การรักษากระฝ้า ด้วยนวัตกรรมล่าสุด Pico Second Laser ที่ UR Clinic


สวัสดีปีใหม่ 2560 ค๊าทุกคน
ขออวยพรให้ทุกคนเฮงๆ รวยๆ สวยหล่อ สุขภาพแข็งแรงและโชคดี
ตลอดทั้งปีนี้เลยนะคะ ^^

..เรียกว่าบล็อกนี้เป็นบล็อกแรกของปีเลยล่ะค่ะ
ซึ่งในวันนี้ พี่วิขอมาเล่าประสบการณ์ การรักษากระ-ฝ้าของพี่วิ
ตอนช่วงปลายๆ ปี 2559 ที่ผ่านมาให้ทุกคนได้อ่านเพื่อเป็นข้อมูลและแนวทาง
ในการรักษาและดูแลผิวหน้านะคะ



พี่วิเป็นกระและฝ้า ช่วงโหนกแก้มค่ะ เป็นแบบกระฝ้าลึก
เผยสีขึ้นมาไม่ชัด ไม่เข้ม ไม่หนาค่ะ แต่เป็นแบบกระจายกว้างๆ
ถ้าเมคอัพดีๆ แน่นๆ ก็จะไม่ค่อยเห็นค่ะ แต่ถ้าแต่งบางๆ เห็นชัดเจนเลย

ซึ่งแน่นอนหล่ะ นั่นคือความกังวลใจของพี่วิมากๆ เวลาหน้าสด!!
ไปดู Before & After ของพี่วิกันค่ะ




เลยทำให้มีโอกาสได้เข้าไปรับคำปรึกษา กับคุณหมอหยิน
พญ. ฤดีรัศมิ์ ลี  UR Clinic 





ตอนที่ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือ หรือตัวเลเซอร์
ที่จะทำการรักษา ก็รู้สึกว่า น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

เพราะเครื่องเลเซอร์ที่นำมาใช้ มีคุณสมบัติที่เน้นในเรื่องของการจัดการ
เซลล์ในการสร้างเม็ดสีโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่ทำให้ผิวดูขาวกระจ่างขึ้น 
ไม่ใช่เพียงรักษากระฝ้าได้ แต่ยังสามารถเลเซอร์เพื่อลบรอยสักแบบถาวรออกได้ด้วย

ซึ่งเจ้าเลเซอร์ตัวนี้จะไม่ทำให้เกิดรอยแผล รอยไหม้ และไม่มีการตกสะเก็ดค่ะ
จึงง่าย สะดวก ต่อการรักษาผิวหลังการเลเซอร์ 
อันนี้เป็นข้อดีที่ทำให้พี่วิตัดสินใจลองทำดูค่ะ

ดูหน้าก่อนทำ..อีกสักรอบนะคะ



ซึ่งโปรแกรมการรักษากระฝ้าของพี่วิ
เริ่มจากการใช้เลเซอร์ค่ะ ดังนั้นจึงต้องมีการคลีนซิ่งผิวหน้าให้สะอาดก่อน
และทายาชา ทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที จากนั้นการเลเซอร์ก็เริ่มขึ้น



ในการเลเซอร์ที่มีนวัตกรรมชื่อว่า Picosecond Laser
ซึ่งทาง UR Clinic เรียกโปรแกรมการรักษานี้ว่า 
UR Legecy White Program

ถือว่าเป็นเครื่องเลเซอร์ที่ทรงประสิทธิิภาพมาก
และเป็นเครื่องแรก และเครื่องเดียวที่มีอยู่ในเมืองไทย ในตอนนี้นะคะ
เนื่องจากว่าตัวเครื่องมีราคาสูงมากกก...ได้ยินแล้วจะเป็นลม




ข้อดีของนวัตกรรมใหม่ตัวนี้คือ ความถี่ ความละเอียด และความลึกของลำแสงนั้น
สามารถลงไปได้ลึกมาก และละเอียดสุดๆ ในระดับ Picosecond Laser
หรือ 1,000,000 ล้าน(หนึ่งล้านล้านช็อท) ต่อการยิงเพียง 1 ครั้งเท่านั้น

ซึ่งความรู้สึกหรือลำแสงเวลาที่กระทบผิวจะมีความคล้ายการทำ Q-Switch ค่ะ
หลักการคล้ายๆ กันเลยเพียงแต่ว่าเจ้า Picosecond Laser ตัวนี้
ให้ประสิทธิภาพมากกว่าตัว Q-Switch ถึง 1 พันเท่า!!

เพราะ Q-Switch จะเป็นระดับ Nanosecond Laser ค่ะความละเอียด
และประสิทธิภาพนั้นจะอยู่ที่ 1,000 ล้าน(หนึ่งพันล้านช็อท) ต่อการยิงใน 1 ครั้ง
ซึ่งความต่างนั้นนน...ไกลกันมาก

หลังจากที่เลเซอร์เสร็จแล้วผิวจะแดงมากกก
โดยเฉพาะคนที่ผิวแดงง่ายแบบพี่วิค่ะ




ซึ่งไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะจะแดงอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น
เวลาอาจไม่เท่ากัน แล้วแต่ผิวของแต่ละคนค่ะ แต่จะไม่มีอาการแสบร้อนหรือระบมบวม

หลังจากการเลเซอร์เสร็จแล้วทางคลีนิค
จะมีการทรีทเมนท์เพื่อให้ผิวได้มีการผ่อนคลาย
และคายความร้อนออกมาค่ะ ช่วงนี้จะสุขสบายมาก 555+




หลังการทำทรีทเมนต์ หรือทำหัตถการอื่นๆ เสร็จแล้ว
จะแต่งหน้า แต่ลืมอุปกรณ์มา..ไม่ต้องกลัวนะคะ
ที่ UR Clinic พร้อมม๊ากกก..ใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆ




หลังจากกลับถึงบ้านแล้ว
ก็สามารถล้างทำความสะอาดหน้าได้ปกติค่ะ

รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาผิวหน้าก็จะปกติเลย อาจจะมีรอยจ้ำบ้างเล็กน้อย
ในจุดที่เป็นเยอะๆ เพราะคุณหมอหยินจะเน้นให้เฉพาะจุดเข้มๆ เป็นพิเศษค่ะ

และในช่วงหลังเลเซอร์
ควรหลีกเลี่ยงแสงนะคะ อย่างน้อย 3 วัน 
และสิ่งที่ลืมไม่ได้คือ ควรทากันแดดทุกเช้านะคะ 
หรือก่อนออกจากบ้านน๊า

เพราะไม่อย่างนั้นสิ่งที่เราเลเซอร์ไปก็สูญเปล่าค่ะ
หลังจากวันแรก ผิวก็เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้วล่ะ
ประมาณหนึ่งอาทิตย์แรกจะรู้สึกได้เลยว่าผิวหน้านุ่มขึ้น
และดูขาวกระจ่างขึ้นทั้งหน้า ส่วนที่เป็นกระฝ้าชัดๆ จะจางลงเรื่อยๆ

หลังจากครบ 1 เดือน หลังเลเซอร์ครั้งแรก
ผลลัพธ์เป็นแบบนี้ค่ะ



ความรู้สึกส่วนตัวนะ
รู้สึกว่าผิวโดยรวมของหน้ามันดูขาวขึ้น
ส่วนในจุดที่เป็นกระฝ้า ก็ดูจางลงอ่ะค่ะ

แต่ยังไม่ปลื้ม ไม่พอใจ มีความนอยด์เกิดขึ้น
คือ..มันเจ็บตัวแล้วอ่ะเนอะ..มันก็แบบ..มันต้องว้าวววป่ะ
อันนี้คิดในใจนะ 555+
ก็เลยวอแวกับผิวตัวเองมาก..กลัวไม่จาง กลัวไม่หาย กลัวไปหมดเลย!!

พอถึงวันที่ต้องไปเลเซอร์ครั้งที่ 2 ก็ปรึกษาคุณหมอหยินเลย
"คุณหมอคะ..พี่วิว่ามันไม่จาง!!
หน้าตาจริงจังมาก555+"

"คุณหมอหยินบอกว่า..โดยปกติ กระลึกอย่างพี่วิควรเลเซอร์
ประมาณ 3 ครั้งค่ะ ถึงจะเห็นผลการรักษาที่น่าประทับใจ พี่วิพึ่งครั้งเดียวเองค่ะ"

แต่ว่าพี่วิเป็นคนใจร้อนไง..และอยากให้ฝ้าจางลงก่อนปลายปี
เพราะจะไปเที่ยวเกาหลี...แหม..นานน๊าน..จะได้ไปเที่ยวตปท. ทั้งที
ก็อยากมีรูปสวยๆ หน้าใสๆ บ้างไรงี้

"ฉีดค่ะฉีด!! นี่ก็อ้อนวอนขอให้หมอฉีดยารักษากระฝ้าให้
คุณหมอก็เกรงว่า..พี่วิจะไม่ชอบ เพราะหน้ามันเป็นจ่ำๆ เขียวๆ ม่วงๆ
นี่รีบเลย!! ทนได้ค่ะ!! 555+"

คุณหมอเลยจัดให้...ทั้งเลเซอร์ครั้งที่ 2 และ
ใช้การฉีดแบบ UR White เข้าร่วมกับการเลเซอร์ด้วย



ซึ่งในขั้นตอนฉีดรักษาฝ้า จะมีรอยจ้ำๆ ม่วงๆ บ้าง
ส่วนตัวพี่วิเองเฉยๆ นะคะ เพราะเวลาเราโบท็อกซ์ หรือฟิลเลอร์
บางทีเขียวกว่านี้อีก...เอาเถอะยอมม่วงๆ เขียวๆ อยากให้ผิวดูดีขึ้น555+
เพื่อความสวยเราทนได้ ^^

หลังจากที่พี่วิทำการรักษาเสร็จแล้ว
ซึ่งจริงๆ ควรเลเซอร์อีกสัก 1 ครั้งค่ะ น่าจะดีกว่านี้

แต่ด้วยเวลา ที่พี่วิมีไม่มาก เพราะต้องเตรียมหน้าไว้ฮาวทูแต่งหน้า
จะเลเซอร์หรือฉีดยาอีก ก็เวลามันทับกัน จนเบียดเวลาไม่ได้จริงๆ

ซึ่งผลลัพธ์ทั้งหมดที่ออกมา พี่วิพึงพอใจแล้วค่ะ



คือในจุดที่เป็นกระฝ้าเดิม อาจจะยังไม่ได้ขาวกระจ่างเสมอกับสีผิวโดยรวมของหน้า
คือจะยังเห็นเป็นไรๆ เงาๆ บ้างค่ะ

แต่ก็ช่วยให้ผิวที่เป็นกระฝ้าจางลงไปมาก วันที่แต่งหน้าเบาๆ แบบใช้คุชชั่น
ที่ไม่เน้นการปกปิด ก็แทบจะมองไม่เห็นแล้วเลยค่ะ
แต่ถ้าเป็นหน้าสดที่ปราศจากเมคอัพ ก็ยังพอเห็นบ้างจางๆ นะคะ

ซึ่ง ณ. จุดนี้..พี่วิพอใจมากแล้วค่ะ



สำหรับสาวๆ ที่เป็นกระฝ้าหนาๆ เลเซอร์สัก 2 ครั้งจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
มากกว่าพี่วิแน่นอนค่ะ เพราะการเปลี่ยนแปลงของเฉดสีจะเห็นได้แตกต่างกว่า...
ด้วยความที่ว่าพี่วิเป็นกระฝ้าลึกเวลาเลเซอร์ สีมันจะไม่ชัด จะสังเกตุยาก 
แต่เราเองที่สังเกตุตลอดเนี่ยแหละ ที่จะรู้และดีใจ ที่มันจางลงไปซะที

ช่วงนี้อาจจะเห็นโพสท์ลุคหน้าเบาๆ บ่อยหน่อยนะคะ
กำลังปลื้มมมม..นานมากแล้ว..ที่ไม่เคยมีผิวที่กระฝ้าจางขนาดนี้
เข้าใจเจ้..ช่ะ??




