Bancha
Group Blog
 
All blogs
 

Quality Control Circle (Q.C.C.) - in Thai version

Quality Control Circle (Q.C.C.) - in Thai version
กิจกรรม Q.C.C. คืออะไร?

Q.C.C. ย่อมาจาก Quality Control Circle หมายถึงกิจกรรมที่พนักงานในกลุ่มซึ่งจัดตั้งขึ้นมาโดยความสมัครใจได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อปรับปรุงวิธีการทำงานให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น วิธีการบริหารนี้ได้ถูกคิดขึ้นโดย Dr.Deming ชาวอเมริกัน ต่อมาชาวญี่ปุ่นได้พัฒนาแนวคิดดังกล่าวในปี 1962 จนกระทั่งกลายเป็นกระบวนการในการพัฒนาและปรับปรุงการทำงาน อย่างต่อเนื่องที่มีประสิทธิภาพ คำว่า Q.C.C. ประกอบไปด้วยคำ 3 คำที่มีความหมายดังนี้ คือ
Q = Quality : หมายถึง คุณภาพใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ คุณภาพงาน คุณภาพชีวิตและคุณภาพ
สิ่งแวดล้อม
C = Control : หมายถึง การควบคุมหรือการกระทำ ให้คุณภาพทั้ง 3 ข้างต้นอยู่ในระดับที่ต้องการ
หรือในระดับมาตรฐานที่ดี
C = Circle : หมายถึง วงจรควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง 7 ขั้นตอน และยังหมายถึงวงจรเดมมิ่งอัน
ประกอบด้วย P.D.C.A. ซึ่งย่อมาจาก Plan, Do, Check, Action

วัตถุประสงค์ของการทำกิจกรรม Q.C.C.

กิจกรรม Q.C.C. มุ่งแก้ไขปัญหาการทำงาน โดยการส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงออกและพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง ผ่านการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงานซึ่งเกิดขึ้นจากพนักงานตั้งแต่ระดับล่างขึ้นมาจนถึงระดับบน ทำให้เกิดความสามัคคี อีกทั้งยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีให้เกิดขึ้นอีกด้วย อันจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
กระบวนการจัดทำกิจกรรม Q.C.C.

การทำกิจกรรม Q.C.C. ให้ประสบผลสำเร็จนั้น จำเป็นต้องต้องได้รับความร่วมมือจากพนักงานทุกคน ภายใต้ความเห็นชอบและสนับสนุนของผู้บริหารในองค์กร พนักงานต้องให้ความสำคัญและมองเห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวจึงจะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ดังนั้นองค์กรใดต้องการดำเนินกิจกรรมนี้จึงควรพิจารณาทำความเข้าใจขั้นตอนสำคัญๆ อันประกอบไปด้วย
• จัดฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้แก่พนักงานอย่างทั่วถึง
• จัดตั้งคณะทำงานเพื่อประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมและสนับสนุนการทำกิจกรรม
• พนักงานจัดกลุ่มย่อย ประกอบด้วยสมาชิกจากส่วนงานต่างๆ จำนวน 5-7 คนต่อกลุ่ม
• กลุ่มระบุมูลเหตุจูงใจที่ทำให้สนใจในปัญหาที่หยิบยกขึ้นมาแก้ไขโดยกลุ่มนั้นๆ
• หาสาเหตุของปัญหาด้วยเทคนิคที่ได้เรียนรู้
• ระดมสมองเพื่อกำหนดมาตรการแก้ไข
• ติดตามและวัดผลลัพธ์ภายหลังการแก้ไข
• จัดทำมาตรฐานการทำงาน
• นำเสนอผลงานเพื่อให้ส่วนรวมได้รับทราบ
• ดำเนินกิจกรรมด้วยหัวข้อปัญหาใหม่

กิจกรรม Q.C.C. จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการ ที่ให้ความสำคัญต่อความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีในการทำงานและการประสานงานในอนาคต ดังนั้น หากองค์กรใดสามารถสร้างกลไกการทำกิจกรรมดังกล่าวจนกระทั่งการเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตามปกติก็ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรอย่างมหาศาลในที่สุด

ยรรยง ธรรมธัชอารี

ที่มา
http://www.controllerfocus.com




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2552    
Last Update : 4 มิถุนายน 2552 17:45:51 น.
Counter : 425 Pageviews.  

ไหว้เจ้าเสริมมงคลรับตรุษจีน

ไหว้เจ้าเสริมมงคลรับตรุษจีน
Written by Administrator
Wednesday, 21 January 2009 03:59

รายงานโดย :อนุสรา ทองอุไร:

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552
เพื่อให้ลูกหลานจีนในประเทศไทย สามารถมั่นใจได้ถึงความถูกต้องตามหลักประเพณีจีนอย่างแท้จริง และเสริมความเฮงรับตรุษจีนปีฉลู

เพื่อ สร้างขวัญกำลังใจต่อสู้กับภัยเศรษฐกิจได้อย่างมั่นใจ อาจารย์วิศิษฎ์ เตชะเกษม ผู้ศึกษาค้นคว้าวัฒนธรรมจีน ร่วมกับเทสโก้ โลตัส ให้ความรู้ในเรื่องการไหว้เจ้ารับตรุษจีนเอาไว้...

