~* SumiTra is a Pali name...it means 'GooD Friend'. *~

เรื่องย่อ คีตคิมหันต์ โดย มกรา

เรื่องย่อ คีตคิมหันต์ โดย มกรา


เฟท ลูกชายของจ้าวภูผาที่เป็นตำนานมาแล้ว(ในเล่ม1)เมื่อหลายร้อยหลายพันปีมาก่อน ได้รับมองหมายหน้าที่ให้ออกตามหาวิหคเพลิงศักดิสิทธิ์ที่หายตัวไปเมื่อราวสองร้อยปีก่อนตามคำขอร้องจากหัวหน้าเผ่าวิหค ไควา ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในช่วงเวลาเดียวกันกับที่วิหคศักดิสิทธิ์นั้นหายตัวไป เฟทได้ออกติดตามหาจนออกมายังดินแดนของมนุษย์อันพัฒนาขึ้นจากสมัยของพ่อแม่ขอเขา เฟทมายังสถานที่ที่ซึ่งผ่านพ้นช่วงไฟสงครามของสองประเทศ...ซานซาลอว์กับนาร์เดน...และกำลังอยู่ในช่วงหย่าศึกและฟื้นตัวทางด้านต่างๆภายในประเทศของตนหลังจากที่สภาพบ้านเมืองนั้นบอบช้ำอย่างยิ่งจากสงคราม


เฟทเดินทางตามหาร่องรอยโดยเริ่มจากสถานที่รวบรวมข่าวสารย้อนหลังทั้งมวลหอสมุดใหญ่แห่งประเทศซานซาลอว์และได้พบกับผู้เฒ่านกกับหลานสาวที่เข้ามาแผงตัวเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งนี้และได้รับความช่วยเหลือจนได้รู้ว่าวิหคดังกล่าวนั้นมาปรากฏตัวอยู่ในเขตประเทศซานซาลอว์นี้เมื่อหลายร้อยปีก่อนในแถบพรมแดนชายแดนของซานซาลอว์กับนาร์เดน เฟทจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านที่พบการปรากฏตัวนั้น แต่เขากลับพบว่าหมู่บ้านนั้นถูกเผาเป็นจุณอย่างน่ากลัว เฟทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากออกเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านต่อไปแม้จะไม่เห็นหนทางตามหาพบก็ตาม ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุทำให้เขาต้องหยุดพักที่หมู่บ้านเล็กๆอีกแห่งซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนการของเขา ที่นั่นเองที่เขาได้พบกับ ฟีต้า หญิงสาวชาวบ้านผู้มีผมสีดำเหมือนขนกาหากดูด้านๆเหมือนกับเอาถ่านขยี้หัวมา ซึ่งเป็นเด็กรับใช้ในบ้านหลังหนึ่งที่เขาสนใจหลังจากได้ข่าวมาว่าบ้านหลังนั้นได้นำเด็กเผือกนางหนึ่งมาแล้วหายตัวไปอย่างลึกลับ หลังจากที่เขาคุยกับฟีต้าเขาก็ยิ่งสนใจสืบบ้านหลังนั้นยิ่งขึ้น เขาได้วางแผนลอบเข้าไปข้างในเมื่อถามข่าวจากคนที่ซื้อตัวหญิงเผือกนางนั้นมา ลอนต้า ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าแม่บ้านของบ้านหลังใหญ่นั้น ทว่าไม่ทันที่จะได้รู้เรื่องเขาก็เดินไปชนเข้ากับแผนการไส้ศึกของนาร์เดนที่แฝงตัวเข้ามาบั่นทอนกำลังของซานซาลอว์พร้อมกับฟีต้า ทั้งคู่ถูกจับตัวได้และหลังจากหลบหนีกันมาได้ครั้งหนึ่งทั้งคู่ก็ถูกจับกลับมาอีกครั้งเฟทถูกนำตัวไปทรมานเพื่อเค้นว่าเขาเป็นสายลับของเจ้าชายวาเลียสผู้เป็นตัวแทนกษัตริย์องค์น้อยในการปกครองบ้านเมืองหรือไม่ จนในที่สุดความลับของเขาที่เป็นชาวโอราเคิลก็แตกทำให้ จีอัส ผู้ซึ่งขวนขวายหาอำนาจเรื่อยมาและหลงใหลในตำนานจ้าวภูผาต้องการอำนาจในตัวที่เขามีนดื่มกินเลือดต้องสาปของชนเผาข้ารับใช้แห่งทวยเทพเข้าไป โดยปราศจากปฏิญญาของผู้ให้เลือด ในขณะที่ฟีต้านั้นมาช่วยเขาพาชายหนุ่มออกจากห้องขังนั้นได้ครั้งหนึ่งแล้วถูกจับตัวแยกไปอีกที่หนึ่งจนเป็นเหตุให้เธอถูกทำร้านในเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง หญิงสาวก็เผยตนออกมาด้วยสติอันขาดผึ่ง นางใช้อำนาจที่ตนเองไม่รู้ว่ามีเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างของบ้านหลังนั้นจนมอดไหม้ไปทุกสิ่ง และเผยตัวจริงที่นางซ่อนเอาไว้หลังสีย้อมผมดำ ทำให้เฟทรู้ว่านางก็คือคนที่เขาตามหาอยู่


หลังจากจบเรื่องวุ่นวายและทั้งคู่เดินทางกลับ ทั้งคู่ได้พบลิลี่ กูว์โดว ผู้ซึ่งเป็นชาวโอราเคิลซึ่งอาศัยอยู่บนโลกนี้นานมาแล้วนั้นแต่ครั้งบรรพกาล ผู้ซึ่งบอกเล่าความลับทั้งหลายของการเกิดโอราเคลให้กับชายหนุ่มได้ฟังรวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิหคศักดิสิทธิ์ตัวจริงหรือก็คือ ซัลช่า มารดาของฟีต้าผู้ซึ่งเข้าไปติดกับในแผนการร้ายของไควาที่ต้องการอำนาจศักดิสิทธิ์ของนางโดยการกินเลือดเนื้อของวิหคศักดิสิทธิ์ก็จะได้ครอบครองความเป็นอมตะนั้นแทน จากนั้นทั้งสองเดินทางมุ่งไปที่หอสมุดเพื่อพบผู้เฒ่ากับหลานสาวอีกครั้งหากเฟทกลับพบว่าทั้งสองเดินทางจากไปแล้ว และได้ฝากหนังสือเล่มหนึ่งเอาไว้ให้กับเขาซึ่งเขาได้มอบมันให้กับฟีต้า ซึ่งสมุดนั้นได้วาดภาพมารดาของนางและแนบขนนกเส้นหนึ่งเอาไว้


เฟทเมื่อกลับถึงโอราเคิลเขาได้แจ้งข่าวและความรู้ทุกอย่างให้กับผู้เป็นพ่อของเขาได้รับทราบและทั้งคู่จึงตัดสินใจว่าจะไม่แจ้งข่าวเกี่ยวกับฟีต้าให้ไควารับรู้และที่นั้นเองที่เฟทได้พบกับผู้เฒ่าและหลานสาวจากหอสมุดอีกครั้งและได้รู้ว่าผู้เฒ่าผู้นั้นก็คือ หัวหน้าของเผ่าวิหคอย่างชอบธรรมตัวจริง ทั้งหมดได้วางแผนบีบให้ไควายอมสละตำแหน่งคืนให้กับผู้เฒ่าและหลานสาว ซึ่งไควาหลังจากแผนการส่งคนไปลอบสังหารผู้เฒ่าล้มเหลวก็ได้ข่าวเกี่ยวกับวิหคศักดิสิทธิ์นั้นปรากฏและอยู่ใต้ความคุ้มครองของวิหารใหญ่ก็ได้ซ้อนแผนทำทีรับผู้เฒ่ากลับไปหากพอถึงกลางทางก็ใช้ให้นักฆ่าที่ตนเลี้ยงไว้ไปจับตัวผู้เฒ่า แล้วทำทีว่าตนยกกำลังมาช่วยเหลือเอาไว้ได้ทันและสังหารพวกนักฆ่านั้นทั้งหมด บังคับให้ผู้เฒ่าส่งข่าวไปยังจ้าวภูผาเพื่อล่อให้เจ้าภูผาและนกศักดิสิทธิ์ออกมาจากความปลอดภัยของการคุ้มกันอันแน่นหนา ทำให้นักฆ่าที่ส่งไปลักพาตัวฟีต้าทำงานสำเร็จ แต่ด้วยความที่ขุ่นเคืองใจที่มีต่อไควา นักฆ่าดังกล่าวก็ได้ทำการหักหลังเพื่อให้บทเรียนกับไควาที่ดูถูกตนด้วยกันผิดคำมั่นว่าจะไม่ส่งนักฆ่าอื่นมาทำงานนี้แข่งกับตน นักฆ่านั้นพาเฟทไปยังแท่นพิธีของไควาเพื่อยับยั้งชายผู้บ้าคลั่งเอาไว้ ทว่าสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อความไม่รู้จริงของไควานั้นทำให้วิหคศักดิสิทธิ์ตัวจริง...ซัลช่า ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา ไควาก็เกิดคุ้มคลั่งหวาดกลัวและจุดไฟหมายจะเผานางและทุกคนให้หมดเป็นเหตุให้ตนเองถูกเผาแต่เพียงผู้เดียวขณะที่ซัลช่าได้ยับยั้งเพลิงร้ายเอาไว้ได้ด้วยอำนาจของนาง


ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี ในที่สุด...เฟทก็ได้มอบสัญลักษณ์แห่งหัวใจรับอันอ่อนหวานที่สุดของโอราเคิลให้กับฟีต้าผู้เป็นที่รัก และทั้งสองก็เริ่มต้นการเดินทางและการผจญภัยของพวกตน...อีกครั้งหนึ่ง...


ย่อเรื่อง เมื่อ 19 มิ.ย. 51






Free TextEditor




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 17:53:12 น.
Counter : 129 Pageviews.  

คิมหันต์แห่งการเริ่มต้น

คีตคิมหันต์ (ลำนำเหมันต์2)


Prologue


กาลครั้งหนึ่ง...ในยุคสมัยที่เหล่าทวยเทพยังคงประทานพรให้แก่มนุษย์และสรรพสัตว์ อาศัยร่วมกันกับผู้คนบนผืนพิภพแห่งนี้ มีชนเผ่าหนึ่งอันเป็นที่รักยิ่งของเหล่าทวยเทพ จนได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำสารแห่งหมู่เทพเจ้าสู่มนุษย์คนอื่นๆ ชนเผ่านี้ได้รับประทานพรเพื่อการณ์นั้น ด้วยร่างกายที่แสนพิเศษและงดงามกับโลหิตที่มีอำนาจแห่งความเป็นอมตะ หากด้วยสายเลือดศักดิ์สิทธิ์อันน่ากลัวของพวกเขาทำให้ชนเผ่านักเดินสารเหล่านี้ถูกล่าโดยมนุษย์ด้วยกัน


เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นอมตะนั้น มนุษย์ออกล่าชนเผ่านี้เพื่อนำเลือดมาดื่ม นำหัวใจมากิน ด้วยเหตุนี้เอง เหล่าทวยเทพจึงพิโรธเหล่ามนุษย์ผู้ละโมบและโง่เขลา และทำการสาปโลหิตซึ่งมอบความเป็นอมตะนั้นไว้!


นับแต่นั้น...


...ผู้ใดดื่มกิน โลหิตแห่งชนเผ่า เวลาของมันผู้นั้นจะหยุดนิ่ง โลหิตในกายจะเหือดหายไปตามกาล หากร่างกายจะคงเป็นที่สถิตแห่งวิญญาณและการเคลื่อนไหว ไร้ซึ่งชีวิต จมจ่อมอยู่กับความเป็นนิรันดรแม้ร่างกายจะสูญสลายจนสิ้น วิญญาณก็ไม่อาจหลุดพ้นจากโลกนี้ได้ ต้องวนเวียนอยู่เช่นนั้นและจะเป็นเช่นนั้นไปจนชั่วกัลป์ จวบจนกว่าคนผู้นั้นจะได้รับซึ่งปฏิญญาจากผู้เป็นเจ้าของโลหิต จึงจะหลุดพ้นจากคำสาป...


ก่อนที่ชนเผ่านั้นจะหายไปสู่ดินแดนอันสูงลิ่ว สถานที่อันเป็นอาณาเขตต้องห้ามและเร้นลับ ไม่มีใครเคยไปถึง และเชื่อสืบต่อกันเรื่อยมาว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์โดยมีผู้ปกปักษ์ป้องกันอาณาเขตนั้นเอาไว้ โดยถูกเรียกสืบต่อกันมาว่า...


...จ้าวภูผาแห่งโอราเคิล...


และตำนานนั้นก็ยังถูกกล่าวขานสืบต่อๆ กันมา...


ผ่านกาลเวลา...


ปากต่อปาก...


บทต่อบท...


จนเมื่อเวลาล่วงเลยผันผ่าน...ผู้คนได้ลืมเลือนเรื่องราวในครั้งเก่า ว่าเรื่องราวที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ทิ้งไว้ให้เป็นเพียงตำนานบอกเล่า ณ เมืองซานซาเรียแห่งนี้เอง ที่ซึ่งตำนานความรักยังคงตราตรึงหัวใจของผู้คนอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย


...ลูกสาวนายพรานผู้งดงาม และจ้าวภูผาผู้แกร่งกล้า...ได้พบรักกันและช่วยเหลือหมู่บ้านเอาไว้จากปีศาจที่ชั่วร้ายพล่าผลาญชีวิตผู้คนในหมู่บ้านไปคนแล้วคนเล่า...


แต่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเรื่องราวนั้นมีมูลจากความจริงมากน้อยเพียงไร กระนั้นตำนานที่น่าตื่นเต้นนี้ยังถูกเล่าเป็นนิทานก่อนนิทรา กวีขับขาน และหัวข้อสนทนาที่ผู้คนยังคงกล่าวถึงถกเถียงและจดจำสืบต่อกันมา บ้างแต่งแต้มสีสันให้เร้าใจ และเสริมแต่งต่อยอดให้กับเรื่องราว


ในนามของ...บุตร แห่ง จ้าวภูผา...


ซานซาเรีย...ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของตนเอง จากหมู่บ้านน้อยสู่เมืองใหญ่ ที่ซึ่งผู้คนมาเยือนเพื่อให้ได้สัมผัสตำนานอันแสนหวานนี้...


ดินแดนแห่งตำนาน...


สงคราม...


พรากชีวิต...


พรากบ้านและที่อาศัย...


พรากวิถีทาง...


พรากความรัก...


พรากความสุข...


ณ หมู่บ้านเล็กๆ ทางทิศตะวันตกไกลหากใกล้ชิดติดพรมแดนของซานซาลอว์ กลายเป็นสนามรบ เมื่อเป็นส่วนเดียวของซานซาลอว์ที่ติดกับชายแดนซึ่งมีการรบกันอยู่มากที่สุด


หัวใจดวงน้อยๆ ต้องปวดร้าว ทั้งบิดาและมารดาที่รักต่างจากไปด้วยภัยแห่งสงคราม บ้านที่อาศัยมอดไหม้ไปต่อหน้า ความสุขที่มีมามลายหายไปจนสิ้น หยาดน้ำตาหยดใสค่อยๆ รินไหลจากทีละน้อยกลับกลายเป็นพรั่งพรู


ท้องฟ้าสีแดงฉาน เปลวเพลิงที่แลบลามบ้าน สวนและร่างของบิดาและมารดาผู้วายชนม์ เสียงของเด็กน้อยร้องเรียกผู้เป็นที่รักพลางสะอื้น


“แม่คะ!!! พ่อคะ!!!” สาวน้อยวัยสิบกว่าขวบถูกฉุดรั้งเอาไว้โดยสตรีร่างใหญ่ผู้เป็นเพื่อนบ้านที่ได้รับเคราะห์ร่วมกัน กับเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันร่างเล็กอีกคนหนึ่ง


“ฟีต้า...พวกเขาไปแล้ว...ฟีต้า” หญิงร่างใหญ่พยายามรั้งร่างบางกอดเอาไว้กับอกอวบของตน เมื่อสาวน้อยพยายามจะถลาเข้าไปในกองไฟ


