พัฒนาการเด็ก 2.8 ขวบ




จริงๆต้องบอกว่า กิ๊กเลิกจดบันทึกพัฒนาการของมิสา
ตั้งแต่ซัก 1 ขวบ 7 เดือนเห็นจะได้
เหตุที่เลิก เพราะ ณ ตอนนั้นรู้สึกว่าในวัยสำหรับเค้า
ทุกๆอย่างถือเป็นการเรียนรู้ทั้งหมด
ไม่ว่าจะอยู่บ้าน ไปเที่ยว หนีน้ำท่วม 555
เค้าก็ได้เรียนรู้ มีพัฒนาการดีขึ้นตลอดเวลา
กิ๊กเลยไม่รู้ว่าจะบันทึกอะไร 555 (หรือจริงๆคือ ขี้เกียจ ?)


แต่พัฒนาการที่เห็นเด่นชัดเลย คือ เรื่องพูด
มิสาไม่ใช่เด็กพูดเร็ว (ถึงจะเรียกแม่ ตอน1 ขวบก็เถอะ)
ถือว่า เค้ามาเริ่มพูดจริงๆตอน 1 ขวบ 4 เดือน
แต่ ณ ตอนนั้น ก็ไม่ได้เยอะอะไร เป็นประโยคสั้นๆที่เค้าจำๆเรามาพูด
แต่เอาแบบที่คิดว่าพูดได้จริงๆจังๆเลย ก็ 1 ขวบ 7 เดือนนี่แหละ
และพอเค้าเริ่มพูดได้ มันก็กลายเป็นพูดเก่ง พูดมากก พูดไม่หยุดเลย 555
จนผ่าน 2 ขวบไป นี่กิ๊กถือว่า มิสาเป็นเด็กพูดเก่งเลยนะ
แล้วก็พูดค่อนข้างชัดด้วย
พูดรู้เรื่องทุกอย่าง โต้ตอบได้ เป็นเรื่องเป็นราว
เล่นบทบาทสมมติ เล่านิทานยังได้ ^^
อันนี้เป็นอะไรที่เอาไว้คุยได้เลยอ่ะ 555

(มีอะไรคุยกะเค้าบ้าง เหอ เหอ)





ถึงแม้ว่ากิ๊กจะไม่ได้จดบันทึกพัฒนาการเค้า
แต่กิ๊กก็ไม่ได้หยุดที่จะสอนเค้านะคะ
ก็สอนมาตลอด สอนสี สอนนับเลข สอนรูปทรง ฯลฯ
มิสาก็ได้ของเค้ามาเรื่อยๆ
เพราะก็ยังพาเค้าไปเรียนชิจิดะอย่างต่อเนื่อง
ส่วน Gymboree ก็เปลี่ยนจาก Play & Learn เป็น Art แทน
เพราะรู้สึกว่า ในส่วนของ physical มันไม่ค่อยเท่าไร่แล้ว
แล้วก็มีเรียน Brain School ด้วย (ทั้ง 2 อย่างนี้ เรียนตอน 2 .0 -2.4 ขวบ )
เนื่องจากถือว่า สมองเด็กมีศักยภาพมากกว่าที่เราคิด
ก็เลยอัดมันไปซะ 555
แต่เหตุที่หยุดเรียนทุกอย่างตอน 2.4 ขวบ เพราะว่ามิสาไปรร.แล้ว
เลยไม่อยากให้เค้าเรียนเยอะมากไป
แต่ยังคงเหลือชิจิดะไว้อย่างเดียว





ซึ่งการที่มิสาทำอะไรได้ ไม่ได้ กิ๊กไม่เคยไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์อะไร
ไม่เหมือนสมัยเด็กๆจะนั่งคอยดูว่า 4 เดือนต้องคว่ำ
11 เดือนต้องเกาะยืน 1 ขวบต้องเดินอะไรแบบนี้
ก็เลยไม่รู้ว่า มันเป็นพัฒนาการอะไรรึป่าว
(คือ สอนกันเองในครอบครัว รู้กันเองในครอบครัว 555)


จนมิสาไปรร. กิ๊กก็ยังไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะได้อะไร(ในแง่วิชาการ)
จากการไปรร.
เพราะเราเน้นแนวทางเลือกอยู่แล้ว
และรร. ก็ไม่เคยบอกเราว่า เด็กจบเตรียมอนุบาลแล้วจะได้อะไรบ้าง
ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาก





แต่พอดี (พอดีตลอด 555) มีเพื่อนๆในกลุ่มใน facebook
เค้าลงว่า รร.ของลูกเค้า พอจบอนุบาล (หรือเตรียมอนุบาลนี่แหละ ไม่แน่ใจ)
จะต้องทำอะไรได้บ้าง
ก็เลยอยากบันทึกบ้างว่าลูกเราทำอะไรได้บ้างแล้ว
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้ระบุว่าทำได้เมื่อตอนกี่ขวบ (เพราะจำไม่ได้แล้ว)
แค่เอาเป็นว่า ณ 2.8 ขวบ มิสาทำได้แล้วก็พอนะ อิอิ


  • ท่อง A-Z : อันนี้ทำไม่ได้เลย เพราะไม่ได้สอน แต่ว่าร้องเพลง A-Z ได้อ่ะ อิอิ


  • จำ A-Z ได้ 20 ตัว : อันนี้ก็ไม่ถึง จำได้ซัก 10 ตัวมั๊ง แล้วที่จำได้ ก็เพราะเปิด VCD เพลงให้เค้าดู แต่ว่า ไม่เคยมาสอน ตัว A ตัว B อะไรแบบนี้ สรุปคือ มิสาจำเอาเองจากเพลง ตัวอักษรที่คิดว่า จำได้ คือ M I S A (รู้จักชื่อตัวเองก่อน จากจิมโบรี) B, Q, Y (ชื่อพ่อหยี่) K (ชื่อแม่กิ๊ก) T (ชื่อ Tomi ลูกพี่ลูกน้อง 555) X (จำได้เพราะเหมือนกากบาท) O (เพราะเหมือนเลข 0) W (เพราะเหมือนตัว M กลับหัว)....แต่สรุปว่า ไม่ได้สอนอะไรต่อเนื่อง เพราะ รร.มิสายังไม่ได้ให้ใช้ เหอ เหอ


  • ท่อง ก – ฮ : อันนี้ก็ไม่ได้เห็นๆ เพราะไม่ได้สอนเช่นกัน แต่ว่ามิสาร้องเพลง ก-ฮ ได้ ซึ่งได้มาจากการเรียนชิจิดะล้วนๆ


  • จำ ก – ฮ ตัวง่ายๆได้ : อันนี้พอได้ น่าจะได้หลายตัวอยู่ เหตุผลเดียวกัน คือ เพราะเรียนจากชิจิดะ อยู่บ้านไม่เคยสอน แต่มีความรู้สึกว่า เค้าจะจำคู่กับรูป ซึ่งกิ๊กก็ไม่ได้ไปเคี่ยวอะไรมาก เพราะไม่ได้เน้น เค้าอยากจำไรก็จำไป 555 ตัวที่จำได้แน่ๆ มอม้า สระอิ สอเสือ สระอา อ่านว่า มิสา อิอิ


  • นับ 1-10 ได้ : อันนี้ล่ะ Proud to present เพราะมิสานับได้ถึง 30 จ้า อิอิ อันนี้หมายถึงทั้งนับแบบท่อง และนับแบบเห็นตัวเลขแล้วอ่านนะ ส่วนนับเฉยๆนี่น่าจะได้ถึง 50 ด้วย ถ้าสมาธิดีๆ







