง



จอที่ว่าใหญ่บึ้มนั้น มีขนาดใหญ่ถึง 6.00” ใหญ่จริงอะไรจริง แถมเป็นแบบ HD ซะด้วย 
ลองเปิดมาใช้ครั้งแรกต้องร้องว้าว เพราะจอสีสันสดใส สวยคมมากๆ 
เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าจอใหญ่ๆแบบนี้ ทำอะไรได้บ้าง 

จอใหญ่ๆถูกใจคอซีรี่ส์ 
ไหนๆสาวๆคนไหนติดซีรี่ส์บ้าง ยกมือขึ้น เบลล์ล่ะคนนึง ติดซีรี่ส์งอมแงม ว่างหน่อยไม่ได้ 
เป็นต้องเปิดดูซักตอนสองตอน ไม่ว่าจะในร้านกาแฟ ที่โต๊ะทำงานตอนพักเที่ยง 
หรือแม้แต่บนที่นอน ก่อนจะนอน จะต้องเปิดซีรี่ส์ดูซักตอน ถึงจะหลับได้ 
ปกติถ้าออกไปนอกสถานที่เบลล์จะเปิดดูจากมือถือนี่ล่ะ ทั้งๆที่ก็รู้สึกว่ามันแอบเล็กไป 
บางทีต้องเพ่งเล็กน้อย แต่พอได้ลอง Galaxy Mega2 แล้วก็รู้สึกว่า เออ เห้ย มันก็ใหญ่ดีจัง 
ไม่ได้รู้สึกว่าเล็กจนขัดใจแบบดูจากมือถือทั่วไป subtitle ก็ไม่จิ๋วเลย อ่านได้สบายตาสุดๆ 
แถมรุ่นนี้ยังรองรับ 4G LTE ด้วยนะ แบบนี้ไม่ต้องกลัวเลยว่าดูหนังจะกระตุก ลื่นปรื้ดๆ 



จอใหญ่ๆโดนใจสาวติดเกมส์ 
จอใหญ่ๆไม่ได้ทำมาเพื่อดูหนัง ดูซีรี่ส์อย่างเดียวนะจ๊ะ ใช้เล่นเกมส์ก็ฟินไม่น้อยเลย 
ตอนนี้เบลล์ติดเกมส์ Tsum Tsum ไหนๆใครติดบ้าง 5555 เล่นจากมือถือเก่ามันก็จุ๋มจิ๋มอะนะ 
พอมาเล่นใน Galaxy Mega2 แล้วแบบโอววววว ใหญ่ดี เห็นชัด 
นิ้วใหญ่ๆลากกันมันส์เลยค่ะ ลากยังไงก็ไม่พลาด



และลองเล่น The Sims เทียบกับมือถือทั่วไปแล้ว แบบ โอว รู้สึกต่างกันชัดเจนเลยค่ะ เลิฟเลยอ่ะ 
ส่วนเรื่องความลื่นไหลในการเล่นเกม ไม่มีปัญหาใดๆเลยค่ะ ลื่นปรื๊ด ยังไม่เจอแอปหลุดหรือดับเลย 
โอเคมากๆ 

จอใหญ่ๆ แม้ไม่ใช่คอซีรี่ส์ ไม่อินกับเกม ก็ยังเหมาะกับสาวติดอ่านด้วยนะจ๊ะ 
อ๊ะๆอย่าอ่านผิดเชียว ไม่ใช่ติดอ่างนะจ๊ะ ติดอ่านจ้า5555 Galaxy Mega2 มีจอที่ใหญ่มาก 
จึงเหมาะกับการอ่านหนังสือ e-Books e-Magazine หรือแม้แต่ข่าวบนเว็บไซท์ต่างๆ 
สาวๆสามารถอ่านได้อย่างสบายตา ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องจ้องเลยล่ะ เริ่ด! 