“ฟีต้า! ฟีต้า เพื่อนสาวน้อยของนางกำมือนางเอาไว้แน่นขณะร้องเรียกนางไป หากหญิงสาวหาได้ฟังเสียงเรียกของทั้งสองไม่ ดวงตาสีทองยังคงจับแน่นอยู่กับภาพตรงหน้า น้ำตารินไหลอย่างไม่ขาดสาย และในที่สุด เสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับแหลกสลายครั้งสุดท้ายก็ดังขึ้นและเงียบหายไปอย่างรวดเร็ว


“ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”


หลังเหตุสงครามที่พรากเอาความสุขทั้งมวลจาก ในที่สุดการรบพุ่งก็สงบ สิ่งต่างๆ เริ่มกลับคืนสู่สภาพสงบสุขอีกครั้ง รวมทั้งหมู่บ้านทางตะวันตกสุดของซานซาลอว์ก็กลับคืนสู่ความสุขอีกครา


ท้องทุ่งเขียวชอุ่มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีทอง นกตัวน้อยโบยบินอยู่ในท้องฟ้า ท้องน้ำใสสะอาด สายลมพัดผ่านท้องทุ่ง เสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่ออกวิ่งเล่นไปตามทางเดิน ว่าวตัวน้อยถูกถือเอาไว้ด้วยมือเล็กๆ อันเป็นอนาคต ขณะที่เด็กอื่นๆ วิ่งตามผู้นำ เสียงใสๆ ของเด็กสาวตัวน้อยนางหนึ่งร้องเรียกหมู่เพื่อนชักชวนออกไปวิ่งเล่นด้วยกัน


ความสุขกระจายออกไปทั่วอย่างช้าๆ ทว่า...


หากในอีกแง่มุมของหมู่บ้านอันสงบสุขแห่งนี้ ยังมีอีกด้านของความสุขปกคลุมอยู่...


หลังหมู่บ้านอันอบอุ่นสดใส คือเศษซากปรักหักพังของหมู่บ้านจากภัยสงคราม แผ่นดินเป็นสีเทา  ท่อนไม้ดำเป็นถ่านเผา อาคารหินที่พังทลาย ตัวโบสถ์ที่ไร้หลังคาคลุมแม้แต่บานประตูไม้ที่เคยปิดไว้ก็หักแยกออกจากกัน


ภายในโบสถ์อันเป็นอาคารใหญ่เพียงหลังเดียวที่เหลืออยู่ในสภาพที่ยังคงความแข็งแรกดีกว่าซากบ้านเรือนทั้งหมด เตียงนอนของผู้ป่วยเรียงรายหลายสิบ เตียงที่ถูกต่อขึ้นจากเศษไม้ที่พอๆ จะหามาได้ในยามขัดสน บ้างเป็นเพียงฟูกบางที่ปูเอาไว้ลวกๆ ไม่มีแม้แต่ผ้าคลุมและหมอนเสียด้วยซ้ำ


“ฟีต้า!!! ขนเอาถังน้ำมาทางนี้เร็วเข้า!!! อย่ามาทำอืดอาดชักช้านะแม่คนสันหลังยาว...” เสียงของหญิงพยาบาลร่างใหญ่ตะโกนดังข้ามห้องมาที่เด็กสาวผู้ซึ่งกำลังก้มโค้งเช็ดตัวให้กับผู้บาดเจ็บพิการจากสงครามนายหนึ่งซึ่งอยู่ในชุดของทหารฝ่ายศัตรู


“ค่ะ มาร์...ข้าขอเช็ดตัวให้ท่านลุงอีกประเดี๋ยวนะคะ! ท่านลุงคนนี้กำลังมีไข้...”


“ทหารของฝ่ายศัตรู มันจะป่วยจะตายยังไงก็ช่าง เรารับมันเอาไว้นี่ก้ถือว่าทำตามสนธิสัญญาแล้วไม่ต้องไปห่วงไอ้พวกที่มันฆ่าพ่อฆ่าแม่เจ้านักหรอก! ย้ายก้นของเจ้ามานี่เดี๋ยวนี้!!!” เสียงกรรโชกดังแหวมา ร่างน้อยมองชายชราผู้บาดเจ็บด้วยดวงตาสับสน


“ไปเถอะแม่หนู อย่าให้คนใกล้ตายอย่างข้าต้องทำให้เจ้าลำบากเลย...ถ้าไม่รีบไปเจ้าก็จะโดนหญิงคนนั้นตีเอาอีกนะ” ชายผู้ได้รับการดูแลอย่างอ่อนโยนซาบซึ้งใจในตัวแม่สาวน้อยตัวเล็ก “ข้าเป็นทหารฝ่ายศัตรู...ก็มีแต่แม่หนูที่ดูแลพวกเราอย่างไม่รังเกียจ”


“ท่านลุงคะ...” ร่างน้อยเรียกด้วยความซาบซึ้งใจไม่แพ้กัน


สำหรับนาง เพียงคำพูดดีด้วยก็เป็นที่ปราบปลื้มยิ่งแล้ว เพราะตลอดเวลาหลังจากบิดาและมารดานางเสียไปนั้น ก็ไม่มีใครที่ทำดีด้วยกับเด็กกำพร้าอย่างนางอีก


สงครามแม้สิ้นสุดแต่การสู้รบกันก็ยังมีอยู่ตามชายแดนที่ห่างออกไป ตราบเท่าที่สองประเทศใหญ่ซานซาลอร์และนาร์เดนยังคงรบพุ่งกันอยู่เช่นนี้


ฟีต้า...


ร่างบางเติบโตขึ้นจากครั้งที่บิดามารดาเสียไปในสงคราม จากสาวน้อยเติบโตท่ามกลางความยากแค้น สืบทอดวิชาแพทย์จากบิดาที่ตนได้ร่ำเรียนมาแต่เล็กแต่น้อย คอยรักษาผู้คนที่บาดเจ็บในยามสงครามจนถึงเวลานี้ ไม่ว่าชาวบ้านหรือแม้แต่ทหาร ไม่ว่ามิตรหรือศัตรูของประเทศ ด้วยมือเล็กๆ บอบบาง และจิตใจอันเข้มแข็ง แต่ด้วยความอารีนี้ ทำให้นางถูกพวกชาวบ้านที่รังเกียจทหารฝ่ายศัตรูชังน้ำหน้าและกล่าวหาว่านางเป็นพวกนอกคอกที่ช่วยเหลือศัตรู


“ฟีต้า!!!” เสียงแหวลั่นเรียกดังขึ้นเป็นตะคอกแว่วมาอีกครั้ง บ่งบอกความอดทนของผู้เรียกหาใกล้จะสิ้นสุด


“ไปเถอะ...สาวน้อย”


“ค่ะท่านลุง...” สาวน้อยพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ จำต้องหอบหิ้วถังน้ำที่ทั้งหนักและทั้งใหญ่ไปตามเสียงเรียก


“ข้ามาแล้วค่ะ ท่านมาร์...” หญิงสาวหอบถังน้ำวิ่งมาเพื่อให้เร็วทันใจหญิงหัวหน้าพยาบาล ทว่าความกระตือรือร้นของนางกลับยังความหมันไส้ให้กับคนร่วมงานอื่น และพวกชาวบ้านที่มาช่วยงาน


ขณะที่ใกล้มาถึงอีกด้านของตัวโบสถ์ ร่างน้อยสะดุดเข้ากับขาที่ถูกยื่นออกมาจนล้มคว่ำไถลรูดไปเบื้องหน้าตามแรงที่วิ่งมา ถังหน้าตกหกไถลไปบนพื้นจนเจิ่งนองเช่นกัน


“ยัยซุ่มซ่าม! ทำอะไรของเจ้าเนี่ย เลอะเทอะไปหมดแล้วเห็นไหม!!!”  ปากตวาดแหวดังมาพร้อมร่างใหญ่ของหัวหน้าพยาบาลมาร์ มือใหญ่อวบพาดลงบนใบหน้าเนียนใสของนางฉาดใหญ่ “ไปตักน้ำมาใหม่แล้วรีบทำความสะอาดพื้นนี้ซะ! ยัยคนขี้เกียจ ดีแต่อู้งานไปขลุกกับไอ้พวกศัตรู!!! ไป...รีบไปทำงานของเจ้าซะ