  • รู้จำนวน 1-3 : อันนี้ก็ Proud to present เพราะมิสารู้จำนวนถึง 10 เรียบร้อยแล้ว หมายความว่า ถ้ามีรูปดอกไม้มา 9 ดอก หรือ 10 ดอก มิสาก็สามารถนับได้ถูกต้อง และบอกจำนวนได้
    ( ซึ่งอันนี้จำได้ว่า มิสารู้ 1-3 เนี่ย ตอน 2 ขวบ ก่อนเข้ารร. ณ ตอนนั้นเค้าจำเป็นภาพค่ะ คือ เห็นปุ๊บบอกเลย ไม่ต้องนับ แต่มานับจริงๆหลัง 2.4 ขวบ เมื่อจำนวนมันเยอะขึ้นเป็น 4, 5 , 6 และกว่าจะถึง 10 ก็ใช้เวลาเหมือนกัน เพราะพอมีรูปเยอะๆ เด็กเค้าจะสับสนว่านับไปแล้วรึยัง มันเลยจะยังมั่วๆ แต่ ณ 2.8 ขวบ มิสานับได้ถูก 100%ค่ะ )


  • รู้จักรูปร่างง่ายๆ : อันนี้ผ่านฉลุย มิสารู้หมด วงกลม วงรี ครึ่งวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หัวใจ ดาว แต่ที่ยังไม่ได้ คือ สี่เหลี่ยมจัตุรัส กะ สี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งกิ๊กคิดว่ามิสาเค้ารู้ (สงสัยรร.สอน เพราะเราไม่ทันได้สอน) มีอยู่วันนึงไปเรียนจูโน่ คุณครูชี้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มิสาตอบว่า “สี่เหลี่ยมผ้าเช็ดตัว” 5555 เลยคาดว่า คงรู้แหละว่ามันคือรูปร่างนี้นะ แต่เรียกผิด จากผืนผ้า เป็นผ้าเช็ดตัว ทำเอาคุณครูหัวเราะใหญ่เลย 555


  • วาดรูป เล่าเรื่องราวได้ : อันนี้ไม่ได้เลยค่ะ เหอ เหอ วาดเป็นแต่วงกลมอ่ะ


  • ระบายสีในกรอบ : อันนี้ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ขึ้นกับว่าสีอะไรด้วย ถ้าสีเทียน ก็พอได้ แต่ถ้าสีน้ำ ก็เลอะออกมาเลยง่ะ


  • จับดินสอให้ถูกต้อง : คิดว่ายังไม่ค่อยถูกเท่าไร่ค่ะ แต่ที่บ้าน กิ๊กจะให้มิสาใช้ดินสอสามเหลี่ยมของคุมอง เวลาทำแบบฝึกหัดลากเส้นต่างๆ แต่พอเวลาเธอว่างๆ เธอก็เอาปากกา เอาดินสอธรรมดามาเขียนเล่นอยู่ดี สรุป ก็ไม่ได้ช่วยให้จับถูกต้องอยู่ดี T_T


  • รู้จักสี 3 สีขึ้นไป : อันนี้ก็ Proudly to present เช่นกัน เพราะมิสารู้จักสีหมดแล้วค่ะ จริงๆน่าจะรู้ตั้งกะ 2 ขวบด้วยซ้ำ รู้สีแดง สีน้ำเงิน สีฟ้า สีชมพู สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำตาล สีม่วง สีดำ สีขาว จนถึงรู้จักสีทอง สีเงินแล้วอ่ะ อิอิ ณ ตอนนี้ก็ 100% เลย ไม่เคยตอบผิด




ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล กิ๊กมาสรุปเองได้ว่า มิสาเป็นเด็กชอบตัวเลขค่ะ
เค้าชอบนับเลข ชอบทำแบบฝึกหัดโยงเส้นตัวเลข
และค่อนข้างหัวไวในด้านตัวเลข
อย่างกระดาน 30 ช่อง มิสาก็เล่นได้หมดแล้ว
เวลาไปชิจิดะ คุณครูจะชมเสมอ
ตั้งแต่ขวบกว่าๆแล้วว่ามิสาแม่นเรื่องตัวเลขมาก
กิ๊กก็คงสนับสนุนเค้าต่อไป
แม้ว่ารร.ของมิสาจะไม่ได้สอนเลยก็ตาม 555





กับอีกอย่าง พวกรูปร่าง พวกสีนี่มิสาจะได้หมด
ตอนไปทดลองเรียนจูโน่ หรือ Quality kids คุณครูจะบอกเลยว่า
น้องได้พวกสี พวกรูปร่างต่างๆหมดแล้ว นับจำนวนก็ได้แล้ว
ซึ่งสามารถไปเรียนในระดับเด็ก 3 ขวบได้
แต่ว่าก็ต้องมีการปรับฐานกันนิดหน่อย
เพราะเด็ก 3 ขวบ เค้าจะมีการคิดที่เป็นเหตุผลมากขึ้น
เกมส์ ของเล่นต่างๆ ก็จะต้องเน้นให้เด็กคิดมากขึ้น
มีการเชื่อมความสัมพันธ์อะไรแบบนี้
(แต่อันนี้ เวลาอยู่บ้าน แม่ก็ให้มิสาเล่นแล้วนะ เกมส์ของเด็ก 3 ขวบ 555)
และก็ถ้า 3 ขวบ แม่ไม่ต้องเข้าไปนั่งเรียนด้วยแล้ว
ซึ่งอันนี้บอกตรงๆ ยากส์ เหอ เหอ





ซึ่งจากที่มิสาเค้าได้พวกสี รูปทรง ตัวเลขแล้วเนี่ย
กิ๊กก็เริ่มหมดมุข ไม่รู้จะสอนอะไรอีก 55
เพราะพวก ก.ไก่ กะ ABC นี่เราไม่เน้นเลยจริงๆ
(ก.ไก่ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ชิจิดะ ได้เท่าไหนเท่านั้น
เพราะไม่แน่ใจว่าในรร. กว่ามิสาจะได้เรียนนี่ป.1 รึป่าว เหอ เหอ)
จากที่ได้คุยกับคุณครูที่รร.ของมิสา
คุณครูก็ได้แนะนำกิจกรรมต่างๆเพิ่ม
ซึ่งก็ล้วนไม่เกี่ยวกะวิชาการ 555
ไอ้เราเลยไม่รู้จะไปเน้นอีกทำไม


คุณครูแนะนำในส่วนของกิจกรรมที่ฝึกสมาธิ
เช่น ตักน้ำด้วย 2 มือ แล้วเดินบนไม้กระดานทรงตัว
(ยากนะนั่น เหอ เหอ)
เพราะถ้าแค่ตักน้ำใส่ขวด ใส่ถ้วยนี่ มิสาทำมาหมดแล้ว
(แม่มันไม่ได้เน้นแต่วิชาการนะ อิอิ)
เอาถั่วมารวมๆกันหลายๆชนิด แล้วให้นั่งแยกถั่ว ประมาณนี้
และกิ๊กเองก็ได้มาเพิ่มในส่วนของการทำศิลปะ
ซึ่งอันนี้กิ๊กต่อยอดจากจิมโบรี
เพราะมิสาเค้าชอบ เรียกแต่จะไปจิมโบรี ไปทำ”ผลงาน”
แต่กิ๊กว่ามันเปลือง 555 เพราะรร.ก็สอนอยู่แล้ว
(คือ รร.ไม่เน้นวิชาการไง เค้าก็สอน ดนตรี ศิลปะ ออกกำลังอยู่แล้วอ่ะ)
และก็ให้เล่นของเล่นมากขึ้น
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ไม่ค่อยซื้อของเล่นให้มิสาหรอก
ซื้อแต่ละที ก็ของเล่นเสริมพัฒนาการทั้งนั้น
ซึ่งก็สังเกตว่ามิสาเบื่ออ่ะ 555)





ในส่วนของเกมส์ ของเล่น
กิ๊กเพิ่งมาตระหนักหาของเล่นให้ลูกเล่นมากขึ้น เมื่อไม่นานมานี้เอง
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ให้มิสาไปเรียนจูโน่ด้วย
สาเหตุอะไรยังไง จะมาเล่าตอนหน้านะคะ ^^






Create Date : 08 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2555 18:32:06 น.
Counter : 3177 Pageviews.

