เรียกมาคุยให้เขียนใบลาออก ใบลาออกมีผลหรือไม่..?

หนูเขียนใบลาออกให้เขาไปแล้ว จะฟ้องเขาได้หรือค่ะ..?

คุณใจดี มีน้ำใจ ถามด้วยความรู้เสียดายที่เขียนใบลาออกให้บริษัทไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากออก จึงนำความเสียดายนั้นมาปรึกษาผมว่าจะทำอะไรได้บ้าง..

เรื่องมีอยู่ว่า...
คุณใจดี มีน้ำใจ ท่านนี้เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งมาหลายปี ประมาณวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้บริหารแจ้งให้เขาทราบว่า ผลงานของเขาตกต่ำลงมาก ขายไม่ได้ตามเป้า ทางฝ่ายบริหารจึงมีความคิดว่าจะเปลี่ยนผู้จัดการคนใหม่มาทำหน้าที่แทนคุณใจดี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป “ระหว่างนี้ขอให้คุณใจดี
หยุดงานไปปรึกษาสามีก่อนได้เลยว่าจะทำอาชีพอะไรต่อ วันนี้ขอให้คืนรถประจำตำแหน่ง คืนโทรศัพท์มือถือไว้ที่บริษัทและตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป ไม่ต้องมาทำงาน”


หัวใจคุณใจดี ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที !!
พอได้สติขึ้นมาบ้าง ก็ถามว่า “บริษัทจะช่วยเหลือเรื่องเงินทองให้หนูบ้างไหมค่ะ?” ผู้บริหารท่านนั้นบอกเขาว่าจะเสนอให้บริษัทจ่ายเงินให้ 6 เดือน จากนั้นก็บอกตามสูตรว่า “เพื่อไม่ให้เสียประวัติการทำงาน และเพื่อเสนอให้ผู้บริหารพิจารณาช่วยเหลือเงินได้ง่าย จึงขอให้คุณใจดี ช่วยเขียนใบลาออกให้ด้วย” และยื่นใบลาออกให้คุณใจดี เขียนให้

ใจจริงคุณใจดีไม่อยากออก ไม่อยากเขียน ยังคิดไม่ออกว่าจะไปทำงานอะไรต่อ แต่คิดว่าเขาไม่ต้องการให้ทำงานต่อ เขาจะช่วยเรื่องเงินด้วย ดีกว่าออกไปเฉย ๆ ก็เลยเขียนใบลาออกให้เขาไป จากนั้นก็คืนกุญแจรถ คืนโทรศัพท์มือถือให้อย่างว่าง่าย แล้วนั่งแท็กซี่กลับบ้าน

เวลาผ่านไปแล้ว 3 เดือนกว่า ๆ เงินที่ผู้บริหารบอกว่าจะช่วยนั้นก็ยังไม่ได้ โทรหาก็บ่ายเบี่ยงบอกว่า..เจ้านายไม่อยู่..เจ้านายยังไม่อนุมัติ...ยิ่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลชี้แจงอ้ำๆ อึ้งๆ ว่า “ก็คุณใจดี ตัดสินใจเขียนใบลาออกเอง บริษัทจึงไม่จ่ายเงินให้ครับ” ก็เลยแน่ใจว่า ถูกหลอกแน่แล้ว..!

เอาละสิทีนี้..ความดันโลหิต ความโกรธ ความ รู้สึกเจ็บแปล๊บที่หัวใจ แน่นขึ้นมาจุกหน้าอก ขึ้นมาทันที
ไปปรึกษาเจ้าหน้าที่แรงงาน ก็บอกว่า การที่ผู้บริหารพูดว่าจะเสนอให้เงินช่วยเหลือนั้นไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน และบอกว่าการเขียนใบลาออกด้วยตนเอง ขณะมีสติสัมปชัญญะนั้นมีผลแล้ว จะฟ้องร้องก็ยากที่จะชนะ