“ค่ะ...ค่ะ” หญิงสาวละล่ำละลักวิ่งกระวีกระวาดออกไป


บ่ายจัด พวกพยาบาลทุกคนผลัดเวรกัน เป็นช่วงเวลาว่างเดียวที่นางมีและสามารถปลีกออกมาภายนอกโบสถ์ได้ ห่างไกลออกมาทางด้านหลังติดกับชายป่า หลุมศพมากมายเรียงราย บ้างไร้ป้ายหลุม บ้างมีป้ายหินตกแต่งเป็นอย่างดี และบ้างที่ถูกสัตว์ป่าคุ้ยเขี่ยลากเอาไปกิน


แต่มีเพียงสองในหมู่นั้นที่เป็นเพียงป้ายหลุมเล็กๆหากไร้ร่างคนฝัง


มือน้อยวางช่อดอกไม้เล็กๆ ที่ตนนำมาด้วยลงบนสุสานซึ่งสลักป้ายด้วยชื่อสองชื่อเคียงข้างกัน


เจฟ...


ซัลช่า...


พ่อและแม่...


ร่างบางหันไปเห็น...ดอกไม้ดอกเล็กๆ สีขาวซึ่งเบ่งบานอย่างงดงามอยู่บนซุ้มไม้เขียวชอุ่ม มือบางก็เอื้อมไปเด็ดขึ้นมาดอกหนึ่งด้วยความชื่นชม...


ดอกไม้เล็กๆ สีขาวดูไร้ความหมายใดๆ กลับส่งกลิ่นหอมแรงเสมือนกับความกล้าหาญที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความอ่อนด้อยของตน..อันเป็นกำลังใจให้กับนางเสมอมา


...บอบบาง หากแข็งแกร่ง...


...อ่อนโยน หากกล้าหาญ...


...ความแค้น และความรัก...


...คือลำนำแห่งเหมันต์อันอบอุ่น...


พลันที่หญิงสาวขึ้นลำนำแรกของบทเพลงอันเก่าแก่ที่แม่ของนางมักขับกล่อมให้นางฟังอยู่เสมอ เสียงใสๆ กังวาน ทุกสรรพสิ่งรอบกายก็ราวกับพร้อมใจกันเงียบเสียงลง


...สูงลิ่วเหนือยอดเขา...


...สู่ราบเขาต่ำ...


...รูปงามราวสลัก...


...แกร่งกร้าวราวผา...


...ลักษณ์อันสมสมัญญา...


...จ้าวภูผาในตำนาน...


ดวงตาสีทองวาวราวสัตว์ร้าย ใบหน้างดงามราวเทพบุรุษ ร่างสูงสะโอดสง่างามสมชาติ และเปี่ยมไปด้วยอำนาจลึกลับซ่อนเร้น ตาคู่นั้นที่ทอดมองท้องฟ้าสีครามเบื้องหน้าอย่างท้าทาย ริมฝีปากเรียบหยักได้รูปงดงามแย้มออกนิดๆ อย่างเย้ยหยัน  แขนทั้งสองข้างเปิดกว้างออกไปข้างตัว ขณะหน้างามเชิดสูง ขายาวข้างหนึ่งก้าวออกไปเบื้องหน้าอันปราศจากพื้นดิน มองดูราวกับภาพของนักเดินทางคนโง่* เมื่อเสียงเอะอะดังใกล้เข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาเพียงเอียงกลับมาปรายตามอง


“หยุดนะ เสียงของหัวหน้าหมู่ทหารซึ่งไล่ตามมาอย่างกระหืดกระหอบร้องลั่น


ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนหลิ่วตาให้กับกลุ่มคนเหล่านั้น พลางกล่าวอย่างท้าทาย


“แน่จริงก็เชิญเข้ามาจับข้าเลยสิ...ท่านนายกอง


เมื่อผู้ไล่ล่าตามติดถึงกับชะงักกับภาพที่เห็นแล้วเสียวไส้แทน “แกหมดทางหนีแล้ว ไอ้หัวขโมย! อย่าท้าข้าให้ยาก ข้าไม่กลัวแกกระโดดลงไปหรอกเจ้าหนุ่มตัวแสบ!!!!”


ชายหนุ่มรูปงานแสยะยิ้มกวนโมโหอย่างพอใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด


“โอ้! ถ้าเช่นนั้นก็เข้ามาจับข้าเลยซี้


เวลานั้นเองที่ลมพัดวูบขึ้นรุนแรง ร่างสูงเอียงเอนอย่างน่าหวาดเสียวเล็กน้อยก่อนกลับมาทรงตัวเอาไว้ได้ใหม่


“โอ๊ะๆๆ” ท่าทางนั้นทำให้แม่ทัพผู้ไล่ล่าพึงพอใจ


“ฮ่าฮ่า! เจ้าตายแน่ ไอ้ตัวแสบ


“จุ๊ๆ” ชายหนุ่มทำสุ่มทำเสียงหยอกพลางทำหน้าทำตากะล่อนมากเล่ห์แฝงความนัยบางอย่าง “อย่ามั่นใจนัก ท่านนายกอง...”


“นายพลโว๊ย! ไอ้ลูกหมา


ชายหนุ่มหัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ...นั่นสินะแก่ปูนนี้ยังเป็นได้แค่นี้คงเครียดมากเลยล่ะซี่...คิดมากจนหัวล้านโจ๊งโหม่งเจ๊งเหม่งเป็นไข่ต้มเสียขนาดนั้น


“ไอ้เด้กบ้า ข้าจะฆ่าแก ไอ้ปากหมา นายพลแก่กระโจนพรวดเข้าไปอย่างลืมตัว


ทว่า...


ร่างสูงกลับทิ้งตัวไปด้านหน้าแล้วดิ่งลงผาไปต่อหน้าต่อตา ทำให้ชายผู้ถลาเข้ามาเสียหลักล้มกลิ้งจากขอบผา ทำให้ผู้ติดตามพากันผวาเข้าไปช่วยกันดึงขาแขนเอาไว้แทบไม่ทัน


“ลาก่อนน้า เสียงเจ้าหนุ่มกวนโมโหดังขึ้นอีกครั้ง ทว่า...คราวนี้ไปปรากฏกายอยู่ด้านบนโดยมีสายตานับสิบๆ คู่จ้องมองราวกับมองเห็นสิ่งมหัศจรรย์ เพราะทุกคนก็เห็นว่า...


มันหล่นลงไปชัดๆ! แต่ทำไมมันถึงได้ไปโผล่หัวโด่อยู่ด้านบนได้วะ!


เสียงห้าวหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ ก่อนแวบหายไปท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้าของดวงตะวัน...






* นักเดินทางคนโง่: เป็นไพ่หมายเลข 0 ในสำหรับไพ่ยิปซี The Fool ไพ่คนโง่ หรือบ้างตำราเรียกไพ่ใบนี้ว่าหนุ่มเจ้าสำราญ เป็นไพ่เริ่มต้น และการแสวงหา ความมองโลกในแง่ดี เจ้าสำราญ ความโลเล ความเสี่ยงการผจญภัยและอิสรภาพ เป็นไพ่ที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้อย่างแท้จริง






 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 17:51:22 น.
Counter : 78 Pageviews.  

คิมหันต์ที่ 1/1

Chapter 1


“ทะ ท่านลุง!!!”


เสียงใสของสาวน้อยตัวน้อยๆ ดังขึ้นพร้อมใบหน้าที่ซีดเผือด เมื่อมองร่างอันไร้วิญญาณของทหารชราผู้น่าสงสาร


แม้ว่าเขาจะเป็นทหารของฝ่ายศัตรูก็ตาม หากชายผู้นี้ก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตมีจิตใจ สำหรับฟีต้าที่ดูแลชายแก่นายนี้มาเป็นเวลานับเดือนแล้ว เสมือนญาติผู้ใหญ่ที่กำลังเจ็บป่วย แม้แรกสุดเขาจะไม่ได้ยินดีที่จะให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างนางอีกทั้งยังเป็นศัตรูกันมาสงสารดูแลตนเองก็ตาม หากความจริงใจของเด็กสาวก็ส่งผลให้ชายแก่หัวรั้นอ่อนลงได้ในที่สุด รวมทั้งนายทหารฝ่ายศัตรูคนอื่นๆ ที่ถูกพาตัวมารักษาด้วย


“ท่านลุง...”