4 comment
ดื่ม ดื่ม ดื่ม เรามาดื่มนมกันเถอะ...บันทึกวิธีรับมือเด็กกินนมยากอย่างมิสา


อย่างที่เกริ่นไปแล้ว (จริงๆก็ไม่เกริ่นหรอก พิมพ์ไปหลายตอนแล้ว 555)
ว่ามิสาเป็นเด็กกินยาก
จะข้าว จะนม คุณเธอก็ไม่นิยมทั้งนั้นค่ะ
เพราะฉนั้น แม่อย่างกิ๊กก็ต้องมีวิธีการเยอะหน่อยค่ะ


อย่างกินข้าว บอกได้เลย มิสา 2.8 ขวบแล้ว
แต่กิ๊กยังไม่ปล่อยให้กินข้าวเองค่ะ
ถามว่า กินเองได้มั้ย ก็ต้องบอกว่าได้ มีหกเลอะบ้างอยู่แล้ว
(อยู่ที่รร.คุณครูบอกว่า กินเองได้ค่ะ กินหมดด้วย)
แต่ที่ไม่ให้กินเองเพราะ เธอไม่กินค่ะ ..เธอจะเล่นอย่างเดียว
อย่างดีก็ทำเก่ง 2-3 คำแรกแค่นั้นค่ะ จากนั้นก็จะตักเล่นบ้างอะไรบ้าง
(อย่างงี้เรียกว่า กินเองไม่ได้ใช่มั้ยคะ ? T_T)
ซึ่งตามคำแนะนำที่บอกว่า ถ้าเด็กไม่กินให้เก็บเลยนั้น
ใช้ไม่ได้ผลกะมิสาค่ะ เธอสามารถไม่กินได้เป็นวันๆค่ะ
ถ้าเก็บมันจะกลายเป็นเข้าทางเธอไป
เพราะเธอชอบอยู่แล้ว ดีไม่ต้องกินข้าว
แล้วอีกอย่าง มิสาเป็นเด็กจิ๋ว
กิ๊กเองก็ทำใจไม่ได้ที่จะให้ลูก(ลอง)อดข้าวเป็นวันๆ
เพราะฉะนั้นยอมแพ้ค่ะ...ป้อนข้าวต่อไป


ซึ่งถึงแม้จะป้อน ก็ไม่ใช่ว่าทำได้ง่ายๆนะคะ
มิสาก็กินยากมากค่ะ กว่าจะอ้าปากได้แต่ละคำ
ซึ่งกิ๊กกับพี่หยี่คุยกันไว้แล้วว่า เราจะไม่ใช้วิธีเดินตามป้อนข้าวลูก
(แม่เหนื่อยค่ะ 555)
มิสาต้องนั่งกินบน highchair ให้เรียบร้อย
และจะไม่ให้ดูทีวี หรือ เล่นมือถือ ระหว่างกิน
เพราะฉะนั้น สิ่งที่กิ๊กเลือกที่จะทำ ก็คือ อ่านนิทานค่ะ
มื้อนึงก็อ่าน 1 – 2 เรื่อง พยามยามยืดเรื่องมันเข้าไปค่ะ 5555
ซึ่งก็ได้ผลดี พอถึงเวลากินข้าว มิสาก็จะวิ่งไปเลือกนิทาน
แล้วก็เอามาให้แม่เล่า
เล่าไป กินไป มีพูดคุยกันไปด้วย
(แต่จะบอกว่า ต้องให้ข้าวหมดปากถึงจะพูดค่ะ)
ก็ถือว่า โอเคอยู่...เป็นการเพิ่มโอกาสในการเล่านิทานให้มิสาด้วย
ดังนั้น มิสาจะเป็นเด็กที่ไม่ขาดนิทานแน่นอนค่ะ 555
(แต่การเล่านิทานมันดีจริงๆนะ มิสาเรียนรู้อะไรเยอะมากกกจากนิทานค่ะ)



แต่ทั้งนั้นทั้งนั้น วิธีนี้ใช้ได้แต่ที่บ้านค่ะ ถ้าไปกินข้าวนอกบ้าน
ไม่สามารถอ่านนิทานได้
ก็ต้องใช้ตัวช่วย คือ มือถือค่ะ T_T
ไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ ง้างปากเธอไม่สำเร็จค่ะ
แต่จะพยายามลองป้อนไปก่อน หลอกล่อไปเรื่อย
แต่สุดท้าย ก็มาจบที่มือถือ เหอ เหอ
บางทีก็คิดนะ เอ..คนอื่นเค้าจะว่าเราเลี้ยงลูกด้วยมือถือมั้ยเนี่ย
(ยิ่งมีคนต่อต้านเยอะอยู่)
แต่ก็เอาเถอะ...เค้าไม่ได้มาเลี้ยงลูก 24 ชม.เหมือนเรา
ซึ่งบางที เราก็ต้องการตัวช่วยบ้าง อะไรบ้าง
(หลังจากที่เราก็เล่น คุย เล่านิทาน ทำกิจกรรมต่างๆกับเค้าอย่างเต็มที่แล้ว)
อ้าว ไหง...ทำไมกลายเป็นแม่บ่นเรื่องมือถือไปได้เนี่ย ^^”



จบเรื่องกินข้าวไป ต่อมาก็ถึงเรื่อง กินนมบ้างค่ะ
มิสาเลิกขวดนมตั้งแต่ 1 ขวบค่ะ ตามคำแนะนำของคุณหมอ
แล้วก็มาใช้ถ้วยหัดดื่มแทนค่ะ
(ส่วนนมแม่ กินเต้าจนถึง 1 ขวบ 7 เดือนค่ะ)
ที่เลิกเร็ว ก็ไม่ใช่เพราะเก่งอะไรด้วย แต่มิสาไม่ติดขวดค่ะ
คือ ไม่ชอบกินนม ก็เลยไม่ได้ชอบดูดขวดอะไร 555
(แต่ ณ ตอนนั้น ยังชอบนมแม่จากเต้าอยู่ค่ะ เอาเข้าเต้าเมื่อไร่ ก็เรียบร้อยค่ะ)
แต่วันนึงก็กินน้อยมากๆๆๆอ่ะค่ะ
คุณยายก็สลับเอาขวดกลับมาใช้บ้าง แต่ก็ไม่ได้กินดีขึ้นเท่าไร่
พอ 1 ขวบ 4 เดือน มิสามีพี่เลี้ยง คือ พี่ขวัญ
พี่ขวัญก็คิดวิธีให้นมน้องโดยการป้อนค่ะ
ก็ป้อนกันไปเป็นสิบๆช้อน รวมครั้งละ 4 ออนซ์ค่ะ
ขวัญก็ป้อนของเธอไป



