Bancha
Group Blog
 
All blogs
 

Love

LOVE

"ความรักจะไม่ทำร้ายเรา ... ถ้าเราไม่ทำร้ายตัวเอง
ถ้าเธอรู้จักรัก"

ถึง...ความรักทุกๆ ดวง

สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา คือชีวิตเรา
...

สิ่งที่มีค่าท ี่สุดในใจเรา คือหัวใจเรา
...

อย่าเอาชีวิตทั้งชีวิตไปยกให้ใคร

อย่าเอาใจทั้ งใจไปให้ใครคนเดียว

อย่ายกสิ่งที่มีค่าที่สุด และดีที่สุดของเราไปให้ใครดูแ ล

เพราะไม่มีใคร ... ที่จะดูแลมันได้ดีไปกว่าตัวเราเอง

อย่าปิดกั้นความรู้สึก ของหัวใจ อย่าบอกว่าเกิดมาเพื่อรักคนๆ
เดียว

คนใจแคบเท่านั้นที่เกิดมาเพื่อ รักคนได้คนเดียว

เราสามารถรักใครต่อใครได้มากมาย

ขอเพียงให้รู้จักหน้าที่ ของความรัก

หน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อคนที่เรารัก

รักต่างแบบ ... ปฏิบัติในหน้าท ี่ต่างกัน

แล้วเมื่อวันใดวันหนึ่ง ... คนบางคนไม่แยแสกับความรักที่เรามีให้

เ ราก็ยังคงเหลือใครต่อใครอีกมากมาย ...
และไม่เห็นต้องเจ็บเจียนตาย

ถ้าเรามั่นใ จว่าเราทำหน้าที่ให้รักนั้นเต็มที่แล้ว

อากาศร้อนอบอ้าว ออกมายืนคุยกับแสงแ ดด

อากาศหนาวขาดใจ ออกมาหาอุ่นไอลมหนาว

เราจะรู้ว่าร้อนหรือหนาว ... ก็ต่อเมื่ อเราได้สัมผัสกับมัน

ก็เหมือนความรัก อยากรู้ว่ารสชาติเป็นไงก็ต้องไปสัมผัส กับมัน

แต่อย่าทรมานตัวเอง ด้วยการยืนตากแดดนาน
ๆ หรือยืนต้านทานลมหนาว

ถ้า รู้ว่าร้อนนัก ... ก็หลบที่ร่ม ถ้ารู้ว่าหนาวนัก
... ก็ก่อเตาผิง

ความรักจะไม่ทำร้า ยเรา ... ถ้าเราไม่ทำร้ายตัวเอง
ถ้าเธอรู้จักรัก

แสงแดดจะทำให้เธออุ่น ลมหนาวจะ ทำให้เธอหลับสบาย
...

:-* ความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม...หากเรารู้จักที่จะรักมันให้ถู ก




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2549 4:12:55 น.
Counter : 245 Pageviews.  

ลิงทะโมน..เอย นั่งนิ่งบนกิ่งไม้

มีคนเล่าให้ฟังว่า...
สมัยก่อน...คุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ...
ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต...
แกอยู่ในป่า...กับเพื่อน 5 - 6 คน...

ทุกวันก็จะเปลี่ยนเวรกัน...ล่าสัตว์ป่า...มาทำอาหาร...
วันหนึ่ง...เป็นเวรของคุณพงษ์เทพ...
แกก็คว้าปืนยาว...สะพายบ่า...เดินเข้าป่าไป...

อาหารโปรดของคุณพงษ์เทพ..คือแกงเนื้อลิง...
พอเดินเข้าป่าไปได้สักพัก...
เห็นลิงตัวหนึ่ง...นั่งอยู่บนต้นไม้...หันหลังให้...
แกก็รีบยกปืนประทับบ่า..
ยิงเปรี้ยง...ไปที่ตัวลิง..

เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดขึ้น...
ปกติ...ลิงพอถูกยิง...จะหล่นตุ๊บ...จากต้นไม้ทันที...
แต่ลิงตัวนี้...นั่งจับกิ่งไม้เฉย...ไม่หล่นลงมา...

จะว่ายิงไม่ถูก...ก็ไม่น่าเป็นไปได้...
เพราะคุณพงษ์เทพ...แกยิงปืนแม่น...
ระยะแค่นี้เป้าใหญ่ขนาดนี้...ไม่พลาดแน่นอน...

ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น...
ลิงตัวที่ถูกยิง...ร้องโหยหวน...เสียงดังมาก...
& gt;ฝูงลิงที่แยกย้ายกันออกหากินอยู่บริเวณใกล้ ๆ...
วิ่งแห่กันเข้ามาหาลิงตัวที่ถูกยิง...
แล้วร้องโหยหวน...เหมือนกันหมด...

แกตกใจ...ยืนตกตะลึง...ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...
สักครู่...ลิงตัวที่ถูกยิง...
โยนวัตถุเล็ก ๆ...สีดำ ๆ..ชิ้นหนึ่ง...ให้กับลิงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด...
แล้วก็หล่นตุ๊บ...ลงมาจากต้นไม้...

คุณพงษ์เทพ...รีบวิ่งไปดู..
ลิงถูกยิงเข้าที่หลัง...ทะลุหน้าอก...เลือดแดงฉาน...เต็มตัว...
คุณพงษ์เทพเห็นแล้ว...ต้องเบือนหน้าหนี...
ลิงที่ตกลงมา...
เป็นลิงแม่ลูกอ่อน...
ขณะที่ถูกยิง...เธอกำลังให้นมลูก...
ลูกตัวน้อย...กำลังดูดนมอย่างมีความสุข...

ทันทีที่ถูกยิง...
ถ้าเป็นลิงตัวอื่น...จะหล่นตุ๊บ...ลงจากต้นไม้...
แต่แม่ลิงตัวนี้...ยังหล่นไม่ได้...ยังตายไม่ได้...
เพราะเธอยังมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำ...
คือ...รักษาชีวิตลูกน้อย..ให้พ้นอันตราย...

เธอกัดฟัน...โหนกิ่งไม้ไว้...แม้จะเจ็บปวดแทบขาดใจ...
มองดูเลือดที่ไหลหยดเป็นทาง...ด้วยความตกใจ...
พยายามรวบรวมพละกำลังที่ยังพอมีเหลือทั้งหมด...
ตะโกนสุดเสียง...ร้องเรียก...ฝูงลิงเข้ามาใกล้ ๆ...
แล้วก็ฝากฝัง...ให้เลี้ยงลูกน้อยแทนเธอ...

หลังจากโยนลูกให้จ่าฝูงแล้ว...
มองดูลูก...ถูกพาไปจนลับสายตาแล้ว...
แน่ใจว่า...ลูกปลอดภัยแล้ว...
จึงหลับตา...แล้วหล่นลงมา..ตาย...

คุณพงษ์เทพ...ก้มมองหน้าลิง...แล้วร้องไห้...

เพราะที่เบ้าตาลิง...มีหยดน้ำตาใส ๆ...กำลังไหลริน...
คุณพงษ์เทพ...รีบเดินกลับที่พัก...
เอาปืนไปเผาทิ้ง...
ไม่ยอมออกล่าสัตว์อีกเลย...ตลอดชีวิต...


และภาพความรักที่ยิ่งใหญ่...ของแม่ลิง...ที่มีต่อลูกน้อย...
เป็นแรงบันดาลใจ...ให้พงษ์เทพ...แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง...
ชื่อว่า..."ลิงทะโมน..."
เพื่อยกย่อง...เชิดชู...คุณค่าของความรัก...ที่แม่...มีต่อลูก...




 

Create Date : 30 มกราคม 2549    
Last Update : 30 มกราคม 2549 5:51:19 น.
Counter : 417 Pageviews.  

เคล็ดลับหน้าตาดีสุขภาพดีอายุยืนและรวยจากพระพุทธเจ้า

เคล็ดลับหน้าตาดีสุขภาพดีอายุยืนและรวยจากพระพุทธเจ้า


..เคล็ดลับหน้าตาดีสุขภาพดีอายุยืนและร่ำรวยจากพระพุทธเจ้า



จะมีวิธีบริหารกายอย่างไร จึงจะทำให้อายุยืน ?



พุทธดำรัสตอบ “มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ
รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา

ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า
ครองอายุได้ยืนนาน”

กินน้อยตายยาก ปัญหา พระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้รับอนุญาต

ให้บริโภคอาหารเพียงวันละ ๑ หรือ ๒ ครั้งเท่านั้น
พระผู้มีพระภาคทรงเป็น

ประโยชน์อย่างไร จึงทรงบัญญัติให้ภิกษุบริโภคอาหารน้อย ?