“ตกลงว่าหนูมีโอกาสจะฟ้องเขาได้ไหมคะ อาจารย์” เธอถามอีกครั้งหลังจากเล่าจบ

ท่านทั้งหลายครับ..เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กๆ หรือบริษัทใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงก็เกิดขึ้นไม่น้อย สิ่งที่ผู้บริหารคิดก็คือ
1. ไม่อยากเสียเงิน จะให้ใครออกทำไมต้องแถมเงินด้วย
2. กลัวเสียชื่อเสียง ที่เลิกจ้างพนักงาน ถ้ากล่อมให้เขียนใบลาออกได้ ก็บอกคนอื่นได้ว่าเขาลาออกเอง
3. คิดว่าการให้เขียนใบลาออกเอง ลูกจ้างจะไม่มีสิทธิไปฟ้องศาล

วิธีการผิดๆ ที่มักจะทำกัน ก็คือ
• เรียกเขามาคุยและกล่อมให้เขาเขียนใบลาลออกให้
• ให้เหตุผลว่าเพื่อไม่ให้เสียประวัติบ้าง หรือจะให้เงินช่วยเหลือบ้าง
• ถ้าไม่เขียนใบลาออก ก็อาจยกเรื่องโน้น เรื่องนี้มาข่มขู่ มาตอกย้ำจนพนักงานเบื่อ ทนการกดดันไม่ไหว
• พอได้ใบลาออกสมใจแล้ว ก็อ้างต่อว่า “ก็คุณลาออกเอง คุณมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ขณะเขียน ไม่มีใครบังคับคุณนี่” แล้วก็ตัดบทไม่คุยด้วยเอาดื้อ ๆ แบบนี้แทบทุกราย

ฝ่ายบุคคลแทนที่จะเป็นคนกลางให้เหตุ ให้ผล ให้ความเป็นธรรมก็ไม่ทำ บางคนก็ร่วมขบวนการ ”หักคอ” พนักงานด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบก็มี ใครที่ทำให้พนักงานออกจากงานได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ถือว่าเก่ง..ยอมรับนับถือกันในทางที่ผิดๆ

เจ้าหน้าที่แรงงาน (บางคน) ที่มีหน้าที่คุ้มครองลูกจ้าง ก็จำความเข้าใจแบบเก่า ๆ มาแนะนำ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีโอกาสชนะ ก็ปัดเรื่องให้พ้นตัว ไม่ช่วย เหลือลูกจ้างเท่าที่ควร

มาดูเรื่องคุณใจดี กันต่อว่า ”คุณใจดีมีช่องทาง มีเหตุผลในการฟ้องศาลแรงงานได้เงินหรือไม่???”

เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว นายจ้างมีส่วนผิด 100 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้น ผมจะชี้ให้เห็นช่องทางดังนี้
1. การที่ผู้บริหารเรียกคุณใจดี ไปบอกว่าจะหาผู้จัดการคนใหม่มาแทน.. บอกให้คุณใจดีเขียนใบลาออก หยุดงานไปก่อน ..ให้คืนรถ คืนโทรศัพท์ ไม่ต้องมาทำงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นั้น นายจ้างมีเจตนาและแสดงเจตนาเลิกจ้างอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม แล้ว
2. การที่บอกว่า เขียนใบลาออกเอง ลงชื่อเอง มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ถือเป็นการลาออกเองด้วยความสมัครใจนั้น ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ..

ลองมองความเป็นจริงว่า
• คุณใจดี ยังไม่ได้งานใหม่ที่ดีกว่า ยังไม่มีรายได้อื่นที่ดีกว่าอยู่ดี ๆ จะลาออกไหม?
• ถ้าผู้บริหารท่านนั้นไม่เรียกไปคุย ไม่บอกให้เขียนใบลาออก คุณใจดี จะควัก ใบลาออมา เขียนเองไหม?
• มีเงินเดือน มีรถขับ มีโทรศัพท์ใช้ อยู่ดี ๆ จะคืน จะลาออกไหม?
• ถ้าผู้บริหารท่านนั้นไม่บอกว่าจะช่วยเงิน 6 เดือน คุณใจดีจะลาออกง่าย ๆ ไหม?

