Group Blog
 
All blogs
 

My K-Ci & Jojo

รวมเพลงโปรด K-Ci & Jojo ของเราเอาไว้ เพื่อจะได้กดฟังได้สะดวกๆ พร้อม MV Smiley


เพลงแรกโปรดสุด  อันนี้ตั้งแต่สมัยยังเป็น Jodeci - Lately

ฟังตั้งแต่สมัยม.ต้น ความจริงต้นฉบับเป็นของ Stevie Wonder แต่ทุกวันนี้เหมือนจะได้ยิน version นี้บ่อยกว่าอีก (คิดไปเองป่าวหว่า) จนจำบทสนทนาก่อนขึ้นเพลงได้แล้ว เพลงนี้แสดงสด และบันทึกไว้ในอัลบั้ม "Uptown MTV Unplugged" ปี 1993

Jodeci วงที่นำ Hip-Hop มาผสมกับความโรแมนติกของ R&B เลยเกิดเป็นแนว Hip-Hop Soul กลายเป็นอิทธิพลทำให้เกิดศิลปินอย่าง Mary J. Blige, Missy Elliott, Timbaland และ Ginuwine ตามมา

เพลงโปรดรองลงมา แต่จริงๆก็เกือบเท่าเพลงแรกแหละ
All The Things I Should Have Known
ปี 2000

เพิ่งรู้สึกตัวว่าเพลงนี้ครบ 10 ปีแล้ว...เพลงนี้ไม่ได้ตัดเป็น single แต่เป็นเพลงหนึ่งในอัลบั้ม 'X'
จะหาคลื่นไหนเปิดก็คงยาก อาจจะไม่มีเลยก็ได้ ถ้าได้ยินเราคงจะต้องกรี๊ดดังมากๆ

ต่อไปก็เรียงลำดับตามความชอบดังนี้

How Could You ปี 1997 อัลบั้ม Love Always

เป็นอัลบั้มแรกในนาม K-Ci & Jojo เวลาฟังเพลงในอัลบั้มไหน มักจะนึงถึง theme สีของหน้าปกชุดนั้น เพลงนี้เลยนึกถึงสีขาวๆ
แล้วก็..ที่จริงเพลงนี้เป็น Bonus Track นะเนี่ย แต่ชอบมากกว่าเพลงจริงๆ ในอัลบั้มบางเพลงอีก

If It's Going To Work
ปี 2000 อัลบั้ม X


Tell Me It's Real ปี 1999

อันนี้จำได้ดีว่าใน MV ตอนจบพระเอกต้องกระโดดมารับหยดน้ำตาของนางเอกที่หยดแหมะลงมาพอดี แต่คิดช้าไปป่าวฟระ
เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม It's Real

How Long Must I Cry ปี 1999

อยู่อัลบั้ม It's Real เหมือนกัน

How Many Times (Will You Let Him Break Your Heart) ปี 1997 อัลบั้ม Love Always

เพลงอะไรชื่อต้องยาวขนาดนี้...อ้อ..หน้าปกอัลบั้มนี้คือภาพนี้แหละ

Girl ปี 1999 อัลบั้ม It's Real


Crazy
ปี 2000

เพลงนี้อยู่ทั้งในอัลบั้ม 'X' และ OST. 'Save The Last Dance' ซึ่งเรามีไว้ครอบครองทั้งสองอัลบั้ม แล้วก็ไปดูหนังในโรงด้วย

Now and Forever ปี 1997 อัลบั้ม Love Always


This Very Moment ปี 2002 อัลบั้ม Emotional

MV นึกว่าโฆษณาฟิล์ม 555 มีพี่คนนึงเคยให้เราเลือกเพลงไปเปิดในงานแต่งงาน เลือกไปเลือกมาได้ 2 แผ่น เพลงนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

All My Life ปี 1997 อัลบั้ม Love Always

เวลาพูดถึง K-Ci & Jojo เพลงนี้คงเป็นเพลงไอค่อน เพราะงี้ล่ะมั้ง เลยกลายเป็นเพลงที่เราเบื่อสุด เพราะทุกวันนี้ก็ยังได้ยินเค้าเปิดอยู่เลย 555

อ้ะ..12 เพลงนี้แหละ สุดยอดตลอดกาลของ K-Ci & Jojo ตามแบบฉบับเรา




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2553    
Last Update : 10 มิถุนายน 2553 15:22:30 น.
Counter : 237 Pageviews.  

