Veritatem dies aperit. เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเสมอ

Justice of the Peace
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Justice of the Peace's blog to your web]
Links
 

 

22. Sayonara Kansai... Sayonara Japan ...

วันที่ 10 : วันที่ 21 พฤศจิกายน 2552 : คันไซ – สุวรรณภูมิ

เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ตีสองแล้ว ดังนั้น วันนี้เราจึงตัดสินใจตื่นสายกันทั้งคู่ พยายามไม่ให้เกินเวลา Check out แต่ก็ไม่ทันข้าวเช้าของโรงแรมอยู่ดี

เมื่อเรา Check out โรงแรมกันแล้ว เราตัดสินใจว่าจะไม่ไปเที่ยวที่ไหนอีกแล้ว แต่จะเดินเล่น ๆ อยู่แถว ๆ สถานี Nankai Namba เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังสนามบินคันไซ ซึ่งเรากะว่าจะให้เดินทางไปถึงสนามบินประมาณ 15.00 น. เพราะ JL 727 Take off 17.45 น. กลัวจะตกเครื่อง เลยต้องเผื่อเวลาไว้ให้เยอะ ๆ หน่อย (เดินทางครั้งแรกก็หยั่งงี้แหล่ะ กลัวนั่น กลัวนี่ไปหมด)

เราเดินไปที่สถานี Nankai Namba เพื่อจองตั๋วรถไฟสาย Nankai Airport Express ค่าตั๋วคนละ 890 เยน จากนั้นเราก็ไปทาน Brunch กันที่ร้านอาหารภายในห้าง Takashimaya ที่อยู่ในสถานี แล้วก็ไปดูพวกขนมเพิ่มเติมที่ชั้น ใต้ดิน ได้ขนมมาฝาก ผ.อ. ที่ทำงาน แล้วก็ของอื่น ๆ อีกพอสมควร พอได้เวลาเราก็ต้องจากญี่ปุ่นแห่งนี้ไปจริง ๆ ซะแล้ว...

ที่สนามบินคันไซ พอเราจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินแล้วยังมีเวลานั่งทาน Starbucks ชิล ๆ เดินดูของ Duty Free อีก จนได้เห็นเรื่องที่สุดแสนจะเจ็บใจ นั่นก็คือ บรรดาขนมทั้งหลายที่เราอุตส่าห์หอบหิ้วกันมาจากทั้งโอซาก้า เกียวโต นาระ ต่างก็มีขายที่สนามบินคันไซนี้ทั้งนั้น แถมราคาก็ยังถูกกว่าซื้อที่ร้าน เพราะไม่ต้องเสียภาษี (แต่พวกของฝากของที่ระลึกมีไม่เยอะเท่าไหร่ ถ้าซื้อจากเมืองนั้น ๆ ก็น่าจะดีกว่า)

พอเดิน ๆ ดูจนหนำใจแล้ว มารู้ตัวอีกที ก็ประมาณ 17.30 น. เราสองคนก็ต้องตาลีตาเหลือกวิ่งไปขึ้นเครื่อง เพราะมีประกาศ Final Call เราไม่ได้ดูที่ตั๋วที่เขาเรียก On Board ตอนเวลา 17.05 น. เรานึกว่าให้ On Board ตอน 17.45 น. (มาดูทีหลังถึงเห็นว่ามันเป็นเวลาเครื่อง Take Off...) ดีที่มีเจ้าหน้าที่มาตาม นึกว่าจะตกเครื่องซะแล้ว... แต่ในที่สุดก็ยังขึ้นเครื่องได้ทัน เป็นคนสุดท้ายเลย...แหะ ๆ ...ผ่านไปประมาณ 5 ชั่วโมง JL 727 ก็พาเราก็กลับมาถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ เมื่อเวลาประมาณ 21.55 น.

ก่อนเครื่องจะ Take Off ออกจากสนามบินคันไซ เรายังใจหายเลยว่า เวลา 10 วันที่เราอยู่ที่ญี่ปุ่น ทำไมมันช่างแสนสั้นเช่นนี้ เรารู้สึกเหมือนว่า ยังไม่ “อิ่ม” สักเท่าไร อยากเที่ยวต่อ อยากอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ

...นี่ล่ะ ทำไมที่เขาว่ากันว่า ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ไม่ว่าใครไปเที่ยวแล้วก็ไม่อยากกลับกันทั้งนั้น ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับมาเที่ยวอีก สำหรับเรา โดยสรุปแล้ว แม้ว่าทริปครั้งนี้ จะไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ตั้งแต่ทีแรก แต่เราก็รู้สึก...

ดีใจ...ที่ได้ลงมือทำตามความฝันที่เราคิดวาดวิมานในอากาศไว้มานานหลายเดือน...
ภูมิใจ...ที่เราสามารถเที่ยวต่างประเทศได้ครั้งแรกด้วยตัวของเราเอง...
ประทับใจ...กับความสวยงามของสถานที่ทุก ๆ ที่ที่เราได้ไปพบเห็น ...
ซาบซึ้งใจ...ในน้ำจิตน้ำใจ อัธยาศัยไมตรีของทุก ๆ คนที่เราได้พบ ได้เจอ ได้พูด ได้คุย ...



สุดท้ายนี้ เราต้องขอบคุณ ดาว ที่เป็นกำลังใจให้เราตลอดการเดินทาง...ทำให้การเดินทางของเราในครั้งนี้ ไม่โดดเดี่ยวและเงียบเหงา ถ้าเรามาเที่ยวญี่ปุ่นตามลำพังคนเดียว ทริปของเราก็คงจะไม่สนุกและประทับใจเราถึงขนาดนี้...

ทั้ง ๆ ที่ตลอดทั้งทริปนี้ ดาว ต้องมาทนลำบากเดินไกล ๆ ท่ามกลางอากาศหนาว ๆ กับเรา เพื่อไปดูวัด ดูวัง เข้าพิพิธภัณฑ์ ดูของเก่า ๆ โบราณ ๆ ทั้ง ๆ ที่เราก็รู้ว่าดาวชอบช้อปปิ้งมากกว่า... (แต่เราก็ให้เวลาดาวช้อปปิ้งเต็มที่แล้วนะจ๊ะ)

แม้ว่าตลอดทั้งทริปนี้ เราจะพยายามอย่างสุดความสามารถเท่าที่เราจะทำได้ ที่จะทำให้ดาว รู้สึกสนุก สบายใจประทับใจ และสะดวกสบายมากที่สุดในการเดินทางมาเที่ยวกับเราในครั้งนี้

แต่ก็แน่ล่ะ... มันก็ยังอาจจะมีบางครั้ง ที่ทำให้ดาวไม่พอใจ ไม่สบายใจ หรือไม่ชอบใจ ไม่ว่าสาเหตุมันจะเกิดจากอะไรก็ตาม เราเองก็ต้องขอโทษดาวด้วยนะ...ทั้ง ๆ ที่ดาวควรจะมีความสุขกับการ “พักผ่อน” ในการท่องเที่ยวครั้งนี้มาก ๆ แท้ ๆ...แต่เราอยากให้ดาวรู้ว่า เรามีความสุขมากที่สุดเลยนะ ที่ได้มาเที่ยวกับดาวในครั้งนี้...



และถ้าดาวมีความรู้สึกเหมือนกันกับเรา... เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เดือนเมษายน (ปีไหนที่ว่าง และตังค์พร้อม อิอิ) เราคงได้ไปชมซากุระด้วยกันกับดาวที่ญี่ปุ่นอีกนะ...

KooK




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2553    
Last Update : 7 มิถุนายน 2553 8:08:25 น.
Counter : 1061 Pageviews.  