ชาวจีนจะถือวัน แรกของเดือนแรก หรือวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 1 เป็นวันตรุษจีน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 26 ม.ค. ชาวจีนจะถือวันตรุษจีนเป็นวันไหว้เพื่อต้อนรับเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ไฉ่ซิงเอี๊ย หรือไฉ่เซินอิเย๋ โดยจะเตรียมการจัดของไหว้อย่างพิถีพิถัน โดยแบ่งเป็นเนื้อสัตว์ ผลไม้ ขนมหวาน กับข้าวคาว กับข้าวเจ อย่างละ 3 หรือ 5 ชนิด พร้อมสุรา น้ำชา ข้าวสวย และกระดาษเงินกระดาษทองประเภทต่างๆ โดยจะจัดเรียงตามลำดับความสำคัญตามชนิดของอาหาร ซึ่งจะมีเสียงเรียกพ้องกับเสียงของคำมงคล และผลไม้ที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะไหว้ก็คือ ส้มมหามงคลสีทอง ที่ชาวจีนเรียกว่าส้มไต่กิก เพราะมีความหมายหมายถึงความสวัสดีมงคลอย่างยิ่ง

ปีใหม่จีนตามจันทรคติโบราณ

ประเพณี วันตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่จีน เป็นประเพณีที่สืบทอดจากปฏิทินตามจันทรคติของจีน ซึ่งถือเป็นวันแรกของปี หรือวันแรกของเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ คนจีนจะนับวันแรกที่พระจันทร์ปรากฏ ในปีใหม่คนจีนแต่โบราณนับวันปฏิทินตามจันทรคติ ในหนึ่งเดือนจะมี 29.5 วัน ฉะนั้น เมื่อเทียบกับปฏิทินทางสุริยคติจะแตกต่างกันในด้านจำนวนวัน คนจีนจึงกำหนดให้มีเดือนพิเศษขึ้นมาอีกหนึ่งเดือนในบางปี (7 ปีใน 19 รอบปี) จะมีเดือนแปดถึง 2 ครั้ง ซึ่งเทียบกับปฏิทินสุริยคติก็คือ การเพิ่มวันที่ 29 ในเดือนก.พ. ทุกๆ 4 ปี

การฉลองตรุษของคนจีน ในคืนก่อนวันตรุษจีนคนจีนถือเป็นวันครอบครัว ญาติพี่น้องที่อยู่แดนไกลจะถือเอาวันนี้กลับมาพบปะสังสรรค์กัน และจะไหว้เจ้า ไหว้ฟ้าดิน รวมถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากคนจีนถือว่าผู้ล่วงลับไปแล้ว จะคอยอยู่ปกป้องครอบครัวให้มีความเจริญผาสุก รวมถึงนำโชคลาภสู่สมาชิกในครอบครัวด้วย

อาหารมื้อค่ำนั้น จะเป็นมื้อสำคัญและมื้อใหญ่ประกอบด้วยหมู เห็ด เป็ด ไก่ และที่ขาดเสียไม่ได้คือปลา “ปลา” ซึ่งแปลว่ามีเหลือ มันเสมือนกับการอวยพรให้มีกินมีใช้ และเงินทองเหลือใช้ทุกปี

นอกจาก นี้ การเลือกเวลาไหว้ให้เหมาะกับปีเกิดของแต่ละบุคคลก็มีความสำคัญมาก เพราะมีความเชื่อว่าการไหว้ให้ถูกเวลามีฤกษ์ดี ไหว้ให้ถูกทิศมีชัยภูมิที่ดี ไหว้ให้เหมาะกับบุคคลมีนักษัตรปีเกิดที่ดี และยังไหว้ให้ถูกขั้นตอนประเพณี

เพื่อ ให้บังเกิดทั้งความร่ำรวยและอำนาจบารมี แต่ก่อนจะถึงวันปีใหม่จริง ชาวจีนจะมีพิธีกรรมการเตรียมตัวก่อน เพื่อการต้อนรับปีใหม่ที่สมบูรณ์ มีพิธีกรรมที่ละเอียดและมีความหมายอย่างยิ่ง โดยจะมีการทำความสะอาด สะสางสิ่งของเครื่องใช้ที่รกรุงรัง หรือของใช้ที่เสียหายแล้วจะถูกซ่อมแซมให้ดีดังเดิม บ้านเรือนที่มีหยากไย่จะถูกปัดกวาดให้สะอาด หลังจากใช้งานมาเกือบตลอดปี บางคนจะทาสีอาคารใหม่ให้ดูสดใส สะอาดตา จากนั้นก็จะเข้าสู่พิธีกรรมการไหว้ตามประเพณีดังนี้

1.วันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2552 ดิถี 24 ค่ำเดือน 12 จีน เป็นวันไหว้ส่งเทพเจ้ากลับสวรรค์ ของสำคัญในการไหว้ได้แก่ ขนมแป้งข้าวเหนียวพร้อมกับน้ำตาลทรายแดง

2.วันเสาร์ที่ 24 ม.ค. ดิถี 29 ค่ำเดือน 12 จีน เป็นวันจับจ่ายซื้อของเตรียมไหว้เจ้า

3. วันอาทิตย์ 25 ม.ค. ดิถี 30 ค่ำเดือน 12 จีน เป็นวันไหว้บรรพบุรุษและไหว้วิญญาณไร้ญาติ สัมภเวสีทั้งหลาย เป็นการทำบุญ ทำทานส่งท้ายปีเก่า เพื่อต้อนรับปีใหม่ในวันรุ่งขึ้น

