Bancha
Group Blog
 
All blogs
 

ดร.วรฑา วัฒนะชยังกูร (ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร) อาลัยพี่เต้ย

ร่วมอาลัยกับการจากไปของพี่ชายที่แสนดี พี่เต้ย ดร. วรฑา วัฒนะชยังกูร ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีที่พี่เต้ยทำหน้าที่ คนนำเรื่อง ในรายการ คนค้นฅน จนกระทั่งวันที่พี่เต้ยเริ่มป่วยและต้องเข้ารับการรักษาตัว แม้ว่าพี่เต้ยจะต้องเข้าออกจากโรงพยาบาลหลายต่อหลายครั้งแต่พี่เต้ยก็ยังคงมาทำหน้าที่ของตนเองด้วยความรับผิดชอบและไม่เคยแสดงความเหน็ดเหนื่อย อ่อนแอให้ใครเห็นแม้ว่าบางครั้งร่างกายของพี่เต้ยจะไม่อนุญาตก็ตาม เดือนเมษายน 2549 พี่เต้ยกลับเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้ง รายการคนค้นฅนได้ขออนุญาตพี่เต้ยเพื่อบันทึกเรื่องราวของชีวิตที่มีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้าย กำลังใจที่แน่วแน่ว่าสักวันหนึ่งพี่เต้ยจะต้องหายและออกจากโรงพยาบาลไปทำงานได้อย่างปกติ แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าการเข้าโรงพยาบาลในครั้งนี้ของพี่เต้ยจะเป็นครั้งสุดท้าย การจากไปของพี่เต้ยไม่ใช่เพียงเหลือไว้แค่ความทรงจำดีๆไว้ให้พวกเราได้ระลึกถึงเท่านั้น แต่พี่เต้ยยังมีบทเรียนชีวิตและข้อคิดดีๆทิ้งไว้ให้ใครๆได้เรียนรู้อีกมากมายด้วยเช่นกัน ติดตามชมบันทึกครั้งสุดท้ายของพี่เต้ย ดร. วรฑา วัฒนะชยังกูร ใน อาลัย พี่เต้ย คนค้นฅน อังคารที่ 4 กรกฎาคมนี้ ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

ที่มา : http://goo.gl/cTQwmw http://www.tvburabha.com




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2558 1:46:54 น.
Counter : 510 Pageviews.  

คำแนะนำ ๑๒ ประการ สำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน

อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ : (เตือนความจำ)

คำแนะนำ ๑๒ ประการ สำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน
โดย อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ

(๑) อย่าเชื่อโฆษณา

นักการตลาด นักโฆษณา มากมาย ใช้ เทคนิค ศิลปะการยั่วยวน ให้คึกที่จะซื้อ นับวันจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เร่งให้เป็นนักซื้อ หัดสร้างหนี้ตั้งแต่เป็นเด็กๆกันเลยทีเดียว ศาสตร์ทางการตลาด โฆษณา สื่อสารมวลชน กลายเป็นศาสตร์ที่ “ติดลบ” “อกุศล“มากขึ้น เสื่อมลงมากขึ้น คนในวงการ ไม่ควบคุมกันเอง ไม่ตักเตือนกัน ดังนั้น เราในฐานะผู้บริโภค ก็ต้องเลิกเสพสื่อ เลิกเชื่อโฆษณา สอนลูก สอนหลาน สอนเยาวชน ให้เห็น กลลวงต่างๆ ให้มากขึ้น รู้ให้ทัน

(๒) ดู TV ให้น้อยลง

และ หันไป ลงมือทำอะไรด้วยตนเองมากขึ้น
ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ห่างไกลจอทีวี จอ Internet บ้าง สุขภาพของท่าน จะโดนทำลาย ทั้งสายตา กล้ามเนื้อสะบักไหล่ กระดูกจะปวดทั้งที่หลังและที่คอ โรคกระเพาะอาหาร นอนน้อย และ อื่นๆ สุดท้าย เงินเก็บที่หามาได้ จะหมดลง เพราะ เป็นค่าใช้จ่ายให้โรงพยาบาล นั่งรถเข็นหรือนอนพะงาบพะงาบ ช่วยตนเองไม่ได้บนเตียง และ ไม่มีลูกหลานมาดูแล เพราะ ท่านทอดทิ้งพวกเขา มาหมกมุ่นอยู่หน้าจอทั้งวัน ท่านลืมออกกำลังกาย ความรัก ความผูกพันในครอบครัวจะหายไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น

