Group Blog
 
All Blogs
 

Buy it !--Buy More!--Buy Again&Again

บทความนี้เขียนเมื่อ 13/5/05 ค่ะ

*********************************

วันก่อน แบมได้มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนห้องสีลมเรื่องงานค่ะ กลับจากคุยแล้วเลยคิดไปถึงบางอย่างที่อาจเป็นประโยชน์กับผู้อื่น คิดซะว่าเล่าขานให้กันฟังแล้วกันนะคะ (ถึง เพื่อนที่ถูกอ้างอิง ต้องขออนุญาตนะคะ)

เพื่อนกำลังจะทำกิจกรรมด้านการตลาดบางอย่างให้กับองค์กรตัวเอง ก็ได้นั่งคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันค่ะ แบมนั่งฟังไปได้ซักพัก แบมก็ถามเค้าไปว่า “ทำไมถึงเลือกทำ....?” “ทำ......แล้วยังไงต่อคะ? คาดหวังอะไรจากการทำ........?” “ทำไมคิดว่าจำเป็นต้องทำ..........” ฯลฯ

คำตอบ “...............................” (เงียบ)

ไม่ได้แกล้งเพื่อนนะคะ แต่บังเอิญว่าทุกคำถามที่ถามไปนั้น เป็นคำถามที่นักการตลาดจำเป็นต้องตอบให้ได้ เมื่อเลือกใช้เครื่องมือการตลาดใดๆ

(ปล. วันนี้ได้รับโทรจากเพื่อนว่า ตอบคำถามแบมได้แล้ว .. ฉับไว! เป็นคุณสมบัติของนักการตลาดที่ดีค่ะ)

ตอนสาวๆ แบมเขียนแผนการตลาดส่งอาจารย์ โดนคำถาม สิบแปดล้านคำถาม อย่างเนี๊ยะ ต้องแก้แล้วแก้อีกๆๆๆๆ สุดท้ายอาจารย์จิ้มหัวเหน่งแบมแล้วบอกว่า แบมจำไว้นักการตลาด ทำการตลาดเพื่อคำ 3 คำ "Buy it !--Buy More!--Buy Again&Again" โดนจิ้มจนเหน่งแทบแตก เลยต้องจำจนขึ้นใจ

ได้ฟังแล้วเหมือนบรรลุค่ะ จริงๆ การตลาดมันเป็นเรื่อง Simple มากๆ (เหมือนที่คุณพาทีว่าไว้) การตลาดหวังผลแบบ Simple แค่คำ 3 คำ "Buy it !--Buy More!--Buy Again&Again"

ถ้าคุณทำการตลาดแล้วไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อ...ให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อ --หรือ-- ให้ลูกค้าซื้อมากขึ้น--หรือ--ให้ลูกค้าซื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ก็ช่วยตอบแบมหน่อย ว่าทำการตลาดกันไปทำไม?

จริงอยู่ คุณอาจเถียงขาดใจว่า เครื่องมือการตลาดบางอย่าง ไม่ได้ก่อให้เกิดการ "Buy it !--Buy More!--Buy Again&Again" โดยตรง หรือ การใช้กลยุทธ์บางอย่าง คุณก็หวังผลในเรื่องของภาพลักษณ์ของแบรนด์ มากกว่าเรื่องรายได้ที่มากขึ้น

ถูกของคุณค่ะ ไม่ผิดค่ะ แต่เก้าอี้นักการตลาดคุณจะสั่นคลอนแน่นอน ถ้าคุณเชื่อมโยงกลยุทธ์เหล่านั้น กลับไปสู่คำ 3 คำนี้ไม่ได้

ไม่ว่า คุณจะเลือกใช้เครื่องมือโฆษณา เพื่อสร้างการรับรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย
ไม่ว่า คุณจะเลือกใช้เครื่องมือประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่สินค้า
ไม่ว่า คุณจะเลือกใช้การจัดกิจกรรมการตลาด เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
ไม่ว่า คุณจะเลือกใช้ CRM เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าประจำ

สุดท้ายคุณต้องนำเครื่องมือทั้งหลายนั้น มาผูกพัน เชื่อมโยง ให้เกิดการ "Buy it !--Buy More!--Buy Again&Again" ให้ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างที่เค้าเรียกว่า IMC (Integrated Marketing Communication) หรือการใช้เครื่องมือการตลาดแบบผสมผสาน น่ะค่ะ (สมัยแบมเรียนเรียก การตลาดแบบบูรณาการ)

เพราะคุณอย่าลืมว่า ทุกการตัดสินใจ ทุกเครื่องมือการตลาดที่คุณเลือกใช้ หมายถึง ค่าใช้จ่ายขององค์กรทั้งสิ้นทั้งปวง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ เจ้าของเงิน (องค์กรของคุณ) จะอดไม่ได้ที่จะใจหายกับจำนวนเงินที่คุณใช้ สิ่งที่จะช่วยให้เจ้าของเงินกลับมามีความหวังได้บ้าง ก็คือ การที่คุณต้องชี้ให้เค้าเห็นให้ได้ว่า คุณไม่ได้กำลังเผาผลาญเงินนะคะ เจ้านาย วันนี้คุณอาจใช้เงินไป 1 ล้าน แต่ก็ใช้ไปเพื่อให้ได้ 10 ล้านในเดือนหน้าค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น คุณเป็นนักการตลาดหรือผู้บริหารร้านกาแฟ วันหนึ่งคุณรู้สึกว่า ร้านคุณไม่โดดเด่นคนไม่เข้าร้านคุณเลย แถมมุมถนน ยังมีคู่แข่งมาเปิดแข่งอีกร้าน ลูกค้ายิ่งหาย คุณจะทำยังไงคะ?

คุณตอบว่า คุณตัดสินใจใช้วิธี Re-Branding ปรับปรุงร้านใหม่ทั้งหมด หมดเงินไป 1 แสน กับการปรับปรุงร้าน แล้วยังไงต่อ? มานั่งรอลูกค้าอยู่หน้าร้านเหมือนเดิม? ไม่ช่าย...ไม่ช่าย... อย่าบอกว่าคุณจบงานของคุณแล้ว เพราะ งานคุณเพิ่งเริ่มต้นเองค่ะ

เป้าหมายสูงสุดคือ คุณต้องการเอา 1 แสนกลับมาให้ได้ ตั้งเป้ากี่เดือนดี สองเดือนละกัน แสดงว่า ถ้าเดิมคุณขายได้เดือนละ 5 หมื่นบาท สองเดือนนับจากนี้ คุณต้องทำยอดขายให้ได้ เดือนละ 1 แสนบาท (แน่นอน เดือนถัดไป ก็ต้องย่อมไม่ควรต่ำกว่าแสน)

ทำยังไงกันดีคะ?