4.วันจันทร์ที่ 26 ม.ค. ดิถี 1 ค่ำเดือน 1 จีน เป็นวันถือ เป็นวันเทศกาลแรกของปี เป็นวันตรุษจีน จะทำการไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภไฉ่ซิงเอี๊ย (เวลาในการไหว้ของแต่ละครอบครัว แต่ละบ้านจะแตกต่างกันออกไปตามปีเกิดของเจ้าของบ้านและทิศทางของอาคารบ้าน เรือน ร้านค้านั้นๆ) เพื่อก่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ร่ำรวยเงินทองตลอดปีใหม่ และในวันนี้เป็นวันที่ให้ลูกหลานได้กราบไหว้บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ผู้มีพระคุณ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูและแสดงความนอบน้อม ของสำคัญในการไหว้ได้แก่ ส้มสีทอง ซึ่งหมายถึง ความสวัสดีมหามงคล จำนวน 4 ผล (ตามแบบชาวจีนแต้จิ๋ว)

ช่วงเวลาไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภที่ดีที่สุด ของปีนี้ อยู่ระหว่างเวลา 03.00-05.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 26 ม.ค. ทั้งนี้ชาวจีนจะเตรียมจัดของไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภอย่างพิถีพิถัน

ความหมายของผลไม้ไหว้วันตรุษจีน

1.กล้วย หมายถึง กวักโชคลาภเข้ามา และขอให้มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง

2.แอปเปิล หมายถึง ความสันติสุข สันติภาพ

3.สาลี่ หมายถึง โชคลาภมาถึง (ควรระวังไม่นิยมไหว้บรรพบุรุษและวิญญาณไร้ญาติ)

4.ส้มสีทอง หมายถึง ความสวัสดีมหามงคล

5.องุ่น หมายถึง ความเพิ่มพูน

ความหมายของอาหารไหว้วันตรุษจีน

1. ไก่ หมายถึง ความสง่างาม ยศ และความขยันขันแข็ง ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ต้องเป็นไก่เต็มตัว หมายถึง มีหัว ตัว ขา ปีก มีความหมายถึง ความสมบูรณ์

2.เป็ด หมายถึง สิ่งบริสุทธิ์ ความสะอาด ความสามารถอันหลากหลาย

3.ปลา หมายถึง เหลือกินเหลือใช้ อุดมสมบูรณ์

4.หมู หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้

5.ปลาหมึก หมายถึง เหลือกิน เหลือใช้ (เหมือนปลา)

6.บะหมี่ยาวหรือหมี่ซั่ว หรือฉางโซ่วเมี่ยน ตามชื่อหมายถึง อายุยืนยาว

7.เม็ดบัว หมายถึง การมีบุตรชายจำนวนมาก

8.ถั่วตัด หมายถึง แท่งเงิน

9.สาหร่ายทะเลสีดำ หมายถึง ความมั่งคั่งร่ำรวย

10.หน่อไม้ หมายถึง การอวยพรให้ร่ำรวยผาสุก

สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือ เต้าหู้ขาว เนื่องจากสีขาว คือสีสำหรับงานโศกเศร้า

ความหมายของขนมไหว้วันตรุษจีน

1.ขนมเข่ง คือ ความหวานชื่น ราบรื่นในชีวิต ขนมเข่งที่ใส่ในชะลอม หมายถึง ความหวานชื่นอันสมบูรณ์

2.ขนมถ้วยฟู คือ ความเพิ่มพูน เฟื่องฟู

3.ขนมสาลี่ คือ รุ่งเรือง เฟื่องฟู

4. ขนมเทียน คือ เป็นขนมที่ปรับปรุงขึ้นจากชาวจีนโพ้นแผ่นดินดัดแปลงมาจากขนมท้องถิ่นของไทย จากขนมใส่ไส้เปลี่ยนจากแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิมาเป็นแป้งข้าวเหนียวแทน มีความหมายหวานชื่น ราบรื่น รูปลักษณ์เป็นกรวยแหลมมีลักษณะเป็นมงคลเหมือนเจดีย์

5.จันอับ (จั๋งอั๊บ) หมายถึง ปิ่นโต หมายถึงความหวานที่เพิ่มพูน มีความสุขตลอดไป

กิจกรรมในวันตรุษจีน

ใน วันแรกของปีชิวอิด (ภาษาแต้จิ๋ว) หรือชูอี เป็นวันอวยพรเยี่ยมญาติ และจะแจกซองแดงให้กับผู้น้อยโดยผู้อาวุโส และจากผู้ที่แต่งงานแล้วให้กับคนที่ยังโสด (สำหรับคู่แต่งงานปีแรกจะให้ซองเป็นคู่ ทั้งสามีและภรรยา แต่สำหรับปีต่อๆ ไป ก็ให้เป็นซองเดี่ยวตามปกติ) พร้อมกับคำอวยพร หรือกงฮี้ฮวดใช้สำหรับเงินที่ใส่ในซองแดงนั้น มักนิยมใส่จำนวนเงินเป็นเลขคู่ เช่น 20 บาท เป็นต้น สำหรับกิจกรรมที่คึกคักในวันนี้คือ การเชิดสิงโตหรือเชิดมังกรพร้อมกับจุดประทัดเป็นการต้อนรับเทวดา

