Nantana's story
Group Blog
 
All blogs
 

“จ๋าก๊าหล่าว็อง” อาหารที่คุณต้องกินก่อนตาย






เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2559
เรื่องและภาพ : นันทนา ปรมานุศิษฏ์

“จ๋าก๊าหล่าว็อง” เป็นอาหารเวียดนาม ที่ฝรั่งได้กล่าวไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า 1000 PLACES TO SEE BEFORE YOU DIE ซึ่งได้เอ่ยถึงร้านขายจ๋าก๊าหล่าว็อง ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ว่าจะต้องได้ไปลิ้มลองให้ได้ก่อนตาย แต่ก่อนนั้นกว่าจะได้กินสักทีก็ต้องไปถึงฮานอย แต่ตอนหลังมีมาเปิดที่นครโฮจิมินห์ด้วย ซึ่งเป็นลาภปากสำหรับสาวชาวใต้อย่างฉันที่จะได้กินบ่อยขึ้น

จ๋าก๊าหล่าว็องคือ ปลาทอดขมิ้น ใส่ผักสมุนไพรอย่างต้นหอม และผักชีลาว มีเครื่องเคียงมากมายเต็มโต๊ะ ทั้งผักสด พริก มะนาว ขนมจีน ข้าวเกรียบ ถั่วลิสงคั่ว และที่ขาดไม่ได้คือ กะปิน้ำกลิ่นฉุนเตะจมูก ซึ่งเป็นน้ำจิ้มของปลาทอดขมิ้นนี้ กะปิของเวียดนามมีแบบเป็นน้ำ แต่ของไทยไม่มีเราก็ผสมน้ำต้มสุกเอา เติมน้ำตาลทราย พริกขี้หนูสับ เหล้าขาว บีบมะนาวลงไป คนแรงๆ ให้เป็นฟอง

ปลาที่นิยมนำมาทำเมนูนี้เป็นปลาน้ำจืด ต้นตำรับจะต้องเป็นปลากด แต่ก็สามารถใช้ปลาชนิดอื่น เช่น ปลาช่อน ปลาดุก หรือปลานิล โดยจะนำปลามาแล่เป็นชิ้นขนาดพอคำ แล้วนำไปหมักกับข่าสดป่น ผงขมิ้น น้ำปลา และใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย หมักให้เข้ากันดีในตู้เย็นอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ระหว่างนี้ให้เตรียมซอยต้นหอมเป็นเส้น หั่นผักชีลาวเป็นท่อน เตรียมเอาไว้มากหน่อย ใส่เยอะๆ อร่อยดี และเตรียมเครื่องเคียงอื่นๆ ให้พร้อม

เมื่อหมักปลาได้ที่แล้วก็จะนำมาหนีบกับไม้ ย่างด้วยเตาถ่านจนสุกหอม เวลาเสิร์ฟจะนำเตา และกระทะมาตั้งที่โต๊ะ ใส่น้ำมันลงไป พอน้ำมันร้อนดีก็ใส่ปลาลงไปผัดกันที่โต๊ะเลย น้ำมันจะมีสีเหลืองจากขมิ้นที่เราหมักปลาไว้ ใส่ต้นหอมซอย และผักชีลาวลงไปผัดด้วยกัน

เวลากินจะคีบขนมจีนใส่ถ้วย คีบปลา และผัก ใส่ถั่วลิสงคั่ว ราดกะปิน้ำลงไป มีข้าวเกรียบให้เคี้ยวแกล้ม เท่านี้ก็อร่อยจนหยุดไม่ได้แล้วค่ะคุณเอ๋ย



รวมรสโอชาครัวอาเซียน ผลงานเขียนนันทนา ปรมานุศิษฏ์ ในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี 

"ฉันทำอาหารเพราะมีความสุขที่ได้ทำ ยิ่งได้ทำก็ยิ่งอยากจะค้นหาความหมายเบื้องหลังอาหารแต่ละจานซึ่งมักจะมีเรื่องราวชวนให้เราตื่นเต้นเสมอ เช่นเมื่อได้เจอกับของแปลกใหม่ หรือแม้แต่เป็นสิ่งเดิมๆ แต่พบในที่ซึ่งคาดไม่ถึง ยิ่งศึกษามากเท่าใดก็ยิ่งรู้ว่าฉันไม่รู้มากขึ้นทุกที เมื่อไม่รู้ก็ยิ่งอยากรู้ การผจญภัยไปในโลกของอาหาร...คือการผจญภัยในโลกกว้าง เมื่อคุณเปิดใจมากเท่าใดคุณก็จะได้สัมผัสกับโลกมากเท่านั้น" - (จากบทนำผู้เขียน โอชาอาเซียน)