Buy it! : คุณต้องการจำนวนลูกค้าที่มากขึ้น คุณเลยเปิดแคมเปญฉลอง New Look! ลากเด็กเสริ์ฟทุกคนไปยืนหัวถนน เพื่อแจกใบปลิวโปรโมชั่นฉลองร้านใหม่ ซื้อ 2 แถมคูปองฟรีอีก 1 แก้ว (อันนี้เป็น Direct Marketing ค่ะ)
Buy More : คุณต้องการให้ลูกค้าที่มีอยู่จ่ายเงินให้คุณมากขึ้น คุณเลยจัดทำเมนูใหม่ เป็นเมนูเซ็ท เดิมลูกค้าสั่งแต่กาแฟถ้วยเดียว ราคา 30 บาท คุณจับเซ็ท กาแฟ+เบเกอรี่ ขายราคาเดียว 50 บาท
Buy Again&Again : คุณต้องการให้ลูกค้าของคุณมาซื้อคุณบ่อยมากขึ้น คุณเลยจัดทำบัตรสะสมสำหรับคนรักกาแฟ ซื้อครบ 5 แก้ว รับบัตรลด 10% จนถึงสิ้นปี

อ่ะ.. เอาใหม่ค่ะ ช่วยกันคิดแล้วกัน

สมมติ คุณเป็นนักการตลาดบริษัทขายซอฟแวร์แล้วกัน ตอนนี้บริษัทคุณพัฒนาซอฟแวร์ใหม่ล่าสุดออกมา คุณทำแผนเตรียมงานเปิดตัวซอฟแวร์ตัวนี้อย่างยิ่งใหญ่ ใช้งบประมาณ 5 ล้านบาท เจ้านายโวยว่า เอ๊ยยย อะไรกัน คุณจะใช้เงินตั้ง 5 ล้านเลยเหรอ ถ้าคุณจะใช้ 5 ล้าน เดือนนี้ คุณต้องสร้างยอดขายซอฟแวร์ตัวนี้ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านนะ ถ้าไม่ได้ ก็ไม่ต้องจัดงาน....

คุณจะตัดสินใจจัดงาน หรือ ไม่จัดคะ? ถ้าจัด คุณจะหา 10 ล้านมาจากไหนคะ? ขี้เกียจตอบก็คิดซะว่า อ่านกันเล่นๆ นะคะ แล้วเจอกันกระทู้หน้า เมื่อมีเวลาเขียน ว่าจะเขียนเรื่อง พรีเซนต์งานยังไงให้ได้เงิน 555 ...บ๋ายบาย

แก้ไขเมื่อ 13 พ.ค. 48 00:44:13

จากคุณ : bam_ka@ - [ 13 พ.ค. 48 00:38:08 ]




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 17:33:34 น.
Counter : 280 Pageviews.  

Silom Home Room

คุณรู้จักชั่วโมง Home Room ไหม? ตอนเด็กๆ ใครเรียนโรงเรียนฝรั่งหน่อยน่าจะคุ้นกับชั่วโมง Home Room Home Room เป็นชั่วโมงแห่งการคุยแบบรีแลกซ์ ภาษาวัยรุ่นเค้าใช้คำว่า คุยแบบชิวๆ หรือเปล่า ก็นั่นแหละ คุยแบบสบายๆ คุยในเรื่องที่คุยในชั่วโมงอื่นๆ ไม่ได้

แบมเอาระบบ Home Room มาใช้ในองค์กรเหมือนกัน เช้าวันเสาร์จะเป็นวันที่ผู้ที่ทำงานในระดับบริหารจะมา Home Room กัน โดยส่วนตัวแบมค่อนข้างให้ความสำคัญกับชั่วโมง Home Room นะ เพราะไม่ค่อยมีโอกาสคุยชิวๆ กับเพื่อนร่วมงานในชั่วโมงงานปกติ และแบมก็ไม่ค่อยนิยมเท่าไรแฮะ สำหรับคนที่ใช้ชั่วโมงทำงานสำหรับการเมาท์

ใน Home Room มีทั้งระดับบริหารจูเนียร์ และ ซีเนียร์ หัวข้อที่มักเอามาถก เอามาแชร์กัน ก็คงไม่พ้น ปัญหาในการบริหารทีม และ บริหารงาน ลองมาดูกันว่า เรื่องมันส์ๆ ใน Home Room มีอะไรกันบ้าง

“พี่แบมคะ ลูกน้องนู๋อายุมากกว่านู๋ นู๋รู้สึกว่า หลายครั้งที่นู๋สั่งงานไป เค้าไม่เชื่อค่ะ”

: ประเด็นนี้ ต้องบอกว่า ในฐานะนู๋เป็นผู้บริหาร ปัญหามันเกิดตั้งแต่วิธีคิดของนู๋ ที่คิดว่าเค้าคือลูกน้อง และนู๋คือเจ้านายแล้ว วิธีคิดแบบนี้อันตราย และน่าจะหมดไปจากสมองผู้บริหารตั้งแต่ยุคเสียกรุงครั้งที่สองแล้ว น่าแปลกใจที่มันยังคงอยู่ถึงยุคนี้ มันไม่มีหรอก เจ้านาย-ลูกน้อง น่ะ มันมีแต่ ทีมงาน-หัวหน้าทีม หัดตัวเองให้ชินกับคำนี้เสีย เรียกทุกคนในหน่วยงานของนู๋ ว่า ทีมงาน เรียกจนมันฝังเข้าไปใน DNA ของตัวเอง เรียกจนมันฝังเข้าไปในหัวใจของทั้งทีมนั่นแหละ ยิ่งดันโชคดีมีทีมงานที่อายุเยอะกว่า ยิ่งเหมือนถูกหวย วันไหนเผลอเรียกเค้าว่า ลูกน้อง ขอให้รู้ ว่ามันเจ็บแปล็บๆ ในใจฟ่ะ ขอบอก

