Veritatem dies aperit. เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเสมอ

Justice of the Peace
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Justice of the Peace's blog to your web]
Links
 

 
21. นาระ... เมืองหลวงเก่า หลวงพ่อโต และกวาง(ไม่)น้อย

วันที่ 9 : วันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 : นาระ

โปรแกรมท่องเที่ยวของวันนี้ คือ เมืองนาระ (Nara) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น เมื่อครั้งสมัยโบราณเรียกว่า เมืองเฮโจเคียว (Heijo-kyo) สร้างโดยพระจักรพรรดิเก็มเมะเท็นโนะ (Emperor Gemmei-Tenno) เมื่อ ปี ค.ศ.710 โดยใช้แบบแปลนของ เมืองฉางอัน เมืองหลวงของจีน สมัยราชวงศ์ถัง

เมืองเฮโจเคียว หรือ นาระ เป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น มาได้เพียง 74 ปี พอปี ค.ศ.784 พระจักรพรรดิคัมมุเท็นโนะ (Emperor Kammu-Tenno) จึงโปรดให้ย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนางาโอกะเคียว (Nagaoka-kyo) ซึ่งปัจจุบันนี้ คือ เมืองนางาโอกะ ส่วนหนึ่งของจังหวัดเกียวโต พอปี ค.ศ.794 จึงย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองเฮอันเคียว (Hiean-kyo) หรือ เกียวโต

ปี ค.ศ.2010 นี้ เมืองนาระ ก็มีอายุครบ 1,300 ปีพอดี ซึ่งตอนที่เราไป (ปี 2009) ทั่วทั้งเมืองก็มีการปิดป้ายโฆษณาเตรียมการจัดงานเฉลิมฉลองเต็มไปหมด โดยจะมีการจัดงานกันอย่างใหญ่โต ที่บริเวณโบราณสถานพระราชวังเฮโจเคียว ซึ่งมีการสร้างจำลองพระราชวังขึ้นมาใหม่ตามแบบของเดิม

เราเดินจากโรงแรม Toyoko Inn Osaka-Namba มุ่งไปทางถนนมิโดซึจิ ไปเรื่อย ๆ จนถึงสี่แยกไฟแดงแรก ข้ามถนนไป ก็จะเจอกับทางลงสถานี Namba ของบริษัทรถไฟ Kintetsu ซึ่งเป็นบริษัทรถไฟเอกชนอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเส้นทางนี้จะเป็นสาย Kintetsu Nara Line เริ่มต้นสาย ที่สถานี Namba และจะไปสิ้นสุดที่ สถานี Kintetsu Nara ที่ใจกลางเมืองนาระเลย ซึ่งตัวสถานีจะใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวในเมืองนาระ มากกว่าเดินทางจากสถานี JR Nara เราซื้อตั๋วขบวน Express ราคาคนละ 540 เยน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ก็มาถึงสถานี Kintetsu Nara



จากนั้น เราก็ไปขอแผนที่ท่องเที่ยวเมืองนาระ ที่ Tourist Information Office ซึ่งอยู่ด้านบนของสถานี ด้านใน Office มี เจ้ากุมารทองหัวโตเขากวาง หรือ "เซนโตะคุง" Mascot การท่องเที่ยวเมืองนาระ Promote งานเฉลิมฉลองครบรอบ 1,300 ปี เมืองนาระ ตั้งเด่นเป็นสง่า รอต้อนรับพวกเราอยู่ และไม่ว่าเราจะเดินไปที่ไหนในเมือง ก็จะมี เจ้ากุมารทองเซนโตะคุงนี้ตั้งอยู่ซะทุกที่เลย



เนื่องจากเมืองนาระ เป็นเมืองหลวงเก่าในสมัยที่พระพุทธศาสนากำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟูถึงขีดสุด ดังนั้น สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงหนีไม่พ้นบรรดาวัดวาอารามต่าง ๆ ซึ่งในเมืองนาระนี้ มีวัดที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมากมายหลายสิบวัด ซึ่งก็มีวัดที่มีจุดเด่นและน่าสนใจมากมายเช่นกัน แต่สำหรับคนทันสมัยและไม่ชอบประวัติศาสตร์อาจจะรู้สึกเบื่อเมืองนาระได้ เพราะที่เมืองนี้ มีแต่วัดจริง ๆ ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวแบบอื่นเลย…



