All Blog
สคบ. นัดโรงหนัง ถกราคาตั๋ว - อาหารแพง - โฆษณานาน 14 พ.ค.นี้

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

            สคบ. นัดผู้ประกอบการโรงหนังชี้แจงประเด็นราคาตั๋ว อาหาร แพงเกินจริง และฉายโฆษณา-หนังตัวอย่างนานเกิน พร้อมหามาตรการจัดระเบียบ 14 พ.ค. นี้

วันนี้ (13 พฤษภาคม 2556) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึงกรณีการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับราคาอาหาร ขนม รวมทั้งค่าบริการในโรงภาพยนตร์มีราคาไม่สมเหตุสมผล อาทิ ราคาบัตรชมภาพยนตร์ในแต่ละเรื่องมีราคาไม่เท่ากันโดยอาจเป็นไปตามกระแสความนิยมของสังคม และระยะเวลาการฉายโฆษณาและภาพยนตร์ตัวอย่างก่อนฉายภาพยนตร์จริงนานเกินไปว่า ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ สคบ. จะเชิญผู้ประกอบการโรงหนัง เช่น ตัวแทนจากบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จํากัด ตัวแทนจากบริษัท เอสเอฟ ซีเนม่า คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งตัวแทนจากภาครัฐ อาทิ กรมการค้าภายใน กรมสรรพากร เข้าร่วมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไข และจัดทำระเบียบใหม่ร่วมกัน

สำหรับประเด็นเพื่อการหารือในครั้งนี้มี 4 ประเด็น ได้แก่

1. รับฟังการชี้แจงประเด็นราคาบัตรชมภาพยนตร์ที่อาจมีราคาแพงเกินจริง โดยในเรื่องนี้ กรมการค้าภายในจะร่วมตรวจสอบต้นทุนค่าบริการที่แท้จริงด้วย

2. ราคาสินค้าที่ขายบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ เช่น ราคาป๊อปคอร์น หรือเครื่องดื่ม มีราคาเหมาะสมกับต้นทุนหรือไม่

3. ระยะเวลาการฉายโฆษณา สินค้าและบริการ รวมทั้งตัวอย่างภาพยนตร์มีระยะเวลายาวนานเพียงใด และได้แจ้งเวลาการฉายภาพยนตร์จริงโดยไม่นับรวมการฉายโฆษณาให้ผู้บริโภคทราบหรือไม่

4. สิ่งแวดล้อมในโรงภาพยนตร์ เช่น สภาพอากาศ ความสะอาด มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

            โดยเรื่องนี้จะใช้กลไกความร่วมมือกับบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Central Lab Thai ร่วมตรวจสอบด้วย

ทั้งนี้ คาดว่าผลการหารือจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการแจ้งระยะเวลาการฉายตัวอย่างภาพยนตร์ และโฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์จริง พร้อมทั้งจะมีระเบียบการแสดงราคาบัตรชมภาพยนตร์ในแต่ละเรื่องให้ผู้บริโภคได้ทราบ โดยจะรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ประกอบการก่อน แล้วจึงหามาตรการร่วมกันต่อไป



Create Date : 13 พฤษภาคม 2556
Last Update : 13 พฤษภาคม 2556 21:54:49 น.
Counter : 436 Pageviews.

0 comment
เปิดใจ “พระแจ๊ส” ย้ำบวชแทนบุญคุณพ่อแม่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางโลก
ที่มา : http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9560000057289



ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - “แจ๊ส สรวีย์ นัดที” อดีต “มิสทิฟฟานี ยูนิเวิร์ส 2009” เปิดใจหลังหันหน้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดเลียบ เขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งเป็นบ้านเกิด เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา และตั้งใจที่จะศึกษาพระธรรม และอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ตลอดชีวิต