แบมก็เคยมีทีมงานที่อายุมากกว่า มากกว่าหลายปีซะด้วย ทุกวันนี้ยังรักกันมากมาย ย้ายองค์กรยังตามมาหลอนร่วมเป็นทีมงานเดียวกัน แบมคิดว่า ทางออกที่ดีสุด คือ การเคารพซึ่งกันและกัน หัวหน้าทีมเอง ไม่มีทีมงานก็ตายหยังเขียด ทำงานได้เหรอคะ ถามที ยิ่งทีมงานที่อายุมากกว่านี่ยิ่งมีคุณค่าเปรียบเสมือน “หลงจู๊” ในทีม “หลงจู๊” คือ ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ทุกกระบวนการในงานและองค์กร ถ้าคุณมีความคิดเริ่ดๆ หลงจู๊คนนี้จะมีบทบาทสำคัญในการทำให้ความคิดของคุณเป็นรูปธรรม ไม่ว่าคุณจะออกไปสู้รบปรบมือกับใครนอกบ้าน เชื่อเถอะว่า “หลงจู๊” ที่น่ารักจะทำให้งานในบ้านของคุณสงบเรียบร้อย ดังนั้น ถ้าในทีมของคุณมี “หลงจู๊” โปรดให้ความเคารพในฐานะทีมงานที่มีค่า อันนี้ก็คงไม่ต้องถึงขนาดยกมือไหว้กันทั้งเช้าเย็น แต่ให้จำคาถาสองคำสั้นๆ ไว้ใช้กับเค้า “ขอบคุณ” เป็นคาถาง่ายๆ แต่ต้องใช้อย่างจริงใจ และแบมมักใช้กับหลงจู๊ของแบมทุกครั้งเมื่อรบชนะ “ขอบคุณมากนะ ขอบคุณมากมาก”

“พี่แบมคะ บางครั้งนู๋ก็ท้อ ทำงานก็เหนื่อยจะตายแล้ว ยังโดนทีมตัวเองเมาท์อีกอ่ะ”

: ประเด็นนี้ฮาเนอะ แหมเฮ๊ย .. ทีเรายัง Home Room กันได้ ก็คิดซะว่า ในทีมเค้า Home Room กันเองบ้างก็แล้วกัน 555 อ่ะ ล้อเล่น เรื่องนี้ต้องบอกว่า คนจะเป็นนักบริหารได้ดีต้อง “ตายด้าน” เล็ก ๆ นะ ใช้คำว่าอดทนมันยังน้อยเกินไปสำหรับการเป็นนักบริหาร โดยเฉพาะบริหารคน ถ้าเรื่องที่เค้าเมาท์มันไม่จริง เห็นทีจะต้อง “ตายด้าน” เพื่อพิสูจน์ตนจนกว่าทีมจะตระหนักได้ว่ามันไม่จริง การชนกับทีมด้วยการพูดตรงๆ บางครั้งไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก แต่ถ้าคุณเป็นคนมีศิลปวาจาดี การพูดอ้อมๆ ให้ทีมยึดมั่นงานและเป้าหมายของงานมากขึ้น (จะได้ไม่มีเวลามาเมาท์ชาวบ้าน) ก็อาจเป็นวิธีที่ใช้ได้ การเมาท์เป็นอาการใจสั่งมานะ ใจสั่งมาให้เค้าเชื่อว่าเราเป็นอย่างนั้น เค้าก็เลยเมาท์อย่างนั้น แล้วใจคนก็ซื้อไม่ได้ซะด้วยสิ การจะเปลี่ยนใจเค้าก็คงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ใช่ ดังนั้น แทนที่จะมานั่งเซ็งอารมณ์ ก็เอาเวลาไปตั้งใจทำงานเพื่อพิสูจน์ตนดีกว่าไม๊ล่ะนั่น

เขียนไว้แค่ 2 เคสก็คงพอจะเห็น ว่าท่านผู้บริหารทั้งหลายนี่นะ เค้าก็มีเรื่องหนักอกหนักใจของเค้าเหมือนกันแฮะ (แอบซวย ที่แบกเรื่องเข้ามา Home Room กับพี่แบมทีไร ดันโดนด่าซมซานกลับไปทุกที) จริงๆ ว่าไปก็น่าสงสารแฮะ โอ๋..นิ่งเตะ นิ่งเตะ เหอๆ จบชั่วโมง Home Room แบมมักจะจบด้วยคำถามว่า ”อะ ช่วยบอกหน่อยว่า เค้าจ้างผู้จัดการไว้ทำอะไรคะ” และจะได้รับคำตอบจากบรรดาผู้จัดการจูเนียร์ที่กำลังละเหี่ยใจโดยพร้อมเพรียงกันว่า “ไว้แก้ปัญหาค่ะ -_-‘” 555 โอเคค่ะ Good Job! น่าสงสารเนอะ...

พี่น้องสีลม ท่านผู้บริหารทั้งหลาย (ซึ่งแบมว่าทุกคนก็เป็นผู้บริหารหมดแหละ ทีมเล็ก ทีมใหญ่ ก็ว่าไป หรือไม่มีทีมให้บริหาร อย่างน้อยก็บริหารตัวเองแหละฟะ) มาแชร์กันหน่อยสิคะ มีเรื่องอะไรในการทำงานที่ละเหี่ยใจกันบ้าง แล้วผ่านพ้นมันมาได้ยังไง ช่วยแบ่งปันไว้ให้แบมแชร์ทีมงานใน Home Room วันเสาร์ต่อๆ ไปหน่อยค่ะ ใครช่วยแชร์ขอให้ สุขในงาน หน้าบานมีสุขในชีวิตค่ะ

จากคุณ : bam_ka@ - [ 6 ก.ย. 50 23:00:44 ]




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 17:26:02 น.
Counter : 542 Pageviews.  

การวางตำแหน่งแบรนด์ ง่ายดายเหมือนท่อง A B C

อันนี้ 25/5/06 ค่ะ เอ เราก็เขียนโน่นนี่ เยอะนะเนี่ย

***********************************

เกี่ยวก้อยสัญญาไว้กับมิตรที่เคารพ วันจันทร์จะโผล่มาตั้งกระทู้ ขอปันความคิดเห็นกับเพื่อนๆ เสียหน่อย นี่ก็...เอ่อ ตีหนึ่ง 555 เอานะ..ยังไงก็คืนวันจันทร์ -_-'

ในโอกาสที่ แบม ได้นั่งคุยกับใครก็ตามเกี่ยวกับหนทางในการสร้างแบรนด์หนึ่งๆ คำถามยอดฮิตที่ แบมจะถามคือ "การวางตำแหน่งของแบรนด์ (Brand Positioning) ของคุณ คืออะไร?"

ถามทำไม? ทำไมต้องถาม? ตอบยังไง? จะเอาอะไรมาตอบ?