พุทธดำรัสตอบ “... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว

เมื่อเราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว ย่อมรู้สึกคุณคือ
ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย

มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

แม้เธอทั้งหลายจงมา

จงฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียวเถิด
ด้วยว่าเมื่อเธอทั้งหลายฉันอาหาร ในเวลา

ก่อนภัตครั้งเดียว จักรู้สึกคุณคือ ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย
มีโรคเบาบาง กายเบามีกำลัง

และอยู่สำราญ.....”



ทำอย่างไรจึงจะมีรูปงาม

ปัญหา เพราะเหตุไรบางคนจึงมีรูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่ ทั้ง ๆ
ที่มารดาบิดามีรูปงาม

เพราะเหตุไรคนบางคนจึงมีรูปร่างสวย มีผิวพรรณงาม ทั้ง ๆ
ที่มารดาบิดามีรูปร่างไม่สวย ?



พุทธดำรัสตอบ “... บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้มักโกรธแค้นมาก
ถูกว่าแม้น้อย

ย่อมขัดใจ โกรธ พยาบาทคิดแก้แค้น ทำความโกรธ
ความดุร้ายแลความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

ครั้นตายไป ย่อมเกิดในอบายทุคตินรกด้วยกรรมนั้น....
ถ้าตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก

มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีผิวพรรณน่าชัง “....
บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้

ไม่มักโกรธแค้นมาก ถูกว่าแม้มากย่อมทำความโกรธ ความดุร้ายและความขึ้งเคียด

ให้ปรากฏ ครั้นตายไปย่อมเกิดในสุคติโลกสวรรค์ด้วยกรรม นั้น....
ถ้าภายไปไม่เกิดใน

สุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์ ในที่ใด ๆ

จะเป็นผู้มีผิวพรรณน่าชม"



ทำอย่างไรจึงจะรวย

ปัญหา เพราะเหตุไรบางคนจึงยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์ ทั้ง ๆ
ที่ทำงานหนัก

เพราะเหตุไร คนบางคนจึงร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติ ทั้ง ๆ
ที่ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ?



พุทธดำรัสตอบ “... บุคคลบางคนย่อมไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน
ดอกไม้ ของหอม

เครื่องทา ที่นอน ที่อยู่ เครื่องตามประทีป แก่สมณพราหมณ์
ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบาย

ทุคตินรกด้วยกรรมนั้น.... ถ้าตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก

มาเกิดในมนุษย์ในที่ใด ๆ

จะเป็นผู้มีสมบัติน้อย “... บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้ให้ ข้าว น้ำ ผ้า
ยาน ดอกไม้ ของหอม

เครื่องทา ที่นอน ที่อยู่ เครื่องตามประทีป แก่สมณพราหมณ์
ครั้นตายไปย่อมเกิดใน

อบายสุคติโลกสวรรค์ ด้วยกรรมนั้น....
ถ้าตายไปไม่เกิดในสุคติโลกสวรรค์

มาเกิดในมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีสมบัติมาก”



ทำอย่างไรจึงจะมีอำนาจมาก

ปัญหา เพราะเหตุไรบางคนจึงมียศ มีอำนาจ มีศักดามาก
เพราะเหตุไร

คนบางคนจึงมี
ยศ มีอำนาจมีศักดาน้อย ?



พุทธดำรัสตอบ “.....
บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้มีใจประกอบด้วยความอิจฉา

ริษยา ย่อมริษยา คิดร้าย ผูกริษยาในลาภสักการะ
ในการทำความเคารพในความ

นับถือกราบไหว้และการบูชาของผู้อื่นทั้งหลาย
ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคติ

นรกด้วยกรรมนั้น.... ถ้า ตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก
มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ

จะเป็นผู้มีศักดาน้อย “...
บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้มีน้ำใจไม่ริษยา.... ในลาภสักการะ

ในการทำความเคารพ ในความนับถือ กราบไหว้

และการบูชาของผู้อื่นทั้งหลาย

ครั้นตายไปย่อมเกิดใน สุคติโลกสวรรค์ ด้วยกรรมนั้น....
ถ้าตายไปไม่เกิดในสุขคติ

โลกสวรรค์ มาเกิดเป็น มนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีศักดาใหญ่”



ทำไมจึงเป็นคนขี้โรค

ปัญหา เพราะเหตุไรบางคนเกิดมาแล้ว
จึงมักจะถูกโรคภัยเบียดเบียน

แม้จะมีทรัพย์มาก และรักษาความสะอาดเท่าไร ก็ไม่พ้นเป็นคนขี้โรค

เพราะเหตุไร บางคนจึงมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ ทั้ง ๆ
ที่ยากจนแลไม่ค่อยรู้เรื่อง

เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย
?



