ทริปรวมรุ่นจากเหลนสู่ทวด @ วีรันดา หัวหิน (21-23/8/09)
เนื่องจากต้นปี กิ๊กไปซื้อ voucher ของ วีรันดา เชียงใหม่เอาไว้
หมายหมั้นปั้นมือมากๆ หลังจากที่ดูรีวิวของคุณเอ๋ (aeandpop) ด้วย
และของคุณชานไม้ ในพันทิพด้วย


โดย voucher ที่ซื้อเนี่ย จองเป็นห้อง pool villa เอาไว้เลย 2 คืน
เพราะชอบห้อง pool villa ที่นี่มากๆ
(pool ที่นี่ ตอนกลางคืน เปิดไฟ จะสวยมากๆอ่ะ)


ยืมรูปคุณชานไม้ มาให้ดูละกันนะคะ









แล้วก็จองจะไปช่วงหยุดยาวอาสาฬหฯ
(หยุดยาว 5 วัน กะขับรถขึ้นเหนือกันแบบ chill chill เลยทีเดียว)
แต่ปรากฏว่า ท้อง
แล้วมันยังอยู่ในช่วง 3 เดือนอันตราย
ก็เลยเลื่อนออกไป ก็เลยจองไว้กลางสิงหาแทน
ซึ่งเป็นช่วง 4 เดือน ถือเป็นระยะปลอดภัยแล้ว
ก็จองตั๋วเครื่องบินเสร็จสรรพ ล๊อกวันเรียบร้อย

วาดฝันไว้สวยงาม จะไปนอนเล่น แช่น้ำให้สบายใจซะหน่อย


พี่หยี่ดันบอกว่า ช่วงที่จะไป “งานเข้า” พอดี ไปไม่ได้แน่ๆ


เวรแล้วคับ
น้ำตาจะไหล
ซึมไป 2 วันได้



หลังจากนั้น ก็คิดได้ .. ยังไงก็จะไป
เพราะถ้าไม่ไปช่วงนี้ ก็ไม่รู้จะไปช่วงไหนแล้ว
Voucher ที่พักที่ซื้อจากงานท่องเที่ยว ก็ยังเหลืออีกหลายใบ
มีเวลาเที่ยวแค่ 3 เดือน (เพราะ voucher หมดอายุด้วย
และเพราะเดี๋ยวท้อง 7 เดือนก็ไปไม่ได้แล้วด้วย)
เลยกะจะพาคุณแม่กะน้องสาวไปแทน


ก็ให้คุณแม่จัดการแลกไมล์ 1 แถม 1 (15000 ได้ 2 ที่)เลย
ได้ไปกัน 2 คน ประหยัดดี อิอิ
คุณแม่ก็บอกเพื่อนที่เชียงใหม่ ให้มารับ มาพาไปเที่ยวนัดแนะกันเรียบร้อย


กลับมาวาดฝันเต็มที่ตามเคย
Family ทริป หนุกหนาน
แล้วก็จะได้พาแม่กะกลอย พักที่พักสวยๆหรูๆกับเค้าบ้าง อิอิ
(ปกติหรูแต่กะพี่หยี่ 555)


ปรากฏ ก่อนวันเดินทางซัก 2 อาทิตย์ได้
เป็นช่วงไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดหนักมากมายยย
พอญาติๆ หรือใครๆได้ยินว่าเราจะไปเชียงใหม่
ทุกคนต่างก็ทักกันหมดว่าจะไปเหรอ


กิ๊กก็เถียงว่าอายุครรภ์ 4 เดือน ปลอดภัยแล้ว เดินทางได้
เพราะนึกว่าเค้าพูดถึงว่าเราท้อง


แต่จริงๆไม่ใช่
ทุกคนเป็นห่วง เพราะไข้หวัดมันระบาดต่างหาก


ดื้อดึงอยู่ซักพัก
ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดลง
เนื่องจาก คุณอาโทรมาบอกว่า
“นี่ไม่ได้ขู่นะ แต่เค้าบอกว่า สนามบินอ่ะ เป็นแหล่งที่คนติดไข้หวัดใหญ่มากที่สุด”


มีการบอกว่า “อาไม่ได้ขู่นะ แต่ให้ข้อมูลเฉยๆ”
เหอ เหอ
จริง ไม่จริง ไม่รู้อ่ะ


รู้แต่ว่า อึ้งๆๆๆๆ
นั่งคิดวนไปวนมาอยู่หลายรอบ
เอาไงดีฟระ...ก็ใส่หน้ากากเอาก็ได้ ป้องกันดีๆ
คือ คิดไปสารพัด


แล้วสุดท้าย ก็มาจบลงที่
คิดถึง “เจ้าตัวน้อยๆ” ที่อยู่ในพุง


น้ำตามันก็จะไหลอ่ะ
แค่คิดว่าเค้า “อาจจะ”เป็นอะไรไป
คือ แค่มีความเสี่ยง มันก็แย่แล้วอ่ะ
“ลูก” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้


สุดท้าย ก็เลยยกเลิกทริปไปเชียงใหม่ วันนั้นเลยค่ะ เหอ เหอ
กิ๊กถึงกับบอกพี่หยี่ว่า เป็นการเสียสละสูงสุดในชีวิต 555
(คนชอบเที่ยวจะเข้าใจดี ว่าแปลว่าไร แล้วที่ veranda เชียงใหม่ก็เป็นอะไรที่กิ๊กอยากไปมากกๆๆๆ)


แต่แม้จะอดไปเชียงใหม่ ก็ยังไม่ได้เสียเงินฟรีซะทีเดียว
เพราะ voucher ของวีรันดา เค้าให้ใช้ได้ทั้งที่เชียงใหม่ และหัวหินค่ะ


กิ๊กก็เลยเปลี่ยนแผนไปหัวหินแทน
ทั้งๆที่เริ่มเบื่อๆหัวหินแล้วล่ะ
(ก็ voucher อ่ะ มีทังอัสรา แล้วก็ Alila อ่ะ คิดดู)


แต่ก็ดีกว่าเสียเงินฟรี
ซึ่ง voucher ที่กิ๊กซื้อไว้
ถ้าเอาไปใช้ที่หัวหิน จะได้เป็น 2 bedroom pool villa เลยล่ะค่ะ


ก็เลยคิดว่า จะชวนใครไปอีกดี เพราะมันก็แค่เรา 3 คนเท่านั้นเอง
แล้วก็นึกได้ว่า คุณตากิ๊ก เคยบอกว่า อยากไปหัวหิน
ไม่รอช้า ก็เมลล์ไปคุยกับคุณน้า ซึ่งอาสาขับรถให้
ก็เป็นอันเรียบร้อย
จัดการจองห้องพักที่หัวหินไว้ 2 คืน


วันที่กิ๊กไปเยี่ยมคุณตาที่บ้าน
ก็เลยบอกคุณตาว่า จะพาไปหัวหินนะ
คุณตาดีใจมากกบอกว่า


“ตาไม่ได้ไปหัวหินนานแล้ว ตั้งกะยายแกเสีย”
(คุณยายกิ๊กเสียไปเมื่อ 10 ปีก่อนค่ะ)


กิ๊กนะ รู้สึกอึ้งไปเลยอ่ะ
มันบอกไม่ถูก รู้แต่ว่า คิดถูกแล้ว ที่จะพาคุณตาไปหัวหินครั้งนี้
ไอ้เรื่อง pool villa เชียงใหม่อะไร
หายไปจากความคิดหมดเลยค่ะ
รู้สึกดีใจที่เราเลือกจะพาคุณตาไปเที่ยว


เราเองอ่ะ จะไปเมือ่ไร่ก็ได้
แต่คุณตากิ๊ก อายุตั้ง 90 ปีแล้วอ่ะ
อยากพาท่านไปเที่ยว อยากทำให้ท่านมีความสุขก่อนท่านจะเป็นอะไรไปซะก่อน


วันที่ไปหัวหิน
เด็กที่เฝ้าคุณตาเล่าว่า คุณตานั่งดูปฎิทินทุกวัน
นับวันว่า วันไหนจะได้ไปหัวหิน