ถ้าคำตอบทั้ง 4 ข้อว่า “ไม่” ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า การลาออกนั้นผิดปกติ ไม่ธรรมดา ใบลาออกนั้น ย่อมไม่มีผล ซึ่งการกระทำของนายจ้างลักษณะเดียวกันนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานเคยพิพากษาเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วว่า “เป็นการเจตนาเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ให้นายจ้างจ่ายเงิน 1. ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 2. ค่าชดเชย 3. ค่าเสียหายที่เลิกจ้างไม่เป็นธรรม 4. ดอกเบี้ย ให้ลูกจ้างตามฟ้อง ตามคำพิพากษาเลขที่ 2575/2548”

มาดูว่า ถ้าคุณใจดี ชนะขึ้นมา นายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้คุณใจดีเท่าใด.. สมมุติว่าคุณใจดี ทำงานมา 12 ปี เงินเดือน 50,000 บาท ค่าตำแหน่ง 10,000 บาท รวม 60,000 บาท
1. ผู้บริหารบอกให้ลาออกวันที่ 28 มีนาคม โดยให้ออกวันที่ 1 เมษายน แสดงว่าบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้างไม่ถูกต้อง จึงต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 2 เดือน คือ 120,000 บาท
2. ค่าชดเชย 300 วัน หรือ 10 เดือน เท่ากับ 600,000 บาท
3. ค่าเสียหายที่เลิกจ้างไม่เป็นธรรม สมมุติว่าคุณใจดีแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเองเสียหายจริงและศาลสั่งให้จ่าย 300,000 บาท

รวมเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้คุณใจดี ประมาณ 1,020,000 บาท บวกดอกเบี้ยอีกประมาณ 75,000 บาท ค่าทนายความอีกประมาณ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,145,000 บาท ก็มากโขอยู่..

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่นายจ้าง ลูกจ้างที่จะฟ้องคดีกันควรระลึกถึงอย่างที่สุด ก็คือ
• เมื่อเป็นคดีความขึ้นมา ท่านกล้าที่จะโกหกตัวเองไหมว่าไม่ได้พูด ไม่ได้ทำ ทั้งๆ ที่กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องแท้ๆ
• ท่านกล้าผิดคำสาบานในศาลต่อหน้าพระบรมสาทิส ลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างนั้นหรือ ?
• คนที่กล้าคิดคด ทรยศ ไม่รักษาสัจจะ ไม่มีมโนสำนึกในคุณธรรม จะเจริญรุ่งเรืองในชีวิตได้หรือ..เวรกรรมจะติดตามและเรียกร้องเอาคืนตลอดชั่วลูกหลาน

ถ้าลูกจ้างชนะ นอกจากท่านจะต้องจ่ายเงิน พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแล้ว ท่านก็จะเสียชื่อเสียง เสียความเชื่อมั่น ความศรัทธา จากลูกจ้าง พนักงานของท่าน
“ชื่อเสียง..ความเชื่อมั่น..ความศรัทธา..3 สิ่งนี้ มีค่ากว่าเงินทอง และเมื่อเสียไปแล้ว ก็ยากที่จะได้กลับคืนมา"




ที่มา http://www.easyroadtraining.com/index.php/108-case/95-charge

Smiley บีบี้ Smiley





 

Create Date : 08 ตุลาคม 2552    
Last Update : 8 ตุลาคม 2552 21:48:48 น.
Counter : 1148 Pageviews.  

50 เรื่องขำๆ ในโฆษณาไทย

1. ถ้าโฆษณาไหนต้องใช้โน้ตบุ้กประกอบฉาก มันจะต้องเป็น Macbook เท่านั้น

2. คุณแม่ใจดีในโฆษณาผงซักฟอกไม่มีจริงในโลก เพราะแม่ตัวจริงเจอลูกทำเสื้อเลอะแบบที่เห็นในโฆษณา อีตัวลูกโดนตบนมแตกตายตั้งแต่ก่อนเข้าบ้านแล้ว

3. โฆษณาของหน่วยงานของรัฐฯ มักจะดูเสล่อๆ

4. ขนมในโฆษณาขนมกุ๊บกิ๊บทั้งหลาย มันจะตัดปากถุงซะเรียบแปล้ ทั้งๆ ที่ในโลกความจริง ไม่มีใครเขาเอากรรไกรตัดฝากถุงอย่างนั้นซักคน

5. จนป่านนี้แล้ว อียูโรคัสตาร์ดเค้ก มันก็ยังหน้าด้านโฆษณาว่าเค้กมันไส้ไหลล้นทะลัก ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็รู้ว่า เมนส์ปลวกยังเยอะกว่าไส้ขนมมันเลย --- สคบ. ช่วยจัดการด้วย

6. โฆษณาการบินไทย ใช้แอร์ดูสาวและสวยมาก แต่ของจริงบนเครื่องนั้นป้าที่สุด!