พุทธดำรัสตอบ “...
คนบางคนย่อมเป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยมือ

หรือก้อนดิน ท่อนไม้ ศัสตรา
ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคตินรกด้วยกรรมนั้น....

ถ้าตายไปไม่ เกิดในอบายทุคตินรก มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ
จะเป็นผู้มีโรคมาก

.... คนบางคนย่อมเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย
ด้วยมือหรือก้อนดิน ท่อนไม้

ศาสตรา ครั้นตายไป ย่อมเกิดในสุคติโลกสวรรค์ด้วยกรรมนั้น....
ถ้าตายไปไม่เกิด

ในสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ
จะเป็นผู้มีโรคน้อย



ทำไมคนจึงตายช้า-เร็วต่างกัน

ปัญหา เพราะเหตุไร คนบางคนเกิดมาในโลกนี้จึงมีอายุสั้น
ตายตั้งแต่

เยาว์วัย เพราะเหตุไร บางคนจึงอายุยืน
ตายต่อเมื่อแก่หง่อมเต็มที่แล้ว ?



พุทธดำรัสตอบ “..... บุคคลบางคนเป็นสตรี หรือบุรุษในโลกนี้
ย่อมเป็น

ผู้ฆ่าสัตว์มีชีวิต ใจดุร้าย ชอบใจในการฆ่าฟัน
ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต

ทั้งหลาย ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคตินรก ด้วยกรรมนั้น.....

ถ้าตายไป

ไม่เกิดในอบายทุคตินรก มาเกิดเป็น มนุษย์ในที่ใด ๆ
จะเป็นผู้มีอายุสั้น

“.....บางคนย่อมเป็นผู้ละเว้นจากปาณาติบาต มีท่อนไม้ ศัสตรา
อันวางแล้ว

มีความละอาย มีความเอ็นดู
อนุเคราะห์เพื่อความเกื้อกูลในสัตว์ทั้งปวง

ครั้นตายไป ย่อมเกิดใน สุขคติโลกสวรรค์ ด้วยกรรมนั้น.....
ถ้าตายไปไม่เกิด

ในสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็น มนุษย์ในที่ใด ๆ
จะเป็นผู้มีอายุยืน....”





****อ่านแล้วส่งต่อได้บุญค่ะ

การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง




 

Create Date : 15 มกราคม 2549    
Last Update : 15 มกราคม 2549 13:56:55 น.
Counter : 274 Pageviews.  

ข้อคิดสำหรับคนทำงานยุคอินเทอร์เน็ต

ข้อคิดสำหรับคนทำงานยุคอินเทอร์เน็ต


ในยุคที่อะไรต่อมิอะไร เปลี่ยนแปลงได้ฉับไวเพียงคลิกเดียว "คนทำงาน" จะนอนใจเย็นต่อไปไม่ได้แล้ว
สำรวจเมล็ดพันธุ์ความคิดดีๆ ให้หัวใจพองโต กับ 3 คนวงในแวดวงบริหารจัดการคน "ศศินทร์-นิด้า-วัทสัน ไวแอท" ระบุยุคนี้ต้องอิงความรู้ทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง ขันน๊อตศักยภาพให้แน่นเวลาองค์กรคับขัน เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทำ และฟิตตัวให้พร้อมรับความยืดหยุ่น

คลิกความคิดคนทำงานยุคอินเตอร์เน็ต อยู่แบบไหน? ทำตัวอย่างไร?
ถึงจะลงล็อกกับงานที่ทำ เปิด 3 มุมมองของคนวงในที่จะมาช่วยกันวัดชีพจรคนทำงาน
มีกำลังใจแน่นเปรี๊ยะ? หรือว่าถึงเวลาต้องยกเครื่องกันขนานใหญ่เสียที?