จอใหญ่ๆทำหลายอย่างพร้อมกันก็ได้นะ 
ฟีเจอร์นี้เป็นอะไรที่ทำมาเพื่อเอาใจสาวๆ Multitask โดยเฉพาะ 
เคยมั้ยที่บางทีก็อยากจะดูหนังพร้อมเช็คเมล บางทีก็อยากจะดูคลิปพร้อมเล่นเฟสบุ๊ค 
หรือแม้แต่อยากจะเช็คเมลไปเสิชกูเกิ้ลไปพร้อมๆกัน ก็สามารถนะจ๊ะ 
ด้วยฟังก์ชั่น Multi Window เราสามารถแบ่งหน้าจอเป็น 2 ส่วน ใช้งาน 2 แอปไปพร้อมๆกัน



นอกจากนี้ ยังมี Popup Notice จะเด้งขึ้นมาเป็นจอเล็กๆลอยอยู่บนแอปที่เรากำลังใช้งาน เช่น 
กำลังดูหนังอยู่แล้วมี sms หรือมีสายเรียกเข้า ก็จะป๊อบหน้าต่างเล็กๆ ซ้อนขึ้นมา 
ทำให้เราไม่พลาดทุกการติดต่อด้วยจ้า

นอกจากจอใหญ่ล่ะ มีอะไรเริ่ดๆอีกมั้ย 
มีค่ะ Galaxy Mega2 มาพร้อมกับโหมดประหยัดพลังงานแบบพิเศษ 
เมื่อเปิดใช้งานโหมดนี้ เจ้า Mega2 จะลดการใช้แบทลง ทำการปิดแอปและฟังก์ชั่นที่ไม่จำเป็น 
และจะสามารถใช้งานได้เฉพาะแอปที่จำเป็น หรือแอปที่เราต้องการเท่านั้น 
แบบนี้เราก็จะสามารถยืดอายุแบทออกไปได้อีกเยอะเลยค่ะ เช่น 
แบทเหลือ 22% เมื่อเปิดโหมดนี้ เราจะยื้อออกไปได้นานถึง 2.9 วันเลยทีเดียว เริ่ดนะ


และอีกความเริ่ดที่น่าจะถูกใจสาวๆ ก็คือกล้องนั่นเอง 
Galaxy Mega2 มาพร้อมกล้องหลัก CMOS 8.0 MP และแฟลชในตัว 
ส่วนกล้องหน้า CMOS 2.1 MP ความละเอียดให้มาขนาดนี้ ถือว่าน่าสนใจทีเดียว 
เบลล์เชื่อว่า สำหรับสาวๆแล้ว มือถือมีไว้ถ่ายอยู่ไม่กี่อย่าง... 
กล้องหลังถ่ายอาหาร ...กล้องหน้าถ้ายตัวเอง 555555 จริงมั้ยคะ? 
เบลล์เลยจัดมาเน้นๆให้ชมกันจ้า



กล้องหลัง เบลล์ลองถ่ายอาหารในที่ร่ม สภาพแสงเหลืองนิดๆตามสไตล์แสงในห้าง 
ถ่ายออกมาสีสมจริง ไม่สดเว่อร์เกินไป









เดินๆไปเจอดอกไม้ ลองถ่ายมาโครใกล้ๆดูบ้าง 
อันนี้เป็นแสงธรรมชาติแบบ Outdoor ดอกไม้สีสวย รายละเอียดคมใช้ได้เลยค่ะ



แล้วกล้องหน้าล่ะ ลองถ่าย Selfie กันบ้าง 
เริ่มที่สภาพแสงธรรมชาติ หันหน้ารับแดดเต็มๆ เทียบกับถ่ายในที่ร่มแบบร้านกาแฟ ไฟเหลืองๆ 
จะได้ประมาณนี้...



