บล๊อคชมลูกออกสื่อ...มิสาแม่หลงหนูที่สุดๆๆๆ



เรื่องนี้อยากบันทึกไว้ เพราะอยากชื่นชมลูกตัวเองแบบออกสื่อค่ะ 555


ในวัย 3 ขวบครึ่งของมิสา (ถึงตอนที่บันทึกก็ 3 ขวบ 10 เดือนแล้ว หลายเดือนที่แม่สังเกตมา) อยากจะบอกว่า มิสาเป็นเด็กขี้อ้อนมากๆๆๆๆๆ มิสาจะบอกรัก ไม่ก็กอดแม่ หอมแม่ นัวเนียแม่อยู่ตลอดเวลา







ยกตัวอย่าง เช่น

- เวลาเดินห้างอยู่ดีๆ ก็หันมาทำมือแบบ I Love U แล้วก็บอกว่า สาไอเลิฟยูคุณแม่นะคะ (ผิดไวยกรณ์ไปหน่อย แต่เข้าใจความหมายของเธอได้ 555) พอแม่ยิ้ม มิสาก็จะถามว่า แล้วคุณแม่ไอเลิฟยูสามั้ยคะ 555 พอแม่บอก แม่ก็ไอเลิฟยูสาค่ะ เธอก็จะหัวเราะชอบใจ แล้วก็กอดขาแม่แน่นเชียว




++ท่ากินนมในรถของเธอ...คุณนายซะ++




- ก่อนนอน ปกติก็จะบอกรักกัน ประมาณ คนนี้รักคนนี้นะคะ...คนนี้รักคนนี้สุด สุด อะไรแบบนี้ ....แล้ววันนึง มิสาก็บอกแม่ว่า คนนี้รักคนนี้สุด สุด เลิฟ เลิฟ (แน๊ะ มี เลิฟ เลิฟมาด้วยอ่ะ แม่ไม่เคยสอนนะ พอถามว่าไปเอามาจากไหน มิสาก็หัวเราะ ไม่ยอมบอก)....แล้วอีกวันนึง เธอก็พูดใหม่ คนนี้รักคนนี้สุด สุด สุด สุด เลิฟ เลิฟ เลิฟ....แม่เลยทำเป็นหัวเราะ โอ้โห เลิฟ เลิฟ เลิฟ เลยเหรอ มีตั้งหลายเลิฟแน่ะ...มิสาก็บอกว่า เลิฟ เลิฟ เลิฟ ก็แปลว่า รักมาก มาก มาก ไงล่า แล้วก็หัวเราะชอบใจ 555







- อย่างมิสารู้ว่าตอนนี้แม่ท้อง กำลังจะมีน้องให้มิสา มิสาก็จะชอบมากอดพุงแม่ เข้ามาจุ๊บท้องแม่ แล้วบอกว่าจุ๊บน้อง แถมยังคุยกับน้องด้วย ประโยคที่มิสาชอบพูดกับน้อง (เธอคิดของเธอเอง) คือ น้อง พี่ชื่อมิสา พ่อชื่อหยี่ แม่ชื่อกิ๊กนะ 5555....พอแม่ได้ยินก็อดขำไม่ได้ มันเหมือนมิสากำลังพยายามจะแนะนำครอบครัวของเราให้น้องรู้จักอ่ะ (อีกใจก็อึ้งนะ รู้สึกว่า ลูกเรานี่ realistic มากน่ะ คือ ไม่ใช่ว่ามา รักน้องนะอะไรแบบนี้ คือ ถ้าพูดแบบนี้มันเหมือนถูกสอนให้พูด ซึ่งแม่ไม่เคยบอกมิสาว่าต้องพูดอะไรกับน้องบ้าง แต่อันนี้คือ เธอคิดของเธอเองว่าเธออยากจะบอกอะไรน้อง ซึ่งมันมาจากความคิดของเธอเอง)







นอกจากชอบบอกรักแล้ว มิสายังเป็นเด็กที่เป็นห่วงความรู้สึกแม่มากๆๆๆ หรือประมาณว่า เอาใจใส่แม่มากๆๆ เวลาแม่บ่นอะไร แม่เหนื่อย มิสาก็จะเข้ามา take action (เท่าที่เด็กคนนึงจะทำได้)ตลอด คือ ไม่เคยดูดาย หรือปล่อยผ่านไปเฉยๆ เช่น







- นั่งอยู่ในรถ แล้วรถผ่าน 7-11 ซึ่งจอดรถไม่ได้ แม่ก็คุยกับน้ากลอย (คนขับ)ว่า เสียดายจังเลย รถจอดไม่ได้...มิสาก็จะถามแม่ว่า คุณแม่เสียดายอะไรคะ พอแม่บอกว่า แม่หิวน้ำ อยากซื้อน้ำที่ 7 แต่ไม่มีที่จอด (คือ แม่ก็พูดไปเรื่อยๆอ่ะ ไม่ได้หวังให้ลูกเข้าใจอะไร) มิสาก็จะบอกว่า สงสารแม่จังเลย แม่หิวน้ำ แป๊บนึง เธอก็เหมือนพยายามเอาแขนออกจากคาร์ซีท เพื่อที่จะหยิบเป้ที่อยู่ข้างหน้า แล้วก็บอกน้ากลอยว่า น้ากลอยหยิบเป้ให้สาหน่อยสิคะ...แม่เห็นเธอนั่งเหมือนจะหลุดจากคาร์ซีท แม่ก็เลยถามว่า จะเอาเป้ทำไมลูก (ณ จุดนี้ คือ เริ่มหงุดหงิดและที่ลูกเหมือนจะลุกจากคาร์ซีทแล้ว เราก็คิดว่าเค้าจะเอาขนมในเป้) แต่พอได้เป้จากน้ากลอย มิสาก็เปิดซิป แล้วบอกแม่ว่า สาจะเอาน้ำของสาให้แม่ค่ะ (กระติกน้ำเธอใส่อยู่ในเป้)...ได้ยินแล้ว น้ำตาจะไหล ปลาบปลื้ม ปนรู้สึกผิดที่จะดุเธอ 555




++เธอทะเล้นสุดๆเลยนะ จะบอกให้++




- วันเสาร์เราต้องไปกินข้าวกับหม่าหม่า (คุณย่า) แม่ก็บ่นกับพ่อว่า วันนี้กินอะไรไม่ลงแน่เลย อิ่มมากกกก เหมือนจะอ๊วก...พอมิสาได้ยินแค่นั้นแหละ เธอก็หันมาบอกแม่ว่า แม่ไม่ต้องกินเยอะนะคะ สากลัวแม่จะอ๊วก สาสงสารแม่...ดูสิ ขนาดไม่ได้พูดกับเธอ แต่พอเธอได้ยินว่า แม่จะอ๊วก เธอก็จะแบบเป็นห่วงแม่ขึ้นมาเลย...(แม่รู้สึกผิด เพราะชอบบังคับให้มิสากินเยอะๆ เพราะกลัวมิสาผอม 555 ขนาดมิสาบอกจะอ๊วก แม่ก็ไม่เชื่อล่ะ 555)








- หรืออย่างเวลาแม่จะใส่รองเท้า มิสาจะชอบไปหยิบรองเท้า(ของแม่) มาวางให้แม่ใส่ (เธอเลือกคู่เองเสร็จสรรพ) พอแม่จะใส่รองเท้า เธอก็จะจับเท้าแม่ ไม่ก็จับรองเท้ามาใส่ให้ (พูดง่ายๆคือ เหมือนสวมรองเท้าให้) ทำให้แม่ตื้นตันไม่รู้กี่ครั้ง เพราะแม่เองยังไม่เคยทำให้คุณยายเลยลูกเอ้ยย ล่าสุด รองเท้าแม่เป็นแบบมีสายรัดส้น พอแม่สวมเท้าเข้าไป มิสาก็นั่งลงแล้วจับสายรัด ให้มันขึ้นมารัดเท้าแม่...แม่ก็เลยบอกว่า ขอบคุณค่ะ...มิสาก็ยิ้ม แล้วอธิบายแม่ด้วยนะ บอกว่า สากลัวแม่หันหลังมาจับสาย แล้วแม่จะล้มน่ะค่ะ...ดู๊ซิดู ไม่ปลื้มได้ไงล่ะ ลูกคนนี้...เง้อออ







- เย็นวันนึงแม่ทำผัดผักให้มิสาเอง (ปกติคุณยายทำ 555) พอมิสาทานหมด แม่ก็ถามมิสาว่า อร่อยมั้ยคะ แม่ทำเองเลยนะเนี่ย มิสาก็ตอบว่า อร่อยค่ะ อร่อยที่สุดในโลก...โอ้โห แม่ปลื้มจนไม่รู้จะปลื้มยังไง 555 ไม่ใช่ว่า มั่นใจในฝีมือนะ คือ ฝีมือน่ะพอรู้อยู่(ว่าไม่มี) แต่ที่ปลื้ม คือ รู้ว่าลูกพูดเอาใจเราอ่ะ 555 แล้วจะไม่ให้แม่หลงได้ยังไง๊...







- มิสาเป็นเด็กที่ยังต้องใส่รองเท้าของคุณหมอ คือ เป็นหุ้มข้อแบบผูกเชือก แล้วทีนี้แม่เองก็เริ่มท้องโต ก็จะบอกมิสาตลอดว่า แม่จะก้มลงไปผูกเชือกให้มิสาไม่ได้แล้วนะ แม่เจ็บท้อง มิสาต้องหัดผูกเองแล้วนะ คือ ตอนที่พูดเนี่ย คิดว่าจะให้ลูกผูกเชือกเองจริงๆ โดยที่ไม่ได้คิดถึงพัฒนาการเค้าว่าเด็ก 3 ชวบครึ่งยังผูกไม่เป็น ว่าแล้วก็ลองให้พี่หยี่สอน...แต่หลังจากให้เค้าลองทำดู ก็รู้ว่ามันยังยากเกินความสามารถในวัยของเค้า เพราะเค้าทำไม่ได้ จะผูกทีก็ใช้เวลานานมากๆๆ (และเป็นการเสียเวลาเปล่า และเธอก็จะโมโหตัวเองด้วยที่ทำไม่ได้) แม่ก็เลยกลับมาทำให้เหมือนเดิม แล้วเกือบทุกครั้ง พอเธอใส่รองเท้าเสร็จ แม่ก็ก้มลงไปผูกให้ มิสาก็จะถามแม่ตลอดว่า แม่ก้มแล้วแม่เจ็บท้องมั้ยคะ แม่ก็จะบอกว่า ไม่เป็นไรค่ะ คือ แม่ก็รู้สึกดีที่มิสาเป็นห่วงแม่ตลอด จะคอยถามแม่ว่า เจ็บท้องมั้ยอะไรแบบนี้...