ทำตัวให้เป็นหัวกะทิ


ผศ. ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาหลักสูตร สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนทำงานต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ส่วนหนึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารที่จะต้องบริหารจัดการและดูแลพนักงานในช่วงอายุที่แตกต่างกัน โดยเน้นย้ำการสื่อสารให้ชัดเจน

แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก บางครั้งพนักงานปรับตัวไม่ทัน
พนักงานก็อาจจะตั้งคำถามว่า รักษาพนักงานไว้ได้ไหม?
บางครั้งถ้ารักษากันไว้ไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยที่สุดบริษัทก็ต้องปฏิบัติกับเขาเหล่านั้นอย่างยุติธรรม

ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งบริษัท GE เคยปลดพนักงาน 60,000 คนทั่วโลก
พนักงานบอกว่าเขาได้รับโอกาสจากบริษัทให้ปรับปรุงตัวเอง
แต่ถ้ายังไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ GE ก็ยินดีจ่ายค่าชดเชยให้ ขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง ญี่ปุ่น หรือเกาหลี ตอนนี้ก็เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานไปหมดแล้ว บริษัทชั้นนำอย่าง โตโยต้า ซัมซุง ไม่มีการจ้างงานตลอดชีพ แต่เน้นประสิทธิภาพจากผลการปฏิบัติงานแทน

ดังนั้นองค์กรไทยก็จำเป็นต้องไปในทิศทางเดียวกันนี้เหมือนกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการทำตามธรรมเนียมฝรั่ง หรือการมองข้ามความภักดี เพราะความภักดีที่ว่านั้นจะต้องอยู่ภายใต้ผลงานที่คงเส้นคงวา แต่ปัญหาที่เจอคือ เวลาองค์กรแบบไทยนำเอาเครื่องมือการจัดการจากต่างแดนมาใช้ มักจะไม่ดูให้ถ้วนถี่ว่าเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการณ์แค่ไหน? หลายบริษัทต้องมองอดีตของตนเองด้วยว่าที่ผ่านมาบริษัทจ่ายค่าตอบแทนให้กับพนักงานเป็นธรรมหรือไม่? เพียงไร?

"ถ้าอยู่กันแบบธุรกิจครอบครัว แล้วผู้บริหารบอกกับพนักงานว่า เราจะอยู่กันจนแก่นะ แต่เงินเดือนบริษัทจ่ายให้ไม่สูง นี่เป็นผู้บริหารรุ่นที่ 2 บอกกับพนักงาน พอเจอรุ่นลูกซึ่งเป็นยุคที่ 3 เขาไม่รู้ว่าพ่อกับปู่บอกกับลูกน้องไว้อย่างไร? วันดีคืนดีพอคิดจะใช้แนวคิดเดียวกับ GE มันก็ไม่ยุติธรรมสิ เพราะก่อนหน้านั้น บริษัทไม่ได้จ่ายเงินให้พนักงานตามผลงาน เงินเดือนไม่สูงทั้งที่ต้องทำงานมาก แต่สัญญาจะเลี้ยงจนแก่เฒ่า ดังนั้นถ้าจะจ่ายตามผลงาน ก็ต้องคิดถึงผลงานของพนักงานในอดีตด้วย นี่คือความคิดของลูกจ้าง

อย่างไรก็ดี อยากจะบอกว่า วันนี้โลกเปลี่ยนไป เราต้องปรับปรุงตนเองอยู่ตลอดเวลา
ทำตัวเองให้มีคุณค่าอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องปรับตัว
สร้างคุณค่าเพิ่ม หาจุดเด่นในตนเองให้พบ ถึงเหนื่อยหน่อย แต่เป็นงานที่ต้องทำ"

ผศ. ดร. ศิริยุพากล่าวต่อว่า นิยามของมนุษย์เงินเดือนในเศรษฐกิจยุคดิจิตอล
ต้องทำตัวให้เป็นหัวกะทิสุดๆ ถึงจะปลอดภัยที่สุด หรือทำอย่างไรก็ได้ ที่จะไม่เป็นพนักงานเกรดซี แต่ต้องรักษาตัวเองให้อยู่ระดับเกรดบีหรือเกรดเอ

มนุษย์เงินเดือนอย่ามองตัวเองว่าแค่ทำงานกินเงินเดือน แต่ให้มองคุณค่าตัวเอง มองว่าตัวเองคือเถ้าแก่ และคิดภาพตามเจ้าของเงินว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจเอง เราจะกังวลเรื่องอะไรบ้าง? อย่าทำงานเฉพาะที่ผู้บริหารสั่งให้ทำ แต่ต้องคิดเลยขอบโต๊ะไปว่า เราจะมีวิสัยทัศน์ ทำให้องค์กรก้าวหน้าได้อย่างไร? อย่ามองเฉพาะขอบเขตหน้าที่การงานของตัวเอง