เป็นความสงสัย ที่แบมแปลมาจาก คิ้วที่ขมวด ของคนที่นั่งคุยด้วย สิ่งที่ตามมา คือคำอธิบายที่ยาวเหยียด ว่าแบมถามไปเพื่ออะไร แล้วสิ่งนั้นมันสำคัญสำหรับการเริ่มต้นความฝันของเขาขนาดไหน

แบมคุ้ยโต๊ะทำงาน เจอหนังสือเล่มหนึ่ง ที่น่าจะอธิบายเรื่องนี้ได้ดี (กว่าแบม) ขอหยิบบางส่วนมาแชร์กับเพื่อนๆ ค่ะ

*********

ศิลปะและหลักของการวางตำแหน่งแบรนด์

คุณคิดว่า นักการตลาดของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ ใช้เวลากับข้อความการวางตำแหน่งแบรนด์ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยนี้ นานแค่ไหน? 45 นาที? หรือว่าตลอดช่วงบ่าย?

คำตอบคือ นานหลายเดือนเลยทีเดียว แถมต้องปวดหัวกับการพิจารณาข้อความทุกถ้อยคำ เพื่อให้แน่ใจว่า ข้อความการวางตำแหน่งแบรนด์ครั้งนี้ มีประสิทธิผล และชัดเจนตรงไปตรงมา

นั่นคืองานหนักหนาสาหัส สำหรับนักการตลาดในการพัฒนาแบรนด์หนึ่งๆ แต่อาจดูง่ายดายเหมือนปอกกล้วยไปเลย ถ้าใครสักคนรู้ว่า หลายเดือนที่ผ่านมานั้น เค้านั่งงมอยู่กับ ตัวอักษรแค่ 3 ตัว

A = Audience หรือ ผู้รับข่าวสาร (กลุ่มเป้าหมาย)
B = Benefit หรือ ผลประโยชน์ (ที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์ของแบรนด์)
C = Compelling หรือ เหตุผลที่จับใจว่า ทำไมต้องซื้อผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้ด้วย

มันง่ายขนาดนั้นเลยล่ะ แต่ก็ยังอุตส่าห์มีนักการตลาดไร้วินัยบางคนพยายามป้องกันความเสี่ยงของตนด้วยการเขียนข้อความการวางตำแหน่งแบรนด์ ให้กว้างมากๆ เข้าไว้

"นี่คือผลิตภัณฑ์ยิ่งใหญ่สำหรับผู้บริโภคทุกท่านและสามารถใช้ได้ในทุกโอกาส!" ...แม่เจ้า! (อุทานเหมือนคุณ daxter 555) อะไรจะว๊าวว ขนาดนั้น...

อย่าตกหลุมพรางนี้ เพราะถ้าผลิตภัณฑ์ของคุณมีจุดยืนเพื่อทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เท่ากับไม่มีจุดยืนอะไรเลย อย่ากลัวที่จะระบุ A B C ของแบรนด์คุณด้วยข้อความที่ชัดเจนและจับใจที่สุด เพื่อให้ผู้บริโภคเล็งเห็นคุณค่าของแบรนด์ และ จงรักภักดีต่อแบรนด์ต่อไป

A = Audience : การกำหนด ผู้รับข่าวสาร (กลุ่มเป้าหมาย)

ถ้าคุณต้องการป่าวประกาศเพื่อขายผลิตภัณฑ์ของคุณ คุณต้องรู้ก่อน ว่า คุณกำลังจะพูดกับใคร

กลุ่มเป้าหมาย หมายถึง กลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพในการซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณมากที่สุด เน้นย้ำคำว่า "ที่สุด" ซึ่งแปลว่าคุณต้องมุ่งที่จะป่าวประกาศไปที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นหลัก ถ้าจะมีกลุ่มอื่นๆ ซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณด้วย เป็นที่น่ายินดีด้วยสำหรับ ของแถม ที่คุณได้มา

ตามปกติเรามักแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามหลักประชากรศาสตร์ (เช่น วัยรุ่น, มารดาที่อาศัยอยู่กับเด็กๆ วัย 2-9 ปี) แต่คุณอาจอธิบายถึงกลุ่มเป้าหมายในเชิงจิตวิทยาได้ (เช่น แฟนฟุตบอล, คนที่ชอบใช้เวลาว่างในการช๊อป, ผู้หญิงทำงาน)

B = Benefit หรือ ผลประโยชน์ (ที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์ของแบรนด์)

นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด ในการระบุตำแหน่งแบรนด์ "ซื้อแล้วได้อะไร" เป็นจุดที่นักการตลาดบางคนพลาดทั้งที่ไม่อยากจะพลาด

ผลประโยชน์ผู้บริโภค อาจเป็นเรื่องของ การที่ผลิตภัณฑ์ของคุณทำหน้าที่บางอย่างได้เป็นอย่างดี (เช่น ทำให้สะอาดขึ้น ทำให้ผอมลง) หรือเป็นผลประโยชน์ในเชิงจิตวิทยา เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก (เช่น ให้ความรู้สึกอิสระ, ทำให้สนุกสนาน)

C = Compelling หรือ เหตุผลที่จับใจว่า ทำไมต้องซื้อผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้ด้วย

ผู้บริโภคล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น ถ้าคุณพูดอะไรที่มันเข้าท่า หรือฟังดูมีเหตุผลดี พวกเขาก็จะเชื่อคุณ แต่ถ้าคุณพูดอะไรที่ไม่เข้าท่าหรือฟังดูเกินจริง พวกเขาก็จะเกิดความสงสัย ง่ายๆ แค่นี้แหละ

** แต่การวางตำแหน่งแบรนด์มีความลับบางอย่าง **

B และ C เป็นเรื่องที่นักการตลาดทุกคนรู้ซึ้ง แต่บางคนเลือกที่จะเก็บไว้ในลิ้นชักก่อน และสื่อบางสิ่งออกไปแทน เมื่อพิจารณาแล้วว่าสิ่งนั้นสามารถ "แตะกิเลส" ของกลุ่มเป้าหมายตน

"กิเลส" หรือ ความอยาก เป็นคนละเรื่องกับความรู้สึก ผู้บริโภคอาจรู้สึกคุ้มค่ากับผลิตภัณฑ์หนึ่ง แต่กลับไม่เลือกซื้อ เพราะผลิตภัณฑ์นั้นไม่มีอะไร "แตะกิเลส" ของตน กิเลสจึงเป็นอะไรที่เหนือไปกว่าความรู้สึก มันเป็นเรื่องของหัวใจ ที่บางครั้งขลังถึงขนาดทำให้ผู้บริโภคมองข้ามผลประโยชน์ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์

เราคงจำประโยคชะงัดของ 1 2 Call ได้ "ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง...เอาชนะมันให้ได้" 1 2 Call แตะกิเลสของคนที่อยากละทิ้งความกลัวของกลุ่มเป้าหมาย กว่าจะรู้สึกตัว ก็จ่ายเงินซื้อไปแล้ว...