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2560    
Last Update : 12 มิถุนายน 2560 8:07:15 น.
Counter : 115 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

“บ่อเบี๊ย” เปาะเปี๊ยะเวียดนามของจริง







เผยแพร่ วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2559
เรื่องและภาพ : นันทนา ปรมานุศิษฏ์

คนไทยเรารู้จักเปาะเปี๊ยะเวียดนาม 2 แบบคือ แบบแรก เป็นเปาะเปี๊ยะสดที่มีชื่อภาษาเวียดนามว่า “ก๋อยก๊วน” (Gỏi cuốn) อีกชนิดคือ เปาะเปี๊ยะทอดที่รู้จักในชื่อว่า “จ๋าหย่อ” (Chả giò) ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้เขาไม่ได้เรียกว่าเปาะเปี๊ยะ แต่กลับมีอีกชนิดที่เขาเรียกว่า “บ่อเบี๊ย” (Bò bía) ซึ่งออกเสียงคล้ายกับคำว่าเปาะเปี๊ยะมากที่สุด

บ่อเบี๊ยนี้ถือว่าเป็นอาหารคนยากของชาวเวียดนาม เพราะมักจะทำเป็นห่อเล็กๆ มีไส้เป็นผักเสียส่วนใหญ่ เน้นมันแกวเป็นหลัก ใส่กุนเชียง กุ้งแห้ง และไข่เจียวหั่นฝอย ขายกันถูกๆ กินเป็นอาหารว่าง จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆ เค็มๆ แม้ว่าจะมีราคาถูกแต่รสชาตินั้นเกินราคาไปไกล

ชื่อที่ไทยเรียก “มันแกว” นี้สันนิษฐานได้ว่าเรารับมันชนิดนี้มาจากแกว หากสังเกตดูจะพบว่าเราไม่ใคร่ใช้มันแกวทำอาหารไทย นอกจากกินสดๆ จิ้มน้ำตาล สมัยก่อนรถผลไม้จะต้องมีมันแกวฝานเป็นแว่นใหญ่ๆ เสียบไม้ขายไม้ละบาท แต่เดี๋ยวนี้ไม่เห็นหรือว่าคนสมัยนี้กินไม่เป็นเสียแล้ว อีกอย่างที่เห็นคือใช้ทำทับทิมกรอบ ซึ่งก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าเป็นของไทย เพราะหลายประเทศในอาเซียนก็มีทับทิมกรอบเหมือนกัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมมากกว่

ชาติที่ใช้มันแกวทำกับข้าวมากคือ จีน และเวียดนาม เช่น ไส้ซาลาเปา ไส้ขนมจีบ ไส้ขนมก้วย นอกจากนี้ยังนำไปผัดหรือทำแกงจืดกินเป็นกับข้าว มันแกวนั้นเมื่อทำให้สุกจะมีรสหวานขึ้นมาอีกมาก

การทำบ่อเบี๊ยก็ไม่ยาก นำกระทะใส่น้ำมันตั้งไฟ เจียวกระเทียมให้หอม แล้วใส่มันแกวซอยเป็นเส้นๆ ลงไปผัด ในยุคที่แคร์รอตครองโลกก็หนีไม่พ้นที่จะซอยใส่ลงไปด้วยเล็กน้อยเพื่อเพิ่มสีสัน ปรุงรสด้วยเกลือผัดให้สุกแล้วพักไว้ กุนเชียงนำไปต้มจะนำมาทอดอีกทีหรือไม่ทอดก็ได้แล้วหั่นเฉียงบางๆ เจียวไข่เจียวบางๆ แล้วซอยเป็นเส้น ทอดกุ้งแห้ง เจียวหอม เจียวกระเทียม และคั่วถั่วลิสงบุบหยาบๆ เตรียมไว้