ความแตกต่างในความเหมือน

Vincent van Gogh (1853)
เมื่อลองสังเกตตัวเองก็พบว่าศิลปะแบบ Post-Impressionism (จริงๆ ให้ไปจนถึง Neo-Impressionism เลย) เป็นยุคที่มีภาพเขียนที่เราโปรดปรานมากที่สุด
จริงๆแล้วศิลปินแต่ละคนมีสไตล์ของภาพเขียนต่างกันไปคนละทิศ คนละทาง แต่ที่เหมือนกันก็คือ แต่ละสี และสโตรคที่ใช้มันมีความหมายซ่อนอยู่ และไม่เน้นเขียนภาพให้มีรายละเอียดเหมือนจริง แต่สัมพันธ์ต่อชีวิตจริง ดูแล้วรู้สึกคล้อยตามแทน
ส่วน Neo-Impressionism นี่ถึงขนาดมีทฤษฎีวิทยาศาสตร์มาปนด้วย แต่จะไม่ขออธิบายรายละเอียด เพราะไม่เกี่ยวกับประเด็น Smiley
หนึ่งในศิลปินโปรดในยุค Post-Impressionism ก็ต้องมีคนนี้แหละ Van Gogh
ภาพโปรดของเรามีหลายภาพ หนึ่งในนั้นก็ได้แก่

The Cafe Terrace on the Place du Forum, Arles, at Night, 1888



Eric Clapton (1945)
ห่างจาก Van Gogh ตั้งเกือบร้อยปี...นักกีต้าร์บลูส์/ร็อคชื่อดัง จากเกาะอังกฤษ
ผู้ดร็อปจาก Kingston College of Art ด้วยเหตุผลที่ว่า "สนใจดนตรีมากกว่า"
เมื่อพูดถึง Eric Clapton เพลงที่คนนึกถึงบ่อยสุดคงเป็น "Tears in Heaven"
เพลงที่แต่งขึ้นมาจากความเจ็บปวดในการสูญเสียลูกชายวัย 4 ขวบของเค้า ที่พลัดตกจากหน้าต่างอพาร์ทเมนต์ชั้นที่ 53 ที่นิวยอร์คในปี 1991
แต่เพลงโปรดสุดของเราคือเพลงนี้


อาจจะเป็นเพราะช่วงนั้นบ้า Babyface อยู่ด้วย เพลงนี้นำความบลูส์ของ Eric มารวมกับรสชาติของ Babyface ได้กลมกล่อมมากๆ

MC Hammer (1962)
ถ้าให้แทนคำว่า 'แร็พ' เป็นรูปภาพ เราคงนึกถึงภาพเค้าคนนี้จาก MV "U Can't Touch This"
น้อยคนนักที่รู้ว่าชื่อจริงของเค้าคือ "Stanley Kirk Burrell" แล้วเค้าก็เป็นเจ้าของ 3 รางวัลแกรมมี่, 8 อเมริกันมิวสิคอวอร์ดส์ และเป็นศิลปินฮิปฮ็อปคนแรกที่ได้รางวัลบิลบอร์ดไดม่อนด์
เพลงของเค้าส่วนใหญ่จะมีลูกเล่นคือชอบ sample เพลงดังๆในอดีตมาไว้ในท่อนฮุค
เช่น U Can't Touch This ที่ sample เพลง "Super Freak" ของ Rick James
จนพี่เจยังเอาไป sample ซ้ำซ้อนเข้าไปอีกเป็นฝากเลี้ยง
เพลงนั้นได้ยินบ่อยแล้ว แต่เพลงที่เราชอบก็คือเพลงนี้..(ก็บ่อยเหมือนกันแหละ)

(จะมีภาพ 2PAC เปิดทำไมหว่า)

Tracy Chapman (1964)
เป็นหนึ่งในศิลปินที่เราพก cd ของเธอมาจากเมืองไทยด้วย
จากผู้หญิงคนหนึ่งที่หัดเล่น ukulele (กีต้าร์ฮาวายตัวเล็กๆ) ที่คุณแม่ซื้อให้ตอน 3 ขวบ เพราะฐานะค่อนข้างยากจน มาถึง 4 รางวัลแกรมมี่
เพลงสุดโปรดของเราก็คือ

Give Me One Reason
เพลงที่ใช้โครงสร้างแบบ twelve-bar blues ง่ายๆวนไปวนมา ทั้งคอร์ด และเนื้อร้อง (ใครนึกไม่ออกว่า twelve-bar blues เป็นไง ให้นึกถึงเพลงแบบ boogie woogie เข้าไว้)
และเมื่อสองคนนี้มาเจอกัน !


