Nantana's story
Group Blog
 
All blogs
 

"คั่วหมี่" ผัดหมี่ยอดนิยมของชาวลาว






เรื่อง และภาพโดย นันทนา ปรมานุศิษฏ์

สำหรับชาวลาวแล้ว “คั่วหมี่” (ຂົ້ວໝີ່) เป็นก๋วยเตี๋ยวผัดที่เป็นที่นิยมที่สุด มักขายกันตามตลาดและแผงริมถนน เป็นอาหารราคาถูกที่ใครๆ ก็ซื้อกินได้ หน้าตาของคั่วหมี่คือเส้นเล็กผัดสีเข้ม มีรสหวานนำเค็ม มักผัดเส้นเปล่าๆ กับน้ำซอสโดยไม่ได้ใส่เครื่องอะไร อย่างดีก็มีไข่เจียวหั่นฝอยโรยหน้า และแกล้มกับถั่วงอกดิบ ใบสะระแหน่ ต้นหอม และผักชี 

อันที่จริงคั่วหมี่ของลาวนั้นก็เหมือนกับคั่วหมี่ของทางอีสานรวมถึงผัดหมี่โคราชที่เน้นความอร่อยของเส้นเป็นหลัก อาจมีไข่เจียวฝอย และสามารถใส่เนื้อหมูลงไปด้วย ส่วนผักที่ใช้นั้นหมี่โคราชนั้นหลากหลายกว่าได้แก่ ถั่วงอก ต้นหอม ผักกุยช่าย แล้วยังผัดกับผักคะน้าได้ ซอสของผัดหมี่โคราชจะเพิ่มเต้าเจี้ยว น้ำมะขามเปียก และพริกป่นด้วย

คั่วหมี่นี้กินเป็นอาหารจานเดียวก็ได้หรือกินแบบวิเศษสุดคือกินกับตำหมากหุ่ง (ส้มตำ) เป็นคู่หูที่เข้ากันได้ลงตัวที่สุด เพราะตำหมากหุ่งอย่างที่ชาวลาวและชาวอีสานนิยมนั้นใส่พริกไม่ยั้งจึงมีรสเผ็ดไฟแลบ เมื่อกินแนมกับคั่วหมี่ที่มีรสหวานนำจึงเป็นการแก้เผ็ดได้อย่างดี และทำให้อิ่มท้อง

วิธีทำคั่วหมี่นั้นไม่ยากฉันขอแนะนำให้ใช้หมี่ตะคุของปักธงชัยหรือโคราชมาผัด เพราะเส้นจะเหนียวนุ่มกำลังดี เส้นแบบนี้จะขายเป็นแบบแห้งเป็นห่อๆ ให้นำมาแช่น้ำไว้พอนุ่ม ไม่ต้องแช่นานเพราะเดี๋ยวเราจะต้องผัดอีกจนสุก 

ระหว่างแช่เส้นก็มาทำซอสสำหรับผัด ซอสนี้มีส่วนผสมของน้ำตาล และน้ำปลาเป็นหลัก แต่ในโลกไร้พรมแดนเช่นปัจจุบันนี้เราจึงเห็นคั่วหมี่ใส่ซอสหอยนางรม และซีอิ้วขาวด้วย นำส่วนผสมทั้งหมดมาเคี่ยวในกระทะโดยเติมน้ำและน้ำมันลงไป เคี่ยวไฟอ่อนๆ เมื่อน้ำตาลละลายดีจนมีสีเข้มแต่อย่าให้ไหม้ จึงใส่หอมแดงและกระเทียมสับลงไปผัดให้หอม 

น้ำซอสนี้จะข้นขลุกขลิก หากแห้งไปเติมน้ำได้ แล้วสงเอาเส้นที่แช่น้ำไว้นั้นลงกระทะผัดให้เข้ากับซอส ถ้าเส้นยังแข็งให้พรมน้ำลงไปผัดจนเส้นสุก หากสียังเข้มไม่ถูกใจก็เติมซีอิ้วดำลงไปนิดหน่อย การผัดแบบลาวจะไม่ใส่ผักลงไปผัดด้วย แต่จะนำขึ้นมาคลุกกับเส้นในภายหลัง  

