Veritatem dies aperit. เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเสมอ

Justice of the Peace
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Justice of the Peace's blog to your web]
Links
 

 
7. ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ที่ปราสาทโอซาก้า

วันที่ 4 : 15 พ.ย. 2552 : โอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า (Osaka-jo)


ภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณปราสาทโอซาก้า


เช้าวันนี้ดาวบอกว่าไม่สบาย ปวดขา เจ็บเท้า เดินไม่ไหว และยังเหนื่อยกับการเดินทางอยู่ เลยขอพักผ่อนต่อ ดังนั้น ช่วงเช้าวันนี้ เราเลยขอฉายเดี่ยว โดยตกลงกันว่า ตอนเที่ยงจะกลับมารับดาวที่โรงแรมแล้วออกไปเที่ยวตอนบ่ายด้วยกัน เราเลยตัดสินใจไปปราสาทโอซาก้า ที่เราตัดไปเมื่อวันก่อนและมีเนื้อที่กว้างขวางมาก ถ้าดาวมาด้วยคงเดินไม่ไหวแน่ ๆ


คูน้ำด้านทิศใต้ และหอคอยโระคุบัง(Rokuban)


สถานที่ที่ปัจจุบันนี้เป็นบริเวณปราสาทโอซาก้า และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอซาก้า เดิมเป็นที่ตั้งของพระราชวังโบราณนะนิวะ ตามที่เราได้เคยไปดูนิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอซาก้า เมื่อวานนี้ แต่ต่อมาก็ได้กลายเป็นเมืองร้างไป

ต่อมา ค.ศ.1496 พระสังฆราชในนิกายจูโด ชินชู (Joudo shinshu) ได้เริ่มสร้างวัดขึ้น ในเวลาต่อมาได้ขยายตัวออกเป็นวัดขนาดใหญ่ และมีชุมชนรายรอบ จนกลายเป็นเมืองขนาดย่อม ๆ ที่รู้จักกันในนามว่า วัดอิชิยามะ ฮอนงันจิ (Ishiyama Hongan-ji) มีทั้งอิทธิพลและความร่ำรวย ซึ่งได้มาจากสาวกที่ศรัทธานับล้านคน


คูน้ำด้านตะวันตก และหอคอยเซ็นกัง (Sengan)


ต่อมาในราวคริสตศตวรรษที่ 16 พระสังฆราชเค็นเนียว (Kennyo) สั่งสมอำนาจเพื่อเข้าไปมีส่วนในการเมืองการปกครอง มีการสร้างป้อมปราการ ขุดคูน้ำ มีกองทัพพระถึงหนึ่งแสนคน โอดะ โนบุนางะ (Oda Nobunaga) ไดเมียวคนสำคัญที่มุ่งรวบรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียวในสมัยเซ็นโงะกุจิได (Sengoku Jidai) ได้ยกกองทัพมาทำสงครามกับวัดอิชิยามะฮอนงันจิ ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก โนบุนางะ ต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยิน แต่ในครั้งที่ 2 โนบุนางะ ใช้กองทัพปิดล้อมและตัดเสบียง จนทำให้วัดอิชิยามะฮอนงันจิ ต้องยอมแพ้ในที่สุด และโนบุนางะได้สั่งให้เผาวัดจนหมดสิ้น


ประตูโอเตะมง(Otemon)


ต่อมาเมื่อ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi) ได้ครองอำนาจ เล็งเห็นว่า ชัยภูมิของวัดอิชิยามะฮอนงันจิ ดีเยี่ยม จึงให้สร้างปราสาทโอซาก้าแห่งนี้ขึ้น เมื่อ ค.ศ.1583 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการปกครอง แต่ต่อมาเมื่อฮิเดโยชิตาย โทคุงะวะ อิเอะยะสึ (Tokugawa Ieyasu) ได้ทำสงครามแย่งชิงอำนาจจาก โทโยโทมิ ฮิเดโยริ (Toyotomi Hideyori) ทายาทของฮิเดโยชิ ซึ่งยังเป็นเด็กอยู่มาก โดยมาปิดล้อมที่ปราสาทโอซาก้าแห่งนี้ถึง 2 ครั้ง


ประตูชั้นที่สอง ทะมง (Tamon)


ในสงครามครั้งสุดท้าย คือ สงครามฤดูร้อนปราสาทโอซาก้า ค.ศ.1615 จบลงด้วยชัยชนะของโทคุงะวะ อิเอะยะสึ และคนในตระกูลโทโยโทมิ ฆ่าตัวตายหมด เมื่อได้ชัยชนะแล้ว อิเอะยะสึก็สั่งให้เผาทำลายปราสาทโอซาก้า แล้วก็เอาดินมากลบซากปราสาทเดิมจนหมด เพื่อทำให้ทุกคนลืมความยิ่งใหญ่ของตระกูลโทโยโทมิเสีย