21. นาระ... เมืองหลวงเก่า หลวงพ่อโต และกวาง(ไม่)น้อย

วันที่ 9 : วันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 : นาระ

โปรแกรมท่องเที่ยวของวันนี้ คือ เมืองนาระ (Nara) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น เมื่อครั้งสมัยโบราณเรียกว่า เมืองเฮโจเคียว (Heijo-kyo) สร้างโดยพระจักรพรรดิเก็มเมะเท็นโนะ (Emperor Gemmei-Tenno) เมื่อ ปี ค.ศ.710 โดยใช้แบบแปลนของ เมืองฉางอัน เมืองหลวงของจีน สมัยราชวงศ์ถัง

เมืองเฮโจเคียว หรือ นาระ เป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น มาได้เพียง 74 ปี พอปี ค.ศ.784 พระจักรพรรดิคัมมุเท็นโนะ (Emperor Kammu-Tenno) จึงโปรดให้ย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนางาโอกะเคียว (Nagaoka-kyo) ซึ่งปัจจุบันนี้ คือ เมืองนางาโอกะ ส่วนหนึ่งของจังหวัดเกียวโต พอปี ค.ศ.794 จึงย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองเฮอันเคียว (Hiean-kyo) หรือ เกียวโต

ปี ค.ศ.2010 นี้ เมืองนาระ ก็มีอายุครบ 1,300 ปีพอดี ซึ่งตอนที่เราไป (ปี 2009) ทั่วทั้งเมืองก็มีการปิดป้ายโฆษณาเตรียมการจัดงานเฉลิมฉลองเต็มไปหมด โดยจะมีการจัดงานกันอย่างใหญ่โต ที่บริเวณโบราณสถานพระราชวังเฮโจเคียว ซึ่งมีการสร้างจำลองพระราชวังขึ้นมาใหม่ตามแบบของเดิม

เราเดินจากโรงแรม Toyoko Inn Osaka-Namba มุ่งไปทางถนนมิโดซึจิ ไปเรื่อย ๆ จนถึงสี่แยกไฟแดงแรก ข้ามถนนไป ก็จะเจอกับทางลงสถานี Namba ของบริษัทรถไฟ Kintetsu ซึ่งเป็นบริษัทรถไฟเอกชนอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเส้นทางนี้จะเป็นสาย Kintetsu Nara Line เริ่มต้นสาย ที่สถานี Namba และจะไปสิ้นสุดที่ สถานี Kintetsu Nara ที่ใจกลางเมืองนาระเลย ซึ่งตัวสถานีจะใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวในเมืองนาระ มากกว่าเดินทางจากสถานี JR Nara เราซื้อตั๋วขบวน Express ราคาคนละ 540 เยน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ก็มาถึงสถานี Kintetsu Nara



จากนั้น เราก็ไปขอแผนที่ท่องเที่ยวเมืองนาระ ที่ Tourist Information Office ซึ่งอยู่ด้านบนของสถานี ด้านใน Office มี เจ้ากุมารทองหัวโตเขากวาง หรือ "เซนโตะคุง" Mascot การท่องเที่ยวเมืองนาระ Promote งานเฉลิมฉลองครบรอบ 1,300 ปี เมืองนาระ ตั้งเด่นเป็นสง่า รอต้อนรับพวกเราอยู่ และไม่ว่าเราจะเดินไปที่ไหนในเมือง ก็จะมี เจ้ากุมารทองเซนโตะคุงนี้ตั้งอยู่ซะทุกที่เลย



เนื่องจากเมืองนาระ เป็นเมืองหลวงเก่าในสมัยที่พระพุทธศาสนากำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟูถึงขีดสุด ดังนั้น สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงหนีไม่พ้นบรรดาวัดวาอารามต่าง ๆ ซึ่งในเมืองนาระนี้ มีวัดที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมากมายหลายสิบวัด ซึ่งก็มีวัดที่มีจุดเด่นและน่าสนใจมากมายเช่นกัน แต่สำหรับคนทันสมัยและไม่ชอบประวัติศาสตร์อาจจะรู้สึกเบื่อเมืองนาระได้ เพราะที่เมืองนี้ มีแต่วัดจริง ๆ ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวแบบอื่นเลย…



วัดโคฟุคุจิ & น้องกวาง ที่สวนนาระ

พวกเราเดินออกมาจากสถานี Kintetsu Nara ได้แป๊บเดียว ก็เข้าสู่เขตวัดโคฟุคุจิ ซึ่งเป็นวัดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งขาจร และทัวร์จีน ทัวร์เกาหลี มาลงกันอย่างคับคั่ง เนื่องจากเป็นวัดที่ใกล้สถานีมากที่สุด และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเที่ยวเมืองนาระ และที่สำคัญ วัดนี้ ถ้าเที่ยวชมแต่เพียงด้านนอก ไม่ได้เข้าไปในตัวอาคารเพื่อชมนิทรรศการแสดงสมบัติของวัด ก็ไม่ต้องเสียค่าบัตรผ่านประตูอะไรเลย



วัดโคฟุคุจิ (Kofuku-ji) เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองนาระ เพราะสร้างขึ้นพร้อมกับเมืองนาระตั้งแต่ ค.ศ.710 ดังนั้น วัดนี้จึงมีอายุถึง 1,300 ปี แล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังถือว่าเป็นวัดประจำตระกูลฟุจิวะระ ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสมัยเฮอัน ใหญ่ไม่ใหญ่ก็ลองดูจากการที่บุตรสาวของตระกูลนี้ ได้ถวายตัวอภิเษกสมรสกับพระจักรพรรดิ เป็นพระจักรพรรดินี และพระสนม โดยมีลูกหลาน ที่มีเชื้อสายของตระกูลฟุจิวาระนี้ ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระจักรพรรดิติดต่อกันมายาวนานถึงกว่า 500 ปี ตัวหัวหน้าตระกูลได้เป็นอัครมหาเสนาบดีติดต่อกัน 5 ชั่วคน โดยจำนวนเมืองที่ญาติตระกูลฟุจิวาระเป็นเจ้าเมืองปกครองมีมากถึง 1 ใน 3 ของจังหวัดทั่วประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียวเชียวนะ…



จุดเด่นของวัดนี้ คือ วิหารโทคอนโดะ และเจดีย์ 5 ชั้น ซึ่งมีความสูงเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น รองลงมาจาก เจดีย์ 5 ชั้น ของวัดโทจิ ที่เมืองเกียวโต...

เดินออกมานอกวัด ก็เข้าสู่เขตของ สวนสาธารณะนาระ ซึ่งจะมีเหล่าน้องกวาง นั่ง ๆ นอน ๆ ยืน ๆ เดิน ๆ กันอยู่เต็มไปหมด และกวางเหล่านี้ มีอิสระจะเดินไปไหนมาไหนก็ได้ตามถนนหนทางในบริเวณสวนนี้ ซึ่งกว้างขวางขนาดถึง 8 ตารางกิโลเมตร โดยน้องกวางเหล่านี้ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นประการหนึ่งของเมืองนาระ ถึงกับได้ชื่อว่า เป็นเมืองหลวงของกวาง (อีกแห่งหนึ่งที่มีกวางเต็มเมือง ก็คือ เกาะมิยาจิมะ จังหวัดฮิโรชิม่า)



น้องกวางพวกนี้ไม่กลัวคนแม้แต่น้อย แถมยังออกอาการนิสัยเสีย จะวิ่งไล่คนซะด้วย เพราะถือว่าเป็นขาใหญ่ เจ้าถิ่นของละแวกนี้...

ตามถนน จะมีร้านเพิงเล็ก ๆ ขายขนมเซมเบ้ ซึ่งก็เหมือนกับแผ่นกล้วยอัดเปเล่ ประมาณสัก 10 ชิ้น ราคา 150 เยน เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวป้อนน้องกวาง

แต่ไอ้คุณน้องกวางพวกนี้มันไม่ค่อยจะมีมารยาทสักเท่าไรอ่ะนะ พอเห็นใครถือขนมเซมเบ้ปุ๊บ มันก็จะเฮละโลมากันเป็นฝูงมารุมตัวคนๆ นั้น เพื่อแย่งกันกิน บางตัวก็มาแย่งกินไปจากมือเลยก็มี บางตัวที่ไม่ได้กินก็จะหงุดหงิดเอาหัวชน หรือเอาตัวดัน ๆ คนนั้นเลยก็มี บางทีมันยังได้กลิ่นขนมที่ติดมือ มันก็จะพยายามมาเลีย ๆ จะงับมือซะด้วยซ้ำ... นึกว่าพวกมันจะน่ารัก...ที่ไหนได้...เฮ้อ...

แถมน้องกวางยังมีกลิ่นตุตุด้วยแหล่ะ...เวลาเดินไปตามถนน ก็ต้องคอยระวังกับระเบิดของน้องกวางด้วยนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน...


ป้ายประชาสัมพันธ์งานฉลอง 1,300 ปี เมืองนาระ ในอุโมงค์ลอดใต้ถนน /

ป้ายเตือนนักท่องเที่ยวห้ามยั่วน้องกวาง / มันเผาร้อน ๆ จ้า... แต่ราคาแอบแพงนะป้า...