(๓) เดินห้างให้น้อยลง
พาลูกพาหลานออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างนะ
เดินในห้าง ท่านก็ผสมลมหายใจของใครต่อใครก็ไม่รู้ปนเปไปกับท่าน สูดเชื้อ ดมกลิ่น สารเคมี ที่ฉีดลงบนสินค้าต่างๆ ดมทุกวัน บ่อยๆมากๆก็แย่เหมือนกันนะ ออกไปกลางแจ้ง ที่อากาศดีๆ เพราะ บนถนนยิ่งเลวร้ายกว่า โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่เอาจริงเรื่องอะไรสักอย่าง นอกจาก การเมืองและผลประโยชน์ กีฬากลางแจ้ง แบบฝรั่ง มีแต่ค่ายใช้จ่ายราคาแพง เป็นกีฬาเชิงการค้าไปแล้ว เราก็ลองหากิจกรรมง่ายๆ ราคาถูก เช่น เดินป่า ปลูกต้นไม้ เข้าวัด ก็ได้นะ

(๔) อย่าไปอยู่ในฝูงชนมากนักเลย

โดยเฉพาะคอนเสิร์ตต่างๆ
หูจะแตก เพราะ ลำโพงเปิดเสียงดังลั่น ทั้งในห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด ลานเต้นแอร์โรบิก ถนนที่รถเต็มไปหมด รถเปิดเพลงดังลั่นและ ในชนบท ก็ยัง เปิดเพลงดังลั่นระวัง ยังมีระเบิดจากผู้ก่อการร้าย โรคติดต่อร้ายแรง ที่อาจจะมาพร้อม การเปิด AEC (ประชาคมอาเซียน) ก็ได้นะ อย่าทำอะไรตามๆกัน หันทวนกระแสแล้วจะปลอดภัย อย่าไปเห่อตามเขามากนัก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร มีแต่ภัย ซ่อนเร้นอยู่

(๕) ซื้อให้น้อยๆหน่อย หัดทำเองบ้าง

ปลูกผักเอง แล้วจะรู้ว่า ผักธรรมชาติ กับ ผักอันตรายด้วยสารเคมี มันต่างกันเยอะเลย ทั้ง รส สี และกลิ่น หัดพึ่งพาตนเองบ้าง ลดการนำเข้า ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในบ้าน และ ในองค์กรก็ได้ วิศวกร มีแต่ catalog engineer ซื้อๆๆ เทคโนโลยีต่างชาติ คิดอะไรเองไม่เป็น ออกแบบไม่เป็น เก่งแต่ “จัดซื้อ” ควรหัดฝึกวิศวกร เป็นนักประดิษฐ์บ้าง ผู้บริหารหัดทำอะไรเองบ้าง ลงจากหอคอยงาช้าง ลงมาเลียบค่ายดูทหารเลวบ้าง อย่าคิดเองเออเอง ลงมาดูที่จริง ของจริง ความจริงบ้าง อย่าหูเบา อย่าเชื่อคนข้างกายมากนักเลย

(๖) หยุดทาน อาหารโหลๆ (Junk food)

แล้วหัด ทานอาหาร ตามธรรมชาติบ้าง
ระบบการศึกษายุคนี้ เป็นแบบ “รู้ลึกโง่กว้าง” สุดท้าย ตายน้ำตื้น โดนพ่อค้าแม่ค้าหลอกเอาสารเคมี ใส่ลงไปในอาหาร ทานเข้าไปทุกวัน แบบ “โง่ ตาใส” เรียนก็สูง การงานก็ดี แต่ สอบตก เรื่องพฤติกรรมการทานอาหาร เร่งรีบ โดนหลอก หลงตนเอง ขี้เกียจ มักง่าย สุดท้าย “ทานแบบด่วน ก็ตายแบบด่วน” กลับบ้าน ทานข้าวกับพ่อแม่ ลูกเมียบ้าง ทานอาหารนอกบ้าน น่ากลัวนะ จะบอกให้