ใน วันที่สอง จะเป็นการเยี่ยมบ้านพ่อตาแม่ยายสำหรับคู่แต่งงาน ในวันที่ 15 ซึ่งเป็นวันแรกที่เห็นพระจันทร์เต็มดวง ตามประเพณีจีนดั้งเดิม ชาวบ้านจะพากันแขวนโคมไฟหลากสี และต่างก็ออกมาชื่นชม และทายความหมายของคำที่เขียนบนโคมไฟกัน และในคืนนั้นจะมีการทำขนมหวาน เพื่อสื่อความหมายความกลมเกลียวสามัคคี

ข้อห้ามในวันตรุษจีน

สิ่ง สำคัญคือ ใครมีหนี้ให้ชำระคืนเสีย และห้ามหยิบยืมกันในวันตรุษจีน มิฉะนั้นจะต้องติดหนี้ไปตลอดปี ห้ามพูดปด ห้ามพูดคำหรือคำพ้องเสียงที่ไม่เป็นมงคล คำพ้องเสียงที่ไม่เป็นมงคลเช่นคำว่า “สี่” ซึ่งจะพ้องเสียงกับคำว่า “ซี่” ซึ่งมีความหมายว่าตาย หรือในภาษาจีนกลางคำว่าซื่อกับคำว่า สื่อ ฉะนั้นเรื่องผีๆ ยิ่งเป็นสิ่งต้องห้าม ส่วนการใช้ของมีคม เช่น มีด กรรไกร ที่ตัดเล็บ เป็นสิ่งที่ต้องห้ามเช่นกัน เพราะเชื่อกันว่าจะตัดโชคลาภให้ขาดหายไป

ถึงแม้สิ่งเหล่านี้ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติมาแต่โบราณ และคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อกันแล้ว แต่ก็ยังมีชาวจีนอีกจำนวนมากที่ยังยึดถือปฏิบัติต่อไป เนื่องจากต้องการสืบทอดประเพณีโบราณนี้ต่อๆ ไป ชั่วลูกชั่วหลาน

การประดับบ้านในวันตรุษจีน

ชาว จีนจะทำความสะอาดบ้านช่องก่อนถึงวันตรุษจีน และในวันปีใหม่จะไม่มีการปัดกวาดอีก เนื่องจากตามความเชื่อโบราณว่า จะเป็นการกวาดโชคลาภออกจากบ้าน หลังวันปีใหม่แล้วถึงกวาดได้ แต่ต้องกวาดจากหน้าบ้านเข้าด้านใน และเก็บกองขยะไว้มุมห้อง จะนำออกไปทิ้งได้ต้องวันที่ 5 ของปีใหม่แล้ว

ในห้องรับแขกจะนิยมนำ เอาช่อดอกไม้ใส่ในแจกัน ผลส้มใส่ถาดไว้ ผลไม้แห้งรสหวาน 8 ชนิด สำหรับหน้าประตูจะติดคำอวยพรคู่ที่เขียนบนกระดาษสีแดง หรือที่เรียกว่าตุ้ยเหลียน สำหรับตรงประตูจะติดตัวอักษรจีนว่าฟุ หรือตัวโชคลาภ ถ้าใครที่อ่านภาษาจีนออกจะสังเกตว่า เขาจะติดตัวฟุหัวทิ่มลง อันนี้อีกเช่นกันเป็นการเล่นคำพ้องเสียง เนื่องจาก “กลับหัว” ในภาษาจีนคือต่าวหรือต้าว ซึ่งจะไปพ้องเสียงกับคำว่าต้าว ซึ่งแปลว่ามาถึง ฉะนั้น การเอาคำว่าฟุติดหัวทิ่มจึงหมายถึงโชคลาภมาเยือนนั่นเอง ส่วนในบริเวณขอบประตู หน้าต่าง กระจก เป็นต้น จะติดกระดาษที่เป็นศิลปะการตัดกระดาษซึ่งตัดเป็นรูปต่างๆ สื่อในทางเป็นมงคล

ที่มา
http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=28729
http://www.namchiang.com/th/gold-story/267-2009-01-21-04-00-38.html





 

Create Date : 26 มกราคม 2552    
Last Update : 26 มกราคม 2552 1:05:22 น.
Counter : 144 Pageviews.  

ชายหญิงตีกันเพราะเหตุนี้นี่เอง

ไม่ใช่เพราะไอคิว..สงครามระหว่างเพศ เหตุจากสมอง

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2551 14:22 น.



เดลิเมล์ – เคยสงสัยไหมว่า ทำไมสามีถึงไม่ได้ยินเวลาที่นั่งดูทีวีอยู่และภรรยาบอกให้ช่วยเทขยะให้ ในทางกลับกัน ผู้ชายอาจไม่เข้าใจว่า ยอดภรรยาเห็นถุงเท้าที่ซุกอยู่ในมุมมืดห่างออกไปเกือบ 3 เมตรได้อย่างไร

งานวิจัยใหม่ของเอเดรียน เฟิร์นแฮม ศาสตราจารย์จิตวิทยาจากยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ออฟ ลอนดอน มีคำอธิบายเรื่องนี้ว่า แม้ผู้หญิงและผู้ชายฉลาดพอกัน (แต่ผู้ชายชอบคิดว่าตัวเองฉลาดกว่า) แต่สิ่งที่ต่างกันมากที่สุดคือวิธีคิด

เฟิร์นแฮมแจงว่า สมองของผู้ชายปราดเปรื่องเรื่องมิติสัมพันธ์ ซึ่งหมายถึงทักษะในการนำทางและตัวเลข ขณะที่ผู้หญิงหลักแหลมเรื่องอารมณ์และภาษา