7. โฆษณาของ Dtac ไม่เคยใช้ดาราดังแสดง

8. หลายบริษัทเอาคนในบริษัทตัวเองนี่แหละ มาเล่นโฆษณาเองซะเลย ประหยัดดี!

9. บางทีเห็นโฆษณาเดียวกันฉายต่อติดๆ กัน อันนั้นเขาตั้งใจจริงๆ นะครับ

10. โฆษณาท่องเที่ยวไทยที่ป้าเบิร์ดเล่น เฟคมาก นั่นป้าวิ่งเล่นอยู่ในโลกความฝันหรือครับ?

11. เมืองไทยเคยมีโฆษณาแชมพูที่นางเอกผมเงาจนสะท้อนหน้าคนบนเส้นผมมาแล้ว!

12. และเมืองไทยก็เคยมีโฆษณาจั๊กกะแร้ขาวถึงขั้นมีแสงพุ่งออกมาจากจั๊กกะแร้มาแล้ว!

13. มีสินค้าหลายตัวที่ดังและขายดีมากโดยไม่เคยออกโฆษณาทีวีแม้แต่ครั้งเดียว

14. ห้องครัวในโฆษณาผงปรุงรสต่างๆ ดูดีและสะอาดเกินกว่าห้องความในโลกความจริง

15. ครีมบำรุงผิวสมัยนี้ มีอิทธิฤทธิ์ถึงขั้นใช้แล้วผัวเปลี่ยนพฤติกรรมได้ มหัศจรรย์มั้ยล่ะ!

16. สังเกตดีๆ ว่าพวกโฆษณาที่อ้างว่า 99% ของผู้ทดลองใช้พอใจ มันจะมีตัวหนังสือเล็กๆ บอกว่าจริงๆ แล้วสำรวจกับคนประมาณ 112 คนในประเทศแถวๆ อเมริกาใต้

17. ทำไมเบียร์ต้องได้เหรียญทอง? ตกลงเอ็งจะขายเบียร์หรือไปวิ่งแข่งโอลิมปิก?

18. อีห้องแล๊บของ pond’s ที่เป็นห้องขาวทั้งห้อง ดูแล้วนึกว่าเป็นแล๊บ NASA

19. โฆษณาขนมหลอกเด็ก กล้องจะไม่ตั้งตรงๆ แต่จะหมุนไปหมุนมา ซูมเข้าซูมออกตลอด

20. โฆษณาน้ำยาปรับผ้านุ่ม เวลาดมผ้า จะมีดอกไม้พุ่งออกมาจากผ้าขนหนูทุกครั้ง

21. โฆษณาประตูน้ำโพลีคลินิก เป็นโฆษณาที่อุบาทว์มากเพราะทั้งโฆษณาไม่มีอะไรเลย นอกจากตัวหนังสือวิ่งๆ เหมือนใช้ powerpoint ทำ

22. ตัวหนังสือเล็กๆ ใต้จอที่เล็กจนอ่านไม่ออก หลายคนในวงการเรียกว่า “มดวิ่ง”

23. โฆษณาประเภทโปรโมชั่น ตอนจบมักมีคนจำนวนมากยืนกระจุกกัน กำหมัดชูมือ แล้วร้อง “เย้!”

24. โฆษณาเอ็มเค เรียงอาหารในหม้อสุกี้ได้โคตรเฟค มีใครเขากินสุกี้ประดิดประดอยกันแบบนี้ด้วยเหรอ?

25. โฆษณาของบาร์บีคิวพลาซ่าก็เช่นเดียวกัน ใส่ผักในกระทะเยอะเว่อร์! ชั้นไปร้านแกเพื่อกินเนื้อเว้ย!

26. โฆษณาของ “ไทยประกันชีวิต” นั้นโคตรเศร้า...

27. ในขณะที่ โฆษณาของ “เมืองไทยประกันชีวิต” นั้นโคตรฮา...

28. โฆษณาของโค้กจะแอบกัดเป๊ปซี่แบบเนียนๆ อยู่เกือบทุกเรื่อง (ลองสังเกตดีๆ ...)