จนวันนึงขวัญไม่อยู่
กิ๊กก็ต้องมาป้อนนมมิสาแทน เอาไงล่ะทีนี้ ป้อนเฉยๆก็ไม่กินนะ
กิ๊กไม่รู้ขวัญคุยอะไรกะน้องบ้าง เวลาป้อนข้าว ป้อนนม
(ขวัญไม่ได้เล่านิทานค่ะ นิทานนี่กิ๊กมาคิดเองตอนขวัญไปแล้ว)
แต่กิ๊กเลือกใช้วิธีนับช้อน 555
ป้อนทีละ 10 ช้อน ก็นับ 1-10 แล้วก็พัก
แล้วก็บอกว่า นับต่อ 11 – 20 ...
มิสาก็ชอบนะ เค้าอยากฟังต่อว่าเลขต่อไปคืออะไร 5555
วิธีนี้ทรมานมากกก 555 เพราะ 4 ออนซ์ จะประมาณ 40 ช้อนชาค่ะ
แม่เมื่อยมือมากกก (แต่ทำไปทำมาก็ชิน)
แต่ที่ตลกอ่ะ ก็คือ มันทำให้มิสานับเลขได้ถึง 40 เลยค่ะ
ก็ป้อนเค้าทุกวันๆ พอวันนึง ไปเรียนชิจิดะ ครูให้ลองนับดู
เออ ..เธอนับได้ถึง 40 อ่ะ (นับนะคะ ไม่ได้อ่านเลข คือ ท่องเอา)
กิ๊กขำเลย...
รู้ว่า เค้าคงจำจากตอนเราป้อนนมนี่แหละ
เพราะไม่เคยสอนเค้า สอนแค่ 10 ค่ะ
ก็ตลกดี ถือว่า การป้อนนม ก็มีข้อดีอยู่บ้าง



ถามว่า กิ๊กป้อนนมมิสาถึงเมื่อไร่ทราบมั้ยคะ
2.4 ขวบเชียวค่ะ อิอิ
คือ ลองให้ดูดกล่อง เธอก็ลีลาอ่ะค่ะ แล้วเหมือนเราบังคับให้เธอดูดไม่ได้
เธอจะวิ่งเล่น หรือไม่ก็ดูดทีละจิ๊ด ไม่หมดกล่องซะที
สุดท้าย ก็เทออกมาป้อน ^^”


แต่ที่นี้ที่ต้องเลิก เพราะต้องเตรียมตัวมิสาไปรร.ค่ะ 555
ไปรร. คงไม่มีครูที่ไหนมาป้อนแน่ๆ
กิ๊กก็เลยหยุดป้อนเลย ลองให้ดูดอย่างเดียว
เอามือถือนี่แหละ เล่นเพลินๆบ้างอะไรบ้าง ก็ดูดหมด แต่ก็ไม่ทุกครั้ง
พอถึงวันไปรร. ก็ใส่กระเป๋าไปเลยค่ะ กล่องเล็กพอ
พอกลับมา เฮ้ย...เธอกินหมด(ว่ะ) ดีใจๆๆๆๆ 5555

แสดงว่า อยู่รร.ดูดกล่องเองได้
ก็เลยหวังพึ่งรร.ไป 1 มื้อ ^^”
(แล้วงงอ่ะ คุณครูบอก อยู่รร.น้องทานข้าวเองได้ หมดด้วย
นมก็ดูดหมดค่ะ คือ คนละเรื่องกะที่บ้านเลยเฮอะ !)



++ ได้เวลาดื่มนมแล้วค่ะ ++



ตอนไปรร.ตอนแรก มิสากินนมแค่ 1 ครั้งเองค่ะ
เพราะบ่ายกลับมา ก็มีขนม หรือ ผลไม้
พอเย็น มิสากินข้าวเสร็จทุ่มนึง แล้ว 2 ทุ่มก็เข้านอน
กิ๊กเลยไม่รู้จะให้กินตอนไหน
แต่รู้สึกว่า ลูกเรากินนมน้อยไป (มากกก)
เลยเพิ่มนมมื้อก่อนนอน ให้กินตอน 2 ทุ่ม
แต่คราวนี้ กิ๊กให้มิสาดื่มนมจากแก้วค่ะ
จริงๆ เคยเทใส่แก้วให้กิน แล้วเธอจิบนิดเดียวบอกไม่กิน ก็เลยเลิกแก้ว
แต่ได้คำแนะนำมาจากเพื่อนพีหยี่
เค้าบอกว่า ให้ลองใส่ถ้วยเล็กๆ ให้กินทีละนิด เด็กจะมีกำลังใจ
กิ๊กก็เลยลองทำบ้าง ก็ได้ผลดีค่ะ คือ เทใส่แก้วอีกใบ ให้เค้าดื่มทีละนิด





ซึ่งพอหมด 1 แก้วเล็ก ก็จะต้องมีเครื่องกระตุ้นให้เธออยากดื่มต่อ
คราวนี้ไม่ใช่นิทานแล้วค่ะ 5555
โชคดีที่มิสาเป็นเด็กชอบเขียนแบบนี้อ่ะค่ะ





มิสาจะเรียกว่า ทำการบ้าน
(เพราะที่ชิจิดะเค้าจะมีการบ้านมาให้ทำทุกอาทิตย์)
กิ๊กก็จะก๊อปปี้ให้เค้าทำ ทีละใบ กินเสร็จทีนึงก็ทำทีนึง
ถ้าไม่กินก็ไม่ได้ทำค่ะ
มันก็เลยเหมือนเป็นการฝึกกล้ามเนื้อเธอไปในตัว
(แบบที่เธอชอบเองนะคะ ไม่ได้บังคับเลย ร้องแต่จะทำๆๆ ไม่กินนมด้วยซ้ำ)
หลังๆก็มีแบบฝึกหัดให้สังเกต ให้ลากเส้น ให้นับเลขเพิ่มขึ้นมาด้วยค่ะ
ซึ่งมิสาชอบทำไง บางทีกินเสร็จ ก็จะทำอีกๆๆๆ ไม่ยอมหยุดอ่ะค่ะ เหอ เหอ
ก็ถือว่าโอเคนะ เป็นเวลากินนมที่มีคุณภาพ
(เท่าที่สามารถจะทำให้เด็กกินยากคนนี้กินได้)
ซึ่งกิ๊กก็วางแผนไว้แล้วว่า จะค่อยๆให้เค้าดื่มที่ละเยอะขึ้น
จนดื่มทั้งแก้วได้ค่ะ ^^



++ ดื่มหมดแก้วเล็ก ก็มาทำทีละแผ่นสองแผ่น ++




++ ทำการบ้านเสร็จแล้วค่ะ อิอิ++



ข่าวดีสำหรับกิ๊กอีกอย่าง ตอนนี้มิสาดูดนมกล่อง 6 ออนซ์หมดแล้วค่ะ 555
ที่ดีใจเพราะเป็นครั้งแรกค่ะ
เนื่องจากมิสาดูดนมแค่ 4 ออนซ์ มาตั้งแต่เบบี้แล้วค่ะ
ไม่เคยได้ 5-6 ออนซ์กะเค้าหรอก
นมกล่องก็แค่กล่องเล็ก 125 มล.
แต่คราวนี้ได้โอกาส เพราะรู้ว่าที่รร.มิสาจะยอมทำทุกอย่าง 5555
ก็เลยเพิ่มขนาดกล่อง แล้วใส่กระเป๋าให้เธอไปกินที่รร.ค่ะ 555
(ยกภาระให้ครูซะเลยย)
วันแรกพอเอาไป ก็ถามคุณครูว่ากินหมดมั้ย
คุณครุ้บอกว่า กินหมดนะคะ พร้อมทำหน้าแบบ น้องกินได้สบายมากค่ะ คุณแม่กังวลอะไรคะเนี่ย เหอ เหอ
ก็เลยรู้แล้วว่า ลูกเราอยู่บ้านกะรร.นี่คนละเรื่องจริงๆ เหอ เหอ
เลยทำให้มีกำลังใจฮึด (บังคับ)ให้ลูกกินนมต่อไป
ต่อไปว่าจะเพิ่มมื้อเช้าด้วย อย่างน้อยซัก 2 กล่องต่อวัน
จะสำเร็จมั้ยน๊า....