เสียงใสแฝงอาการละห้อย ดวงตาคลอหยาดน้ำ ชายผู้ชราและบาดเจ็บ แม้ความเจ็บป่วยและบาดแผลก็ไม่อาจจะทำอันตรายหัวใจที่เข้มแข็งของเขาได้ นายทหารสูงวัยและสาวน้อยกลายมาเป็นเพื่อน รวมกับทหารบาดเจ็บคนอื่นๆ


สำหรับพยาบาลคนอื่นๆ กฎแห่งสงครามนั้น ได้กำหนดเอาไว้ ห้ามเลือกที่จะรักษาและห้ามสังหารผู้ไร้ทางต่อสู้ด้วยวิธีการอันมิชอบ ทำให้เหล่าพยาบาลจำใจจะต้อง...ทน...ดูแลทหารฝ่ายศัตรูอย่างเสียมิได้ มีเพียงฟีต้าที่รักษาผู้บาดเจ็บทุกคนด้วยความยินดี


ชีวิตทุกชีวิตล้วนมีค่า...สำหรับตัวนางที่สูญเสียผู้คนอันเป็นที่รักไปจนหมดนั้นรู้ดีเป็นที่สุด...ถึง คุณค่าของชีวิต!


แรกสุดก็พ่อแม่ ต่อมาก็เป็นญาติสนิทผู้เป็นเพื่อนเล่นเพียงคนเดียวที่นางมีและแม่ของหล่อน...ไนอากับมายา แต่นางกลับยังมีชีวิตอยู่


ฟีต้าจำได้ดีถึงวันที่นางฟื้นขึ้นมาบนโลกที่นางไม่มีใครเหลืออยู่อีกแล้ว ร่างกายของนางไร้ร่องรอยบาดแผล แม้แต่เส้นผมยาวสลวยของนางก็ไร้แม้ร่องรอยขาดหรือไหม้ทั้งๆ ที่นางนอนเปล่าเปลือยอยู่บนเศษซากเถ้าถ่านที่ยังระอุของกระท่อมที่มายามารดาของไนอาเป็นผู้พาไปหลบซ่อน เมื่อทหารของฝ่ายศัตรูเข้ามาถึงหมู่บ้าน


ย้อนไปในความทรงจำที่นางระลึกถึงแม้ยามฝันจวบจนบัดนี้อยู่บ่อยครั้งนั้น...


บานประตูที่ถูกพังเข้ามา มายาที่ยืนขวางหน้าและเสียงกรีดร้องของไนอายังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำพร้อมสีแดงฉานของเลือดและเพลิง แต่ทั้งหมดสิ้นสุดเพียงเท่านั้น...เด็กสาววัยเพียงสิบสี่ห่อหุ้มร่างกายด้วยผืนผ้าขาดวิ่นที่ตนหาได้ในซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างอันเคยเป็นบ้านเรือนที่งดงามมาก่อน กอดสมบัติที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว นั้นคือร่างกายของตน โซเซหาความช่วยเหลือ และได้มาพบกับหมู่พยาบาลในโบสถ์แห่งนี้


บัดนี้เบื้องหน้านาง อีกหนึ่งชีวิตจากไปก่อนเวลาอันเหมาะสม...หยดน้ำจึงรินไหลจากดวงตา


“ช่างน่ารังเกียจจริงๆ นังคนนี้ ร่ำไห้ให้กับพวกศัตรูเสียงของนางพยาบาลมาร์ดังมาด้วยความชิงชังที่มีต่อสาวน้อย หนึ่งปีที่ผ่านไม่มีวันไหนเลยที่พวกพยาบาลจะไม่เอ่ยคำหยามเหยียดเด็กสาวกำพร้า


“นี่! พูดดีดีไม่เป็นก็อย่าพูดจะดีกว่าน่ะยัยป้า ทหารอีกคนซึ่งนอนอยู่เตียงถัดไปร้องบอกด้วยความต้องการที่จะปกป้อง รวมทั้งทหารอื่นๆ ก็เช่นกัน


“ถ้าไม่อยากตายก็หุบปากเน่าๆ ของพวกเจ้าซะ ไอ้พวกนาร์เดนเดนตาย! ถ้าไม่เพราะกฎแห่งสงครามอันเป็นสนธิสัญญาคุ้มกะลาหัวพวกเจ้าอยู่ล่ะก็ พวกข้าไม่เก็บพวกเจ้ามารักษาให้หมดเปลืองหรอก! รีบตายๆ ไปซะที ไอ้พวกสวะ! นี่ เจ้าที่อยู่ตรงโน้นน่ะ มาเอาซากไอ้แก่นาร์เดนตรงนี้ไปฝังที นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในกฎที่ศพทหารทุกศพต้องได้รับการฝัง ศพนายทหารแก่ถูกลากออกไปพร้อมฟูกเน่าๆ ขาดวิ่นที่นอนอยู่ ฟีต้ามองตามร่างไร้วิญญาณของทหารแก่ไปจนลับตา


“ไม่เป็นไรนะยัยหนู ลุงแกไปดีแล้ว เพราะหนูแกถึงได้พบความสงบสุดท้ายในสนามรบห่วยๆ นี่หนึ่งในทหารบาดเจ็บที่ฟีต้าดูแลมาตลอดเอ่ยปลอบ แต่แล้วเขาก็ถอนใจหนักหน่วง


“ข้าเองก็ไม่ใช่ชาวนาร์เดนสักหน่อย พ่อแม่ข้าเป็นชาวยิปซีอยู่แถบชายแดนซานซาลอว์แท้ๆ พอเกิดสงครามข้าก็ถูกพวกนาร์เดนมาเกณฑ์ไปเป็นทหารให้ทั้งๆ ที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวสงครามเลยแท้ๆ” ชายผู้นั้นทอดถอนเสียงละห้อยสร้อยเศร้า “ผู้ยิ่งใหญ่จะตีกัน ไหนเลยต้องเดือดร้อนชาวบ้านด้วย...”


ฟีต้ามองชายผู้ระทมด้วยความสงสารจับใจ...ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ในที่นี้ก็เป็นเช่นนี้ด้วยกันทั้งนั้น หากถอดเปลือกนอกของเครื่องแบบทหาร ถอดยศ ถอดฝ่ายออกไป คนทุกคนก็ไม่ได้แตกต่างกัน มีเลือดเนื้อสีเดียวกันไม่ต่างกันเลย อีกทั้งต่างก็มีคนรักรอคอย มีหนึ่งชีวิตเหมือนกัน หรือแม้แต่นับถือพระเจ้าก็ยังเป็นองค์เดียวกัน!


เพียงเพราะความขัดแย้งของคนเบื้องบน ทำให้ประชาชนต้องพบกับความลำเค็ญแสนเข็ญ อีกทั้งยังแพร่เชื้อความเกียจชังให้แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า


ทำไม...


ผืนดิน...ต่างเป็นดินผืนเดียวกัน


คน...ต่างเป็นคนเลือดสีเดียวกัน


ทุกคน...ต่างเรียกผืนดินเดียวกันนี้ว่าบ้าน...


แต่ใย...จึงต้องเข่นฆ่าพล่าผลาญกันให้แผ่นดินร่ำไห้เป็นสีแดงฉาน


หลุมศพไร้ป้ายถูกขุดกลบไว้อย่างตื้นๆ และอย่างสุดความสามารถที่นางมี เหนือหลุมคือมาลัยดอกไม้ที่สาวน้อยบรรจงถักขึ้นวางเอาไว้เพื่อเคารพผู้ที่จากไป


“ท่านลุง...ขอให้ท่านไปสู่สุคติด้วยเถิด” น้ำตาหยดหนึ่งริน ร่างน้อยสั่นด้วยอาการกลั้นสะอื้นอย่างสุดสามารถที่มี


นางจำต้องขุดหลุมฝังศพนี้เองลำพัง เพราะหากไม่ พวกชาวบ้านจะแสร้งทำเป็นขุดฝัง หากที่จริงลักลอบเอาไปทิ้งไว้ให้แร้งกาหมาป่ากิน...และนางไม่อาจจะดูดายได้


เสียงใสร่ำร้องขับเพลงสวดที่นางจำได้ เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้ที่จากไปสู่สรวงสวรรค์ ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัดลงราวกับสดับฟังท่วงทำนองอันแสนเศร้าสร้อยนั้นจนจบลง ร่างน้อยนิ่งสงบเพื่อไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย


ทว่า...