B สำหรับ 1 2 Call คือ การเอาชนะความกลัวได้
C สำหรับ 1 2 Call คือ ... ด้วยการมี 1 2 call ไว้ จะได้หายกลัว (5555)

*********

เอาล่ะ.. ทีนี้ คุณก็มีกิจกรรมทำระหว่างดูโฆษณาทีวีแล้วล่ะ เมื่อคุณดูโฆษณาทีวีของผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ คุณลองอธิบายสิ่งที่คุณเห็น ให้อยู่ในรูป A B C แล้ววิเคราะห์ว่า แบรนด์นั้นมีการวางตำแหน่งแบรนด์ที่น่าทึ่งหรือไม่

บางทีคุณอาจจะมหัศจรรย์ใจ เมื่อพบว่า มีแคมเปญการตลาดที่ไม่ได้เรื่องมากมายเพียงใด โฆษณาบางชิ้น ไม่มีการระบุกลุ่มเป้าหมาย (ตายตั้งแต่คิด) ไม่รู้ตัวเองว่าพูดอยู่กับใคร โฆษณาบางชิ้นไม่มีการพูดถึงผลประโยชน์ผู้บริโภคอย่างชัดเจน และ ไม่ได้บอกเหตุผลสำคัญไว้เลย ว่าทำไม ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อด้วย

*************

แบมเล่นก่อนเลย

"กินอะไร...กินอะไร...กินอะไร ไปกิน MK" (-_-' หลอนมั๊กๆ ค่ะ เห็นแล้วหิว)

A = Audience : "กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการรับประทานอาหารด้วยบรรยากาศที่สนุกสนาน และอบอุ่น"
B = Benefit : "เมนูอาหารหลากหลาย บนโต๊ะอาหารที่คุณได้ร่วมปรุงอาหารกันด้วยความสนุกสนาน อบอุ่น ในบรรยากาศร้านที่กว้างขวาง โอ่โถง และมีบริการที่ดี"
C = Compelling : "มีเฉพาะแต่ที่ MK ที่คุณจะได้พบกับอาหารที่อร่อย หลากหลาย ภายใต้บรรยากาศและบริการที่ดีเช่นนั้น" ...กินอะไร...กินอะไร...กินอะไร ไปกิน MK หุหุ

************

ดึกแล้ว ขอให้เพื่อนๆ ฝันถึง A B C และสร้างแบรนด์ของตนเอง ที่มีการวางตำแหน่งที่สุดยอด ให้ได้ สักวันหนึ่ง

บั๊บบาย

แก้ไขเมื่อ 25 พ.ค. 47 02:33:13

จากคุณ : bam_ka@ - [ 25 พ.ค. 47 02:28:24 ]




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 17:15:10 น.
Counter : 526 Pageviews.  

เก่งแต่ไม่เกิด

บทความนี้ เขียนในห้องสีลม 22/6/06 ค่ะ

**********************************

พักนี้เป็นอะไรไม่รู้ เจอคนเก่งเยอะ ถือว่าเป็นมงคลชีวิต ชีวิตที่แวดล้อมไปด้วยคนเก่งย่อมดีกว่าคนเกเร วันนี้ขับรถไปนั่งคิดได้ขำขำ คนเก่งมีเยอะ แต่คนเก่งที่ได้เกิดกลับมีน้อย แปลกดีไหม? เก่งที่ได้เกิด คือ มีผลงานอันเกิดจากความเก่ง ประจักษ์ชัดให้เห็นเป็นรูปธรรม มีนะไม่ใช่ไม่มี พอจะนึกออกบ้าง แต่ใช้เวลานานกว่าการนึกถึง คนเก่งแต่ไม่ได้เกิด นิดนึง!

คิดไปไกลๆ ยิ่งขำกว่า ถ้าเมืองไทยมีคนเก่งที่ได้เกิดเยอะๆ ป่านนี้ชั้นได้อดนอนดูทีมไทยแข่งบอลโลก 555 นอกเรื่องๆ

มานั่งเปิดห้องสีลม เจอกระทู้คุณจิมมี่พาน้ำลายหกอยากอ่าน แต่ save เก็บไว้ก่อนนะคุณนะ น่าสนใจๆ ตอนนี้ขอแชร์เรื่องขำๆ ก่อน

ไม่รู้ การเก่งแต่ไม่เกิด มีกี่ประเภทกัน เอาเป็นว่านึกได้เท่าที่เขียนใครนึกได้มากกว่านี้ นึกต่อให้หน่อยค่ะ กระทุ้งชีวิตให้ครึกครื้นวันฝนตกกันเล็กน้อย

1. เก่งแต่เงื่อนไขเยอะ
อันนี้เจอบ๊อยบ่อย นั่งคุยด้วยสิบนาทีตระหนักได้ว่าเป็นคนเก่ง แต่เป็นสิบนาทีที่ไอ้แบมเงียบมากเพราะไม่มีโอกาสจะพูด เพราะดันเจอคนเก่งที่เงื่อนไขเยอะเป็นบ้า อยากทำสิบแปดล้านโครงการแต่ไม่ได้ทำเพราะ บลา...บลา...บลา... จริงๆ ไอเดียบรรเจิดทั้งสิบแปดล้านอันนั่นแหละ แต่แหม...เสียดายที่พี่เงื่อนไขเยอะไปหน่อย พี่เลยอดเกิดเลย ดีนะเนี่ย ที่นู๋เป็นคนความจำไม่ดี ไม่งั้นนู๋ขโมยไอเดียพี่ไปเกิดแทนแล้ว ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนเก่งประเภทนี้ต้องถนอมไอเดียกันนิดนึงนะคะ