วัดโคฟุคุจิ & น้องกวาง ที่สวนนาระ

พวกเราเดินออกมาจากสถานี Kintetsu Nara ได้แป๊บเดียว ก็เข้าสู่เขตวัดโคฟุคุจิ ซึ่งเป็นวัดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งขาจร และทัวร์จีน ทัวร์เกาหลี มาลงกันอย่างคับคั่ง เนื่องจากเป็นวัดที่ใกล้สถานีมากที่สุด และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเที่ยวเมืองนาระ และที่สำคัญ วัดนี้ ถ้าเที่ยวชมแต่เพียงด้านนอก ไม่ได้เข้าไปในตัวอาคารเพื่อชมนิทรรศการแสดงสมบัติของวัด ก็ไม่ต้องเสียค่าบัตรผ่านประตูอะไรเลย



วัดโคฟุคุจิ (Kofuku-ji) เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองนาระ เพราะสร้างขึ้นพร้อมกับเมืองนาระตั้งแต่ ค.ศ.710 ดังนั้น วัดนี้จึงมีอายุถึง 1,300 ปี แล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังถือว่าเป็นวัดประจำตระกูลฟุจิวะระ ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสมัยเฮอัน ใหญ่ไม่ใหญ่ก็ลองดูจากการที่บุตรสาวของตระกูลนี้ ได้ถวายตัวอภิเษกสมรสกับพระจักรพรรดิ เป็นพระจักรพรรดินี และพระสนม โดยมีลูกหลาน ที่มีเชื้อสายของตระกูลฟุจิวาระนี้ ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระจักรพรรดิติดต่อกันมายาวนานถึงกว่า 500 ปี ตัวหัวหน้าตระกูลได้เป็นอัครมหาเสนาบดีติดต่อกัน 5 ชั่วคน โดยจำนวนเมืองที่ญาติตระกูลฟุจิวาระเป็นเจ้าเมืองปกครองมีมากถึง 1 ใน 3 ของจังหวัดทั่วประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียวเชียวนะ…



จุดเด่นของวัดนี้ คือ วิหารโทคอนโดะ และเจดีย์ 5 ชั้น ซึ่งมีความสูงเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น รองลงมาจาก เจดีย์ 5 ชั้น ของวัดโทจิ ที่เมืองเกียวโต...

เดินออกมานอกวัด ก็เข้าสู่เขตของ สวนสาธารณะนาระ ซึ่งจะมีเหล่าน้องกวาง นั่ง ๆ นอน ๆ ยืน ๆ เดิน ๆ กันอยู่เต็มไปหมด และกวางเหล่านี้ มีอิสระจะเดินไปไหนมาไหนก็ได้ตามถนนหนทางในบริเวณสวนนี้ ซึ่งกว้างขวางขนาดถึง 8 ตารางกิโลเมตร โดยน้องกวางเหล่านี้ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นประการหนึ่งของเมืองนาระ ถึงกับได้ชื่อว่า เป็นเมืองหลวงของกวาง (อีกแห่งหนึ่งที่มีกวางเต็มเมือง ก็คือ เกาะมิยาจิมะ จังหวัดฮิโรชิม่า)



น้องกวางพวกนี้ไม่กลัวคนแม้แต่น้อย แถมยังออกอาการนิสัยเสีย จะวิ่งไล่คนซะด้วย เพราะถือว่าเป็นขาใหญ่ เจ้าถิ่นของละแวกนี้...