ทำน้ำจิ้มโดยนำหอมแดงซอยเจียวกับน้ำมัน ใส่ซอสฮอยซินมากหน่อย เติมน้ำส้มสายชู น้ำ น้ำตาล ชิมรสให้หวานเค็มนำเจือรสเปรี้ยวเล็กน้อย เคี่ยวให้พอข้นแล้วพักไว้

นำแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะเวียดนามชุบน้ำแล้วห่อใส่กุนเชียง ไข่เจียว มันแกวผัด ใบโหระพา โรยกุ้งแห้งทอด และหอมเจียว ห่อให้แน่น เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มที่เพิ่มความอร่อยด้วยการโรยกระเทียมเจียว หอมเจียว ถั่วลิสงคั่ว และพริกสดตำเพิ่มรสชาติ เครื่องขนาดนี้แค่คิดก็รู้แล้วว่าอร่อยแน่ๆ ค่ะ นับเป็นของว่างยามบ่ายที่ฉันชอบมากที่สุด



รวมรสโอชาครัวอาเซียน ผลงานเขียนนันทนา ปรมานุศิษฏ์ ในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี 

"ฉันทำอาหารเพราะมีความสุขที่ได้ทำ ยิ่งได้ทำก็ยิ่งอยากจะค้นหาความหมายเบื้องหลังอาหารแต่ละจานซึ่งมักจะมีเรื่องราวชวนให้เราตื่นเต้นเสมอ เช่นเมื่อได้เจอกับของแปลกใหม่ หรือแม้แต่เป็นสิ่งเดิมๆ แต่พบในที่ซึ่งคาดไม่ถึง ยิ่งศึกษามากเท่าใดก็ยิ่งรู้ว่าฉันไม่รู้มากขึ้นทุกที เมื่อไม่รู้ก็ยิ่งอยากรู้ การผจญภัยไปในโลกของอาหาร...คือการผจญภัยในโลกกว้าง เมื่อคุณเปิดใจมากเท่าใดคุณก็จะได้สัมผัสกับโลกมากเท่านั้น" - (จากบทนำผู้เขียน โอชาอาเซียน)






 

Create Date : 11 มิถุนายน 2560    
Last Update : 12 มิถุนายน 2560 8:06:32 น.
Counter : 5 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

"ปันซิต บี๋หุ่น กีซาโด" เส้นหมี่ผัดแบบฟิลิปปิโน







เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2559

เรื่องและภาพ : นันทนา ปรมานุศิษฏ์

ฉันรู้จักอาหารฟิลิปปินส์ครั้งแรกก็นานมากแล้ว เพราะเคยได้รับเชิญจากเพื่อนชาวฟิลิปิโนให้ไปร่วมงานคริสต์มาสที่บ้าน ชาวฟิลิปิโนนั้นครอบครัวอบอุ่นรักใคร่กันมาก อย่างหนึ่งก็คงเป็นเพราะศาสนาคริสต์ที่ส่วนใหญ่เป็นนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งคริสต์ศาสนานั้นเน้นสอนในเรื่องของความรัก เขารักกันและแสดงออกให้เห็นต่างกับชาวไทยที่รักกันอยู่ในใจไม่ยอมแสดงออกเพราะเคอะเขิน หรือกลัวเสียฟอร์มก็ไม่รู้ ก็เลยไม่รู้ว่ารัก (ฮิ้ว…)

เมื่อมาได้ร่วมงานกับชาวฟิลิปิโนในภายหลังก็ยิ่งพบว่าพวกเขารักกันเหนียวแน่นมากๆ รักพวกพ้องเป็นที่สุด ก็คงเป็นเพราะพวกเขาส่วนใหญ่ทำงานอยู่นอกประเทศ ถ้าไม่รักและช่วยเหลือกันเองก็ไม่รู้จะให้ใครช่วย ไม่ได้เป็นพวกอินดี้ตัวใครตัวมันอย่างชาวไทยนี่ ฉะนั้นอย่าพยายามไปมีเรื่องกับเขาก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าฉันไม่เตือน