และการเป็นมนุษย์เงินเดือนจะรอสวรรค์มาโปรดไม่ได้ ต้องถีบตัวเองให้ถึงสวรรค์ หรือดึงสวรรค์ให้หันมามองเห็นเรา ต้องหาโอกาสแจ้งเกิด ไม่ใช่รอแมวมอง และต้องคิดอยากเป็นเถ้าแก่ด้วย ถ้าปรับวิธีคิดแบบนี้ได้ จะเห็นว่ามุมมองของตัวเองเปลี่ยนไปจากเดิม








สร้างความยืดหยุ่นให้มาก


ขณะที่ ผศ.ดร.กัลยาณี คูณมี อาจารย์โครงการบัณฑิตศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การทำงานในสังคมยุคนี้ คนกินเงินเดือนต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ระมัดระวัง และเก็บออมมากขึ้น พยายามพัฒนาตัวเอง เพิ่มพูนความรู้ทักษะให้สามารถทำงานได้หลากหลาย

แนวโน้มของการทำงานปัจจุบัน ต้องการลักษณะคนทำงานแบบยืดหยุ่น เน้นทำงานเป็นทีม หมุนเวียนไปทำหน้าที่ได้หลากหลาย ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ ขณะที่องค์กรก็เริ่มแบนราบ การเลื่อนขั้นมีน้อยลง ดังนั้นพนักงานต้องเข้าใจว่า การพัฒนาตัวเองไม่ได้ทำไปเพื่อมุ่งหวังได้เลื่อนขั้นแต่เป็นการพัฒนาฝีไม้ลายมือการทำงาน ให้มีความยืดหยุ่นสูง เตรียมพร้อมสำหรับการรับมือในทุกสถานการณ์ ทั้งภาวะปกติและภาวะกดดัน

การทำงานยุคใหม่นี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เจอกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่โหมเข้ามาตลอดเวลา
ในฐานะคนทำงานต้องสร้างค่าให้ตัวเอง ให้คนอื่นมองว่าเรามีความสามารถ ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ขณะที่บริษัทเองก็ต้องหันมาให้ความสนใจกับพนักงานมากขึ้นด้วย ทั้งคนใหม่คนเก่าที่ต่างก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกัน ทำอย่างไรองค์กรถึงจะสามารถพัฒนาคนทั้งสองกลุ่ม ให้แบ่งปันความเก่งระหว่างกันได้

"การให้ความสำคัญกับคนใหม่เป็นแนวคิดการมองแบบระยะสั้น เพราะถ้าเป็นคนใหม่แล้วเก่งด้วยก็จะอยู่องค์กรไม่นาน บริษัทต้องให้คุณค่ากับคนเก่าที่อยู่นาน มีความภักดีสูง และพร้อมพัฒนาตัวเอง
ควรส่งเสริมให้มาก"







การทำงานเป็นแพจะหายไป

จิระณัฐ สัมพัญญู ที่ปรึกษา บริษัท วัทสัน ไวแอท (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่าปัจจุบันบริษัทหันมาเน้นศักยภาพในระดับบุคคลสูงขึ้น พนักงานต้องเน้นความรู้ในเชิงลึกและมุมกว้างมากขึ้น
หลายบริษัทเริ่มนิยมโครงการสร้างคนดีคนเก่ง แสดงให้เห็นว่าที่จริงแล้วมนุษย์ทำงานรุ่นใหม่อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีศักยภาพอะไรพิเศษเสริมมากขึ้น จะได้สามารถขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารในอนาคตได้
ต้องเน้นกระบวนการเรียนรู้พัฒนาตัวเอง การเรียนรู้ผ่านโค้ช ต้องเลือกการเรียนรู้ที่ทำให้ตัวเองปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

มนุษย์เงินเดือนต้องปรับตัวเองให้เก่งเฉพาะบุคคลมากขึ้น ระบบการทำงานเป็นแพจะหายไป คนเก่งสำคัญระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมพนักงานทุกคนเป็นฟันเฟืองให้องค์กร จึงต้องพยายามพัฒนาศักยภาพที่ดีของแต่ละคนออกมาใช้เวลาที่องค์กรคับขัน