- วันนึง อาบน้ำเสร็จ แม่ก้มลงไปทาโลชั่นที่ขา (โดยเอาขาพาดที่เก้าอี้แล้วนะ เพราะไม่สามารถก้มลงไปถึงพื้นได้) ทาเสร็จ เงยหน้าขึ้นมา ก็เลยบ่นว่า แค่ทาโลชั่นนะเนี่ย ยังเหนื่อยเลย...พูดจบปุ๊บ มิสาซึ่งกำลังเล่นอยู่ข่างๆ ก็วางของเล่น แล้วเดินมาถูๆขาให้แม่ทันที แล้วบอกว่า มามา สาช่วยทา...ปลื้มอีกล่ะ...เล็กๆน้อยๆ เด็กคนนี้ก็ห่วงใยแม่ตลอด




++ไปทำเล็บกับแม่ เธอก็ช่วยพี่เค้านวดขาแม่ซะงั้น 555++




- เวลานอน ถ้าแม่บ่นว่า ร้อนจัง มิสาก็จะเดินไปเปิดพัดลม หรือ ไม่ก็หันพัดลมมาทางแม่ทันที โดยที่แม่ไม่ต้องบอกให้มิสาช่วยไปเปิด มิสาจะทำด้วยตัวเอง







นอกจากรักแม่ ห่วงแม่ มิสาก็ยังรักน้อง(ในท้อง)แม่ด้วย แม้ว่าตอนแรกเลย มิสาบ่นอยากได้น้องผู้ชาย จะได้มาเตะบอลกับเธอ (ดูสิ นี่ลูกสาวนะ 555) แต่พอรู้ว่า น้องเป็นผู้หญิง มิสาก็โอเคไม่ได้ต่อต้านอะไร...ซึ่งอันที่จริง แม่กับพ่อก็พยายาม ไม่เน้นเรื่องน้องมากนัก เพราะเรากลัวมิสาอิจฉาน้อง ไม่รักน้อง เลยพยายามไม่ค่อยพูดถึง หรือให้ความสนใจเท่าไร่ แต่ไปๆมาๆเป็นมิสาเอง ที่คอยพูดถึงน้อง เป็นห่วงน้อง อย่างเสื้อผ้า หรือ ของเล่น ก็จะบอกว่า จะแบ่งให้น้องเล่น มีบอกจะพาน้องไปเที่ยวต่างประเทศด้วย จะพาไปอเมริกา 555 ก่อนนอน พ่อจะมีหน้าที่ทาครีม(กันหน้าท้องลาย)ให้กับแม่ มิสาก็จะมาช่วยทา แล้วแม่ก็บอกว่า ใครคุยกับน้องเยอะ น้องจะจำคนนั้นได้ตอนน้องเกิดมา ทีนี้มิสาก็เลยจะคุยกับน้องใหญ่เลย แข่งกับพ่อ เพราะมิสาอยากให้น้องจำตัวเองได้ 555



แม่ก็ได้แต่หวังว่า เมื่อน้องออกมา มิสาจะรักและช่วยแม่ดูแลน้อง เหมือนที่หนูพูดไว้นะจ๊ะ... ^_^








Create Date : 24 มกราคม 2557
Last Update : 24 มกราคม 2557 16:58:50 น.
Counter : 653 Pageviews.

2 comment
พามิสาไปสแกนลายนิ้วมือ(ลายผิวมือ) @ P-PAC (5/4/13)




เอาจริงๆเลยนะ ...
เรื่องของศาสตร์ลายผิวมือเนี่ย เดิมกิ๊กก็ไม่เชื่อถือเท่าไร่ 555
รู้จักศาสตร์นี้จากเวลาที่เราไปเดินพวกงาน BBB
แล้วก็คิดว่า มันจะช่วยไรว้า...
เวลาเค้าแจกแผ่นพับนี่ เดินหนีเลยอ่ะ 555


กับอีกเรื่อง กิ๊กไปเจอตย.นึงจากชีวิตจริงๆ
ขอเอามาเล่าเป็นอุทาหรณ์ละกัน (อย่าคิดว่านินทาเลยนะ)
เนื่องจากทำรร.ดนตรีอยู่..
ก็มีคุณแม่คนนึง (เป็นชาวต่างชาติ) พาลูกชายมาเรียนเปียโน
อายุประมาณ 5 ขวบ...
แต่ลูกเค้าไม่เรียนเลย อยู่ในห้องก็ดื้อ ไม่เรียน
มีทำร้ายร่างกายครูด้วย
คือ เรียนไม่ได้เลย เด็กไม่เอาเลย
เปลี่ยนครูไปประมาณ 2-3 คน
สุดท้าย เลยบอกคุณแม่ว่า น้องคงยังไม่พร้อมจะเรียนจริงๆค่ะ
ฝ่ายคุณแม่ ก็เหวอไปเลย ไม่ยอม คิดว่าลูกเรียนได้
เหตุผลเพราะอะไรรู้มั้ยคะ...
คุณแม่บอกว่า พาน้องไปสแกนลายผิวมือมา
แล้วเค้าบอกว่า น้องเป็นเด็กมีพรสวรรค์ด้านดนตรี !

ตึ่งโป๊ะ !
เฮ้ออ...คือ เรายังไม่ต้องมองถึงว่า เค้าไปสแกนที่ไหน
ตรงรึป่าว จริงรึป่าวนะ
เอาแค่ว่า เราควรจะดูตัวเด็กเป็นหลักก็พอค่ะ
มันอาจจะถูกที่น้องมีพรสวรรค์ แต่ยังไม่ถึงเวลารึป่าว
หรือจริงๆ น้องไม่ชอบ ไม่ได้มีพรสวรรค์เลย
คือ กิ๊กเลยคิดว่า เราไม่ควรจะเอาศาสตร์พวกนี้มาเป็นตัวกำหนด
มาเป็นตัวบีบให้เรารู้สึกว่า ลูกเราต้องเก่งอันนี้ ต้องเรียนแบบนี้
(และอัพเดท ข้อมูลล่าสุด หลังจากเลิกเรียนไป 2 ปีผ่านไป
น้องกลับมาใหม่ ก็ยังเรียนไม่ได้เหมือนเดิมค่ะ
ชวนเพื่อนป่วนในห้องหมด T_T")




อันที่จริง กิ๊กอยากให้ลูกรู้จักตัวเองนะ
อยากให้เค้าค้นหา ให้เค้ารู้ว่า เค้าชอบ เค้าถนัดอะไร
เพราะเราอยากให้เค้าได้เรียน ได้มีอาชีพที่เค้าชอบ เค้าถนัด
(ซึ่งจะนำมาซึ่งความสุขในชีวิต ^^)
ซึ่งกิ๊กคิดว่า คนที่จะบอกเค้าได้ดีที่สุด คือ ตัวของเค้าเอง
ไม่มีใคร หรือ ศาสตร์ใดที่จะบอกเค้าได้
เราถึงเลือกรร.ทางเลือกให้กับลูก
รร.ที่ไม่ปิดกั้นให้ลูกอยู่แต่ในกรอบ ต้องเรียน ต้องเอนทรานซ์ตามๆกันไป


แต่ท้ายที่สุด พอเริ่มเลี้ยงๆเค้าไป ก็เริ่มงงๆ 555
ว่าเอ๊ะ จะพาเค้าไปทางไหนดี
คือ มันเหมือนเราต้องการไกด์ไลน์เล็กน้อย
เลยย้อนกลับมาดู...
รู้ไว้ไม่เสียหาย..
ก็เลยลองดูซะหน่อย...
แต่กิ๊กคิดว่า จะไม่เอาผลของการสแกนมาเป็นตัวกำหนดอนาคตลูกเด็ดขาด !!
เราก็เลี้ยงเค้าไป ปล่อยเค้าให้คิดให้ชอบอย่างอิสระนี่แหละ
แต่มันจะตรงรึป่าว ก็ค่อยๆดูไป



เอ๊ะ ! ทำไมชั้นนิสัยแบบนี้เนี่ย
เริ่มต้นด้วยความไม่เชื่อ...
สุดท้าย ตัวเองเสียเงินเพราะความอยากลองตลอดๆๆๆ 5555
(เหมือนเทสต์ภูมิแพ้ไง 555)


อันนี้เป็นความคิดส่วนตัวกิ๊กนะ
พี่หยี่ไม่เห็นด้วยแน่นอน 555
กิ๊กเลยบอกว่า ตอนกิ๊กพาไป พี่ไม่ต้องไป
แต่ขอไปนั่งฟังผลด้วยกันเป็นพอ...
พี่จะเชื่อไม่เชื่อก็อีกเรื่อง 5555


พอคิดจะไป ก็หาข้อมูลนิดหน่อย
ตามประสาเป็นคนไม่เลือกมาก 555
อะไรที่เป็นเจ้าแรก ดั้งเดิม ทำมานาน
กิ๊กก็เลือกเจ้านั้น 555
ก็เลยเลือกของ P-PAC เพราะคิดว่าเป็นเจ้าแรกๆ 555
เอาเข้าจริง กิ๊กคิดว่า software ของแต่ละที่มันก็น่าจะคล้ายๆกันแหละ
ที่ต่างกัน คือ นักวิเคราะห์มากกว่า
ซึ่งถ้าเค้าเจอเคสเยอะ ประสบการณ์เยอะ
การอ่านผล ก็น่าจะมีแนวโน้มถูกต้องมากขึ้น



จากนั้น กิ๊กก็โทร.ไปนัดสแกนลายผิวมือค่ะ
กิ๊กพามิสาไปตอนอายุ 3.3 ขวบค่ะ
(ช่วงเดียวกับภูมิแพ้ค่ะ เพราะมิสาปิดเทอมพอดี
ก็รีบๆทำซะก่อนไปเที่ยวอเมริกา)
ราคา ณ เมษา 56 ก็ 7,000 บ.ค่ะ
ถ้ามีคนรุ้จักแนะนำก็ลด 10% เหลือ 6,300 บ.


ในการสแกน ก็จะมีทั้งพิมพ์ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ และฝ่าเท้าด้วยนะคะ
ไม่บรรยายอะไรมาก ลงรูปละกัน อิอิ




























หลังจากสแกนเสร็จ เค้าก็จะนัดให้เราไปฟังผลกับนักวิเคราะห์ค่ะ
แต่วันนั้นจะไม่ให้เด็กไปด้วยนะคะ (เพราะจะไปกวนทำให้ฟังไม่ได้ค่ะ 555)
กิ๊กก็ไปกับพี่หยี่...