อาหารในปาร์ตี้คืนนั้นมีหลายอย่างแต่ฉันจำได้อยู่อย่างเดียวนั่น คือ เส้นหมี่ผัดหน้าตาธรรมดาๆ ที่สหายชาวปินอยเรียกแบบให้ฉันเข้าใจง่ายๆ ว่า “สปาเกตตีฟิลิปปินส์” เขาเชิญชวนให้ฉันตักไปกินและโฆษณาถึงความอร่อยของมัน สายตาฉันก็จับจ้องไปที่เส้นหมี่ผัดที่อยู่ในจานใบใหญ่ที่เขากำลังกล่าวถึงพลางคิดในใจว่า สปาเกตตีที่ไหนกันนี่มันเส้นหมี่ผัดแบบจีนชัดๆ…

จากนั้นฉันก็ไม่ได้ข้องแวะกับอาหารฟิลิปปินส์อีกเลยจนกระทั่งมาสนใจเรื่องอาหารอาเซียน ทำให้ภาพเส้นหมี่ผัดจานนั้นผุดขึ้นมาอีกครั้ง และพบว่ามันคือ “ปันซิต บี๋หุ่น กีซาโด” (Pancit bihon guisado) จากชื่อก็เดาออกแล้วว่าอาหารจานนี้ได้รับอิทธิพลมาจากจีน คำว่า “ปันซิต” (Pancit/Pansit) เป็นภาษาตากาล็อก หมายถึง อาหารเส้น ซึ่งชาวปินอยนั้นได้รับเอาวัฒนธรรมการกินอาหารเส้นมาจากจีน ซึ่งอาหารเส้นของเขาหลากหลายไม่แพ้ของไทยเลย ส่วนคำว่า “บี๋หุ่น” ที่เขาเรียกหรือ “บี๋หุ้ง” (ออกเสียงแบบแต้จิ๋ว) นั้นหมายถึง เส้นหมี่สีขาวเส้นกลม มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเส้นทั้งปวง

เครื่องที่ใส่ก็ไม่ตายตัวมีอะไรชอบกินอะไรก็ใส่ทั้งผักและเนื้อสัตว์ จะเป็นหมู ไก่ กุ้ง หรือกุนเชียงก็ได้ ผักนิยมใส่กะหล่ำปลี แคร์รอต และถั่วฝักยาว วิธีทำให้ตั้งกระทะใส่น้ำมันทุบกระเทียมลงไป ใส่เนื้อสัตว์ เส้น และผักตามลำดับ ปรุงรสด้วยน้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำตาล และพริกไทย เหมือนที่เราผัดก๋วยเตี๋ยวปกตินี่แหละ ตักใส่จานเสิร์ฟพร้อมส้มจี๊ดหรือมะนาวสักซีก คุณก็จะได้อาหารฟิลิปปินส์รสคุ้นลิ้นง่ายๆ 1 จาน



รวมรสโอชาครัวอาเซียน ผลงานเขียนนันทนา ปรมานุศิษฏ์ ในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี 

"ฉันทำอาหารเพราะมีความสุขที่ได้ทำ ยิ่งได้ทำก็ยิ่งอยากจะค้นหาความหมายเบื้องหลังอาหารแต่ละจานซึ่งมักจะมีเรื่องราวชวนให้เราตื่นเต้นเสมอ เช่นเมื่อได้เจอกับของแปลกใหม่ หรือแม้แต่เป็นสิ่งเดิมๆ แต่พบในที่ซึ่งคาดไม่ถึง ยิ่งศึกษามากเท่าใดก็ยิ่งรู้ว่าฉันไม่รู้มากขึ้นทุกที เมื่อไม่รู้ก็ยิ่งอยากรู้ การผจญภัยไปในโลกของอาหาร...คือการผจญภัยในโลกกว้าง เมื่อคุณเปิดใจมากเท่าใดคุณก็จะได้สัมผัสกับโลกมากเท่านั้น" - (จากบทนำผู้เขียน โอชาอาเซียน)







 

Create Date : 11 มิถุนายน 2560    
Last Update : 12 มิถุนายน 2560 8:06:05 น.
Counter : 6 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

"เปเปส อิกัน" งบปลาของชาวซุนดา








เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ.2560
เรื่องและภาพโดย : นันทนา ปรมานุศิษฏ์