Miho Komatsu (1974)
4 ซิงเกิ้ลของเธอ เป็นเพลงประกอบ Anime เรื่องโคนัน
ชอบเพลงนี้ あなたがいるから


Simon Webbe (1978)
อดีตสมาชิกวง Blue ถึงแม้ไม่ใช่ขวัญใจสาวๆที่สุด แต่ก็มีน้ำเสียงนุ่มเป็นเอกลักษณ์
ดุจดัง Lighthouse Family (ความจริงคนโปรดของเราคือพี่ดั๊งค์ Smiley Smiley
555)
หลังจากออกอัลบั้มเดี่ยว ก็ประสบความสำเร็จเหมือนกัน
แต่เพลงที่เราชอบก็ยังมาจากตอนที่ยังเป็น Blue อยู่


Norah Jones (1979)
ลูกสาวนักซิต้าร์ชาวอินเดีย ชื่อเต็มๆของเธอคือ Geethali Norah Jones Shankar
คนนี้ 8 แกรมมี่ อัลบั้ม Come Away With Me เป็นอัลบั้มที่เหมาะกับการฟังตอนฤดูหนาว อากาศเย็นๆ บนดาดฟ้า จิบเบียร์ไปด้วยจะได้บรรยากาศ
อัลบั้มนี้ฟังวนไปวนมาบ่อยๆตอนช่วงทำทีสิส และนี่คือเพลงโปรดของเรา


Scott Moffatt (1983)
นี่ก็อดีตนักร้องพี่น้องตระกูล Moffatt ชาวแคนาเดี้ยนขวัญใจสาวๆสมัยนู้นนน
แต่เกิดอาการหลงใหลเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เป็นโปรดิวเซอร์ให้วง Slot Machine, Brandnew Sunset, Getsunova, Daylight Saving, อพาร์ทเมนต์คุณป้า
ได้ข่าวว่าล่าสุดมาโผล่ใน MV เจ้าพวกนี้ได้ยังไงเนี่ย..


Anna Nalick (1984)
สวยระดับเป็นนางเอกหนังได้สบาย เธอฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เด็กๆ เลยเริ่มหัดแต่งเพลงตั้งแต่ป.5
วันนึงครูชั้นประถมก็บอกเธอว่า ซักวันเธอต้องได้ไปโชว์สดในรายการ "The Tonight Show with Jay Leno" แน่ๆ
จนปี 2006 เธอก็ได้ไปโชว์จริงๆ เจย์ ลีโน เลยพูดว่า "เห็นมั้ยล่ะ ว่ารายการผมอ้ะอยู่มานานขนาดไหน"
เธอคนนี้เวลาร้องสดเสียงไม่มีตกเหมือนกัน


BENI (1986)
สาวที่ดูแล้วรู้สึกเหมือน J-Love (Jennifer Love Hewitt) ภาคญี่ปุ่น เกิดที่โอกินาว่า ย้ายไปแคลิฟอร์เนีย แล้วกลับไปโยโกฮาม่า
เพลงที่ชอบที่สุดคือเพลงนี้ แต่ MV จริงๆ เค้าไม่ให้ embed


เขียนจนมาถึงตรงนี้ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าฉันเกิดวันเดียวกับบุคคลเหล่านี้ได้ยังไง กร๊ากกก
โดนหลอกให้อ่านตั้งนาน...
แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตฉันก็เคยขึ้นไปชั้น 43 แกรมมี่ หะหะหะะหะ ก่อนหน้านั้นตอนอยู่ปี 2 ก็เคยขึ้นชั้นสองมิวสิคบั๊คส์มาแล้วเหมือนกัน
ไม่ได้อยากเป็นนักร้อง ไม่ได้อยากเป็นนักเขียนเพลง แต่อยากเป็นนักแต่งเพลง ที่แต่งทำนองอย่างเดียว...ได้มั้ย
ซึ่งเวลาประกวด เค้าไม่มีประกวดแต่งทำนองอย่างเดียว มันต้องเขียนเนื้อด้วย..ก็อุตส่าห์เข้ารอบกับเค้าทุกงาน (ที่ส่งประกวด)
แต่ตอนถึงจุดต้องตัดสินใจ ก็ดันเลือกทางอื่นให้ชีวิตทุกที เลยไม่ได้ไปเทรนกับเค้า
ทุกวันนี้ถ้าไม่ทำงานเกี่ยวกับศิลปะ นั่งจ้องแต่คอมพิวเตอร์ 2-3 จออยู่รอบตัวจนแสบตา..ถ้าวันนึงฉันตาบอดขึ้นมา
ฉันจะกลับไปแต่งเพลง...อ่าว..เค้าเรียกว่าวางแผนไว้ไง...ไม่ประมาทในชีวิต 555