ก่อนจบบล็อกนี้ไป..ก็ฝากถึงทุกคนนะคะ..
ว่าการปกป้องผิวเป็นเรื่องสำคัญ การหลีกเลี่ยงแสงแดด แสงไฟนีออน
สปอร์ทไลท์แรงๆ ก็ส่งผลให้สีผิวเราเปลี่ยน ไปจนถึงเม็ดสี แล้วเกิดกระฝ้าได้
เพราะการรักษาให้จางลงก็ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายพอควรค่ะ

และการเลือกใช้ยารักษา ก็สำคัญมากๆ เราไม่อาจรู้ได้ว่าเอฟเฟ็คท์
หลังใช้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์นะคะ ดีที่สุดค่ะ

อ่อๆ พี่วิเอาคลิปสัมภาษณ์คุณหมอ ในเรื่องการรักษากระฝ้า
กับนวัตกรรม Picosecond Laser มาให้ฟังกันด้วยล่ะค่ะ
ติดตามได้ในคลิปนี้เลยยย

https://youtu.be/dC7WWkXyFb0

แต่ถ้าใครชื่นชอบและอยากรักษาแบบพี่วิล่ะก็
ลองเข้าไปปรึกษาคุณหมอหยินได้นะคะ
ที่ UR Clinic ค่ะ อยู่ชั้น 2 เซ็นทรัล อีสท์ วิลล์
ใกล้ๆ กับโรงหนัง Eastville Cineplex ค่ะ

Disclaimer:  Sponsored by: UR Clinic

UR Clinic Call Center 

061 619 5059

02 553 6141


FB : UR CLINIC

IG : UR_CLINIC

Line@ : http://line.me/ti/p/%40zyf1523d

WWW.UR-CLINIC.COM






Create Date : 07 มกราคม 2560
Last Update : 15 มกราคม 2560 19:27:37 น.
Counter : 4414 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
HIFU SIGNATURE LIFT by Dr. Vanda ปรับรูปหน้า ที่ไม่เจ็บ แต่สวยเป๊ะ แบบ40+




HIFU!! คำนี้สาวๆ คงรู้สึกคุ้นหูมานานมาก ว่าคืออะไร

และหลายคนที่เคยลองทำแล้ว รู้สึกว่า..ไม่เห็นผลอะไรเลย!!

วันนี้พี่วิขอมาเล่าเรื่องนี้ ให้ฟังกันในฐานะที่เคยมีโอกาสได้ลองมาแล้วค่ะ 


ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2559 พี่วิได้รับเชิญจากทาง Health Avenue Clinic by Dr. Vanda 

เพื่อปรึกษาปัญหาผิวหน้าและโครงสร้างค่ะ ซึ่ง ณ เวลานี้คุณหมอแวนด้า ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ

ในเรื่องการทำ HIFU ที่สุดแล้วค่ะ ตัว HIFU ที่คุณหมอแวนด้านำมาใช้ในคลีนิค

เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของ HIFU ค่ะ ที่มีผลลัพธ์ได้ชัดเจน รวดเร็ว 

และไม่เจ็บแม้แต่นิดเดียวค่ะ อันนี้พี่วิลองมาเองเลยค่ะ Confirm!!



พญ.ศิริวรรณ ตั้งเจริญชัยชนะ หรือคุณหมอแวนด้า

แค่ความเป๊ะของคุณหมอก็ทำให้พี่วิอุ่นใจแล้วค่ะว่า..

ผลลัพธ์ความงามของเจ้ในครั้งนี้ ต้องเริ่ดและชัดเจนแน่นอน Smiley



ด้วยสไตล์ของคุณหมอแวนด้า เป็นคนน่ารักอัธยาศรัยดีมากค่ะ

ถามตอบได้ทุกปัญหาผิวพรรณ ซึ่งในวันที่คุณหมอ พบพี่วิแล้วบอกว่า..


คุณวิลองไม๊คะ..ไม่เจ็บหรอก ใช้เวลาแป๊บเดียว

ลองดูเพียงครั้งเดียวก็เห็นผลเลยค่ะ..ด้วยเวลาอันรีบเร่งในวันนั้น

และไม่ได้เตรียมตัวว่าต้องคลีนหน้า..เลยแต่งหน้ามาเต็มมาก555+

แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยากลอง เป็นทุนเดิมค่ะ..เอ๊า!! ลองก็ลอง..

เริ่มต้นด้วยการคลีนหน้า




หลังจากทำความสะอาดหน้าเสร็จแล้ว

คุณหมอแวนด้า ก็เริ่มยกกระชับผิวให้พี่วิค่ะ

โดยการเปลี่ยนหัวเหล็กอุปกรณ์ในการทำ HIFU 2 แบบด้วยกันค่ะ

แอบมีความตื่นเต้น เอาจริงๆ ก็เจ็บมาเยอะกับการทำหน้า 555+

ลุ้นอยู่ว่า..ความเจ็บจี๊ดจะประมาณไหนน๊า...




ซึ่งบอกเลยว่าเหมือนนอนทำสปา เพราะสบายสุดๆ เกือบหลับเลยจริงๆ

เพลินๆ ไม่เจ็บแม้แต่นิดเดียว.. ง่ายๆ คือไม่รู้สึกอะไรเลย และใช้เวลาน้อยมาก


เรามาดูรูปก่อนทำ หลังทำกันดีกว่าค่ะว่า 45 นาทีผ่านไป

ยกความย้วยของหน้าพี่วิได้ขนาดไหน




จะเห็นจากรูปด้านบน ว่าก่อนทำผิวพี่วิมีผื่น

ละเอียดๆ อยู่แล้ว และผิวกร้านๆ ค่ะ หลังทำผื่นที่หน้ายุบหายไปหมดเลย

ซึ่งคุณหมอแวนด้า ให้คำแนะนำพี่วิไว้เบื้องต้นว่า ถ้าทำทุก 3 เดือนในช่วง 1 ปีแรก

ผิวจะชุ่มชื้น กระชับ ละเอียด และสีผิวสม่ำเสมอมากค่ะ




เหนียงๆๆๆ ใต้คางพี่วิ..โอ้ยยย..กระชับทันทีจริงๆ




แนวกรามค่ะ..แนวกราม ชัดเจนมากกก




"เรียกว่าสร้างความประทับใจให้พี่วิได้แบบ... เห๋ยยยยย เริ่ดอ่ะ

มันเริ่ดตรงที่ไม่เจ็บค่ะ นอกจากยกกระชับ เก็บเหนียงและ ช่วยลดผื่นบนผิวได้ด้วยค่ะ"


โดยประสบการณ์ผ่านมือหมอมาพอสมควรเนี่ย555+(พูดอย่างภูมิใจเกิ๊นน)

ถ้าจะยกกระชับได้ระดับนี้ ต้องร้อยไหมเท่านั้นค่ะ แต่นี่เป็นเพียงการทำ HIFU

ซึ่งไม่ต้อง ฉีดหรือทายาชา แม้แต่นิดเดียว และใช้เวลาน้อยมากจริงๆ

45 นาทีนี่คือ ทำทั้งหน้านะคะ ถือว่ากระชับขึ้นมากจริงๆ โดยเฉพาะแนวกรามและเหนียงค่ะ


ทีนี้เรามารู้จัก HIFU ที่คุณหมอแวนด้า เลือกใช้ในคลีนิคดีกว่าค่ะ 

ว่ามีความแตกต่างและโดดเด่นจากที่อื่นอย่างไรบ้าง


HIFU SIGNATURE LIFT นวัตกรรมปรับรูปหน้า แบบไม่เจ็บ 

ผู้หญิงยุกต์ใหม่ ให้ความสำคัญในการดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมความงาม 

ทั้งทา ทั้งทำ ทั้งฉีด ขอให้เห็นผลที่สุด จะเจ็บแค่ไหนก็ยอม แต่จะดีสักแค่ไหน 

ถ้ามีนวัตกรรมตัวใหม่ ที่เห็นผลทันที แบบไม่ต้องรอนาน ที่สำคัญ ไม่ต้องทนเจ็บ 

และสามารถทำให้คุณสวยได้ทุกช่วงอายุ แล้วอายุจะเป็นแค่ตัวเลข

ที่ไม่สามารถพรากความสวยไปตามกาลเวลา กับนวัตกรรมใหม่ล่าสุด  

“HIFU Signature Lift  by Dr. VANDA”  คืนความอ่อนวัย ตอบโจทย์ความทุกความต้องการ

ของความงามบนในหน้า ความสวยแบบไม่ต้องทนต่อความเจ็บอีกต่อไป


นวัตกรรมปรับรูปหน้า แบบไม่เจ็บ “HIFU Signature Lift by Dr.VANDA”

ด้วยเทคโนโลยี High Intensity Focused Ultrasound ที่ได้รับยอมรับจากประเทศฝรั่งเศส 

ใช้รักษาคนไข้ในรายที่ไม่ต้องการศัลยกรรม ส่งผ่านพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวด์ที่

เต็มประสิทธิภาพลงสู่ผิวหนังได้สม่ำเสมอความถี่สูง ถึง 1,000 ครั้งต่อวินาที จนร่างกาย

ไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการรักษา สามารถปรับระดับความลึกของพลังงานตั้งแต่ 1 – 5 มิลลิเมตร 

ช่วยลดไขมันบนใบหน้า แก้ปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อย ปัญหาริ้วรอย ความหมองคล้ำ

บนใบหน้า ปัญหาคาง 2 ชั้น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา หนังตาตก เป็นการยกกระชับและการปรับรูปหน้า 

ให้มีมิติบนใบหน้าชัดเจน  ผิวหน้าเรียบเนียน ขาวใส ดูอ่อนกว่าวัย ปลอดภัย ไม่เจ็บ 

ใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้น เหมาะกับทุกคน ตั้งแต่ อายุ 30-60 ปี ที่มีปัญหาบนใบหน้า

จากอายุที่เพิ่มขึ้น ความเครียด มลภาวะต่างๆ คนที่ไม่มีเวลาไปดูแลผิวหน้านานๆ 

จากไลฟ์สไตล์ที่วุ่นวาย  คนที่ไม่มีเวลาพักพื้น คนที่อยากรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย 

ไม่อยากรู้สึกเจ็บเวลาดูแลผิวหน้า คนที่ไม่ต้องการพึ่งการทำศัลยกรรม สวยแบบธรรมชาติ 

กับนวัตกรรมที่คงความอ่อนเยาว์ แบบไร้กาลเวลา ฉีกกฎกลไกการสูญเสียความงาม ของมิติเวลา

อย่าปล่อยให้กาลเวลาพรากความสวยไปจากคุณ มาเป็นสาวไฮฟู HIFU Lady 

กับผลลัพธ์ที่สัมผัส พิสูจน์ได้  พร้อมเทคนิคพิเศษในการรักษาจากประสบการณ์ตรงของ 

คุณหมอแวนด้า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและผิวพรรณโดยเฉพาะ 

พร้อมจะดูแลทุกท่านอย่างเป็นกันเอง ดั่งเพื่อนสนิท ที่เฮลท์อเวนิวคลินิก 

ที่ให้คุณสวยแบบไม่พึ่งศัลยกรรม




จากรูปนี้คือ 2 เดือนกว่าแล้ว หลังจากที่ได้ไปทำมาค่ะ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า.. บล็อกนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคน

ที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับ HIFU อยู่นะคะ

ส่วนตัวพี่วิว่าได้ผลค่ะ แต่เราต้องเลือกที่เป็น HIFU ที่เป็นนวัตกรรมล่าสุดนี้นะคะ

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายตรงนี้พี่วิรบกวนติดต่อสอบถามโดยตรงกับคลีนิคนะคะ

เพราะมีทำแยกเฉพาะส่วนของใบหน้าด้วย หรือทั้งใบหน้า หรือใบหน้าและคอ

รวมไปถึงการทำทั้งตัวด้วย จะได้คำแนะนำละเอียดกว่าพี่แน่นอนค่ะ

https://www.facebook.com/bydrvanda

#hifulady #healthavenueclinic #hifubydrvanda


Disclaimer:  Sponsored by:Health Avenue Clinic by Dr. VANDA




Create Date : 29 สิงหาคม 2559
Last Update : 31 สิงหาคม 2559 2:53:29 น.
Counter : 1550 Pageviews.

0 comment
Review: Skinboosters การบูสผิวหน้าให้ชุ่มชื่นอิ่มน้ำด้วย Restylane
สวัสดีค๊า..ได้ฤกษ์เขียนถึงการทำ สกินบูสเตอร์ผิวหน้าแล้วล่ะ
ต้องบอกว่าเป็นงานเขียน Review ที่ยาวนานเกือบ 3 เดือนกว่าจะเขียนเสร็จ
เพราะพี่วิต้องบูสผิวเดือนละครั้งค่ะ และก็อยากเห็นผลลัพธ์ชัวร์ๆ แล้วค่อยมาเม้าท์ให้ฟังกันอย่างนี้ล่ะ

อย่างที่ทุกคนได้เห็น จากการอัพเดทหน้าเพจเป็นช่วงๆ ว่าพี่วิ ได้รับเชิญ
ให้เข้าร่วมโปรเจค "The Skin Transformation Project with Restylane Skinboosters” 
ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้นะคะ โดยทาง Restylane จะเลือกคุณหมอที่มีชื่อเสียงมากๆ ฝีมือเลิศๆ และมีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง มาดูแลให้กับแต่ละคนที่เข้าร่วมโปรเจคนี้ค่ะ ซึ่งคุณหมอที่ทำการบูสผิวหน้าให้พี่วิคือ
นายแพทย์พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ จาก AIC Clinic ค่ะ





ตอนนี้พี่วิผ่านการบูสผิวมา 2 ครั้งแล้วค่ะ ผลลัพธ์ที่ผ่านมาทั้ง 2 ครั้งถือว่า มากเพียงพอและสมควรแก่เวลาที่เราจะมาเล่าสู่กันฟังแล้วค่ะ 
มาดูภาพผลลัพธ์ในรอบแรกกันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง



ผลลัพธ์ชัดเจนมาก อยากรู้แล้วใช่มั้ยคะ..ว่าสกินบูสเตอร์ คืออะไร 
ทำหน้าที่อย่างไร และแตกต่างอย่างไรกับฟิลเล่อร์??