อ้อ...เค้ายังมีป้ายบอกเตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังอย่าไปยั่วน้องกวางด้วย เห็นน่ารัก ๆ แบ๊ว ๆ อย่างนี้ แต่ก็ยังมีตัวที่แอบร้ายไม่ใช่เล่น เผลอ ๆ เดี๋ยวมันจะขวิดเอาได้ ถึงไม่ตายแต่ก็เจ็บตัวล่ะ…


สวนสวยหน้าทางเข้าวัดโทไดจิ


เดินต่อไปอีกประมาณ 800 เมตร ก็จะมาถึงหน้าทางเข้าวัดโทไดจิ แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยว ทั้งทัวร์ไทย ทัวร์จีน ทัวร์เกาหลี ทัวร์ญี่ปุ่น ทุกคณะจะต้องมาลงที่วัดนี้ แบบเป็น Flight บังคับเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นรถทัวร์วิ่งเข้าวิ่งออก บรรดานักท่องเที่ยว และเด็กนักเรียน เดินกันให้ขวักไขว่ภายในวัดนี้จนหาความสงบมิได้ หน้าวัดมีร้านขายขนม ขายของที่ระลึกเต็มไปหมด


ร้านขายของที่ระลึกหน้าวัดโทไดจิ มีแต่น้องกวาง...


ไหว้หลวงพ่อโต...วัดโทไดจิ


ประตูนันไดมง


เมื่อพวกเราก้าวเข้ามาสู่บริเวณวัด สิ่งก่อสร้างแรกที่เห็นและประทับใจแต่แรกเห็น ก็คือ ประตูใหญ่ของวัด ชื่อว่า ประตูนันไดมง (Nandaimon) มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก ใช้เสาไม้ขนาดใหญ่ถึง 18 ต้น และมีรายละเอียดการก่อสร้างที่ได้สัดส่วนสวยงามมาก



… ที่ประตูนันไดมง จะมียักษ์เฝ้าประตูแกะสลักจากไม้ 2 ตน ขนาดใหญ่โตมโหฬารจนต้องแหงนหน้าจนสุด ซึ่งถือว่าเป็นงานศิลปะแกะสลักมีความละเอียดลออสวยงามมาก ๆ


ประตูนิโอมง


เดินเข้ามาเรื่อย ๆ ก็จะเจอ ประตูนิโอมง (Niomon) ซึ่งเป็นประตูทางเข้าชั้นในของวัดโทไดจิ ทางด้านขวามือ ก็จะมองเห็น สระน้ำ ชื่อว่า คางะมิ-อิเคะ (Kagami-ike) ซึ่งจะมีเกาะกลางสระ และมีศาลเจ้าชินโตหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ด้วย


สระคางะมิ-อิเคะ


ประตูนิโอมงสีแดง และระเบียงคด เป็นเครื่องแสดงเขตพุทธาวาส เราต้องเดินอ้อมเข้าทางประตูด้านข้างทางซ้ายมือ และเมื่อเสียค่าเข้าชม 300 เยน แล้ว พระวิหารที่สร้างด้วยไม้ หลังใหญ่ที่สุดในโลก ก็จะปรากฏต่อเบื้องหน้าเรา...


พระวิหารไดบุตสึเด็น


วัดโทไดจิ (Todai-ji) เป็นพระอารามหลวง สร้างขึ้นเมื่อสมัยพระจักรพรรดิโฌมุ (Emperor Shomu) เมื่อ ค.ศ.743 เนื่องจากในรัชสมัยของพระองค์เกิดภัยพิบัติหลายประการ เกิดไฟไหม้เมืองนาระ มีโรคฝีดาษระบาด ข้าวยากหมากแพง ผู้คนอดอยากตายหลายแสนคน ทำให้เกิดการจลาจล พระจักรพรรดิได้รับคำแนะนำว่าให้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เพื่อหวังว่า พระพุทธบารมีจะช่วยให้เหตุร้ายบรรเทาลง



แต่เนื่องจากราชสำนักไม่มีเงินเพียงพอ ดังนั้น จึงต้องอาราธนาพระคุณเจ้าเกียวกิ (Kyoki) ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคนั้น เป็นผู้จัดตั้งองค์ผ้าป่ามหากุศล เรี่ยไรเงินและวัตถุดิบจากประชาชนทั้งประเทศ เพื่อสร้าง พระไวโรจนพุทธเจ้า หรือพระยูไล ในศาสนาพุทธนิกายวัชรยานแบบจีน-ธิเบต ซึ่งเป็นที่นับถือกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น องค์พระนั้น สร้างด้วยทองแดง วัดจากฐานบัว ถึงพระเกศ สูงถึง 16 เมตร เฉพาะพระเนตรกว้างถึง 1 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 9 ปี จึงสำเร็จ คนญี่ปุ่นเรียกง่าย ๆ ว่า ไดบุตสึ หรือถ้าจะเรียกแบบไทย ๆ ก็คือ หลวงพ่อโตนั่นเอง



จากนั้นจึงมีการสร้างพระวิหารไดบุตสึเด็น ครอบองค์พระ ซึ่งพระวิหารหลังเดิมนั้น มีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันถึง 1 ใน 3 เมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ เมื่อปี ค.ศ.752 นั้น ตามประวัติ เล่าว่า หลวงพ่อโตได้รับการปิดทองคำทั่วทั้งองค์ด้วย ซึ่งเราก็คิดว่าถ้าองค์พระที่เราเห็นต่อหน้าขณะนี้ ก็ใหญ่โตมโหฬารจนตะลึงแล้ว ยิ่งถ้าเป็นสีทองอร่ามคงจะงามมากยิ่งกว่านี้หลายร้อยเท่า...


หลวงพ่อโตไดบุตสึ


...แต่การสร้างพระพุทธรูปไดบุตสึ ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นตามเจตนารมณ์ของพระจักรพรรดิโฌมุ เพราะเมื่อมีการเรี่ยไรเงิน ชาวนาก็ยิ่งถูกเจ้าที่ดินรีดภาษี คนที่ไม่มีเงินจ่ายก็จะถูกเกณฑ์แรงงานเพื่อมาสร้างวัด ทำให้ไม่มีแรงงานทำนา ผู้คนถูกกดขี่อดอยากลำบากมากเข้าก็พากันหลบหนีเข้าป่า เศรษฐกิจของประเทศก็ยิ่งทรุดหนัก... เบื้องหลังความยิ่งใหญ่และสง่างามขององค์พระไดบุตสึ จึงมีเรื่องน่าเศร้าเช่นนี้อยู่…



...และที่สำคัญ คือ แม้แต่องค์พระพุทธรูปเองก็หนีไม่พ้นหลักไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลวงพ่อโตไดบุตสึถูกไฟสงครามเผาผลาญ ถูกทำลายจนหมดสิ้นทั้งองค์ ถึง 2 ครั้ง แต่ก็มีการสร้างใหม่ในสมัยคะมะคุระ (ค.ศ.1192 – 1334) และสมัยเอะโดะ (ค.ศ.1636 – 1867) และมีการสร้างพระวิหารใหม่ตลอด ดังนั้น องค์หลวงพ่อโตไดบุตสึ และพระวิหาร ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ จึงเป็นของที่สร้างใหม่ในสมัยเอโดะ ไม่ใช่ของเดิมสมัยนาระ





ข้าง ๆ องค์หลวงพ่อโต ยังมี พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ เจ้าแม่กวนอิมปิดทององค์ใหญ่





นอกจากนี้ ด้านในวิหารส่วนหน้า ก็ยังมีรูปแกะสลักท้าวจตุโลกบาลสูงใหญ่ 2 องค์



ส่วนด้านหลัง มีแบบจำลองวัดโทไดจิในสมัยก่อน และพระวิหารของเดิม



เมื่อออกมาทางด้านหน้าพระวิหาร ก็จะมีรูปสลักไม้ของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ชื่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว ประมาณว่า ถ้าเราเจ็บป่วยอะไรตรงไหน ให้เราเอามือไปลูบส่วนนั้น ๆ ของรูปสลัก แล้วเอาไปลูบที่ส่วนที่เราเจ็บป่วย อาการก็จะบรรเทาลงน่ะ ...






จากนั้น ตามโปรแกรมที่เราคิดไว้ ว่าจะเดินไปศาลเจ้าคาซึงะ ไทฉะ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นศาลเจ้าแห่งความรัก แต่เมื่อดูแผนที่แล้ว ดูท่าทางว่าจะต้องเดินไปอีกไกลพอสมควร แต่ดาวมีอาการเจ็บเท้ามาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว เรากลัวว่าดาวจะเดินไม่ไหว เลยล้มเลิกโปรแกรมศาลเจ้าคาซึงะ ไทฉะ ไปเสีย



พอดีว่าเวลาบ่ายกว่าแล้ว เราก็เลยว่า จะเดินกลับออกไปทางสถานี Kintetsu Nara เพื่อหาร้านอาหาร และซื้อของฝาก ในอาเขตแถว ๆ สถานี ที่เราเดินผ่านมาเมื่อตอนเช้า ซึ่งระยะทางเดินกลับไปสถานีก็ราว ๆ 1.5 กิโลเมตร เลยทีเดียว



เมื่อทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว...จากนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่พวกเราก็เดินตะลุยดงร้านขนม และของฝาก ซึ่งจากเดิมที่เราคิดว่า จะกลับโอซาก้าประมาณบ่าย 3 โมง ในที่สุด เราได้กลับโอซาก้าจริง ๆ ตอน 5 โมงเย็น น่ะ...