Create Date : 30 กันยายน 2555
Last Update : 30 กันยายน 2555 16:39:57 น.
Counter : 1183 Pageviews.

0 comment
เสริมวิตามินหน่อยดีมั้ย ???


อย่างที่รู้ๆกันว่ามิสาเป็นเด็กตัวจิ๋วค่ะ
เพราะมิสาเป็นเด็กไม่ชอบกินนม
ส่วนข้าว ก็พอกินได้ แต่ก็ต้องมีวิธีป้อน หลอกล่อกันสุดๆ
แต่ที่ชอบกินมาก คือ ขนม กินได้ทุกอย่าง อย่างละเยอะๆ
ซึ่งจริงๆ ไม่ควรให้กินขนมเลยนะคะ เพราะทำให้ไม่กินข้าว
คือ จริงๆอย่างงี้ค่ะ เริ่มเดิมทีเลย กิ๊กไม่ให้มิสากินขนมเลย ตามที่หมอแนะนำ
ไม่ให้กินขนมขบเคี้ยวก่อน 2 ขวบ
แต่ที่นี้ พอเค้ากินได้น้อย เราก็กลัวเค้าผอม 555
พอเห็นเค้าทานขนมได้ ก็เอ้า..ทานขนมไปแทนละกัน
กิ๊กจะให้ทานพวกแครกเกอร์ ขนมปังกรอบอะไรพวกนี้อ่ะค่ะ (ไม่ใช่ขนมซองๆนะ)
แล้วมันก็เป็นวัฎจักร คือ พอกินขนมเยอะ ก็อิ่มและไม่กินข้าว 555
พอไม่ให้ขนม มิสาก็ไม่กินข้าวอยู่ดี...
สรุป ก็กลับไปให้ขนมอีก 555 วนเวียนอยู่อย่างงี้ล่ะค่ะ



++ มิสา 2.7 ขวบ เริ่มหัดขี่จักรยานค่ะ ++


สรุป (อีกที) เลยกลัวได้วิตามินจากอาหารไม่พอ เพราะกินแต่ขนม
เลยอยากให้ลองกินพวกวิตามินเสริมดูบ้างค่ะ
เผื่อจะได้อ้วนๆกะเค้าบ้าง
(เกี่ยวมั้ย 555 จริงๆคืออยากให้ลูกแข็งแรงค่ะ แหม..อิอิ)
กิ๊กเลยไปลองซื้อ Nutroplex Oligo มาค่ะ
อยากลองดูว่า กินแล้วจะเป็นยังไง
เหตุผลที่เลือกตัวนี้เนื่องจาก ลองหาข้อมูลมาแล้วเค้าบอกว่า

- มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับเด็ก มากถึง 30 ชนิด
ซึ่งมีปริมาณสูงสุดเทียบกับวิตามินเสริมที่ขายอยู่ตอนนี้

- มี Oligo Frutose ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Prebiotic
และใยอาหารจากธรรมชาติ
ที่ช่วยในการปรับสมดุลด้านระบบทางเดินอาหาร
และเพิ่มกากใยให้กับระบบทางเดินอาหาร
ทำให้ท้องไม่ผูกด้วยค่ะ
(ชอบตรงนี้แหละ เพราะมิสาเป็นเด็กกินน้ำ+นมน้อยค่ะ)

- รสส้ม หวานอร่อย (น่าจะ) ทานง่าย และเป็น sugar free ไม่ทำให้ฟันผุค่ะ





ถ้ากินแล้วได้ผลดียังไงจะมาบอกต่อนะคะ ^^


ปล. ใครสนใจลองเข้าไปอ่านดูในนี้ได้ค่ะ https://www.facebook.com/NutroplexThailand



Create Date : 14 กันยายน 2555
Last Update : 14 กันยายน 2555 18:38:03 น.
Counter : 1526 Pageviews.

1 comment
After school syndrome ...(8/6/12)

ไม่ต้องสงสัยนะคะว่า มันมีด้วยหรือ ไอ้ after school syndrome เนี่ย

มันเป็นอาการที่กิ๊กตั้งขึ้นเองค่ะ 555

ซึ่งมันก็คือ อาการติดแม่(มากกก) หลังจากที่มิสาไปรร.ในระยะเริ่มแรกค่ะ

ลำพังไปรร.แรกๆแล้วร้องไห้เนี่ย ก็เหนื่อยใจแล้วนะ

แต่ไอ้อาการเนี๊ย มันหนักหนาสาหัสกว่าอีกค่ะ

จริงๆ คุณครู ก็มีเตือนๆไว้บ้างแล้วแหละว่า

กลับบ้านไป คุณแม่จะเรตติ้งดีกว่าปกตินะคะ (สำนวนคุณครูของมิสา ฮาตลอดๆๆๆ)

น้องอาจจะติดคุณแม่ ให้คุณแม่กอดน้องเยอะๆค่ะ

คำอธิบายก็คือ เมื่อเด็กไปรร.ใหม่ๆ เค้าจะรู้สึกเหมือนว่า

แม่เอาเค้าไปทิ้งไว้กับคนอื่นอะไรแบบนี้

พอกลับบ้านมาได้เจอแม่ เค้าก็จะติดเรามากก

ประมาณขาดความอบอุ่น อยากอยู่กับแม่มากๆๆๆๆ

กลัวโดนเราเอาไปปล่อยไว้กับใครอีก ประมาณนี้น่ะค่ะ Smiley

 แต่กิ๊กก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะมิสาติดแม่อยู่แล้วไง

ก็เลยคิดว่า ก็เหมือนๆเดิมแหละ ชิลล์ๆ

 

แต่ที่ไหนได้มิสาติดแม่หนึบๆๆๆ

อาการเริ่มจากวันที่ 7 ในการไปรร.ค่ะ (หลังจากวันที่ 5 ที่กิ๊กเขียนค้างไว้ในตอนก่อนค่ะ)

อาการจะเริ่มในตอนเย็นๆที่มิสาเจอคุณยาย เจอพี่ขวัญ

คือ อยู่กะแม่คนเดียว ยังไม่เป็นนะ ก็เรื่อยๆของเธอ

แต่พอมีคนอื่นมาปุ๊บมิสาจะวิ่งเข้ามากอดขาแม่ทันที

แล้วก็จะงอแงง๊องแง๊ง และมีคำพูดที่ติดปากคือ “อยู่กับแม่”

 

สำหรับอาการร้องไห้เวลาไปรร.เนี่ย กิ๊กคิดว่ามิสาเค้ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นนะ

คือ พอในสัปดาห์ที่ 2 ของการไปเรียน

(จริงๆ มันคือ สด.ที่ 3 แต่ขอไม่นับ สด.ที่ 1 เพราะอันนั้นแม่ไปด้วย)

มิสาก็จะร้องแต่ที่บ้าน คือ เริ่มจากแต่งตัวเลย 555

กินข้าวก็งอแง ใส่ถุงเท้างอแง ไปจนถึงขึ้นรถ

พอขึ้นรถ ก็ร้องเป็นพักๆ นึกได้ก็ร้อง เพลินๆก็ไม่ร้อง

แต่ที่ว่าดีขึ้นคือ พอส่งถึงมือครู มิสาก็จะเงียบ ไม่ร้องไห้แล้ว

จนกิ๊กอยากจะเช่าอพาร์ทเมนต์อยู่ติดกะรร.