ก่อนอื่นเรามารู้จัก "สกินบูสเตอร์" กันก่อนนะคะว่าคืออะไร
“สกินบูสเตอร์”   คือ นวัตกรรมใหม่ล่าสุด เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นและลดเลือนริ้วรอยต่างๆ 
ทั้งรอยเหี่ยวย่น หรือ รอยแผลสิวให้กับผิวหน้า ด้วยกระบวนการของนวัตกรรมเทคโนโลยี
สมัยใหม่ Non Animal Stabilize Hyaluronic Acid หรือ NASHA ที่ทำให้ได้เจล
ไฮยาลูโรนิคแอซิดซึ่งสมบัติใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุดและมีความคงตัว
จึงสามารถคงอยู่ในผิวให้ความชุ่มชื่นได้เป็นระยะเวลานาน พร้อมคุณสมบัติเด่นตรงที่
แพทย์จะฉีดสกินบูสเตอร์ลงบนผิวหนังโดยตรง และโมเลกุลสกินบูสเตอร์จะถูกเก็บ
ไว้ในผิวชั้นหนังแท้และปล่อยความชุ่มชื่นอย่างต่อเนื่อง เปรียบเหมือนสร้างเขื่อน
กักเก็บน้ำไว้ใต้ผิวชั้นหนังแท้ที่จะช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่นตลอดเวลาจากภายใน 

โดยผลิตภัณฑ์ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาทั้งประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา รวมถึงผ่านการรับรองจากกลุ่มประเทศในเครือสหภาพยุโรป 

ฟิลเลอร์ กับ สกินบูสเตอร์ นั้นต่างกันอย่างไร
การใช้ฟิลเลอร์ คือ การฉีดสารช่วยเติมเต็มเข้าใต้ผิวหนังบริเวณจุดต่างๆ ของใบหน้า
เพื่อเติมเต็มในบริเวณนั้นๆ หรือปรับแต่งรูปทรงสัดส่วนของใบหน้าให้ได้รูปทรงที่
สวยงามมากยิ่งขึ้น เช่น ปีกจมูก สันจมูก ริ้วรอยใต้ตา ร่องแก้ม โหนกแก้ม ปลายคาง  
ริ้วรอยบนหน้าผาก 

ส่วนสกินบูสเตอร์ นั้นเป็นโมเลกุลของฟิลเลอร์ที่เป็น Non animal stabilized 
hyaluronic acid ซึ่งมีขนาดของโมเลกุลที่เล็กมาก ออกแบบมาเฉพาะตัวให้มีความอุ้มน้ำ
ในระดับที่พอดีอยู่ที่ผิวชั้นหนังแท้และคงความชุ่มชื่นต่อเนื่องโดยไม่ทำให้ผิวบวม
หรือเปลี่ยนแปลงรูปหน้าไป โดยผ่านการฉีดเข้าใต้ผิวหนังให้กระจายทั่วใบหน้า เพื่อช่วย
เสริมสร้างการเก็บกักน้ำในผิว ทำให้ผิวบริเวณนั้นมีความชุ่มชื้น และดูเรียบเนียนอ่อนเยาว์

สกินบูสเตอร์ (Skinboosters) ใช้กับบริเวณใดได้บ้าง
การฉีดสกินบูสเตอร์นั้นใช้ฉีดเข้าบรเวณใต้ผิวหนัง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
จะทำการฉีดสกินบูสเตอร์ลงไปบริเวณผิวที่ต้องการรักษา ซึ่งเป็นได้ทั้งบริเวณใบหน้า 
ลำคอ หลังมือ และรวมถึงบริเวณเนินทรวงอก



ระยะเวลาในการเห็นผลการรักษา
คนไข้ส่วนใหญ่จะเห็นผลการรักษาทันทีหลังการรักษา ในกรณีที่ต้องการฉีดสกินบูสเตอร์
เพื่อรักษารอยหลุมสิว หรือร่องน้ำตา ส่วนภาวะผิวแห้งขาดน้ำ แห้งกร้าน หรือหมองคล้ำ
จะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 2-3 วัน และผลสามารถคงอยู่เป็นเวลาประมาณ 6 เดือน
ทั้งนี้ระยะเวลาคงอยู่ของการรักษาขึ้นกับปัจจัยของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ ^_^

สกินบูสเตอร์เหมาะกับคนไข้ประเภทใด
- คนไข้ที่ต้องการเติมเต็มร่องน้ำตา ร่องแก้ม หลุมสิว 
รูขุมขนกว้าง รอยย่นที่ลำคอ  หลังมือ
- คนไข้ที่มีผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ หมองคล้ำ ไม่สดใส

สกินบูสเตอร์ มีรูปแบบใดบ้าง
สกินบูสเตอร์  คือ ผลิตภัณฑ์ Restylane Vital light ซึ่งมีขนาด 1 มิลลิลิตร 
โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ดูแลการฉีดและบอกถึงปริมาณที่ใช้
ซึ่งขึ้นกับใบหน้าและความต้องการของคนไข้แต่ละคน



ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับRestylane Skinboosters
Restylane Skinboosters มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและลดเลือนริ้วรอยต่างๆ 
ทั้งรอยเหี่ยวย่น หรือ รอยแผลสิวให้กับผิวหน้าบริเวณดังต่อไปนี้

1. หน้าผาก : ช่วยลดริ้วรอยที่เป็นเส้น ๆ และทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
2. บริเวณรอบดวงตา : ลดรอยคล้ำบริเวณใต้ตาและริ้วรอยรอบดวงตา
3. บริเวณทั่วใบหน้า : ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ และทำให้ผิวดูเรียบเนียน
4. รอยหลุมสิว : ทำให้รอยหลุมสิวดูตื้นขึ้น เรียบเนียน
5. บริเวณรอบริมฝีปาก : ลดเลือนรอยเล็ก ๆ บริเวณริมฝีปาก
6. คอและบริเวณเนินอก : ลดเลือนริ้วรอย และทำให้ผิวหนัง
มีความเรียบเนียนและกระชับมากขึ้น
7. มือ : ลดเลือนริ้วรอย และทำให้ผิวหนังมีความเรียบเนียน 
มีความชุ่มชื้นและกระชับมากขึ้น

ทำไมต้อง Restylane
แพทย์ให้ความไว้วางใจ ในผลิตภัณฑ์ Restylane 
เพราะผลิตโดยกระบวนการ Minimal Stabilization คือ กระบวนการที่ทำให้เกิด
การเชื่อมโยงของสายโมเลกุล HA หลายๆสายผูกไขว้เข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้เปลี่ยนแปลง
โครงสร้างทางโมเลกุล HA น้อยกว่า 1 % เท่านั้น จึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ 
และมีความบริสุทธิ์สูงมากปราศจากสิ่งเจือปนใดๆ ดังนั้นผลข้างเคียงจึงมีน้อยมาก
และมีความปลอดภัยสูง มีความคงตัวใต้ผิวหนัง ได้ผลที่ยาวนานกว่าสารเติมเต็มชนิดอื่น
และเกิดการรบกวนเนื้อเยื่อน้อยที่สุด 

รวมทั้งได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทย, 
CE Mark , FDA USA เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แพทย์ทุกท่านจึงวางใจ
ในคุณภาพและความปลอดภัย



คุณสมบัติโดดเด่นของ Restylane
1. Restylane ไม่ได้ผลิตจากสัตว์ NASHA ( Non-Animal Stabilized Hyaluronic Acid ) 
จึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้
2. Restylane เป็นผลิตภัณฑ์เพียงหนึ่งเดียวที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทาง
โมเลกุลน้อยที่สุด ( น้อยกว่า 1 % ) จนเหมือนสาร Hyaluronic Acid ที่อยู่ใน
ร่างกายมนุษย์มากที่สุด ( Minimal Stabilization ) จึงทำให้สามารถอยู่ในร่างกาย
ได้ยาวนานกว่าสารเติมเต็มชนิดอื่น
3. Restylane เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการยกผิวได้ดี ( Lifting Capacity ) เพราะ
ในเนื้อเจลมีความยืดหยุ่นสูง ( Elasticity ) จึงใช้ปริมาณเจลเพียงเล็กน้อยก็สามารถ
แก้ปัญหาริ้วรอยได้
4. Restylane เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำไว้รอบๆตัว เมื่อเวลาผ่านไป 
ความสามารถในการดึงน้ำเข้ารอบตัวยังคงมีประสิทธิภาพคงเดิม ( Isovolemic Degradation ) จึงเป็นคุณสมบัติโดดเด่นประการหนึ่งในการทำให้ Restylane 
คงอยู่ใต้ผิวหนังได้นานกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ

***********************************

อาล่ะค่ะ... มาถึงช่วงเม้าท์สบายๆ สไตล์พี่วิกันบ้าง
พี่วิเริ่มเข้าทำ สกินบูสเตอร์ ครั้งแรกในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ค่ะ
ก่อนทำมีการถ่ายรูปเก็บไว้ และไปทายาชา ทิ้งไว้ปนะมาณ 30-40 นาทีค่ะ 
จากนั้นเช็ดยาชาออก และฆ่าเชื้อด้วยการทาเบตาดีนค่ะ



พอถึงเวลาจะถึงการฉีดสกินบูสเตอร์ คุณหมอจะฉีดยาชาก่อนนะคะ 
โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาผิวหน้าที่หยาบกร้าน รูขุมขนกว้างๆ อย่างพี่วิ 
ต้องทำการบูสมากเป็นพิเศษ ควรให้คุณหมอฉีดบล็อคยาชาทั้งหน้าเลยค่ะ!!




เริ่มต้นบูสผิวแล้วววว...โดยการฉีดคุณหมอบอย ใช้เทคนิคเข็มทู่ ฉีดเก็บบริเวณใต้ตา (เจาะรูแค่ 2 จุด และค่อยๆฉีดกระจายใต้ผิวหนัง)

และใช้เข็มคม เก็บ Fine line ร่องที่ไม่ลึกมาก บริเวณร่องแก้ม ข้างปาก และแก้ม 
(โดยฉีดแบบตื้นๆเข้าสู่ชั้นหนังแท้ เพื่อให้ผิวดูชุ่มชื่น ฉ่ำน้ำ)

ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีค่ะจากนั้น
จะเป็นขั้นตอนการนวดประคบเย็น -15 องศา เป็นเวลา 20 นาที



หลังทำอาการเป็นอย่างไรบ้าง?
ส่วนตัวพี่วิเป็นคนผิวบอบบางแพ้ง่ายมาก และก่อนไปทำพึ่งหายจากภูมิแพ้ค่ะ
หน้าค่อนข้างแห้ง และริ้วรอยมากจริงๆ
คุณหมอเลยทำการบูสให้ผิวแย่ๆ กลับมาชุ่มชื้นให้ได้มากที่สุด พี่วิเลยเกิดอาการช้ำค่ะ

ซึ่งไม่ได้เกิดในทุกคนนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นรอยรูเข็มเล็กๆ เท่านั้นค่ะ
แต่ก็มีคนจำนวนนึงที่อาจช้ำได้เหมือนพี่วิ..ไม่ต้องตกใจนะคะ
เพราะจะหายช้ำได้ใน 1 อาทิตย์ค่ะ ^^




ความรู้สึกส่วนตัวในการทำ "Skin Boosters"
เจ็บไม๊?? บอกได้เลยว่าเจ็บค่ะ!! 
แต่ก็คุ้มค่ากับการได้ผิวดีๆ ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาหลายปีมากๆๆๆ
ถือเป็นความโชคดีที่ได้มีโอกาสได้บูสผิวค่ะ
เพราะทำให้พี่สวยรับปีใหม่ 2558 นี้สมใจ
และสวยทันเอาใจคุณแฟนในวาเลนไทน์นี้พอดี ^_^



รู้สึกประทับใจมากจริงๆ เพราะแค่ 2 ครั้งผิวเปลี่ยนแปลงไปมาก
ชุ่มชื้นขึ้นสุดๆ ร่องลึกใต้ตา ร่องแก้มดูอิ่มกำลังสวย
ที่สำคัญรูขุมขนที่แก้มของพี่วิกระชับขึ้นมากกกก
แรกๆ แทบท้อใจเพราะเจ็บ..แต่พอเห็นผิวที่ได้รับกลับมาแล้ว
อยากให้มีโปรเจคนี้บ่อยๆ นะคะ 55555+

ซึ่งพี่วิยังเหลืออีก 1 ครั้งที่ต้องไปทำค่ะ
เพื่อที่จะได้ผิวที่ชุ่มฉ่ำ อิ่มน้ำแบบนี้ให้ยาวนานยิ่งขึ้น



หวังว่าบล็อกนี้จะเป็นประโยชน์คุ้มค่ากับการรอคอยการเขียนมาเกือบ 3 เดือนนะคะ
และหวังว่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้สาวๆ ที่มีปัญหาผิวแห้งกร้าน
ไม่อิ่มน้ำ ริ้วรอยเยอะ หลุมสิวกว้าง รูขุมขนกว้างได้มีกำลังมากขึ้นนะคะว่า..
พวกเรายังมีโอกาสได้ผิวตอนสาวๆ กลับมาอีกครั้งแม้วันนี้จะ 40 อัพกันแล้วก็ตาม ^_^

สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำ "Skin Boosters"
แต่ละคลินิคราคาไม่เท่ากันนะคะ แต่จะเริ่มสตาร์ทที่ครั้งละ 30,000-50,000บาท
ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานที่ และคุณหมอแต่ละท่านด้วยค่ะ^_^

****************************
Disclaimer:  Sponsored by:  Galderma  (Thailand) ; Restylane



Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2558 16:15:17 น.
Counter : 18462 Pageviews.