เราออกเดินทางจากเมืองนาระ ประมาณ 5 โมงเย็นกว่า ๆ แล้ว กว่าจะมาถึงเมืองโอซาก้า ก็ทุ่มกว่า ๆ ซึ่งในวันนี้เราต้องจัดการซื้อของฝากจำพวกบรรดาเครื่องสำอางทั้งหลาย ที่ร้านมัตซึโมโต้คิโยชิ และร้านโคคุมิน ที่ถนนชินไซบาชิซึจิ ให้เสร็จเรียบร้อย เพราะพรุ่งนี้เราต้องเดินทางกลับกันแล้ว...




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2553    
Last Update : 4 มิถุนายน 2553 7:32:23 น.
Counter : 1144 Pageviews.  

20. คืนถิ่นโอซาก้า (แบบหลง ๆ) + ไปกินขาปูร้านคะนิโดระคุด้วยกันมั้ยครับ !!!

โอซาก้า - นัมบะ



จากเกียวโต พวกเรากลับโอซาก้า โดยรถไฟ Hankyu Kyoto Line เช่นเดียวกับขามา โดยต้องไปเปลี่ยนรถที่สถานี Katsura แล้วนั่งต่อไปลงที่สถานี Umeda



จากนั้น เราก็ต้องเดินไปลง Subway Midosuji Line ที่สถานี Umeda ซึ่งพวกเราก็ต้องเผชิญกับความหฤโหดที่ยังไม่เคยเจอมาก่อน เพราะช่วงที่เราไปถึงโอซาก้านั้นเป็นช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. คนเลิกงานกันแล้ว Subway แต่ละขบวนคนเยอะสุด ๆ เบียดเสียดกันจนแทบยืนไม่ได้ ทำให้เราได้ลิ้มรสบรรยากาศปลากระป๋อง ที่ขึ้นชื่อนักหนาของรถไฟญี่ปุ่น พวกเราเองก็ของเยอะแยะ ทั้งกระเป๋าเดินทาง ทั้งเป้ ทั้งถุงขนมที่หอบหิ้วมาจากเกียวโตอีก กว่าเราจะมาถึงสถานี Namba ได้ ก็เล่นเอาสะบักสะบอมกันทั้งคู่

แต่เรื่องเศร้ายังไม่หมดแค่นั้นครับ... พอพวกเราขึ้นมาจาก Subway สถานี Namba เราก็หลงทิศทันที เพราะดูจากแผนที่ เปรียบเทียบกับของจริงแล้วมันไม่ค่อยเหมือนกันซักเท่าไหร่ แล้วมันก็เป็นทางหลายแยก ในแผนที่ไม่ได้เขียนชื่อตึกอะไรให้เป็นจุดสังเกต เลยไปต่อไม่ถูก ไม่รู้จะเดินไปทางไหนดี

ขณะที่กำลังยืนงง ๆ กับแผนที่อยู่ที่ริมถนนตรงหน้าทางลงสถานี Namba นั่นเอง ก็มีคุณป้าท่านหนึ่ง เดินเข้ามาทักทันที ...คงประมาณว่าสงสารกะเหรี่ยงตาดำ ๆ สองคนยืนเอ๋อ ๆ อยู่กลางสี่แยกอ่ะ... คุณป้าเองก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรอกนะ แกพูดแต่ภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ เราก็ยื่นแผนที่โรงแรมที่เป็นภาษาญี่ปุ่นให้แกดู ก็รู้สึกว่ายังไม่แน่ใจเท่าไร ชี้มือชี้ไม้ไปโน่นนี่

สุดท้ายแกก็ชี้ไปทางถนนใหญ่เส้นหนึ่ง แล้วบอกเราประมาณว่า ให้เราเดินตรงไปทางนี้แหละ... เราเห็นแกดูไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร เพราะถ้ารู้ แกต้องชี้บอกได้ทันทีสิ...ใช่มะ เราก็รู้สึกไม่ค่อยเชื่อถือแกเท่าไรนัก และเราก็คิดว่าน่าจะเดินไปอีกทางหนึ่งมากกว่า (แน๊ะ...โง่แล้วยังทำหยิ่งอีก ) แต่ก็ไม่อยากขัดน้ำใจแก เราก็ขอบคุณแล้วลาคุณป้าเดินออกไปตามทางที่แกชี้น่ะแหละ แต่แล้วเราก็เดินนำดาวเลี่ยงออกไปอีกทางหนึ่งที่เราคิดว่าน่าจะใช่มากกว่า...

...เดิน ๆ ไปซักพัก ก็มาออกถนนเล็กสายหนึ่ง แต่ตอนนั้นเราเริ่มไม่มั่นใจแล้ว เพราะบรรยากาศมันวังเวงลงเรื่อย ๆ ...รู้งี้น่าเดินเลียบริมถนนใหญ่เอาไว้ก็ดี... แล้วตอนนั้นก็เสียเวลาไปมากแล้วด้วย แต่ก็โชคดี ที่เดินออกมาเจอสถานีตำรวจพอดี เราเลยรีบเข้าไปถาม ตำรวจหญิงคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ ก็ชี้ทางบอกเราว่าให้กลับหลังหัน เดินตรงไป ออกถนนใหญ่แล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะเห็นโรงแรมแล้ว... เราดีใจมาก รีบเดินไปตามที่ตำรวจบอก ปรากฏว่า ออกถนนใหญ่มาก็เจอป้ายโรงแรม Toyoko Inn Osaka-Namba ตัวเบ้อเริ่มอยู่อีกฝั่งถนนเลย...โอ้วว บันไซ ไชโย้ววว !!!

พอเราข้ามฝั่งมา ดูสภาพถนนให้ดี ๆ อีกที...อ้าว ...นี่มันก็ถนนเดิม ที่เมื่อตะกี้ เรายืนงง ๆ คุยกับคุณป้าอยู่นี่นา คือ ความจริงแล้ว ถ้าเราเชื่อคุณป้า เดินไปตามทางที่คุณป้าชี้บอกให้ ตรงมาเรื่อย ๆ ก็เจอโรงแรมแล้ว (เพราะถนนมันหักมุมนิดเดียว ทำให้เรามองไม่เห็นป้ายโรงแรม) แต่เราดันอวดดี เชื่อมั่นในตัวเอง เดินอ้อมเข้าซอยเล็กซอยน้อยไปไกล...เป็นไงล่ะ... ก็เสียแรงไปเปล่า ๆ น่ะสิ ...เฮ้อ... แต่เอาเถอะ เจอโรงแรมก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว...

พอพวกเราก็จัดการ Check In กับเอาข้าวของเก็บเข้าห้องเรียบร้อยแล้ว พักผ่อนแป๊บนึง แล้วก็ออกไปทานข้าวเย็นกัน โดยวันนี้ เราต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง คือ ต้องไปกินปู ที่ร้านคะนิโดระคุ ที่โดทงโบริ ให้ได้

ตอนแรกเราคิดว่า จากโรงแรม ซึ่งก็อยู่แถว ๆ นัมบะ เดินไปโดทงโบริ คงจะไม่ไกลเท่าไหร่ แต่พอเดินไปถึงแถวๆ ห้าแยกจุดเดิมที่เคยยืนคุยกับคุณป้า เราก็เกิดรู้สึกไม่มั่นใจซะงั้น... กลัวว่าจะเดินหลงทางไปโดทงโบริไม่ถูก

ตอนนั้นก็ประมาณ 20.00 น. กว่า ๆ แล้ว ระหว่างรอสัญญาณไฟข้ามถนน เราก็หันไปเห็นผู้ชายญี่ปุ่นวัยประมาณ 40 เศษๆ คนหนึ่ง เห็นใส่สูทผูกเน็คไท อย่างดี เราก็เข้าใจเอาเองว่า เขาน่าจะรู้ภาษาอังกฤษและน่าจะพอบอกทางเราได้ เราก็เลยถามทางไปโดทงโบริกับเขา...

ปรากฏว่าเขาพูดไม่ถูก...อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดภาษาอังกฤษออกมาได้เป็นคำ ๆ อ่ะ... เราก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง มึน ๆ งง ๆ เขาเห็นแล้วก็คงเวทนากะเหรี่ยงตาดำ ๆ อย่างเราเนี่ยล่ะนะ เขาก็เลยพูดเลยว่า “Follow me !” แล้วชี้ไม้ชี้มือให้เราเดินตามเขาไป โดยเขานำเข้าไปผ่านทาง Ebisubashi-suji ซึ่งก็เป็น Shopping Street ลักษณะคล้าย ๆ กับ Shinsaibashi-suji ที่เราเคยมาเดินแล้วในวันที่อยู่โอซาก้าวันแรก ๆ ...