ต้นกล้วยเป็นสัญลักษณ์ของพืชในเขตร้อนที่ผูกพันกับวิถีชีวิตชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้นไม้ที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ในครัวอาเซียนเราใช้ใบกล้วยมาทำเป็นกระทงเป็นภาชนะใส่อาหาร หรือแค่ปูใบกล้วยใบแล้ววางอาหารบนนั้นนั่งล้อมวงใช้มือเปิบไม่ต้องล้างถ้วยชามให้เสียเวลา ประเทศในอาเซียนทุกประเทศรู้จักใช้ใบตองมาห่อใส่อาหารแล้วนำไปทำให้สุก ไม่ว่าจะเป็นของคาวหรือของหวาน

อาหารที่ฉันจะเล่าในตอนนี้ก็ใช้ใบตองมาห่อ มีชื่อว่า “เปเปส อิกัน” (Pepes Ikan) หมายถึง งบปลา นั่นเอง แต่เป็นงบปลาของชาวซุนดาที่อยู่บนเกาะชวาตะวันตก และเกาะบาหลีของประเทศอินโดนีเซีย ที่จริงแล้วสามารถใช้เนื้อสัตว์อย่างอื่นแต่ในเมื่ออยู่บนเกาะมีปลามากมายอยู่แล้วงบปลาจึงนิยมกินกันมากกว่าอย่างอื่น ปลาที่ใช้ก็เป็นปลาทะเลที่หาได้ง่าย เช่น ปลาอินทรี ปลานวลจันทร์ทะเล และปลาทู

เครื่องแกงประกอบไปด้วย พริก หอม กระเทียม ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ มะเขือเทศ ตำรับซุนดานั้นต้องใส่แคนเดิ้ลนัทด้วยซึ่งเป็นเมล็ดของพืชที่จะใส่ในเครื่องแกงให้ความข้น เพื่อความสะดวกเราสามารถใช้เมล็ดมะม่วงหิมพานต์แทนได้ โขลกแล้วก็ปรุงรสให้เรียบร้อยด้วยน้ำตาลโตนด เกลือ น้ำมะขามหรือน้ำมะนาว นำเครื่องแกงนี้ไปหมักกับปลาให้เข้าเนื้อ แล้วจึงนำมาห่อด้วยใบตอง ใส่มะเขือเทศ ตะไคร้หั่นท่อน ใบมะกรูด ใบกระวาน และใบแมงลักลงไปในห่อด้วยเพื่อเพิ่มความหอมของสมุนไพร นำไปนึ่งให้พอสุก แล้วจึงนำมาย่างไฟอีกทีให้หอมฟุ้งจรุงใจ

หุงข้าวสวยเอาไว้ เตรียมผักสดไว้กินแนมสักหน่อยพร้อมน้ำพริกกะปิครกเล็กๆ ก็เอร็ดอร่อยกันถ้วนหน้า ไม่ต้องสงสัยว่าอาหารอินโดนีเซียมีน้ำพริกกะปิด้วยหรือ ขอตอบว่ามีค่ะ ชาวอินโดนีเซียรวมถึงชาวมลายูเขาก็มีน้ำพริกกะปิที่เรียกว่า “ซัมบัล เบลาชัน” (Sambal Belacan) แต่ของเขาจะใช้พริกแดงทั้งพริกชี้ฟ้า และพริกขี้หนูสีจึงแดงสดแต่เผ็ดน้อย ส่วนหัวหอม กระเทียม กุ้งแห้งนั้นแล้วแต่เพราะน้ำพริกกะปิเขามีสาขาย่อยแตกออกไปได้อีกหลายแบบ ถ้ามีส้มจี๊ดก็ให้ใส่ด้วยจะได้น้ำพริกกะปิแบบต่างชาติ กินงบไทย งบลาวแล้ว ลองงบอินโดดูบ้างค่ะ



รวมรสโอชาครัวอาเซียน ผลงานเขียนนันทนา ปรมานุศิษฏ์ ในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี 

"ฉันทำอาหารเพราะมีความสุขที่ได้ทำ ยิ่งได้ทำก็ยิ่งอยากจะค้นหาความหมายเบื้องหลังอาหารแต่ละจานซึ่งมักจะมีเรื่องราวชวนให้เราตื่นเต้นเสมอ เช่นเมื่อได้เจอกับของแปลกใหม่ หรือแม้แต่เป็นสิ่งเดิมๆ แต่พบในที่ซึ่งคาดไม่ถึง ยิ่งศึกษามากเท่าใดก็ยิ่งรู้ว่าฉันไม่รู้มากขึ้นทุกที เมื่อไม่รู้ก็ยิ่งอยากรู้ การผจญภัยไปในโลกของอาหาร...คือการผจญภัยในโลกกว้าง เมื่อคุณเปิดใจมากเท่าใดคุณก็จะได้สัมผัสกับโลกมากเท่านั้น" - (จากบทนำผู้เขียน โอชาอาเซียน)





