ต่อมลูกหมากอักเสบ


Prostate

ต่อมลูกหมากอักเสบจะทำให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อยขัดต้องเบ่ง บางครั้งมีอาการปวดเอว ปวดหลัง และปวดท้องน้อยร่วมด้วย บางรายอาจเป็นมากจนปัสสาวะไม่ออก ในกรณีที่มีการอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้หนาวสั่นร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือโรคที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ในผู้ป่วยบางรายอาจมีการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อในช่องเชิงกราน จนทำให้น้ำปัสสาวะบางส่วนไหลย้อนกลับเข้าไปในต่อมลูกหมาก ทำให้เกิดการอักเสบ หรือเกิดจากการที่มีการคั่งค้างของน้ำอสุจิ เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ไม่สม่ำเสมอ

ผู้ป่วยที่แพทย์สงสัยว่าต่อมลูกหมากอักเสบ แพทย์จะต้องตรวจ โดยการคลำต่อมลูกหมากจากทางทวารหนัก ต้องตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีการอักเสบมาจากระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ จากต่อมลูกหมาก และอาจต้องใช้วิธีนวดต่อมลูกหมาก เพื่อให้ได้สารคัดหลั่งจากต่อมลูกหมาก เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ต่อไป
การรักษาส่วนใหญ่จะได้ผลดีโดยใช้ยาปฏิชีวนะ และยารักษาตามอาการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ผู้รักษา การพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และการมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอมีส่วนช่วยได้ และในบางรายที่รักษาไม่หายขาด แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออก


ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 11 สิงหาคม 2559
Last Update : 11 สิงหาคม 2559 11:12:30 น.
Counter : 329 Pageviews.

1 comment
ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คืออะไร?


Cardiac arrest

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หมายถึง ภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ ส่วนต่างๆของร่างกายอย่างทันที สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคหัวใจอยู่เดิมโดยที่เจ้าตัวอาจไม่ทราบ หรือไม่เคยตรวจมาก่อน และถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในหนึ่งชั่วโมงหลังมีอาการ เราจะเรียกภาวะนี้ว่า “Sudden cardiac death” ซึ่งภาวะนี้เกิดได้กับใครก็ได้โดยไม่จำเป็นต้อง ป็นโรคหัวใจหรือมีโรคประจำตัวอื่นใดมาก่อน

“สาเหตุของการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน”

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากความผิดปกติของหัวใจโดยกำเนิด หรือสาเหตุภายนอกที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นก็ได้ สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปมักเกิดจาก โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) ส่วนผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปีส่วนใหญ่เกิดจาก โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาชนิดไม่ทราบสาเหตุ (hypertrophic cardiomyopathy ) ซึ่งภาวะนี้การออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ก็ยังอาจเกิดจาก ภาวะเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดในคนอายุน้อย (premature coronary artery disease ) หรือภาวะเส้นเลือดหัวใจผิดปกติโดยกำเนิด (congenital coronary artery anomalies) เช่น โรค Marfan’s syndrome ส่วนสาเหตุภายนอกที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เช่น ภาวะที่มีวัตถุกระแทก อย่างรุนแรงที่บริเวณหน้าอก ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเฉียบพลัน หรือที่เรียกว่า commotio cordis นอกจากนี้ผู้ที่ใช้ยาโด๊ปเพื่อการแข่งขัน เช่นการใช้สาร anabolic-androgenic steroids ก็เป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้เช่นกัน

“ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน”

สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่พบบ่อยได้แก่ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ ฯลฯ ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยให้ทราบ ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า เรามีโรคเหล่านี้หรือไม่ และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคร่วมด้วย ส่วนผู้ที่อายุน้อยกว่า 35 ปีนั้นต้องอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายจากแพทย์เป็นหลัก เพื่อค้นหาว่า มีโรคความผิดปกติโดยกำเนิดหรือไม่ซึ่งอาจจะยังไม่แสดงอาการใดๆ ก็ได้ และผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา

ขอบคุณที่มา ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 10 สิงหาคม 2559
Last Update : 10 สิงหาคม 2559 11:26:47 น.
Counter : 325 Pageviews.