2. เก่งแต่ขี้บ่น
อันนี้ก็เสียดาย เพราะการบ่นเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานแบบเปล่าประโยชน์ จนทำให้พลังที่จะผลักดันผลงานให้เกิดพาลหดหายไปดื้อๆ ระหว่างทาง ประเภทดันจนได้เริ่มโปรเจค แต่เจออุปสรรคมหาศาล (บางทีน้อยนิดก็คิดว่ามหาศาลได้) ก็เลยบ่นๆๆๆๆๆ บ่นจนตัวเองสูญพลังยังไม่พอ ดันพาทีมงานสูญกำลังใจไปซะด้วย ดีไม่ดีโยนผ้าขาวยกทีม จากทีมเก่ง เลยกลายเป็นทีมแบล็คลิสต์ซะงั้น

3. เก่งแต่อยู่ผิดที่
ถือเป็นความโชคไม่ดี สำหรับคนเก่งที่อยู่ผิดที่ผิดทาง มองซ้ายเพื่อนร่วมงานก็นั่งหาว มองขวาลูกน้องก็แชทหลีสาว มองบนนายก็หายไปตีกอล์ฟ เก่งยังไงก็หดหู่ นั่งมองก็ยังสงสัย จะอยู่ให้ฝ่อทำไม ไม่บ้าพอที่จะเปลี่ยนแปลง หรือ ไม่รู้ตัวว่าอยู่ผิดที่??? อันนี้ก็ไม่กล้าเดาเหมือนกัน

4. เก่งแต่ไม่บอก
อันนี้น่ารัก เราไม่บอกหรอกว่าเราเก่ง เออ แล้วจะเก่งไปทำไม(ฟะ) พบบ่อยแถวห้องสัมภาษณ์งาน
“น้องทำอะไรได้บ้างคะ?”
“พี่ให้นู๋ทำอะไรนู๋ทำได้ทั้งนั้นแหละค่ะ” -_-‘
“เช่นอะไรบ้างคะน้อง?”
“โหย! หลายอย่างค่ะพี่ ทำได้ทุกอย่างเลย” -_-‘
ตกลงพี่ใช้เวลาสัมภาษณ์น้องสิบนาทีพอค่ะ เพราะนู๋ไม่ยอมบอกพี่ว่านู๋เก่งอย่างไร ขนาดไหน จะเล่นซ่อนแอบกับพี่ทำไมคะ พี่ไม่เข้าใจเลย กรณีขี้เขินแบบนี้ ขอแนะนำว่า ไม่อยากพูดอย่าพูดค่ะ!! โปรดเตรียมการณ์นำเสนอความเก่งของตัวเองด้วยวิธีอื่นดีกว่าค่ะ จะหอบ Portfolio มาด้วย หรือถือ CD Profile มาเลยก็ยิ่งดีค่ะ หนึ่งภาพแทนคำพูดล้านคำค่ะ

5.เก่งแต่ซน
อันนี้เห็นได้ทั่วไปตามหน้าบอร์ดสาธารณะทั่วไป 555555 (ล้อเล่นนะคะ) @*O*@ เก่งแต่ซน ซนตรงโน๊นที ซนตรงนี้ที เข็นคนโน๊นที เข็นคนนี้ที เข็นคนอื่นเกิดเป็นร้อย เงยหน้ามาอีกที เอ๋า! ลืมดันตัวเองให้เกิดซะงั้น ใจดีมั๊ก มั๊ก! เอ้า..ไม่ว่ากัน การทำความดีเป็นเรื่องดีค่ะ แต่อย่าลืมหน้าที่หลักในชีวิตด้วย บริหารแต่ละส่วนของชีวิตให้สมดุลจ้ะ


คิดไม่ออกละ หิวข้าวพอดี จรลีดีกว่า
อยากเห็นคนเก่งแล้วได้เกิดเต็มสีลมค่ะ เกิดอย่างไรอย่าลืมมาแชร์กันนะคะ วันนี้ขอลาไปทำตัวเองให้เก่งก่อน อย่าเพิ่งไปพูดถึงเรื่องจะเกิดไม่เกิดเล๊ย แค่จะเก่ง ก็ยังยากเต็มทน .... @Y_Y@

บั๊บบาย!

จากคุณ : bam_ka@ - [ 22 มิ.ย. 49 20:14:06 ]

*********************************************

ความคิดเห็นที่ 23

อ่านไปฮาไปเลยนึกได้อีกหลายอัน

13. เก่งแต่ภาระเยอะ

อันนี้พบในคนกลุ่มพันธุ์เนื้อหอมขององค์กร ที่ทุกงานรุมตอมหมด ไม่ว่างานไหนๆ ต้องต้องมา มะรุมมะตุ้มรุมรักคนๆ เดียว เพื่อนนัดแต่ละทีไม่เคยว่าง โทรไปมันยังไม่รับเลย บอกมือปั่นงานอยู่ อันนี้น่าสงสาร มันจะเคยมานั่งตรองดูไหม ว่าภาระที่ล้นมือมันอยู่น่ะ คือ "งาน" หรือ ไม่ใช่? มันจะเคยมาจัดลำดับความสำคัญของกองงานบนโต๊ะมันไหมเนี่ย? และ มันจะเคยนึกซักครั้งไหม? ว่าการที่มันใช้เวลากับภาระที่ไร้สาระ คือการสูญเสียเวลาในการที่จะนำความเก่งในตัวเอง ไปสร้าง"สิ่งที่มันเกิด" เวรกำ สงสารมันจริง

14. เก่งแต่ไม่รู้ตัว

อันนี้ขำปนหงุดหงิด มักเจอกับผู้ที่ถูกคนอื่นเห็นแวว ได้รับการโปรโมทแบบงงๆ มอบหมายงานสำคัญให้ทำ ทั้งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ บอกตัวเองทุกวันว่า ไม่หรอก ชั้นทำไม่ได้หรอก ไม่นะ ไม่ ไม่ .... แล้วมันก็ทำไม่ได้จริงๆ สมพรปากซะ

ไม่ว่าจะตอกย้ำมันขนาดไหน... "แกอ่ะ เก่ง รู้ตัวมั่ง เลิกหงอยได้แล้ว"
มันก็ยังไม่อยากจะรู้ตัว... " โหย..เจ๊ นู๋ไม่เก่งอ่ะ นู๋ทำไม่ได้อ่ะ ไม่เคยทำจะทำได้ ยังไงอ่ะ"
ไม่ว่าจะให้กำลังใจมันอย่างไร... "เฮ๊ย ไม่เริ่มแล้วมันจะสำเร็จได้ไงฟะ"
มันก็ยังไม่ ไม่ ไม่ ไม่อยากจะรู้ตัว..."เจ๊อะ นู๋ไม่บ้าเหมือนเจ๊นี่" ...เอ้า!...โดนมันด่าซะอีก