อ่อ และอยากจะบอกว่า Galaxy Mega2 เค้ามีโหมด Beauty ด้วยนะจ๊ะ 
แต่ไม่มีการไล่ระดับนะ มีแค่เปิดกับปิด เบลล์เลยถ่ายมาเทียบให้ดูค่ะ 

สภาพแสงธรรมชาติ แต่อยู่ในที่ร่ม ค่อนข้างมืดนะ ถ่ายออกมาโอเคเลยค่ะ 
พอเปิดโหมด Beauty นะ เนียนสุดๆ 


สำหรับเรื่องกล้องและการถ่ายภาพ ถือว่าทำออกมาได้ดี และตอบโจทย์ lifestyle สาวๆมากๆเลยล่ะ 

แล้วจอใหญ่ขนาดนี้จะใช้งานสะดวกเหรอ 
ถ้าเทียบขนาด Galaxy Mega2 กับขนาดมือ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าใหญ่เกินมือสาวๆอยู่พอประมาณ 
นิ้วโป้งคงเอื้อมไปไม่ถึงอีกข้างของหน้าจอ แต่ Galaxy Mega2 ยังมีฟังก์ชั่นที่คิดมาเพื่อแก้ปัญหาจุดนี้ 
นั่นก็คือ ฟังก์ชั่นการใช้งานด้วยมือเดียว เมื่อเราเปิดโหมดนี้ 
คีย์บอร์ดหรือแป้นตัวเลขจะหดตัวลงไปกองอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ตามที่มือเราถนัด 
แบบนี้สาวๆก็ไม่ต้องกังวลว่าจะใช้งานไม่สะดวกอีกต่อไปจ้า 

เริ่มสนใจแล้วสิ
จอใหญ่ ฟังก์ชั่นแน่นขนาดนี้ สนนราคาที่ 13,900 บาทเท่านั้นค่ะ 
ถือว่าสมราคา ไม่ถูกไม่แพง 
สาวๆสามารถศึกษาข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งก์เลยจ้า

สำหรับรีวิวนี้เบลล์ไม่ได้เจาะลึกแบบบล็อกไอที แต่เบลล์เน้นในเรื่องของการใช้งาน 
และจุดเด่นที่น่าจะโดนใจสาวๆชาวเราหวังว่าสาวๆได้อ่านแล้วน่าจะเป็นประโยชน์ 
และเป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจได้นะคะ 

หากมีอะไรติชม สามารถทิ้ง comment ไว้ได้เลยจ้า ยินดีค่ะ 
และถ้ามีโอกาสได้ลองรุ่นอื่นๆอีก เบลล์จะเอามารีวิวให้อ่านกันอีกแน่นอนจ้า 
สำหรับวันนี้ขอตัวละจ้า 

บ๊ายบาย 
Smiley




 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2557 22:49:02 น.
Counter : 555 Pageviews.  

1  2  3  

bellyly
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 88 คน [?]




สวัสดีค่ะ เบลล์เองนะคะ
อาจจะคุ้นๆหน้ากันจากห้องแป้ง หรือจีบัน
เบลล์ชอบทำฮาวทู รีวิวเครื่องสำอางใหม่ๆ
อะไรใช้ดี ใช้แล้วชอบจะเอามาเม้าต่อในนี้
เบลล์เปิดบล๊อกนี้ไว้นานแล้ว แต่เพิ่งเอามาปัดฝุ่น
อัพบล๊อกใหม่ อยากเปิดบล๊อกนี้ไว้เก็บฮาวทู รีวิว
ที่เคยทำมาทั้งหมด ใครชอบไม่ชอบยังไง
เข้ามาพูดคุย เจ๊าะแจ๊ะกันได้นะคะ
ฝากตัวด้วยนะคะ ^ ^



CONTACT
Email: bellyly_ly@hot หรือ bellyly@gmail
Facebook : http://www.facebook.com/BellyBlog
Instagram : http://instagram.com/bellyly#
Twitter : https://twitter.com/bellyly_ly







Instagram
Friends' blogs
[Add bellyly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.