หลักของที่นี่เลย เค้าจะเน้นให้เรา ส่งเสริมในจุดที่เด่น ของลูกค่ะ
อะไรที่เป็นข้อด้อย ก็ไม่ต้องไม่สนใจ ไม่ต้องไปพยายามฝึกหรือเสริม
เพราะมันเป็นจุดด้อยของเค้า (ก็ปล่อยไป เพราะเสริมไปก็ไม่มีประโยชน์)
แต่ถ้าอะไรที่เด่น ก็เสริมเลยค่ะ สนับสนุนให้ดีๆขึ้น
(ซึ่งต่างกับบางที่ ที่จะบอกว่า มีจุดด้อยอะไรก็ให้ฝึกเพิ่ม
อันนี้แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคนนะคะ)


แล้วหลักนึงที่ชอบ เพราะสอดคล้องกับที่รร.ของมิสามาก คือ
เด็กอายุ 0-6 ขวบ..ควรให้เล่นเป็นหลักค่ะ
เล่นเยอะๆๆๆๆๆๆเข้าไว้
ตอนถามว่า น้องควรเรียนอะไรดีคะ (หมายถึง ณ 3 ขวบ ควรเสริมอะไร)
นักวิเคราะห์เค้าตอบเลยว่า
" ให้น้องเล่นให้เยอะที่สุดครับ" 555
เพราะเด็กวัยนี้ เป็นวัยที่ต้องการเล่น การเล่น ก็คือการเรียนรู้ของเค้า
แบบว่า ชอบใจมากอ่ะ ^_^
จะวิชาการ ขีดเขียนหนังสืออะไร ไม่ต้องทั้งนั้น
เน้น เล่นไว้ก่อน เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่ต้องการการปิดกั้นทักษะใดทักษะหนึ่ง
เค้าต้องทดลอง ต้องฝึกใช้หลายๆทักษะก่อน
เพราะฉะนั้น ยังไม่ต้องลงลึกในแต่ละทักษะประมาณนั้น อิอิ
(แต่เราก็ทำไม่ได้หรอกนะ 555 มันก็มีบ้าง แต่อาศัยว่าลูกชอบ)


ซึ่งผลหลักๆจะขอยกตย.ให้อ่าน 1 เรื่องนะคะ
(คือ พิมพ์หมดไม่ไหว ฟังมา 2 ชม.ค่ะ 555)




- มิสาเป็นเด็กที่ถนัดด้านภาษา ด้านศิลปศาตร์ มากที่สุด อาชีพที่เหมาะ คือ ประชาสัมพันธ์ หรือ นักการทูต ทำนองนั้น...ส่วนพวกสายวิทย์ คณิตวิเคราะห์อยู่อันดับท้ายๆค่ะ 555


--> อย่างข้อนี้ พอเราฟัง ก็ยังงงๆนะ ว่าลูกเราเนี่ยนะ จะเป็นพวกประชาสัมพันธ์ มนุษยสัมพันธ์ดี 555 เพราะมิสาเป็นเด็กคุ้นกับคนยากมาก กับคนแปลกหน้าเค้าจะไม่คุยเลย หลบหลังแม่ ถ้าใครอ่านบล๊อคมาแต่ต้นๆจะรู้เลย คือ เค้าเป็นเด็กพูดเก่งนะคะ เก่งมากกกกก พูดไม่หยุด แต่เฉพาะกับคนที่เค้าคุ้นๆ เช่น พ่อแม่ ยาย อะไรแบบนี้เท่านั้น เราก็รู้ว่าลูกเราพูดเก่ง แต่คนอื่นจะไม่มีทางรู้เด็ดขาด 555....แต่ๆ ณ ตอนที่เขียนนี่ มิสา 3.11 ขวบ มิสาหายกลัวคนแปลกหน้าเป็นปลิดทิ้งค่ะ (ไม่รู้เพราะวัย หรืออะไร แต่มันหน้ามือเป็นหลังมือเลย ไว้จะเขียน blog เรื่องนี้แยกอีก blog) กล้าพูด กล้าคุย และเป็นเด็กที่ชอบภาษามากๆๆๆๆ เค้าขอเรียนภาษาอังฤษเอง ซึ่งกิ๊กไม่ได้สอนเค้า 2 ภาษามาก่อนนะคะ สอนแบบไทยๆของเรานี่แหละ ไม่ได้เน้นภาษาด้วย ...พอดีมีเพื่อนมาชวนให้ไปเรียนภาษาจีน กิ๊กก็พาไปทดลองเรียนงั้นแหละ แต่ปรากฎมิสาชอบมากกกกกค่ะ กลับมานับเลขภาษาจีนตลอด เห็นศัพท์อะไรก็จะถามว่าภาษาจีนว่าอะไร (พอดีพี่หยี่พอพูดได้ค่ะ ส่วนกิ๊ก เป็น 0 ค่ะ) จริงๆเราก็ยังไม่อยากเน้นนะ แต่เราเห็นว่า ลูกพูดเองเลยว่าอยากเรียน อย่างปีใหม่ รร.หยุด มิสาจะถามหาเลยว่า ทำไมเราไม่ไปเรียนภาษาจีน คือ amazing มากก 555 เราเลยรู้สึกว่า ลูกเราชอบอ่ะ เราก็ไม่ปิดกั้นค่ะ (จริงๆรร.ขอความร่วมมือ ยังไม่ให้เรียนนะ พวกภาษาเนี่ย 555) ตอนนี้ก็เรียนภาษาจีนอยู่ ส่วนภาษาอังกฤษยังหารร.ที่ถูกใจ+ใกล้บ้านไม่ได้ กิ๊กก็เลยสอนเอง จากการอ่านนิทานอะไรแบบนี้เอาน่ะค่ะ มิสาก็ชอบนะ เค้าจำศัพท์เก่งมาก บางคำไทย-จีน บางคำไทย-อังกฤษ ไม่มีกฏตายตัวค่ะบ้านเราเอาแบบธรรมชาติ 5555




พอเรามานั่งคิด เออ...มันก็ตรงนะ 555
พอเป็นไกด์ไลน์ได้ ว่าลูกเราสนใจ ชอบอะไรทางไหน
ซึ่งเราก็พร้อมสนับสนุนเค้าค่ะ
แต่อันนี้ก็ต้องดูกันต่อไปนะคะ
ดีไม่ดี เธออาจจะเบื่อซะก่อน 555
ก็ไม่เป็นไร ให้เธอทดลอง ให้เค้าค้นหาตัวเองไปก่อน
ทดลองหลายๆอย่าง จะได้ดูว่าชอบแบบไหนมากที่สุดเนอะ อิอิ


ไว้ถ้าผลยาวๆเป็นไง ...ไว้จะมาอัพเดทอีกทีนะคะ
^^



Create Date : 03 มกราคม 2557
Last Update : 3 มกราคม 2557 16:46:08 น.
Counter : 6025 Pageviews.

5 comment
มิสาตรวจภูมิแพ้อาหารที่ Holistic Medical Center (17/4/13)

** Blog นี้ไม่มีรูปและยาวหน่อยนะคะ เน้นให้ข้อมูลค่ะ **


ออกตัวก่อนเลยนะว่า เดิมทีกิ๊กไม่เคยคิดจะให้มิสาตรวจหาภูมิแพ้อะไรใดๆทั้งสิ้น
เพราะเคยเห็นเด็กหลายคนไปตรวจ แล้วก็พบว่า ไม่มีใคร ที่ไม่แพ้อะไรเลย
(และนำความยุ่งยากมาให้ชีวิตมากๆๆๆๆ)
หันกลับมาดูตัวเราเอง กิ๊กคิดว่า เราเอง ผู้ใหญ่ทุกคนนี่แหละ
ก็ต้องมีแพ้อะไรซักอย่างอยู่แน่ๆ
แต่เราก็สามารถดำรงค์ชีวิตกันมาได้ 30 กว่าปีโดยไม่เห็นเดือดร้อนอะไร
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ได้แพ้แบบรุนแรง แบบทำให้หายใจไม่ออก ผื่นขึ้นทั้งตัวอะไรแบบนี้
ก็ไม่ต้องตรวจหรอก ถึงจะแพ้ สู้มันไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ชนะเอง 555


สำหรับตัวมิสาเอง กิ๊กก็ปฎิบัติตามคำแนะนำของหมอประจำของเค้า
คือ นมแม่ล้วน 6 เดือน จากนั้นก้เริ่มทดลองข้าว ผัก ผลไม้ ปลาน้ำจืด
คือ ขวบปีแรก ยังไม่ได้ให้กินไข่ และไม่ได้ทานอาหารทะเล
มาเริ่มลองทานก็หลังขวบไป
รวมทั้งนมวัว ก็มาทานหลังขวบเหมือนกัน
ซึ่งก็พบว่า ไม่มีอาการผิดปกติอะไร
มิสาเป็นเด็กแข็งแรงมาตลอด
ปีแรก (0-1 ขวบ) ไม่มีเจ็บไข้ได้ป่วยเลย แม้แต่หวัด
เป็นแค่ ส่าไข้ ครั้งเดียวตอน 10 เดือน
พอปีที่ 2 (1-2 ขวบ) ก็น่าจะเป็นไข้ 1 ครั้ง เป็นหวัดประมาณ 2-3 ครั้ง
ซึ่งก็นับว่าน้อยมาก เราก็ค่อนข้างวางใจว่าลูกเราแข็งแรง
(แม้ว่าพี่หยี่จะเป็นภูมิแพ้ซะด้วยซ้ำ แต่ดีใจมากที่มิสาไม่เป็น)


ปีต่อมา (2-3 ขวบ) ปีนี้ก็เป็นหวัด +ไอมีเสมหะ 1 ครั้งตอนต้นปี (ก.พ.)
แล้วก็ไม่เป็นอะไรเลย ทั้งๆที่ช่วงเดือนเมษา เราไปยุโรปกัน 10 วัน
เจอทั้งหิมะ ทั้งอากาศหนาวๆ ลมแรงๆ ก็ไม่เป็นไรเลย
จนมาเริ่มไปรร. (เดือน พ.ค.) มิสาอายุ 2.4 ขวบ
ไปได้ 1 อาทิตย์ น้ำมูกก็มาเลย 555
แล้วก็ป่วยบ่อยๆช่วงไปรร.นี่แหละ แต่ก็มีแค่น้ำมูก ไม่มีไข้ ไม่มีอาการอย่างอื่น
ช่วงที่เค้าฮิตๆเป็น มือ เท้า ปาก จนรร.หยุดกันเป็นอาทิตย์
มิสาก็รอดมาได้
หรือแม้แต่ RSV โรคยอดฮิตอีกโรค อันนี้ก็รอดมาได้เหมือนกัน
ซึ่งที่เป็นหวัดบ่อย กิ๊กก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เพราะ เด็กเพิ่งไปรร. ก็รู้อยู่แล้วว่าเค้าจะป่วยบ่อย


แล้วถามว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงต้องพามิสาไปตรวจภูมิแพ้เหรอคะ
ก็เพราะ มิสาอยู่ดีๆ ก็เป็นผื่นขึ้นที่ ขาด้านหลังค่ะ
ผื่นแดงๆ แบบเยอะมากๆๆๆอ่ะ
ครั้งแรกน่าจะตอนประมาณ 2.6 ขวบ
ถามคุณครู ก็ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร
ดูจากอาหารการกินก็ปกติทุกอย่าง
แล้วไม่ใช่วันเดียวหายนะ (คือไม่ใช่ผื่นแดง แล้วยุบเลย)
ทายา (คาลาไมด์) แล้วก็ประมาณ 5 วันอ่ะ ถึงจะหายสนิท
พร้อมฝากรอยจุดด่างดำไว้บนเรียวขาของเธอด้วย
กับอีกครั้งจำไม่ได้ แต่ก็ประมาณเดียวกัน คือ เป็นผื่นที่ขาเยอะๆนี่แหละ
กิ๊กเลยถึงจุดที่ว่า ไปตรวจดีกว่า เผื่อลูกเราไปกินอะไรแปลกๆแล้วแพ้ขึ้นมาจะได้รู้ไว้