อลัน และบาร์บารา พีส นักเขียนชื่อดังและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากาย เห็นด้วยกับงานวิจัยของเฟิร์นแฮม ทั้งคู่ค้นคว้าทฤษฎีต่างๆ ที่อธิบายว่าเหตุใดหญิงและชายจึงคิดต่างกัน และบอกเล่าไว้ในหนังสือมากมาย รวมถึงเล่มที่ติดอันดับหนังสือขายดีที่ชื่อว่า ‘ทำไมผู้ชายไม่ยอมฟัง และทำไมผู้หญิงดูแผนที่ไม่เป็น’ ซึ่งมีเนื้อหาคร่าวๆ ดังนี้

ทำไมผู้ชายคุยไปดูทีวีไปไม่ได้

ผู้หญิงถนัดนักเรื่องการทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน อาทิ เขียนรายการของที่จะซื้อพร้อมกับทำกับข้าวและบอกสามีให้ดูลูกทำการบ้าน การสแกนสมองบ่งบอกว่า สมองผู้หญิงไม่เคยว่างเปล่าแม้ยามหลับ

ในทางตรงข้าม ผู้ชายมักพบว่าเวลาถูกขอให้โทรศัพท์ระหว่างดูทีวีเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สมองซีกซ้ายและขวาของคนเราเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วยกลุ่มเส้นประสาทที่เรียกว่า corpus callosum

โรเจอร์ กอร์สกี้ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในแอลเอ ยืนยันว่าสมองของผู้หญิงมี corpus callosum หนากว่าผู้ชาย 10% และมีการเชื่อมต่อระหว่างสมองสองซีกมากกว่าผู้ชาย 30% ทั้งยังพิสูจน์ได้ว่า หญิง-ชายใช้สมองคนละส่วนกันเวลาทำงานอย่างเดียวกัน

สมองของผู้ชายพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มุ่งเน้นกับงานเพียงงานเดียว ขณะที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิงกระตุ้นเซลล์สมองให้ทำการเชื่อมต่อสมองซีกซ้ายและขวามากขึ้น

ผลศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ยิ่งสมองสองด้านเชื่อมต่อกันมากแค่ไหน คนๆ นั้นยิ่งมีความเป็นเลิศด้านภาษามากขึ้น และยังอธิบายได้ว่า เหตุใดผู้หญิงจึงสามารถปฏิบัติภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยหลายๆ อย่างพร้อมกันได้

ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ผู้หญิงจะขอให้สามีทำอะไรให้ ควรเลือกจังหวะให้ดีและมอบหมายภารกิจให้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทำไมผู้ชายโกหกไม่สำเร็จ

การศึกษาภาษากายพบว่า ในการสื่อสารแบบเผชิญหน้า สัญญาณที่ไม่ใช่คำพูดมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของสาส์นถึง 60% อีก 30% เป็นหน้าที่ของน้ำเสียง และ 10% ที่เหลือถึงเป็นถ้อยคำ

ผู้หญิงมีทักษะในการเลือกสรรและวิเคราะห์ข้อมูลนี้มากกว่าผู้ชาย โดยสมองสองซีกจะส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถรวบรวมและถอดรหัสถ้อยคำ ภาพที่เห็น และสัญญาณอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่คือคำอธิบายว่า เหตุใดผู้ชายจึงโกหกผู้หญิงซึ่งๆ หน้าไม่สำเร็จ แต่ผู้หญิงกลับทำพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้ได้ง่ายดายและเนียนเหลือเกิน

ข้อแนะนำสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ถ้าคิดจะตุกติก หนุ่มควรใช้วิธีโทรศัพท์ ส่งจดหมาย ปิดไฟหรือคลุมโปงคุยกับแฟนมากกว่า

ทำไมผู้หญิงมีปัญหาเวลาจอดรถขนานฟุตบาธ

งานวิจัยที่มีบริษัทสอนขับรถเป็นสปอนเซอร์แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายอังกฤษมีความแม่นยำ 82% ในการถอยรถคนอื่นเข้าจอดขนานกับขอบถนน และ 71% ทำได้ตั้งแต่ครั้งแรก ขณะที่ผู้หญิงได้คะแนนเพียง 22% และ 23% ตามลำดับ ทั้งที่เวลาสอบใบขับขี่ผู้หญิงจะได้คะแนนในส่วนนี้ดีกว่าผู้ชาย

สาเหตุเป็นเพราะผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชายในการเรียนรู้ภารกิจและทำซ้ำภายใต้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่เหมือนเดิม ทว่า ในสถานการณ์จริงที่การจราจรหมายถึงชุดข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประสิทธิภาพของผู้หญิงจึงด้อยลง ขณะที่ผู้ชายมีทักษะด้านมิติสัมพันธ์สูงกว่าซึ่งเหมาะสมต่อภารกิจนี้ รวมถึงการจดจำแผนที่ในหัวและรู้ว่าต้องเลือกเส้นทางไหน

ถ้าต้องกลับไปที่เดิม ผู้ชายไม่จำเป็นต้องพึ่งแผนที่ เพราะพื้นที่สมองส่วนมิติสัมพันธ์จะบันทึกข้อมูลไว้ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ผู้ชายจึงลุกจากที่นั่งบนอัฒจรรย์เพื่อลงไปซื้อเครื่องดื่มและกลับมาโดยไม่หลง ขณะที่เรามักคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวหญิงยืนทำหน้างงใส่แผนที่ตามสี่แยก