15. เก่งแต่ขี้เกียจ

อันนี้มักพบกับลูกคนรวย หน้าตาดูดีมีชาติตระกูล แถมเก่งซะด้วย แต่ไม่รู้เป็นไร มันขี้เกี๊ยจ ขี้เกียจ

"แบม ทำนี่ดิ เทรนด์มาแรงมากๆ อ่ะ"
"เออ เข้าท่า ทำด้วยกันดิ"
"ไม่เอาอ่ะ ขี้เกียจ"

เดาจากสภาพแวดล้อม มั่วคิดเอาเองว่า เออ นะ ก็ชีวิตมันง่ายดายจะตาย มันจะขยันไปทำไม โอกาสก็ลอยตุ๊บป่องอยู่รอบตัวมากมาย ตื่นมาไม่ขยับตัวก็ยังไม่อดตายเลย มันจะมาบ้าวิ่งตะครุบโอกาสเหมือนลูกตาสีตาสาอย่างเราทำไม อันนี้ถือเป็นประเภท "เก่งแต่(เต็มใจ)ไม่เกิด"

16. เก่งแต่ไร้มิตร

ใครเป็นประเภทนี้เราคิดว่า น่าสงสาร มันเศร้ายิ่งกว่าการไม่เก่งซะอีก เก่งแต่ไร้มิตรเกิดยาก ใครเก่งแบบข้ามาคนเดียว แล้วเกิดได้นี่ ยกให้เป็นเทวดาไป สมัยสาวๆ มีผู้มีพระคุณท่านนึงสอนว่า วิธีทดสอบตัวเองว่า มีมิตรหรือไม่ ให้ยกโทรศัพท์ไปหาใครก็ได้ที่นึกถึง 5 คนแรก เมื่อต้องการความช่วยเหลือ แล้วพูดว่า

“ฮัลโหล นี่จุ๊บเองนะ จุ๊บมีเรื่องให้ช่วยอ่ะ”
ถ้าคนส่วนใหญ่ตอบคำแรกกลับมาว่า “เฮ๊ย พูดเป็นเล่น! ” แปลว่า จุ๊บน่าจะมิตรเยอะ เพราะเป็นผู้ที่เคยแต่ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น จนเป็นที่แปลกใจของผู้อื่นหากวันนี้จะเป็นผู้ลุกขึ้นมาขอความช่วยเหลือ
ถ้าคนส่วนใหญ่ตอบคำแรกกลับมาว่า “ได้เลย ว่ามา” แปลว่า แม้จุ๊บจะไม่เลิศเลอช่วยใครได้ แต่จุ๊บก็ไม่ค่อยทำให้ใครเดือดร้อน ยังมีมิตรเต็มใจช่วยจุ๊บ
ถ้าคนส่วนใหญ่ตอบคำแรกกลับมาว่า “อะไรอีกอ่ะ” แปลว่า ในอดีต จุ๊บเรียกใช้มิตรมากเกินไป จนมิตรผวาขอเปลี่ยนตัวเองเป็นแค่ “คนรู้จัก” ของจุ๊บกันหมดแล้ว

เอ๋า...ลองไปตรวจสอบกันดูนะคะ คนเก่ง

17. เก่งแต่โกง
อันนี้ไม่คุยด้วยอ่ะ ข้ามไปเลยละกัน

18. เก่งแต่น้ำล้นแก้ว
ที่บ้านน้ำท่วมหรือไง ทำไมไม่เทออกกันบ้าง แบกน้ำล้นแก้วออกจากบ้านมาให้หกรดชาวบ้านเล่น มีความสุขที่ได้เห็นคนอื่นเปียกปอน อันนี้ก็น่าสงสาร เพราะหาคนร่วมหัวจมท้ายด้วยยาก หันซ้ายหันขวาอาจเจอบ้าง บางคนที่คิดว่ายังพอหาประโยชน์จากท่านได้ เฮ้อ...นะ คนเรา ฟ้าออกกว้างไกลค่ะ เงยหน้ามองขึ้นไปแล้วจะรู้สึกว่า เราตัวเล็กนิดเดียวเอง

วา....หิวอีกละ ความแก่และความอ้วนมาเยือนเร็วเกินไป หรือเปล่าเรา -_-‘

จากคุณ : bam_ka@ - [ 23 มิ.ย. 49 21:20:34 ]




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 17:04:30 น.
Counter : 276 Pageviews.  

ตั้งใจทำงาน หรือ ตั้งใจสร้างผลงาน

อันนี้เขียนเมื่อไรก็จำไม่ได้ค่ะ พบใน google ที่เวปอื่นเช่นเดียวกัน แต่ต้นฉบับเขียนไว้ที่ห้องสีลมค่ะ

***************************************

คุณคิดว่า คุณเป็นคนตั้งใจทำงาน หรือ ตั้งใจสร้างผลงาน

ครึ่งปีหลังท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจหดหู่ แบมมองไปรอบตัวพบแต่คนก้มหน้าก้มตากับการทำงาน หลายคนเป็นคนตั้งใจทำงาน ในขณะที่หลายคนเป็นคนที่ตั้งใจสร้างผลงาน

ความแตกต่างของคนสองประเภท เห็นได้ชัดเจนหลังได้รับใบประเมินผลงาน

คนที่ทำหน้าเซ็งอารมณ์ เมื่อได้รับใบประเมินผลงาน มักจะเป็น คนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนตั้งใจทำงาน ที่เซ็ง เพราะรู้สึกว่า ตั้งใจทำงานขนาดนี้แล้ว ทำไมผลการประเมินเป็นอย่างนั้น

คนที่ทำหน้าปกติไปจนถึงชื่นมื่น เมื่อได้รับใบประเมินผลงาน มักจะเป็นคนตั้งใจสร้างผลงาน ที่ทำหน้าปกติ เพราะคิดว่า ผลงานที่ทำได้ก็สมควรแล้วที่ได้รับการประเมินว่าดี และสำหรับคนทำหน้าชื่นมื่น อาจเกิดจากความภาคภูมิใจในฝีมือของตนอยู่ลึกๆ ในใจ

สำหรับคนที่ไม่แยแสเรื่องการประเมินผล คงไม่ถูกจัดอยู่ในคนสองประเภทนั้น และ อาจไม่ได้ถูกจัดอยู่ในองค์กรในปีต่อๆ ไปด้วย

เกิดอะไรขึ้นกับคนตั้งอกตั้งใจทำงาน วันๆ นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และ เอกสารตรงหน้า แต่กลับได้รับการประเมินผลต่ำกว่าระดับที่เค้าคาดหมาย