แล้วพอวันเดินทาง ก็ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวแต่เช้า


อืมม...มันตื้นตันมากเลยอ่ะค่ะ


สรุป ก็คือ ที่ตั้งใจเขียนเรื่องนี้
ก็เพราะอยากให้เพื่อนๆ นึกถึงคนข้างหลังเราบ้าง
ปู่ย่า ตายาย คุณพ่อ คุณแม่ ของเรา
บางที เราอาจจะหลงลืมท่านไปแล้ว
สนใจแต่ตัวเรา ครอบครัวเล็กๆของเรา


แต่หลงลืมไปว่า คนแก่ๆบางทีก็อยากไปเที่ยว อยากทำนู่นนี่เหมือนกัน

และนี่ก็เป็นที่มา ของทริปรวมรุ่นฯครั้งนี้ค่ะ

รูปห้องพัก ขอแยกไปไว้อีกไดเลยละกันนะคะ

ไดนี้ เอารูป ครอบครัวสุขสันต์ จากเหลน สู่ ทวดมาฝากก่อนน๊าาา


วันแรกไปถึงรีสอร์ทบ่ายๆ ก็ยังไม่ได้ไปไหนกัน
พาคุณตาไปเดินเล่นริมทะเล
แล้วก็...ถ่ายรูป 555





เผยโฉม (พุง) อายุครรภ์เกือบๆ 20 สัปดาห์ หรือ 5 เดือนนั่นเอง




วันที่ 2 พาคุณตาไปเที่ยว สถานีรถไฟหัวหิน ค่ะ
ตอนแรกคุณตาบอก ไม่ลงๆ ขับผ่านก็พอ
แต่พอลงไปเดินเท่านั้นแหละ
คุณตา request ขอถ่ายรูปกับ รถไฟ ใหญ่เลยอ่ะ 555









ข้อดีของการมาหัวหินอีกอย่าง ก็คือ
พี่หยี่สามารถขับรถตามมาได้ตอนวันเสาร์ค่ะ
ถ้าไปเชียงใหม่ พี่หยี่อดแจม
แต่แค่หัวหิน พี่หยี่ขับมาได้ใกล้ๆ 2 ชม.เอง
บ่ายโมง พี่หยี่ก็ซิ่งมาเจอกันที่สถานีรถไฟ ได้ถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก




รูปนี้ ถือเป็น “ครั้งนึงในชีวิตค่ะ"
ครั้งนึงเรื่องอะไร ทายกันเอง ขำๆ อิอิ




วันกลับ เราพาคุณตาไปเที่ยว พระราชนิเวศน์มฤคทายวัณค่ะ




คุณตาดูตื่นเต้นนะ
ขอบันทึกบนสนทนาของตากะหลานส่งท้ายไดหน้านี้ไว้หน่อยนะ
(คนอื่นเค้ามีแต่ บทสนทนากับลูกๆ ของกิ๊ก ขอกับคุณตาหน่อยนะ อิอิ)


กิ๊ก : คุณตาไม่ได้มานานรึยัง
คุณตา : นานแล้ว เป็นสิบปี
กิ๊ก : ตอนนั้นมากับใครบ้าง
คุณตา : มากัน 3 คน กับยายแก กะแม่แก
กิ๊ก : แล้วน้าๆล่ะ ไม่ได้มาเหรอ (กิ๊กมีน้า 3 คน)
คุณตา : คนอื่นยังไม่เกิดเลย ตอนนั้นแม่แกเพิ่ง 2 ขวบ
กิ๊ก : อึ้งสิคับ แม่กิ๊กอายุ 62 แล้วนะคะ นั่นหมายถึง 60 ปีที่แล้วนะคะ

คุณตาบอก เป็นสิบๆปี กิ๊กก็ไม่คิดว่ามันจะ ขนาด “ 60 ปี” อ่ะ 555


ขำดี
บางที คนแก่ก็เหมือนเด็กๆนะ
คุณตา : ตอนนั้นยายแกท้องน้าแต๊วอยู่ ส่วนแม่แกอ่ะ 2 ขวบ


ฟังแล้วดูอมตะดีจังอ่ะ เหอ เหอ
คือ เป็นอะไรที่นานมากแล้ว
ไม่คิดว่าคุณตาจะจำได้ว่า คุณยายท้องอยู่ด้วยอ่ะ



พี่หยี่เลยหันมาบอกกะกิ๊กว่า


พี่จะเอาไว้เล่าให้หลานฟังบ้าง
ว่า ตามานี่ ตอนยายแกท้องแม่แกอยู่ 555


กิ๊กเลยถามกลับว่า


หลานเรา มันจะพาเรามามั้ยอ่ะพี่ 555


ว่าแล้ว ต้องถ่ายรูปเป็นหลักฐาน กันลืม
ว่าครั้งนึง ตายาย(ท้อง)คู่นึง เคยมาที่นี่





สิงหาคม 2552 @ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัณ





Create Date : 14 กันยายน 2552
Last Update : 15 กันยายน 2552 7:05:25 น.
Counter : 1772 Pageviews.

2 comment
ในอ้อมกอดแห่งขุนเขา.." in summer " @ บ้านอ้อมกอดขุนเขา, สวนผึ้ง
ทริปนี้ถือเป็นปุ๊บปั๊บทริปของเราอีกทริปเลยทีเดียวค่ะ เนื่องจากมีเหตุให้ต้องไปสวนผึ้ง พอรู้ว่าจะได้ไปค้าง 1 คืน ก็นึกถึง บ้านอ้อมกอดขุนเขา ขึ้นมาทันที เพราะเป็นที่พักที่อยากไปมากกก (รองจาก Scenery ซึ่งก็เคยไปแล้ว) ตอนโทรไปจอง ปรากฏ เค้าบอกว่า เหลือหลังเดียว คือ บ้านพวงคราม ซึ่งเป็นสีม่วง ซึ่งเราไม่ค่อยชอบเท่าไร่นัก เพราะเป็นสีแม่ม่าย 555 (คิดได้ไงไม่รู้)

แต่พอไปถึง ได้รับกุญแจ แล้วเปิดประตูบ้านเข้าไป...ผิดคาดแฮะ...รู้สึกชอบจังเลย..ห้องตกแต่งสวยมากๆ ถึงจะเป็นสีม่วง แต่ก็ดู ว๊าน หวาน อ่ะ..กลายเป็นชอบไปเลย...รีวิวที่พัก ดูได้จาก กรุ๊ปบล๊อค stay in my style นะจ๊ะ

เนื่องจากช่วงที่ไป (กลางเดือนมีนา) เป็นหน้าร้อนพอดี ก็ยังคิดๆว่า เอ จะเป็นยังไงบ้าง เพราะไม่เคยไปสวนผึ้งช่วงหน้าร้อน เคยไปแต่ตอนปลายฝนต้นหนาว ไม่ก็ไปหน้าหนาวไปเลย อากาศดีมากๆ ได้แต่คิดว่า ไปหน้าร้อน มันคงดูแห้งแล้งพิกล...อ่านเจอในพันทิพ เค้าบอกว่า ใครไปช่วงนี้ให้เตรียมครีมกันแดด + หมวก + แว่นตา ไว้ให้พร้อม เพราะ ร้อนมากๆๆ ...โอ้ว แม่เจ้า..

แต่เหมือนโชคจะเข้าข้าง (รึป่าว)...พอถึงวันเสาร์ทีเราไป ฟ้าครึ้มมาเลยคับ ตั้งกะออกเดินทางจากกรุงเทพ เราออกเดินทางตอนบ่ายๆ ไปถึงสวนผึ้ง 4 โมงเย็น...อากาศครึ้มเชียว ไม่มีแดดซักนิด..พนักงานที่รีสอร์ทบอกว่า ฝนเพิ่งตกไปตอนกลางวัน...เพราะงั้นอากาศก็เลยชื้นนิดๆ อุณหภูมิแค่ 24 องศาเอง ดีใจ๊ ดีใจ อิอิ Smiley อากาศกำลังดีแล้ว ขอแค่อย่าฝนตกก็พอ..