(๗) เอาแต่ทำงานแบบเดิมๆ แล้วคาดหวังผลงานดีๆ

ขยันแบบโง่ ทำเหมือนเดิม ไม่ปรับปรุง ไม่พัฒนา ไม่กล้าลอง อ้างงานยุ่ง ซึ่งพวก ขยันแต่โง่นี้ ฮิตเล่อร์ (Hitler)บอกว่า “เจอเมื่อไร ให้ฆ่าทิ้ง” สุดท้ายองค์กรไปไม่รอด ตนเองล้มบนฟูก ลูกน้องเดือดร้อน ประเทศชาติเสียหาย แม่ธรณีโดนรังแก วนอยู่ในกรอบเดิมๆ ตั้ง KPI มาวัดผลงาน ด่าในเรื่องซ้ำๆ ด่าคนทำไม่ด่าคนสั่ง เข้าลักษณะที่ว่า “ใครขโมยเนยแข็งของฉันไป” หรือ “สาปแช่งความมืด ลืมจุดตะเกียง”

(๘) เอาแต่ขับรถ ลองหัดเดินดูบ้าง

เอาแต่ ยั่วให้คนซื้อรถ ปล่อยดอกเบี้ยให้ซื้อรถ สุดท้าย รถเต็มเมือง ถล่มน้ำมัน ต่างชาติฟันกำไร คนไทยเป็นง่อย เดินไม่เป็น ระบบรถสาธารณะน้อย กดดันให้ซื้อรถใหม่ ดูดควันพิษ ยังไม่มีระบบ Sky walk ในเมืองไทย คือ สามารถเดินเชื่อมทะลุได้หมด ไม่ต้องใช้รถ

(๙) ของเก่ายังใช้ไม่คุ้ม ซื้อใหม่อีกแล้ว

ลองอดทนใช้ของเก่าๆบ้าง
ทั้ง โทรทัศน์ โทรศัพท์ หัดค่อยๆใช้ไป ไม่ต้องบ้าจี้ ขี้อวด ขี้โอ่ กลัวตกเทรนด์ อดทนหน่อย เปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์ อยู่เรื่อย ลงโปรแกรมใหม่ๆ ลูกอีช่างเปลี่ยน จนคนในองค์กร มึน งง เบลอไปหมดแล้ว

(๑๐) หยุดวุ่นวายเรื่องชาวบ้าน หัดมาพิจารณาตนเองบ้าง

เอาแต่ จับกลุ่มนินทา เพ่งโทษ โดยไม่หันมาพัฒนาตนเอง ติดดี เห็นคนอื่นแย่กว่า พูดจาทับถม ดับกำลังใจกัน สุดท้าย องค์กรหมดสภาพ เลิกเห่อฝรั่ง เห่อต่างชาติ หันมาใช้ของไทยๆ ภูมิใจในความเป็นไทยบ้างนะ หัดขอบคุณกันบ้าง อย่าเป็นองค์กรแล้งน้ำใจ อย่าวางฟอร์ม อย่าระแวง อย่าต่างคนต่างอยู่ อย่ากัดกันเอง

(๑๑) หัดทำอะไรช้าๆบ้าง เร่งมาแล้วทั้งชีวิต

ในความช้า มีอะไรให้ศึกษามากมาย จะเร่งไปตายถึงไหน เร่งขับรถ เร่งกิน เร่งโกง เร่งกำไร ไปถึงไหน รอๆ ธรรมชาติฟื้นตัวบ้างนะ ถล่มแม่ธรณีทำไมกันเนี่ย ช้าให้เป็น ช้าอย่างมีสติ หัดนั่งสมาธิ เดินจงกรม ทำงานศิลปะบ้าง

(๑๒) หัดมีระบบสำรองบ้าง

ถ้าอยู่เมืองใหญ่ วันใด มีสงคราม มีภัยธรรมชาติใหญ่ๆ จะหลบไปไหน แก่แล้วจะทำอะไร อย่ามาติดเรื่องเกษียณ ตอนอายุ ๕๙ ปี มันสายไปแล้ว ควรคิดตั้งแต่ อายุ ๒๐ ปีแล้ว ว่าจะเกษียณยังไง อย่ามั่นใจว่า กฎแห่งกรรมไม่มีจริง หัดสำรองความเชื่อเอาไว้บ้าง หากเรื่องที่เราไม่เชื่อ โดยเฉพาะ เรื่อง ชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์มีจริงขึ้นมา เราจะทำไง หัดบริหารความเสี่ยงบ้างนะ เรียนทางสายวิทย์มาตลอด เชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มาตลอด แล้วรู้ได้ไงว่า วิทยาศาสตร์ถูกต้อง ในเมื่อ มนุษย์ที่โกงๆ มั่วๆ เป็นคนทำวิจัย ทำการทดลอง และ เป็นนายทุนนำเสนอ กระบวนวิธีทางวิทยาศาสตร์น่าจะถูกต้อง 100% แต่ นักวิทยาศาสตร์นี่ซิ ไม่น่าจะถูกต้อง ทุกคนนะ บางคนอาจจะรับเงินนักธุรกิจชั่วร้าย งกๆเค็มๆ โกงๆมาก็ได้นะ บิดเบือนผลการวิจัยเพื่อเข้าข้างตนเองก็มีนะ(bouquet)
ยาววววว. แต่อ่านสักข้อสองข้อก็ได้ มีประโยชน์