29. โฆษณาน้ำยาล้างจาน จะต้องมีฉากที่เอามือลูบจานแล้วได้ยินเสียง “วื้ด” เพื่อยืนยันความสะอาด

30. โฆษณารถกระบะ จะต้องมีฉากเลี้ยวโค้งหักศอก แอ่งน้ำขังบนพื้นสาดกระจายยยยย

31. โฆษณาเครื่องดื่มบรรจุขวด พรีเซนเตอร์ต้องกระดกขวดเท่านั้น ห้ามใช้หลอดดูดเด็ดขาด!

32. โฆษณาผ้าอนามัยทุกยี่ห้อ ใช้ของเหลวใสสีฟ้าหรือเขียวแทน...เอ่อ... นั่นล่ะครับ

33. มาม่าในชามในโฆษณา จะมีหมูสับลอยฟ่องเป็นแพ พร้อมผักและดอกไม้ใบหญ้าอีกมากมาย

34. โฆษณาไวเทนนิ่ง จะต้องมีฉากที่นางเอกค่อยๆ ลอกคราบทีละชั้นจากดำเป็นขาว

35. หลายคนคอนเฟิร์มว่าพรีเซนเตอร์ผู้ชายของโฆษณา NIVEA หล่อล่ำลากเลือดมาก...

36. ช่างก่อสร้างในโฆษณาปูนบางยี่ห้อ หน้าตาดีซะจนอยากจะทุบบ้านให้ช่างคนนี้มาซ่อมให้

37. โฆษณาแชมพู มักมีเนื้อเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับแชมพู เช่น นางเอกไปสมัครงาน หรือเล่นคาราเต้

38. พรีเซนเตอร์ในโฆษณามักใส่เสื้อสีเดียวกับสีของผลิตภัณฑ์นั้นๆ

39. โฆษณาสินค้าทุกประเภทที่เกี่ยวกับการ “ฆ่าเชื้อ” หรือ “ทำความสะอาด” จะต้องมีฉากแบ่งครึ่งจอเพื่อเทียบกันซ้ายขวาเสมอ (ข้างที่ใช้กับไม่ใช้)

40. และแม้ว่าสินค้านั้นจะฆ่าเชื้อได้สะอาดขนาดไหน เราจะเห็นภาพเชื้อโรคเหลืออยู่หย่อมเล็กๆเสมอ

41. เราจะไม่เห็นขวดเหล้าขวดเบียร์ในโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แม้แต่ขวดเดียว

42. โฆษณาเดียวกัน --- ถ้าดูในโรงหนังมันจะได้อารมณ์กว่า เศร้ากว่า ฮากว่าดูที่บ้าน

43. เพลงบางเพลงดังได้เพียงเพราะโฆษณาหยิบมาใช้ (เช่นเพลงในโฆษณาชุด “แม่ต้อย”)

44. โฆษณาประเภท testimonial ที่ให้คนเคยใช้สินค้าออกมายืนยัน บางทีจริงแต่ชื่อ แต่คนแสดงไม่จริง เพราะหน้าตาตัวจริงน่ากลัวจนกล้องถ่ายไม่ติด ...เอ้ย ไม่ดีพอจะขึ้นกล้องได้ จึงต้องใช้คนแทน

45. โฆษณาน้ำอัดลม คนดื่มแล้วจะต้องร้อง “อ้าหห์” เสมอ

46. มีโฆษณาหลายตัวที่ให้พรีเซนเตอร์เอาสินค้าแนบใบหน้าซะใกล้จนเกินเหตุ

47. ในไทยรัฐหน้าบันเทิง คอลัมน์ “บันเทิงไทยรัฐ” นี่มันโฆษณาเครื่องสำอางชัดๆ!

48. เสียงเคี้ยวขนมในโฆษณามันฝรั่งทอดจะดัง “กร้วม” แบบไร้มารยาทสังคมที่สุด

49. บางทีเราก็มัวแต่ดูหน้าดูนมของพรีเซนเตอร์ จนลืมดูสินค้าไปโดยปริยาย

50. และโฆษณาบางเรื่อง เเม่งตลกชีบหาย ตลกจนดูจบแล้วยังจำชื่อสินค้าไม่ได้...