ว่าแล้ว ก็ถ่ายรูปเล่นในห้องก่อนดีก่า 555







ถ่ายรูปเสร็จ ก็ไปเดินเล่น ชมรีสอร์ท ห้องนู๊น ห้องนี้ ...ที่พัก คืนนี้เต็มหมดทุกห้องค่ะ...เราชอบบรรยากาศของที่นี่มากๆ มันดูน่ารัก มีเก้าอี้ มีชิงช้า ให้นั่งเล่น โรแมนติกเยอะแยะเลย 555

ตอนกลางคืนฝนตกค่ะ ตื่นเช้ามาอากาศก็เย็นๆ 21 องศาค่ะ...งงๆเลยเนอะ ว่า นี่ขนาดมาหน้าร้อนนะ ยังได้เจออากาศเย็นๆแบบนี้อีก..

ตอนเช้าเลยได้เดินเล่นถ่ายรูปกันอีกครั้ง...










check out จาก รร.ประมาณ 11 โมงกว่าค่ะ หลังจากนั้นก็ไปทำธุระ...ซึ่งเป็นธุระที่ต้องทำกลางแดด....ซึ่งพอซักเที่ยงนี่ แดดก็เริ่มมาแล้วค่ะ ยังคิดว่าดีนะเนี่ย เพราะตอนเรา enjoy อยู่ที่รึสอร์ท มันอากาศดี เย็นสบายมากๆ ถ้าเดินเล่นถ่ายรูป กลางแดดนี่ คงเหงื่อไหลไคลย้อยหน้าดู

ทำธุระเสร็จ ก็ไปทานข้าวกลางวันกันที่ Scenery resort ..ด้วยความที่ไม่ได้มาเป็นปี ถึงเพิ่งเห็นว่า ที่ดินว่างๆด้านหน้า ได้เปลี่ยนมาทำเป็นห้องอาหารแล้ว ชื่อ " Honey Scene" สวย น่านั่งมากๆ ได้เป็นน้องแกะเต็มไปหมด (สามารถให้อาหารน้องแกะได้ด้วยค่ะ แต่ต้องเสียตังค์นะ)







วิวจากที่นั่งเห็นน้องแกะเต็มไปหมด...เรารู้สึกว่า เค้าออกแบบได้ดีมากๆอ่ะค่ะ บรรยากาศดี ลมโกรก สบ๊าย สบาย...น่านอนจริงๆ 555



ทานเสร็จ ก็ได้เวลามุ่งหน้ากลับกรุงเทพค่ะ .... ระหว่างทางแวะ "บ้านหอมเทียน" ตอนแรก ตั้งใจแค่จะแวะไปกินกาแฟ แล้วก็ช๊อปปิ้งเทียนหอมซะหน่อย...










แต่ไปๆมาๆ เค้ามีสอนทำเทียนด้วย...




เลยได้ทำเทียนปะการังด้วยฝีมือตัวเอง(และคุณสามี) เป็นที่ระลึกมา 1 อัน... สีสันสดใสดีมั้ยคะ อิอิ




ไม่ได้กินกาแฟจากบ้านหอมเทียน เพราะเห็นซุ้มกาแฟด้านหน้า ดูร้อนๆไปหน่อย ก็เลยกลับดีกว่า ปรากฎเจอร้านกาแฟน่านั่ง ชื่อ Dao coffee ก็เลยแวะกินกาแฟแก้ง่วงซะหน่อย



หลังจากนั้น ก็ยิงยาวกลับกรุงเทพตอน 6 โมงเย็นพอดีค่ะ..สบายๆ
เป็นอันว่า business trip ที่สวนผึ้งนี่ จบลงอย่าง happy คือ ไอ้เรื่อง business จะจบดีรึป่าวไม่รู้ 555 แต่ว่า ได้พักบ้านอ้อมกอดที่พักในฝัน แล้วก็ยังมาเจอกับบรรยากาศ ชุ่มช่ำ เย็นสบาย ของสวนผึ้งในช่วงหน้าร้อนอีก ถือว่า ประสบความสำเร็จค่ะ 555

ทิ้งท้ายไว้ด้วยภาพนี้ดีกว่า อิอิ...ตั้งชื่อภาพไว้ว่า "เขิน" 555



แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าจ้า



Create Date : 23 มีนาคม 2552
Last Update : 30 มีนาคม 2552 17:19:02 น.
Counter : 1209 Pageviews.

4 comment
ทริปในฝัน สวรรค์ @ ศรีพันวา, ภูเก็ต (4 วัน 3 คืน)
เมื่อปลายเดือนพฤษจิกายน ได้มีโอกาสไปภูเก็ต และพักที่ศรีพันวามาค่ะ ซื้อ voucher ไว้ตั้งกะงานท่องเที่ยวเดือนเมษาได้มั๊ง แต่ก็เกิดเหตุตลอด เลยเลื่อนมาเรื่อยๆ จนมาจองไว้ครั้งสุดท้าย 28-30 พฤศจิกา หมายหมั้นเหลือเกินต้องไปให้ได้ จองที่พัก จองตั๋วเครื่องบิน air asia เรียบร้อย

ประมาณวันที่ 25 พ.ย. เราก็คุยกับสามีเรื่องที่จะไปศรีพันวา

คุณสามี : "หวังว่าคราวนี้คงไม่เกิดเหตุอะไรอีกนะ"
เรา : หัวเราะ เหอ เหอ "คงไม่มีไรอีกแล้วล่ะ"
แล้วเรา 2 คน ก็หัวเราะพร้อมกัน 5555

ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้น พันธมิตรยึดสนามบินคับท่านผู้อ่าน !!!
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...นี่ชั้นจะไม่ได้ไปจริงๆเหรอ(วะ)

เง้อออ...เอาน่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวเค้าก็คืน เค้าปิดไม่ได้นานหรอก เดี๋ยวก็ตกลงกันได้..

วันที่ 27 พ.ย. เหตุการณ์ยังไม่ดีขึ้น เริ่มแล้วคับ จะไปเช้าวันที่ 28 ทำไงดีเนี่ย สนามบินจะเปิดทันรึป่าว เราก็คุยกับสามี เตรียมทางออกอื่นๆไว้ เช่น ขับรถไป หรือ นั่งรถไฟ หรือ นั่งรถทัวร์ แต่ที่คิดกันไว้ คือ จะไม่ขอเลื่อนแล้วล่ะ ยังไงก็ต้องไป เหอ เหอ

สุดท้าย รีบกลับบ้านแต่หัววัน เพื่อเตรียมตัวไปขึ้นรถทัวร์ที่ขนส่งสายใต้ใหม่ ไม่สนแล้วว่าตกลง flight จะยกเลิกรึป่าว เพราะรอไม่ไหว เกิดรอถึงเช้า แล้วเพิ่งประกาศ flight cancel กว่าจะนั่งรถทัวร์ไปอีก ก็คงไปถึงภูเก็ตเย็นๆ ไม่ไหวแน่ เสียเวลา enjoy ที่พักสวยๆหมด 555

เราเองไม่เคยมาขึ้นรถที่สายใต้ใหม่เลย (เคยไปแต่ที่เก่า) พอมาถึง ตื่นตาตื่นใจมากก มันใหญ่ดี มี counter เป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นพลาซ่าใหญ่ๆด้วย มีของขาย ร้านอาหารเยอะแยะ



พอไปถึงปรากฏรถ VIP เต็มหมด เลยต้องนั่งรถ ป.1 แทน ไอ้เราก็ไม่รู้หรอกว่า ป.1 เป็นไง ขอให้มีแอร์พอ ก็ไม่มีทางเลือกนิ...แต่ข้อดีคือ ประหยัดลงตั้งเยอะแน่ะ คนละ 600 กว่าบาทเอง อิอิ...กลับมาโดนเพื่อนแซว แหม พักที่พักซะหรู แต่นั่ง ป.1 แหะ แหะ


+~*~*~*~*~*~*~*~+



เช้าวันที่ 28 ธันวา 2008 ถึงภูเก็ตโดยสวัสดิภาพคร๊าบบ...หลังจากรับรถแล้ว ก็ขับรถเล่นไปเรื่อย เจอร้านเบเกอรี่ร้านนึงข้างทาง ดูน่ากินดี เพราะเห็นฝรั่งตึมเลย ก็เลยแวะเติมพลังซะหน่อย