ประมาณว่า ออกจากบ้าน ก็ถึงรร.เลย ไม่ต้องมานั่งร้องไห้ในรถอีก 555

ซึ่ง ณ ตอนสัปดาห์ที่ 2 กิ๊กยังคิดว่า เออ ไอ้ร้องไห้เวลามารร.เนี่ย ได้แค่นี้ กิ๊กโอเคแล้วนะ

กิ๊ก happy แล้ว คือ ร้องไห้แต่ที่บ้าน พอเข้ารร.เค้าก้เงียบได้

แต่ที่ไม่โอเค คือ ไอ้อาการติดแม่นี่ล่ะ

ถามเพื่อนๆ เด็กคนอื่นก็เป็นเหมือนกัน คือ ติดแม่ ไม่เอาใคร

แต่ว่าไม่ขนาดมิสา เพราะมิสาเธอจะต้องตัวติดกะแม่เลย

นั่งกินข้าว ยังต้องนั่งเก้าอี้เดียวกัน

 

 

 

มิสาเริ่มติดแม่วันศุกร์ แล้วพอเสาร์อาทิตย์ กิ๊กพาเค้าไปเจอญาติๆ

ก็ยิ่งออกอาการใหญ่ ไม่เอาใครเลยยยย

 เจอทั้งญาติฝั่งกิ๊ก ทั้งฝั่งพี่หยี่ ก็งอแง

 จะอยู่กับแม่ๆๆๆๆอย่างเดียว

 จนกิ๊กเกิดอาการปรี๊ดแตก รำคาญลูกตัวเองอ่ะ

 อันนี้สารภาพเลยนะ ไม่เคยพูดคำว่า รำคาญลูกตัวเอง

 แต่ไอ้อาการ after school syndrome นี่ กิ๊กแบบ ไม่ไหวเลย Smiley

 ถึงขนาดบอกพี่หยี่ว่า เป็นครั้งแรกที่รู้สึกรำคาญลูกจริงๆ

 และดูว่า อาการนี้มันจะหายยากกว่าการไม่อยากมารร.ด้วย

 อย่างที่ร้องไห้ไม่อยากมารร. เค้าบอกว่า 2-3 สัปดาห์ก็หาย

 เหมือนเด็กเริ่มปรับตัวได้ เริ่มสนุกกับรร.เค้าก็จะอยากมาเอง

 

แต่อาการติดแม่นี่ ไม่รู้เมื่อไร่อ่ะ ไม่รู้เหตุการณ์อะไรจะทำให้หายไปได้ Smiley

 เคยนึกว่า เออ ดีแฮะ ถ้ามิสาอยู่รร.กับครูได้ ต่อไปมิสาคงเป็นเด็กที่อยู่กับคนอื่นๆได้ง่ายขึ้น

 แต่กลับตรงกันข้าม กลายเป็นยิ่งกลัวคนอื่นไปอีก

 แต่ปรากฏว่า สัปดาห์ที่ 2 นี้เอง ประมาณวันพฤ.(14/6/12)

อยู่ดีๆมิสาก็หายติดแม่เฉยๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

เล่นกับคุณยาย กับพี่ขวัญได้เฉยๆเลย 555

 เล่นเอาอิแม่งง หลังจากเครียดแทบตายย

 สรุป ก็กลับมาร่าเริงสดใส อารมณ์ดี ไม่งอแงเหมือนเดิม

 สิริรวมเวลาของอาการ after school syndrome ทั้งสิ้น  5 วันเท่านั้นเอง 555

 

เพราะงั้นถ้าเด็กๆคนไหนมีอาการนี้ล่ะก็

แม่ๆไม่ต้องกลุ้มใจไปนะคะ ไม่นานเค้าก็หายเองค่ะ Smiley

 

กลับมาเรื่องไปรร.ต่ออีกนิด

สำหรับพัฒนาการการไปรร.ของมิสาในสัปดาห์ที่ 3 ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วค่ะ

นั่นก็คือ เริ่มจากบ้านก็ไม่ร้องแล้วค่า เย้ๆๆๆ Smiley

นั่งในรถก็ไม่ร้อง และพอเดินไปส่งหน้ารร. ก็ไม่ร้อง ไม่เบะด้วย 55

 จนคุณครูสามารถปล่อยให้มิสาเดินไปห้องคนเดียวได้

 (ถ้าร้อง หรือ เบะๆเนี่ย คุณครูจะอุ้ม/จูงไปส่ง

 แต่ถ้าเห็นเด็กคนไหน โอเคแล้ว ไม่งอแง คุณครูก็จะให้เดินเองค่ะ)

 ส่วนในห้อง ก็ไม่มีร้องเลย

 แต่ยังคงฉี่ราดเหมือนเดิม เพราะยังไม่ยอมบอกคุณครูน่ะค่ะ

 (ที่กิ๊กคิดว่า เป็นเพราะไม่กล้าบอก ไม่ใช่กลั้นไม่อยู่ เพราะพอกลับมาบ้าน หรือ เสาร์/อาทิตย์

 มิสาก็ไม่เคยฉี่/อึราดเลยค่ะ ยังคง 100% เหมือนเดิม)

 

 มิสายังไม่ถึงกับอยากไปรร. ลั๊นลาร่าเริงอยากไปรร.

 แต่การไม่ร้องไห้แล้ว ก็ถือเป็นนิมิตรหมายอันดีนะคะ

 ก็บอกแล้วว่า มิสาเป็นเด็กตามเกณฑ์ อิอิ

 เกณฑ์เค้าบอกว่า เฉลี่ยร้องประมาณ 2 อาทิตย์ – 1 เดือน

 มิสาก็เป๊ะเลยเห็นมั้ยล่ะ 2 อาทิตย์ 555

(โดยเริ่มจาก ร้องทั้งบ้าน+รร. --> ร้องที่บ้าน แต่ไม่ร้องที่รร. --> ไม่ร้องทั้งที่บ้าน + รร. )

 

เอาใจช่วยคุณแม่ที่ลูกร้องไห้เวลาไปรร.นะคะ Smiley

 




Create Date : 26 สิงหาคม 2555
Last Update : 26 สิงหาคม 2555 18:13:48 น.
Counter : 798 Pageviews.