รูปเก่าแล้ว แต่คิดถึง...ห้องนอนสมัยอยู่ Savannah
ปัจจุบันไม่ได้แตะคีย์บอร์ดมาเป็นปี เปียโน(จริงๆ) ประมาณ 6 ปีกว่า

เพลงสุดท้ายที่แต่งที่เมืองไทย ไว้ฟังงุ้งงิ้งก่อนนอน ตอนจบมั่วหน่อยนึง
Get this widget | Track details | eSnips Social DNA





 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2553 16:43:31 น.
Counter : 511 Pageviews.  

The 7th Annual Thai New Year Songkran Festival 2010 on Hollywood Blvd. (4 เมษายน 2553)



หลังจากแคปเทปทั้งหมดที่ถ่ายในวันงานเกือบ 40 ม้วน เพิ่งเสร็จเมื่อ 2-3 วันก่อน
จากการที่เป็นเบื้องหลังของคนเบื้องหลังอีกทีเนี่ยแหละ บวกกับ 40 ม้วนข้างต้น ทำให้ได้เห็นอะไรที่น่าประทับใจ ขำ ซึ้ง มีเกือบทุกอารมณ์เลยในงานปีนี้ เอาคลิปโดยรวมไปดูก่อนจ้า



เริ่มจากตื่นตอนตี 4 ครึ่งไป set up อุปกรณ์ต่างๆเตรียมถ่ายทอดสดบนรถ OB
เต๊นท์ส่วนใหญ่ก็เริ่มติดตั้งกันเสร็จเกือบหมดแล้ว เพราะเริ่มปิดถนนกันมาตั้งแต่ตอนเที่ยงคืน
ที่เห็นยืนๆในความมืดในภาพคือคณะกรรมการจัดงาน มาเฝ้าดูแลความเรียบร้อยกันตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้นอนกันทั้งนั้น



จัดไปจัดมาจนเกือบเสร็จ แต่ต้องรอ switching ติดตั้งเสร็จถึงจะเช็คภาพ และเสียงได้
เลยแอบชิ่งออกไปซื้อกาแฟที่หัวมุมถนนนู่น (ถ้าไม่ใช่วันงานมันจะรู้สึกไกลมากเลยนะนั่น แต่พอวันงานมันเดินแป๊บเดียวถึง)
จริงๆจุดประสงค์คือจะไปเข้าห้องน้ำ 55 แต่เพื่อเป็นมารยาทก็ซื้อกาแฟแก้วนึง แคชเชียร์บอกว่าให้กดรหัส 2000 ที่ประตูห้องน้ำ
พอออกจากร้านเจอพี่ที่รู้จัก แล้วก็เพื่อนที่คุมตากล้องเวทีวัฒนธรรมที่อยู่ตรงนั้นพอดี ก็เลยบอกว่า 'เฮ้ย ถ้าจะเข้าห้องน้ำตาบั๊ก กด 2000 นะ'
เอาให้คุ้มกะค่ากาแฟหน่อย 555 ขากลับก็หยิบมือถือมาถ่ายรูป ฟ้ายังครึ้มๆ แต่พี่เค้าบอกว่าพยากรณ์อากาศว่าฝนไม่ตก



กลับมาถึงผู้คนเริ่มวุ่นวาย เดินสายภาพ เสียง จากเวทีโน้นเวทีนี้ ไฟไม่มามั่ง ไรมั่ง
ที่สำคัญไฟช็อตคับ...นั่งๆอยู่มองไปทางขวาปลั๊กลุกเป็นไฟพรึ่บเลย ตะโกนบอกน้องป๊อก switching เฮ้ยจะรอดกันมั้ยฟะ
ปลั๊กเจ๊งไปตัว ลำโพงเจ๊งไปสองตัว ไมค์ wireless ก็เจ๊งไปอีกสองตัว พี่ bud ที่คุม production ก็เซ็งคนรับผิดชอบเรื่องจัดเต๊นท์จัดไฟกันไป
สรุปเลยเอา generator ของ office มาใช้แทน แต่ดีนะตอนนั้นอุปกรณ์ของเราใช้ไฟของรถ ไม่เกี่ยวกับเค้า เลยปลอดภัยดี