ตามถนน จะมีร้านเพิงเล็ก ๆ ขายขนมเซมเบ้ ซึ่งก็เหมือนกับแผ่นกล้วยอัดเปเล่ ประมาณสัก 10 ชิ้น ราคา 150 เยน เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวป้อนน้องกวาง

แต่ไอ้คุณน้องกวางพวกนี้มันไม่ค่อยจะมีมารยาทสักเท่าไรอ่ะนะ พอเห็นใครถือขนมเซมเบ้ปุ๊บ มันก็จะเฮละโลมากันเป็นฝูงมารุมตัวคนๆ นั้น เพื่อแย่งกันกิน บางตัวก็มาแย่งกินไปจากมือเลยก็มี บางตัวที่ไม่ได้กินก็จะหงุดหงิดเอาหัวชน หรือเอาตัวดัน ๆ คนนั้นเลยก็มี บางทีมันยังได้กลิ่นขนมที่ติดมือ มันก็จะพยายามมาเลีย ๆ จะงับมือซะด้วยซ้ำ... นึกว่าพวกมันจะน่ารัก...ที่ไหนได้...เฮ้อ...

แถมน้องกวางยังมีกลิ่นตุตุด้วยแหล่ะ...เวลาเดินไปตามถนน ก็ต้องคอยระวังกับระเบิดของน้องกวางด้วยนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน...


ป้ายประชาสัมพันธ์งานฉลอง 1,300 ปี เมืองนาระ ในอุโมงค์ลอดใต้ถนน /

ป้ายเตือนนักท่องเที่ยวห้ามยั่วน้องกวาง / มันเผาร้อน ๆ จ้า... แต่ราคาแอบแพงนะป้า...


อ้อ...เค้ายังมีป้ายบอกเตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังอย่าไปยั่วน้องกวางด้วย เห็นน่ารัก ๆ แบ๊ว ๆ อย่างนี้ แต่ก็ยังมีตัวที่แอบร้ายไม่ใช่เล่น เผลอ ๆ เดี๋ยวมันจะขวิดเอาได้ ถึงไม่ตายแต่ก็เจ็บตัวล่ะ…


สวนสวยหน้าทางเข้าวัดโทไดจิ


เดินต่อไปอีกประมาณ 800 เมตร ก็จะมาถึงหน้าทางเข้าวัดโทไดจิ แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยว ทั้งทัวร์ไทย ทัวร์จีน ทัวร์เกาหลี ทัวร์ญี่ปุ่น ทุกคณะจะต้องมาลงที่วัดนี้ แบบเป็น Flight บังคับเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นรถทัวร์วิ่งเข้าวิ่งออก บรรดานักท่องเที่ยว และเด็กนักเรียน เดินกันให้ขวักไขว่ภายในวัดนี้จนหาความสงบมิได้ หน้าวัดมีร้านขายขนม ขายของที่ระลึกเต็มไปหมด


ร้านขายของที่ระลึกหน้าวัดโทไดจิ มีแต่น้องกวาง...


ไหว้หลวงพ่อโต...วัดโทไดจิ


ประตูนันไดมง


เมื่อพวกเราก้าวเข้ามาสู่บริเวณวัด สิ่งก่อสร้างแรกที่เห็นและประทับใจแต่แรกเห็น ก็คือ ประตูใหญ่ของวัด ชื่อว่า ประตูนันไดมง (Nandaimon) มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก ใช้เสาไม้ขนาดใหญ่ถึง 18 ต้น และมีรายละเอียดการก่อสร้างที่ได้สัดส่วนสวยงามมาก



… ที่ประตูนันไดมง จะมียักษ์เฝ้าประตูแกะสลักจากไม้ 2 ตน ขนาดใหญ่โตมโหฬารจนต้องแหงนหน้าจนสุด ซึ่งถือว่าเป็นงานศิลปะแกะสลักมีความละเอียดลออสวยงามมาก ๆ


ประตูนิโอมง


เดินเข้ามาเรื่อย ๆ ก็จะเจอ ประตูนิโอมง (Niomon) ซึ่งเป็นประตูทางเข้าชั้นในของวัดโทไดจิ ทางด้านขวามือ ก็จะมองเห็น สระน้ำ ชื่อว่า คางะมิ-อิเคะ (Kagami-ike) ซึ่งจะมีเกาะกลางสระ และมีศาลเจ้าชินโตหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ด้วย


สระคางะมิ-อิเคะ


ประตูนิโอมงสีแดง และระเบียงคด เป็นเครื่องแสดงเขตพุทธาวาส เราต้องเดินอ้อมเข้าทางประตูด้านข้างทางซ้ายมือ และเมื่อเสียค่าเข้าชม 300 เยน แล้ว พระวิหารที่สร้างด้วยไม้ หลังใหญ่ที่สุดในโลก ก็จะปรากฏต่อเบื้องหน้าเรา...