0 comment
First time to school...(28/5/12)
และแล้วก็ได้เวลาที่หนูมิสาของเราจะไปโรงเรียนแล้วค่ะ
กิ๊กกับพี่หยี่เลือกรร.แนวทางเลือกให้กับมิสา
เพราะบ้านเราเป็นแนวไม่เน้นวิชาการค่ะ
3 วันแรกของการไปเรียน เค้าให้แม่ไปอยู่ด้วยค่ะ แล้วก็เลิกเรียนแค่เที่ยง
มิสาไม่ถึงกับสนุกสนาน แต่ก็ไม่ร้องไห้เลย
กิ๊กคิดว่า เค้าคงยังงงๆอยู่ เพราะในห้องมีทั้งครู ทั้งเพื่อน และพ่อแม่เพื่อน เต็มห้องไปหมด
มิสาก็เลยยังไม่รู้สึกอะไร 555
แต่นับจากวันที่ 4 เป็นต้นไป ที่ต้องอยู่คนเดียว
นี่ล่ะค่ะ ของจริง !!
มาดูกันดีกว่า ว่ามิสาเป็นยังไงบ้าง อิอิ



++ Ready for school !! ++





31/5/12 วันที่ 1 (ที่ต้องอยู่คนเดียว ไม่มีแม่อยู่ด้วย)

วันนี้มารร.แบบไม่รู้ตัวว่าแม่จะไม่อยู่ด้วย เลยแฮปปี้อยู่
เดินเข้ารร.เองได้...ตอนส่งถึงมือครู มิสาทำหน้ามึนๆ ยังไม่ร้องไห้
แต่พอหันไปหันมา ทำไมแม่ไม่เข้ามาด้วยหว่า...ก็ร้องสิครับ..แล้วครูก็รีบอุ้มไปเลย 555
พอซัก 9 โมง แม่ไปแอบดู เห็นมิสาหยุดร้องแล้ว เปลี่ยนชุดแล้วด้วย
คุณครูจูงมือมิสา ออกมาเล่นทรายด้านนอก
เหมือนเป็นนิมิตรหมายอันดี หยุดร้องไห้เร็วกว่าที่คิด
แอบงงว่า ทำไมเปลี่ยนชุด สงสัยจะฉี่ราด เพราะไม่กล้าบอกครู..
ตอนมารับกลับ คุณครูรายงานว่า
“น้องร้องไห้ตอนเช้า แต่น้องโอเคนะคะ ให้ทำอะไรก็ทำค่ะ แต่มีร้องบ้างเป็นพักๆ”
ฟังแล้วเหมือนโอเคมากๆๆๆ สำหรับเด็กติดแม่แบบสุดๆอย่างมิสา
ไม่ร้องทั้งวัน ก็บุญแล้ว 555
แต่พอกลับมาบ้าน เอ๊ะ! ทำไมชุดนร.ที่คุณครูใส่ถุงกลับมาให้มันเปียกๆ
ลูกจ้างที่บ้านบอกว่า มันมีคราบผักด้วยค่ะ สงสัยมิสาจะอ๊วก !!
แม่เจ้า ...เป็นไงล่ะ ร้องไห้จนอ๊วก 555




++ 3 วันแรกแม่มาด้วยคร่า++




1/6/12 วันที่ 2

วันนี้นั่งรถมาโดยดี ไม่มีอาการอะไร
แต่พอถึงกลางทาง เหมือนนึกขึ้นได้ บอกว่า “ไม่อยากไปรร.”
พ่อกับแม่ หัวเราะก๊ากเลย 555
เพราะมิสาเก็บอาการมาตลอด แต่สุดท้าย ก็ไม่อยากมารร.อยู่ดี
พ่อต้องอุ้มเดินมาหน้ารร. ส่งให้คุณครู ก็ร้องทันที
คุณครูเคยบอกว่า วันนี้จะอาการหนักกว่าเมื่อวาน เพราะเด็กเริ่มรู้ตัวแล้วค่ะ 555
แม่ก็เลยทำใจไว้เต็มที่ ร้องทั้งวันมั้ยเนี่ย....
ตอนมารับ คุณครูรายงานว่า
“น้องร้องตอนเช้านิดหน่อยค่ะ แต่ว่าตอนนี้ (ณ เวลาที่รายงาน 11.30 น.) น้องก็ยังร้องอยู่ค่ะ”
555 แม่ๆฮากันครืน
“อ้อ ! น้องอึราดด้วยนะคะ”
กรี๊ด !! ทำไมๆๆๆๆ มิสาบอก อึ ฉี่ได้ 100% แล้วนะ ทำไมยังอึราด
“แล้วพอน้องอึราด ก็เหมือนเค้าจะเสีย self น่ะค่ะ น้องก็เลยร้องไห้”
กลับมาบ้าน เลยถามมิสาว่า มิสาอึราดเหรอคะ ทำไมล่ะคะ
ก็ได้คำตอบว่า มิสาไม่กล้าบอกครู
แม่เลยบอกมิสาว่า ถ้าปวดอึ ต้องบอกคุณครูนะคะ ไม่งั้นจะอึราดนะ
“ไม่บอกครู จะอึราด”...
อืมม...เธอมีแนวทางชัดเจนนะคะ




++ สู้ตายค่ะ !! ++




5/6/12 วันที่ 3

วันนี้มาเรียน หลังจากหยุดยาว 4 วัน (วันหยุด 3 วัน หยุดเพราะเป็นหวัด 1 วัน)
และจะเป็นวันที่เรียนเต็มวันวันแรก ต้องนอนกลางวันที่รร.ด้วย
คุณครูเตือนว่า วันนี้จะอาการหนักที่สุดค่ะ เพราะว่าเด็กเพิ่งหยุดยาวมา
ตอนไปส่ง เริ่มมีอาการ ไม่อยากมารร.
นั่งมาในรถ พอนึกได้ ก็ร้อง มีการออดอ้อน “ไม่อยากไปรร.”
พอถึงหน้ารร. พ่ออุ้มส่งให้ครู ก็ร้องทันที 555
แม่มันคิดในใจ...วันแรก ร้องไห้จนอ๊วก วันที่ 2 ก็อึราด วันที่ 3 จะเป็นไงอีก(ฟระ)เนี่ย -__-‘
ตอนมารับ คุณครูรายงาน
“วันนี้มิสาร้องนิดเดียวตอนเช้าค่ะ ทำกิจกรรมต่างๆได้ กินข้าวเองได้
ส่วนเรื่อง นอน ตอนแรกน้องไม่ยอมนอนค่ะ
ต้องเอาหมอนไปกอดๆ แล้วก็หลับเองได้ค่ะ ประมาณว่า
ชั้นนอนเองได้ ไม่ต้องยุ่งกะชั้นค่ะ 555“
เย้ๆๆๆๆ แค่นี้ก็ดีใจแล้วอ่ะ 555 เพราะมิสามีพัฒนาการดีขึ้น
ซึ่งเราก็ไม่คิดว่ามันจะดีขึ้นได้เร็วขนาดนี้
เริ่มมีความเชื่อมั่นในตัวลูก คิดว่าลูกเราต้องทำได้ๆๆๆๆ




++ บรรยากาศ 3 วันแรก ++




6/6/12 วันที่ 4

วันนี้งอแงมากที่สุด เริ่มตั้งแต่จะไม่ยอมใส่ชุดนร. 555
นั่งรถไป ก็ร้องเป็นพักๆ หาเรื่องจะกลับบ้าน ไม่อยากไปรร. ฯลฯ
พอเอาลงจากรถก็ร้องไห้ ต้องอุ้มตลอด
อาการหนักจริง อะไรจริง !!
จนกระทั่งส่งถึงมือครู...เธอเงียบ !!
(ประมาณว่า คงทำอะไรไม่ได้แล้ว 555)
รออยู่จน 8.30 โมง แม่ๆชวนไปดูเด็กๆเข้าแถว ซึ่งปรากฏว่า
ห้องมิสา ไปกันยกห้อง นั่นแสดงว่า เด็กหยุดร้องกันแล้ว
(เพราะถ้าร้อง คุณครูจะไม่ให้ไปเข้าแถว)
เลยค่อยเบาใจ เพราะกลัวว่ามิสาจะร้องไห้เยอะมากกก ...
...ก็อาการตอนเช้า มันออกมากซะขนาดนั้นอ่ะ
แต่อีกใจ ก็มั่นใจในตัวลูกนะ คิดว่า วันนี้เค้าต้องทำได้
(คิดว่า อาจจะร้องเยอะแค่ตอนเช้า แต่จากนั้น ก็ไม่ร้องและทำกิจกรรมต่อไปได้)
ตอนมารับ คุณครูรายงาน
“วันนี้มิสาทำกิจกรรมได้หมดค่ะ ทานข้าวเอง ทานได้เยอะด้วยค่ะ
ทานของว่างก็เยอะ ทานนมหมด ร้องเพลง ลั๊นลามากค่ะ
วันนี้โอเคเลยค่ะ ร้องเพลงเสียงดังเชียวค่ะคุณแม่”
แม่รีบถามครู “แล้วตอนเช้าร้องไห้เยอะมั้ยคะ”
“วันนี้ร้องนิดเดียวจริงๆค่ะคุณแม่ นิดเดียวเอง”
โอ้ววว ! ดีใจๆๆๆๆๆๆ ไม่คิดว่า จะได้ยินคำว่า มิสาลั๊นลาจากคุณครูได้ 555
แสดงว่า แม่คิดไม่ผิดที่มั่นใจในตัวลูกใช่มั้ย