1 comment
[Review] การฉีด Filler & Botox ปรับโครงหน้าเบาๆ แบบ 40+
แฉๆๆ...เอ้ย!!  แชร์ๆๆ


วันนี้ขอแชร์ประสบการณ์ตรง กับการฉีด  Filler และ Botox ที่หน้า
แบบเล่าสู่กันฟังให้ทุกๆ คนได้เก็บไว้เป็นข้อมูล 
เพื่อเป็นความรู้ หรือประกอบการตัดสินใจในอนาคตกันนะคะ ^_^



Disclaimer:  Sponsored by: Doctor Younger Clinic

แต่ก่อนจะรู้ข้อมูลโดยละเอียด พี่วิขอเรียนให้ทุกๆ คนทราบตรงๆ ว่าการรีวิวครั้งนี้มีสปอนเซอร์ค่ะ
ดังนั้นรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมด พี่วิไม่ทราบตัวเลขที่แน่นอน
และแต่ละคนจะใช้ปริมาณไม่เท่ากันด้วย  ค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกัน เพราะฉนั้นเรื่องค่าใช้จ่าย!! 
รบกวนปรึกษาและสอบถามโดยตรงกับทางคลีนิค จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนกว่าค่ะ

คุณหมอที่ดูแลพี่วิคือ

นายแพทย์สว่าง อัมพรพันธ์

ที่ ด็อกเตอร์ ยังเกอร์ คลีนิค

www.facebook.com/doctoryoungerfan
www.doctoryourger.com
Call center:  02-261-3697-8

และถึงแม้จะเป็นการรีวิวที่มีสปอนเซอร์..
แต่พี่วิจะขอรีวิวโดยตรงจากใจ
ทั้งความรู้สึก ข้อดีและข้อเสีย รวมถึงคำเตือน
สำหรับสาวๆ ที่คิดและตัดสินใจจะทำด้วยนะคะ!!  

อย่างที่แจ้งกันทุกๆ ครั้งว่าพี่วิไม่สนับสนุนให้ใครทำศัลยกรรมนะ..
แต่พี่ 40 แล้ว มีปัญหาและริ้วรอยมากพอสมควร ถึงควรแก่กาลแล้วค่ะ 
เลยตัดสินใจทำและอยากแชร์ความรู้สึกทั้งหมดต่อทุกๆ คนที่สนใจและกำลังหาข้อมูลค่ะ



เรามารู้อีกนิดเนอะว่า Botox และ Filler คืออะไร 
แตกต่างกันไม๊ ไปอ่านกันค่ะ

โบท็อกซ์ (Botox)

เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ ซึ่งสกัดได้จาก Botulinum Toxin Type A และสร้างจากแบคทีเรีย 
ชื่อคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium Botulinum) โบท็อกซ์ช่วยลดการหดเกร็ง
ของกล้ามเนื้อเล็ก ที่เกิดริ้วรอยย่นให้คลายตัว และโบท็อกซ์ยังไปกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซม
คอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิวได้อีกด้วย ด้วยคุณสมบัติครบถ้วนแบบนี้เองที่ทำให้โบท็อกซ์
ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้า หลังฉีดจะเห็นผลชัดเจนใน 3-7 วัน

Botox จึงนิยมนำมาใช้ฉีดเพื่อช่วยให้ผิวดูตึง กระชับขึ้น ลดริ้วรอย เพื่อดูอ่อนเยาว์ 
และปรับแต่ง แก้ไขบกพร่องของใบหน้าเช่น
1. ริ้วรอยหน้าผาก
2. แก้ไขคิ้วตก
3. บริเวณริ้วรอยหางตาหรีอทีนกานั้นเอง
4. ปรับโครงสร้างหน้าเหลี่ยมให้เรียวขึ้น
5. และช่วยลดน่องให้เรียวเล็ก


ฟิลเลอร์ (Filler)

หรือสาร Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารประกอบของคอลลาเจนที่มีอยู่แล้วในผิวหนังของเรา 
เปรียบได้กับสปริงของผิวหนัง ฟิลเลอร์มีคุณสมบัติในการรวมตัวกับน้ำ และอุ้มน้ำนั้นไว้ จะสร้าง
ความตึงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวที่เป็นริ้วรอยหรือร่องลึกตื้นขึ้น และเลือนไป
อย่างเป็นธรรมชาติ

Filler ถูกนำมาฉีดเพื่อช่วยในการปรับแก้รูปหน้า เป็นฉีดเฉพาะจุด เช่น
1. เติมจมูก คาง โหนกแก้ม เพื่อ
2. เพื่อเติมเต็มริ้วรอยบนใบหน้า ร่องลึก หลุมสิว ร่องแก้ม บำรุงผิวให้กลับกระชับ เปล่งปลั่ง 
และเติมริมฝีปากให้ดูอวบอิ่มได้อีกด้วย

ฟิลเลอร์เป็นสารที่ร่างกายมีอยู่แล้ว ดังนั้นการฉีดสารชนิดนี้เข้าไปในชั้นผิวหนัง
จึงไม่ก่อให้เกิดอันตราย และสามารถย่อยสลายไปเองภายใน 8-12 เดือน


ความแตกต่างระหว่างโบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ คือ

โบท็อกซ์ เป็นการฉีดเพื่อ "ลด" การหดเกร็งของกล้ามเนื้อ 
แต่ฟิลเลอร์นั้นเป็นการฉีดสารเข้าไป "เพิ่ม" และเติมเต็มผิวบริเวณร่องลึกให้ตื้นขึ้นมา 
แต่เราจะไม่ค่อยเห็นความแตกต่างระหว่างคนที่ฉีดโบท็อกซ์ กับฟิลเลอร์เท่าไรนัก เพราะผลที่
ได้คือให้ความเต่งตึงของผิวเหมือนกัน แต่ในความรู้สึกของผู้ที่ได้รับการรักษา จะค่อนข้างแตกต่าง
เพราะผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์ ถูกลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าลง จึงทำให้ “ไม่” สามารถยิ้ม
หรือขมวดคิ้วได้อย่างเต็มที่ แต่สำหรับผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์กลับสามารถยิ้มและเกร็งใบหน้าได้ตามปกติ
แต่ใบหน้าก็จะดูไม่เป็นธรรมชาติเท่ากับคนที่ฉีดโบท็อกซ์


วันนี้ใช้อะไรบ้างนะ..นี่เลยค่ะ





Restylane เรสทิเลน

ตามคำโปรยแล้วคือ  เป็นเจลคริสตัลใสผลิตจกไฮยาลูโรนิค แอสิด (HA) 
มีคุณสมบัติในการดึงน้ำเข้ารอบตัว ทำให้สามารถเติมเต็มเนื้อเยื่อให้กับผิวหนัง
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  คือสารที่ใช้ในการฉีด Filler วันนี้ค่ะ

Botulinum toxin type A

ตามคำโปรยคือ เป็นโปรตีนบริสุทธิ์  คือสารที่เราใช้ในการฉีด BOTOX วันนี้นั่นเอง



มาดูรูป หน้าเปรียบเทียบกันชัดๆ 
ก่อนและหลังทำ Botox และ Filler ก่อนเลยดีกว่า





เรียกว่าวันนี้เหมือนเรามานั่งติววิชาศัลยกรรมกันเลย หลักการและข้อมูลตรึม!!  

จบในส่วนของหลักการไปแล้วดูไม่ใช่อิชั้นเล้ย555++
มาเข้าสู่ส่วนของวิธีการและความรู้สึกกันเลยนะคะ..อิชั้นจะได้กลับมาเป็นตัวเองสักทีนะ


พี่วิมีนัดกับ "นายแพทย์สว่าง" ตอนบ่าย 3 โมงค่ะ 
พอไปถึงคุณหมอรออยู่แล้ว

ดูวันนี้คนไข้เยอะเชียวค่ะ ทั้งผู้ชายผู้หญิง น่าจะมาฉีด Botox หรือ Filler นะเพราะเข้าไปกันแป๊บเดียว


แอบเม้าท์นิดนึง!!

 ผู้ชายแท้ๆ สมัยนี้ก็หันมาสนใจ ดูแลตัวเองกันมากขึ้นนะ คือหน้าเป๊ะอ่ะ 
เห็นแล้วเราแอบอาย..หน้าอิชั้น..ย่น  แถมรูขุมขนกว้างกว่าผู้ชายอีกจ้า (--“ ) 

อุ๊ยตายยย!! พึ่งเริ่มเม้าท์เอง!!
ไปก่อนนะคุณหมอเรียกแล้ว ;)


คุณหมอมาตรวจสภาพผิวหน้าพี่วิ
ว่าผลจากการเลเซอร์คราวที่แล้ว สภาพผิวเป็นอย่างไรบ้าง 
ก่อนที่จะส่งตัวไปยังห้องแปะยาชา ทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที 
ตามที่คุยกับคุณหมอ..วันนี้เราจะฟิลเล่อร์หน้ากันค่ะ 
ซึ่งจะทำหลายจุดมากดังนี้
1. จมูก
2. หน้าแก้ม
3. ร่องแก้ม
4. คาง


ถึงเวลาแล้วซินะ!! และความรู้สึกกังวลใจก็ตามมา!!

ใน 4 จุดนี้พี่กังวลใจมากที่สุดคือ "จมูก" 
ที่จริงพี่เคยลองฉีด Filler มาครั้งนึงแล้วนะเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นยังไม่มีข่าวเลวร้ายที่เป็นข้อเสียนะ..
พี่เลยลองทำดูฉีดนิดเดียวตรงดั้งที่หัก!! 
แต่พี่ไม่ปลื้มค่ะ!! 
1. เจ็บมาก 
2. นี่ผ่านมา 3 ปีแล้วพี่รู้สึกมันยังอยู่!!
เลยเป็นเหตุให้ก่อนหน้านี้พี่ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เลย

3 ปีก่อน..หลังจากพี่ฉีดได้ไม่กี่เดือน  ก็เริ่มมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับการฉีดฟิลเล่อร์
แอบดีใจที่เรารอดมาได้และไม่โชคร้ายขนาดนั้นเลยบอกกับตัวเองไว้ว่า จะไม่ฉีดฟิลเล่อร์ที่จมูกอีก
"กลัว"!!  ต้องบอกตรงๆ ว่ากลัวตาบอดหรือทุกๆ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้.. 
วันนี้เครียดเลยนะ!!