“บรู้ววววววววววว์!!!” เสียงของหมาป่าหอนรับต่อกันเป็นทอดๆ ทำให้ร่างบางสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เหล่านกกากระพือปีกแตกตื่นกับพรึบพรับเจี๊ยวจ๊าวแตกกระเจิงหนี


ฝูงหมาป่า!


ด้วยความโศกเศร้าทำให้นางไม่รู้เลยว่าเวลาได้ผ่านเลยจนเย็นย่ำถึงเพียงนี้ แม้ดวงอาทิตย์จะยังมิตกไปจากฟากฟ้าและนภาก็ยังคงสว่าง แต่เสียงฝูงหมาป่าที่ได้ยินใกล้ถึงเพียงนี้ก็บอกอันตรายที่ย่างเข้ามาถึง!


แม้พรานผู้ฉกาจก็ยังไม่หาญเสี่ยงต่อกรกับหมาป่าทั้งฝูง อีกทั้งแถบนี้ยังเป็นอาณาเขตของจ้าวภูผาในตำนานด้วยแล้ว หากปลีกห่างลี้ให้ไกลได้จะประเสริฐยิ่ง!


แต่สำหรับฟีต้า อันตรายที่ใกล้เข้ามานั้นแทบจะทำให้ร่างของนางทั้งร่างเป็นอัมพาตไปด้วยความกลัวเลยทีเดียว...แม้ชีวิตนี้ของนางจะแทบไร้ค่าก็ตาม หากนางก็ไม่เคยคิดจะปลิดชีพของตนเอง...ชีวิตเป็นสิ่งมีค่าที่ผู้อื่นประทานให้ จะพรากมันไปไม่ได้และต้องปกปักษ์รักษาเอาไว้ให้ดียิ่ง!


เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามา...ด้วยป่าที่เงียบสงัดนี้แม้แต่เสียงใบไม้ตกก็ยังสามารถได้ยิน ขี้คร้านอะไรกับเสียงของฝีเท้าสุนัขป่าทั้งฝูงเช่นนี้...


เสียงขู่คำรามดังมาจากเบื้องหลัง นางได้ยินและรับรู้ถึงการมาถึง หากร่างที่ยืนแข็งราวกับรูปปั้นด้วยความกลัวนั้นทำให้ไม่สามารถขยับหันไปได้


พระผู้เป็นเจ้า...พ่อ...แม่...ใครก็ได้...ช่วยด้วย!


ในที่สุดร่างบางก็โดนฝูงหมาป่านับสิบล้อม นางมองเขี้ยวขาวแวววาวที่โผล่พ้นปากออกมาด้วยหัวใจเย็นเยียบดวงตาสีทองนับสิบคู่ที่จ้องนางจนแทบเป็นตาเดียว


...ไม่รอดแน่แล้ว!...


ดวงตาใสเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ...


“แฮ่.... เสียงขู่เครือดังใกล้ ดวงตาสีราตรีค่อยปิดลงอย่างช้าๆ ราวกับปลงใจสิ้นชีวีแล้ว...


ผืนป่าสีเขียวสดราวมรกตกว้างไกล ท้องฟ้าสีครามกระจ่างสดใส เมฆขาวที่ลอยฟ่องเอื่อยเฉื่อยอยู่บนผืนนภาราวกับก้อนน้ำแข็งในทะเลสีสด สกุณาที่โบยบินไปกลางหาว ภาพธรรมชาติอันแสนรื่นอภิรมย์น่าชมชื่นใจ ผิวเผินเมื่อตัดความคิดเกี่ยวกับเหล่ามนุษย์ออกไป...


โลก...หมุนไปตามกาลเวลาอย่างสงบสุข...และเชื่องช้า


ไม่น่าเชื่อเลยว่า ตัดขาดเพียงสิ่งเดียวความงดงามและความสงบก็พลันปรากฏ...


โลก...เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนาน หลายร้อยหลายพันล้านปีมาแล้ว...เป็นยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไปอย่างเงียบๆ ไม่เคยแม้แต่จะปริปากบ่นเบื่อ หรือจะมีบ้างที่มารดาแห่งชีวิตจะประทุพลังร้อนแรง หากเพียงมิช้านานก็ดับ และสงบเป็นเช่นเดิม...





 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 17:50:29 น.
Counter : 87 Pageviews.  

คิมหันต์ที่ 1/2

เพราะโลกใบนี้มีชีวิตอันยิ่งใหญ่ และมอบให้กับชีวิตอื่นมากมายด้วยน้ำใจอันไพศาล


สำหรับชาวโอราเคิลที่มีอายุยาวนาน รับรู้ถึงเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี และซาบซึ้งถึงน้ำพระทัยแห่งพระมารดาผู้ที่เหล่าลูกมนุษย์ต่างสรรเสริญด้วยคำเรียกขานอันเป็นที่รักว่า...พระแม่ธรณี...


หากเพียงสำหรับชาวโอราเคิลนั้นคือ องค์ไกอา ชื่อที่เป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าที่เกือบจะถูกลืมไปแล้วสำหรับเหล่ามนุษย์... หากครั้งหนึ่งนั้นเป็นองค์เทพีที่ได้รับการเคารพบูชามากที่สุดองค์หนึ่ง


โอราเคิลพรั่งพร้อมไปด้วยทุกสิ่ง ความอุดมสมบูรณ์และงดงามที่ทวยเทพประทาน ชีวิตและความสามารถเหนือมนุษย์บนพิภพ  ซึ่งสืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษอันเป็นที่รักของเหล่าเทพ...ชาวโอราเคิลอยู่ในจุดสูงสุดของจิตใจ และในเวลานี้แม้แต่วิทยาการก็ยังก้าวหน้า


สำหรับมนุษย์บนพิภพ สถานที่แห่งนั้นมีเพียงเรื่องเล่าขานอันประทับใจในตำนานของผู้เป็นพ่อแท้ๆของเขา...


เฟท...กวาดสายตาออกไปยังผืนป่าอันกว้างไกล โดยสุดสายตาคือเขาสูงเสียดฟ้านามเดียวกันกับสถานที่ที่เขามา...เงาร่างทาบทับแผ่นฟ้า วิหคใหญ่โบยบินด้วยปีกกว้างของ...จ้าวแห่งท้องนภา...


เหยี่ยวใหญ่...อยู่ระหว่างทางกลับบ้าน เขาโอราเคิลคือทางเชื่อมไปยังดินแดนต่างภพที่เขาอาศัย


โลกสองโลกเชื่อต่อกันด้วยเส้นทางนั้น ครั้งหนึ่งมันเคยถูกห้ามชาวโอราเคิลคนใดใช้อีก แต่กระนั้นแล้ว...กฎบางกฎก็มักจะถูกละเมิดเสมอ!


ดินแดนแห่งโอราเคิลไม่มีที่ใดให้เขาต้องเรียนรู้อีกแล้ว...แต่โลกมนุษย์นี่สิ! คือความตื่นเต้นใหม่สำหรับเขา...แต่เขาไม่สามารถจากบ้านมานานนักได้...


ร่างที่โบยบินอย่างอิสระ ค่อยๆ บินต่ำลงเมื่อจุดหมายอยู่เบื้องหน้าอีกไม่ไกล ต่ำลงจนแทบเฉียดยอดไม้...ป่าแถบนี้เป็นป่าใหม่ อายุคงไม่ถึงร้อยปี เพราะต้นไม้ก็ยังเตี้ยนักอีกทั้งต้นแม้ยังแซมกันอยู่อย่างหนาทึบ หาได้โปร่งด้วยต้นไม้สูงใหญ่เหมือนป่าที่อยู่ยงมาเนิ่นนาน และมิได้ผุพังเหมือนป่าแก่ที่วัยเข้าช่วงเสื่อมโทรม


ในขณะที่เฟทสำรวจป่าอย่างใคร่ครวญ สิ่งหนึ่งก็ดึงรั้งชายหนุ่มชาวโอราเคิลเอาไว้...


ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศก็แสนดี แต่ใยเสียงที่แว่วมาจึงได้เศร้าสร้อยนัก...เสียงหวานแผ่วพริ้วอ่อนหวานหากแสนเศร้า ทั้งที่กังวานใสแสนไพเราะ หากท่วงทำนองที่ร้องนั้นช่างละห้อยชวนให้ร่ำไห้ เสียงเล็กๆ ราวกับเสียงดีดแก้วชั้นดี หากขับลำนำแห่งความสดใจคงจะไพเราะน่าสดับยิ่งเพียงไร...


เฟทหลับตาลงช้าๆ พยายามจับเสียงเพื่อค้นหาที่มา แล้วนกใหญ่ก็ถลาร่อนลงกลางป่า กระพือปีกอีกครั้งเพื่อโผบินลงไปยังเบื้องล่าง


ด้วยดวงตาคมปราบ...นกหนุ่มกวาดสายตาหาต้นเสียงได้อย่างรวดเร็ว เจ้าของเสียงตัวน้อยๆ ยืนอยู่ที่นั่น...ที่ตรงนั้น สาวน้อยวัยไม่น่าเกินสิบสี่ในชุดพยาบาลตัวหลวมสีเทามอมแมมคาดผ้ากันเปื้อนขาว เรือนผมเหยียดสยายสีอ่อนจางแทบจะเป็นสีเงินยวงยาวจรดบั้นเอว ใบหน้าน้อยเปรอะหยาดน้ำตาแหงนเงยขึ้นสู่เบื้องบนหน้าหลุมศพของใครคนหนึ่งซึ่งไร้ป้ายและมีเพียงมาลัยสานวางประดับเอาไว้เพื่อไว้อาลัย


มาลัยสานแทนช่อดอกไม้นั้นบ่งบอกให้เขารู้ว่าผู้วายปราณคงจะเป็นทหาร บางทีอาจจะเป็นญาติของเด็กสาวก็เป็นได้


เฟทแอบซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้สูงขึ้นไป โดยใช้ใบบังร่างตนเอาไว้ ขณะที่เขากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับน้ำเสียงอันแสนพิสุทธิ์...ครั้งเพลงจบไป เขาก็ยังเพลิดเพลินกับการสังเกตเด็กสาวตัวจ้อยเบื้องหน้าที่แสนงามราวกับภาพวาด


เมื่อแสงสุริยาสาดลงมาต้องไล้ใบหน้าน้อยๆ อย่างอ่อนโยน พาที่นางเงยหน้าขึ้นสู่สรวงสวรรค์ราวกับกำลังอธิฐาน ใบหน้าเนียนใสแม้จะมอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาและฝุ่นก็ตาม หากความน่ารักก็ยังปรากฏให้เห็นบนริมฝีปากสวยและดวงตาคู่งาม...นางฟ้าน้อยๆ บนพิภพ


อีกสามสี่ปี หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดเกิดขึ้นกับร่างน้อยนี้ละก็ นางจะเติบโตขึ้นมาเป็นสตรีที่งามพร้อมยิ่ง...และไม่ว่าใครที่ได้พบเห็นจะชื่นชมยินดีในรูปโฉมสะคราญงามพิศของนาง...


แต่ความแน่นอนบนโลกมนุษย์นี้ก็คือความไม่แน่นอน...หากใต้ผืนดินตรงนั้นคือญาติคนสุดท้ายที่นางมีอยู่ หลายสิ่งหลายอย่างสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กสาวที่ขาดที่พึ่งพา


นางอาจจะเติบโตเป็นผู้พ่ายแพ้โดยสมบูรณ์ อาจจะตกเป็นเหยื่อของสังคมและผู้มีอำนาจ หรืออาจจะเป็นได้แม้แต่ผู้ชนะแห่งตน!


เขาไม่ปรารถนาจะคิดถึงในทางชั่วร้ายเลยแม้แต่น้อย ด้วยสุดแสนเสียดายเป็นที่ยิ่ง


ขณะที่เขากำลังติดอยู่กับความคิดคะนึงถึงเรื่องราวที่ยังไม่เกิดขึ้นและอีกแสนไกลนั้น สาวน้อยของเขาก็ถูกฝูงหมาป่าปิดล้อม!


พวกมันคงติดตาม...กลิ่น...ของซากศพที่ฝังเอาไว้ตื้นๆ นั่นมา!


และนางคือหนึ่งในเหยื่อที่อ่อนแอไร้ทางสู้!


ฟีต้าหวาดผวากับสถานการณ์ตรงหน้า ความกลัวที่แล่นรี่เข้ามาหานั้นตรึงร่างของนางและแช่แข็งเอาไว้ทั้งร่าง เมื่อความเย็นแล่นขึ้นมาจากปลายนิ้วแล้วลามไปทั่วกาย...


แม้นางไม่มีใคร แต่นางก็ไม่ปรารถนาที่จะตาย...


ชีวิตมีค่า...เป็นสิ่งที่ต้องปกป้องรักษาเอาไว้...


ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนต่อสู้เพื่อให้ตนเองคงอยู่...นั่นเป็นเหตุผลว่า...ทำไม การปลงชีพตนเองจึงเป็นบาปยิ่ง!


แต่ในขณะนี้นางไม่รู้ว่าจะทำเยี่ยงใดให้ตนรอดชีวิตกลับไป!


ดวงตาสีทองแวววาววูบวาบชวนให้ความรู้สึกหวาดกลัวทวีขึ้น หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในอก หากกำลังที่จะยืนอยู่กลับถดถอย ขาที่แข็งก็เริ่มอ่อนเปลี้ยสั่นเทา


ไม่อยากตาย!!!


“วี้ดดดดด


เสียงผิวปากดังมา ทำให้ร่างน้อยที่กำลังสั่นไปทั้งร่างด้วยความกลัวสะดุ้งผวาจนตัวโยน...ฟีต้าหันมองรอบตัวด้วยความตื่นตระหนกจนล้มแผละลงกับพื้นโดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่าเหล่าหมาป่าได้ล่าถอยไปแล้ว...


สาวน้อยยังคนหันมองรอบกายต่อไปจนกระทั่งเจ้าหล่อนได้สังเกต หมาป่าเดินไปรวมตัวกันห่างออกไปแล้วหยุดนิ่งราวกับกำลังจ้องมองอะไรบางอย่าง ทุกตัวมีทีท่าตื่นกลัว...ผู้มาใหม่...ด้วยหัวที่หดก้มต่ำและหางที่ลู่ลง


“คิดว่าหมาป่าของข้าคงไม่ได้ทำอันตรายเจ้าหรอกนะ...”


เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลังของต้นไม้ ก่อนที่ร่างสูงสะโอดจะปรากฏกายออกมาให้เห็นเพียงแค่ช่วงบนของลำตัวซึ่งเปลือยเปล่าโดยมีสุมทุมพุ่มไม้ใหญ่บังอยู่ตั้งแต่ช่วงเอวลงไป ทว่า...การเห็นร่างเปลือยของชายหนุ่มก็ทำให้ดรุณีตัวน้อยผู้เตรียมตัวย่างเข้าสู่วัยรุ่นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าตกใจไม่แพ้กัน!