ไปถึงก็มีฝรั่งออกมาทักทาย คาดว่าคงเป็นเจ้าของร้าน...มิน่าลูกค้ามีแต่ฝรั่งทั้งนั้นเลย...เราสั่ง ครัวซองช๊อคโกแลต กะน้ำส้ม ส่วนของคุณสา แค่กาแฟร้อนแก้วเดียว



ก็ขับรถเล่น เรื่อยๆ เปื่อยๆ ไปเดินเล่นดูหาดป่าตอง แต่ก็ไม่มีไรมาก ภูเก็ตดูเงียบเหงาไปถนัด คงเพราะปิดสนามบินด้วย

ว่าแล้ว ก็เลยไปเดินเล่น จังซีลอน ดีกว่า เคยมาทีนึง เมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่เสร็จดี ปีนี้น่าจะเสร็จสมบูรณ์หมดแล้ว





ช่วงนี้เค้าจัดตกแต่ง เตรียมสำหรับคริสต์มาส ก็ดีเหมือนกัน ดูสดใส สวยดีค่ะ




เดินเล่น กินข้าวกลางวัน (เบอร์เกอร์คิง สิ้นคิดที่สุด 555) เสร็จแล้ว ก็เตรียมตัว check in เข้าที่พักกันค่ะ ต้องไปแบบตรงเวลานะ จะได้ enjoy เต็มที่ 555

พอไปถึง ก็ถ่ายรูปเล่นกันสนุกสนานมาก (รีวิวที่พัก อยู่กรุ๊ป stay in my style นะคะ) ลงรูปเลยละกันนะ...ก็แหม ที่พักเค้าสวยจริงๆนะ วิวก็สวย อากาศกะลังดี ไม่มีแดด แต่ก็ไม่มีฝนนะ ลมเย็นๆ กะลังสบาย นางแบบ นายแบบเลยถ่ายรูปมันส์ไปเรยย












เห็นมั้ยล่ะว่าถ่ายรูปมันส์จริงๆ....เย็นนี้ ก็เลยดินเนอร์กันที่รีสอร์ทเลย ห้องอาหาร Baba (ดูรีวิวอาหารในรีวิวที่พักเช่นกันค่ะ) จากนั้น ก็หลับปุ๊ย เนื่องจาก เมื่อคืน นอนบนรถทัวร์ ไม่ได้หลับเลยคับพี่น้อง 555

+~*~*~*~*~*~*~+


วันที่ 2 วันนี้เรามี half day tour ไปเกาะใกล้ๆ ซึ่งเป็นทัวร์ที่แถมมากับแพคเกจค่ะ ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะเค้าบอกว่าเป็นเรือหางยาว เราก็เลยเตรียมหมวก เตรียมผ้าเช็ดตัว กันแดด กันไปอย่างดี กลัวร้อนอ่ะ แต่ขอโทษเรือหางยาวของศรีพันวาไฮโซกว่าที่คิดค่ะ



เห็นมะ...มีที่บังแดดด้วยนะคะ...พอขึ้นเรือ ก็เห็นอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อม..มีกระติกน้ำแข็ง ใส่น้ำเย็นเฉียบ ทั้งน้ำเปล่า ทั้งโค้ก + ถุงกันน้ำ + ผ้าเช็ดตัว + หน้ากากดำน้ำ .. คือ เรียกว่า ไปแต่ตัวได้เลยอ่ะค่ะ (แต่ขอโทษ ดิชั้นเตรียมพร้อมไปอย่างดี บ้าหอบฟางไปแล้วง่ะ)



และที่เราไปคราวนี้ ก็ให้ความรู้สึก exclusive มาก เพราะทั้งลำมีแค่ 2 คน กับพนักงานที่เป็นทั้งนายเรือ และเป็นไกด์ไปด้วย วันที่ไป แดดดีมากก (ตอนแรกกลัวฝนตก) แต่ขอโทษลมแรงมากเหมือนกัน เลยไม่ได้ไปครบ 3 เกาะตามโปรแกรม เพราะเรือเล็กจะเข้าฝั่งไม่ได้ค่ะ

เกาะแรกเป็นเกาะส่วนตัว ไม่มีคนเลย เราเลยขอแวะลงไปเดินเล่น ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย เพราะคงไม่มีโอกาสได้มา ถ้าไม่ได้นั่งเรือมาแบบนี้ (ส่วนเกาะอื่น มันเป็นเกาะสาธารณะเลยอาจจะหาโอกาสมาเองได้) ที่เกาะนี้ น้ำทะเลใสมากกก แต่เสียดายมันไม่มีคนดูแล ชายหาดเลยเต็มไปด้วยใบไม้



คุณสามี เป็นตากล้องดีวีดีไปด้วย งานนี้เลยทั้งรูป ทั้งดีวีดี ถ่ายกันใหญ่..บ้าไปแร้ววว



รูปนี้ เห็นมั้ยคะว่าลมแรงจริงๆ คลื่นสูงมากอ่ะ เรืองี้ ลอยเชียว..เห็นหยั่งงี้ หนาวเลย..แล้ว เอ๊ ชั้นจะกลับฝั่งได้มั้ย(วะ)เนี่ย



พักผ่อน หย่อนใจที่เกาะนี้กันพอสมควร ก็ออกเดินทางไปเกาะอื่นต่อค่ะ แต่ส่วนมาก ก็จะแค่ขับเรือผ่าน แล้วเราก็ sight seeing เอา เพราะเข้าฝั่งไป ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร (นอกจากถ่ายรูป 55) จนกระทั่งมาถึงจุดดำน้ำ....ซึ่งเราเองเนี่ย ไม่ได้คิดว่าจะได้ดำน้ำด้วย เพราะนึกว่าพาทัวร์เกาะ เล่นน้ำชายหาดเฉย...พอมีบริการนี้ด้วย (แล้วทางรีสอร์ทก็เตรียมอุปกรณ์ดำน้ำมาให้เสร็จ) ก็ไม่รอช้า ลงน้ำแน่นอนค่ะ



น้ำใสมากก ปลาก็เยอะดี มีสีสวยๆ พวกปลานกแก้วอะไรงี้ก็เยอะนะ ชอบค่ะ...สรุป ประทับใจเลย เพราะไม่คิดว่า จะได้ครบทุกรส เล่นน้ำชายหาดด้วย ดำน้ำด้วย

กลับถึงรีสอร์ทตอนเที่ยงๆ ก็อาบน้ำ แต่งตัว แล้วก็ทานกลางวันที่รีสอร์ทเลยค่ะ พอบ่ายๆ ไม่มีไรทำ ก็เลยไปหาร้านกาแฟนั่งเล่นกัน...search หาจากเว็บพันทิพ เค้าว่ามี ร้านทุ่งคากาแฟอยู่ที่เขารัง เป็นร้านที่วิวสวยมากๆ เลยต้องไปดูซักหน่อย



วิวสวยจริงๆค่ะ เห็นตัวเมืองภูเก็ตรอบเลย แต่ว่าถ่ายรูปออกมาไม่สวย เพราะมันย้อนแสงหมดง่ะ แหะ แหะ...

นั่งพักผ่อน chill chill ได้ไม่นาน คุณสามี ก็เกิดอาการคิดถึงที่พักขึ้นมา แต่มันก็จริงนะ พอพักที่พักสวยๆ มันก็แบบ enjoy อ่ะ รู้สึก happy chill chill มากกว่าออกไปตะลอนเที่ยวนู่นนี่ เลยพาลไม่อยากออกไปไหน สู้กลับไปโดดน้ำตูมตามเล่นที่ห้องดีกว่า

แต่ก่อนกลับ บนเขารัง เค้ามีสวนสาธารณะเล็กๆ ไว้ให้คนมาพักผ่อนด้วย เราเห็นมีดอกไม้สวยๆ เลยอดที่จะถ่ายรูปไม่ได้ อิอิ



ด้วยความที่อยากอยู่ที่พักจัด (คุณสาอ้างว่าอยากดูพระอาทิตย์ตกดินที่ห้องพัก เพราะห้องพักอยู่ทางทิศตะวันตกพอดี) ก็เลยต้องซื้ออะไรง่ายๆ ไปนั่งกินที่ที่พักแทน...