พระวิหารไดบุตสึเด็น


วัดโทไดจิ (Todai-ji) เป็นพระอารามหลวง สร้างขึ้นเมื่อสมัยพระจักรพรรดิโฌมุ (Emperor Shomu) เมื่อ ค.ศ.743 เนื่องจากในรัชสมัยของพระองค์เกิดภัยพิบัติหลายประการ เกิดไฟไหม้เมืองนาระ มีโรคฝีดาษระบาด ข้าวยากหมากแพง ผู้คนอดอยากตายหลายแสนคน ทำให้เกิดการจลาจล พระจักรพรรดิได้รับคำแนะนำว่าให้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เพื่อหวังว่า พระพุทธบารมีจะช่วยให้เหตุร้ายบรรเทาลง



แต่เนื่องจากราชสำนักไม่มีเงินเพียงพอ ดังนั้น จึงต้องอาราธนาพระคุณเจ้าเกียวกิ (Kyoki) ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคนั้น เป็นผู้จัดตั้งองค์ผ้าป่ามหากุศล เรี่ยไรเงินและวัตถุดิบจากประชาชนทั้งประเทศ เพื่อสร้าง พระไวโรจนพุทธเจ้า หรือพระยูไล ในศาสนาพุทธนิกายวัชรยานแบบจีน-ธิเบต ซึ่งเป็นที่นับถือกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น องค์พระนั้น สร้างด้วยทองแดง วัดจากฐานบัว ถึงพระเกศ สูงถึง 16 เมตร เฉพาะพระเนตรกว้างถึง 1 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 9 ปี จึงสำเร็จ คนญี่ปุ่นเรียกง่าย ๆ ว่า ไดบุตสึ หรือถ้าจะเรียกแบบไทย ๆ ก็คือ หลวงพ่อโตนั่นเอง



จากนั้นจึงมีการสร้างพระวิหารไดบุตสึเด็น ครอบองค์พระ ซึ่งพระวิหารหลังเดิมนั้น มีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันถึง 1 ใน 3 เมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ เมื่อปี ค.ศ.752 นั้น ตามประวัติ เล่าว่า หลวงพ่อโตได้รับการปิดทองคำทั่วทั้งองค์ด้วย ซึ่งเราก็คิดว่าถ้าองค์พระที่เราเห็นต่อหน้าขณะนี้ ก็ใหญ่โตมโหฬารจนตะลึงแล้ว ยิ่งถ้าเป็นสีทองอร่ามคงจะงามมากยิ่งกว่านี้หลายร้อยเท่า...


หลวงพ่อโตไดบุตสึ


...แต่การสร้างพระพุทธรูปไดบุตสึ ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นตามเจตนารมณ์ของพระจักรพรรดิโฌมุ เพราะเมื่อมีการเรี่ยไรเงิน ชาวนาก็ยิ่งถูกเจ้าที่ดินรีดภาษี คนที่ไม่มีเงินจ่ายก็จะถูกเกณฑ์แรงงานเพื่อมาสร้างวัด ทำให้ไม่มีแรงงานทำนา ผู้คนถูกกดขี่อดอยากลำบากมากเข้าก็พากันหลบหนีเข้าป่า เศรษฐกิจของประเทศก็ยิ่งทรุดหนัก... เบื้องหลังความยิ่งใหญ่และสง่างามขององค์พระไดบุตสึ จึงมีเรื่องน่าเศร้าเช่นนี้อยู่…