เมื่อผัดได้ที่แล้วก็ตักใส่ถาดเขี่ยเส้นให้แยกจากกันเพื่อระบายไอร้อนที่มากเกินไปซึ่งจะทำให้เส้นเละและเพื่อไม่ให้เส้นติดกัน  เมื่อคลายร้อนแล้วจึงใส่ถั่วงอก ต้นหอม ผักชีซอยลงไปคลุก วิธีคลุกที่ดีที่สุดคือใช้มือคลุกเพื่อให้เครื่องได้ผสมทั่วถึงกัน การใช้มือคลุกจะช่วยแยกเส้นไม่ให้ติดกันได้ดีกว่าและไม่ทำให้เส้นเละ เพื่อสุขอนามัยควรใส่ถุงมือนะคะ 

จากนั้นโรยด้วยไข่เจียวบางๆ หั่นฝอย  หันไปตำหมากหุ่งมาสักครก นั่งล้อมวงกินกันหลายๆ คนแซบนัวลงตัวที่สุด




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2560    
Last Update : 2 สิงหาคม 2560 13:37:46 น.
Counter : 155 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

“ถิตคอจรึ๋งเนื้อกเหยื่อ” ต้มเค็มหมูและไข่ในน้ำมะพร้าว






ผู้เขียน นันทนา ปรมานุศิษฏ์
เผยแพร่ วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2560

ไข่พะโล้ เป็นอาหารประจำร้านข้าวแกงไทยไว้ตัดรสเผ็ดของแกงหรือผัดเผ็ด

ร้านข้าวแกงเวียดนามก็เช่นกัน จะมีไข่พะโล้เวียดนามเป็นเมนูผูกขาดเสมอ อันที่จริงเขาไม่ได้เรียกว่าไข่พะโล้ แต่จะเรียกว่า “ถิตคอจรึ๋งเนื้อกเหยื่อ” (Thịt kho trứng nước dừa) แปลว่า เนื้อต้มเค็มไข่น้ำมะพร้าว เพราะเขาใช้น้ำมะพร้าวมาต้มแทนน้ำเปล่าทำให้ไข่นั้นมีรสอร่อยมากขึ้น เนื้อในที่นี้ คือ เนื้อหมูที่นิยมใช้หมูสามชั้น ต้มเค็มนี้นอกจากจะกินกันในชีวิตประจำวันแล้วยังเป็นเมนูประจำเทศกาลเต็ต (Tết) หรือตรุษญวน ซึ่งเป็นเทศกาลปีใหม่ของชาวเวียดนามตรงกับตรุษจีนนั่นเอง

ในเทศกาลนี้ชาวเวียดนามจะถือว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของปี ผู้คนจะเฉลิมฉลองกันเอิกเกริก ในภาคเหนือทุกบ้านจะประดับตกแต่งด้วยต้นหรือกิ่งที่มีดอกพีชสีชมพู (Hoa đào) บานเต็มต้นจนกลายเป็นสีชมพูทั้งเมือง ส่วนภาคใต้จะประดับต้นหรือกิ่งที่มีดอกช้างน้าว (Hoa mai vàng) สีเหลืองอร่ามทุกถนน นับเป็นเทศกาลแห่งความสุขโดยแท้

การเฉลิมฉลองนั้นเขากินดื่มกันเต็มที่ อาหารต่างๆ จะเตรียมเอาไว้มากมายพอกินไปตลอดทั้งเทศกาล จึงทำอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้หลายวันโดยไม่เสีย เพราะถึงเวลานั้นคงไม่อยากมีใครเข้าครัวกันแล้ว ทุกคนอยากมาล้อมวงกินดื่มพูดคุยให้สนุก ต้มเค็มหมูและไข่ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ยิ่งต้มยิ่งอร่อย เพราะรสชาติจะเข้มข้นเข้าเนื้อ