นายไม่รัก ไม่ได้รับการสนับสนุน เสนอหน้าไม่เป็น ดวงไม่ถูกโฉลกกับนาย ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงานไม่ดี ฟ้าดินกลั่นแกล้ง โลกไม่ยุติธรรม ฯลฯ...หลากหลายเหตุผลต่างก็ประดังประเดเข้ามาในสมองของคนที่รู้สึกว่า เราตั้งใจทำงานจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่เคยได้ดีเลย

ก่อนจะคิดต่อให้ปวดสมอง มาเล่นเกม Yes or No พักผ่อนกันซะหน่อยดีกว่า

1. งานที่ทำอยู่มักจะเป็นงานทีได้รับมอบหมาย ซึ่งเยอะมากๆๆๆ เยอะจนไม่มีเวลาจะคิดจะสร้างสรรค์งานอื่นๆ ...Y or N

2. เคยเหมือนกัน ได้โอกาสสร้างสรรค์งานไปนำเสนอ แต่เจ้านายไม่เคยสนใจ น่าเบื่อ คิดไปก็เท่านั้น ...Y or N

3. นายสั่งงานมาแต่ละอย่าง นึกว่าเรามีสิบมือหรือไง แถมให้เดดไลน์เร็วขนาดนั้น ใครจะไปทำทัน ....Y or N

4. สั่งงานอะไรไม่เห็นเข้าใจ อยากได้อะไรทำไมไม่บอกให้มันชัดๆ ไปเลย พูดอะไรคลุมเครือ ทำผิดก็ด่าอีก เบื่อจัง .....Y or N

5. ทำเรื่องดีไป 10 เรื่อง นายไม่เคยพูดถึง แต่ทำพลาดเรื่องเดียว โหย..ทำไมต้องซีเรียสขนาดนั้นด้วย ....Y or N

ตอนนี้คิดออกแค่ 5 ข้อ แต่ถ้าคุณตอบ Yes ตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป มีแนวโน้มว่า คุณจะกลายเป็น คนตั้งใจทำงาน...แต่ไม่ได้ผลงาน ซึ่งคงไม่มีใครอยากเป็น เพราะตราบใดที่คุณยังเป็นคนทำงานรับเงินเพื่อการดำรงชีวิต "ผลงาน" ของคุณจะนำมาซึ่งรายได้ที่มากขึ้น และ โอกาสที่มากขึ้น บนหนทางของการทำงาน

การตอบ Yes สำหรับ 5 ข้อนี้ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันสะท้อนให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนขึ้นระหว่างคุณ กับ กลุ่มคนที่ตั้งใจสร้างผลงาน และต่อไปนี้คือ ข้อความที่ถอดจากคำพูดของเด็กคนหนึ่ง ที่แบมจัดประเภทไว้ให้เป็น “พวกตั้งใจสร้างผลงาน” มาดูมุมมองของเด็กอายุ 25 คนหนึ่งกัน

1. ไม่เคยคิดว่า งานที่ได้รับมอบหมายมีปริมาณมาก เพราะงานจะมากหรือน้อย คิดว่า ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ทำงานที่ออกแบบวิธีทำงานของตัวเอง ของนู๋จะออกแบบวิธีทำงานก่อนเริ่มทำงาน งานบางชิ้น นู๋ทำเสร็จภายใน 3 ขั้นตอน แต่เพื่อนๆ ใช้ 7 ขั้นตอน นู๋คิดว่าการวางแผนก่อนทำงาน ทำให้นู๋มีเวลาคิดงานอย่างอื่นที่นู๋อยากทำ ถ้าคิดเสร็จแล้วจะมาคุยให้พี่ฟัง

2. บางทีนู๋ก็เศร้าเหมือนกัน ที่นู๋คิดงานอะไรมาแล้วพี่ปฏิเสธ แต่นู๋คิดว่า ไม่ใช่ความผิดพี่หรอก แต่เป็นเพราะนู๋ไม่เตรียมตัวให้ดีพอ เลยโน้มน้าวให้พี่เชื่อตามที่นู๋คิดไม่ได้ ไม่เป็นไร นู๋จะลองใหม่เรื่อยๆ

3. นู๋ต้องขอโทษพี่ด้วย ที่หลายครั้งพี่ให้ส่งงานเร็ว แต่นู๋ต่อรองพี่ขอส่งช้า เพราะนู๋ดูงานนู๋ก็รู้ ว่า ทำไม่เสร็จทันที่พี่ขอไว้แน่ แต่พี่จำได้ไหม ทุกงานที่นู๋แจ้งกำหนดส่งงาน นู๋ก็ตรงเวลาตลอด

4. แล้วที่บางครั้ง นู๋ซักพี่มากๆ พี่รำคาญนู๋ไหม อย่ารำคาญนู๋เลย เพราะ นู๋อยากแน่ใจว่า ความเข้าใจของนู๋ตรงกับความต้องการของพี่ไหม เพื่อให้งานออกมาถูกต้อง

5. นู๋จัดลำดับความสำคัญของงาน ตามเป้าหมายและ KPI ที่พี่สอนนู๋ไว้ งานไหนอยู่ในแผนงานของพี่ นู๋ก็จะให้ความสำคัญก่อน เพราะ รู้ว่าเราทั้งทีม ถูกประเมินประสิทธิภาพการทำงานโดย วัดจากความสำเร็จของแผนงาน

แบมฟังจบ ประเมินผลให้เด็กคนนี้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก A ค่ะ

ความเห็นของเด็กอายุ 25 บางที อาจให้ข้อคิดที่ดีแก่หลายๆ ท่าน ที่เป็นคนตั้งใจทำงาน เชื่อเถอะค่ะ ว่านอกจากเรื่อง โชคชะตา ฟ้าลิขิตแล้ว ปัจจัยที่น่าจะสนใจมากไปกว่านั้น

ก็คือ ตัวตนของคุณเอง ทัศนคติของคุณเอง และ วิธีบริหารจัดการงานของคุณเอง

การทำงานทุกอย่างมีเป้าหมาย ถ้าคุณหาเป้าหมายเจอ คุณก็สร้างผลงานได้ หากยังหาไม่เจอ ก็พักเหนื่อยจากกองงานท่วมหัวบนโต๊ะคุณซักพัก แล้วเริ่มต้นหากันเถอะค่ะ

โชคดีในการทำงานค่ะ

จากคุณ : bam_ka@




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 16:41:00 น.
Counter : 283 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

bam_ka@
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add bam_ka@'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.