ในรูปนี่เป็นตอนที่เริ่มยุ่งแระ เพราะเริ่มมีเทปจากกล้องที่ไปถ่ายกิจกรรมต่างๆตอนเช้าวิ่งมาส่งแล้ว
กิจกรรมตอนเช้าเริ่มจากประเพณีทางพุทธศาสนามีการทำบุญตักบาตรกันตรงถนน Hollywood ตัดกับ Western



และเวทีวัฒนธรรมตรงนั้นก็มีการแสดงดนตรีไทยจากเด็กไทยที่เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยวัดไทยต่างๆของที่นี่เค้าจะมีเปิดสอนภาษาไทย การรำไทย ประเพณีต่างๆเด็กๆก็จะไปเรียนกันทุกวันอาทิตย์
เป็นการถ่ายทอด สืบสานการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้แก่เยาวชนไทยที่นี่ น่าชื่นชมมากๆ


ภาพโดย: น็อต

ส่วนการแสดงอื่นๆบนเวทีวัฒนธรรมยังไม่ได้เอาลงยูทู้บ แต่ไปเจอคลิปของคุณ Ray Schiel ซึ่งเป็นช่างภาพชาวอเมริกัน
ลองมาดูซิว่าเทศกาลของคนไทยในสายตาชาวต่างประเทศเป็นอย่างไรกันบ้าง



สายๆพอเริ่มถ่ายทอดสด เปิดด้วยพิธีกรกับพี่ติ๊ก ชิโร่ พี่ติ๊กบอกว่าดีใจที่มีงานแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยอย่างนี้
ได้เห็นคนไทยมาเที่ยวงานกันมากมาย และได้เห็นคนไทย 'ยิ้ม' ซึ่งไม่ได้เห็นมานานแล้ว
จากคลิปคุณ Ray Schiel ข้างบน มีน้องๆจากวัดไทย ลอสแอนเจลิสที่แสดงการเชิดหุ่นละครเล็ก
ชุด 'พระรามตามกวาง' กำลังยืนรอแห่กลองยาว ซึ่งเค้าจะแห่กันในพิธีเปิดงาน
ซึ่งน้องๆบางคน (เช่นน้องที่เล่นเป็นกวาง) ยังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกอยู่เลย แต่ก็มาแสดงรำไทยให้ชมได้อย่างน่าทึ่ง (ดูได้จากคลิปแรกบนสุด)
แล้วชุดที่ใส่ก็รู้สึกจะเย็บติดกัน เรียกว่าใส่แล้วจะเข้าห้องน้ำทีคงลำบากน่าดู
ส่วนน้องที่เชิดหุ่นก็คงซ้อมกันมาอย่างหนักเช่นกัน และอย่างที่บอก น้องๆเค้าเป็นเด็กไทยที่เกิดที่นี่ เราก็เลยชื่นชมและขอปรบมือเป็นพิเศษ ให้น้องๆเยาวชนไทยรุ่นใหม่ในความตั้งใจอันสุดยอด






ภาพโดย: น็อต

พอกลองยาวแห่รอบเวทีที่สอง เข้ามาในงานก็เป็นพิธีเปิดงานไทยนิวเยียร์ สงกรานต์เฟสติวัลครั้งที่ 7 ปี 2010 ขึ้น
น้องเจนนี่ สัมมาพันธ์ขึ้นมาร้องเพลงชาติอเมริกา และเพลงชาติไทย (สุดยอดอีกแล้ว)
น้องเจนนี่เป็นอีกหนึ่งเยาวชนไทยที่สุดยอดในทุกๆด้าน (ถือโอกาสขอดันหน่อย)
เห็นตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารักอย่างนี้ พลังเสียงไม่แพ้แก้ม เดอะสตาร์เลย
แถมมีสัมมาคารวะ มารยาทงามอย่างไทย และ..เป็นว่าที่คุณหมออีกตะหาก



และกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการโดยท่านดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี
ท่านยังได้กล่าวด้วยว่า ปีนี้เป็นปีที่ความสัมพันธ์ของไทย และสหรัฐอเมริกาดำเนินมาครบ 177 ปี
ซึ่งยาวนานที่สุดกว่าความสัมพันธ์ (อย่างเป็นทางการ) ของอเมริกากับชาติใดๆในเอเชีย
พร้อมกันนั้นก็ยังมีแขกรับเชิญกิติมศักดิ์หลายท่าน ซึ่งปีนี้ค่อนข้างจะคึกกันมาก (บางท่านมาร่วมงานเป็นปีที่ 2 ที่ 3 แล้ว)
มีทั้งเจ้าหน้าที่ที่มีตำแหน่งสำคัญๆทั้งระดับเมือง, รัฐ รวมไปถึงระดับประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย
(council man, รองหัวหน้า LAPD, senator, หัวหน้า Sheriff ของ LA county, congress woman etc)



ไฮไลท์ของงานก็มีเวทีมวยไทย ค่ายมวยไทยต่างๆทั่วแคลิฟอร์เนียเค้าก็จะจัดนักมวยมาขึ้นชกกัน กองเชียร์เยอะมากกกก บางทียังไม่ทันจะทำไรกันเลยตะโกนเชียร์กันดังลั่นแระ 555
แต่ที่ประทับใจมากๆก็คือ ก่อนที่จะมีการชกของนักมวย เค้ามีการสาธิตพวกดาบคู่ กระบี่ กระบองไทยต่างๆ
โดยเยาวชน 'อเมริกัน' ซึ่งมีความสนใจด้านศิลปะการต่อสู้แบบ 'ไทย'ๆ ของเรา
น้องๆพวกนี้เค้าก็จะใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนไปศึกษามวยไทย ศึกษาศิลปะการป้องกันตัวกันที่ค่ายมวยไทยนี่แหละ
เคยตัดคลิปที่ค่ายมวยไทยตอนมีท่านอาจารย์จากประเทศไทยไปสอนกระบี่กระบองให้คนอเมริกันอยู่ครั้งนึง
เวลาครูสั่งอะไรนี่ เค้าตะโกนรับคำว่า 'ครับ' กันหมดทุกคน (รวมทั้งผู้หญิงด้วย)
เรื่องไหว้ครู หรือไหว้ทำความเคารพนี่ไม่ต้องพูดถึง ทำกันจนเป็นวินัยในค่ายกันเลยทีเดียวแล้วก็ได้มาเห็นตอนสาธิตกระบี่ กระบองเสร็จแต่ละคู่ สมมติว่าคนนึงโดนเตะล้ม พอสาธิตจบนี่เค้าคุกเข่าแล้วยกมือไหว้กันเลยนะ
ไหว้กันเองแล้วก็หันมาไหว้ผู้ชมก่อนลงจากเวทีไป (เดี๋ยวตัดคลิปแล้วจะเอามาให้ดู)
เห็นแล้วไม่ได้จะดราม่า แต่น้ำตามันจะไหล...ขนาดชาวต่างชาติ ขนาดเป็นเด็กเค้ายังเข้าใจถึงบางสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของวัฒนธรรม หรือความเป็นไทยเลย
การเคารพ มีน้ำใจ นอบน้อม ให้เกียรติซึ่งกันและกัน การให้อภัย...ช่างต่างกับภาพการชุมนุมที่เห็นจากประเทศไทยตอนนี้อย่างสิ้นเชิง..
นักมวยทุกคู่ก็ไหว้กันทั้งคนดู กรรมการ และคู่ต่อสู้

กลับมาที่เวทีหลักก็มีไฮไลท์อีกรายการก็คือการประกวด Miss Thai New Year USA
ตากล้องสองคนที่ประจำกันคนละมุมสองข้างเวทีนี่เป็นคนญี่ปุ่น 555 คนนึงชื่อเคนทาโร่ อยู่มุมซ้าย อีกคนชื่อมาซากิ อยู่มุมขวา
การประกวดครั้งนี้ก็คึกคักกว่าปีที่แล้ว เพราะมีนางสาวไทย น้องโจอี้ อรวิภา กนกนทีสวัสดิ์
และน้องแนนต์ (ไม่ทันถามว่าทำไมต้องมีต.เต่าการันต์) วรวิตา จันทร์หุ่น รองนางสาวไทยอันดับสอง จากประเทศไทยมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย
มามือเปล่าก็คงไม่ใช่นางสาวไทย ต้องปฏิบัติภารกิจกันหน่อย มีการแสดงรำไทยประยุกต์ สวยงามมาก
(ถ้าดูในคลิป อาจจะเห็นน้องแนนต์ชัดกว่าน้องโจอี้ก็ได้นะ เพราะหนุ่มๆญี่ปุ่นเราชอบน้องแนนต์มากกว่าแฮะ 555)