วิธีทำ เขาจะนำหมูสามชั้นไปหมักกับหอมแดงและกระเทียมสับ น้ำปลา ซีอิ๊วดำ เกลือและน้ำตาล จากนั้นจึงนำใส่หม้อ เติมน้ำมะพร้าวลงไปต้มพร้อมกับไข่ต้มปอกเปลือก เคี่ยวไฟอ่อนๆ จนเปื่อยนุ่มดี ชาวเวียดจะกินเป็นกับข้าว คู่กับถั่วงอก กุยช่าย หลักเกียว และแคร์ร็อตดอง แก้เลี่ยนของหมูสามชั้นได้ดีนัก

ที่เวียดนามจะกินไข่กันหลายชนิดทั้งไข่เป็ด ไข่ไก่ ไข่นกกระทา และยังนิยมกินไข่ไก่ดำด้วย เมนูนี้จะใช้ไข่ชนิดใดทำก็ได้ ไข่ไก่ดำสามารถซื้อได้ในตลาดทั่วไป ฉันเองก็ซื้อไข่ไก่ดำมาทำเสมอๆ เมื่อสมัยที่อยู่ที่นั่น ไข่ไก่ดำนั้นขนาดของฟองไข่จะเล็กกว่าไข่ไก่ปกติ มีไข่แดงมากและมีสีเข้ม

พอมาอยู่เมืองไทยน้องสาวก็เลี้ยงไก่ดำไว้กินไข่ ฉันก็เลยได้กินบ่อยๆ โดยมักจะนำมาทำไข่พะโล้เพราะฟองเล็กกำลังดีเช่นที่ทำในคราวนี้ เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้ไปตลาด อ.ต.ก. เพิ่งจะเห็นว่ามีไข่ไก่ดำขายแล้ว ใครสนใจจะซื้อมาทำดูก็ได้ค่ะ





 

Create Date : 01 สิงหาคม 2560    
Last Update : 2 สิงหาคม 2560 7:30:54 น.
Counter : 181 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

"อโดโบ" ความเหมือนที่แตกต่างระหว่างสเปนและฟิลิปปินส์






เรื่อง และภาพโดย นันทนา ปรมานุศิษฏ์

อโดโบ (Adobo) คืออาหารฟิลิปปินส์ที่ชาวฟิลิปปินส์ชื่นชอบที่สุดจนยกให้เป็นอาหารประจำชาติ แม้ว่าชื่อของอาหารจานนี้ไปพ้องกับคำว่า “Adobo” ในภาษาสเปนที่หมายถึงการหมักด้วยซอส เครื่องเทศ เกลือ น้ำส้มสายชู และพริกปาปริกา ถือเป็นวิธีการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง เพราะส่วนผสมเหล่านั้นสามารถยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย จึงช่วยให้เนื้อนั้นเสียช้า เพราะในสมัยก่อนนั้นตู้เย็น หรือน้ำแข็งนั้นยังไม่มี อาหารที่ปรุงด้วยวิธีนี้ยังสามารถเก็บไว้ได้ข้ามวันโดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น

ชาวฟิลิปปินส์ยืนยันว่าอาหารจานนี้เป็นอาหารฟิลิปปินส์แท้ๆ ไม่ได้นำมาจากสเปน เจ้าอาณานิคมในอดีตที่เข้ามาปกครองแต่อย่างใด โดยอ้างอิงจากหนังสือ “Why We Eat What We Eat: How Columbus Changed the Way the World Eats” ที่เขียนโดย Ray Sokolov เขากล่าวว่าชาวสเปนที่เข้ามายังฟิลิปปินส์เป็นผู้เรียกชื่ออาหารจานนี้ว่า “อโดโบ” เพราะเห็นว่าคล้ายกับอโดโบของสเปน 