 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2558 0:48:13 น.
Counter : 349 Pageviews.  

....ธรรมเทศนา หลวงปู่ชา สุภัทโท...

....ธรรมเทศนา หลวงปู่ชา สุภัทโท...

วันหนึ่ง ขณะที่ธุดงค์ไปพักที่วัดถ้ำแสงเพชร ซึ่งอยู่ไกลจากอำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ พอสมควร ปรากฏว่า มีโยมอุปัฏฐากที่เป็นผู้มีหน้า มีตา ของอำเภอ และเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ นักปฏิบัติ มานั่งร้องไห้ต่อหน้าหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ยังคงนั่งเฉยอยู่ จนเมื่อโยมได้สร่างโศกลงบ้าง ท่านก็ถามว่า "เป็นอะไรล่ะ จึงนั่งร้องไห้" โยมผู้นั้นเล่าว่า รถที่เพิ่งซื้อมาใหม่ถูกขโมยไปแล้ว แต่ หลวงพ่อก็นั่งเงียบ เผอิญก็มีโยมผู้ชายคนหนึ่งมาพร้อมกับญาติ พอกราบหลวงพ่อเสร็จก็ร้องไห้ เป็นวรรคเป็นเวรเช่นกัน หลวงพ่อนั่งคอยจนเขาพอพูดได้ ก็ถามด้วยคำถามเดิมว่า "เป็นอะไรไปล่ะ"

เขาก็ตอบว่า "เมียตายสองคน ลูกตายสองคน" (เผอิญชายคนนี้มีภรรยาสองคนอยู่ในบ้าน เดียวกัน) หลวงพ่อก็ถามต่อว่า "เป็นอะไรตายล่ะ" โยมผู้ชายก็ตอบว่า "กินเห็ดเบื่อตาย"

หลวงพ่อหันไปถามโยมผู้หญิงที่ยังน้ำตาซึม แต่ก็นั่งเงียบฟังโยมผู้ชายเล่าอยู่ด้วยและพูดว่า

"แลกกันไหมล่ะ ดูซิ ของเขาลูกเมียตายตั้งสี่คน ของโยมรถหายคันเดียว โลกนี้เป็นอย่างนี้ แหละ มีความปรารถนาอะไรแล้วไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ไม่อยากให้รถหาย มันก็หาย ไม่ อยากให้ลูกเมียตาย ก็ตาย ใครจะห้ามได้ ชีวิตทุกชีวิตเป็นอย่างนี้แหละ ใครอยากล่ะ โยม อยากให้รถหายไหม โยมอยากให้ลูกเมียตายไหม"

ทั้งคู่ก็ตอบรับหลวงพ่อว่า "ไม่อยากค่ะ (ครับ)"

หลวงพ่อกล่าวต่อไปว่า "เป็นอย่างนี้แหละ ความโศก ความร่ำไรรำพัน ให้เราพิจารณาดู ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราไม่หนีมัน มันก็หนีเรา คนก็เหมือนกัน เราไม่จากเขา เขาก็จากเรา มันอยู่ที่ ใครไปก่อนใครเท่านั้นเอง บางทีวัตถุก็ไปก่อนเรา บางทีเราก็ไปก่อนวัตถุ บางทีคนใกล้ชิดเราเขา ก็ไปก่อน บางทีเราไปก่อนเขา มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของกรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เราย่อมมีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นผู้ติดตาม ให้ผล ไม่ว่าบุญหรือบาป ดีหรือชั่วก็ตาม เราจะต้องรับกรรมนั้นโดยแน่นอน