 

Create Date : 11 มิถุนายน 2560    
Last Update : 12 มิถุนายน 2560 8:04:32 น.
Counter : 107 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

"รากูซัจม็วน" สตูไก่ฝรั่งเศส สู่งานเลี้ยงสำคัญของชาวเขมร






เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560
เรื่องและภาพโดย : นันทนา ปรมานุศิษฏ์

“ragout” มาจากคำว่า “ragoûter” มีความหมายว่า กระตุ้นความอยากอาหาร อาหารชนิดนี้มีมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นับเป็นอาหารฝรั่งเศสชนิดหนึ่งที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก สตูว์ที่เข้มข้นนี้เหมาะที่สุดกับขนมปังเนื้อหนักอย่างบาแก็ต (Baguette)

ในงานเลี้ยงสำคัญๆ เช่นงานแต่งงาน งานรับแขกบ้านแขกเมือง หรืองานปาร์ตี้ต่างๆ ของชาวเขมรมักจะเสิร์ฟอาหารที่ดูหรูหราแบบฝรั่ง หนึ่งในอาหารที่เป็นที่นิยมกันคือ รากูซัจม็วน ( រ៉ាហ្គូសាច់មាន់) คือ สตูว์ไก่ ที่มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศสผู้เป็นเจ้าอาณานิคมในอินโดจีน โดยมาจากอาหารที่ชื่อว่า “Ragoût de coq” ของฝรั่งเศส ถ้าเป็นสตูว์เนื้อวัวคือ “Ragoût de bœuf” ส่วน ขแมร์เรียกว่า รากูซัจโก (រ៉ាហ្គូសាច់គោ) ซึ่งเป็นที่นิยมในเวียดนามด้วยเช่นกัน

คำว่า “ragout” มาจากคำว่า “ragoûter” อันมีความหมายว่า กระตุ้นความอยากอาหาร อาหารชนิดนี้มีประวัติอันยาวนานมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นับเป็นอาหารฝรั่งเศสชนิดหนึ่งที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก สตูว์ที่เข้มข้นนี้เหมาะที่สุดกับขนมปังเนื้อหนักอย่างบาแก็ต (Baguette) ที่ชาวเขมรเรียกว่า นมปัง (នំប៉័ង) หรือเวียดนามเรียกว่า “บั๊นหมี่” (Bánh mì)

วิธีทำฉบับง่าย

สำหรับชาวเอเชียที่ไม่มีสมุนไพรฝรั่งจึงใส่แค่ใบกระวานเป็นพอ เริ่มจากนำไก่ไปหมักกับเกลือ พริกไทย และกระเทียมสับ จากนั้นจึงเอาหม้อตั้งไฟใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย ใส่กระเทียมสับและหอมหัวใหญ่ซอยลงไปผัดจนสุกใส จึงใส่เนื้อไก่และใบกระวานลงไปผัดพอให้ผิวไก่ตึง ใส่มะเขือเทศเข้มข้นหรือถ้าไม่มีก็ใช้ซอสมะเขือเทศแทน เติมน้ำสต็อกไก่ เมื่อเดือดปุดๆ จึงใส่มะเขือเทศ มันเทศหรือมันฝรั่ง แคร์รอต เห็ดช็อมปิญอง (Champignon) ที่เราเรียกว่า เห็ดกระดุม และถั่วลันเตา เคี่ยวไฟรุมๆ จนสุกดี ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และน้ำตาลนิดหน่อย แต่ถ้าใช้ซอสมะเขือเทศแทนมะเขือเทศเข้มข้นกระป๋องแล้วก็ไม่ต้องเติมน้ำตาล เพราะในซอสมะเขือเทศปรุงรสมาแล้ว เราสามารถใช้เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อนกกระจอกเทศมาทำรากูได้ด้วยวิธีเดียวกัน เพียงแต่ระยะเวลาในการเคี่ยวเนื้อก็จะต่างกันตามความเหนียวของเนื้อแต่ละชนิด

รากูร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมขนมปังฝรั่งเศสอบพอร้อนให้กรอบนอกนุ่มใน ฉีกจิ้มกินกับน้ำซอสรากู เป็นเมนคอร์สที่แสนวิเศษ และจะสมบูรณ์แบบกว่านี้หากมีไวน์สักแก้ว Bon appétit ! เอ๊ะ…นี่ฉันอยู่ประเทศกัมพูชาหรือฝรั่งเศสกันแน่?