อโดโบของฟิลิปปินส์ หมายถึงอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์เป็นหลัก นำไปต้มในน้ำส้มสายชู พร้อมส่วนผสมอื่นๆ น้ำส้มสายชูนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของอโดโบ น้ำส้มสายชูของฟิลิปปินส์นั้นมีหลากหลาย ที่เป็นที่นิยมกันคือน้ำส้มสายชูหมักจากน้ำตาลโตนด (ชาวใต้ของไทยคงรู้จักดีในนามของน้ำส้มโหนด) น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลอ้อย และข้าว
เนื้อสัตว์ที่นิยมนำมาปรุงอาหารชนิดนี้คือได้แก่ ไก่ หมู แกะ แพะ รวมทั้งอาหารทะเลเช่น ปลาหมึก และกุ้ง หรือแม้กระทั่งผักก็นำมาทำได้ 

วิธีทำนั้นจะนำเนื้อสัตว์ไปหมักในส่วนผสมของซอสถั่วเหลือง น้ำส้มสายชู กระเทียม พริกไทย เกลือ ใบกระวาน (Bay leaf) แล้วนำไปเคี่ยว ระหว่างที่เคี่ยวนั้นจะได้กลิ่นน้ำส้มสายชูฉุนขึ้นมา ก็ไม่ต้องไปสนใจเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนเนื้อเปื่อยตามที่พอใจ สังเกตว่ากลิ่นน้ำส้มสายชูจะจางหายไป ที่สำคัญความเปรี้ยวส่วนหนึ่งก็จะหายไปด้วย จากนั้นจึงนำไปทอดให้สุกจนผิวเป็นสีเหลืองทอง ส่วนน้ำซอสที่เหลืออยู่ในหม้อนั้นให้นำมาตั้งไฟอีกครั้ง เคี่ยวให้เหนียวข้นตามแต่พอใจ แล้วจึงนำชิ้นเนื้อที่ทอดแล้วกลับลงไปคลุกเคล้ากับซอสอีกทีหนึ่ง วิธีนี้ก็จะมีชิ้นเนื้อในน้ำซอสขลุกขลิกไว้ราดข้าว กินกับข้าวสวยร้อนๆ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม วิธีนี้การปรุงอโดโบโดยทั่วไป 

แต่สำหรับฉันนั้นพอใจที่จะจบแค่ขั้นตอนที่การทอด โดยไม่นำเนื้อที่ทอดเสร็จกลับลงไปต้มกับซอสอีกครั้ง วิธีหลังนี้จะได้เนื้อที่มีความกรอบนอกนุ่มใน ถูกปากกว่า ซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดกติกาแต่อย่างใด เมื่อฉันมีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องอโดโบกับเพื่อนชาวตากาล็อก ก็เลยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาถกกัน เขาบอกว่าอโดโบแบบกรอบนอกนุ่มในที่ฉันทำนั้นเป็นอโดโบแบบที่เขาชอบ และเป็นแบบที่แม่เขาปรุงที่บ้านเสมอ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าสูตรของอโดโบนั้นมีหลากหลาย และหน้าตาก็ต่างกัน แต่โดยหลักๆ แล้วจะต้องมีน้ำส้มสายชู และซอสถั่วเหลือง ซึ่งเป็นหัวใจของอาหารจานนี้




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2560 19:07:51 น.
Counter : 226 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