พี่บอกกับคุณหมอตรงๆ เลยค่ะ  ว่าอันนี้ถือว่ากลัวมากที่สุด
ซึ่งจริงๆ แล้วคุณหมอไม่ได้บังคับนะ อยู่ที่พี่!!
กล้าๆ กลัวๆ แต่อีกใจก็อยากสวยและดูดีขึ้นแหละ.. 
เลยถามคุณหมอไปว่า...หนูจะปลอดภัยใช่ไม๊คะ?? 
คุณหมอคงดูอาการออก..ก่อนเล่ายาวๆ ซึ่งสรุปได้ว่า

คุณหมอ: การร้อยไหมที่คุณวิเคยกลัวนั้น ยังไม่น่าหวั่นใจ เท่าการฟิลเล่อร์จมูกนะครับ!!
พี่วิ:  อ้าวว!!  (ร้องในใจ)
คุณหมอ:จะร้อยไหม Botox หรือฟิลเล่อร์ส่วนไหนๆ ให้หมอท่านใดที่อยู่ในสายอาชีพนี้ทำก็ได้!! 
แต่การฟิลเล่อร์จมูก!!..คุณวิจะให้ใครทำนั้น ต้องเป็นคุณหมอ 
ที่เรียนมาเฉพาะทางด้านนี้โดยตรง!! ต้องน่าเชื่อถือ!! 
และมีฝีมือมากพอ!! เพราะอยู่ในจุดที่อาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ!! 
นอกจากเฉพาะทางโดยตรงแล้ว ต้องมีความเชี่ยวชาญชำนาญมากพอ คุณหมอที่ทำมือต้องนิ่งมาก 
(พอฟังแล้วยิ่งเครียดหนักค่ะ น้ำตาจะไหล!! เมื่อก่อนไม่เคยรู้อะไรอย่างนี้มาก่อนเลย!!)  

พร้อมทั้งเล่าให้ฟังต่อว่า คุณหมอสอนเรื่องนี้กลับนักเรียนแพทย์อย่างไร 
และแพทย์ที่คุณหมอจะให้ผ่านวิชานี้ต้องมีคุณสมบัติเช่นไรบ้าง

 โอเคล่ะ!! ฟังอย่างนี้แล้วอิชั้นก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก..
ในใจคิดว่า.. เราคงไม่โชคร้ายเป็น 1 ในล้านที่ซวยขนาดนั้นหรอกน่า!!..
ระดับอาจารย์หมอแล้วนะ!!
พอถึงเวลาก็ย้ายจากห้องแปะยาชาไปเข้าห้องฟิลเล่อร์ค่ะ


แล้วปัญหาก็ตามมาอีก!!

พอเช็ดยาชาออก..คุณหมอเตรียมลงมือจะฉีดตรงดั้งจมูก ท่านนิ่งสักพักแล้วถามว่า..

คุณหมอ:  เนื้อนิ่มๆ ที่อยู่ตรงระหว่างคิ้วนี่คืออะไร?? 
คุณวิมีอยู่แล้วหรือไปทำอะไรมา??  
พี่วิ:  เอาแล้วไง!! ตอนนั้น..งง!!..
คุณหมอ:  หยิบกระจกให้ดูก่อนอธิบายว่ามันผิดปกติ หมอไม่เคยเห็นนะและคิดว่าไม่ใช่เนื้อปกติ!! 
พี่วิ:  อ้าวววว!! เครียดเลยชั้น!! 
คุณหมอ:  แน่ใจนะ!! ว่าไม่เคยทำอะไรมานอกจากฟิลเล่อร์ครั้งนั้น!! 
พี่วิ:  ตอบแบบหนักแน่นไม่เคยจริงๆ ค่ะ!!
คุณหมอ:  พิจารณากับสิ่งนี้นานมาก..ก่อนบอกว่า..ผมขออนุญาติฉีดยาสลายตรงนี้ได้ไม๊?? 
เพราะว่าผมคิดว่ามันไม่ปกติ!!..ถ้าฉีดแล้วมันสลายแปลว่ามันคือบางอย่างที่ตกค้างอยู่
แต่ถ้าไม่สลายก็คือเนื้อเราจริงๆ 
พี่วิ:  ก็เลยถามคุณหมอไปว่าจะอันตรายไม๊ 
คุณหมอ:  ไม่อันตรายครับ มันแค่เข้าไปสลายสารที่ตกค้างเท่านั้น
พี่วิ:  โอเคค่ะคุณหมอ (เลยตกลงฉีดสลายก่อนทำทุกอย่าง).. 
ตอนฉีดก็รู้สึกนิดๆ ไม่ถึงกับปวดค่ะ.. 


เจ้าเนื้อนิ่มๆ เจ้าปัญหาก่อนฉีดสลาย
ของจริงมันยื่นออกมาชัดกว่านี้ค่ะ
นับเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของพี่เอง..
ที่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว "ไม่" ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนทำ!!





พอฉีดเสร็จคุณหมอส่งกระจกให้ดู
(ภาพหลังฉีดแล้วยุบ ไม่มีภาพประกอบ..เสียดายสุดๆ)

มันยุบลงไปเลย!! อ้าวววว!! แล้วมันคืออะไรอย่างไง?? ทำไม?? 
ตอนนั้นคำถามเยอะมาก!!   คุณหมอพูดแค่ว่า..มันค้างอยู่!! 
และน่าแปลกใจมาก..ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ??

ด้วยมารยาทและจรรยาบรรณของคุณหมอที่จะไม่กล่าวอ้างถึงใคร!!
คุณหมอไม่ถามสักคำว่าตอนนั้นไปฉีดที่ไหนมา!! แต่เรานี่แหละ..รีบบอกคุณหมอเลย!!


แล้วถามคุณหมอต่อทันที!!

พี่วิ:  แล้วการฉีดครั้งนี้จะไม่ค้างสะสมแบบนั้นใช่ไม๊คะ 
คุณหมอ:  ไม่ครับอันนี้จะสลายไปเองภายใน 6-8 เดือนไม่ต้องกังวล!! 
พี่วิ:  การตกค้างเกิดจากอะไร??
คุณหมอ:  คุณภาพของ Filler ที่ใช้ โดยปกติ Filler ต้องสลายไปเอง
อย่างช้าสุดไม่เกิน 8-12 เดือน แล้วแต่จุด
พี่วิ:  อ้าว!!  แล้วนั่งเงียบๆ ถามตัวเองในใจ??  
แล้วก่อนนี้…คลีนิคนั้น!! ฉีดอะไรมาให้ฟร๊ะ?? 

คือมันไม่สลายนี่ก็น่ากลัวแล้วนะ..ที่ร้ายยิ่งกว่าคือ
มันไหลจากดั้งขึ้นไปที่ระหว่างคิ้วอ่ะ!!  
ก็ยังโชคดีนะที่มันไม่ส่งผลร้ายไปกว่านี้..ไม่อยากจะคิดเลย!!


พอหน้าพี่วิดูสบายใจมากขึ้นหมดกังวล..
คุณหมอก็เริ่มเตรียมฉีด Fillerค่ะ

-1. สันจมูกตรงดั้งที่หักแด่นๆ ฉีดเยอะมากค่ะ เพราะดั้งพี่หักมาก และมีรอยแผลเป็นด้วย
แต่ตรงกลางจมูกเดิมโด่งเป็นกระดูกๆ นูนออกมา
จากนั้นคุณหมดก็นวดๆ ปั้นๆ จมูกเบาๆ เพื่อปรับแต่งให้สวยเข้ารูป
-ฉีดเติมที่ปลายจมูกเพราะว่าจมูกพี่วิงุ้มเกินไป ฉีดให้มันดูเชิดขึ้นเล็กน้อยคุณหมอบอกว่า
ผู้หญิงที่จมูกเชิดๆ หน้าจะดูหยิ่งนิดๆ ดูมีเสน่ห์ ดูเข้าถึงยาก555++

(ขำในใจ..คุณหมอคะ!!..ตอนนี้ก็ไม่ค่อยมีใครจะคุยกับหนูอยู่แล้วค่ะ..
เพราะหน้าเดิมใครๆ  ก็บอกว่าดูหยิ่งมากกก!! ทั้งที่จริงพูดมากสุดๆ >_< )

-2. แก้มตรงช่วงด้านหน้าแก้มคือหน้าพี่มีโหนกแก้มอยู่แล้วค่ะ แต่หน้าแก้มแบนราบ ไม่อิ่ม
คุณหมอบอกว่าตรงนี้ถือเป็นโหงวเฮ้งด้วยนะ ถ้าฐานแก้มอิ่ม รองรับกับโหนกแก้ม 
จะถือว่ามีบารมีกว่าสามี!! เสร็จล่ะ!! วันนี้กลับไปจะใช้ถูบ้านซะให้เข็ด555++
และข้อดีอีกอย่างคือหน้าที่ดูอิ่มเอิ่มจะทำให้ดูเยาว์วัยขึ้น;)
-3. ร่องแก้มตรงนี้คุณหมอฉีดไปนิดเดียวอย่าเรียกว่าฉีดเลย เรียกว่าจิ้มปลายเข็มลงไปดีกว่า..
คือน้อยมาก..คุณหมอบอกว่าอยากให้ดูเต็มขึ้นเล็กน้อยพออายุประมาณนี้ อย่างไงก็ต้องมีร่องแก้ม
ถ้าฉีดจนอิ่มเต็มไปหมดก็ทำได้แต่ไม่ธรรมชาติดูรู้ว่าทำมา!!
ผมอยากให้คุณสวยขึ้นแต่ดูธรรมชาติอยู่(อุ๊บร๊ะ!! โดนใจ)
-4. คางหน้าเดิมพี่คางยาวอยู่แล้วค่ะแต่ว่าตรงปลายช่วงกลางคางบ๋อมนิดหน่อยและตัดเป็นเหลี่ยม
เนื้อคางแบนๆ ซึ่งเป็บลักษณะคางแบบผู้ชาย คุณหมอบอกว่าคางผู้หญิงที่สวยต้องอิ่ม งอนนิดๆ 
และมนๆถึงจะดูหวาน เลยเติมตรงปลายคางค่ะ ฉีดลงไป ที
ขึ้นมาตุ่ยๆ นวดเบาๆ
ก่อนส่งกระจกให้พี่วิดูหน้าตัวเองอีกครั้งหลังฉีดเสร็จ





"หลังจากฉีด Filler เสร็จ"

คุณหมอเดินวนไปมาเพ่งพินิจหน้า แล้วบอกว่า
หมอขอ Botox หน้าผากนิดนึงนะ.. เพราะคิ้วคุณวิต่ำไปนิดนึง กระชับขึ้น  
จะช่วยให้หน้าโดยรวมดูได้รูปมากขึ้น  รองรับกับจมูกที่ดูโด่งขึ้นด้วย  
รวมถึงช่วงโครงหน้าด้านข้างช่วงขมับ อยากให้ดูตึงกระชับอีกนิดพอ
แต่ยาชาหมดฤทธิ์แล้วค่ะคุณ ที่สำคัญหน้าผากไม่ได้แปะยาชาไว้ตั้งแต่ทีแรก 

คุณหมอ:  ฉีดสดไหวไม๊ คุณวิ?? 
พี่วิ:  (เหอะๆๆๆ!! อืมมมม.. ในใจรู้อย่างเดียวอยากสวยต้องอดทน!!) 
หนูขอน้ำแข็งได้ไม๊คะ5555++
คุณหมอ:  บอกโอเคได้เลย!! ทนไม่ไหวบอกนะ!! 
พี่วิ:  ได๋ค๊า... ^_^ (ขอโทษนะ!! น้ำแข็งเวลาประคบปวดกว่าเข็มสะอีก!!) 
ตอนหลังเลยไม่ประคงประคบแล้ว..เอาเลยค่ะคุณหมอ..แล้วนั่งกัดฟันกรอดๆๆ


อ๊ากกกกส์... เธอเป็นใครเนี่ย!! 555++  
เออๆๆ..ทำให้ดูหวานขึ้นจริง.. มิน่าเมื่อก่อนชอบมีคนหาว่าเรา  
เป็นกระเทยแปลงเพศ เพราะคางอิฉั้นนี่เอง!!





โครงหน้าดูได้รูปขึ้นนะ..แต่สภาพหน้าอาจจะโหดไปนิด 555++

พี่เคยสอบถามคุณหมอว่า..ทำไมไม่แนะนำให้ทำเรื่องรอยกระ..ให้จางลงก่อน
แล้วค่อย Filler & Botox คะ??