ตอนกลางคืน ที่รีสอร์ท เค้ามี live band (มีทุกเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน) โดยจัดที่ lobby รร.นั่นแหละ...เรา 2 คน ก็เลยไปแจมด้วย ชอบมาก เพราะ lobby ที่เราเห็นเปิดโล่งๆ ตอนกลางวัน พอกลางคืน ปิดหน้าต่าง แล้วเปิดไฟ มันเหมือน บาร์สวยๆดีๆนี่เอง...งานนี้คุณสาก็เลยดื่มเบียร์ฟรีไปกี่แก้วไม่รู้ กลับมาหลับสนิท 555

+~*~*~*~*~*~*~+


วันที่ 3 แล้ว จริงๆวันนี้ต้องกลับกทม.แล้วนะ แต่เผอิญโชคดี เจอคุณปลาวาฬ แล้วคุณเค้ารู้ว่าเรา 2 คน นั่งรถทัวร์ร่วม 12 ชม.มาภูเก็ต เค้าก็เลย offer ที่พักให้อีก 1 คืน รู้สึกโชคดีสุดๆ เลยตอบรับทันที 555

วันนี้ก็ตั้งใจจะ chill chill ที่พักทั้งวัน แบบไม่ไปไหน เพราะรู้แล้วว่า ถึงออกไปตะลอนเที่ยว ก็สู้นอนเล่น นั่งเล่นในที่พักไม่ได้ ไหนจะเล่นน้ำที่ pool ไหนจะแช่ bath ไหนจะนอนเล่นที่ศาลาอ่านหนังสือ ไหนจะนั่งเล่นดูทีวี หรือฟัง ipod ใน living room คือมีอะไรให้ทำเต็มไปหมด ก็เลยตั้งใจไม่ไปไหน

แต่แหม กลางวัน มันก็หิวขึ้นมา จะกินอาหารฝรั่งที่รีสอร์ทอีกก็ไม่ไหว คิดถึงอาหารทะเลๆๆๆ ก็เลยออกไปหาอะไรกินข้างนอก นึกอะไรไม่ออก ก็เลยไป ป่าหล่ายซีฟู๊ด ร้านนี้เค้าดังนี่นา (เคยมากินครั้งนึง ตอนนั้นมากินตอนเย็น คนเยอะ อาหารช้า เลยพาลรู้สึกว่าไม่อร่อยเลย คิดไว้แล้วว่าจะไม่มาอีก แต่คราวนี้ นึกไรไม่ออก ประกอบกับต้องหาร้านกินแถวๆทางใต้ (ตะวันตก) ของเกาะนี่แหละ ไม่อยากออกไปถึงป่าตองอะไรนั่น) คราวนี้กินตอนบ่ายๆ คนไม่เยอะ บรรยากาศกะลังดี....เอ๊ ทำไมมันอร่อยฟระ 555



โดยเฉพาะ ปูผัดซอสมะนาว อร่อยมากๆๆๆๆ ตอนแรกไม่รู้จัก ไม่รู้เป็นไง แต่พอสั่งมาลอง อร่อยค่ะ รสจัดจ้านดี ใครมากินที่นี่ ต้องลองนะคะ...แต่รู้สึกเมนูนี้ยังไม่มาที่กรุงเทพนะ เพราะไปร้านไหนก็ยังไม่เคยเจอ แต่ที่ภูเก็ต พอไปกินร้านกันเอง (วันสุดท้าย) ก็มีเมนูนี้เหมือนกันค่ะ

+~*~*~*~*~*~*~+


วันที่ 4 วันนี้ วันสุดท้ายของจริงค่ะ ไม่อยากกลับเลย.. วันนี้ก่อนกลับ เราก็เลยทัวร์รีสอร์ทให้ทั่วอีกที รู้ว่าเค้ามีสระว่ายน้ำ กะมีชายหาดส่วนตัวด้วย อยู่อีกฝั่งของรีสอร์ท (ฝั่งตะวันออก) แต่คิดว่า เป็นเพราะคนส่วนใหญ่จะเล่นน้ำที่ villa ของตัวเองมากกว่า ไม่ค่อยมีใครมาเล่นที่สระว่ายน้ำส่วนกลาง ทำให้สระส่วนกลางไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ตอนเราไปใบไม้หล่นเต็มเชียง (เคยมี inspec ทีนึง รู้สึกว่าสระนี้สวยสุดๆ แต่ตอนนี้หมองๆ)



จากนั้นก็ลงไปเดินเล่นชายหาด จริงๆก็มีชายหาดส่วนตัวแค่เล็กๆเองค่ะ ไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควรเหมือนกัน แต่เผอิญสายตาเหลือบไปเห็นเจ้าสิ่งนี้



เป็นสะพานที่ใช้รับแขกที่มาทางเรือ แล้วมันก็เด้งไปเด้งมาตามคลื่น (ซึ่งแรงซะด้วย เพราะฝั่งนี้ลมแรงมากกก) น่าสนุกจัง...ว่าแล้ว ก็ขอขึ้นไปเดินเล่นค่ะ...ผลปรากฎว่า กว่าดิชั้นจะถึงปลายสุดได้ แทบแย่ สะพานมันเด้งไปเด้งมา กลัวตกชะมัด ไม่ปล่อยมือเลยแหละ ท่าทางน่าสมเพชมาก คุณสา ไม่ลืมถ่ายภาพอัปลักษณ์ของคุณภรรยาแน่นอน



สุดท้ายก็ได้ไปนั่ง chill chill ปลายสุดของสะพานได้....วิวด้านหลัง เป็น villa phase ใหม่ของศรีพันวาค่ะ



กว่าจะกลับมาถึงชายหาดอีกที เล่นเอาเหงื่อตก สามีล้อดิชั้น หยั่งกะไป adventure ที่ทองสมบูรณ์คลับ 555

จากนั้น ก็ให้พนักงานเค้าช่วยพาไปทัวร์ที่เฟสใหม่ค่ะ ห้องสวยมากก ทันสมัยกว่าเฟสที่เราอยู่ (ถ่ายรูปมาเพียบ เอาไว้มีเวลาจะเอามาลงให้นะคะ) จากนั้น ก็ได้เวลาร่ำลาศรีพันวาค่ะ



ออกจากรีสอร์ทประมาณเที่ยงกว่าๆ ก็ขับรถไปหาอะไรกินค่ะ ไม่รู้จะเลือกร้านอะไร ก็เข้าตาจนเหมือนเดิม เลยไปทานที่ ร้านกันเอง 2 ค่ะ มาหลายครั้งแล้ว อาหารพอโอเค บรรยากาศก็โอเค เลยเอาที่นี่แหละ ไม่อยากเสี่ยงร้านอื่น....แต่เนื่องจากยังอิ่มกับอาหารเช้าอันสุดแสนอลังการของที่ศรีพันวา ก็เลยอยากกินอะไรที่มันเบาๆนิดนึง เลยสั่งแต่ปลากับผัก



เติมพลังเรียบร้อย (ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นมื้อสุดท้ายของวัน แบบว่า เย็นนี้คงกินไม่ลง - อยู่บนรถทัวร์จ้า) ก็เลยหาที่เที่ยวกัน แต่เรา 2 คน ก็ไปมาหมดแล้ว เลยขับรถเรื่อยๆเปื่อยๆเช่นเคย โดยไปทางแหลมพรหมเทพค่ะ



ทะเลวันนี้สีสวยมากๆๆเลยอ่ะค่ะ สีฟ้าสดเลยอ่ะ เราชอบสีน้ำทะเลแบบนี้ที่สุด แม้ว่าฟ้าอาจจะมีเมฆบ้าง แต่ก็ไม่มีฝน...จะว่าไป มา 4 วันนี่ คุยกับเพื่อนที่กทม.เค้าบอกว่าได้ข่าวว่าทางใต้ฝนตก มีพายุ แต่เรา มาตั้ง 4 วัน กลับไม่เจอฝนเลย โชคดีมาก