สำหรับโยมผู้ชายนั้นโยมผู้หญิงกับลูกเขาทำกรรมกับเรามาแค่นี้ เขาตายไปเขาก็ไม่ขอ อนุญาตเรา ไม่บอกเรา ไม่ได้เขียนใบลา เขาก็ตายไป โยมผู้หญิงก็เช่นกัน รถคันนี้มันทำกรรมกับ โยมมาแค่นี้ รถมันก็ไม่บอกเราก่อนว่ามันจะถูกขโมยแล้วนะ อยู่ ๆ มันก็หายไป ดังนั้นให้เราเห็นว่า เป็นธรรมดาของทุกสิ่งทุกอย่าง เราไม่หนีมัน มันก็หนีเรา เราเกิดมาเป็นอะไร เกิดที่ไหน เกิดมากี่ ครั้ง ๆ โลกก็เป็นเช่นนี้ เราเองต่างหากที่ไปอุปาทานว่า นี่รถของเรา นี่ลูกนี่เมียของเรา รถมันไม่เคย บอกนะว่ามันเป็นของเรา เราไปซื้อมันมาตกแต่ง มารักมันเอง ที่จริงรถมันไม่ได้เป็นของใคร
มันเป็น ของธรรมชาติที่ไหลไปตามเหตุปัจจัย มนุษย์ไปสมมุติขึ้นมา แล้วยึดว่าเราเป็นเจ้าของ เมื่อมันหาย ไปให้เราคิดว่า นั่นเป็นการคืนกลับสู่ธรรมชาติ โยมผู้ชายก็เหมือนกัน ลูกเมียก็เสียไปแล้ว พิจารณา มองให้เห็นว่าเป็นทุกข์ ไม่ใช่พอสร่างโศกก็ไปหามาใหม่ เป็นการเพิ่มทุกข์ขึ้นมาอีก เราควรทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล ทำภาวนา แผ่ให้ผู้ตายบ้าง เราเองก็ต้องตาย ไม่แน่ว่าเมื่อไร ขอให้เข้าใจสัจธรรม ของธรรมชาติ"

หลวงพ่อกล่าวเป็นสังเขปพอให้โยมสร่างทุกข์ หน้าที่ของพระก็คือ แก้ไขทุกข์ โดยคิดว่า ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น เมื่อกล่าวไปแล้วก็ไม่ได้คิดปรุงว่า จะแก้ ได้หรือไม่ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีคำตอบอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว ผู้มีปัญญาก็จะค้นหาคำตอบ ของปัญหาของเขาเองได้ในที่สุด




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2551    
Last Update : 27 ตุลาคม 2551 18:25:44 น.
Counter : 263 Pageviews.  

สันติภาพ...คือ...บ่อเกิดของความสงบ


“สันติภาพ...คือ...บ่อเกิดของความสงบ”

..“สันติภาพ....
เกิดขึ้นจากการไม่เห็นแก่ตัว..
โดยการทำใจของตนเองให้อยู่เหนือโลก
จิตก็จะผ่องใส ใจก็จะบริสุทธิ์ จิตใจก็เยือกเย็นเป็นอิสระ
เกิดสันติธรรมภายในใจ...”

เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า...
ทำไม....โลกนี้....จึงขาดแคลนสันติภาพ ?

กับหลายคำถาม...หลาย ๆ เหตุผล..ที่ทุกคนต่างได้ยินได้ฟัง...
หากเราได้พิจารณาดูอย่างละเอียดแล้ว..
เราจะพบว่า...
สาเหตุที่ทำให้โลกนี้... “ขาดแคลนสันติภาพ”....
ก็เพราะไม่สามารถจะคว้าเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ มือ
หรือยิ่งกว่าสิ่งที่อยู่ในมือ หรือแม้กระทั่งสิ่งทั้งปวงในโลกใบนี้ได้...
นี้คือ..คำตอบ..
ซึ่งดูเหมือนกับว่า...เรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังขาดอยู่...
จึงพยายามที่จะแสวงหาและไขว่คว้ามา...ให้เพียงพอ..
หรืออาจมากเกินไป..ให้แก่ตนเอง...อย่างไม่รู้จักจบสิ้น...