คุณหมอให้คำแนะนำว่า : หลังจากเราปรับสภาพพื้นผิวหน้าให้เรียบ กระชับขึ้นแล้ว
ควรทำโครงหน้าเราให้ได้รูป ดูดีขึ้นก่อน ซึ่งเป็นประเด็นหลักๆ เมื่อโครงหน้าสวยที่เหลือจะตามมาเอง
รอยดำเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ต้องค่อยๆ ทำเก็บรายละเอียด และบำรุงรักษาไปทีละเรื่องจะดีกว่า


ตอบคำถามที่น้องๆ 

Botox เยอะไม๊คะพี่วิ:  ทั้งหน้าผากอ่ะค่ะ ถี่ยิ๊บ!!
เจ็บไม๊คะพี่วิ:  พี่ว่าเลเซอร์ เจ็บและลุ้นกว่าเยอะค่ะ สำหรับพี่โบท็อกซ์เฉยๆ 
(อุ๊ย..ปากดี!! ได้ข่าวว่านั่งกัดกรามกรอดดดๆๆ 555+)

มีน้องๆ ฝากถามคุณหมอเข้ามาทาง Fackbook พี่วิค่ะถามมาให้แล้ว..ตามนี้เลยค่ะ

1. เรื่องคิ้วตกมาก...ควรร้อยไหม หรือ Botox คะ?
- คุณหมอบอกว่า Botox ก็พอค่ะ ยกหางคิ้วขึ้นมา 
แต่ต้องให้คุณหมอดูว่าควรฉีดปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม และเพียงพอ
2. ใต้ตาลึกเป็นร่อง ฟิลเล่อร์ช่วยได้แค่ไหน
-  ฟิลเล่อร์จะช่วยเติมเต็มได้ค่ะ เพราะนั่นเป็นคุณสมบัติหลักของฟิลเล่อร์ 
แล้วก็จะสลายไปเอง 6-8 เดือนค่ะ
3. ขาใหญ่มาก Botox ช่วยได้จริงหรือ??
-  ช่วยได้ค่ะ Botox ขาเรียว ซึ่งต้องให้คุณหมอดูก่อนว่าเป็นไขมันหรือกล้ามเนื้อนะคะ


Filler และ Botox เหมาะกับใคร อย่างไร

1. คนที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอย ร่องลึก หรือผิวเหี่ยวย่นต่างๆ บนใบหน้าและลำคอค่ะ
2. ควรมีอายุที่อยู่ในวัยทำงานขึ้นไปแล้วค่ะ เพราะเด็กสาวๆ วัย 20 ต้นๆ 
ทำไปแล้วก็ไม่ค่อยเห็นความแตกต่างมาก เพราะยังไม่มีความเหี่ยวย่นหรือริ้วรอยค่ะ
3. การจะเลือกฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์นั้น ต้องพิจารณาจากปัญหาผิวหน้าของแต่ละคน 
และเลือกใช้ให้ถูกจุด ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ควรปรึกษาแพทย์เพื่อศึกษาข้อมูลให้มั่นใจก่อนตัดสินใจ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันสารเหล่านั้น
ไม่ให้กลับมาทำร้ายเราเองในที่สุดนะคะ


คำเตือนและข้อแนะนำจากพี่วิ

พี่ว่าทั้ง Filler และ Botox ถ้าอยากจะทำจริงๆ 
ให้หาหรืออ่านข้อมูลเยอะๆ ค่ะ...จะทำที่ไหนก็

1. สืบค้นประวัติของตัวคุณหมอบ้าง ว่าเค้าเป็นใคร มีประสบการณ์มาขนาดไหน 
ไม่มีคุณหมอคนไหนอยากให้ผิดพลาดแต่ทุกอย่างเกิดขึ้นได้!! 
ดังนั้นประวัติของคุณหมอย่อมเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราอุ่นใจขึ้นค่ะ
เราควรเลือกคุณหมอเฉพาะทาง ไม่ใช่แค่คุณหมอผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวค่ะ
2. สถานที่ที่เข้ารับบริการควรได้มาตรฐาน มีชื่อเสียงและการยอมรับ เพราะนั่นหมายถึง
เค้าจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานด้วยเช่นกัน 
กรณีฉีด Filler ถ้าที่เราไปทำแล้ว มันไม่ใช่ฟิลเล่อร์แท้จะเกิดอะไรขึ้น 
เพราะมันเหลวและไหลไปในผิวเรา ถ้ามันไม่สลายหรือเป็นอะไรก็ไม่รู้ 
เราจะเอามันออกมาได้อย่างไร ซึ่งอันตรายมาก เรื่องใหญ่ อันตรายนะ
3. อย่าเชื่อคนอื่นหรือคำโฆษณาและราคาที่ล่อใจ ต้องมีสติ หาข้อมูล คิดไตร่ตรองให้รอบครอบ
4. ขอดูบรรจุภัณฑ์และแบรนด์ของสารที่จะฉีดให้เรานะคะ ว่ามาในบรรจุภัณฑ์ที่
ยังไม่ได้เปิดใช้หรือเปล่า และเป็นของที่ไหนอย่างไร เพื่อความปลอดภัยของเราเองค่ะ
5. ราคาที่สมเหตุสมผล ขอถูกและดีมีอยู่ในโลกค่ะ  
แต่เราไม่ควรเสี่ยงของถูกกับการศัลยกรรม เพราะมันไม่คุ้มเสี่ยงจริงๆ


ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วค๊า... 

ลงมานั่งเพื่อให้คุณหมอสั่งยาและวิเคราะห์โดยรวมก่อนกลับบ้าน
คุณหมอ:  ชอบไม๊
พี่วิ:  ชอบค่ะ
คุณหมอ:  นิ่งเงียบนานมากกก..นั่งอมยิ้มมองจมูกมองคาง!!
พี่วิ:  หันไปมองหน้าคุณหมอ..แล้วทำหน้า..งงๆ
คุณเจี๊ยบ MKT:  คุณหมอท่านเป็นแบบนี้ล่ะค่ะคุณวิ!!..
มีความสุขเวลาแก้ไขรูปหน้าให้คนไข้ดูดีขึ้น!!
พี่วิ:  อ่อค่ะ..พี่ก็คิดว่าคุณหมอตะลึงในความงามของพี่ซะอีก5555+



"ความรู้สึกส่วนตัวของพี่ ณ วันนี้หลังฉีดมา 15 วัน"

เอาแบบพูดกันตรงๆ เลยนะ
พี่ว่าไม่เยอะดี ดูเติมเต็มขึ้น คือยังดูธรรมชาติอยู่
ต้องบอกว่าหน้าพี่วิเอง โครงสร้างหน้าเหมือนคนศัลยกรรมมาหนักอยู่แล้ว
ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร นอกจากตา 2 ชั้น ดังนั้นเวลาจะทำอะไรต้องคิดหนัก
เพราะกลัวหน้าจะดูพลาสติกเกินไป
แค่นี้ก็ตอบคำถามบ่อยมาก..ว่าเสริมจมูกที่ไหน ต่อคางอย่างไง 
แต่ไม่โกรธนะ..เข้าใจ!! หน้าเรามันดูผิดปกติเอง ช่วยไม่ได้ 555++

ครั้งนี้ที่ฉีด Filler แล้วดูไม่ต่างไปจากหน้าเดิมนัก จึงเป็นเรื่องที่พี่พอใจมาก
คือทำ แต่ดูเหมือนไม่ทำมาก!! ปรับโครงสร้างให้สมดุล และดูชัดเจนขึ้น..พอใจแล้วค่ะ!!

คุณหมอสามารถฉีดได้มากเท่าที่เราต้องการ ให้ดูเยอะ ตึง โด่งแค่ไหนก็ได้
แต่คุณหมอเน้นย้ำว่า..อยากให้ดูเป็นธรรมชาติ และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

ไม่ใช่ฉีดปุ๊บ..ต้องมานั่งตอบคำถามทุกวันว่า..ไปทำอะไรมา?? ไปทำหน้ามาหรอ??
ซึ่งเราเองก็คงไม่ชอบ!! แบบนี้ดูสวยธรรมชาติและใช้ชีวิตปกติได้ดีกว่า

พี่วิว่า!!  แค่ให้คนอื่น..แค่รู้สึกสงสัยในใจ และทำได้แค่พูดว่า
เดี๋ยวนี้ดูสวยขึ้นนะ!! ดีกว่าไม๊??


ข้อมูลการรีวิวทั้งหมดในครั้งนี้พี่วิหวังว่าจะเป็นประโยชน์
และข้อเตือนใจสำหรับทุกๆ คนนะคะ





ทางคลีนิคฝากประชาสัมพันธ์มาว่า..


น้องๆ เืพื่อนๆ ที่โทรเข้า Call Center เพื่อปรึกษาหรือนัดเข้ารับบริการ

ถ้าแจ้งว่า ทราบข่าวมาจากบล็อคหรือเพจของ 
"พี่วิ Beauty4ties (บิวตี้โฟร์ตี้)"


ทุกท่านจะได้รับส่วนลดพิเศษ 
30% สำหรับฟิลเลอร์ และร้อยไหม 
และ 20% สำหรับ Botox ค่ะ 

Smiley


ขอบคุณทุกๆ คนที่แวะมาอ่านและ
เป็นกำลังใจให้กันตลอดๆ นะค๊า..บ๊ายยย

Smiley _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ Smiley



Create Date : 17 กรกฎาคม 2556
Last Update : 23 กรกฎาคม 2556 18:13:20 น.
Counter : 33340 Pageviews.

0 comment
Review: การยกกระชับหน้า เลเซอร์ และการร้อยไหม
โอยยย..ฟังดูน่ากลัวมากใช่ไม๊คะ..
ผู้หญิงคนนี้อะไรนักหนา

ก็ต้องยอมรับแต่โดยดีว่า..ถึงวัยแล้วค่ะ!!
40 แล้วอิชั้นก็ยังอยากดูดีอยู่นะ..ไม่ต้องอ่อนกว่าวัยหรอก..แค่ให้สมวัยก็พอ

มาดูกันว่าทำไมพี่วิถึงต้องทำทั้ง 3 ตัวนี้มันช่วยได้จริงหรือ?

อย่างที่ทุกคนทราบว่าพี่หน้าเยินมาก
"จากการแพ้สกินแคร์และสิวฮอร์โมน" 
ที่บุกโจมตีอย่างกระหน่ำ รักษาเองมานานเกือบ 2 เดือน!!
แล้วได้เท่านี้!! ยังคงทิ้งร่องรอยไว้มหาศาล



คุณพระ!!  อิชั้นรู้คุณแอบอุทานสิ่งนี้อยู่ในใจ 555++..คุณเห็นยังตกใจแล้วอิชั้นหล่คะ??
ไม่ไหวเกินเยียวยา..พี่วิเริ่มหาข้อมูลที่เลเซอร์และการรักษารอยดำอยู่ตลอดเวลา
ยอมรับตรงๆ จากใจเลย..ว่าเครียดมากกกก..ครั้งแรกที่หน้าเยินได้รุนแรงแสลงใจขนาดนี้

ในช่วงที่พี่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกเข้ารับการรักษาที่ไหนดี..ก็เป็นความโชคดีมากๆ 
ที่มีโอกาสได้รู้จักพูดคุยกับทางหลายๆ คลินิค ต้องบอกทุกคนตรงๆ ค่ะว่า  
พี่วิทำเพจเกี่ยวกับความงาม  ไม่แปลกที่จะมีคลินิคศัลยกรรมติดต่อมา ก่อนหน้านี้ซัก 3 เดือนที่แล้ว
มี 2-3 คลินิคที่ติดต่อพี่มา และมุ่งประเด็นการร้อยไหม  ตอนนั้นไม่ปลื้มนะ!!  ไม่ใช่อะไรค่ะ

พี่กลัวถึงกลัวมากเรื่องการร้อยไหม..ข่าวแรง!!  เห็นน้องๆ  ใกล้ตัวไปทำมาบางคนเริ่ด.. 
แต่บางคนไม่!! แถมกระแสข่าวการร้อยไหมแล้ว  
เข้าเครื่องสแกนร่างกาย แล้วเลเซอร์ไม่ได้อีก

โอววว..กลัวนะ ไม่เอาแน่ๆ   พี่เลยเปิดใจปรึกษากับทางคลินิคนี้เรื่องการเลเซอร์เป็นหลัก  
ทางคลินิคให้คำแนะนำพี่อย่างดีทุกเรื่อง  ก่อนเชิญพี่ไปทดลองทำเลเซอร์ ครั้งแรก 
เพื่อลดเลือนรอยดำ และบริการอื่นๆ ตามความเหมาะสม  
เค้าและเราต่างก็คงพิจารณากันอยู่พอสมควร ในหลายปัจจัยเนอะ สรุปพี่ตัดสินใจ
เข้ารับบริการกับที่นี่ค่ะ Doctor Younger Clinic   ทำไม??  ไปดูพร้อมๆ กัน



เมื่อไปถึงคลินิคสิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้คือ..ความสะอาดตา คลินิคสีขาวเขียวดูโมเดิร์นเชียวค่ะ 
พนักงานออกมาต้อนรับเป็นผู้จัดการประจำสาขาและอีกท่านคือคุณเจี๊ยบ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่ติดต่อและนัดกันในวันนี้ ก่อนได้พบอาจารย์หมอซึ่งพี่ Search หาข้อมูลล่วงหน้าไว้นิดหน่อยว่าใครหรอ??  
คนที่เราต้องฝากความไว้วางใจทั้งหมดไว้ที่เค้า... ข้อมูลที่ได้ทำให้พี่รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น  
เพราะนอกจากท่านจะเป็นกรรมการผู้จัดการคลินิคแห่งนี้แล้ว ท่านยังเป็นอาจารย์หมออันดับต้นๆ ของเมืองไทยอีกด้วย ท่านคือ

นายแพทย์สว่าง อัมพรพันธ์




...เอิ่มมม..อึ้งไปชั่วครู่เพราะนอกจากท่านจะเป็นคุณหมอชื่อดัง 
ที่เคยเห็นท่านให้สัมภาษณ์อยู่บ่อยๆ  แล้ว ท่านยังดังมากๆ ในเรื่องการเป็นอาจารย์หมอ  
ที่สอนการร้อยไหมอีกด้วย!!