ออกจากแหลมพรหมเทพ ก็ขับรถต่อไปเรื่อย เจอวิวสวยๆ ก็จอดรถถ่ายรูป...เราชอบมาก เวลาดูน้ำทะเลจากริมผา (ที่มันเป็นเขา) เพราะสีน้ำทะเลจะสวย แล้วก็ระยิบระยับดี เห็นผืนน้ำทะเลเต็มตาดี...สังเกตุน้ำทะเลริมตลิ่ง มันใสจนเห็นหินข้างล่างอ่ะค่ะ



ขับรถผ่านออกมาทางหาดในหาน เห็นวิวๆนึง สวยมากๆ ทำให้นึกถึงตอนที่ขับรถเที่ยวที่นิวซีแลนด์ คือขับรถบนเขา แล้วมันเป็นหน้าผา มองลงไปเห็นน้ำทะเล เห็นชายหาดยาว สวยมาก (รูปถ่ายไม่สวย เพราะต้องมองผ่านรูที่มีต้นไม้บังอ่ะค่ะ)



ขับรถเล่นซักพัก ก็ได้เวลาไปนวดค่ะ เนื่องจากมีเวลาหลายชม.ก่อนรถออก (รถทัวร์ ซึ่งคราวนี้มาจองไว้ก่อน ได้รถ VIP แล้ว อิอิ) แต่ว่า ไม่ประทับใจเท่าไร่ นวดไม่ค่อยดี ก็เลยขอไม่เอามาลงละกันนะคะ

และแล้วก็ได้เวลากลับกทม.ค่ะ ไม่อยากกลับเลย โฮ โฮ...ทริปนี้ มีความสุข happy มากๆ ได้พักผ่อน relax จริงๆ 4 วัน 3 คืน แน่ะ สมกับที่รอคอย... คืนนี้ ระหว่างนอนบนรถ มีเพื่อนส่ง sms มาให้ เป็นรูป พระจันทร์ยิ้ม ค่ะ

ไว้พบกันใหม่ทริปหน้าค่ะ




Create Date : 08 มกราคม 2552
Last Update : 29 มกราคม 2552 17:02:30 น.
Counter : 3864 Pageviews.

4 comment
เขาค้อ & ภูทับเบิก..เชื่อแล้วว่าสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย มีจริง ! ตอนที่ 2
ตื่นเช้ามาวันนี้ ไม่พบทะเลหมอกอย่างที่ตั้งใจค่ะ เป็นเพราะลมแรงมากๆ ก็เลยพักเอาหมอกหายไปหมด (ลมแรง จะไม่มีหมอกค่ะ) แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียใจอะไรมากค่ะ เพราะว่า อากาศที่นี่เย็นสบายดีเหลือเกิน ชอบมากมาย

ว่าแล้ว ก็ถ่ายรูปเล่นกันเสียหน่อย












ก่อนกลับ คุยกับคุณมาลี เจ้าของรีสอร์ท แกก็โชว์รูปทะเลหมอกให้ดู แล้วบอกว่าที่รีสอร์ทแก เห็นหมอกจริงๆนะ น่าเสียดายที่วันนี้ไม่มีหมอก แล้วรีสอร์ทแกเป็นรีสอร์ทที่ยื่นเข้าไปชิดทะเลหมอกที่สุดอ่ะค่ะ (ซึ่งก็จริงนะ) แกก็เลยตั้งชื่อว่า ภูอาบหมอก

ออกจากรีสอร์ท เราตั้งใจจะไปนั่งทานกาแฟกันที่ร้าน Coffee hill ค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นจุดมุ่งหมายหลักของเราเลยที่จะมาทริปนี้ ^^ เพราะเค้าว่าวิวสวยหนักหนา ต้องมาดูซะหน่อย

มาถึงร้านแล้ว เป็นไปตามความคาดหมาย คือ วิวสวยจริงๆ แต่ก็คนเยอะมากๆๆด้วยค่ะ 555 เพราะว่า ชื่อร้านเค้าก็ติดตลาดแล้วอ่ะนะ กรุ๊ปไหนๆก็ต้องแวะที่นี่

วิวของร้านจะเป็นวิวเขา สลับซับซ้อน เขียวชะอุ่ม สวยมากๆค่ะ แต่ถ่ายออกมา มันเก็บภาพได้ไม่หมด เลยอาจจะไม่สวยเท่าไร่




เนื่องจากคนเยอะ เวลาสั่งกาแฟก็ต้องรอนานนิดนึง แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะคนมาทานกาแฟที่นี่ก็ตั้งใจจะดื่มด่ำกับบรรยากาศอยู่แล้วใช่ม้า







เมนูกาแฟ ก็มีเยอะแยะ หลากหลายค่ะ



เก็บบรรยากาศร้านแล้ว ก็ต้องเก็บรูปตัวเองด้วย อิอิ



เรานั่งพัก ถ่ายรูปเล่นอยู่ที่ร้านเกือบชม.ได้ หลังจากนั้น ก็เดินทางต่อไปภูทับเบิกค่ะ...แล้วเจอกันอีกนะจ๊ะ Coffee hill... ถ้ามาเขาค้อคราวหน้า จะหาเวลามาอีกให้ได้ (เอาแบบวันธรรมดา คนไม่เยอะ จะดีมาก 555)



หลังจากนั้น เราก็มุ่งหน้าสู่ภูทับเบิกกันค่ะ ดูระยะทางแล้ว ก็ไม่ไกลเท่าไร่ (แต่ก็หลายสิบโลอยู่เหมือนกัน) น่าจะไปถึง แล้วก็ลงมาทันช่วงบ่าย และก็ทันที่จะขับรถกลับกทม. โดยไม่ดึกมากนัก

ถนนที่จะไปภูทับเบิกดูไม่มีรถเลย ว่างมาก..เลยเริ่มสงสัยว่ามาผิดทางรึป่าว เพราะทางในต่างจังหวัด ถ้าเราขับผิดทาง มันจะอ้อมไปไกลมากๆ 555 แต่แล้ว ก็ไม่ผิดค่ะ ขับรถไปตามทางเรื่อยๆ และก็เริ่มเป็นทางขึ้นเขา แบบลดเลี้ยวคดเคี้ยวมากก ดูตาม GPS ในรถนี่แบบ ทางไม่กี่กิโล แต่มันยึกยักๆๆๆเต็มไปหมด น่ากัวจริงๆ 555

ขับขึ้นมาเรื่อยๆ มาเจอถนนช่วงนึง ไม่ได้ลาดยาง (เป็นดินแดง แต่ก็กำลังซ่อมแซมอยู่คาดว่าไม่นานคงเสร็จ ) แล้วก็เป็นหลุมเป็นบ่อ เริ่มเสียวว่าจะขับเอารถขึ้นไปได้รึป่าว เพราะรถเราไม่ใช่โฟร์วีลด้วย กลัวว่าจะเจอหลุม ทำให้ติดหล่ม แต่ทำไงได้ ขับมาตั้งไกลแล้ว ก็ต้องมุ่งหน้าต่อค่ะ อิอิ

พอขึ้นเขามาซักพัก ก็เจอวิว ที่ทำให้หายเหนื่อย...วิวสวยมากๆๆ จริงๆ ... แต่ก่อนตอนมาเขาค้อ มีคนบอกว่าเป็น สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย แต่เราก็ไม่เชื่อ เพราะไม่เคยไปสวิส คิดว่า มันจะเหมือนเชียวเหรอ แต่หลังจากไปสวิสมาแล้ว confirm ค่ะ ว่าใกล้เคียงมากๆ วิวเขาสลับซับซ้อน กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สวยงามมากจริงๆ




เจอวิวสวยๆ ต้องแวะพักถ่ายรูปนิดนึง (แต่เวลาจอดรถต้องระวังรถคันอื่นด้วยนะคะ เพราะทางค่อนข้างแคบ และคดเคี้ยวค่ะ)



ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอบคุณรถคันอื่นๆ ที่เค้าจอดดูวิวกันก่อนที่เราจะขับไปถึง เพราะถ้าเค้าไม่จอดก่อน เราก็คงไม่ได้สังเกตุวิวทิวทัศน์เท่าไร่ (เพราะมัวแต่กังวลเรือ่งทาง) พอรถเค้าไป เราก็จอดต่อ ยืนถ่ายรูปชื่นชมวิว อยู่เป็นนานเลยค่ะ แต่เวลาจอดรถ ต้องหลบเข้าข้างทางเยอะๆนะคะ จะได้ไม่กีดขวางคันอื่นๆ