ระหว่างทางเขาก็ถามเราว่า อายุเท่าไร มาจากไหน จะไปทำอะไรที่โดทงโบริ เราก็บอกว่า จะไปร้านคะนิโดระคุ ...เขาก็พยักหน้า อ้อๆ อื้อ ๆ ไป... เขาเดินเร็วมากเลย จนดาวกับเราเกือบเดินตามเขาไม่ทัน มีช่วงนึงที่คนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะมาก แล้วมีคนเดินตัดหน้าเรา เราเสียจังหวะ เลยเดินตามเขาไม่ทัน ดาวมาบอกเราทีหลังว่า เขาหันมามองแล้วไม่เห็นเรา ดูท่าทางเขาตกใจมากเลย ถึงกับหยุดยืนมองหาเราไปทั่วเลย สงสัยว่ากลัวเราจะพลัดหลงกับเขามั้ง พอเขาเห็นเราเขาก็รู้สึกโล่งอก...

แล้วเขาก็พาเราเดินมาส่งจนถึงหน้าร้านคะนิโดระคุเลยทีเดียวนะ พอถึงหน้าร้านแล้วเขาก็ชี้ให้ดู... ว่าใช่ร้านนี้มั้ย เราบอกว่าใช่แล้วครับ แล้วเขาก็ขอตัวกลับ ซึ่งก็เดินกลับไปทางเดิมนั่นแหละ... เรานี่ถึงกับอึ้งมาก ๆ เลย ที่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจให้กับคนต่างชาติอย่างพวกเรา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว แค่เขาบอกทางเรามา เราก็รู้สึกขอบคุณเขามาก ๆ แล้ว... แต่นี่ เขายอมเสียเวลา เสียแรง เดินมาส่งเราตั้งไกล เพราะระยะทางจากที่เราเริ่มเดินจนถึงโดทงโบรินี่ก็ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลยนะ ประมาณเกือบหนึ่งกิโลเมตรได้เลยแหละ...

ทั้งยังตอนที่ดาวบอกเราว่า ที่เดินตามเขาไม่ทัน ดูท่าทางเขาตกใจมาก แล้วมองหาตัวเราไปทั่วเลยน่ะ แสดงให้เห็นว่า เขามีความรับผิดชอบในตัวพวกเรามาก ๆ เลยนะ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เขาไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลอะไรเราถึงขนาดนั้นเลย... และเราก็ไม่ได้อ้อนวอนขอร้อง หรือจ้างเขาให้ไปส่งเราด้วยซ้ำ แต่เขากลับมีน้ำใจแก่เรามากมายถึงขนาดนี้... เราไม่รู้จะขอบคุณเขาด้วยอะไรดี (ไม่ได้เอาของที่ระลึกติดมือมาด้วย)

ดาวกับเราก็ทำได้แต่เพียงโค้งคำนับขอบคุณเขาให้สวยงามที่สุด ซึ่งเราก็ว่ายังไม่เพียงพอกับน้ำใจของเขาเลยซักนิด … ในใจของดาวกับเรานั้น ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกประทับใจ และซาบซึ้งในน้ำใจของเขาอยู่เสมอ... นี่เป็นครั้งที่สองในทริปแล้วนะ ที่เราได้รับน้ำใจจากคนญี่ปุ่น ที่ก็ไม่เคยได้รู้จักมักคุ้นอะไรกันมาก่อน ทั้งที่เราก็เป็นเพียงคนต่างชาติต่างภาษาที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ซักคำ แต่เขากลับมีน้ำใจไมตรีให้กับคนต่างชาติได้ถึงขนาดนี้... ขอบคุณมากครับ.

ไปกินปูกันที่ ร้านคะนิโดระคุ กันดีกว่าครับ



ร้านคะนิโดระคุ เป็นร้านที่ขายแต่อาหารที่ทำด้วยปูเท่านั้น มีหลายสาขาตามเมืองใหญ่ ๆ ในญี่ปุ่น ที่โดทงโบรินี้ก็มีตั้ง 2 ร้าน แต่เราเลือกร้านที่อยู่ติดสะพานข้ามคลองโดทงโบริพอดี (ตึกที่มีป้ายโฆษณาเบียร์อาซาฮี)

เข้าไปในร้าน ก็จะเห็นตู้โชว์วัตถุดิบของร้านที่เราจะทานกันในวันนี้ล่ะครับ...



ได้ขึ้นไปทานที่ชั้น 4 ติดริมกระจกมุมที่มองลงมาเห็นสะพานโดทงโบริพอดี เลยได้กินไปมองแสงสีของโอซาก้าไปด้วย...



อาหารของที่ร้าน มีทั้งแบบเป็น Set และแบบ a la carte... หลังจากที่ต้องคิ้วขมวดกับเมนูซึ่งไม่ว่าจะแบบไหน ราคาก็แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันทั้งนั้น ในที่สุด เราก็สั่งเป็น Set หม้อไฟ เซ็ทใหญ่หนึ่ง เซ็ทเล็กหนึ่ง...



อาหารมาเสิร์ฟแล้วครับ...ทานกันเล้ยยย


ออเดิร์ฟ



ขาปูนึ่ง




ซาชิมิขาปู



ขาปูย่าง



เครื่องหม้อไฟมาแล้ววววววว



ซูชิปู กับเทมปุระปู


ที่อยู่ในเซ็ทก็มีเป็น ออเดิร์ฟ, ซาชิมิขาปู (ปูดิบครับ ดาวไม่ทานของดิบ เราเลยต้องรับผิดชอบเอง... 555 ขอบอกว่าปูดิบสด ๆ หวานอร่อยมาก), ไข่ตุ๋นเนื้อปู (หวานไปนิด), กราแต็งปู (ถ่ายรูปไม่ทัน...จ้วงไปแล้ว 555), ขาปูนึ่ง (แต่เย็นเจี๊ยบ), ขาปูย่าง (เย็นเจี๊ยบเช่นกัน), ซูชิปู (อันนี้อร่อยครับ), เทมปุระปู แล้วก็มีชุดหม้อไฟ ที่ใช้น้ำซุปปูหวานเจี๊ยบ ซึ่งพอเราทานเสร็จแล้ว พนักงานเค้าก็จะเอาเศษผักอะไรที่เหลือ ๆ ขึ้นจากหม้อทั้งหมด แล้วก็ใส่ข้าวสวย ไข่ไก่ สาหร่าย ลงไปคน ๆ ทำเป็นข้าวต้มปูอีก... แต่ว่าตอนนั้น ดาว กับเรา อิ่มอืดมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้ว เลยทานไม่หมด...

...แถมพอทาน ๆ ไป เริ่มรู้สึกว่าน้ำซุปปูมันหวานเลี่ยนเกินไป เพราะอาหารเกือบทั้งหมดมีแต่รสเลี่ยนหวาน ๆ ไม่มีอาหารรสจัด ๆ อะไรมาช่วยตัดรสเลย แล้วก็เนื้อปูมัน ออกจะชืด ๆ เย็น ๆ (เขาบอกว่า การทานปูเย็น ๆ ช่วยรักษาความสด และความหวานของเนื้อปู ได้มากกว่าเอาไปทำให้ร้อนน่ะ)

เรารู้สึกว่าทานมาก ๆ แล้วเริ่มรู้สึกเบื่ออ่ะ... ทั้งดาวกับเราก็ชอบทานปูนะ ยิ่งถ้าเป็นปูม้า หรือปูทะเลนึ่งอุ่น ๆ แล้วจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ด รสแซ่บ ๆ...โอ้ว สวรรค์ชัด ๆ (พิมพ์ไปน้ำลายไหลไป) กะว่าคราวหน้า ถ้ามีโอกาสไปกินอีก เอาน้ำจิ้มซีฟู้ดติดกระเป๋าไปด้วยดีกว่า...อิอิ

ในเซ็ท จะมีไอศกรีมเป็นของหวานด้วย ของดาวเลือก ไอศกรีมวนิลา ส่วนของเรา เลือก ไอศกรีมชาเขียว

เขาก็เล่นง่ายดีครับ... ชงชาเขียวมัทฉะมาเทใส่ไอศกรีมวนิลาเลย ก็กลายเป็นไอศกรีมชาเขียวแล้ว...แต่ก็อร่อยดีนะ

เบ็ดเสร็จมื้อนี้ หมดไป 8,000 กว่าเยน นับว่าเป็นมื้อที่หรูที่สุด อร่อยที่สุด ดีที่สุด และแพงที่สุดของทริปนี้ ...กลับโรงแรมไปนอนอิ่มอืด หลับสบายเลยจ้า...