พี่รู้ตัวทันที!! ..อิชั้นคงไม่โดนแค่เลเซอร์แล้วล่ะ!!
แต่บอกตรงๆ นะ  ณ จุดนี้พี่เริ่มอุ่นใจขึ้นบ้าง  ถ้าจะต้องโดนร้อยไหมจริงๆ  
โดยคุณหมอฝีมือระดับอาจารย์หมอขนาดนี้..555++   
อิชั้นไม่ปฏิเสธให้พวกคุณรุมประนามอิชั้นหรอกค๊า..
แต่ขอดูสถานะการณ์ตอนคุยอีกหน่อยนะ..ในใจยังป๊อดอยู่นิดๆ

ไม่เกิน 10 นาทีหลังจากกรอกประวัติเสร็จ คุณหมอก็เข้ามาทักทาย 
อืมมมม..แอบคิดในใจนี่หมอที่ชั้นเห็นในรูปหรอ?? ท่านดูเด็กกว่าในรูปและใน TV มากค่ะ  
มีความเป็นกันเองมากไม่ถือตัว อีกสิ่งที่สัมผัสได้จากคลินิคนี้คือความใส่ใจ ทุกอย่างทุกคน
ทำให้เรารู้สึกสบายๆ คุณหมอยืนพิจารณาหน้าพี่  สักพักก่อนตัดสินใจว่าจะเลือกเครื่องมือตัวไหนในการแก้ปัญหาให้ตรงจุดจริงๆ  
และหนึ่งในนั้นคือการร้อยไหม!!


คุณหมอถามว่า “อยากทำไม๊ เอาที่เราสบายใจ”   
“ที่จริงหมอมองว่า แก้มช่วงคางคุณคล้อยนิดหน่อย  ทำให้ร่องแก้มดูลึก 
เก็บตรงนี้นิดเดียวหน้าจะดู  มีเชฟที่สวยชัดเจนขึ้น”  พี่รู้สึก!! 
อืมม.. นี่สิ!!  คนที่ฉั้นอยากคุยด้วย.. คนที่ไม่กดดัน ดูรีแล็กซ์  พร้อมให้คำปรึกษา 
พี่รู้สึกสบายใจมากๆ   ถึงแม้ในใจจะยังกลัวเจ็บ 
แต่ตอบแบบน้ำตาคลอนิดๆ ว่า..หนูทำใจมาจากบ้านแล้วค่ะ!! 555++

ปล. ที่ตัดสินใจยอมเจ็บ และเสี่ยง เพราะชื่อเสียงในฝีมือ 
รวมถึงความเป็นกันเองของคุณหมอล้วนๆ เลยนะ (อันนี้คิดในใจ!!)  
ทุกคนอาจมองว่า  เป็นใครก็ทำเพราะมันฟรี!! แต่สำหรับพี่!! ไม่ใช่ค่ะ!!...
ถ้าฟรี แต่คุณหมอโนเนม ไม่น่าเชื่อถือ..พูดจาไม่แคร์... เจ๊ก็ไม่เสี่ยงนะคะ..มีหน้าเดียวค่ะ..เหอะๆ




หลังจากสรุปขั้นตอนการรักษามีดังนี้…
1. ยกกระชับกรอบหน้า Ultra Deep Lifting
2. เลเซอร์ Fractional CO2 Laser  เฉพาะครึ่งหน้าด้านล่างที่เป็นรอยดำ
3. ร้อยไหม  ยกกระชับแก้มตรงแนวกรามนิดหน่อย
นั่งทำใจกันสักพัก   แล้วไปนอนแปะยาชากันค่ะ 
ทิ้งไว้ 45 นาทีค่ะ ช่วงนี้พี่ก็ถ่ายรูปมากมายและโซเชี่ยลไปเรื่อยๆ 
ครบเวลาปุ๊บ....ไปขึ้นเขียงค๊า


1.  ยกกระชับหน้า  Ultra Deep Lifting Program
โปรแกรมนี้ช่วยในเรื่องยกกระชับผิวหน้า เพื่อผิวเต่งตึง กระชับขึ้น ช่วยตอบโจทย์ทุกปัญหา 
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิวหย่อนคล้อย และผิวมีริ้วรอย การ Lifting คล้ายการทำอัลตร้าซาวด์ที่หน้า  
พี่ยกที่ช่วงกรอบหน้าตรงแนวขมับถึงกราม..แอบกลัวนิดหน่อย..ลุ้นๆ ค่ะ 

ลงเจลใส ก่อน Lifting 




--> ความรู้สึกเหมือนมีอะไรกดบนหน้า  แล้วลึกเข้าไปในชั้นผิว   พอทำเสร็จก็ไม่มีรอยอะไรเลย
แค่มีความรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเข้าไปลึกมาก.. หน่วงๆ นิดหน่อยไม่ถึงกับปวด

คุณหมอบอกว่าเจ้าสิ่งนี้จะช่วยยกกระชับตรงส่วนไขมันช่วงกรามของพี่ให้มันเฟิร์มขึ้น.. 
แดงนิดหน่อย.. อันนี้ชิลๆ   เสร็จแล้วพักสักครู่ แล้วไปต่ออีกห้องเพื่อเลเซอร์กันค่ะ ^_^


หลัง Lifing แดงเล็กน้อยมาก




เอารูปน้องปู ไปรยามาให้ดูพลางๆ สวยๆ 
พักสายตาก่อนไปดูหน้าเยินๆ กันต่อ..อิอิ






2. การเลเซอร์ที่ชั้นเฝ้ารอ คุณหมอเลือกทำ Fractional CO2 Laser 

นวัตกรรมด้านเลเซอร์ตัวนี้ไม่ใช่ตัวใหม่ล่าสุดนะคะ  แต่ตรงกับปัญหาผิวหน้าพี่มากที่สุด 
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องผิวหน้าไม่เนียนเรียบ เหมาะกับใช้รักษารอยแผลเป็นจากสิว ผิวขรุขระ รูขุมขนกว้าง เพื่อผิวหน้าขาว กระจ่างหน้าใส และกระชับยิ่งขึ้น   
เจ้าตัวนี้เป็น Laser ที่มีลำแสงเล็กมาก..และทะลุทะลวงผิวได้ลึกสุดๆ จึงทำให้ความร้อนสามารถ
ไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยไม่ทำให้เซลล์ผิวข้างเคียงถูกทำลาย และยังช่วยกระตุ้นการเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ได้อย่างรวดเร็ว จึงมีระยะเวลา Down time สั้นเพียง 5-7 วัน

วันนี้เราเลเซอร์ลดรอยดำด้วยเครื่อง Fractional CO2 Laser  
จะทำเฉพาะส่วนตรงกลางหน้าค่ะ เอาออกไปบางส่วนก่อน 
เพราะตรงกรอบหน้าเราต้องทำอย่างอื่นร่วมอีกด้วย



เนื่องจากรอยกระลึกและรอยดำเต็มหน้าพี่..คุณหมอเห็นแล้วคงหมั่นเขี้ยว555+  
รู้สึกเหมือนกำลังโดยแสกนบาร์โค้ดบนหน้าอ่ะ..มันดังฟิกซ์ๆๆ     
ไม่เจ็บค่ะรู้สึกร้อนนิดๆ คุณหมอจะเพียรถามบ่อยๆ เจ็บไม๊ ร้อนไม๊ ไหวหรือเปล่า 
เพราะพี่นอนกัดกรามตลอดเวลาไม่ได้เจ็บนะ..มันลุ้นนนน!!!
พอ Laser เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่จะมาประคบเย็นให้ค่ะ


ในเรื่องของการเลเซอร์พี่วิให้การดูแลหน้าเป็นพิเศษมาก 
ต้องเลี่ยงแดด  แสงต่างๆ  ให้มาก เลี่ยงสารประเภทกรดต่าง ๆ เช่น AHA, BHA ฯลฯ
พักหน้าและการรอคอยช่วงตกสะเก็ด ประมาณ 5-7 วันค่ะ


การดูแลหน้า 7 วันแรก หลัง Laser พี่ดูแลตัวเองเป๊ะๆ ตามนี้เลยค่ะ
1. การดูแลความสะอาด พี่ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด แล้วเช็ดด้วยน้ำเกลือ 
ซับเบาๆ ด้วยผ้าก็อตตาข่ายๆ ที่คลินิคเตรียมมาให้ตลอด 7 วัน ทั้งเช้าและเย็นเลยค่ะ 
(ในวันที่ 1-2 วันแรก โป๊ะผ้าก็อตชุ่มๆ วางทิ้งไว้ 10 นาทีหลังเช็ดหน้าเสร็จ ตามคุณหมอสั่งเป๊ะ!!)

2. หลังจากเช็ดหน้าเสร็จแล้ว ลงครีมบำรุงที่ทางคลินิคเตรียมมาให้เช้าเย็น 1 อาทิตย์ 
เป็นครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสม Q10 ด้วย ให้ความรู้สึกผิวชุ่มชื้นมาก ๆ 

3. งดแต่งหน้า 1 อาทิตย์ และป้องกันหน้าด้วยการลงกันแดด SPF 50 PA++

4. งดนวดหน้า 1 เดือน

5. ห้ามนอนคว่ำหน้าหรือนอนตะแคง อันนี้ควรทำ 1 เดือนค่ะ!!

6.  ใน 1-2 วันแรก พี่นอนหมอนสูง ๆ หน่อย ช่วยลดอาการบวม



เสร็จในเรื่องของการเลเซอร์แล้วค๊า... 
ไปดูต่อกันในเรื่องร้อยไหมเลยนะ..เสียววุ้ยย >"< 


3. ร้อยไหมคืออะไร??
เราได้ยินเรื่องนี้ว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากประเทศเกาหลี ซึ่งที่จริงมีมานานมากแล้ว ในฝั่งยุโรป
ช่วยในเรื่องการยกกระชับหน้า ดึงหน้า ลดเลือนริ้วรอยที่เหี่ยวย่น 
ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก 
ฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง เต่งตึง และคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว 
นับเป็นทางเลือกใหม่ที่เห็นผลได้รวดเร็ว แต่จะปลอดภัยไม๊?? 

พี่วิอยากให้ทุกคน..เลือกคลินิคที่น่าเชื่อถือ ตัวคุณหมอที่มีชื่อเสียง 
และมีฝีมือทางด้านนี้โดยตรงดีกว่าค่ะ


โดยปกติไหมจะมีหลายชนิดค่ะ เช่น
1. ไหมธรรมดา ซึ่งไม่เป็นที่นิยมค่ะ
2. ไหมละลาย แบบเรียบ PDO คุ้นเคยกันดีกับคำว่า ไหมละลายเกาหลี
3. ไหมละลาย แบบมีเขี้ยว  อันนี้เป็นนวัตกรรมใหม่**
คุณสมบัติของไหมละลายทั้งข้อ 2 และ 3 เส้นไหมจะค่อยๆ ละลายหายไปเองภายใน 6-8 เดือน 
แต่หลังจากที่ไหมสลายตัวไปแล้ว โครงสร้างคอลลาเจนที่เกิดขึ้นยังจะทำให้ผิวกระชับ เต่งตึง 
ต่อเนื่องไปอีกค่ะ โดยรวมก็จะประมาณ 1 ปี
4. ไหมทองคำ ซึ่งไหมตัวนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเรื่องของ ผลกระทบในระยะยาวค่ะ 
เช่นจะเข้าเครื่องสแกนร่างกาย หรือเลเซอร์ได้ไม๊ เพราะเนื่องจากทองคำเป็นตัวนำความร้อน 
และไม่สลายหายไปถึงแม้จะไม่ส่งผลเสียกับร่างกายก็ตาม

พี่วิ ได้ใช้ไหมชนิดที่ 3 ค่ะ เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ล่าสุด คือ การร้อยไหมแบบมีเขี้ยว 
ซึ่ง คุณหมอสว่าง อัมพรพันธ์ ได้ศึกษามาโดยตรงจากประเทศรัสเซียและเกาหลี  
การร้อยไหมต้องใช้ความชำนาญและเทคนิคพิเศษเฉพาะทาง 
ไหมละลายตัวใหม่ล่าสุดที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ การสร้างเขี้ยวบนเส้นไหมด้วยเทคนิคขั้นสูง 
ทำให้สามารถยกและดึงผิวได้ดีกว่าไหมชนิดอื่น เพราะมีเขี้ยวเล็กๆ ช่วยพยุงผิวบริเวณแก้ม 
กราม ใต้คาง หรือในกรณีที่ต้องการดึงผิว เพื่อสร้างโหนกแก้มให้ชัดเจนขึ้น 
ก็สามารถทำได้ ซึ่งราคาก็จะสูงกว่าร้อยไหมละลาย แบบไม่มีเขี้ยวค่ะ



พอถึงเวลาเริ่มทำคุณหมอจะมาร์คจุด.. 
(ตอนนี้ใจเริ่มใจเสียแล้ว ..เริ่มเครียด!! คุณเจี๊ยบ MKT Manager ถึงขั้นต้องมาส่งกำลังใจข้างเตียง แถมยืนจับมือพี่ตลอดเวลา..
จนทำเสร็จ..น่ารักมากๆ..ปลื้มสุดๆ ค่ะ) รู้มาว่าเป็นนโยบายของที่นี่นะ ทำให้เราไม่กลัว 
และรู้สึกผ่อนคลายค่ะ ก็รู้สึกวางใจจริงๆ นะ แม้จะไปลำพังเพียงคนเดียวก็ตาม

คุณหมอแจ้งทุกขั้นตอนว่ากำลังทำอะไรบ้าง..  