       วันนี้ (13 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดเลียบ เขตเทศบาลนครสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา หลังมีข่าวว่า แจ๊ส สรวีย์ นัดที อายุ 24 ปี อดีต มิสทิฟฟานี ยูนิเวิร์ส 2009 ได้อุปสมบทอย่างเงียบๆ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้เข้าสอบถามเรื่องราวจาก พระอตุวาทีภิกขุ เจ้าอาวาสวัดเลียบ ซึ่งได้รับการยืนยันว่า การอุปสมบทมีขึ้นเมื่อวันที่ 12 พ.ค.2556

       “นายสรวีย์ นัดที หรือแจ๊ส ได้เข้าพิธีอุปสมบทแล้ว โดยได้รับฉายา พระมหาวิริโยภิกขุ หรือผู้มีความเพียรยิ่ง ซึ่งการเข้าอุปสมบทของแจ๊สไม่ขัดกับหลักของพระพุทธศาสนา ทั้งสภาพจิตใจ และร่างกาย ซึ่งเป็นผู้ชายเต็มตัว และมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะอุปสมบท” เจ้าอาวาสวัดเลียบ กล่าวและว่า

หลังจากที่พระแจ๊สมาติดต่อขออุปสมบทได้ให้คำขอบวชไปท่อง ซึ่งปรากฏว่า แจ๊สท่องได้อย่างขึ้นใจ ที่สำคัญจากการตรวจร่างกาย และจิตใจก็เป็นผู้ชายปกติ ไม่มีลักษณะของเพศที่สามเหลืออยู่ และเป็นคนค่อนข้างเงียบ นิสัยเรียบร้อย โดยได้นำซิลิโคนออกจากหน้าอกแล้ว จึงได้ทำพิธีอุปสมบทให้

       แต่หลังจากที่ได้รับการอุปสมบท พระแจ๊สยังไม่พร้อมที่จะเผยตัวต่อสื่อมวลชน เนื่องจากมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม และปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ ทางวัดจึงขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่ารบกวนพระแจ๊ส เพื่อให้เป็นไปตามเจตนาที่ตั้งไว้

       เจ้าอาวาสวัดเลียบยังกล่าวอีกว่า จากการพูดคุยกับพระแจ๊สบอกว่า ก่อนที่จะตัดสินใจอุปสมบท ได้ไปปฏิบัติธรรมมาแล้ว 2 ปี และการเข้าอุปสมบทก็ตั้งใจจริงเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ และขอบวชไม่สึก เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ที่สำคัญ มีความตั้งใจที่จะบวชตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีโอกาส และหลังจากที่ชีวิตผ่านอะไรมามาก โดยเฉพาะการใช้ชีวิตเพศที่สามในบางช่วงของชีวิตนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงตัดสินใจบวช และจะครองผ้าเหลืองตลอดชีวิต

       เจ้าอาวาสวัดเลียบ ระบุด้วยว่า หลังอุปสมบท พระมหาวิริโยภิกขุ หรือพระแจ๊ส ปฏิบัติตัวเหมือนพระทั่วๆ ไป และเป็นไปตามกฎของวัด โดยต้องตื่นเวลา 04.30 น. เพื่อทำวัตรเช้าจนถึงเวลา 05.20 น. จากนั้นเวลา 05.30 น.จะออกบิณฑบาต 06.15 น.กวาดขยะ และทำความสะอาดบริเวณวัด 07.30 น. ฉันอาหารเช้าและพักผ่อน จากนั้นเวลา 11.00 น.ฉันเพล 14.30 น. ทำความสะอาดวัด และ 18.00 น. ทำวัตรพร้อมญาติโยม ฟังเทศนาธรรม และทำสมาธิ

       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ได้ไปขอพบพระมหาวิริโยภิกขุ หรือพระแจ๊ส ซึ่งพักอยู่ร่วมกันกับพระรูปอื่นๆ ภายในกุฏิ 2 ชั้นภายในวัดเลียบ เพื่อขอทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการตัดสินใจบวชในครั้งนี้ พระแจ๊สยินดีลงมาพบ และพูดคุยกับผู้สื่อข่าวด้วยความสำรวม แต่ได้ขอบิณฑบาตในการถ่ายรูป และนำเสนอข่าวเรื่องราวการบวชในครั้งนี้ เพราะต้องการอยู่อย่างสงบ ไม่ต้องการให้ทางวัดวุ่นวาย หรือเดือดร้อน หากพร้อมเมื่อไหร่ก็จะเปิดเผยต่อสื่อทันที