แล้วบอกก่อนเลยว่า กิ๊กไม่คิดว่า มิสาจะแพ้พวก ไข่ นมวัว ถั่วเหลือง แป้งสาลี
อาหารยอดฮิตที่เด็กๆคนอืนเค้าแพ้กันหรอกนะ
เพราะพวกนี้ มิสากินเป็นประจำ
อย่างไข่ นี่ก็อาทิตย์ละ 3-4 ครั้งแน่ๆ
นมวัว กินทุกวัน
ถั่วเหลือง อย่างเต้าหู้ นี่ก็บ่อยอ่ะ
แป้งสาลี ไม่ต้องพูดถึง เกือบทุกวัน เพราะอยู่ใน สปาเก็ตตี้ มักกะโรนี ขนมปัง ฯลฯ
แต่คิดว่า มันอาจจะมีอาหารอะไรแปลกๆ ที่ลูกเรากินแล้วผื่นขึ้น
ต่อไปก็จะได้ระวัง ไม่ไปกินมันอีก


สำหรับสถาบันที่จะไปตรวจ
ก็ไม่ได้มีช้อยส์อะไร เพราะหมอประจำของมิสา ก็แนะนำ HMC อยู่แล้ว
เราก็ขี้เกียจไปหาที่อื่น เพราะเดี๋ยวไม่สอดคล้องกัน
(จริงๆ คือ เชื่อมั่นคุณหมอ 555)
ทั้งๆที่ราคาก็แสนแพง 555 ตั้ง 9,500 บ.แน่ะ (เมษา 56)
แล้วก็ก่อนตรวจ ต้องงดยาทุกอย่างด้วย 3 วัน
นี่ล่ะที่ยาก เพราะถ้าไปรร. เดี๋ยวป่วย เดี๋ยวป่วย
เดาไม่ถูกว่าจะไม่ป่วยเมื่อไร่ เลยไม่รู้จะนัดเมื่อไร่
กว่าจะได้ไป ก็เลยเป็นเดือน เมษา ซึ่งปิดเทอมแล้ว
ซึ่งกิ๊กมั่นใจมากว่าปิดเทอม ลูกเราจะไม่ป่วย 555
ณ ตอนที่ตรวจ มิสาก็ 3.3 ขวบค่ะ


เมื่อไปถึง ขั้นตอนการตรวจก็ไม่ยุ่งยากค่ะ
คุณพยาบาลจะเจาะเลือดที่ปลายนิ้วของเด็ก
แล้วก็เอากระดาษแผ่นเล็กๆมาป้ายๆเลือดที่ปลายนิ้วไป
ประมาณซัก 3-4 แผ่นมั๊ง ก็เป็นอันเสร็จค่ะ
โดยระหว่างที่ทำ คุณพยาบาลก็จะหลอกล่อเด็กๆว่าเป็นการระบายสี
(คือ เอาเลือดเป็นสีแดง ระบายลงบนกระดาษ ฟังดูสยองเล็กน้อย
ใช้เลือดเป็นสี 555)
คือ เค้าจะมีวิธีหลอกล่อเด็กโดยเฉพาะ
เชื่อว่า คงมีเด็กๆมาตรวจเยอะน่ะค่ะ
สำหรับมิสาก็มีเบะๆนิดหน่อยตอนโดนเจาะเลือด คงจะตกใจน่ะค่ะ
แต่โดยรวมก็ไม่ได้ร้องไห้มากมายอะไร (มัวแต่ระบายสีอยู่ 555)
ใครที่คิดว่า ต้องเจาะเลือดเป็นเข็มๆ สงสารลูก
หมดกังวลไปได้เลยนะคะ เพราะไม่น่ากลัว และ(ดู)ไม่เจ็บเท่าไร่ค่ะ



หลังจากตรวจเลือดแล้ว ผลเทสต์ ก็จะถูกส่งมาที่บ้าน
(เค้าให้เลือกไปรับ หรือส่งไปรษณีย์ก็ได้ค่ะ
กิ๊กเลือกส่งไปรษณีย์ และไม่อ่านผลกับเค้า เพราะจะเอามาให้คุณหมออ่านให้ค่ะ)
ประมาณ 3 อาทิตย์ค่ะ ผลก็ส่งมา
เค้าจะส่งรายงานมาเป็นเล่มเลย ซึ่งกิ๊กไม่ได้อ่านค่ะ 555 (สารภาพ ^^")
ผลหลักๆที่ใช้จะมีแค่หน้าเดียวเอง ที่บอกว่า แพ้อะไรระดับไหน
และก็จะมีกราฟไว้ดูประกอบได้ (กราฟจะโชว์ทั้งหมดว่า ตัวไหนอยู่ระดับไหน)

ซึ่งผลของมิสาก็ คือ

ระดับ 6 (รุนแรงสุด) คือ ไข่(ทั้งใบ)
ระดับ 5 คือ ถั่วเหลือง
ระดับ 4 คือ Gluten
ทั้ง 3 ระดับนี้ในกราฟจะโชว์เป็นสีแดงค่ะ


ส่วนระดับ 3 คือ องุ่น กีวี ทูน่า
ระดับนี้จะเป็นสีส้มๆ



ส่วนนอกนั้น ก็อยู่ระดับ 0 -2 ซึ่งก็ไม่รู้ถือว่าแพ้ป่าวนะ
เพราะว่าในกราฟ เป็นสีเขียวและเหลืองค่ะ
และในหน้าสรุป มันไม่โชว์ด้วยค่ะ


ซึ่งบอกเลย พอผลออกมา กิ๊กค่อนข้างผิดหวังและไม่เชื่อนะ
เพราะอะไรเหรอคะ ก็ ไข่ ถั่วเหลือง แป้งสาลี กินประจำอ่ะ
ไม่เคยมีอาการอะไรใดๆทั้งสิ้น
แล้วเด็กกี่คนๆที่กิ๊กรู้จัก ถ้าไปเทสต์นี่ แพ้ไข่กันทั้งนั้น
ก็จะแบบ เฮ้ย อะไรวะ...ไข่อีกและ มั่วป่าวเนี่ย 555
กิ๊กยังคิดนะว่า จะงดแค่ตอนไม่สบายดีรึปาว
ไม่อยากงดไข่เลยจริงๆนะ เพราะรู้สึกว่ามันมีประโยชน์อ่ะ
ก็เลย message ไปถามคุณหมอว่า ผลออกมาเป็นงี้ (ส่งรูปกราฟไป)
แต่ว่าปกติกินอยู่ ไม่เป็นไรเลยนะคะ ควรงดเลยมั้ย หรือ งดเฉพาะตอนป่วยได้
คุณหมอตอบมาสั้นๆคำเดียว "งดเลยค่ะ " 555


เอาวะ...คุณหมอบอกงดเลย ก็เลยลองดูค่ะ
ความคิดตอนนั้นบอกเลยนะว่าเป็นการ "ทดลอง" จริงๆค่ะ
คือ กิ๊กไม่เชื่อในผลของเทสต์นี้
แต่ที่กิ๊กเชื่อ คือ มาจากคุณหมอเด็กหลายท่านที่เคยคุยมา
เวลาที่คุยกันเรื่องเทสต์ภูมิแพ้เด็ก
ส่วนใหญ่จะบอกว่า ไม่มีเทสต์ที่ไหนในโลกที่จะบอกได้แม่นยำ
นอกเสียจาก การทดลอง โดยลองงดอาหารที่คิดว่าจะแพ้ประมาณ 2-4 สัปดาห์ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ซึ่งนี่ล่ะ คือ ปัญหา เพราะถ้าเราไม่สโคปลงมา ว่าอะไรที่เป็นอาหารกลุ่มเสี่ยงของลูกเรา
เราก็ต้องทดลองไปเรื่อยๆ ซึ่งอาหารมีเป็นร้อยๆชนิด
เพราะฉะนั้น พวกเทสต์ต่างๆที่เค้าทำขึ้นมา
กิ๊กคิดว่า ก็เพื่อสโคปลงมาว่า อะไรเป็นอาหารกลุ่มเสี่ยงของลูกเราบ้าง
เพราะฉะนั้น ในเมื่อบอกว่า ลูกชั้นแพ้ไข่ใช่มั้ย
ก็...เอาวะ...ลองดู


ซึ่งในขั้นแรก กิ๊กเลือก งดแค่ 2 ตัวนะคะ
คือ ไข่ กับ ถั่วเหลือง ค่ะ
ส่วนแป้งสาลี ยังไม่ได้งดค่ะ เพราะเริ่มรู้สึกว่า มันจะกระทบกับชีวิตประจำวันมากเกินไป
เพราะอาหารที่ให้ทานมันก็เต็มไปด้วย อาหารจำพวกเส้น + ขนมปังทั้งนั้น
บอกตรงๆ คือ ไม่สามารถจริงๆค่ะ ลูกก็ทานน้อยอยู่แล้ว
มิสาชอบทานสปาเก็ตตี้ กับขนมปังด้วย
(จริงๆ ไข่ก็ชอบนะ แต่มันระดับ 6 เลยต้องงด)
ก็เลยขอลองแค่ 2 อย่างก่อนละกัน
เอาแบบไม่กระทบกระเทือนกับชีวิตประจำวันของเรามาก
ไปแบบสบายๆ ไม่เครียดค่ะ (อันนี้ความเห็นส่วนบุคคลนะคะ)


สำหรับไข่ ถือว่า งดประมาณ 95% ค่ะ
คือ ไข่ฟองๆนี่งดหมด ส่วนผสมที่เป็นไข่แบบเห็นๆ ก็งด
ข้าวผัดนี่เขี่ยไข่ทิ้งค่ะ
แต่จะมีเว้นบ้าง ถ้าใช้ไข่เป็นส่วนประกอบแบบไม่เห็นว่าเป็นไข่
(ภาษาอังกฤษ คือ made of งด ส่วน made from ไม่งด 555)
เช่น ซาลาเปาไส้ครีม เค้ก เบเกอรี่ที่ใส่ไข่ ฯลฯ
พวกนี้ ไม่ได้งดนะคะ



ส่วนถั่วเหลือง งดหมดค่ะ ยกเว้น ซีอิ๊ว (ไม่รู้เรียกกี่%ดี)
อย่างพวก เต้าหู้ นมถั่วเหลือง งดหมดค่ะ
แต่อาหารที่ใส่ซีอิ้ว ไม่งดนะคะ
(เวลาไปทานตามร้านก็ไม่ได้บอกให้เค้าไม่ใส่ซีอิ้วคะ ให้ใส่ตามปกติ)