"เซาไม" ติ่มซำอินโดนีเซีย





เรื่องและภาพโดย นันทนา ปรมานุศิษฏ์

“เซาไม” (Siomay / Somay) เป็นอาหารว่างของชาวอินโดนีเซียที่พ่อค้ามักเข็นรถเข็นหรือขี่รถถีบมาขายกันข้างถนนโดยเฉพาะแถวๆ โรงเรียน เป็นของโปรดของนักเรียนให้ซื้อกินยามหิวหลังเลิกเรียน ต้นกำเนิดของซิวเมนั้นดัดแปลงมาจากขนมจีบของจีน โดยทำเป็นไส้ปลา กุ้ง หรือไก่ หรือจะผสมกันทั้ง 3 อย่างก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่มันแกวขูดผสมลงไปได้ด้วย โดยจะยัดไส้ที่ผสมไว้นี้ในผักต่างๆ ทั้งมะระ กะหล่ำปลี และเต้าหู้ พร้อมไข่ต้ม และมันฝรั่ง นึ่งร้อนๆ อยู่ในลังถึงอยากกินแบบไหนก็ชี้เอา พ่อค้าก็จะคีบใส่จาน หั่นเป็นชิ้นๆ ตักน้ำจิ้มถั่วลิสงราด ใส่ซีอิ้วหวาน ซอสพริก และบีบส้มจี๊ดหรือมะนาวลงไปสักเสี้ยว

เซาไมนี้ดูไปก็เหมือนกับเครื่องยงโต่วฝุของสิงคโปร์ที่เป็นบรรพบุรุษของเย็นตาโฟในบ้านเรา ที่ทำจากเนื้อปลานวดผสมแป้งแล้วนำไปสอดไส้เต้าหู้ หรือผักต่างๆ ทำนองเดียวกับลูกชิ้นแคะ เพียงแต่หลากหลายกว่าตรงที่มีการสอดไส้ในผักต่างๆ นอกจากเต้าหู้ โดยเฉพาะเซาไมของบันดุง (Bandung) ที่มีหลายชนิดมาก นอกจากแบบนึ่งแล้วยังมีแบบทอดที่เรียกว่า “บาตากอร์” (Batagor) ซึ่งก็คือ เกี๊ยวกรอบนั่นเอง 

ปกติแล้วเซาไมจะทำมาจากปลาอินทรี (Ikan tenggiri) เพราะประเทศที่เป็นเกาะมีทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์ เซาไมของอินโดนีเซียนี้จะใส่แป้งมากพอๆ กับเนื้อปลา ดังนั้นเนื้อจึงเหนียวแน่นกว่าลูกชิ้นแคะหรือขนมจีบ แต่เราก็สามารถลดแป้งได้ตามชอบ

ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมไส้กันอ่อนโดยผสมเนื้อปลากับหอมแดงสับ กระเทียมสับ พริกไทยป่น กุ้งแห้งป่น น้ำตาลทราย เกลือ น้ำปลา น้ำมันงา ไข่ไก่ และแป้งมันสำปะหลัง เติมน้ำทีละนิดน้ำ แล้วนวดให้เนียนดี แล้วนำมาห่อด้วยแผ่นเกี๊ยวเป็นขนมจีบ ที่เหลือก็จะยัดไส้เต้าหู้ และผักต่างๆ เช่นมะระ กะหล่ำปลี ฟักแม้ว แตงกวา เป็นต้น นำไปนึ่งพร้อมมันฝรั่งปอกเปลือก 

ทำน้ำจิ้มถั่วลิสงโดยผสมถั่วลิสงที่ทอดแล้วบด พริกแดงและกระเทียมสับ เติมน้ำแล้วปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู เกลือ และน้ำตาลปีบเคี่ยวสักพักให้ข้นดี ดูแล้วคล้ายน้ำจิ้มสะเต๊ะ

เมื่อของที่นึ่งสุกแล้วก็คีบใส่จาน ใส่ไข่ต้มลงไปด้วยสักฟอง แล้วหั่นทุกอย่างเป็นชิ้นพอคำ ราดน้ำซอสถั่วลิสง เหยาะซีอิ้วหวานลงไปอีกนิด ใครชอบเผ็ดก็ใส่ซอสพริกศรีราชาลงไปด้วย บีบส้มจี๊ดหรือมะนาวลงไปอีกหน่อย ปรุงรสกันเต็มที่แบบนี้ทำให้ติ่มซำแบบชวานี้มีรสชาติเข้มข้นครบรสถูกปากชาวไทย