1 comment
รู้หรือไม่? ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง เป็นสาเหตุสำคัญ ของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ


Hepatitis

ทราบได้ อย่างไรว่าเป็นโรค ไวรัสตับอักเสบบี และซี

การวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือสงสัยว่าเป็นพาหะของโรค ทำได้โดยการตรวจเลือดหาแอนติเจนของเชื้อที่เรียกว่า เอชบีเอสแอนติเจน (HBsAg หรือ hepatitis B surface antigen) นอกจากนี้ยังสามารถตรวจ อี แอนติเจน (HBeAg) แสดงว่าเชื้อไวรัสบักำลังแบ่งตัว ซึ่งในภาวะนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อไวรัสบีติดต่อผู้อื่นได้หรือ ตรวจหาปริมาณของเชื้อไวรัสตับ (HBV-DNA) จากเลือดโดยตรง นอกจากนี้ผู้ใดเคยติดเชื้อมาในอดีตและมีภูมิคุ้มกันต่อโรคจะทราบได้โดยการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเช่น anti-HBs 

ส่วนการวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยที่สางสัยว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี หรือสงสัยว่าเป็นพาหะทำได้โดยการตรวจเลือดหาแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสซี (anti-HCV) หรือตรวจหาปริมาณของเชื้อไวรัสซี (HCV-RNA) โดยวิธี PCR

การดูแลรักษาและป้องกันการติดต่อโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญระดับโลก โดยเฉพาะตับอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบีและซี เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้บางคนอาจจะดำเนินโรคเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ ประมาณร้อยละ 5 ของประชากรโลกหรือ 3.5 ล้านคน ที่ติดเชื่อไวรัสตับอักเสบบีและมีผู้ที่เป็นพาหะเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมากกว่า 370 ล้านคนทั่วโลกและเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสนี้มากกว่า 250,000 คนต่อปี และที่สำคัญประมาณร้อยละ 70 ของผู้ที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบีเป็นชาวเอเชีย สำหรับประเทศไทยนับเป็นแหล่งที่มีโรคตับอักเสบบีมากประเทศหนึ่งของโลก มีประชากรที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีถึงร้อยละ 5-10 หรือประมาณ 5-6 ล้านคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบเฉียบพลันร้อยละ 30-40 และเป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบชนิดเรื้อรังถึงร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วยดังนั้นโรคไวรัสตับอักเสบบีจึงนับว่ามีความสำคัญมากสำหรับประเทศไทย แต่ในปัจจุบันหลังจากที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีให้เด็กแรกเกิดทุกคน ทำให้อุบัติการณ์ในคนไทยลดลงเหลือประมาณร้อยละ 3-5 

ในประเทศไทยโรคตับอักเสบซีชนิดเรื้อรังและพาหะของเชื้อไวรัส มีประมาณร้อยละ 1-5 หรือประมาณ 6 แสนถึง 3 ล้านคน นับเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซี และที่สำคัญในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซี

รู้หรือไม่? วัคซีนไวรัสตับอักเสบ 2016

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 09 สิงหาคม 2559
Last Update : 9 สิงหาคม 2559 13:53:38 น.
Counter : 278 Pageviews.