ต่อมาในปี ค.ศ.1620 โทคุงะวะ ฮิเดทะดะ (Tokugawa Hidetada) โชกุนคนที่สองของตระกูลโทคุงาวะ ได้มีบัญชาให้ไดเมียวทุกคนมาช่วยกันสร้างปราสาทโอซาก้าใหม่บนที่เดิม โดยสร้างให้ใหญ่กว่าปราสาทโอซาก้าของฮิเดโยชิ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่า ตระกูลโทคุงะวะ เหนือกว่า ตระกูลโทโยโทมิ การก่อสร้างปราสาทโอซาก้าใหม่นี้ใช้เวลานานถึง 10 ปี


ประตูซากุระมง (Sakuramon)


แต่อย่างไรก็ดี หอคอยหลัก หรือ เท็นชู-คะกุ (Tenshu-kaku) ของปราสาทโอซาก้า ในสมัยเอะโดะ ได้ถูกฟ้าผ่า ไฟไหม้ทำลายเสียหายจนหมดในปี ค.ศ.1665 และต่อมา ส่วนประกอบอื่น ๆ ก็ถูกรื้อทำลายจนหมด ตามคำสั่งรัฐบาลในสมัยเมอิจิ จนเหลือเพียงแค่ฐานรากปราสาทเท่านั้น จนกระทั่ง ค.ศ.1931 ชาวเมืองโอซาก้าได้รวบรวมเงินและขออนุญาตจากทางรัฐบาลเพื่อสร้างปราสาทโอซาก้าขึ้นมาใหม่ และใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ปราสาทโอซาก้าดังที่เราเห็นในทุกวันนี้


ก้อนหินซากุระมง เป็นก้อนหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปราสาท มีพื้นที่ 60 ตารางเมตร และหนักถึง 130 ตัน
เป็นกลอุบายทางจิตวิทยาเพื่อให้ผู้ที่เห็นเข้าใจว่าเป็นหินก้อนใหญ่ทั้งก้อน แต่ความจริงเป็นแค่แผ่นหินบาง ๆ เท่านั้น


แต่อย่างไรก็ดี ในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณปราสาทโอซาก้าถูกใช้เป็นฐานทัพกองทัพญี่ปุ่น จึงต้องตกเป็นเป้าทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาอย่างหนัก สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายหมด แต่ก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่ให้สวยงามอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้ (ข้อมูลจากแผ่นพับ Osaka Castle Museum ครับ)


ต้นโออิจิ สีเหลืองสวยสด ด้านในประตูซากุระมง


สวนญี่ปุ่นข้างเท็นชู-คะกุ





หอคอยหลัก หรือ เท็นชู-คะกุ



รายละเอียดหน้าบันของปราสาทโอซาก้า



ปืนใหญ่ ที่ไม่เคยใช้ในการรบ แต่แค่ใช้ยิงบอกเวลาเที่ยงวันของเมืองโอซาก้า
สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1863 ใช้งานมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1870 จนถึงปี 1923


ภายในเท็นชูคะกุ จะมีทั้งสิ้น 8 ชั้น โดยเราจะเริ่มจากการขึ้นลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้นบนสุด คือ ชั้น 8 ซึ่งจะเป็นจุดชมวิวเมืองโอซาก้า 360 องศา


สวนนิชิโนะมารุ (Nishinomaru) วิวจากบนยอดปราสาทโอซาก้า


Osaka Business Park


นอกจากนี้ ถ้ามองลงมาจากยอดปราสาท มายังหน้าบัน จะเห็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของปราสาทโอซาก้า คือ ซาชิ (Sashi) หรือ ปลามังกรสีทอง ซึ่งในแผ่นพับ บอกว่า ก็คือ โลมา (Dolphin) นั่นเอง ซึ่งเป็นสัตว์ที่คนญี่ปุ่นเชื่อว่า จะช่วยป้องกันปราสาทจากไฟไหม้


ซาชิ หรือปลามังกร ของปราสาทโอซาก้า


จากนั้น เราก็ลงบันไดมาเพื่อไล่ชมนิทรรศการที่จัดไว้ในชั้นที่ 7 – 1 โดยในแต่ละชั้น จะมีความน่าสนใจแตกต่างกันไป คือ

ชั้นที่ 7 : เป็นการแสดงประวัติของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ผู้ริเริ่มสร้างปราสาทโอซาก้า โดยจะมีวิดีโอแสดงหุ่นกระบอก “คะระคุริ” เป็นตัวเล่าเรื่อง