 

Create Date : 03 มิถุนายน 2553    
Last Update : 3 มิถุนายน 2553 7:46:07 น.
Counter : 2438 Pageviews.  

19. Farewell Kyoto... ที่วัดคิโยมิสึ

วัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizu-dera)



จากสถานี Kyoto จะมีรถบัส 2 สาย ที่ผ่านวัดคิโยมิสึ คือ สาย 100 ซึ่งเป็น Raku Bus (รถบัสเพื่อการท่องเที่ยว ที่จะวิ่งผ่านสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งสำคัญ ๆ ในเมืองเกียวโต ซึ่งจะมีอยู่ 3 สาย คือ 100,101 และ 102) ซึ่งดูคิวแล้ว แถวยาวมหาศาล เพราะส่วนใหญ่ นักท่องเที่ยวมักจะได้รับคำแนะนำให้ขึ้น Raku Bus กัน กับอีกสาย คือ 206 ซึ่งเป็น City Bus ธรรมดา ซึ่งดูคิวแล้วก็เห็นมีแต่คนญี่ปุ่นที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยว เราก็เห็นอยู่แล้วว่าแถวของสาย 206 มันสั้นกว่าเห็น ๆ เราก็เลยเลือกขึ้นสาย 206 ดีกว่า เพราะยังไง ๆ ก็ไปถึงเหมือนกัน...



เราสามารถลงป้ายรถบัสได้ 2 ป้าย คือ Gojozaka และ Kiyomizu-michi ซึ่งถ้าลงป้าย Gojozaka ทางขึ้นวัดก็จะไม่ค่อยมีร้านรวงอะไรให้ดูมากนัก ทำให้ขึ้นได้ไว และจะไปโผล่ตรงบันไดข้าง ๆ ประตูใหญ่ของวัด แต่ถ้าขึ้นจากทางป้าย Kiyomizu-michi จะต้องฝ่าด่านอรหันต์ 108 นั่นคือ บรรดาร้านค้า ทั้งร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก ร้านขนม นับร้อยร้าน ที่ตั้งยั่วกิเลสนักท่องเที่ยว หากอดใจไม่ไหว เราก็อาจเสียเวลาไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งก็โชคดีที่เราขึ้นมาจากทาง Gojozaka และลงทาง Kiyomizu-michi เลยทำให้ไม่เสียเวลาขาขึ้น และได้แวะช้อปปิ้งตอนขากลับด้วยน่ะ

ถ้าพร้อมแล้ว...เข้าไปกันเลยครับ !!!


ประตูนิโอมง (Niomon)


วัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizudera) สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยนาระ ก่อนที่เมืองเกียวโตจะเป็นเมืองหลวงเสียอีก ตั้งอยู่บนยอดเขาฮิงาชิยามะ (Higashiyama) จุดเด่นของวัด ที่ทำให้มีชื่อเสียงก็คือ วิหารฮนโด (Hondo) ที่มีระเบียงไม้ขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นด้วยเสาไม้ต้นใหญ่ ๆ ทั้งต้น ทำเป็นสลักเข้าลิ่มแบบโบราณ สร้างยื่นลงไปในหุบเหวเบื้องล่าง


เจดีย์ซันจุโนะโตะ (Sanjunoto) และวิหารเคียวโด (Kyodo)


เมื่อจะเข้ามาด้านใน (ค่าเข้าชม 300 เยน) ก็จะเป็นวิหารฮนโด กับระเบียงใหญ่อันเป็นจุดเด่นของวัดทันที มองตรงไปด้านซ้ายมือก็จะเห็นระเบียงเล็กของ วิหารอะมิดะโด (Amidado) ซึ่งจะเป็นมุมที่มองกลับมายังระเบียงใหญ่ได้สวยที่สุด และเป็นมุมที่ทุกคนต้องไปเข้าคิวถ่ายรูปกัน ...


วิหารอะมิดะโดและระเบียงเล็ก มองจากระเบียงใหญ่ของวิหารฮนโด


ด้านหน้า มองตรงไป ก็จะเป็นภูเขาและหมู่แมกไม้สูงใหญ่ …และถ้ามองไปทานด้านขวาของระเบียงใหญ่ ก็จะมองเห็นวิวของเมืองเกียวโตสุดลูกหูลูกตา และเห็นหอคอยเกียวโตของสถานี Kyoto อยู่ลิบ ๆ ...แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นตอนบ่าย แดดส่องเข้าหน้าเต็ม ๆ เพราะฉะนั้น ถ่ายรูปมาก็จะมืด ไม่สวย เพราะย้อนแสง


หุบเขาฮิงาชิยามะ มองจากระเบียงใหญ่ของวิหารฮนโด


...หรือถ้ามองลงมาข้างล่าง ก็จะเป็นจุดดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์สามสาย ซึ่งก็เป็นจุดขายของวัดนี้เช่นกัน...


จุดดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์


เมื่อเดินออกมาจากระเบียงใหญ่ ก็จะมีทางเล็ก ๆ มุ่งนำไปสู่บันไดทางขึ้นและเสาโทริอิหิน อันเป็นเครื่องหมายแสดงว่า เป็นศาลเจ้าชินโต ซึ่งที่นี่ มีชื่อว่า ศาลเจ้าจิชู จินจา (Jishu Jinja) ซึ่งเทพที่เป็นที่สักการะของที่นี่ คือ เทพเจ้าโอคุนินุชิ โนะ มิโคโตะ (Okuninushi-no-Mikoto) ซึ่งถือกันว่าเป็นเทพเจ้าที่ “มีโชคดี” ในเรื่องความรัก ศาลเจ้าแห่งนี้ ก็เลยขึ้นชื่อว่าเป็นศาลเจ้าแห่งความรักไปเลย



ตำนานของเทพเจ้าโอคุนินุชิ อยู่ใน “โคจิกิ” (Kojiki) ซึ่งเป็นเทพปกรณัมของญี่ปุ่น เล่าว่า เทพเจ้าโอคุนินุชิ เป็นเจ้าชายสุดหล่อคนสุดท้อง ซึ่งมีแต่พี่ชายรวมถึง 80 องค์ แต่พวกพี่ ๆ ซึ่งมีนิสัยนิยมความรุนแรงและการต่อสู้ มักชอบแกล้งเจ้าชายโอคุนินุชิ ซึ่งมีนิสัยอ่อนแอ รักสงบ รักสัตว์ และไม่ชอบการต่อสู้เลย

วันหนึ่ง มีข่าวเล่าว่าเจ้าหญิงเมืองที่ข้าง ๆ ซึ่งว่ากันว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก ประกาศรับสมัครหาคู่ บรรดาพี่ ๆ ของเจ้าชาย ต่างก็เดินทางไปเพื่อสมัครเป็นเจ้าบ่าว ระหว่างทาง พวกพี่ ๆ ได้แกล้งกระต่ายน้อยตัวหนึ่งทำให้ขนหลุดร่วงหมดทั้งตัว เจ้าชายโอคุนินุชิ ซึ่งออกเดินทางมาทีหลัง มาเจอกระต่ายน้อยตัวนี้เข้า เลยช่วยรักษาพยาบาลให้จนหาย แล้วเจ้ากระต่ายน้อยนั้นก็กลับกลายร่างเป็นเทพเจ้า แล้วให้พรว่า เจ้าหญิงนั้นจะไม่สนใจใครเลย และจะต้องหลงรักเจ้าชายโอคุนินุชิเพียงคนเดียวเท่านั้น ปรากฏว่าพรเป็นจริง ทำให้บรรดาพี่ ๆ ไม่พอใจ รวมหัวกันจะฆ่าเจ้าชายโอคุนินุชิเสีย

เจ้าชายเลยต้องหนีไปพึ่ง เทพเจ้าสุซาโนโอะ ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่ แต่ปรากฏว่าเจ้าชายดันไปหลงรักพระธิดาของเทพเจ้าสุซาโนโอะเข้า (เอ๊ะ... เจ้าหญิงก็ต้องมีศักดิ์เป็นอาของเจ้าชายน่ะสิ...) งานนี้เลยต้องมีการพิสูจน์รักแท้เกิดขึ้น เจ้าชายโอคุนินุชิต้องผ่านบททดสอบมหาโหดของว่าที่พ่อตาหลายอย่างจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ในที่สุดเทพเจ้าสุซาโนโอะก็เห็นใจยอมรับเจ้าชายโอคุนินุชิเป็นลูกเขย แล้วช่วยเหลือจนเจ้าชายปราบพวกพี่ ๆ ได้ทั้งหมด และได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ของเมืองอิซึโมะ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วก็ได้รับการยกย่องให้กลายเป็นเทพเจ้าในที่สุด