แต่เมื่อใดที่เรารู้จักคว้า....
สันติภาพ สันติธรรม อันเกิดจากพุทธธรรม...
ก็ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์ให้แก่ตัวเรา
เราก็จะพบว่าที่เราจะแสวงหาสันติภาพชนิดนี้..
ก็ต้องเข้าใจว่า...
แสวงด้วยการสงครามภายใน..
คือ...พยายามที่จะรบ รบด้วยอาวุธ ด้วยปัญญา
ทำลายข้าศึก คือ ทำลายความโง่ ความหลงให้หมดสิ้นไป

ถ้าหากว่า...
จะมองดูพุทธธรรมหรือสันติภาพอันแท้จริงนี้
ตามแนวของอารยวัฒนธรรมนั้น
ย่อมหมายถึง.....ความเจริญงอกงามทางความคิดและปัญญา
ของมนุษย์ที่ล้ำออกไปจากแนว ที่ธรรมชาติกำหนดให้

ในปัจจุบันนี้...
นับวัน...เรายิ่งจะห่างไกลจากสันติภาพ...
เพราะต่างคนก็ส่งเสริม... “ตัวกู”...อย่างชนิดที่ว่า...
เพราะเป็นการเอาส่วนเกินมากเกินไป
แล้วก็เห็นแก่ตัวมากเกินไป..นั่นเอง...

เพราะฉะนั้น..ความเห็นแก่ตัว...
จึงถือว่าเป็นอุปสรรค เป็นต้นเหตุแห่งวิกฤตการณ์ทั้งหลายทั้งปวง
ที่ขัดขวางการพัฒนา... “สันติภาพ”....ให้เกิดขึ้นในโลก
และภายในจิตใจ...ของตนเอง...

การที่จะรอดจากวิกฤตการณ์ทั้งหลายนานาชนิดได้นั้น
อยู่ที่การทำลาย.. “ความเห็นแก่ตัว”..
เราจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง..
ว่า “..มีตัวตน..ที่มิใช่ของตน..”

ถ้าถอนความรู้สึกว่า..มีตัวตน..ออกไปเสียได้แล้ว
มันก็ไม่มีความเห็นแก่ตัว..และไม่มีปัญหา...

เพราะฉะนั้น..
ในการที่จะสร้างสันติภาพให้แก่โลกนั้น
ขั้นแรกที่สุด..ก็คือ..
จัดที่ตัวเอง...
ทำที่ตัวเอง...
ให้เป็นผู้รู้จักสันติภาพก่อน..
แล้วพยายามที่จะขยายสันติภาพนั้น
ให้แพร่หลายออกไปโดยกว้างขวาง

เรามาร่วมกันสร้างสันติภาพโลกภายนอก
ให้เกิดเป็นสันติธรรมภายในจิตใจ..ของเรา..กันเถอะ




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2551    
Last Update : 27 ตุลาคม 2551 18:21:48 น.
Counter : 205 Pageviews.  

ทุกสิ่งไม่เที่ยง

โอ้สังขาร ท่านเรา ก็เท่านี้

สิ้นชีวี กายนี้ หมดความหมาย

นอนแน่นิ่ง แท้จริง ทั้งหญิงชาย

เป็นเครื่องหมาย สิ้นสุด หยุดรักชัง

..ทิ้งยศศักดิ์ สมบัติ ที่เคยหวง

ญาติทั้งปวง สิ่งรัก ไว้เบื้องหลัง

ไม่รู้สึก สุขทุกข์ รักเกลียดชัง

นอนลำพัง ในโลง โพรงนิดเดียว

..จำต้องจาก สิ่งรัก และหวงแหน

ทั่วดินแดน ทั้งผอง เคยข้องเกี่ยว

ชีพสลาย มิได้ไป สักอย่างเดียว

กายนอนเขียว เปื่อยเน่าเ ป็นเถ้าดิน

..อย่ามัวหลง สมบัติ ยศสรรเสริญ

ความเจริญ อามิส จิตถวิล

นั่นเพียงสิ่ง อำนวย ช่วยหากิน

อย่าดีดดิ้น เพลิดเพลินเ กินความดี..




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2551    
Last Update : 27 ตุลาคม 2551 18:19:12 น.
Counter : 216 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

rajasit
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]








helplink


http://bancha.bloggang.com

ทันสมัยและปลอดภัยเสมอด้วยระบบการป้องกันไวรัส พร้อมการอัพเดตโปรแกรมเป็นเวอร์ชั่นใหม่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องลืมอีกต่อไป กับ True IDC Chromebook

Posted by True IDC on 4 มิถุนายน 2015


sand e-mail ถึงเจ้าของ blog



Friends' blogs
[Add rajasit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.