น้องๆสองคนนี้ก็น่าปรบมือให้อีกเช่นกัน เพราะจริงๆแล้วมีการแสดงรำถึงสองเวที อีกเวทีรำกันกลางแดดเปรี้ยงๆเลย

ส่วนการประกวดปีนี้น้องๆหน้าตาน่ารักกว่าปีที่แล้ว หนุ่มๆญี่ปุ่นเราชอบสาวๆคนไหนกันบ้าง..
คนแรกน้องที่ตัวค่อนข้างใหญ่ๆหน่อย ถ้าดูจากคลิปโจอี้ แนนต์ข้างบนก็จะเห็นอยู่ข้างหลังเบอร์ 6
(แต่จำได้ว่าชื่อกลางเค้าคือ นาโอมิ หรือว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เจ้าพวกนี้เลยชอบ)
อีกคนเป็นน้องลูกครึ่งมาจากฮาวาย (คนนี้เราก็ชอบ 55) ชื่อน้อง Tippe ใส่ชุดสีม่วง เบอร์ 5

ที่เวทีบันเทิง และเวทีไหนๆ พี่ติ๊กก็ยังไม่หยุดเต้น




งานปีนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี มีอุปสรรคทางธรรมชาตินิดหน่อยก็คือ 'แผ่นดินไหว' ตอน 4 โมงเย็น
ในตึกนี่โต๊ะโยก เลื่อนไปเลื่อนมาเลย แต่เราที่อยู่บนรถ OB ปกติใครขึ้นรถมามันจะขโยกขเยกกันทั้งรถอยู่แล้วตั้งแต่เช้า จนเริ่มชิน
พอมันสั่นตอนแผ่นดินไหวเลยไม่รู้เรื่องกะเค้า เราก็มีคลิป ณ ตอนแผ่นดินไหวมาฝาก แต่พี่เค้าไม่ได้ถ่ายโต๊ะน่ะ..



หนุ่มใหญ่ หนุ่มกลาง หนุ่มเล็กของ LAPD ก็บอกว่างานปีนี้เรียบร้อยดี ไม่มีต่อยกัน


และนี่ก็คือทีมงานถ่ายทอดสดของเรา



ภาพทางทีวีสีสวยสดใสสุดๆ ทั้ง banner และ backdrop บนเวทีต่างๆ ไม่มีใครกรี๊ด ขอกรี๊ดให้ตัวเองหนึ่งที

จำได้ว่าตอนรับปริญญามาได้ปฏิญาณตนไว้ว่าจะทำประโยชน์ให้กับคนไทย พอมาเรียนต่อ
ก็ยังไม่แน่ใจว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้สังคมไทยมั้ย แต่ ณ จุดนี้ของชีวิต ก็ดีใจมากๆ
ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมไทย เห็นนักแสดง คนทำงาน คนเบื้องหลังทุกคน
ได้ทำในสิ่งๆหนึ่งร่วมกัน..และเชื่อว่าพวกเราก็ทำสำเร็จไปแล้วในส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ชาวต่างชาติมองประเทศไทยในส่วนที่ดีได้
เจอกันอีกที The 8th Annual Thai New Year Songkran Festival 2011 จ้า




 

Create Date : 12 เมษายน 2553    
Last Update : 31 ตุลาคม 2559 21:45:30 น.
Counter : 474 Pageviews.  