อีกทั้งพระแจ๊สยังบอกด้วยว่า สาเหตุที่ตัดสินใจบวชเพราะเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจริงๆ และเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ที่สำคัญไม่มีสาเหตุ หรือเรื่องราวอื่นๆ เกี่ยวกับทางโลกทั้งสิ้น และมีความตั้งใจที่จะบวชไม่สึกตลอดชีวิตอีกด้วย



Create Date : 13 พฤษภาคม 2556
Last Update : 13 พฤษภาคม 2556 18:55:40 น.
Counter : 1123 Pageviews.

0 comment
โอ๊ค โพสต์ Facebook ชวนแฟนคลับร่วมอาลัย เก่ง การุณ

โอ๊ค โพสต์ Facebook ชวนแฟนคลับร่วมอาลัย เก่ง การุณ หลังหลุดจากการเมืองถึง 5ปี บอกเอาชนะใจคนดอนเมืองได้ เพราะเป็นคนใจถึงกล้าโดดถีบใครบ้างในคนสภาแทนประชาชน

จากกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้มีคำพิพากษาให้ตัดสิทธิ นายการุณ โหสกุล อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นเวลา 5 ปี และให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ เนื่องจากพบว่ามีความผิดฐานปราศรัยใส่ร้ายให้นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัครส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น




วันนี้ (12 พ.ค.) ในเพจเฟสบุ๊ค Facebook ของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้มีข้อความแสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าว โดยเชิญชวนให้บรรดาแฟนคลับเข้าไปร่วมไว้อาลัยถึงการจากไปจากแวดวงทางการเมือง โดยระบุว่า

การจากไปที่ผมว่านี้ คงเป็นการจากไปแค่ตำแหน่งแห่งหน จากการโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีนะครับ เพราะ (อดีต) ส.ส.เก่ง ได้พูดและติดประกาศเป็นแคมเปญอยู่เสมอว่า “ชีวิตที่เหลือเพื่อชาวดอนเมือง” ดังนั้นการจากไปในครั้งนี้ จะเป็นแค่การไม่มีตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้นแต่ทั้งตัวและหัวใจของเขา ยังอยู่กับชาวดอนเมืองเสมอ

คนทั่วไปที่ไม่รู้จักตัวตนของเก่ง อ่านแต่ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ร้อยทั้งร้อยคน มักจะเข้าใจว่า เก่งนั้นชอบทำตัวเสมือนเป็นนักเลงหัวไม้ และมักจะมีเรื่องมีราวกับคนอื่นอยู่เสมอ และคนส่วนใหญ่ในเขตอื่น มักจะไม่เข้าใจว่า ทำไมคนที่มีลักษณะนิสัยเกเรเช่นนี้ ถึงเอาชนะใจคนดอนเมืองและได้เป็น ส.ส.ตลอดมา

ลองไปถามชาวบ้านแถวดอนเมือง เขาจะรู้ครับ เกือบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ส.ส.เก่ง เป็นคนชอบทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน เกาะติดพื้นที่มาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ตั้งแต่ยังไม่มีตำแหน่งทางการเมือง จนกระทั่งมาเป็น ส.ข.อยู่ 1 สมัย ส.ก. 2 สมัย และ ส.ส. 2 สมัย เก่ง ไม่เคยคิดว่า ตนเป็นท่าน ส.ส. แล้วจะลืมกำพืดตัวเอง ยังคงอุทิศตนเสียสละเพื่อส่วนรวม ช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนเสมอมา

ลองถามความเห็นชาวบ้านที่เลือก ว่า เก่ง เป็นคนชอบมีเรื่องมีราว ทำไมยังเลือกกันอยู่ นอกจากชาวบ้านจะบอกว่า เก่ง สังกัดพรรคฯ ในดวงใจแล้ว หลายคนออกตัวแทนว่า ที่เก่งทำไปนั้นถูกต้องแล้ว เพราะมันมีเหตุอันควรที่จะให้เก่งต้องโดดเตะบ้าง เป็นการเสียสละต้องถีบแทนชาวบ้านบ้าง ก็ถือเป็นการพูดติดตลกกันไป

และก็ต้องถือว่าเป็นจุดอ่อน ที่เก่งต้องแก้ไขในความใจร้อน แต่ชาวบ้านก็เลือกเก่งกันตลอดมา ผมเชื่อว่าจะตัดสิทธิ์ฯ กันสักกี่ปี เก่งก็จะยังคงเกาะติดพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้าน จะยังคงเป็น ลูกเก่ง ทิดเก่ง ไอ้เก่ง ของพ่อแม่พี่น้องชาวดอนเมืองเสมอแต่อาจจะเหงากว่าเมื่อก่อนบ้าง เพราะงานในสภา หดหายไป ผมจึงได้เชิญชวนพี่น้องแฟนเพจได้ช่วยกันเข้าไปเม้นต์ เข้าไป “กดLike” ให้กำลังใจ

ว่างๆ เก่งจะได้เขียนเฟซบุ๊กวิเคราะห์การเมือง ในสไตล์ “ปากว่ามือถึง” ให้พวกเราได้อ่านกันเผื่อเขียนเข้าท่า อีกหน่อยผมอาจมีทีมงานออนไลน์ที่มีฝีตีน ฝีปาก เก่งกล้า นาม “เก่ง การุณ” มาร่วมปกป้อง “นายกฯ ปู” เวลาโดนคนถ่อยลามปาม


ที่มา : http://news.mthai.com/headline-news/237963.html




Create Date : 12 พฤษภาคม 2556
Last Update : 12 พฤษภาคม 2556 11:46:36 น.
Counter : 243 Pageviews.

0 comment
“ลิต้า” สาว ป.โท คว้ามงกุฎ “มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์” คนที่ 14

 ได้แล้วสำหรับ “มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์” คนที่ 14 ผลปรากฎว่า หมายเลข 11 “ลิต้า ชาลิตา แย้มวัณณังค์” อายุ 24 ปี ดีกรีมหาบัณฑิตคณะการจัดการท่องเที่ยวและการตลาด Bournemouth University คว้ามงกุฎแห่งเกียรติยศ เป็นตัวแทนสาวไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ไปร่วมประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2013 ในปลายปีนี้

       การประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2013 รอบตัดสิน โดย สุรางค์ เปรมปรีด์ ประธานอำนวยการกองประกวดฯ เริ่มขึ้นในค่ำวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 25556 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ 1-2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมี กนิษฐ์ สารสิน และ อลิซาเบธ แชดเลอร์ รับหน้าที่พิธีกร

       จากผู้สมัครกว่า 250 คนจากทั่วประเทศที่คัดเลือก 44 คนสู่รอบสุดท้าย โดยสาวงามทั้ง 44 คนได้ทำกิจกรรมต่างๆ ของกองประกวด การทัศนศึกษาและทำกิจกรรมร่วมกันที่จังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 2 -8 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยนอกจากสาวงามทั้ง 44 คนจะได้ทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ของจังหวัดกระบี่ เช่น ทะเลแหวก อ่าวมาหยา สระมรกต น้ำตกร้อน ฯลฯ 44 สาวงามยังได้ ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เหล่าสาวงามต่างสนิทสนมกัน อย่างรวดเร็วและเกิดเป็นความผูกพัน ทำให้การทำกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละ สถานที่ เต็มไปด้วยความช่วยเหลือ เอื้ออาทรต่อกัน