1 comment
พันธุกรรมกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง


onoo01

โรคมะเร็งเกิดจากสาเหตุหลายๆ ปัจจัยร่วมกัน เช่น สภาวะแวดล้อม ลักษณะการดำเนินชีวิต สืบทอดทางพันธุกรรม ปัจจัยเสี่ยงบางอย่างนั้นสามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ทางพันธุกรรมนั้น วิธีการป้องกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแต่ละคนมีปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งต่างกัน หากสามารถป้องกันตนเอง โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และรับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ หากพบว่าเมื่อมีมะเร็งเกิดขึ้นแล้ว สามารถตรวจพบได้ก่อนในระยะเริ่มแรก และรีบทำการรักษา ก็มีโอกาสหายขาดได้

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

• มีประวัติครอบครัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่สืบทอดทางพันธุกรรม
• สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของยีนได้ชัดเจนว่า มี หรือ ไม่มี
• ผลการตรวจให้ข้อมูลที่ช่วยชี้นำการดูแลทางการแพทย์ในอนาคต

ลักษณะความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งที่สืบทอดทางพันธุกรรม

• มีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งเมื่ออายุยังน้อย
• มีมะเร็งหลายชนิดเกิดขึ้นในคนเดียวกัน
• เกิดมะเร็งในอวัยวะที่มีเป็นคู่ โดยเกิดมะเร็งทั้ง 2 ข้าง
• มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน
• เกิดมะเร็งในสภาวะที่ไม่พบบ่อย เช่น มะเร็งเต้านมในเพศชาย
• มีความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ก้อนที่ผิวหนังหรือกระดูก ที่สัมพันธ์กับกลุ่มอาการของมะเร็งทางพันธุกรรม
• มีเชื้อชาติที่เสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการของโรคมะเร็งทางพันธุกรรม

การตรวจทางพันธุกรรมทำอย่างไร

ท่านสามารถนัดพบแพทย์ เพื่อขอคำปรึกษาและแนะนำการตรวจยีนที่เหมาะสมสำหรับท่าน การตรวจทางพันธุกรรมใช้สิ่งส่งตรวจเพียงเล็กน้อยจากท่าน ได้แก่ เลือด น้ำลาย หรือสำลีพันปลายไม้ขูดจากกระพุ้งแก้ม เป็นต้น จากนั้นจะส่งไปยังห้องปฏิบัติการที่เชี่ยวชาญการตรวจยีนนั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาหลายอาทิตย์ หรือนานกว่านั้นสำหรับยีนบางตัว ผลการตรวจจะส่งกลับมายังแพทย์ที่ท่านเข้ารับปรึกษาเพื่อนัดท่านมารับฟังผล และข้อมูลที่เหมาะสมในการดูแลสุขภาพของท่านต่อไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา

ที่มา : ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

http://www.bangkokhealth.com/health/article

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โรคมะเร็ง

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 08 สิงหาคม 2559
Last Update : 8 สิงหาคม 2559 14:15:08 น.
Counter : 358 Pageviews.

1 comment
อาการแพ้วัคซีนแบบรุนแรงในลูกน้อย


chlie02

ในทารกบางรายจะเกิดอาการแพ้วัคซีนอย่างรุนแรง ซึ่งพบได้น้อย จึงควรสังเกตอาการเหล่านี้ไว้ หากเกิดอาการจะได้นำลูกน้อยพบกุมารแพทย์ได้อย่างทันเวลา

• เกิดอาการ ไข้ ปวด บวม ผื่น เร็วมากหลังรับวัค๙นภายในไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงก็ได้
• มีลมพิษขึ้น มีอาการบวมรอบตา หน้า ปาก เท้า
• มีอาการหายใจติดขัด หายใจลำบาก หานใจมีเสียงวี้ด 
• อาจรุนแรงถึงขั้นความดันโลหิตต่ำและช็อกไปเลยก็ได้ 

ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่พบอาการเหล่านี้ควรรีบพบกุมารแพทย์นะคะ

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 05 สิงหาคม 2559
Last Update : 5 สิงหาคม 2559 16:57:40 น.
Counter : 360 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  

BlogGang Popular Award#13



pigget mui
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เป็นโรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ โดยได้รับการรับรองมาตราฐานระดับสากล JCI สามารถให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาพยาบาลโรคที่มีความซับซ้อนได้อย่างครบวงจรและทันสมัยมากที่สุดในภาคตะวันออก
All Blog