...และที่สำคัญ คือ แม้แต่องค์พระพุทธรูปเองก็หนีไม่พ้นหลักไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลวงพ่อโตไดบุตสึถูกไฟสงครามเผาผลาญ ถูกทำลายจนหมดสิ้นทั้งองค์ ถึง 2 ครั้ง แต่ก็มีการสร้างใหม่ในสมัยคะมะคุระ (ค.ศ.1192 – 1334) และสมัยเอะโดะ (ค.ศ.1636 – 1867) และมีการสร้างพระวิหารใหม่ตลอด ดังนั้น องค์หลวงพ่อโตไดบุตสึ และพระวิหาร ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ จึงเป็นของที่สร้างใหม่ในสมัยเอโดะ ไม่ใช่ของเดิมสมัยนาระ





ข้าง ๆ องค์หลวงพ่อโต ยังมี พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ เจ้าแม่กวนอิมปิดทององค์ใหญ่





นอกจากนี้ ด้านในวิหารส่วนหน้า ก็ยังมีรูปแกะสลักท้าวจตุโลกบาลสูงใหญ่ 2 องค์



ส่วนด้านหลัง มีแบบจำลองวัดโทไดจิในสมัยก่อน และพระวิหารของเดิม



เมื่อออกมาทางด้านหน้าพระวิหาร ก็จะมีรูปสลักไม้ของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ชื่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว ประมาณว่า ถ้าเราเจ็บป่วยอะไรตรงไหน ให้เราเอามือไปลูบส่วนนั้น ๆ ของรูปสลัก แล้วเอาไปลูบที่ส่วนที่เราเจ็บป่วย อาการก็จะบรรเทาลงน่ะ ...






จากนั้น ตามโปรแกรมที่เราคิดไว้ ว่าจะเดินไปศาลเจ้าคาซึงะ ไทฉะ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นศาลเจ้าแห่งความรัก แต่เมื่อดูแผนที่แล้ว ดูท่าทางว่าจะต้องเดินไปอีกไกลพอสมควร แต่ดาวมีอาการเจ็บเท้ามาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว เรากลัวว่าดาวจะเดินไม่ไหว เลยล้มเลิกโปรแกรมศาลเจ้าคาซึงะ ไทฉะ ไปเสีย



พอดีว่าเวลาบ่ายกว่าแล้ว เราก็เลยว่า จะเดินกลับออกไปทางสถานี Kintetsu Nara เพื่อหาร้านอาหาร และซื้อของฝาก ในอาเขตแถว ๆ สถานี ที่เราเดินผ่านมาเมื่อตอนเช้า ซึ่งระยะทางเดินกลับไปสถานีก็ราว ๆ 1.5 กิโลเมตร เลยทีเดียว



เมื่อทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว...จากนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่พวกเราก็เดินตะลุยดงร้านขนม และของฝาก ซึ่งจากเดิมที่เราคิดว่า จะกลับโอซาก้าประมาณบ่าย 3 โมง ในที่สุด เราได้กลับโอซาก้าจริง ๆ ตอน 5 โมงเย็น น่ะ...



เราออกเดินทางจากเมืองนาระ ประมาณ 5 โมงเย็นกว่า ๆ แล้ว กว่าจะมาถึงเมืองโอซาก้า ก็ทุ่มกว่า ๆ ซึ่งในวันนี้เราต้องจัดการซื้อของฝากจำพวกบรรดาเครื่องสำอางทั้งหลาย ที่ร้านมัตซึโมโต้คิโยชิ และร้านโคคุมิน ที่ถนนชินไซบาชิซึจิ ให้เสร็จเรียบร้อย เพราะพรุ่งนี้เราต้องเดินทางกลับกันแล้ว...



Create Date : 04 มิถุนายน 2553
Last Update : 4 มิถุนายน 2553 7:32:23 น. 3 comments
Counter : 1143 Pageviews.

 
แวะมาเที่ยวด้วยคนค่ะ


โดย: NucH (sa-bye-sa-bye TEAM ) วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:8:34:43 น.  

 
เห็นแล้วอยากไปมั่งจัง


โดย: Nongpurch วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:9:14:08 น.  

 
กุมารทองเซ็นโตะคุงหน้าตาน่ารักดีครับ มีเขาด้วย


โดย: Kit_Phuket วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:9:53:08 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.