       สำหรับการแสดงบนเวทีประกวดรอบตัดสิน เริ่มด้วยการเปิดตัวสาวงามทั้ง 44 คนในชุดว่ายน้ำ จาก BSC Swimwear พร้อมแนะนำตัว จากนั้นเข้าสู่ความระทึกใจด้วยการประกาศผู้เข้ารอบ 12 คนสุดท้าย จากนั้นสาวงามทั้ง 12 คนได้ก็อวดโฉมอีกครั้งในชุดผ้าปาเต๊ะจากห้องเสื้อ “โนริโกะ” ประกอบการแสดงพิเศษ ชุด “อาภรณ์ อันดามัน” จาก “สิงโต นำโชค แอนด์เดอะลักกี้แบนด์”

       เพิ่มสีสันให้เวทีคึกคักมากยิ่งขึ้นกับการแสดงพิเศษ “เดือนในหมู่ดาว” โดย เหล่าศิลปินเดอะสตาร์ กัน นภัทร อินทร์ใจเอื้อ , แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น , โดม จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม , แกงส้ม ธนทัต ชัยอรรถ , ซิลวี่ ภาวิดา มอริจจิ , ดีดี้ ดีลิเลียน อัลฟอร์ด พร้อมการเดินในชุดราตรีจากห้องเสื้อ “วทานิกา” ของสาวงาม 12 คนสุดท้าย

       จากนั้นเป็นการประกาศผลตำแหน่งพิเศษอีกหนึ่งตำแหน่งคือ ตำแหน่ง “ขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน” ซึ่งได้แก่ หมายเลข 27 จีจี้ ชลธิชา เที่ยงธรรม อายุ 18 ปี รับเงินรางวัลเงินสด 100,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศและสายสะพาย พร้อมผลิตภัณฑ์จากผู้สนับสนุนมากมาย ตามต่อด้วยการประกาศผล Miss Popular โดย AIS 3G ซึ่งได้แก่ หมายเลข 21 โกะ ยศชญา คงประดิษฐ์งาม ได้รับรางวัลเงินสด 50,000 บาท พร้อมสายสะพาย โทรศัพท์มือถือ Samsung galaxy note II จาก AIS 3G 1 เครื่อง พร้อมซิมเบอร์สวย วัน-ทู-คอล

       เข้าสู่ความระทึกใจอีกครั้งเมื่อพิธีกรประกาศผลสาวงามเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายได้แก่ หมายเลข 27 จีจี้ ชลธิชา เที่ยงธรรม, หมายเลข 11 ลิต้า ชาลิตา แย้มวัณณังค์, หมายเลข 30 เล็ก สุนิดพร ศรีสุวรรณ, หมายเลข 37 แพรวา สกาวรรณ สิงหปรีชา และ หมายเลข 38 จำปา วันวิสา ประภาสิริวิชัยกุล โดยสาวงามทั้ง 5 จะต้องตอบคำถาม ก่อนที่ ริด้า ณัฐพิมล นาฏยลักษณ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2012 จะปรากฏตัวบนเวทีเพื่ออำลาตำแหน่ง

       จากนั้นเป็นการประกาศผลการตัดสิน เริ่มจาก รองมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 3 ตำแหน่ง (รองอันดับ 2,3,4) ได้แก่ หมายเลข 30 เล็ก สุนิดพร ศรีสุวรรณ อายุ 23 ปี สัดส่วน 30.5-24.5-35 สูง 173 น้ำหนัก 55 การศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, หมายเลข 37 แพรวา สกาวรรณ สิงหปรีชา อายุ 19 ปี สัดส่วน 33-25-36 สูง 175 น้ำหนัก 55 การศึกษา คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ หมายเลข 38 จำปา วันวิสา ประภาสิริวิชัยกุล อายุ 19 ปี สัดส่วน 32-24.5-35 สูง 170 น้ำหนัก 49 การศึกษา Bangkok School of management ซึ่งได้รับรางวัลเงินสด 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) มงกุฎ พร้อมสายสะพาย ถ้วยเกียรติยศแก้วคริสตัล และผลิตภัณฑ์จากผู้สนับสนุนมากมาย