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2560 19:31:16 น.
Counter : 239 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

"บุ๊นจ๋าก๊า" ขนมจีนปลายอ





เรื่อง และภาพโดย นันทนา ปรมานุศิษฏ์

มีผู้เปรียบเปรยว่าคนเวียดนามกินขนมจีนอย่างก๋วยเตี๋ยว ซึ่งหมายถึงมีน้ำซุปเต็มชามในขณะที่คนไทยน้ำราดขนมจีนจะราดแค่พอชุ่ม ความเข้มข้นก็ต่างกัน ขนมจีนของเวียดนามมักมีน้ำซุปใส เช่นเดียวกับน้ำก๋วยเตี๋ยว น้ำซุปขนมจีนของเวียดนามมีมากมายหลายสิบชนิดตามแต่ภูมิภาค วันนี้ฉันจะเล่าถึงขนมจีนปลายอที่มีชื่อว่า “บุ๊นจ๋าก๊า” (Bún chả cá) ซึ่งนิยมแพร่หลายกันในเมืองแถบชายฝั่งทะเลตั้งแต่ภาคกลางลงมาถึงภาคใต้ เช่น ดานัง (Đà Nẵng) ยาแจรง (Nha Trang) คั้นฮว่า(Khánh Hòa) บิ่นห์ดิ่นห์ ( Bình Định) ลงมาถึงนครโฮจิมินห์ (Hồ Chí Minh)

“จ๋าก๊า” (Chả cá) หรือปลายอนี้ก็คือฮื่อก๊วยของจีน แต่ชาวเวียดนามนิยมทำเป็นก้อนกลมๆ แล้วหั่นเป็นชิ้นมีทั้งแบบทอดและต้ม ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้ภาษาไทยเรียกว่าอะไรดีเลยขอเรียกว่าปลายอก็แล้วกัน คำว่า “ยอ” นี้ฉันสันนิษฐานว่ามาจากภาษาเวียดนามว่า “ หย่อ” (Giò) เพราะชาวเวียดนามเรียกหมูยอว่า “หย่อหลั่ว” (Giò lụa) หรือ “จ๋าหลั่ว” (Chả lụa) คำว่า “จ๋า” (Chả) และ “หย่อ” (Giò) มีความหมายเดียวกัน ใช้เรียกอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์บดปั้นเป็นก้อนแล้วทำให้สุก ส่วนคำว่า “ก๊า” (Cá) แปลว่าปลา 

ปลายออย่างดีจะทำจากเนื้อปลาอินทรี ที่รองๆ ลงไปจะเป็นปลาน้ำดอกไม้ ที่ถูกสุดคือทำจากปลาบาซา (Pangasius) วิธีทำคือผสมเนื้อปลาบดกับน้ำปลา น้ำมัน เกลือ น้ำตาล พริกไทย แป้งมัน ผงฟู โคนต้นหอมซอย นำไปนวดสลับกับการแช่ในตู้เย็นทำสัก 2-3 รอบ แล้วปั้นเป็นก้อน จากนั้นจึงนำไปทอดหรือต้ม สำหรับบ้านเราวิธีที่ง่ายที่สุดคือไปซื้อฮื่อก๊วยเจ้าอร่อยๆ มาสักเส้น

น้ำสต็อกทำจากกระดูกหมูต้ม บางแห่งนิยมน้ำใสๆ บางแห่งนิยมน้ำสีออกส้ม ซึ่งมาจากสีของมะเขือเทศ โดยตั้งกระทะใส่น้ำมัน เอาหอมแดงสับลงผัด ตามด้วยมะเขือเทศและเกลือ ผัดจนมะเขือเทศนุ่มแล้วจึงเทลงหม้อน้ำสต็อกกระดูกหมู ต้มต่อไปจนเดือด นอกจากมะเขือเทศแล้วยังสามารถใส่สับปะรด คูน กะหล่ำปลี ฟักทอง หน่อไม้ น้ำซุปจึงหอมหวานอมเปรี้ยว