กิ๊กมาเริ่มงดอย่างจริงจัง ก็ประมาณ 15 พ.ค. 56 ค่ะ
คือ มิสาเปิดเทอมพอดี ก็เขียนบอกคุณครูไป ให้งดที่รร.ด้วย
(โชคดีเหมือนกัน ที่แพ้อะไรท๊อปฮิต เพราะเด็กๆแพ้กันเยอะอยู่แล้ว
รร.ก็จะทำอาหารแยกต่างหากให้ 555)


ช่วงเดือน มิ.ย. ได้มีโอกาสไปพบคุณหมอเพื่อฉีดวัคซีน
เลยเอาผลไปให้ดูอีกครั้ง
คุณหมอบอกว่า
ระดับ 4-5-6 ให้งดเลย 1 ปี
(แต่แน่นอน เราไม่ได้งดแป้งสาลี)
ส่วนระดับ 3 ให้ทานได้ แต่แค่สัปดาห์ละไม่เกิน 2 ครั้ง

ก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่า ลูกเราไม่ต้องอดกินไข่ไปหลายๆปี
แค่ปีเดียวเอง 555


หลังจากเริ่มงดไข่และถั่วเหลืองประมาณ 4 เดือน
บอกได้เลยค่ะว่า มิสาป่วยน้อยลงมากๆๆๆๆ
คือ เปิดเทอมมาทั้งหมด 3 เดือน ปิดเทอมอีก 1 เดือน
ป่วยจริงๆแบบมีน้ำมูก+ไอ ไป 1 ครั้ง
ซึ่งในความคิดกิ๊ก ถือว่า ไปรร.แล้วป่วยน้อยขนาดนี้
amazing ค่ะ (อันนี้คือ เทียบๆกับเด็ก 3 ขวบกว่า ไปรร.นะ)


อย่างเปิดเทอมไปแรกๆ จำได้เลยว่า มิสาเสียงเปลี่ยนค่ะ
เสียงเหมือนขึ้นจมูก แต่ไม่มีน้ำมูก ไม่มีไอ ไม่คัดจมูกอะไรทั้งนั้น
เราก็นึกว่า เดี๋ยวคงหายเอง เพราะไม่มีอาการอะไร
รอไป 2 วัน ยังเหมือนเดิม เลยพาไปหาหมอ
เพราะคิดว่าเกี่ยวกับหลอดเสียงรึป่าว ทำไมเสียงบี้ (ตามประสาแม่จิตตกง่าย 555)
พอไปถึงบอกอาการคุณหมอ หมอก็ดูจมูก แล้วก็บอกเลยว่า
มันก็คือ หวัดน่ะแหละค่ะ แต่เป็นเริ่มแรกของหวัด ยังไม่มีน้ำมูก
คราวนั้นให้กิน zytec แก้แพ้ไป 2 วัน ก็หายค่ะ
คือ กิ๊กดีใจเลยนะ ถึงหมอจะบอกว่าเป็นหวัด แต่เรารู้เลยว่า มันแค่เริ่มๆหวัด
มันไม่รุนแรงไปถึง น้ำมูก ถึงคัดจมูก
คือ คงติดมาจากรร.แน่ๆ เพราะเปิดเทอมใหม่ๆ เด็กๆเป็นหวัดกันตรึม
แต่ลูกเรา มีอาการไม่มากอ่ะ แถมกินยานิดเดียวก็หาย


แล้วก็เป็นแบบนี่อีก 1-2 ครั้งนี่แหละ
คือโอเค..รู้นะว่า ลูกรับเชื้อมาแล้วแหละ
แต่อาการเค้าจะไม่เยอะ กินยาแก้แพ้ 1-2 วันก็หาย
ซึ่งถ้าเป็นตอนอยู่เนิร์ส (ยังไม่งดไข่) ไปรร.ปุ๊บ น้ำมูกนี่ยืดมาแล้วค่ะ
กว่าจะหายเป็นอาทิตย์ บางทีจะตามมาด้วยอาการไอ+เสมหะ
ซึ่งก็จะยิ่งยาวเป็น 2-3 อาทิตย์ (เสมหะนี่ตัวดี)


แต่ก็จะมีป่วยแบบจริงๆ 1 ครั้งที่กิ๊กบอก
คือ น้ำมูกมาเลย + ไอ + เสมหะ
อันนี้ก็จริงจังเลย เป็นอาทิตย์
แต่กิ๊กก็โอเค เพราะ นี่คือ แค่การงดอาหารกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น
มันไม่ใช่กินยาวิเศษที่แบบจะไม่ป่วยเลย
(เหมือนตอนที่ลูกกินนมแม่ คือ นมแม่ก็ไม่ได้เป็นยาวิเศษขนาดที่จะไม่ทำ
ให้ลูกป่วยเลย แต่แค่ป่วยน้อยลงเท่านั้น)
เอาแค่ว่าลูกเราป่วยน้อยลง (เทียบกับตัวเค้าเองนะ ไม่ได้เทียบกับเด็กอื่น)
กิ๊กก็พอใจแล้วค่ะ ^_^


บอกเลย ตอนแรกทั้งพี่หยี่ ทั้งแม่กิ๊ก (คุณยาย)
ไม่มีใครเชื่อเลย ไม่อยากให้งดไข่ (ถั่วเหลืองไม่เท่าไร่ ยังพองดได้)
โดยเฉพาะคุณยาย ไข่นี่เป็นโปรตีนอันดับ 1 ในดวงใจมาแต่โบราณ 555
เมนูสารพัดไข่ คุณยายทำให้ตลอด...ไข่ตุ๋นฝีมือคุณยายนี่ของโปรดมิสา
แล้วเวลาที่บ้านไม่มีอะไรให้มิสาทาน (แบบมีแต่กับข้าวผู้ใหญ่)
ก็จะได้ไข่นี่แหละช่วยชีวิต ไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ดาว สารพัด
แต่พอ กิ๊กเล่าเรื่องอาการป่วยน้อยลงของมิสาให้ฟัง
(ที่กิ๊กต้องเล่า เพราะกิ๊กสังเกตอยู่คนเดียว)
ทุกคนก็เริ่มเห็นด้วย และรู้สึกว่า การงดไข่ มันทำให้มิสาป่วยน้อยลงจริงๆ


สำหรับบ้านไหนที่ไม่อยากงดไข่ เพราะคุณย่าคุณยายไม่ยินดี (เหมือนบ้านกิ๊ก)
กิ๊กได้ถามคุณหมอ (ประจำ)มาเรียบร้อย
คุณหมอบอกว่า ให้บอกเลยค่ะว่า มีโปรตีนอีกมากมายโดยไม่ต้องกินไข่
และที่สำคัญ ในธรรมชาติ มีแต่พวกสัตว์เลื้อยคลานเท่านั้นค่ะที่กินไข่เป็นอาหาร 555
อึ้งกันเลยมั้ยล่ะ....
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมปกติ โดยเฉพาะสัตว์ตัวโตๆ อย่างยีราฟ ม้า ว้ว พวกนี้
ไม่กินไข่เลย รวมทั้งไม่กินเนื้อสัตว์ด้วยกันเองด้วยซ้ำค่ะ


พอเห็นผลด้วยตัวเองขนาดนี้ กิ๊กถึงขนาดแนะนำต่ออ่ะ
ใครถามเรื่องเทสต์ กิ๊กก็จะเล่าว่าไปเทสต์ที่นี่ ได้ผลแบบนี้
คือ เคยถามคุณหมอนะว่า HMC มันต่างจากที่อื่นยังไง
แต่คุณหมอบอกว่า เทสต์ไหนก็ตาม ถ้ามันช่วยเราได้จริง
คือ เรางดจริง แล้วป่วยน้อยลงจริง...ก็ถือว่า มันมีประโยชน์กับเรา
ไม่ต้องไปเทียบกับที่อื่น

เว้นเสียแต่ว่า เทสต์แล้วพอได้ผลมา งดตามนั้น แต่ลูกเรายังป่วยบ่อยๆอยู่
นั่นก็เป็นอีกเรื่อง...(หมายถึง เชื่อผลเทสต์นั้นต่อไป หรือ หาที่เทสต์ใหม่)
ซึ่งกิ๊กก็ว่า จริงอ่ะ ก็บอกคุณหมอว่า เออ มิสาปวยน้อยลงจริงค่ะ ตั้งแต่งดไข่
(ละไว้ในใจว่า นี่ขนาด ไม่ได้งดแป้งสาลีนะ 555
คือ แค่นี้ happy แล้ว ก็เลยยังไม่ได้คิดจะงดแป้งสาลี)
พอเทสต์นี้ได้ผลจริง เราก็ไม่คิดถึงไปเทสต์อะไรที่อื่นอีก
และที่สำคัญ อยากแชร์เรื่องราวลงใน blog ของตัวเองด้วย
อยากบอกว่า ทั้งๆที่กิ๊กเป็นคนไม่เชื่อเรื่องแบบนี้แต่แรก
แต่พอเราทดลองด้วยตัวเอง แล้วเราเห็นผล เราก็อยากบอกต่อ


สำหรับคนที่คิดว่า ลูกป่วยบ่อย แต่ไม่อยากไปเทสต์ที่ไหน
เพราะเปลืองเงิน กลัวลูกเจ็บ เสียเวลา ฯลฯ
หรือ คนที่เทสต์มาแล้วไม่เจอว่าแพ้อะไร
แต่ลูกก็มีอาการป่วยบ่อย เดี๋ยวแพ้อากาศ เดี๋ยวน้ำมูกมา ไม่หายขาดซักที
คือ ต้องฉุกคิดนิดนึง มันต้องมีสาเหตุแล้วล่ะ
ซึ่งการป่วยบ่อยๆ มีสาเหตุได้หลายอย่าง...แพ้อาหารก็เป็นสาเหตุหนึ่ง
เลยอยากให้ลองง่ายๆ โดยลองงดอาหารกลุ่มเสี่ยงดู
จะไข่ จะนมวัว ถั่วเหลือง แป้งสาลีด้วยก็ได้
(แต่ไข่นี่คือ ที่กิ๊กเห็นมาว่า เด็กที่เทสต์จาก HMC แพ้แทบทุกคน
แต่เทสต์ที่อื่นอาจจะไม่เจอแพ้ไข่นะ)
ก็เทสต์ไปทีละอย่าง
กิ๊กเชื่อนะว่า มันทำใจยาก แล้วไข่ก็เป็นของโปรดของเด็กหลายๆคน
แต่มันก็น่าเสี่ยงที่จะลองดูไม่ใช่เหรอคะ
คือ ถือว่าเป็นการทดลอง เราไม่ได้คิดว่าเทสต์ของที่ไหนดี ที่ไหนไม่ดี
แต่เรา ทดลองด้วยตัวเอง
ถ้าเรางดแล้ว สมมติ 2-3 เดือน มันไม่ดีขึ้น ไม่ช่วยอะไร
เราก็กลับมาให้ลูกกินเหมือนเดิม
แต่ถ้ามันดีขึ้น ลูกไม่ค่อยป่วย เราจะรู้สึกดีเลยว่าเรามาถูกทาง 555
มันคุ้มกันนะ...
ดีกว่าต้องมาเห็นลูกน้ำมูกยืดเป็นอาทิตย์ๆ
กินยาทั้งแก้แพ้ ทั้งปฎิชีวนะ หลายๆขนานอ่ะ
แล้วก็งด มันไม่ต้องงดไปตลอดชีวิตนะคะ
เพราะมันจะมีการสร้างภูมิขึ้นมาเอง
แพ้มากหน่อย ก็อาจจะงดถึง 5-6 ขวบ หลังจากนั้นก็กลับมาทานได้ค่ะ
อย่างมิสา ก็โดนระดับ 6 ไป (ทั้งๆที่กินได้ปกติ ไม่มีอาการทันที)
ก็ถูกงด 1 ปี
(และเช่นกัน ตอนเด็กๆ baby ไปเทสต์มา แล้วไม่เจอ
พอมาเทสต์ใหม่ 3 ขวบ ก็อาจจะเจอว่าแพ้อะไรได้ค่ะ)


อันนี้คือ คำแนะนำส่วนตัวนะคะ กิ๊กไม่ได้เป็นหมอ เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรนะ
แค่เป็นแม่คนหนึ่ง ที่ทดลองงดไข่กับลูกแล้วมันได้ผลน่ะค่ะ
ก็เลยแค่อยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเนอะ..