"ช่วงหนึ่งเอ็มบีเอบูมมากๆ แต่ตอนนี้หลายคนเริ่มหันมามอง competency ที่เป็นเรื่องของความสามารถเฉพาะที่จำเป็นต่อองค์กรจริงๆ"

แปลว่ามนุษย์เงินเดือนต้องกลับมาหาจุดแข็งพื้นฐานเดิมๆ คนระดับกลางๆ ที่พื้นฐานความสามารถไม่สูงมากนัก ต้องกลับมาดูตัวเองว่าทำอย่างไรถึงจะฝึกปรือขึ้นไปได้ ก็ต้องมองเรื่องพื้นฐานจำเป็นให้เต็มเสียก่อน เช่น ทักษะการวิเคราะห์ การปฏิสัมพันธ์กับคน ถัดมาก็ไปสร้างความรู้ใหม่ๆ มาเพิ่มเติม

หลายที่ที่เข้าไปให้คำปรึกษา เขาบอกว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้คนเก่งมากๆ อย่างเช่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความสามารถในการวิเคราะห์ ทำให้คนแตกต่างกันในปัจจัยพื้นฐานพวกนี้ มากกว่าความรู้ความสามารถเฉพาะทางเพียงถ่ายเดียว

คนทำงานยุคอินเตอร์เน็ตเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องเร่งเดินหน้าปรับกระบวนท่า
เพื่อให้ "เข้าล็อก" กับองค์กรให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้



ที่มา: ผู้จัดการรายสัปดาห์, 10 พฤศจิกายน 2548




 

Create Date : 15 มกราคม 2549    
Last Update : 15 มกราคม 2549 12:48:55 น.
Counter : 448 Pageviews.  

เรื่องของคนเก็บขยะ

เรื่องของคนเก็บขยะ








สิ่งที่ไม่ต้องการ ไม่มีประโยชน์ เสียหายชำรุด เราเรียกว่า 'ขยะ' เมื่อขยะทั้งหลายมาอยู่รวมกัน ทั้งเศษอาหาร กระป๋อง ถุงพลาสติก ฯลฯ จึงกลายเป็นสิ่งไม่น่าดู เวลาเดินผ่านต้องเอามืออุดจมูก หรือไม่ก็หันหน้าไปทางอื่น

แต่กองขยะเหล่านี้ไม่เป็นที่น่ารังเกียจสำหรับคนกลุ่มหนึ่งที่มี 'อาชีพเก็บขยะ' น่าแปลก พวกเขาเห็นสิ่งมีค่าในกองเหม็นๆ ในขณะที่พวกเราอยากกำจัดไปให้ไกล

รถขยะ มาเก็บขยะทุกเช้า พนักงานต่างช่วยกันยก แบก หาม 'ถังขยะ' เทใส่รถดั๊มพ์ จากนั้นอีกพวกหนึ่งที่รออยู่บนรถก็ทำการคุ้ยๆๆ เพื่อหาเศษสิ่งที่สามารถนำไปขาย หรือรีไซเคิลกลับมาใช้อีกครั้ง








บุคลิกของคนเก็บขยะ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ พวกเขาทำงานอย่างรวดเร็ว กระฉับกระเฉง และมีสมาธิไม่วอกแวก เขาก้มลงมองถังขยะทุกใบ หากไม่พบสิ่งที่ต้องการ ก็ผละจากไปทันที ไม่เสียเวลา

แถวๆ ชายหาดบางแสน ชายคนหนึ่งเดินเก็บขยะทุกวัน เขาเลือกแต่ขวดพลาสติก และกระป๋องเครื่องดื่มน้ำอัดลม และเขามีบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งทำให้เป็นจุดสนใจของคนแถวนั้น เขาจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีตามวันตั้งแต่หัวจรดเท้า ครั้งแรกที่เจอชายคนนี้ เขาใส่หมวกกันน็อค เสื้อกางเกงชุดติดกัน รองเท้าแตะ และถุงพลาสติกใส่ของ ทุกอย่างเป็นสีแดง เพราะวันนั้นคือวันอาทิตย์

เขาเดินตรงไปที่ถังขยะ คุ้ยเขี่ย เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ คนเดินผ่านไปมาต่างหัวเราะ และแอบซุบซิบกัน พวกแม่ค้าที่ขายของแถวนั้นบอกว่าเขาสติไม่ค่อยดี