ชั้น 5 : เป็นนิทรรศการ เรื่อง สงครามฤดูร้อนที่ปราสาทโอซาก้า ค.ศ.1614



มีภาพวาดบนฉากแบบญี่ปุ่น แสดงภาพการรบที่ปราสาทโอซาก้าระหว่างฝ่ายโทโยโทมิ กับฝ่ายโทคุงะวะ อันเป็นสงครามครั้งสุดท้าย อันเป็นเหตุให้ปราสาทโอซาก้า ต้องถูกทำลายลง




นอกจากนี้ ก็มีโมเดลแสดงฉากการรบระหว่างกองทหารของซะนะดะ ยูกิมุระ (Sanada Yukimura) ฝ่ายโทโยโทมิ กับ กองทัพตระกูลมัตสึไดระ (Mutsudaira) ฝ่ายโทคุงะวะ ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันมากถึงความกล้าหาญของ ซะนะดะ ยูคิมุระ ที่มีจำนวนคนน้อยกว่าหลายเท่า แต่สามารถเอาชนะกองทัพที่ใหญ่กว่าได้ด้วยกลศึกอันชาญฉลาด

ชั้นที่ 4-3 : เป็นการจัดแสดงศิลปวัตถุ ในสมัยของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ เช่น ชุดเกราะ , แบบจำลองห้องชงชาทองคำของฮิเดโยชิ, โมเดลปราสาทโอซาก้าในสมัยฮิเดโยชิ และโมเดลปราสาทโอซาก้าในสมัยเอโดะ ( 2 ชั้นนี้ห้ามถ่ายรูปนะครับ แต่ก็เผลอถ่ายมาแล้ว ไม่ทันเห็นป้ายเตือน)



ชั้น 2 : จะมีการจัดแสดง “ซาชิ” หรือ ปลามังกร ,“ฟุเซะโทระ” หรือ พยัคฆ์คำราม และ “ตราดอกคิคุ” หรือ ตราดอกเบญจมาศ ซึ่งเป็นสิ่งประดับตกแต่งรอบด้านนอบเท็นชูคะคุของปราสาทโอซาก้า



นอกจากนี้ ก็มีบริการให้เช่าแต่งชุดซามุไร และชุดโบราณถ่ายรูปด้วย ซึ่งวันที่เราไป พอดีมีเด็กน้อย พี่สาวกับน้องชาย แต่งตัวชุดกิโมโน กับชุดซามุไรถ่ายรูปกันอยู่ ซึ่งเด็กทั้งคู่ก็น่ารักมาก แถมไม่กลัวกล้องกันด้วย แอ็คท่าถ่ายรูปกันใหญ่ หนูน้อยทั้งสองก็เลยกลายเป็น Model ให้บรรดานักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปน่ารัก ๆ เป็นของฝากจากปราสาทโอซาก้าแห่งนี้ไปด้วย



ชั้น 1 : จะมีการฉายวิดิโอแนะนำประวัติปราสาทโอซาก้าเป็นภาษาต่าง ๆ นอกจากนี้ก็มีพวกประวัติและตำนานต่าง ๆ ของปราสาทโอซาก้า แล้วก็มีร้านขายของที่ระลึก

ตอนเรากำลังเดินออกจากปราสาท เห็นเด็กน้อยคนหนึ่ง แต่งชุดมาเต็มยศเลย ผู้ปกครองเขากำลังถ่ายรูปอยู่กับดอกเบญจมาศที่จัดอยู่หน้าปราสาท เลยขอถ่ายรูปน้องเขาไปด้วย น่ารักดีเหมือนกัน



สุดท้าย เราก็ต้องขอลาจากปราสาทโอซาก้าไปพร้อมกับภาพสุดท้ายนี้...


ดูเวลาอีกทีก็จะเที่ยงอยู่แล้ว ต้องรีบกลับไปรับดาวที่โรงแรมเพื่อจะไปเที่ยวภาคบ่ายกันต่อที่วัดชิเท็นโนจิ และลงเรือ Santa Maria ที่อ่าวโอซาก้า ในตอนเย็นครับ.


Create Date : 26 เมษายน 2553
Last Update : 26 เมษายน 2553 13:36:01 น. 5 comments
Counter : 3219 Pageviews.

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:11:20:28 น.  

 
อยากไปบ้างจัง


โดย: albert_s วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:13:22:49 น.  

 
สวยน่าเที่ยวค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:15:55:26 น.  

 


โดย: thanitsita วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:17:35:15 น.  

 
สวัสดีครับ คุณหาแฟนตัวเป็นเกลียว,คุณ albert_s,คุณ tuk-tuk@korat,คุณ thanitsita ขอบคุณที่แวะเข้ามาชมครับ


โดย: Justice of the Peace วันที่: 27 เมษายน 2553 เวลา:12:52:14 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.