ขอให้เด็กๆทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ



ปล. ลืมเล่าไป ว่าผลที่ได้จากการงดไข่ มันไม่เกี่ยวอะไรกับ ไอ้ผื่นแพ้ ที่กิ๊กตั้งใจไปตรวจตอนแรกเลยนะคะ 555 เพราะเมื่อประมาณ ต้นเดือน พ.ย. มิสาก็เป็นผื่นเหมือนเดิม แต่คราวนี้ขึ้นที่พุงแทนค่ะ...ถามคุณครู ก็ไม่ได้มีอาหารอะไรแปลกๆ พาไปหาหมอ หมอก็บอกว่า น่าจะแพ้อะไรซักอย่าง ที่ไม่ใช่แพ้ผิวหนัง เพราะเค้าเป็นที่พุง ซึ่งเสื้อปิดอยู่ เลยไม่น่าจะใช่ว่าไปสัมผัสอะไรมา..สรุป ทำใจซะ ถ้าเป็นอีก ก็ทาคาลาไมด์ค่ะ 555


ปล.2 เรื่องตลกที่กิ๊กโพสต์ไว้ใน FB ด้วย ขอเอาแปะอีกทีนะ

มื้อกลางวันที่รร.มิสาวันนี้มีผลไม้เป็นกล้วย มีกล้วยไข่กับกล้วยน้ำว้า พอดีกล้วยไข่ถูกปอกไว้แล้ว คุณครูเลยบอกมิสาว่า มิสาเอากล้วยไข่แล้วกันนะคะ ...พอมิสาได้ยิน เธอรีบบอกคุณครูทันที สากินไข่ไม่ได้ค่ะ สาแพ้ 555 คุณครูฮากันตรึม

ส่วนคุณลูกสาว สงสัยอายที่ถูกหัวเราะ คุณเธอเลยร้องไห้ซะงั้น...เท่านั้นไม่พอ ตอนเย็นคุณยายไปรับ คุณครูเลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง พอเธอมาเห็น เธองอนคุณครูไปเลยคร้าา 555 (29/11/13)



ปล. 3 รร.ที่มิสาอยู่ทั้งระดับเนิร์ส และ อนุบาล 1 เป็นห้องพัดลมทั้งคู่ ในห้องมีเด็ก 25 คน และสภาพแวดล้อมโดยรวมคล้ายกันนะคะ (เผื่อจะคิดว่า เพราะย้ายรร.เลยป่วยน้อยลงรึป่าว)



Create Date : 08 ธันวาคม 2556
Last Update : 20 ธันวาคม 2556 20:22:39 น.
Counter : 2210 Pageviews.

1 comment
เด็ก 3 ขวบครึ่งกับพัฒนาการที่แม่ปลื้มใจมากกก


++รักแม่ที่ซู๊ดด แต่ก็ดื้อกับแม่ที่ซู๊ดด++


นับตั้งแต่มิสา 2 ขวบกว่าๆ จนถึง 3 ขวบต้นๆ
สิ่งหนึ่งที่กิ๊กมันจะชอบบ่นกับเพื่อนๆแม่ลูกอ่อนด้วยกัน คือ..
มิสาดื้อมากๆๆๆๆ 5555
ให้ทำอะไรก็ไม่ทำ ...ทำตรงข้ามหมด...
พูดอะไรไม่เคยเชื่อเลยย
มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากๆๆจริงๆ
แล้วก็ซนมากๆๆๆด้วย ซนเหมือนเด็กผู้ชายเลย
ใครเห็นเธอตัวเล็กๆ ดูนุ่มนิ่ม เรียบร้อยไม่ใช่เลยนะคะ
พอรู้จักจริงๆ เธอลิงมากๆๆค่ะ




++ เด็กดอย 3 ขวบ..ท่าเยอะนะ อิอิ++



ตอนแรกคิดว่า Terrible two ...เดี๋ยว 3 ขวบคงดีขึ้น
ปรากฏ 3 ขวบขึ้นนี่หนักกว่าเดิม ดื้อกว่าเดิม ซนกว่าเดิม
เถียงเก่ง มีเหตุผล (คิดในแง่ดีปลอบใจตัวเองว่า ฉลาดเป็นกรด)
สามารถอ้างอะไรได้เป็นเรื่องราว เวลาเราจะให้ทำอะไรซักอย่าง
ต้องโน้มน้าวนานมากก
สรุป เหนื่อยกว่าเดิมจริงๆ
จนเอาไปบ่นกับเพื่อนทุกคน เจอใครก็บ่น
เลี้ยงเด็ก 3 ขวบ ยากจริงๆอ่ะ


อย่างเรื่องช่วยตัวเอง อยู่ที่รร. ครูบอกน้องทำได้หมด กินข้าวเอง
เก็บกระเป๋าเอง แปรงฟันเอง ใส่เสื้อเอง ฯลฯ
แต่อยู่บ้าน ไม่เคยทำซักอย่างค่ะ คุณขา !
พอบอก มิสาทำเองสิคะ...เธอจะสวนทันที ให้แม่ทำให้
สรุป อยู่บ้าน ไม่ทำอะไรเองเลย




++ 3.2 ขวบ มิสาเป็นนางฟ้า แต่ละแอ๊ค create เองทั้งน๊านน++



แต่ข้อดีก็มีบ้างนิดๆหน่อยๆ คือ เริ่มเข้ากับคนแปลกหน้าได้ดีขึ้น
เวลามีใครถามอะไร ก็ตอบได้เอง ไม่ต้องให้แม่ถามซ้ำ คะยั้นคะยอให้ตอบ
เรื่องการพูดจา ก็มี คะ ขา เยอะขึ้น คือไม่ถึงกับทุกประโยค
แต่ก็เวลาอารมณ์ดีๆ หรือ ขอร้องอะไร ก็พูดเพราะ
ก็แค่นี้อ่ะ 555




++ 3.2 ขวบ ตัดผมที่ร้านครั้งแรกค่ะ กล้าๆกลัวๆ++



จนเวลาผ่านไป....มารู้สึกอีกที ก็ประมาณ 3 ขวบกว่าๆ ( 5-6 เดือน)
เนื่องจากว่า คุณพี่เลี้ยงลาออกอีกเช่นเคย
(พี่ขวัญ ที่อยู่กันมานาน เพิ่งกลับมาหลังสงกรานต์ แต่งวดนี้ไปเร็ว ยังไม่สิ้นปีเลย)
แล้วกิ๊กเองก็ท้องอ่อนๆด้วย ก็เลยเริ่มให้เธอช่วยงานบ้านเล็กๆน้อยๆ
เช่น พับถุงเท้า เก็บผ้า เก็บของเล่นเอง ฯลฯ
เอาที่เธอพอทำได้ (และไม่ใช่ทำแล้วเพิ่มภาระของเรา 555)
ปรากฏว่า มิสาทำให้หมด และทำจนเสร็จด้วย...




++ พับถุงเท้า ได้ใช้หลายทักษะนะคะ ++


ยกตัวอย่าง เก็บผ้า...
กิ๊กให้มิสาเก็บราวล่าง ส่วนราวบนกิ๊กเก็บเอง เพราะมิสาเก็บไม่ถึง
เราก็ไม่คิดอะไรมากนะ คิดว่าเก็บได้ 3-4 ตัวก็เก่งแล้ว (คงจะวิ่งหนีไปเล่นต่อ)
พอกิ๊กเก็บเสร็จ ก็เอาผ้าไปเก็บในห้องเตรียมรีด จัดนู่นจัดนี่แป็บ
กลับมาที่ราว ไม่เจอมิสาแล้วอ่ะ พร้อมทั้งผ้าทั้งหมดที่ตากราวล่าง หายไป !
ลงไปอยู่ในตะกร้าเรียบร้อย...
เออ...เว้ย ลูกเรา ก็ช่วยทำงานจนเสร็จนะ ไม่ใช่ทิ้งผ้าไว้ให้แม่เก็บต่อ 555




++ ซักผ้าค่ะ (ลงเครื่อง) ++




++ฝึกซักมือ แต่ไม่ใส่ผงซักฟอก++



เลยเริ่มมาสังเกตุพฤติกรรมลูกตัวเอง
เออ...เฮ้ยย...ลูกเราเดี๋ยวนี้ว่าง่ายขึ้นเยอะ
เป็นเด็กน่ารัก บอกให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ค่อยดื้อเลย
คือ มันไม่ทั้งหมดนะ แต่ก็ส่วนใหญ่..
ยกตัวอย่างเช่น พอกลับมาถึงบ้าน มิสาถอดรองเท้า เธอจะถอดแบบเตะรองเท้ากระเด็นเลยอ่ะ
กิ๊กก็จะบอกว่า มิสาเก็บด้วยนะคะ...
พอบอก เธอจะยังไม่เก็บนะ วิ่งไปวิ่งมาก่อน
แล้วเธอก็จะเดินไปเก็บเอง วางบนชั้นเรียบร้อย
โดยที่เราไม่ต้องพูดซ้ำ (แต่เราต้องไว้ใจเธอ ว่าเธอว่าเธอจะทำเอง
)




++ 3.2 ขวบ ++



บอกอะไรเค้าก็จะเชื่อฟังเราไม่ดื้อมาก (แต่ยังซนเหมือนเดิมนะ 555)
คือ ไม่ค่อยเหนื่อยแล้ว สบายๆ..
แล้วเค้าก็เล่นอะไรคนเดียวได้ ช่วยเหลือเราได้
สามารถไว้วานให้ทำอะไรเล็กๆน้อยๆได้
ซึ่งตรงนี้ปลื้มมากอ่ะ คือ กิ๊กอยากฝึกลูกให้เป็นเด็กใช้ง่ายๆ 555
อันนี้ส่วนตัวเลยนะ แบบใช้ไปหยิบนู่นนี่ได้ ใช้ไปทิ้งขยะได้
ก็ลูกเราอ่ะ 555 เอาให้ชินไว้แต่เด็ก รู้จักบริการผู้ใหญ่ 555
จะเป็นที่รัก ใครเห็นก็เอ็นดู ใช่ป่ะ อิอิ