       และแล้วก็มาถึงวินาทีแห่งความทรงจำ นั่นคือการประกาศผู้ได้รับตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2013 ได้แก่ หมายเลข 11 “ลิต้า ชาลิตา แย้มวัณณังค์” อายุ 24 ปี ดีกรีมหาบัณฑิตคณะการจัดการท่องเที่ยวและการตลาด Bournemouth University สัดส่วน 33-24-37 สูง 176 ซม. น้ำหนัก 53 กก. รับรางวัลเงินสด 1 ล้านบาท มงกุฎเพชร และชุดเครื่องประดับ จาก Beauty Gems สายสะพาย ถ้วยเกียรติยศ รถยนต์ โตโยต้า พรีอุส และของรางวัลและผลิตภัณฑ์จากผู้สนับสนุนมากมาย พร้อมเป็นตัวแทนสาวไทยเข้าประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2013 ที่จะจัดขึ้นในปลายปีนี้

       ส่วน รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ได้แก่ หมายเลข 27 “จีจี้ ชลธิชา เที่ยงธรรม” อายุ 18 ปี กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สูง 171 เซนติเมตร สัดส่วน 31-24-35 รับรางวัลเงินสด 500,000 บาท มงกุฎ สายสะพาย และถ้วยเกียรติยศ พร้อมของรางวัลจากผู้สนับสนุน









ที่มา : http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9560000056681



Create Date : 12 พฤษภาคม 2556
Last Update : 12 พฤษภาคม 2556 0:15:07 น.
Counter : 1392 Pageviews.

0 comment
“ทักษิณ” ออกแถลงการณ์โต้ ปชป.เตรียมส่ง สถานทูตต่างชาติในไทยพรุ่งนี้!!!

วันนี้ (10 พ.ค.) เวลา 14.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ออกแถลงการณ์ในนามที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตอบโต้แถลงการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีทั้งฉบับภาษาไทยและอังกฤษ โดยจะเริ่มส่งให้กับสถานทูตประเทศต่างๆ ประจำประเทศไทย ในวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งระบุเนื้อหา 10 ประเด็น สาระสำคัญ ดังนี้ 1.พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวร่ำรวยมานานก่อนเข้าสู่การเมือง ในปี 2537 ความร่ำรวยของครอบครัวได้ถูกประเมินไว้ไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท ธุรกิจโทรคมนาคมที่ครอบครัวเป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นกิจการผูกขาดเพราะมีผู้แข่งขันรายอื่น และสัมปทานได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย จากรัฐบาลพลเรือนในปี 2532 ไม่ใช่จากรัฐบาลทหาร ตามคำกล่าวหาเท็จของพรรคประชาธิปัตย์ 2.ข้อกล่าวอ้างว่ามีการวิสามัญฯหลายพันรายจากการดำเนินนโยบายสงครามต่อต้านยาเสพติด เป็นเรื่องจินตนาการ เพราะ จากรายงานที่เป็นทางการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)มีการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเพียง 50 รายเท่า ตัวเลขการตาย 2,500 ศพ เป็นตัวเลขการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ และจากทุกอาชญากรรมในช่วงเวลาหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยมีนโยบายยิงเพื่อสังหารผู้ค้ายา