ทำไมพี่ต้องร้อยไหม
คือช่วงแก้มพี่ลึก หน้าตอบมากค่ะ ทำให้หน้าดูไม่ผ่อง และดูแก่กว่าวัย 
เนื้อช่วงแก้มแนวกรามหย่อนคล้อย  คุณหมออยากเก็บเนื้อย้อยๆ นั้นขึ้นเพื่อให้หน้าพี่ดูไม่ตอบ 
ช่วยให้หน้าดูอิ่ม แต่มีเชฟที่คมและชัดเจนขึ้น
พอทำเสร็จคุณหมอให้ส่องกระจก...

ตาเถร!! ..... เอาเป็นว่าเจ๊พอใจมาก!!...  (ไม่ได้อวยนะ..พูดกันจริง ๆ)
ต้องบอกว่าหน้าพี่วิน้องๆ อาจจะไม่เห็นชัดนักเพราะมันคล้อยไม่มาก..
พี่วิร้อยไปข้างซ้าย 3 เส้น และข้างขวาแค่ 4 เส้นค่ะ   เนื่องจากหน้าพี่คล้อยไม่เท่ากันเล็กน้อย

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมของเพื่อนหนูร้อยทีนึงข้างละ 20-40 เส้น 
พี่เข้าใจว่าอาจจะแตกต่างกันที่ชนิดของเส้นไหมค่ะ..แบบนั้นอาจเป็นไหมละลายแบบไม่มีเขี้ยว



เอ้ย....นี่ชั้นไม่ได้คิดไปเองคนเดียวใช่ไม๊?? พี่ถ่ายรูป Before & After ไว้ให้เปรียบเทียบ..
มาดูกัน ในเบื้องต้นนี้!!..ที่ยังบวมยาชาอยู่..พี่แฮปปี้แล้วสุดๆ!!
ไว้รอดูผลหลังหน้าเข้าที่อีกทีนะสาวๆ อีกประมาณ 1 เดือนค่ะ 
จะเป๊ะขึ้นแค่ไหน..ลุ้นไปพร้อมๆ กันค่ะ


ร้อยไหมมีแผลไม๊??
จากการร้อยไหมมีข้างละจุดเป็นรอยเข็มเท่านั้น.. ตรงขมับค่ะ
ตอนแรกคิดว่าหน้าจะช้ำและม่วงเขียวแบบโดนต่อย!!..  แต่กลับไม่มีเลยค่ะ 


ตอนร้อยไหมเจ็บไม๊อ่ะหรอ??..
ไม่เจ็บค่ะ..ผิดคาด!!..ปกติถ้าเจ็บ พี่จะ..ทำเป็นเปลี่ยนจุดสนใจนะ ไม่คิดถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่..
แต่ครั้งนี้พี่ต้องสังเกตุ และจดจำทุกความรู้สึก เพื่อมาบอกเล่าให้ทุกคนได้อย่างละเอียด 
เลยเพ่งจิตมากกก555++  แต่ในใจอย่างเสียวอ่ะ.. ลุ้นมาก 
(คิดในใจตลอดเวลา หน้าเราจะออกมาเป็นไงว้า??) 

รู้เลย..ว่าเข็มลงจากตรงนี้นะ แล้วไหมกำลังถูกดึงนะ...แต่ความเจ็บปวดไม่บังเกิดค่ะ..
อาจตึงๆ บ้างนิดหน่อยเล็กน้อยมาก!!.. ถ้าทำเป็นลืมๆ ไม่สนใจคงไม่รู้สึกอะไรเลย

อาเป็นว่ามาตรฐานตัวพี่คือ..ขี้เจ็บขี้กลัวจอมงอแง..
และไม่อดทนเอาสะเลย!!
ถ้าพี่รอดมาได้พี่ว่าคนอื่นๆ ชิลมากๆ ค่ะ

อัพเดทหน้าโดยรวมกันเลยดีกว่า... ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ??

หน้าพี่..แต่งหน้าได้ง่ายขึ้นมากๆๆๆ  
ไม่ต้องโบกปกปิดมากมายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
พี่คงไม่ต้องบอกใช่ไม๊?? 
ว่าปลื้มมากแค่ไหนที่หน้ากลับมาปกติอีกครั้ง!!
ครั้งแรกกับการเลเซอร์และร้อยไหม  ช่วยให้พี่กลับมามีความมั่นใจอีกครั้งค่ะ


ภาพนี้ไม่มีการตกแต่งหรือทำภาพแต่อย่างใดนะคะ แสงอาจจะแตกต่างกันบ้าง
เพราะบางวันครึ้มฝนมาเชียว
แต่พี่เลือกเวลาถ่ายให้ตรงกันคือ 10:30 น. ของทุกวันที่ถ่ายเก็บไว้ค่ะ




อ่านมาจนถึงตรงนี้!!  ไม่แปลกใจแล้วใช่ไม๊?? ว่าทำไมพี่เลือกทำกับที่นี่!!
ให้ 3 คำ..มันเห็นผล สบายใจ และไม่กดดัน!!

ที่จริงแล้วการเลเซอร์ครั้งนี้คุณหมอเน้นในเรื่องการปรับสภาพผิวหน้าพี่นะคะ
เนื่องจากครั้งแรกที่เจอกัน สภาพหน้าพี่แห้งกร้าน และรูขุมขนกว้างมาก นี่ยังไม่นับรอยดำนะ
คุณหมอเลยอยากเคลียร์ผิวหน้าให้ก่อน หลังจาก 15 วันผิวดูกระชับขึ้นมากค่ะ ชุ่มชื่นขึ้นด้วย
แต่ที่รอยดำดูจางลงเพราะมีการผลัดเซลล์ผิวที่ลอกจากการเลเซอร์..
อันนี้ถือเป็นประโยชน์ที่เป็นของแถมที่พี่ปลื้มมากๆ 

ส่วนในเรื่องรอยกระ และรอยดำที่ลึกๆ ยังจางไม่หมดนั้น 
เราจะกลับมาเลเซอร์กันอีกครั้ง..รอจัดหนักกันอีกทีค่ะ
เพราะคุณหมออยากปรับโครงสร้างหน้าพี่ให้ดูเข้ารูปกว่านี้ก่อน
ซีรี่ย์เกาหลีแสนยาวกันเลยทีนี้
รออัพเดทไปพร้อมๆ กันนะคะ..ว่าพี่วิจะเปลี่ยนแปลงมากขนาดไหน อย่างไรบ้าง??
บอกคำเดียว  "อีกเยอะ!!!"   5555++




ตอนนี้พี่ดีใจมากๆ ถึงแม้ผิวจะยังกลับมาไม่ 100% ก็ตาม 
แค่ได้กลับมาแต่งหน้าเบาๆ เปิดโชว์ผิวได้อย่างนี้อีกครั้ง ก็ปลื้มจนล้นแล้วล่ะค่ะ!!


คำเตือน:  กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน และการพิจารณาด้วยนะคะ
หากสนใจหรืออยากทำอะไรพี่วิแนะนำให้ทุกคนปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเฉพาะทางค่ะ

ฝากเพจไว้ติดตามกันแบบวันต่อวันที่นี่ค่ะ
เพราะเรื่องหน้าเราจะเม้าท์กันเรื่อง Filler & Botox จ้า.. อุ๊ต๊ะ!!
www.facebook.com/beauty4ties



ขอขอบคุณทุกท่านมากๆ ที่ดูแลพี่วิเป็นอย่างดี ขอบคุณ Doctor Younger ค่ะ
เรื่องค่าใช้จ่าย และรายละเอียดการรักษา  สามารถติดต่อสอบถามได้ที่นี่นะคะ-->








Create Date : 24 มิถุนายน 2556
Last Update : 25 มิถุนายน 2556 11:21:23 น.
Counter : 26205 Pageviews.

1 comment
1  2  

beauty4ties
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 156 คน [?]



หวัดดีค๊า...ก่อนอื่นคงต้องขอแนะนำตัวเองคร่าวๆ นี๊สนึงนะคะ..^_^ พี่วิชอบในเรื่องเมคอัพและการดูแลตัวเองค่ะ เลยอยากมาแชร์ความรู้เท่าที่มี และประสบการณ์ต่างๆ ในทุกๆ เรื่องที่ได้สัมผัส ทดลอง และเรียนรู้ทั้งหมดเก็บไว้ในบล็อกนี้ ซึ่งถือว่าเป็นงานเขียนที่พี่หลงรักมากๆ ตอนนี้เวลาใครถามว่าทำงานอะไรก็จะตอบสวยๆว่า "เป็นนักเขียนอิสระ ไม่มีสังกัดค๊า" 555+

แต่พี่วิอาชีพหลักเป็นแม่ค้านะ...พี่วิทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆอยู่ในประตูน้ำค่ะ เป็นธุรกิจผลิตเสื้อผ้า ออกแบบเองและค้าส่งค่ะทำมาได้ 7 ปีแล้ว ปี 2557 นี้ถือว่าธุรกิจเสื้อผ้าซบเซาที่สุดและเศรษฐกิจแย่สุดๆ สำหรับเจ๊!! แต่เจ๊ก็จะสู้สุดใจขาดดิ้นค่ะ ^^

ด้วยเข้าวัย40แล้วล่ะค่ะ..แต่เป็นคนสดใสร่าเริงคุยเก่ง เลยดูจะเป็นคนโลกสวยคิดบวกไปนิด..เพราะพี่บอกตรงๆว่ายังไม่อยากแก่เลยจิงจี๊ง..และพี่มั่นใจว่า...การคิดบวกช่วยให้เราแก่ช้าลงจริงๆ ค่ะ

เป็นคนมีปัญหาผิวหน้าค่ะ...เอาเป็นว่าขอ...ออกตัวแรงๆอีกสักรอบค่ะว่า...!!!..พื้นฐานหน้าแท้ๆ..จัดว่ายอดแย่!!!..แต่อยากให้ทุกคนเห็นว่าผิวหน้าที่มีกระ..สีผิวไม่สม่ำเสมอ..รูขุมขนกว้าง และริ้วรอยแห่งวัย40อย่างพี่วิ..จะทำนุบำรุงหรือบูรณะปกปิด..ตบแต่งพัฒนาได้ไม๊..อย่างไรบ้าง?? ก็เลยตั้งใจอยากมาแชร์ความรู้ เรื่องความสวยความงาม การดูแลตัวเอง..รวมถึงการดำเนินชีวิตแบบเราๆ วัยเนี้ยะ!!!..กับทุกๆคนน่ะค่ะ..ถือว่าบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังนะ

และต้องขอโทษเพื่อนๆไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ..
1. ภาษาที่เรานำมาโพสท์คงใช้ตัวสะกดที่ไม่ถูกต้องบ้าง
2. จริตจก้านของเราที่อาจจะเยอะแยะ!!..ไปซะหน่อยเพราะความที่เป็นคนขี้เล่นมว๊ากกน่ะค่ะ

อยากให้ทุกคนมีความสุข..หัวเราะขำขันอารามณ์ดี..เลยต้องขออนุญาตกันก่อนอย่าถือสากันเลยน๊า.. อยากเห็นทุกคนมีรอยยิ้มทุกวันนะค๊ะ..^_^

นอกจากที่บล็อกนี้แล้ว..ทุกคนสามารถติดต่อพูดคุยกับพี่วิทุกวันได้ที่ Facebook นะคะ --> Beauty4ties

ขอบคุณทุกคนค่ะ ^^
New Comments