++ 3.2 ขวบ++



เลยมานั่งนึกๆว่า ทำไมอยู่ดีๆ ลูกเราก็เป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายขึ้นมา
ก็คิดได้ประมาณ 3 ข้อ

1. อายุที่มากขึ้น ก็เพราะโตขึ้นอ่ะนะ จาก 2 ขวบกว่า
ก้าวย่างสู่ 3 ขวบกว่า ก็ต้องดีขึ้นเป็นธรรมดา

2. โรงเรียนและครู เพราะเปลี่ยนรร.
และรร.ใหม่นี้เน้นให้เด็กช่วยตัวเองมากๆๆๆ
คือ เราก็ไม่รู้หรอก รร.เค้าสอนอะไร (เพราะเค้าไม่สอนวิชาการ)
เลยคิดว่า นี่ล่ะ คือสิ่งที่เค้าสอดแทรกไปในแต่ละวัน โดยที่ไม่มีวิชาการ

3. ตัวเราเองก็เปลี่ยนด้วย
ตรงนี้บอกเลย เพราะว่าตั้งแต่ให้ลูกอยู่รร.นี้
เราเองก็รับทราบแนวทางการเลี้ยงลูกจากรร.
เค้าจะมีอบรม มีรร.พ่อแม่ มีอะไรต่างๆ ที่ทำให้เราเปลี่ยนท่าทีในการเลี้ยงลูก
โดยให้โอกาสเค้ามากขึ้น ให้เค้าได้ทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น ให้อิสระมากขึ้น ฯลฯ
ก็ไม่รู้เกี่ยวรึป่าว ที่ทำให้เราก็รู้สึกว่า ลูกเราทำอะไรๆได้เอง โดยไม่ต้องจำจี้จำไช





++ 3.4 ขวบ ++



ทีนี้พอหลังจากที่ตัวเองรู้สึกว่ามิสาดีขึ้น
กิ๊กก็เริ่มไปถามคุณยายมิสา
คุณยายก็มาสังเกตุ ก็บอกว่า จริง...เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยดื้อแล้ว ว่าง่าย
จากนั้นก็ไปถามพี่หยี่ ให้ลองสังเกตุดู พี่หยี่ยังไม่ค่อยเห็น เพราะอยู่กับลูกน้อยกว่า
แต่พอเล่าพฤติกรรมต่างๆให้ฟังก็เริ่มคล้อยตาม 555


ซึ่งข้อดีต่อมาเป็นลูกโซ่ คือ เวลาเจอใครๆ กิ๊กก็จะเริ่มชมลูกตัวเองให้เค้าฟังและ
และทีนี่พอมิสาได้ยิน เค้าก็จะยิ่งปลื้ม ยิ่งภูมิใจ
และมันก็จะส่งเสริมให้เค้าทำสิ่งดีๆยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
(อันนี้ตรงตามทฤษฎีเลยนะ เค้าว่าผู้ใหญ่ยิ่งพูดยังไง ถ้าเด็กได้ยินเค้าจะยิ่งเป็นแบบนั้น เพราะเหมือนไปชี้ปมของเค้า
คิดแล้วก็รู้สึกผิด เพราะแต่ก่อนชอบบอกคนอื่นว่า มิสาเป็นเด็กไม่กล้า
ไม่คุยกับคนอื่น พอเค้าได้ยิน มันก็ยิ่งเพิ่มความกังวล และทำให้เค้าเป็นแบบนั้นไปเลย)




++ 3.7 ขวบ เรียนบัลเล่ต์ที่ KPN นราธิวาส 24 ค่ะ ++



ตอนนี้สิ่งที่ยังเป็นห่วงอยู่ ก็คงเป็นเรื่อง กินข้าว
ถามว่ากินน้อยมั้ย มันก็ไม่น้อยหรอก เพราะแต่ละมื้อเราก็ต้องบิ้วท์ ต้องอะไรให้กินให้หมด
แต่ว่าจะกินได้ คือ มันยากไง...มันนาน...เธอไม่ตั้งใจกิน
เอาแต่พูด เอาแต่คุย...ชวนเราคุย (จนเราเผลอ)ซะงั้น
เพราะตอนนี้ตั้งใจเลิกป้อนโดยเด็ดขาด ให้เธอตักเอง มันก็ยิ่งช้า
ลูกเราก็ไม่ได้เป็นเด็กช่างกิน
(อันนี้ทำไมมันตรงข้ามกับแม่จังเลยลูก
แต่ก็แอบจำได้ว่า เด็กๆแม่ก็กินยาก ตัวผอมกะหร่อง
จนคุณยายเหนื่อยหน่ายใจ ต้องไปซื้อวิตามินมาให้กินให้กินข้าวได้เหมือนกัน 555)


กับอีกเรื่อง ก็เรื่องการคุยกับคนแปลกหน้า
ตอนนี้ดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับเข้าได้โดยไม่มีปัญหา
แต่ก็มีแนวโน้มที่ดี
คิดว่า ต้องให้ซ้อมบ่อยๆ โดยพาไปเจอคนเยอะๆหน่อย น่าจะดีขึ้น


เอาเป็นว่า blog นี้เขียนชมลูก โดยเฉพาะแล้วกันนะ
เดี๋ยวกลายเป็นบ่นยาวซะงั้น 5555




++ การแต่งตัว(เอง)ของเด็ก 3.7 ขวบ เยอะได้อีกค่ะ 555++




ปล.1 อาการ Terrible 2 ของมิสา ถึงแม้กิ๊กจะบ่นไป แต่มารู้ภายหลังว่า ยังถือว่าไม่มากไม่มายอะไร ไม่มีร้องไห้โวยวายดีดดิ้น แบบร้องหนักๆ ร้องไม่หยุด ทำร้ายร่างกายก็ไม่มี มีคนเป็นหนักกว่าเยอะ 555 ของมิสาจะออกแนวร้องแบบกระซิกๆ ให้น่าสงสารมากกว่า (อ้อ เคยร้องไห้ลงไปนอนกับพื้น 2 ครั้ง แต่กิ๊กทำเป็นไม่สนใจ จากนั้นก็ไม่เคยทำอีกเลย)เพราะความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก(ครอบครัว)ของเราค่อนข้างใกล้ชิด เพราะกิ๊กเลี้ยงเค้าเอง เราจะเข้าใจเค้าและควบคุมเค้าได้ดีกว่า เค้าก็จะไม่ดื้อไม่โวยวายหนักเท่าไร่ ^^"


ปล.2 การซักผ้าของมิสา คือ การให้เอาผ้าใส่ถุงเพื่อลงเครื่อง 555 โดยจะต้องกลับผ้าให้เรียบร้อย ใส่ถุง ปิดถุง หย่อนลงเครื่อง...ซึ่งมีคำพูดที่ประทับใจ คือ มีอยู่ครั้งนึง กิ๊กรีบ พอกิ๊กจัดการกับผ้าของผู้ใหญ่เสร็จ ก็เลยมาช่วยมิสา บอกให้มิสากลับผ้าแต่ตัวง่ายๆ เช่น กระโปรง และกางเกงขาสั้น ส่วนพวกเสื้อนอนแขนยาว กางกางขายาว ซึ่งมันกลับยากกว่า กิ๊กจะกลับให้...มิสาสวนขึ้นมาทันทีว่า ถ้าคุณแม่ทำให้ สาก็ไม่ได้ฝึกสิคะ...อึ้งเลยค่ะ ^^ เลยต้องรอให้คุณเธอทำเอง (แบบช้าๆ ต่อไป 555)





Create Date : 15 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 6 ธันวาคม 2556 22:49:57 น.
Counter : 1567 Pageviews.

0 comment
มิสาเป็นเด็กอ.1 รร.รุ่งอรุณค่า


มิสาขึ้นอ.1 ...พ่อกับแม่ตัดสินใจให้มิสาย้ายมาเรียนที่ รร.รุ่งอรุณ ค่ะ
เป็นรร.แนวทางเลือกเช่นเดิม แต่เพิ่มวิถีพุทธเข้าไปด้วย
(ไว้มีโอกาสจะมาแชร์ยาวๆ เกี่ยวกับรร.แนวนี้นะคะ)
ซึ่งก็กะว่าให้เรียนยาวไปเลย คือ น่าจะถึงม.ปลาย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ลูกด้วย..

การคัดเลือกนร.อ.1 ของที่นี่
เริ่มต้น 1 ปีล่วงหน้าของปีการศึกษาที่ต้องการจะเข้าค่ะ
เช่น มิสาจะเข้าปี 56 ก็ซื้อใบสมัครตอนม.ค. 55
จากนั้นประมาณ ต.ค. 55 ทางรร.ก็จะส่งจม.เพื่อแจ้งให้มาสอบ
โดยเน้นสอบเฉพาะผู้ปกครอง จากนั้นก็จะนัดดูเด็ก
(แต่ไม่สอบเด็กนะคะ แค่สังเกตุพัฒนาการ)
จากนั้นก็ประกาศผล ประมาณปลายต.ค. - พ.ย.ค่ะ
และตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค. ยาวไปจนถึงเปิดเทอม ก็จะมีคล้ายๆรร.พ่อแม่
ประมาณ 30 ชม. ค่ะ (จัดวันเสาร์ ครึ่งวันบ้าง เต็มวันบ้าง และไม่ให้เด็กมาค่ะ)

ที่ให้เตรียมตัวนานขนาดนี้ กิ๊กก็ว่าดีนะ
เพราะมันเป็นการให้ผู้ปกครองได้ทำความรู้จักรร.ให้ดีด้วยค่ะ
เนื่องจากรร.มีแนวทางการเรียนการสอนชัดเจน
ก็อยู่ที่ผปค.ด้วยว่า สามารถเข้ากับระบบแบบนี้ได้มั้ย

เอาล่ะ..หลังจากผ่านกระบวนการของผู้ปกครองทั้งหมดมาแล้ว
ก็ถึงเวลาของนร. ได้ออกโรงบ้าง...
นั่นก็คือ วันเปิดเทอมค่ะ 555 (ก่อนหน้านั้นงานผปค.ตลอดๆ)
ในสัปดาห์แรก รร.จะให้นร.สลับกับมา 2 วัน วันละครึ่งห้องก่อน
(เช่น มิสาได้ไปวันพุธกับวันศุกร์)
พอวันที่ 3 ก็ให้มาครบทั้งห้อง โดยทั้ง 3 วันนี้เรียนแค่ครึ่งวัน และให้ผปค.อยุ่ด้วยค่ะ


และนี่คือตร.เรียนในช่วง 3 วันแรกค่ะ







วันแรก เตรียมตัวพร้อม (ไม่กลัวเช่นเคยค่ะ เพราะเค้าให้แม่อยู่ด้วย 555)