โค้งสุดท้ายก่อนงาน Thai New Year Songkran Festival 2010

มึนๆ งงๆ อีก 4 วันเท่านั้น ยังทำ clip ไม่เสร็จเร้ยยย
วันนึงจึงประกอบด้วยงานประจำ + unexpected jobs (ซึ่งอย่างหลังจะมีมากกว่า)
ยิ่งทำเสร็จยิ่งมีมาใหม่...กว่าจะได้เริ่มทำงานประจำของตัวเองจริงๆ ก็ 2 ทุ่ม
วันนี้เวลาออกอากาศจริง 4 โมงครึ่ง สามโมงกว่ายังตัดเบรคสุดท้ายอยู่เลยคับ
กลายเป็นเรื่องธรรมดา...
อยากตื่นมาอีกทีวันอาทิตย์เลยได้มั้ย หะหะหะ
แต่ก็ภูมิใจในผลงานตัวเองนะ...วันงานมองไปทางไหนก็คงจะเห็นงานเรา
(ถึงแม้เราจะถูกกักกันอยู่แต่บนรถ OB ก็เถอะ) แต่มองจากกล้องทุกเวที
ก็คงจะเห็นสีม่วงเต็มไปหมด แล้วเวทีจะมืดมั้ยนี่..
ขอขอบคุณทุกสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต ที่ทำให้มีโอกาสได้มี artwork ของตัวเอง
เต็มถนน Hollywood เป็นครั้งที่ 2









 

Create Date : 01 เมษายน 2553    
Last Update : 1 เมษายน 2553 8:35:11 น.
Counter : 180 Pageviews.  

วันนี้ไปแอบดู...

เลือกหัวข้อกลุ่มย่อยมิถูก...
บังเอิญวันนี้ไปเจอว่าเพลง Rude Boy ของ Rihanna ขึ้นอันดับหนึ่ง Billboard Hot 100
เลยจิ้มไปดู MV ซักหน่อย
แต่ขอพูดถึงดนตรีก่อน จริงๆ ชอบการเรียบเรียงเสียง synth ของเพลงนี้อยู่ ไม่หนวกหูมาก ง่ายๆ ดี
ฟังไปฟังมาออกแนวคุณ U-Key zone โปรดิวเซอร์ของญี่ปุ่นเหมือนกัน
ส่วนเนื้อเพลงนี่....มีใครเคยตั้งใจฟัง แล้วแปลจริงๆจังๆกันมั้ย มันยิ่งกว่าเรท R อีกนะ 55

แต่เราก็ชอบแหกปากร้องตามตอนขับรถ โดยเฉพาะท่อน WANT WANT WANT นั่นแหละ

ได้ยินว่าช่วงนี้เป็นยุคที่เพลง POP จะกลับมาครองชาร์ทแทน Hip Hop ก็ท่าจะจริง
ทั้งหญิงก้า..Kesha
MV ของ Rihanna ตัวนี้เลยออกมาเป็น POP ART ซะเลย
ซึ่งก็ดีใจมาก..ที่เธอไม่ทำ MV ตามเนื้อเพลง
แถมรวมผลงานของศิลปินชื่อดัง (และคนโปรดของเรา) ที่เห็นก็มี 3 คนแน่ๆ เพราะมีแนวทางที่ชัดเจน
Andy Warhol


Jean-Michel Basquiat (ที่มีสัญลักษณ์ประจำตัวเป็นมงกุฎ)<-- คนนี้เคยเดทกะมาดอนน่าด้วยนะ


และ Keith Haring ถ้าดูไม่ทันก็คือฉากจบ ที่เป็นลายเส้นขาวดำมนๆ กลมๆ
Keith Haring นี่เป็นศิลปิน Graffiti ที่ตอนแรกเริ่ม canvas ที่คุณคนนี้ใช้คือ
billboard ป้ายโฆษณาต่างๆตาม subway ที่นิวยอร์ค
เป็นการสร้างวัฒนธรรม graffiti ที่เรียกว่า มือบอน แต่สร้างสรรค์ดี
หลังๆก่อนเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ก็มีสร้าง sculpture น่ารักๆมากมาย


การใช้สไตล์ของ POP ART มาเล่นกับ typo ก็น่ารักดี จากเนื้อเพลงเรท R เลยลดลงมาเป็น PG-13 ได้ หุหุ
MV เพลงนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของอาจารย์สอนวิชา motion graphic
เพราะมีตั้งแต่การใช้ collage มาขยับๆทีละชิ้น ทีละ layer
และเลยไปถึงเรื่องการใช้ตัวอักษรตรงเนื้อเพลงที่กล่าวไปข้างบน



ปล.ท่อน big enough นี่ไปแอบดูไรของเค้าน่ะ ...เรทกลับไป NC-17 ทันที





 

Create Date : 19 มีนาคม 2553    
Last Update : 19 มีนาคม 2553 15:58:43 น.
Counter : 533 Pageviews.  

1  2  

be Amazing
Location :
77th United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add be Amazing's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.