พอเริ่มขึ้นเขามาสูงหน่อย ก็จะเจอก็เค้าปลูกกะหล่ำปลีกันแล้ว เจอวิวเขาสูงๆ เห็นแล้วมันคันไม้คันมือ คุณสามีเลยต้อง ออกอาการแบบนี้



กดชัดเตอร์ไป ก็กลัวไป ขี้เกียจหาสามีใหม่ 555 (แบบว่า ถ้าโดดเลยไป ก็ตกเขาเลยนะคะนั่น) ส่วนเราเอง ขอแค่กางแข้งกางขา ก็พอ ยังไม่ใจถึงพอจะโดดได้




ขับรถขึ้นเขามาได้ชม.กว่าๆ ก็ถึงจุดขึ้นภูทับเบิกค่ะ ใครอยากจะนั่งพัก จิบกาแฟ หรือ ซื้อพวกผักสดที่ชาวบ้านเอามาขายก็ซื้อกันได้ตรงนี้ค่ะ และตรงนี้ยังมีวิวสวยๆให้ถ่ายรูปได้ด้วย








จากจุดขึ้นภูทับเบิกอีกประมาณ 1.5 -2 กม. ก็จะถึงจุดชมวิวภูทับเบิกค่ะ และอีก 4 กม. (คือ 6 กม.จากจุดขึ้น) จะถึงหมู่บ้านภูทับเบิก แต่เราไปถึงหมู่บ้านมาแล้ว ก็ไม่มีอะไรค่ะ แนะนำว่าไม่ต้องไปถึงนะ แค่จอดถ่ายรูป ชมวิว หรือจะกางเต๊นท์นอน ที่จุดชมวิวก็พอแล้วค่ะ





เราคนไทย ต้องถ่ายกะป้าย จะได้รู้ว่ามาจริง 555 ซึ่งตอนที่เราไปถึงนั้น เที่ยงวันพอดีเป๊ะ แต่อุณหภูมิแค่ 19 องศาเองค่ะ หนาวดีมั่กๆๆๆ



ขากลับ ก็แวะถ่ายรูปตรงจุดเดิมระหว่างทางอีกครั้งนึง เป็นการอำลา ภูทับเบิก - สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย...ประทับใจกับวิวสวยๆ และอากาศเย็นๆมากๆค่ะ



กว่าจะกลับลงมาถึงข้างล่างได้ ก็ประมาณบ่าย 2 ค่ะ (แวะกินข้าวกลางวันที่จุดขึ้นภูทับเบิก) หลังจากนั้น ก็มุ่งหน้ายาวกลับสู่กรุงเทพ แวะเติมพลังนิดหน่อยที่โลตัส เพชรบูรณ์..ถึงกทม. ก็ประมาณ 6 โมงเย็น สบายๆค่ะ

จบแล้วค่ะ สำหรับทริปแบบสั้นๆ 2 วัน 1 คืน เท่านั้นเอง...เห็นมั้ยคะ ว่าเขาค้อก็สามารถไปได้ง่ายๆนะ ไม่ต้องรอ long weekend ค่ะ...ใครจะลองไปแบบเราก็ได้นะคะ แต่เราเน้นที่เที่ยวแบบธรรมชาติ ชมวิวสวยๆอ่ะค่ะ ไม่ได้เน้นไปตามสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปเท่าไร่ (เพราะไปมาแล้ว)

My comment

ภูอาบหมอก รีสอร์ท - สำหรับเรา เราว่าราคาแพงอ่ะค่ะ ราคา 2,500 บาทสภาพห้องก็อย่างที่เห็นนะ ไม่ได้สวยงามอะไรมากมาย แต่คิดว่าคงจะขายวิวมากกว่า เพราะถ้ามีหมอกลง ก็คงจะได้เห็นทะเลหมอกงามๆอย่างใกล้ชิดค่ะ และรีสอร์ทนี้ เหมาะจะไปกับครอบครัว หรือ หมู่คณะแบบครื้นเครง ไม่ค่อยเหมาะมาสวีทแบบ 2 ต่อ 2 ค่ะ (ถ้าจะสวีท แนะนำ เขาค้อสวิสค่ะ)

ทางขึ้นภูทับเบิก - ทางขึ้นค่อนข้างคดเคี้ยวและชันพอสมควรค่ะ รถโฟร์วีลจะดีกว่า แต่จริงๆรถธรรมดาก็ขึ้นได้ค่ะ แต่ถ้าเจอช่วงถนนทำ มันจะเสียวๆเล็กน้อย สำหรับเรา เอารถ Camry ไปค่ะ ก็ลุยได้สบายมาก แต่แค่สงสารรถ เพราะกลับมามันเละมากๆเลยอ่ะค่ะ



Create Date : 26 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 29 มกราคม 2552 17:01:59 น.
Counter : 6420 Pageviews.

18 comment
เขาค้อ & ภูทับเบิก...เชื่อแล้วว่าสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย..มีจริง ! ตอนที่ 1
สำหรับทริปนี้ ถือเป็นปุ๊บปั๊บทัวร์ของเรากะคุณสามีค่ะ แบบว่าช่วงอังคาร-พุธ กลางอาทิตย์ ก็เกิดคิดถึงอากาศหนาวๆ หมอกบางๆที่เขาค้อขึ้นมา คุณสาว่าขับรถไปแค่เสาร์-อาทิตย์ ก็ได้นะ...แล้วเอ..จะไปเมือ่ไร่ดีนะ.. นึกครึ้มอกครึ้มใจ เอาอาทิตย์นี้เลยละกัน 555 เร็วดีแท้ สรุป มีเวลาเตรียมตัว 3 วันเอง

พอตกลงใจจะไป สิ่งแรกที่ต้องหาคือ ที่พัก ก็ระดมสมอง ช่วยกันหาใหญ่เลย ได้ request จากคุณสาว่าอยากได้ที่ที่เห็นทะเลหมอก เราเองก็ search pantip ยิ๊กๆ เจอแต่ที่ฮิตๆอย่าง เขาค้อทะเลภู ภูพ่อบท และ เขาค้อสวิส แต่ว่าก็เต็มหมดทุกที่ (แหงล่ะ จองไม่ถึงอาทิตย์ ที่ไหนมันจะไม่เต็ม เหอ เหอ)

สุดท้าย ปล่อยให้คุณสาหาเอาเองก็แล้วกัน เพราะเราเริ่มหาแบบออกนอก request แล้ว จะไปเมธนีดล กับ ภูแก้ว 555 แต่อาเฮียแกอยากได้ แถวๆรอบๆอ่างเก็บน้ำ เพราะเค้าว่าจะเห็นทะเลหมอกตอนเช้า...สุดท้าย มาได้ที่ ภูอาบหมอกรีสอร์ทค่ะ ทำเลเดียวกับ เขาค้อสวิส (เดี๋ยวรีวิวต่อไปนะคะ)

ออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่วันเสาร์ 7 โมงเช้า ประมาณ 9 โมง ก็ถึง ลพบุรี ดอกทานตะวันกะลังบานเลยค่ะ เลยต้องลงไปเก็บภาพกันซักหน่อย









ขับต่อไป ซัก 11 โมง ก็ถึง เพชรบูรณ์ค่ะ แวะทานข้าวกลางวัน ที่ร้านบัวตอง ไก่ย่าง (ไก่ย่างวิเชียรบุรี)



สำหรับเรา อาหารรสชาติถูกปากดีเลยค่ะ น้ำจิ้มไก่อร่อยดี แต่ว่าของคุณสา เผอิญช่วงนี้ เค้าไม่ทานเนื้อไก่ หมู อะไรพวกนี้ ก็เลยต้องทานแต่ส้มตำไปแทน เลยไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร่ 555

อิ่มท้อง เราก็ออกเดินทางต่อค่ะ...มุ่งหน้าสู่เขาค้อ เพื่อเข้าที่พักให้เรียบร้อยก่อน ประมาณเที่ยงกว่าๆ ก็ถึงภูอาบหมอกค่ะ

















ชื่นชมกับที่พักซักพัก (และนอนหลับเอาแรง เนื่องจากเมื่อเช้าตื่นเช้าจัด 555) ก็ออกเดินทางไปทุ่งแสลงหลวงค่ะ เราเคยได้ยินชื่อที่นี่มานาน เห็นเค้าจัดทริปขี่จักรยานชมทุ่งกันแล้ว ให้เกิดอาการอยากเสียเหลือเกิน แต่ว่าคงขี่ไม่ไหว อ่านหนังสือเจอ เค้าบอกว่ามีรถให้เช่าพร้อมคนขับด้วย น่าจะ work กว่า ก็เลยติดต่อเอาไว้ ให้เค้าขับพาชมซะหน่อย อยากเห็นเหลือเกิน ทุ่งหญ้าสะวันนาเขียวๆเนี่ย...