++ วันนี้ใส่ชุดพละค่ะ ++




แม่รู้ว่า มิสาต้องปรับตัวได้ ลูกต้องเรียนรู้ได้
ถึงแม้ว่า มิสาจะเริ่มต้นไม่เหมือนเด็กคนอื่น
มิสาไม่ยอมให้ใครจับตัว ไม่ยอมให้ใครอุ้ม มิสาไม่พูดกันคนที่ไม่คุ้นเคย
มิสาไม่เคยอยู่กับใครที่ไม่ใช่แม่ แม่ปล่อยมิสากับคนอื่นไม่ได้เลย
มิสาอยู่ได้แค่ พ่อ ยาย และพี่ขวัญ แค่ 4 คนเท่านั้นจริงๆ นอกนั้นอยู่ได้ 5 นาที ก็ร้องหาแม่แล้ว
แม่คิดตลอดนะว่า มิสาจะไปรร.ได้ยังไง มิสาไม่เคยอยู่กับคนอื่น
แม่ลองเอาไปอยู่เนิร์สอย่าง kido ขนาดมิสาคุ้นกับครูแล้ว แม่หนีไปเข้าห้องน้ำ 5 นาที
มิสาร้องไห้ไม่หยุด และก็กลายเป็นจำฝังใจ ไม่ยอมไปคิโด้อีกเลย
ขนาดฝากมิสาไว้กับญาติๆคนอื่น ที่คุ้นแล้วนะ แต่ก็ได้ไม่เกินชม. พอหาแม่ไม่เจอก็ร้องแล้ว
แม่เลยนึกไม่ออกจริงๆว่า มิสาจะไปรร.ได้ยังไง
แม่ถึงกับนั่งร้องไห้ เพราะคิดว่า ลูกเราทำไม่ได้หรอก ยังไงก็คงอยู่ไม่ได้ ร้องไห้เป็นเดือน เป็นเทอมแน่ๆ


แต่แม่ก็ต้องทำ...
ใจนึง อยากให้รอไปก่อน ซัก 3 ขวบค่อยมาใหม่ดีมั้ย
ขอให้โตกว่านี้หน่อย พอปรับตัวอยู่กับคนอื่นได้บ้าง
อยากลองไปคุยกับครู
แต่อีกใจ ก็คิดว่า อย่างมิสา ต่อให้ 3 ขวบ ก็คงร้องอยู่ดี
เพราะนิสัยมิสาเป็นแบบนี้เองมาตั้งแต่เด็ก


แต่ตอนนี้ แม่ก็รู้แล้วว่า แม่คิดผิด ...แม่ควรจะเชื่อมั่นในตัวลูกของแม่มากกว่านี้
เพราะมิสาจะต้องทำได้ มิสาต้องปรับตัวได้



แค่วันนี้ มิสากลับบ้านมาพร้อมกับผมเปียทรงใหม่
แม่ก็แน่ใจว่า ลูกแม่ดีขึ้นแน่ๆ เพราะการที่ให้คุณครูนั่งถักผมเปียให้ ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
เพราะมิสาไม่เคยให้ใครจับตัว ไม่นั่งกับใครนานๆ....


แต่มีอีกปัญหาที่ยังคงอยู่ คือ คุณครูบอกว่า “น้องยังขับถ่ายโดยไม่บอกคุณครูนะคะ”
นั่นหมายความว่า มิสายังอึราดอยู่ค่ะ ..
เพราะมิสาเค้าไม่พูดกับคนที่ไม่คุ้นค่ะ
การที่ให้เค้าเดินไปบอกคุณครูว่า ปวดอึ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก (สำหรับมิสา)
เธอเลยยังยึดมั่นในอุดมการณ์ “มิสาจะอึราด” ค่ะ
ก็คงต้องฝึกกันต่อไป...

มิสาขา...ตอนนี้ แม่เชื่อแล้วว่า ลูกแม่ต้องทำได้
แม่จะเป็นกำลังใจให้มิสานะคะ
แม่เชื่อว่า วันนึง มิสาจะเป็นเด็กรักรร.และชอบมารร.ค่ะ



ปล. ขอบันทึกไว้หน่อย เรื่องการป่วยของมิสา เพราะจริงๆมิสาเป็นเด็กแข็งแรงค่ะ จากครั้งหลังสุดที่ป่วยเมื่อม.ค. 55 มิสาก็ไม่เคยป่วยอีกเลย ขนาดไปเที่ยวทั้งสิงคโปร์ ทั้งยุโรป เจอหิมะ เจอฝน ก็ไม่เป็นอะไรเลยค่ะ....แต่พอไปรร.ได้ 5 วัน พอวันเสาร์ มิสาก็มีน้ำมูกเลยค่ะ 555 กิ๊กเลยรีบพาไปหาหมอค่ะ เพราะไม่อยากให้เป็นมากกว่านี้ ไม่อยากให้หยุดรร. เพราะช่วงแรกๆที่ไปรร. คุณครูไม่อยากให้หยุดบ่อยค่ะ เพราะเด็กจะได้ปรับตัวได้ แต่สุดท้าย ก็เลยให้มิสาหยุดวันอังคารเพิ่มอีก 1 วัน (อาทิตย์นั้นเป็นวันหยุดวิสาขฯ ซึ่งหยุดชดเชยวันจันทร์อยู่แล้วค่ะ) และเริ่มไปรร.ในวันพุธที่ 6 ค่ะ






Create Date : 28 กรกฎาคม 2555
Last Update : 26 สิงหาคม 2555 17:30:10 น.
Counter : 1003 Pageviews.

2 comment
1  2  

Beauty & Bambi
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]



นิยามตัวเองได้ว่า เป็นคนชอบ เที่ยว กิน ช๊อป ค่ะ...แต่ตอนนี้มีเจ้าตัวน้อยแล้วค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้อัพเรื่องเที่ยวบ่อยๆ เพราะลูกยังเล็กอยู่...ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็จะอัพเรื่องลูกซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ^_^

*** เราไม่ค่อยได้เข้ามาเช็คที่ blog เท่าไร่ ถ้าเพื่อนๆอ่านแล้วมีคำถาม รบกวนถามมาทางหลังไมค์ หรือ อีเมลล์เลยนะคะ (ดูอีเมลล์จาก profile ได้ค่ะ) เรายินดีตอบทันทีค่ะ แต่ถ้ามาทิ้งคำถามไว้ที่ blog มันอาจจะนานกว่าเราจะมาอ่านเจออ่ะค่ะ ***
New Comments