ดังนั้น ศาลเจ้าแห่งนี้ จึงขึ้นชื่อในเรื่องการขอพรเพื่อให้ความรักสมหวัง ขอให้คนที่เราแอบรักแอบชอบ หันมาสนใจหลงรักเรามั่ง อะไรประมาณนั้น ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ศาลเจ้าแห่งนี้ จะคลาคล่ำไปด้วยหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่มาขอพรกันเต็มไปหมด (แหม...เข้าใจเอาตำนานโบราณมาทำการตลาดนะเนี่ย )


หินเสี่ยงทายทำนายรัก


นอกจากนี้ ก็ยังมี “หินเสี่ยงทายทำนายรัก” วิธีทำนายก็คือ ให้หลับตาเดินจากหินก้อนหนึ่ง ไปหาหินอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 100 เมตร ถ้าเดินได้ตรงแหนว ไปเจอหินอีกก้อนหนึ่งโดยไม่นอกลู่นอกทางเลย ก็แสดงว่าจะเจอเนื้อคู่ในเร็ววันนี้ แต่ถ้าใช้เวลานานกว่าจะเจอ ก็แปลว่าเนื้อคู่จะมาถึงช้าไปอีก ถ้าต้องมีคนคอยบอกทาง แปลว่า จะมีคนคอยช่วยเหลือให้เจอเนื้อคู่จ้า...


ต้นไม้แห่งความแค้น !!!


ส่วนใครที่ไม่ In Love แต่ว่า มีแต่ความแค้น !!! หลังศาลเจ้าแห่งความรัก ก็มีต้นไม้แห่งความแค้น โดยจะมีเทพเจ้า ที่ชื่อ "โอคาเงะ เมียว จิน" (Okage Myojin) เป็นผู้ดูแล ใครที่เกลียดขี้หน้าแฟนเจ้าชู้ หรือมีผู้หญิงคนไหนมันบังอาจแย่งแฟนเราไป ถ้าเราอยากให้ศัตรูหัวใจเราตายไว ๆ ก็มาแช่งได้ที่นี่ พิธีแช่งนี้ เรียกว่า อุชิโนะโทะคิ-มะอิริ (Ushinotoki-mairi) หรือ “การมาเยือนตอนตีสอง” แต่รู้สึกว่าจะให้บริการแต่เฉพาะผู้หญิงนะ วิธีการก็ไม่ยาก... ตอนเวลาตีสอง ให้แต่งตัวด้วยชุดขาว เอาเทียนสามแท่งพันด้วยผ้ารอบศีรษะ ทำหุ่นฟางติดชื่อคนที่เราเกลียด แล้วเอามาตอกด้วยตะปูที่ต้นสนตายซากต้นนี้ ...ตอกไป ก็ต้องสาปแช่งคนที่เราเกลียดไปด้วย...แกตายซะเถอะ ๆ... เขาบอกว่า ถ้าทำอย่างนี้แล้ว คนที่เราแช่งจะตายภายในสามวันเจ็ดวัน

มาชมวัดคิโยมิสึ กันต่อดีกว่าครับ...

พอเดินออกจากศาลเจ้าจิชู ก็จะพบวิหารอะมิดะโดและระเบียงเล็ก ซึ่งจะเป็นมุมที่มองเห็นวิวของระเบียงใหญ่ของวิหารฮนโดท่ามกลางแมกไม้ ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหุบเหว ซึ่งเป็นมุมยอดฮิต ติดอันดับมุมมหาชน มุมบังคับ ที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาถ่ายรูปที่มุมนี้ ทำให้คนเยอะมาก ... ซึ่งจากที่เราเคยดูภาพโฆษณาในเว็บการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ ต้นไม้ที่อยู่เบื้องล่างรอบ ๆ นั้น ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงส้มทั้งหมด ซึ่งจะสวยมาก



แต่น่าเสียดายที่ตอนที่เราไป มันยังไม่เปลี่ยนสีซักเท่าไร ยังเขียว ๆ ตุ่น ๆ อยู่ ถ้าเรามาเที่ยวช้ากว่านี้อีกซักสัปดาห์หนึ่งอาจจะกำลังแดงสวยพอดี…

แต่ขอแนะนำว่า ถ้าจะมาถ่ายรูปมุมบังคับนี้ให้สวย ควรมาตอนเช้า เพราะจะได้ไม่ย้อนแสง แต่วันนี้เราไปตอนบ่าย ถ่ายมุมนี้แล้วย้อนแสงมาก แก้ยังไงก็ไม่หาย



แต่อย่างว่านะ มุมนี้เป็นมุมมหาชน คนเยอะเป็นธรรมดา... ถ้าไม่อยากเบียดเสียด หรือได้รูปชาวบ้านที่เราไม่รู้จักติดมากับกล้องเรา แนะนำว่า ให้เดินออกมาจากระเบียงเล็ก แล้วเดินต่อไปอีกหน่อย จะเป็นทางเดินที่สามารถเห็นวิวระเบียงใหญ่และเจดีย์ได้สวยกว่ามุมที่ระเบียงเล็กครับ





จากนั้น พอเราเดินลงมาตามทางลาดเรื่อย ๆ ก็จะนำไปสู่จุดขายของวัดคิโยมิสึอีกแห่งหนึ่ง ที่ทำให้คนแห่กันมาที่วัดนี้มากมาย นั่นก็คือ น้ำศักดิ์สิทธิ์สามสาย จากน้ำพุโอโตวะ (Otowa) ที่เชื่อว่า ถ้าได้ดื่มแล้วจะโชคดี สายที่หนึ่ง โชคดีในเรื่องความรัก สายที่สองโชคดีในเรื่องการเงิน สายที่สาม โชคดีในเรื่องการเรียน หรือการทำงาน แต่เราก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าเขาเริ่มนับว่า สายทางซ้ายหรือทางขวาเป็นสายที่หนึ่ง... เท่าที่รู้มา คือ คนญี่ปุ่นบอกว่า ให้เลือกดื่มสายใดสายหนึ่งก็พอแล้ว



หลังจากที่เราใช้เวลาเดินเที่ยวในวัดคิโยมิสึจนพอสมควรแก่เวลาแล้ว เราจึงต้องจำจากลาสถานที่ท่องเที่ยวแห่งสุดท้ายในเกียวโตนี้ไปด้วยความรู้สึกใจหาย ไม่อยากจากเกียวโตไปเลย แต่เรายังมีโปรแกรมเที่ยวที่อื่นอีก ดังนั้น เราจึงต้องร่ำลาเกียวโต เมืองสุดที่รักแห่งนี้ไป...



ขากลับ เราเลือกทางลงที่จะไปขึ้นรถบัสที่ป้าย Kiyomizu-michi เพื่อจะได้แวะร้านค้าสองข้างทาง เพื่อเลือกหาซื้อของฝากกลับเมืองไทยด้วย



ขนมพื้นเมืองของเกียวโต ที่เราไม่รู้ว่าคนญี่ปุ่นเรียกว่าอย่างไร แต่เรากับดาว เรียกมันว่า “ขนมเกียวโต” เพราะไม่มีขายที่เมืองอื่น (ยกเว้นที่สนามบินคันไซ...และราคาถูกกว่าด้วย เพราะไม่ต้องเสียภาษี) ทำด้วยแป้งเหนียว ๆ กลิ่นหอมเอียน ๆ พับเป็นรูปสามเหลี่ยม ข้างในห่อไส้ถั่วแดงบด หรือธัญพืชอย่างอื่น เช่น เกาลัด งาดำ แต่ทำสีสัน และกลิ่นแตกต่างกันไป เช่น กลิ่นชาเขียว กลิ่นงาดำ กลิ่นสตรอเบอร์รี่ ฯลฯ มีให้เลือกจนไม่หวาดไม่ไหว กล่องใหญ่ 20 ชิ้น 1,050 เยน กล่องเล็ก 10 ชิ้น 530 เยน...มีตัวอย่างให้ลองชิมด้วย เราเห็นว่าใคร ๆ ก็ซื้อขนมนี้ทั้งนั้น...( ให้อารมณ์เหมือนเวลาไปเที่ยวชะอำหัวหิน แล้วทุกคนต้องแวะซื้อขนมหม้อแกงร้านแม่กิมไล้ อย่างไงอย่างงั้นเลย...)