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2552    
Last Update : 4 ตุลาคม 2552 23:24:17 น.
Counter : 229 Pageviews.  

"น่าเสียดาย" - ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี

น่าเสียดาย ที่เรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
แต่เรากลับศรัทธาไสยศาสตร์หัวปักหัวปำ

น่าเสียดาย ที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสนดี
แต่เรากลับมีคนโกงกินเต็มบ้านเต็มเมือง

น่าเสียดาย ที่เรามีวัดอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน/ตำบล
แต่เรากลับมากด้วยคนขาดจริยธรรมอยู่ทั่วไป

น่าเสียดาย ที่เราสถาปนาประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. 2475
แต่เรากลับมีปฏิวัติ/รัฐประหารมาแล้ว 14 ครั้ง

น่าเสียดาย ที่เรามีมหาวิทยาลัยมากมายติดอันดับโลก
แต่เรากลับโชคร้ายที่คนไทยชอบดูดวงบวงสรวงเทพยดา

น่าเสียดาย ที่เรามีป่าไม้-แม่น้ำ-ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
แต่เรากลับเทิดทูนการทำลายแทนการรักษา

น่าเสียดาย ที่เรามีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเอง
แต่เรากลับเก่ง "การลอกเลียนแบบ" เป็นที่สุด

น่าเสียดาย ที่เรามีสื่อมวลชนมากมายไร้พรมแดน
แต่เจ็บปวดเหลือแสนเมื่อสื่อมวลชนมุ่งแต่การขายสินค้า

น่าเสียดาย ที่เรามีกฎหมาย
แต่เรากลับปล่อยให้มีการใช้กฎหมู่จนเป็นเรื่องธรรมดา

น่าเสียดาย ที่เรามีหนังสือมากมายหลายพันเล่มในห้องสมุด
แต่สถิติสูงสุดคือเราอ่านหนังสือกันปีละ 8 บรรทัด

น่าเสียดาย ที่เรามีอินเทอร์เน็ตใช้ก่อนประเทศในโลกที่สาม
แต่เรากลับเสื่อมทรามเพราะใช้ส่งภาพถ่ายคลิปโป๊

น่าเสียดาย ที่เรามีโทรทัศน์หลายสิบช่อง
แต่เรากลับจ้องจะดูแต่ละครน้ำเน่า

น่าเสียดาย ที่เรามีพ่อแม่อยู่ในบ้าน
แต่เรากลับปล่อยให้ท่านอยู่อย่างเปลี่ยวเหงา

น่าเสียดาย ที่เราสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้
แต่เรากลับชอบใจที่จะเป็นคนเลวตลอดกาล

น่าเสียดาย ที่เราเป็นอิสระจากความอยากได้
แต่เรากลับพึงใจอยู่กับการสนองความอยาก

น่าเสียดาย ที่เราบรรลุนิพพานได้ในชาตินี้
แต่เรากลับยินดีอยู่แค่การทำบุญให้ทาน


Smiley บีบี้ Smiley





 

Create Date : 31 สิงหาคม 2552    
Last Update : 31 สิงหาคม 2552 20:55:15 น.
Counter : 99 Pageviews.  

อำนาจแห่งจิต

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่อเมริกาหลายปีมาแล้ว ... ชายคนหนึ่งเป็นคนทำความสะอาดรถแช่เย็น วันนั้นขณะที่เขากำลังทำความสะอาดห้องเย็นของรถคันหนึ่งอยู่เกิดลมพัดปิดประตูห้องเย็น เขาพยายามตะโกนเรียกให้คนช่วย แต่ไม่มีใครได้ยิน คนอื่นกลับบ้านไปแล้วเพราะเป็นเย็นวันศุกร์ กว่าจะมีคนมาอีกทีก็เช้าวันจันทร์!!! เขาคิดว่าเขาคงต้องตายแน่ๆในอุณหภูมิ -10 องศา คนปรกติคงรอดได้ไม่นาน เขาเลยคิดจะทำความดีครั้งสุดท้ายโดยเขียนให้รู้ว่าคนที่ต้องตายเพราะความเย็นจัดนั้นจะมีอาการเช่นไร อย่างน้อยมันยังเป็นประโยชน์กับวงการแพทย์ เขาเขียนทุกอย่างที่เขารู้สึกอย่างละเอียด...