ทานของว่าง..คนที่อยู่กับครูได้ แม่ก็ไม่ต้องเดินตามมาดู
แต่ใครที่ไม่ได้ แม่ก็ต้องมาเฝ้ากันข้างๆโต๊ะ
มิสาก็เป็น 1 ในนั้น 555
(ไม่ถึงกับข้างโต๊ะ แต่ว่าต้องเดินตามมาให้อยู่ในสายตาเธอ)







ทานเสร็จ ก็ต้อง "ล้างแก้ว" เอง..
ถือเป็น highlight ของรร.เลยนะ เพราะรร.นี้จะขึ้นชื่อมาก
ว่าให้ นร.ล้างจานเอง 555 (แต่อ.1 แค่ล้างแก้ว)







แล้วก็ช่วงเล่นอิสระ...ซึ่งที่นี่ช่วงเล่นอิสระของที่นี่ คือ เล่นจริงๆเลยนะ
มีทั้งเล่นสนามเด็กเล่น เล่นทราย เดินเล่นสวนป่า เล่นในสนามบอล ฯลฯ
(เทอม 2 มีเล่นน้ำด้วย)










แปะรูปให้ดูว่า เล่นจริงๆขนาดไหน...
แบบว่าวิ่งกันกลางสนามแดดเปรี้ยงเลยอ่ะ (ตัวดำแน่ๆ 555)
แต่เด็กๆเค้า happy กันมากๆนะ เอาจริงๆ เด็กเมืองทั่วไปมีโอกาสน้อยมาก
ที่จะได้วิ่งสุดพลังขนาดนี้



















เล่นอิสระเสร็จ ก็ได้เวลาฟังนิทาน
นิทานของที่นี่จะเป็นนิทานตั้งโต๊ะแบบนี้ค่ะ







แล้วก็ทานข้าวกลางวัน ก็เป็นอันจบวันของการเรียนแบบครึ่งวัน
เอ...จะเรียกว่า เรียนได้มั้ยเนี่ย ??? 555


ส่วนถ้ามาเต็มวัน ก็จะรวมเวลา อาบน้ำ นอนกลางวัน และตื่นมาดื่มนมค่ะ
กลับบ้านเวลาประมาณ 14.30 น. ค่ะ
ซึ่งในเทอมแรก บอกเลยว่า ต้องมารับตรงเวลาเป๊ะๆทุกวันค่ะ
ถ้าเดินแถวออกมาจากห้อง แล้วไม่เจอใครมารับ
มิสาจะร้องไห้ทันทีค่ะ...แม่เพลียค่ะ 555
เด็กคนอื่นเค้าจะไปเล่นกันที่สนามเด็กเล่น หนุกหนานไม่ยอมกลับบ้าน
แต่มิสาเธอไม่เล่นอะไรทั้งนั้น แม่มารับ กลับบ้านลูกเดียว 555



ถามว่า ไปรร.แรกๆมิสาร้องไห้มั้ย ?
ก็คงต้องบอกว่า ร้องค่ะ 555
เพราะมิสาเปลี่ยนที่เรียนใหม่ ครูใหม่ เพื่อนใหม่หมด
(แต่กิ๊กเชื่อนะว่า ถ้ายังเรียนที่เดิม มิสาจะไม่ร้องแล้วค่ะ เพราะสนิทกับเพื่อนและครูแล้ว)
แต่การร้องจะสลับกับที่รร.เดิม
แต่ก่อน จะร้องตอนอยู่บ้าน อยู่ในรถ พอส่งถึงมือครูหน้ารร.ปุ๊บจะหยุดร้องทันที
แต่ที่ใหม่ ตื่นมา แต่งตัว กินข้าว ในรถ ไม่ร้องเลย
(ไม่พูดว่า ไม่อยากมารร.ด้วย)
แต่จะมาร้องตอน ส่งถึงมือครูค่ะ
ประมาณว่า ต้องพรากจากแม่ อะไรแบบนี้
แต่พอแม่เดินออกมา ก็หยุด ทำกิจกรรมได้ตามปกติค่ะ


(ที่นี่ให้เดินมาส่งถึงห้องเรียน จนกว่าเด็กจะพร้อมเดิมมาเองค่ะ
ซึ่ง ณ จุดนี้ บอกตรงๆว่าไม่รู้ว่าอย่างมิสา ต้องส่งไปถึงเมื่อไร่
ซึ่งจริงๆชอบแบบรร.เดิมนะ คือมันเหมือนมีครูมารับหน้ารร.
พอรับเด็กไปปุ๊บ เด็กก็จะรู้ ก็จะหยุดร้องเลย
แต่ที่นี่ พอไปส่งที่ห้อง ให้เดินเข้าห้อง วางกระเป๋าเอง
เค้าก็เหมือนอาลัยอาวรณ์นานกว่า ไม่ยอมปล่อยมือแม่อะไรแบบนี้อ่ะค่ะ)


แต่สำหรับในช่วงเวลาอยู่ที่รร. กิ๊กถือว่า อ.1นี่
มิสามีพัฒนาการดีขึ้นเยอะนะคะ
เพราะตอนไปเนิร์สเนี่ย มิสาเป็นเด็กเฉยๆนิ่งๆ
ไม่พูด ไม่คุยกับครู (แต่ครูให้ทำอะไรก็ทำ) เป็นเทอมค่ะ
คุณครูบอกว่า มิสาเป็นเด็กปรับตัวช้าค่ะ
ต้องขึ้นเทอม 3-4 นั่นแหละที่มิสาถึงได้เป็นเด็กร่าเริง
ช่างพูด (พูดมากกก) เหมือนเวลาที่อยู่บ้าน
(เปลี่ยนไปเป็นคนละคนจนครูงง 555)
กิ๊กถึงขนาดต้องเขียนในสมุดสื่อสารบอกกับคุณครูที่รร.ใหม่ว่าลูกเราปรับตัวช้านะ
เทอมแรกๆเค้าจะไม่คุยกับครูอย่างงี้ๆๆๆๆๆ คือ แจ้งครูเอาไว้ก่อนเลย
แต่ที่ไหนได้ คุณครูบอก น้องก็คุยกับคุณครูนะคะ เล่นกับเพื่อนได้
ร้องเพลงสนุกสนานกับเพื่อนๆได้ค่ะ
กิ๊กเลยรู้สึกว่า เออ มิสาก็เริ่มดีขึ้นแล้วนะ คงเพราะเคยอยู่เนิร์สมาแล้ว
ก็พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ได้นิ่งเฉยสนิทเหมือนตอนไปเนิร์สแรกๆ
แม้ว่าจะมีอาลัยอาวรณ์ตอนไปส่งนิดหน่อย
กับเวลากลับบ้าน ถ้าไม่มารับตรงเวลาก็จะร้องไห้ 555


แต่ก็มีเรื่องต้องปรับปรุงนิดหน่อย คือ มิสาเป็นเด็กกินข้าวช้ามากกก
ซึ่งไม่แปลกใจเลยค่ะ เพราะอยู่บ้าน กว่าจะเข็นให้กินแต่ละคำได้
เหนื่อยเหลือเกิน คือ เธอติดจะเล่น จะคุย (คุยจนเราเพลิน เผลอคุยด้วย)
แต่ถ้าป้อนนี่จะเร็วนะ แต่ก็ไม่ป้อนล่ะ เพราะ 3 ขวบกว่าแล้ว


รูปนี้มีผปค.เค้าไปเห็นพอดี เลยถ่ายมาให้ดูว่า ช้าจริงๆ
ดูสิ รอบตัว (ห้องอื่นด้วย) เค้ากินเสร็จ เก็บเก้าอี้กันหมดแล้วอ่ะ
เธอยังนั่งยุรยาตรเคี้ยวทีละคำอยู่






แต่คุณครูบอกว่า มิสากินข้าวหมดนะคะ แต่เค้าจะช้า คุณครูก็จะปล่อยให้กินไป
กิ๊กก็โอเคเลยค่ะ ไม่อยากให้ครูเร่ง เพราะจะกลายเป็นกินเร็ว
แต่กินไม่หมด (แล้วเอาไปเททิ้ง)
ลูกเรายิ่งตัวเล็กๆอยู่
คุณครูยังเล่าว่า เห็นกินช้า แต่เธอก็ไม่ได้รีบอยากไปเล่นกับเพื่อนนะ
อย่างผลไม้เธอก็กินทุกอย่าง คือ ไม่ใช่อารมณ์รีบกิน รีบเสร็จ รีบไปเล่น
แต่เธอจะนั่งกินเรื่อยๆของเธอ 555
ใครจะลุกไปเล่นไปอะไรก็ไม่สนง่ะ 555



มีเรื่องตลกค่ะ...หลังจากมิสาไปรร.ได้ไม่กี่วัน เธอก็กลับมาบ่นกับแม่ว่า

มิสา : รร.รุ่งอรุณน่ะ มีแต่เรียน เรียน เรียน

แม่งงค่ะ อุตส่าห์ส่งลูกไปเรียนรร.ที่มีแต่เล่น ไม่มีเรียนแล้วนะเนี่ย เลยถามมิสาว่า

แม่ : รร.เค้ามีเรียนอะไรบ้างคะเนี่ย บอกแม่หน่อยสิ
มิสา : ก็เรียน ร้องเพลง ไง ...ร้องเพลงเยอะแยะไปหมด จนเหนื่อยเลยนะเนี่ย
แม่ : 5555 ฮาเลยค่ะ...ขำด้วย แต่มันก็จริงของเธอนะ เธอคงคิดว่า ร้องเพลงนั่นแหละคือ การเรียน 555


ทิ้งท้ายด้วย มิสาในชุดนร. ซึ่งเค้าให้ใส่แค่วันจันทร์
นอกนั้นใส่ชุดอะไรก็ได้ค่ะ (อันนี้ก็เปลืองค่ะ 555 จริงๆอยากให้ใส่ชุดนร.ทุกวัน)







Create Date : 04 สิงหาคม 2556
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2556 15:23:16 น.
Counter : 988 Pageviews.

0 comment
1  2  

Beauty & Bambi
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]



นิยามตัวเองได้ว่า เป็นคนชอบ เที่ยว กิน ช๊อป ค่ะ...แต่ตอนนี้มีเจ้าตัวน้อยแล้วค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้อัพเรื่องเที่ยวบ่อยๆ เพราะลูกยังเล็กอยู่...ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็จะอัพเรื่องลูกซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ^_^

*** เราไม่ค่อยได้เข้ามาเช็คที่ blog เท่าไร่ ถ้าเพื่อนๆอ่านแล้วมีคำถาม รบกวนถามมาทางหลังไมค์ หรือ อีเมลล์เลยนะคะ (ดูอีเมลล์จาก profile ได้ค่ะ) เรายินดีตอบทันทีค่ะ แต่ถ้ามาทิ้งคำถามไว้ที่ blog มันอาจจะนานกว่าเราจะมาอ่านเจออ่ะค่ะ ***
New Comments