ทำไมผู้หญิงใส่ใจความรู้สึก-ผู้ชายหมกมุ่นกับงาน

ผู้ชายมักตีค่าตัวเองจากหน้าที่การงานและความสำเร็จ ขณะที่ผู้หญิงมองตัวเองมีค่าโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์กับคู่ครอง

ในอดีตกาล ผู้ชายเป็นผู้หาอาหารและแก้ปัญหา ซึ่งหมายถึงภารกิจสูงสุดอยู่ที่ความอยู่รอดเฉพาะหน้า ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลบ้านและสร้างหลักประกันการอยู่รอดของลูกๆ แม้แต่ในยุคนี้ ผลศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ผู้ชาย 70-80% ยังบอกว่าส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตคืองาน และผู้หญิงในจำนวนเท่าๆ กันยกให้ครอบครัวมีความสำคัญที่สุด

ผลลัพธ์คือ ถ้าผู้หญิงไม่มีความสุขกับชีวิตคู่จะไม่มีสมาธิกับงาน แต่ถ้าผู้ชายไม่มีความสุขกับงานจะปล่อยปละละเลยชีวิตคู่

เมื่อเครียดหรือรู้สึกกดดัน ผู้หญิงจะมองว่าการได้พูดคุยกับสามีเป็นรางวัลอันมีค่า แต่ผู้ชายกลับรู้สึกว่าการกระทำแบบเดียวกันรบกวนกระบวนการแก้ปัญหา ผู้หญิงอยากคุยและให้สามีกอด แต่สิ่งที่ผู้ชายอยากทำมากที่สุดคือนอนดูฟุตบอล

สำหรับผู้หญิง สามีดูจะไม่ใส่ใจเลยสักนิด แต่สำหรับผู้ชาย ภรรยาช่างเซ้าซี้กวนใจหรือบางครั้งอวดรู้มากไปหน่อย

เมื่อรู้แบบนี้ สามี-ภรรยาควรหาทางสายกลางเพื่อประคับประคองชีวิตคู่ให้ราบรื่น

ทำไมผู้หญิงมีสัมผัสที่ 6

เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ผู้หญิงเคยถูกเผาทั้งเป็นเพราะมี ‘อำนาจเหนือธรรมชาติ’ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการทำนายแนวโน้มความสัมพันธ์และความจริงที่ซ่อนเร้น

ในการทดลองหนึ่งพบว่า ภายในห้องที่มีสามี-ภรรยาอยู่ 50 คู่ ผู้หญิงใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ โดยความสามารถนี้วิวัฒนาการมาจากหน้าที่การดูแลบ้านในอดีตกาล ทำให้ผู้หญิงสามารถฟันธงได้ว่าคู่ไหนรักกันดี คู่ไหนมีปัญหา และผู้หญิงคนไหนน่าคบหรือว่าต้องระวัง

ขณะที่ผู้ชายกลับกวาดสายตาทั่วห้องเพื่อหาทางเข้า-ทางออก ซึ่งมาจากสัญชาติญาณในอดีตในการประเมินแนวโน้มการถูกโจมตีและทางหนีทีไล่ หลังจากนั้น จึงค่อยมองหาคนรู้จักหรือคนที่อาจเป็นศัตรู แล้วค่อยพินิจพิเคราะห์โครงสร้างห้องเพื่อหาจุดที่มีปัญหาและต้องการการซ่อมแซม

ทำไมผู้หญิงชอบสับสนซ้าย-ขวา

ความที่ใช้สมองทั้งสองด้านไปพร้อมกัน ผู้หญิงหลายคนจึงมีปัญหาเรื่องมือขวา-มือซ้าย

ในการศึกษาพบว่า ผู้หญิงราว 50% นึกไม่ออกว่ามือซ้ายหรือมือขวาถ้าไม่ได้เหลือบตาลงมอง ทว่า ผู้ชายที่ใช้สมองทีละซีกตอบโจทย์นี้อย่างง่ายดาย

ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงทั่วโลกจึงมักถูกเพศตรงข้ามบ่น เพราะชอบบอกให้เลี้ยวขวาทั้งที่จริงๆ แล้วหมายถึงเลี้ยวซ้าย

ทำไมผู้ชายไม่ชอบถามทาง

เรื่องนี้เกี่ยวกับทัศนคติที่ฝังรากมาแต่ดึกดำบรรพ์ ที่ผู้ชายต้องออกสำรวจภูมิประเทศรอบๆ ถ้ำเพื่อจะได้กลับบ้านถูกเวลาออกไปล่าสัตว์หาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว

ลูกเมียต่างหิวโหยแต่เชื่อมั่นว่าพ่อบ้านจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จเหมือนเช่นทุกครั้ง ดังนั้น ผู้ชายจึงไม่สามารถแสดงอาการกลัวออกมาให้ครอบครัวเห็น และมองว่าการขอความช่วยเหลือหมายความว่าการปฏิบัติภารกิจล้มเหลว

ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าเวลาผู้ชายขับรถออกไปนอกบ้านคนเดียว เขาอาจจอดถามทาง แต่การทำแบบนี้ต่อหน้าผู้หญิง จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว

ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงต้องระวังไม่ทำให้ผู้ชายรู้สึกผิดเวลาคุยปัญหากัน ขณะเดียวกัน ผู้ชายก็จะต้องเข้าใจว่าผู้หญิงไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษ แต่ต้องการช่วยแบ่งเบา จึงไม่ควรเก็บปัญหาไว้หนักอกคนเดียว




 

Create Date : 06 เมษายน 2551    
Last Update : 6 เมษายน 2551 15:10:07 น.
Counter : 241 Pageviews.  

วิธีเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใสและเป็นสุข

วิธีเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใสและเป็นสุข


ถ้าทุกเช้า คุณรู้สึกหดหู่ เบื่อหน่าย นั่นหมายถึงการเริ่มต้นวันใหม่อย่างเลวร้าย การก้าวย่างอย่างสงบนิ่งและผ่อนคลาย จะช่วยให้คุณก้าวสู่วันใหม่อย่างสดใส และอารมณ์ดี






1. เริ่มต้นวันใหม่แบบไม่แร่งรีบ
ถ้าคุณตื่นมาด้วยอาการตื่นตระหนกของเสียงนาฬิกาปลุก และรู้สึกเร่งรีบที่จะต้องเตรียมตัวออกจากบ้าน ซึ่งอาจทำให้คุณพกพาอารมณ์บูดไปเจอกับเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน ลองปรับเวลานอนให้เร็วขึ้น เพื่อคุณจะได้ตื่นเช้าขึ้นอีก 20 นาที คุณจะได้ไม่ต้องวิ่งวุ่นทุกเช้า แต่หากคุณไม่สามารถเลื่อนเวลาตื่นให้เร็วขึ้นได้ ก็ควรจัดการงานเล็กๆ น้อยๆ เช่นเตรียมเสื้อผ้า เอกสารที่ต้องนำไปด้วย ไว้ให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน คุณก็จะมีเวลาเพิ่มอีก 10-15 นาที ทำให้คุณเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสงบและผ่อนคลายมากขึ้น






2. ออกกำลังกายยามเช้า
จะเดินเล่น หรือยืดเส้นยืดสาย ด้วยท่าบริหารที่คุณถนัด ล้วนแล้วแต่ทำให้คุณหายง่วงเหงาหาวนอนไปได้ Dr. Maas Born ผู้เชี่ยวชาญจากนิวยอร์ค บอกว่า การออกกำลังกาย ช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญแคลอรี และร่างกายจะหลั่งสารเอนโดฟิน หรือสารแห่งความสุขออกมา ทำให้คนเรารู้สึกกระฉับกระเฉงและอารมณ์ดี ยิ่งได้ออกแรงในยามเช้า ซึ่งอากาศสดชื่น ยิ่งทำให้คุณสลัดความซึมเซาหลังตื่นนอนไปจนหมดเกลี้ยง






3. จิบน้ำอุ่นๆ หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว
จิบน้ำตอนตื่นนอน ไม่เพียงช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นเท่านั้น แต่ยังหมดปัญหาเรื่องท้องผูกอีกด้วย นอกเหนือจากการจิบน้ำอุ่นๆสักแก้วแล้ว ลองดื่มน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำฝรั่ง หรือน้ำกระเจี๊ยบแดง จะช่วยระบายท้องได้ดีและทำให้รู้สึกสดชื่นได้เช่นกันค่ะ






4. สูดหายใจลึกๆ
เรามักเคยชินกับการหายใจเพียงแค่ค่อนปอด ลองการหายใจให้เต็มปอด หรือการสูดอากาศให้ผ่านจมูกลึกลงไปถึงช่องท้อง ทำวันละ 10 นาที จะช่วยปลอบประโลมร่างกาย ให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่นขึ้น และยังช่วยเพิ่มพลังความคิดอ่านอีกด้วย






5. เติมความสดชื่นด้วยกลิ่นหอม
กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรธรรมชาติ มีผลต่อร่างกายและจิตใจได้ โดยเฉพาะกลิ่นหอมของโรสแมรี่ จะช่วยให้สมองแจ่มใส ขจัดความรู้สึกเฉื่อยชาให้หมดสิ้นไปได้ ลองผสมน้ำมันหอม โรสแมรี่ 1 หยด ลาเวนเดอร์ 2 หยด และเกรปฟรุต 2 หยด ในน้ำอาบตอนเช้าก่อนไปทำงาน จะช่วยให้รู้สึกสดชื่น หายง่วง และทำให้อารมณ์ดีในทุกเช้าค่ะ






6. เรียกพลังด้วยอาหารเช้า
ตอนเช้า คุณอาจรู้สึกขาดเรี่ยวแรง แม้แต่จะขยับแข้งขา เพราะระหว่างที่นอนหลับอยู่ คุณไม่มีอาหารตกถึงท้อง อาหารมื้อเช้าจึงเป็นอาหารมื้อสำคัญที่ช่วยเรียกพลัง ทำให้สมองกระปรี้กระเปร่าขึ้น แต่ไม่ควรหนักไขมันมาก เพราะอาหารที่ย่อยช้า ก็ทำให้คุณรู้สึกซึมเซาได้ ควรเน้นเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่ย่อยได้ง่าย ซึ่งช่วยเพิ่มเรี่ยวแรงและทำให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉงได้ทันที






7. คิดดี ชีวิตมีสุข
เริ่มต้นวันใหม่ทุกวัน ด้วยการบอกตัวเองว่า ชีวิตคุณจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ เรื่อง เมื่อคุณเชื่อมั่นในตัวเอง อย่างที่คุณบอกกับตัวเอง อะไร ๆ ที่ดี ๆ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น และแล้วก็ถึงเวลาที่คุณจะพกพาความสดชื่นและความสดใสไปอวดใคร ๆ ได้แล้วล่ะ




ที่มา: http://www.women.worldmedic.com




 

Create Date : 15 มกราคม 2549    
Last Update : 15 มกราคม 2549 13:15:39 น.
Counter : 163 Pageviews.  