นอกจากนั้น ก็มีร้านขายของที่ระลึก,พัดญี่ปุ่น, ชา, ผักดอง, เครื่องเซรามิค, ตุ๊กตาญี่ปุ่น, คิตตี้, ของเล่น ฯลฯ ถ้าจะเดินดูให้ทั่ว ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องรีบ เราว่าน่าจะต้องให้เวลากับถนนสายนี้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงทีเดียวน่ะ



จากป้าย Kizomizu-michi เราเดินทางด้วยรถบัสสาย 206 เพื่อกลับไปที่โรงแรม Toyoko Inn Shijo-Omiya เพื่อเอากระเป๋าเดินทาง แต่เนื่องจากตอนนั้น เราผิดเวลาไปมากแล้ว เพราะเราคิดว่า น่าจะเดินทางออกจากเกียวโตไปถึงโอซาก้าซักประมาณ 18.00 น. แต่ว่าเรากลับมาถึงโรงแรม ก็ปาเข้าไป 17.00 น. แล้ว ไม่ทันเวลาที่ Check Inโรงแรม Toyoko Inn Osaka-Namba ที่เรานัดไว้ตอน 18.30 น. แน่ ๆ กลัวว่าถ้าเราไปสายโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เขาอาจจะเอาห้องให้คนอื่น แล้วห้องอาจจะเต็มก็ได้ เราจึงขอให้ Front ของโรงแรม Toyoko Inn Shijo-Omiya ช่วยโทรศัพท์ไปบอกที่โรงแรม Toyoko Inn Osaka-Namba ที่เราจะไปพักคืนนี้ด้วยว่า ขอให้จองห้องรอเราด้วย เนื่องจากอาจจะไปถึงช้ากว่าเวลาที่เคยบอกไว้ ซึ่ง Front ของโรงแรม Toyoko Inn Shijo-Omiya ก็ช่วยบริการให้เราได้ดีมาก ทำให้เราคลายกังวลใจเรื่อง Check In โรงแรมไปได้ ว่ายังไงคืนนี้ก็มีที่ซุกหัวนอนแน่ ๆ.




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2553    
Last Update : 2 มิถุนายน 2553 8:28:40 น.
Counter : 1371 Pageviews.  

18. ไปลอดอุโมงค์เสาโทริอิ ที่ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ กันเถอะ

วันที่ 8 : วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 : เกียวโต

วันนี้จะเป็นวันเที่ยวเกียวโตวันสุดท้ายแล้ว และคืนนี้ต้องเดินทางไปพักที่โอซาก้า เมื่อเราทานข้าวเช้า จัดกระเป๋าเสร็จแล้ว ก็ Check out เลย แต่เรายังฝากกระเป๋าเอาไว้ที่ Front ของโรงแรมได้

เดินทางด้วยรถบัส สาย 206 จากป้าย Shijo-Omiya ไปลงสถานี Kyoto เพื่อเดินทางด้วยรถไฟ JR Nara Line ไปลงที่สถานี Inari แค่ 2 สถานีเท่านั้น ค่าตั๋ว 140 เยน เพื่อไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตอีกแห่งหนึ่งของคนไทย และเป็นที่ที่ดาวบอกว่าอยากไปมากที่สุดในทริป นี้ (ไม่พาไป มีเคือง...) นั่นก็คือ ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ นั่นเอง และที่สำคัญก็คือ ที่นี่ ไม่เสียค่าเข้าชมด้วยล่ะ...



ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต สร้างขึ้นเพื่อถวายให้แด่เทพเจ้าแห่งการกสิกรรม โดยรอบจะมี รูปปั้นและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับ สุนัขจิ้งจอก ซึ่งในตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่น เชื่อว่า สุนัขจิ้งจอก เป็นสัตว์นำสาส์นของเทพเจ้า เป็นสัตว์ที่มีอิทธิฤทธิ์อำนาจพิเศษ สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้...ดังนั้น จุดขายของศาลเจ้าแห่งนี้ จึงเป็นสุนัขจิ้งจอก นั่นเอง...



นอกจากนี้ ศาลเจ้าแห่งนี้ ยังมีชื่อเสียงในเรื่องสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจ คือ เสาโทริอิสีแดงส้ม นับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ต้น ที่ตั้งเรียงรายติด ๆ กัน จนกลายเป็นอุโมงค์เสาโทริอิที่ยาวถึง 4 กิโลเมตร โดยอุโมงค์เสาโทริอิที่ศาลเจ้าแห่งนี้ เป็นที่รู้จักของคนไทยและคนทั้งโลก ผ่านฉากหนึ่งในหนังเรื่อง The Memoires of Geisha ตอนที่นางเอกในวัยเด็ก วิ่งลอดอุโมงค์เสาโทริอิ เพื่อขอพร ขอให้คำอธิษฐานสมความปรารถนา


เสาโทริอิ (Torii) เป็นสัญลักษณ์แทนประตูเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าตามความเชื่อของศาสนาชินโต ดังนั้น ที่ด้านหน้าศาลเจ้าชินโตทุกแห่งในญี่ปุ่นจึงต้องมีเสาโทริอิตั้งเอาไว้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกแก่ผู้ที่มาว่า จากนี้ไปจะเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าแล้ว...


ก่อนเข้าศาลเจ้า ก็ต้องล้างมือ ล้างปาก ตามธรรมเนียม



บรรดาสุนัขจิ้งจอกผู้พิทักษ์ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ



เข้าไปไหว้เจ้าขอพรกันก่อนค่ะ...



สาธุ...ขอให้ดาวได้กลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีกนะคะ



บรรยากาศทั่วไปในศาลเจ้า



จุดเริ่มต้นทางเข้าอุโมงค์เสาโทริอิ



Hi-Light ของที่นี่ อุโมงค์เสาโทริอิ



เดินทะลุอุโมงค์เสาโทริอิไป ก็จะพบกับศาลเจ้าที่สองครับ...


ศาลเจ้าแห่งที่สองนี้จะมีให้เขียนแผ่นป้ายขอพรด้วย ซึ่งก็แน่นอนว่า แผ่นป้ายขอพร ต้องเป็นรูปหน้าสุนัขจิ้งจอก มีแบบให้เขียนหน้าเอาเองด้วย ราคาแผ่นละ 500 เยน จ้า...


จากนั้น เราก็เดินตามทางกันต่อไป แต่เสาแถวนี้ ต้นใหญ่กว่า และแนวเสาไม่ถี่เหมือนช่วงแรก ๆ เพราะเป็นทางขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ


ทางนี้นำเราไปสู่ ศาลเจ้าแห่งที่สาม แต่ศาลเจ้าแห่งนี้ ดูมืด ๆ ทึม ๆ ท่าทางจะขลังกว่าศาลเจ้าสองแห่งข้างล่าง รอบ ๆ นั้นก็มีเสาโทริอิต้นเล็ก ๆ ที่มีคนเอามาถวาย แขวนเรียง ๆ กันไว้ด้วย เราเห็นว่ายังมีทางเดินลอดเสาโทริอิ ให้เดินต่อไปอีก แต่ดาวกับเราเห็นตรงกันว่า คงไม่มีอะไรน่าสนใจอีกแล้ว คงคล้าย ๆ กับที่เดินผ่านมา และดาวก็รู้สึกพอใจที่ได้มาแล้ว ดังนั้น พวกเราก็เลยตัดสินใจเดินย้อนกลับลงไปทางเดิม



ตอนเดินขากลับ พบชายหญิงคู่หนึ่ง กำลังถ่ายรูปกันในอุโมงค์ แล้วเขาขอให้เราช่วยถ่ายรูปคู่ให้เขาหน่อย พอเราถ่ายให้เขาแล้ว เขาก็อาสาถ่ายรูปคู่ให้เราด้วย คุยกันได้ความว่า เขาเป็นชาวสิงคโปร์ มาฮันนีมูนทริป กันที่ญี่ปุ่น แล้วเขาก็นึกว่าพวกเรามาฮันนีมูนเหมือนกันด้วย...



จากนั้นเราก็ไปดูกันที่ร้านขายของที่ระลึกด้านข้างศาลเจ้าหลักข้างล่าง ของที่ระลึกส่วนใหญ่ก็แน่นอนครับ... ต้องเป็นรูปสุนัขจิ้งจอกแน่นอน


ขากลับเราก็เดินทางด้วยรถไฟ JR ไปลงสถานี Kyoto เหมือนเดิมครับ แวะเติมพลังกันที่ Porta กันก่อนที่จะไปลุยต่อในช่วงบ่าย...


อิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว เราก็จะไปปิดท้ายด้วย Finale Program ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับหนึ่งของเกียวโต ที่ไม่ว่าทัวร์ทริป ไหน ๆ ชาติไหน ๆ ก็ต้องลงที่นี่ นั่นก็คือ วัดคิโยมิสึเดระ นั่นเอง.




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2553    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 7:24:37 น.
Counter : 2373 Pageviews.  

1  2  3  4  5  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.