เช้าวันจันทร์มีคนมาพบศพชายผู้นี้พร้อมกับกระดาษที่เขาเขียนเอาไว้ ทางการแพทย์บอกว่ามันเป็นอาการของคนที่ตายจากความเย็นจัดจริงๆ ตรงทุกประการ แต่สิ่งเดียวที่ผิดปรกติก็คือ...ห้องเย็นนั้นไม่ได้เปิดระบบทำความเย็นเอาไว้ มันเป็นอุณหภูมิปรกติ!!!!! เขาตายเพราะเขาคิดไปเอง!!!!!




เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่โด่งดังมาก เกิดเมื่อ 100 ปีมาแล้ว ที่ประเทศอังกฤษ คุกที่เมืองบริสตอล มีนักโทษคนหนึ่งโดนตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในวันรุ่งขึ้น เย็นวันก่อนประหารมีนักจิตวิทยา 2 คนที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้ทำงานทดลอง ได้ปลอมตัวมาบอกกับนักโทษประหารคนนี้ว่า พรุ่งนี้แทนที่เขาจะโดนแขวนคอได้มีการเปลี่ยนกฎหมายใหม่จากการแขวนคอมาเป็นเชือดคอแทน!!!!

นักโทษผู้น่าสงสารคงไม่ได้นอนทั้งคืนและคิดแต่ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะต้องโดนเชือดคอ และเมื่อตอนเช้ามาถึง เขาถูกมัดมือไพล่หลังเอาผ้าปิดตาและถูกพาตัวมา ณ ห้องแห่งหนึ่งซึ่งเขาไม่รู้เลยว่า มันเป็นแค่ห้องสังเกตการณ์เฉยๆ เขานึกว่าเป็นห้องประหาร!!! ได้มีการจัดฉากไว้เรียบร้อย ในห้องนั้นมีนักจิตวิทยา เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล และมีพระมาสวดครั้งสุดท้ายให้เขา และนักจิตวิทยาคนแรกแสดงเป็นคนลงมือเชือดคอนักโทษคนนี้ มีดที่ใช้เชือดคอก็คือมีดแบบที่เขาใช้โกนหนวด แต่เขาเอาด้านทื้อของมีดผาดผ่านไปที่ลำคอ (เขาบอกว่ามีดนั้นไม่ได้สัมผัสลำคอนักโทษเลยแม้แต่น้อย) แล้วนักจิตวิทยาอีกคนทำเสียงน้ำไหลให้เหมือนเลือดกำลังไหล

นักโทษคนนี้รู้สึกเย็นที่ลำคอเพราะโลหะของมีดโกน และได้ยินเสียงน้ำไหลเขาคิดว่าเลือดเขากำลังไหลออกจากคอหอย แล้วเขาก็ล้มลงสิ้นใจตรงนั้นเอง !!!!! เขาตายเพราะเขาเชื่อว่าเขาตายแน่ เขาคิดไปเอง!!!!




จากเรื่องที่เล่ามาทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องจริง และทำให้เราเห็นได้เลยว่าความเชื่อและใจคิดของคนเรานั้นมีอำนาจมากแค่ไหน และถ้ามันฆ่าเราได้ จินตนาการดูซิว่ามันจะช่วยให้เราได้มากแค่ไหน????

ในทางพุทธศาสนาจึงบอกว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจของเรานี้เอง" ถ้าเรากลัวตาย และคิดว่าเราจะตาย เราก็จะตายเพราะความกลัวที่เกิดจากใจที่คิดไปนั่นเองที่ฆ่าเรา!!!!