สติไม่ดี แต่ทำไมถึงเลือกเสื้อผ้า รองเท้า หมวก และถุงพลาสติกได้เข้าชุดกันอย่างดี ไม่มีพลาดสักวัน ยกเว้นวันเสาร์ เขาไม่มา ไม่มีใครรู้ว่าทำไม แต่เดาเอาเองว่าคงหาเครื่องแต่งกายสีม่วงไม่ได้ เลยเลือกหยุดวันเสาร์

เขาไม่ได้สติไม่ดี แต่ว่าเขาคิดมาอย่างดีต่างหาก ว่าแต่งสีอะไรให้เข้าชุด เขาเก็บขยะด้วยทัศนคติที่ดี ไม่ดูถูกสิ่งที่ทำ และมั่นใจบุคลิกตัวเอง ทำให้ต้องมองด้วยความชื่นชมทุกครั้งที่เขาเดินมา สงสัยนิดเดียวว่า ทำไมต้องใส่หมวกกันน็อคทั้งๆ ที่ไม่ได้ขับมอเตอร์ไซค์

บางที...เขาอาจนึกถึงความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ แถวนั้นมีต้นมะพร้าวเยอะ เผื่อว่าลูกมะพร้าวจะตกใส่หัว แถมกันฝนกันแดดได้ด้วย








นิตยสารของออสเตรเลียสัมภาษณ์พนักงานเก็บขยะ ซึ่งเป็นชายหนุ่ม รูปร่างล่ำสัน ท่าทางอารมณ์ดี ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน และเสื้อกั๊กสีส้ม ดูทะมัดทะแมง

เขาชอบงานเก็บขยะ 1.เพราะเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ 2.ไม่มีใครรู้ว่างานนี้ดีอย่างไร 3. เขาใช้เวลาที่เหลือของวันไปทำอย่างอื่นได้อีก

งานเริ่มขึ้นตั้งแต่ตี 4 ไปจนถึง 8 โมงเช้า เขาไปกับรถเก็บขยะที่วิ่งไปตามถนนในเมือง เขาเห็นชีวิตผู้คนที่แตกต่างไปจากเวลากลางวัน คนเมาค้าง คนไม่มีบ้าน และบรรดามนุษย์งานที่ตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงาน

เขาเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใคร เริ่มงานและเสร็จก่อนคนอื่น เขาเห็นข้อดีของงานนี้เต็มไปหมด

“ก่อนหน้านี้ เวลาไปเดทสาว ผมกลัวที่จะบอกว่าเป็นพนักงานเก็บขยะ เลยโกหกไปว่าทำอาชีพอื่น พอมารู้ทีหลัง เขามักบอกเลิกทุกที” เขาเล่าให้ฟัง

“ตอนนี้ผมไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว บอกไปเลยว่าเป็นคนเก็บขยะ และชอบงานนี้มาก ผมรู้ว่าทัศนคติที่ดี ทำให้เราดูดีด้วย ถ้าใครไม่ชอบผม มันก็เรื่องของเขา”

ข้อดีของคนเก็บขยะมีมากมาย เขาช่วยให้บ้านเมืองสะอาด เห็นสิ่งมีค่าที่คนอื่นไม่เห็น ไม่รังเกียจความสกปรกของคนอื่น

พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าให้มาเป็นคนเก็บขยะ แต่อยากให้เห็นความสำคัญและอย่าดูถูกกัน ถ้าเดินผ่านก็ยิ้มให้บ้าง เขาไม่ได้บ้า แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

อยากให้มีสติกเกอร์เขียนว่า "ฉันรักคนเก็บขยะ" บ้าง จะซื้อมาติดเป็นคนแรก



ที่มา: คอลัมน์บิวตี้ฟูล ไมน์ด, กรุงเทพธุรกิจ




 

Create Date : 15 มกราคม 2549    
Last Update : 15 มกราคม 2549 12:21:22 น.
Counter : 1224 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

BlogGang Popular Award#13


 
rajasit
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]








helplink


http://bancha.bloggang.com

ทันสมัยและปลอดภัยเสมอด้วยระบบการป้องกันไวรัส พร้อมการอัพเดตโปรแกรมเป็นเวอร์ชั่นใหม่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องลืมอีกต่อไป กับ True IDC Chromebook

Posted by True IDC on 4 มิถุนายน 2015


sand e-mail ถึงเจ้าของ blog



Friends' blogs
[Add rajasit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.