วิธีเสิร์ฟเริ่มจากลวกเส้นขนมจีนใส่ชาม ใส่ปลายอหั่นเรียงลงไป ราดน้ำซุปร้อนๆ โรยต้นหอม ผักชี เสิร์ฟพร้อมผักสดอันได้แก่ ผักกาดหอม ถั่วงอก หัวปลี ใบชิโสะ น้ำปลาหรือกะปิ พริกตำ มะนาว อาจมีหอมแดงดองด้วย ว่าแล้วก็คิดถึงเสียงซดน้ำซุปดังโฮกอย่างเอร็ดอร่อยของชาวเวียดเสียแล้วสิคะ




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2560 13:54:04 น.
Counter : 238 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  

at heart
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 56 คน [?]




ฉันเริ่มเขียนบล็อกที่นี่โดยเขียนเรื่องอาหารเกาหลีที่ใกล้ตัวก่อน โดยใช้ชื่อว่านันทนาอาจุมมา มีแฟนๆ ติดตามพอให้ชื่นใจ หลายปีมานี้ฉันหายไปจากบล็อกนี้ที่เริ่มด้วยอาหารเกาหลี เพราะต่อมาก็เขียนไปเรื่อยๆ จากอาหารเกาหลีสู่อาหารอาเซียน และสารพัดอาหาร มีผลงานหนังสือพอประมาณ ซึ่งส่วนมากก็ไม่พ้นเรื่องกิน พอเป็นเรื่องอื่นๆ ก็เลยไปเขียนที่อื่น บัดนี้เมื่อเริ่มมีงานมากขึ้นก็เลยคิดว่ากลับมาอยู่ที่นี่ดีกว่า จะได้จัดเก็บเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นหลักแหล่ง การกลับมาของนันทนาในครั้งนี้จึงมีเรื่องราวที่หลากหลายขึ้นมิใช่แค่เรื่องอาหารเกาหลีเพียงอย่างเดียว

เรื่องวัฒนธรรมอาหารเป็นความสนใจส่วนตัว บล็อกนี้ก็ทำด้วยความรักและอยากที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้กัน ส่วนอาชีพหลักนั้นคือนักสื่อสารมวลชนที่พยายามหนีความวุ่นวายในชีวิตด้วยการรับงานเขียนเป็นหลักทั้งบทความ บทสารคดี และเรื่องราวต่างๆ ที่มักจะต้องการการค้นคว้าข้อมูล ด้วยความสนใจในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม และสังคม ซึ่งจะว่าไปแล้วก็สนใจมันเสียทุกเรื่อง

ฉันหวังว่าเราจะได้เดินทางไปด้วยกันอีกครั้งด้วยมิตรภาพที่อบอุ่นเช่นเคยนะคะ

https://www.facebook.com/gastronomylife

ประกาศ สำหรับเรื่องอาหารเกาหลีขณะนี้ถูก Photobucket เรียกค่าไถ่ที่ไปฝากรูปไว้ราคามหาโหด ฉันจึงมิอาจไปไถ่รูปตัวเองออกมาได้ ตอนนี้รูปที่ลงไว้เลยหายไปหมด ยังไม่มีทางออกค่ะ เพราะว่าเรื่องมันนานมาแล้ว เสียดายมากเพราะมีประโยชน์ต่อผู้คนมากมายโดยเฉพาะในยุคที่ไม่มีใครรู้จักอาหารเกาหลีเลย
รู ป ภ า พ แ ล ะ ข้ อ ค ว า ม ส ง ว น ลิ ข สิ ท ธิ์
Friends' blogs
[Add at heart's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.