คาถาก่อนขึ้นแท็กซี่

คาถาก่อนขึ้นแท็กซี่








สังคมเมืองที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้น ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้จำนวนเหตุร้ายภัยใกล้ตัวที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นในยามใดเพิ่มขึ้นด้วย ประชาชนพร้อมจะตกเป็นเหยื่อโจรที่คอยจะฉกชิง วิ่งราว ปล้นทรัพย์

แม้แต่อาชีพที่ไม่ควรจะเป็นผู้ก่อเหตุร้ายได้อย่างคนขับแท็กซี่ ซึ่งถือว่าเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานก็ไม่เว้น

ปัจจุบันกองบัญชาการตำรวจนครบาลระบุว่ามีรถแท็กซี่บนท้องถนนประมาณ 80,000-100,000 คัน จะเป็นรถของอู่และให้เช่ากว่า 90% ที่เหลืออีกราวๆ 10,000 คันเป็นแท็กซี่ส่วนบุคคล (เขียว-เหลือง)

เหยื่อของโจรในคราวคนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิงที่เดินทางเพียงลำพัง

เจ้าหน้าที่ตำรวจให้คำแนะนำว่า ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อโจรที่สวมรอยแท็กซี่ มีข้อควรจดจำเป็นบัญญัติ 10 ประการดังนี้

1. จดจำสี หรือยี่ห้อ หมายเลขทะเบียนรถแท็กซี่ ทุกครั้งที่ใช้บริการ

2. สังเกตคนขับว่าแต่งตัวเรียบร้อย หน้าอกปักป้ายชื่อชัดเจน และไม่มีกลิ่นเหล้า

3. เมื่อเข้าไปในรถแล้วสังเกตสติ๊กเกอร์บอกหมายเลขทะเบียน ซึ่งตามระเบียบต้องติดไว้ข้างประตูหลัง และคอนโซลหน้ารถด้านซ้าย ว่ามีครบและตรงกับป้ายทะเบียนรถด้านนอก

4. ดูบัตรชื่อ-นามสกุล และหมายเลขการขึ้นทะเบียนเป็นคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นกระดาษหรือแผ่นพลาสติกขนาดใหญ่อ่านง่าย ติดไว้บริเวณคอนโซลหน้ารถ และบริเวณพนักเบาะหน้าด้านซ้าย และที่สำคัญรูปในบัตรต้องตรงกับคนขับ

5. ควรนั่งที่เบาะด้านหลังผู้ขับขี่ เพราะเป็นจุดอับ ที่โชเฟอร์จะก่อเหตุได้ยากที่สุด

6. หากรถดังกล่าวเป็นแบบล็อกที่ปุ่มล็อกจมหายไปในประตู ซึ่งผู้โดยสารจะไม่สามารถเปิดประตูออกได้เอง บอกให้คนขับไม่ต้องล็อกรถ

7. หลังจากขึ้นรถแล้วให้โทรศัพท์บอกญาติหรือเพื่อนว่าขึ้นจากที่ไหน รถแท็กซี่หมายเลขทะเบียนอะไร และคาดว่าจะถึงที่หมายในเวลาประมาณเท่าไหร่ หากไม่สามารถติดต่อใครได้อาจจะแกล้งพูดกับโทรศัพท์คนเดียวก็ได้

8. ถ้าแท็กซี่จอดรถกลางทางด้วยเหตุอะไรก็ตามให้ลงจากรถทันที เพราะหากเกิดเรื่องร้ายจะสามารถวิ่งหนีได้ง่ายกว่า

9. กรณีต้องเรียกรถในเวลากลางคืน ให้ใช้โทรศัพท์เรียกบริการรถแท็กซี่จากศูนย์ ซึ่งมีอยู่หลายแห่งซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกเล็กน้อย แต่ศูนย์จะมีบันทึกข้อมูลของโชเฟอร์-รถแท็กซี่ที่มารับ ซึ่งจะลดอัตราเสี่ยงได้มาก

10. หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นรีบตั้งสติให้เร็วที่สุด และหากคนร้ายมีอาวุธร้ายแรงพยายามอย่าต่อสู้หรือขัดขืนโดยไม่จำเป็น แต่ให้พยายามพูดจาขอร้องดีๆ



ที่มา: ข่าวสด, 10 มกราคม 2549




 

Create Date : 15 มกราคม 2549    
Last Update : 15 มกราคม 2549 13:06:20 น.
Counter : 334 Pageviews.  

1  2  3  

rajasit
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]








helplink


http://bancha.bloggang.com

ทันสมัยและปลอดภัยเสมอด้วยระบบการป้องกันไวรัส พร้อมการอัพเดตโปรแกรมเป็นเวอร์ชั่นใหม่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องลืมอีกต่อไป กับ True IDC Chromebook

Posted by True IDC on 4 มิถุนายน 2015


sand e-mail ถึงเจ้าของ blog



Friends' blogs
[Add rajasit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.