รวมรสโอชาครัวอาเซียน ผลงานเขียนนันทนา ปรมานุศิษฏ์ ในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี 

"ฉันทำอาหารเพราะมีความสุขที่ได้ทำ ยิ่งได้ทำก็ยิ่งอยากจะค้นหาความหมายเบื้องหลังอาหารแต่ละจานซึ่งมักจะมีเรื่องราวชวนให้เราตื่นเต้นเสมอ เช่นเมื่อได้เจอกับของแปลกใหม่ หรือแม้แต่เป็นสิ่งเดิมๆ แต่พบในที่ซึ่งคาดไม่ถึง ยิ่งศึกษามากเท่าใดก็ยิ่งรู้ว่าฉันไม่รู้มากขึ้นทุกที เมื่อไม่รู้ก็ยิ่งอยากรู้ การผจญภัยไปในโลกของอาหาร...คือการผจญภัยในโลกกว้าง เมื่อคุณเปิดใจมากเท่าใดคุณก็จะได้สัมผัสกับโลกมากเท่านั้น" - (จากบทนำผู้เขียน โอชาอาเซียน)






 

Create Date : 11 มิถุนายน 2560    
Last Update : 12 มิถุนายน 2560 7:59:10 น.
Counter : 6 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  

at heart
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]




ฉันเริ่มเขียนบล็อกที่นี่โดยเขียนเรื่องอาหารเกาหลีที่ใกล้ตัวก่อน โดยใช้ชื่อว่านันทนาอาจุมมา มีแฟนๆ ติดตามพอให้ชื่นใจ หลายปีมานี้ฉันหายไปจากบล็อกนี้ที่เริ่มด้วยอาหารเกาหลี เพราะต่อมาก็เขียนไปเรื่อยๆ จากอาหารเกาหลีสู่อาหารอาเซียน และสารพัดอาหาร มีผลงานหนังสือพอประมาณ ซึ่งส่วนมากก็ไม่พ้นเรื่องกิน พอเป็นเรื่องอื่นๆ ก็เลยไปเขียนที่อื่น บัดนี้เมื่อเริ่มมีงานมากขึ้นก็เลยคิดว่ากลับมาอยู่ที่นี่ดีกว่า จะได้จัดเก็บเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นหลักแหล่ง การกลับมาของนันทนาในครั้งนี้จึงมีเรื่องราวที่หลากหลายขึ้นมิใช่แค่เรื่องอาหารเกาหลีเพียงอย่างเดียว

เรื่องวัฒนธรรมอาหารเป็นความสนใจส่วนตัว บล็อกนี้ก็ทำด้วยความรักและอยากที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้กัน ส่วนอาชีพหลักนั้นคือนักสื่อสารมวลชนที่พยายามหนีความวุ่นวายในชีวิตด้วยการรับงานเขียนเป็นหลักทั้งบทความ บทสารคดี และเรื่องราวต่างๆ ที่มักจะต้องการการค้นคว้าข้อมูล ด้วยความสนใจในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม และสังคม ซึ่งจะว่าไปแล้วก็สนใจมันเสียทุกเรื่อง

ฉันหวังว่าเราจะได้เดินทางไปด้วยกันอีกครั้งด้วยมิตรภาพที่อบอุ่นเช่นเคยนะคะ

https://www.facebook.com/gastronomylife
รู ป ภ า พ แ ล ะ ข้ อ ค ว า ม ส ง ว น ลิ ข สิ ท ธิ์


เ พื่ อ น ที่ กำ ลั ง ช ม บ ล็ อ ก


จำ น ว น ผู้ ช ม ทั้ ง ห ม ด
Friends' blogs
[Add at heart's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.