3.เดือน ก.ย. 2549 มีการรัฐประหารเพื่อล้มพ.ต.ท.ทักษิณ และล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เป็นการลบล้างคะแนนเสียงของประชาชนชาวไทยกว่า 14 ล้านคน ได้ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แล้วร่วมมือกับพันธมิตรกลุ่มอื่นๆในกลุ่มชนชั้นอำมาตย์ประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ฉบับปี 2550 เป็นเรื่องน่าละอายที่พรรคประชาธิปัตย์จะพูดถึงการรัฐประหารในเดือนก.ย. 2549 ว่าเป็นเพียงการแทรกแซงโดยทหาร 4.ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนในปี 2550 แสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการรัฐประหาร ต่อมาในปี 2551 รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เผชิญกับแรงกดดันให้ลงจากอำนาจ ท่ามกลางการประท้วงและการก่อความวุ่นวายโดยกลุ่มพันธมิตรฯ ส.ส.หลายคนจากพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมการประท้วง ท้ายที่สุดนายสมัคร ถูกตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญว่าขาดคุณสมบัติที่จะเป็นนายกฯ เนื่องจากการออกรายการทีวีทำกับข้าว


5.เดือน ธ.ค. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคเล็กอื่นๆ และได้ตัดสิทธิ์เลือกตั้งนักการเมือง 109 คน เป็นเวลา 5 ปี ทำให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากข้อหาที่ว่ากรรมการบริหารพรรค 1 คนได้จ่ายเงินประมาณ 20,000 บาท แก่ผู้นำท้องถิ่นก่อนวันเลือกตั้ง โดยที่กรรมการบริหารพรรครายอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย 6.ข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่านายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พยายามที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อนำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านโดยไม่มีความผิด จนก่อให้เกิดการประท้วงบนท้องถนนนั้น เป็นความเท็จ เพราะทั้งสองท่านไม่เคยดำเนินการดังกล่าว 7.ในเดือน ธ.ค.51 หลังจากการยุบพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในประเทศในขณะนั้น แต่ถูกบังคับและเสียสิทธิ์ในการตั้งรัฐบาล เพราะได้มีการรัฐประหารเงียบเกิดขึ้น พรรคเล็กพรรคน้อยถูกบังคับให้ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้เป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาล


8.ประชาชนไม่อาจทนต่อระบบสองมาตรฐานและความอยุติธรรมได้ชุมนุมประท้วงเป็นเวลา 2-3 เดือน จนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้สั่งให้ทหารพร้อมอาวุธสงครามสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พ.ค.53 ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ศาลอาญาได้ตัดสินในหลายคดีว่าการเสียชีวิตเกิดจากกระสุนจริงที่ใช้โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ 9.การตั้งข้อกล่าวหาคดีอาญาและคดีการก่อการร้ายต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร และถูกสอบสวนโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร และสมาชิกประกอบไปด้วยบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองเป็นอย่างมากต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงขัดกับหลักนิติธรรม

10. ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จนชนะการเลือกตั้งเป็นนายกฯ ทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง และเป็นผู้ตัดสินใจในฐานะนายกฯ ไม่เคยมีเจตนาละเลยหน้าที่นี้ ไม่เคยมีความปรารถนาที่จะครอบงำ 3 อำนาจ ตามที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา ที่กล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย ส.ส. และ ส.ว. เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำสั่งนี้ถูกมองโดยนักกฎหมายชั้นนำในประเทศและคนไทยจำนวนหลายล้านคนว่าเป็นการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่เกินเลย อาจละเมิดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ


“ปัญหาการเมืองในประเทศไทยจะยังคงมีอยู่ต่อไป ตราบใดที่เจตจำนงและการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการเคารพ  ไม่ควรมีพรรคการเมืองใดได้ประโยชน์จากการรัฐประหาร หรือจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย  เฉพาะประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และความยุติธรรม เท่านั้น  ที่จะสามารถประกันให้มี สันติภาพ และความมั่งคั่งของประเทศไทย และของโลกได้ ดังนั้นผมขอเรียกร้องให้ฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย ยุติการกระทำ” นายนพดล กล่าวและว่า ส่วนเรื่องการฟ้องร้องนั้น อยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา.


ที่มา : http://www.dailynews.co.th/politics/203595




Create Date : 10 พฤษภาคม 2556
Last Update : 10 พฤษภาคม 2556 20:32:16 น.
Counter : 152 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

beera
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]