ไปถึงก็ต้องถ่ายรูปกันก่อนเลย อิอิ










จากนั้น เราก็ต้องไปติดต่อ รถโฟร์วีลที่เราจะเช่าที่ information center กันก่อน เช็คสภาพอากาศให้เรียบร้อยว่าทางที่จะเข้ามันเข้าได้รึป่าว (ออกได้ด้วยนะ ไม่ใช่เข้าได้ แต่ออกไม่ได้ เพราะดินมันอาจจะเละ เนื่องจากฝนตกได้ค่ะ) ค่าเช่า เค้าคิด 800 - 1000 บาทต่อคันค่ะ



รถโฟร์วีล เค้าจะพาเราเข้าไปที่ทุ่งนางพญา (ระยะทาง 14 กม.) สุดทางจะเป็นป่าสนที่คนเค้าจะไปกางเต๊นท์นอนกัน (ใน high season ) น่าเสียดายที่เราไปช่วงปลายฝนต้นหนาวแล้ว เลยอดเห็นหญ้าเขียวๆ เพราะตอนนี้หญ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลๆหมดแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าไปช่วงฝนใหม่ๆ หญ้าจะขึ้นเขียวๆ ดูแล้วเป็นทุ่งสวยมากๆ



สุดทางที่ป่าสน ก็ชักภาพเป็นที่ระลึกกันหน่อย (แม้ว่าจะใช้กล้องปัญญาอ่อน แต่ก็ยังพยายาม 555)





ถ่ายภาพวิวแล้ว ก็ต้องเก็บภาพคนเล็กน้อย (ได้เพียงเล็กน้อยจริงๆ เพราะอายสายตา ท่านเจ้าหน้าที่ที่ขับรถให้ แบบว่า ป่านี้มีแต่เรา 3 คน จริงๆ ...เง้ออ)



สังเกตุภาพสุดท้าย...คุณสามีพยายามถ่ายรูปอิชั้นมากๆ ... ประมาณว่า ขออารมณ์กะลังเหม่อมองฟ้า อะไรประมาณนี้...แต่สุดท้าย ได้เท่านี้จริงๆ...

ภาพคู่ คุณพี่เจ้าหน้าที่ช่วยถ่ายให้ (ลุ้นแทบแย่ อิอิ)



ถ่ายรูปเสร็จ ก็ขับกลับออกมาทางเดิมอ่ะค่ะ รวมเวลาประมาณ 2 ชม.ค่ะ...เราว่า มันก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร่อ่ะนะคะ ถือซะว่า นั่งชมวิวสวยๆ อะไรประมาณนี้ (แต่อย่างที่บอกว่า ถ้ามาช่วงต้นฝนจะสวยกว่านี้) เหมาะสำหรับคนชอบธรรมชาติจริงๆมากกว่า (ซึ่งจริงๆเราก็ชอบนะ แต่จะมาใหม่ต้นฝน อิอิ)

ออกจากทุ่งแสลงหลวง ก็ 5 โมงนิดๆแล้ว เรากะว่าจะแวะหาอะไรทานก่อน แล้วค่อยกลับเข้าที่พัก นอนทีเดียวเลยอ่ะค่ะ...

อ่านเจอจากในเว็บแห่งนึง มีเพื่อนคนนึง เค้าแนะนำอาหารที่เขาค้อสวิสไว้ว่า อร่อยมาก..เนื่องจากว่า อยู่ใกล้ที่พักเรานิดเดียว ก็เลยแวะกินมันที่นี่เลยละกันง่ายดี 555

ไปถึงเขาค้อสวิส 6 โมงกว่าๆ เริ่มมืดแล้วค่ะ โดยรวม เราชอบที่พักที่นี่มากกว่าค่ะ ดูสงบๆ ไม่พลุกพล่าน ห้องพัก ก็ดูน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มดี แต่เสียดายที่ตอนโทรมาจอง เต็มเสียแล้ว (เอาไว้จะต้องหาโอกาสมาพักให้ได้ค่ะ)

อาหารที่สั่งมี 4 อย่าง เนื่องจากคุณสามีทานเนื้อไม่ได้ ก็เลยสั่ง ผัดฟักแม้ว ยำไข่ดาว และต้มยำปลากระป๋องให้ ส่วนเราขอเป็น steak ค่ะ อิอิ

ต้องบอกว่า อาหารที่นี่อร่อยจริงๆนะคะ คือเป็น style homemade อ่ะค่ะ อร่อยทุกอย่าง อย่าง steak เห็นน้ำเกรวี่เจิ่งนองขนาดนั้น แต่ขอบอก รสชาตินี่อร่อยมากๆค่ะ ขนาดแฟนเรากินเนื้อไม่ได้ ยังเอามันบดมาจิ้มน้ำเกรวี่กินใหญ่เลยอ่ะ แล้วสุดท้าย น้ำเกรวี่ที่เจิ่งนองนั่น ก็หมดจานค่ะ




ทานอาหารที่เขาค้อสวิสเสร็จ เราก็กลับที่พักค่ะ

อากาศกำลังหนาวเลย คิดว่าต้องนอนฝันดีแน่ๆ แต่ปรากฎผิดคาดค่ะ คือ ที่ที่พักวันนี้มีกรุ๊ปมาลง กางเต๊นท์ เสียงดังสนั่นไปหมด แล้วก็มีบ้านพักหลังนึง เค้าเอากีต้าร์เอาเหล้ามาตั้งวงกินกันสนุกสนาน...เราไม่โทษที่พักที่นี่ค่ะ แต่โทษตัวเอง เพราะที่นี่เค้าก็คงเหมาะให้มาเป็นครอบครัว เป็นหมู่คณะสำหรับสังสรรค์อยู่แล้ว คงไม่เหมาะสำหรับคนเราสงบ อยากพักผ่อน chill chill อย่างเราเท่าไร่ (ต้องที่เขาค้อสวิส เหมาะมากกก อิอิ) ก็เลยต้องพยายามข่มตานอนให้หลับ...ได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้คงเจอทะเลหมอกงามๆ....

ไว้ต่อวันพรุ่งนี้ ตอนต่อไปนะคะ



Create Date : 15 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 29 มกราคม 2552 17:01:38 น.
Counter : 1488 Pageviews.

13 comment
1  2  

Beauty & Bambi
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]



นิยามตัวเองได้ว่า เป็นคนชอบ เที่ยว กิน ช๊อป ค่ะ...แต่ตอนนี้มีเจ้าตัวน้อยแล้วค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้อัพเรื่องเที่ยวบ่อยๆ เพราะลูกยังเล็กอยู่...ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็จะอัพเรื่องลูกซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ^_^

*** เราไม่ค่อยได้เข้ามาเช็คที่ blog เท่าไร่ ถ้าเพื่อนๆอ่านแล้วมีคำถาม รบกวนถามมาทางหลังไมค์ หรือ อีเมลล์เลยนะคะ (ดูอีเมลล์จาก profile ได้ค่ะ) เรายินดีตอบทันทีค่ะ แต่ถ้ามาทิ้งคำถามไว้ที่ blog มันอาจจะนานกว่าเราจะมาอ่านเจออ่ะค่ะ ***
New Comments