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เราต้องเจอล้วนมาจากใจที่เป็นลบ ใจที่คิดแต่เรื่องไม่ดี ดังนั้น เราต้องแก้ไขที่ใจของเรานี้ เวลาเราอยู่ในอารมณ์ที่ดีๆ ใจสบายๆ มีเรืองเกิดขึ้นเราจะรู้สึกว่าเรื่องเล็กน้อย

ธรรมชาติของคนเรา เวลาเราเป็นสุข เราอยากจะแบ่งปันความสุข เช่น เวลาเราสอบได้ดี ได้เลื่อนขั้น ถูกหวย เราแทบจะวิ่งแจ้นไปบอกเพื่อนฝูง เวลาความรักของเรากำลังไปด้วยดี เราจะเห็นโลกเป็นสีชมพูทุกอย่าง อะไรก็ได้ ดีไปหมด

แต่ถ้าเราเป็นทุกข์ เราก็จะหน้าตาบูดบึ้งใส่คนที่อยู่รอบๆ เราโมโหเป็นฟืนเป็นไฟแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย และบ่นๆ เจอหมาเตะหมา เจอแมวเตะแมว เพราะว่าเรากำลังเป็นทุกข์!! เราอยากจะให้ทุกคนรู้ว่า ฉันเป็นทุกข์นะ ช่วยฉันด้วย.. (เพียงแต่เราไม่ได้พูด) แต่กลับแสดง ออกด้วยการ" ร้าย" ใส่คนอื่น!!!

และนี้ก็คือสิ่งที่ท่านพยายามบอกเราว่า ให้เรารักษาใจของเราให้เป็นสุขอยู่เสมอ โดยวิธีทำสมาธิ การทำสมาธิคือ การหยุดคิดทุกสิ่งในโลก อดีต อนาคต หยุดความกังวล และมีความสงบสุข และสันติสุข ใจที่จะทำการงานได้ดี คิดได้ดี คิดแต่สิ่งที่ดีๆ ก็คือใจที่สงบสุขจากการทำสมาธินี้เอง...

Smiley บีบี้ Smiley





 

Create Date : 18 สิงหาคม 2552    
Last Update : 18 สิงหาคม 2552 22:17:25 น.
Counter : 114 Pageviews.  

ข้อคิดดีๆ เรื่อง ลิงกับลา

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัวคือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้างเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย

ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้นห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ

สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้นกระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่องและเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ

ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรงซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย




เธอทั้งหลาย... เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นักเพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้นและไม่ได้รับผลกรรมใดๆ

แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้ เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือกแล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือกและไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย

เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำแต่มองไม่ออกว่าผู้ที่น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อยเธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลยเพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน

เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำที่ "ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์" ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกงพูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัดแต่ไม่เคยทำงานจริง

นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่ นายก็ไม่มีทางรู้ ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบายนั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้นองค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย




ที่มา หนังสือนิทานสีขาว. โดย ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา.

Smiley บีบี้ Smiley





 

Create Date : 18 สิงหาคม 2552    
Last Update : 18 สิงหาคม 2552 22:22:46 น.
Counter : 127 Pageviews.  


bee4ever
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]









บีบี้รู้สึกว่าบีบี้ชอบทำอาหารเอามากๆ หลังจากที่บีบี้ทดลองอบขนมหลายๆ อย่าง หลังจากทำเสร็จก็จะมีขนมหลายแบบหลายรสชาติทั้งแบบที่แทบจะกินไม่ได้จนถึงกระทั่งแบบที่อร่อยจนหมดหลังจากอบเสร็จ แต่ขนมทุกอย่างก็ต้องผ่านการชิมจากบีบี้ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ น้ำหนักตัวและสัดส่วนของบีบี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้บีบี้ต้องกลับไปเล่นโยคะร้อนอีกครั้ง ซึ่งภายใน 3 สัปดาห์นี้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก บีบี้กำลังรอลุ้นว่าโยคะร้อนคราวนี้จะทำให้สิวขึ้นเขรอะอีกหรือเปล่า

Smiley บีบี้ Smiley





Last Updated Blogs

Strawberry Cream Cheese Cookies


Pineapple Tart & Taro Tart


Valentine's Day Chocolate For Someone Special


Pumpkin Cake


Yoghurt Banana Cake


Strawberry Cheesecake


Chichi no O-Bento ข้าวกล่องของคุณพ่อ


Macadamia Brownies


Japanese Cheesecake


เรียกมาคุยให้เขียนใบลาออก ใบลาออกมีผลหรือไม่..?


50 เรื่องขำๆ ในโฆษณาไทย


เมื่อบีบี้อยากกินอาหารเวียดนามที่ ... Winner House


คิดไม่ออกว่าจะกินอะไร ... เลยไปที่ Atelier


Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add bee4ever's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.