เฟททอดตามองนางอย่างเข้าใจดี หากเรียวปากก็หยัดยิ้มอย่างขบขัน... “ข้าต้องขอโทษด้วยที่ออกมาในสภาพไม่เรียบร้อย เผอิญว่าข้ากำลังเล่นน้ำอยู่ทางบึงด้านโน้น แล้วเจ้าพวกนี้ก็คงได้กลิ่นอะไรบางอย่างที่ไปกระตุ้นสัญชาติญาณของพวกมันเข้า ข้าจึงต้องวิ่งตามพวกมันมาทั้งแบบนี้”


น้ำเสียงทุ้มที่ลดต่ำลงจนอ่อนโยน พร้อมทั้งรอยยิ้มอ่อนหวานของชายหนุ่มผู้งามประหลาดทำให้หัวใจของเด็กสาวค่อยๆ สงบลง จนในที่สุดนางก็ถอนหายใจออกมาราวกบปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นเอาไว้ข้างในออกมา


“ค่ะ...ไม่เป็นไรค่ะ ข้าจะต้องขอบคุณท่านมากกว่าที่มาห้ามหมาป่าเหล่านี้เอาไว้ได้ทัน...” ฟีต้าตอบด้วยรอยยิ้มโล่งอก โดยไม่รู้เลยว่าที่จริงแล้วหาได้มีบึงอยู่ทางที่ชายหนุ่มว่ามาไม่ เพราะชาวบ้านแถบนี้นอกจากพวกพรานแล้วไม่มีใครกล้าย่างเข้าเขตป่า ด้วยรู้ดีว่าป่าแถบนี้ อยู่ในอาณัติของ...จ้าวภูผา...ทั้งสิ้น!


และไม่มีใครกล้าเสี่ยงเข้ามา..ทว่า นางจำเป็นต้องหลบเข้ามาในนี้เพื่อฝังศพ...ท่านลุง...หากไม่เช่นนั้นแล้วพวกชาวบ้านจะยิ่งโกรธแค้นนางมากยิ่งขึ้นที่บังอาจทำพิธีศพให้กับทหารฝ่ายศัตรู...ทั้งๆ ที่ควรทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแท้ๆ


“แต่ก็ทำให้เจ้าตกใจกลัวใช่หรือไม่ล่ะ เด็กน้อย” อะไรบางอย่างในถ้อยน้ำเสียงนุ่มๆ ที่ฟังราวกับเอ็นดูเป็นเหลือแสนนั้นที่ทำให้นางรู้สึกราวกับถูกล้อเลียน ก่อความขัดเขินหน่อยๆ และน่าโมโหอยู่นิดๆ ให้กับนางเสียงใสจึงแข็งขึ้นมา


“ก็ใช่หรอกค่ะ เพราะหมาป่าของท่าน ข้าก็นึกว่าตัวเองคงต้องตายแน่แล้ว...”


“โอ...ข้าไม่ได้ตั้งใจจะล้อเจ้าหรอก แต่ข้าได้ยินเสียงร้องเพลงของเจ้า ก็เลยเข้ามาดู...กระนั้นหากพวกของข้าทำให้เจ้าตกใจถึงเพียงนั้น ก็ต้องขออภัยเจ้าอย่างสุดซึ้งทีเดียว หากข้าทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่โทษแทนพวกมันได้ละก็ เจ้าโปรดบอกข้ามาเถอะ” ท่าทางที่เปลี่ยนเป็นสุภาพขึ้นมากะทันหันของชายหนุ่ม ทำให้ฟีต้ารู้สึกผิดขึ้นมาในอึดใจที่พูดจากระแทกกระทั้นเช่นนั้นใส่เขา


“ข้าไม่ต้องการอะไร...ข้าเองก็ต้องขอโทษที่กระทำมารยาทไม่ดีใส่ท่านเช่นนั้น”


“หากเป็นเช่นนั้นแล้ว...ก็ถือว่าเราเสมอกัน แต่ข้ากลับมาบางสิ่งที่ต้องการจะขอร้องเจ้า...สาวน้อยที่น่ารัก”


คำชมตรงๆ นั้น ทำให้ใบหน้าของฟีต้าร้อนผ่าว...นางไม่เคยถูกใครชมเช่นนี้ ส่วนใหญ่แล้วในชีวิตของนางนั้น มีแต่คนต่อว่ามากมายเสียมากกว่า


“ข้าไม่มีของมีค่าอะไรจะให้ท่านได้หรอกค่ะ...” สาวน้อยตอบโดยซื่อ


“มีสิ...สิ่งที่งดงามเป็นอย่างมากยิ่งด้วย ข้าเพียงแต่ต้องการเป็นเพื่อนกับเจ้า...ข้าชอบในน้ำเสียงของเจ้า ถ้าหากไม่เป็นการรบกวนเจ้ามาเกินไป ข้าอยากจะมาฟังเจ้าร้องเพลงอีก ได้หรือไม่?”


“เป็นเพื่อนกับข้าเหรอคะ...” ใบหน้าของสาวน้อยนั้นตกใจหากความตกใจในครั้งนี้เป็นสิ่งดี เพราะนั่นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก...เนิ่นนานมาแล้วที่ไม่มีใครเป็นเพื่อนนางเลย...รอยยิ้มจึงค่อยถูกจุดขึ้นบนดวงหน้านั้นจนสว่างไสว


“ใช่...แต่ครั้งนี้ ข้าคงต้องไปหาเสื้อผ้าที่เหมาะสมมาใส่ก่อน คงไม่ดีแน่หากเปลือยกายฟังเพลงตากลมกลางคิมหันต์ฤดูเช่นนี้” เฟทชี้ไปที่ร่างของตนเองแล้วส่งยิ้มให้กับเด็กสาว และนั่นทำให้สาวน้อยหัวเราะได้


“เรื่องดีๆ เช่นนี้ไม่ค่อยเกิดกับข้าบ่อยนัก...ข้ามักถูกคนในหมู่บ้านรังเกียจ เพียงเพราะข้าต้องการจะช่วยชีวิตคนซึ่งเป็นทหารฝ่ายศัตรูมาก่อน แต่พวกเขาบาดเจ็บและที่จริงแล้วไม่มีใครเลยที่ต้องการต่อสู้ในสงครามนี้...”


หลังจากนั้น...ฟีต้าเริ่มเล่าเรื่องราวของตนให้กับชายแปลกหน้าที่นางไม่รู้แม้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนามของเขา หากการได้ร้องเพลงและพูดคุยด้วย ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างประหลาด


นางช่างไว้วางใจคนนัก...


เฟทรู้สึกได้ถึงจิตใจที่ใสสะอาดของนางผ่านกลิ่นอายรอบตัวร่างน้อยได้ และด้วยสิ่งนี้ที่ทำให้เขารู้สึกเสียดายยิ่งนัก


เพราะเมื่อเขาจากไป...นางก็คงจะเปลี่ยนไปเช่นกัน


จิตใจมนุษย์ เปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดายยิ่งนั้นราวกับรูปร่างของน้ำ เพียงกระทบเบาๆ ก็แตกกระจาย และเมื่อภาชนะที่ใส่เปลี่ยนไปรูปร่างก็จะไม่เหมือนเดิม แล้วเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมผ่านเข้ามา สีสันของมันก็จะแผกต่างออกไปต่างๆ นานา


มิตรภาพประหลาดเกิด นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ร้องเพลงให้ผู้อื่นฟัง และที่น่าแปลกเป็นอย่างยิ่งนั้นก็คือคนๆ นั้นยังเป็นเพียงชายแปลกหน้าที่ผ่านทางมาโดยบังเอิญอีกด้วย หากกระนั้นตรงนี้ในเวลานี้ก็คือความรื่นรมย์


ทว่า...ความสุขไม่เคยจีรัง...และมันก็จากไปพร้อมกับดวงตะวันที่ลาลับ






Free TextEditor




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 17:50:05 น.
Counter : 91 Pageviews.  

คิมหันต์ที่ 2/1

Chapter 2


ณ มหาวิหารหินอ่อนขาวบริสุทธิ์อันสง่างาม


หน้าจั่วถูกสลักเสลาเอาไว้ด้วยรูปของหมู่เทพยดาร่ายรำ โดยมีเสาด้านหน้าทั้งหกรองรับน้ำหนัก ลึกเข้าไปคือห้องวิหารอันโอ่โถง ที่ซึ่งชาวเผ่าต่างๆที่ผ่านเข้ามาใช้สักการะทวยเทพ


ส่วนในที่สุดถูกปิดกั้นไว้ มีเพียงผู้ได้รับอนุญาตบางคนเท่านั้นที่สามารถจะเข้าออกได้...ส่วนที่ลึกที่สุดนั้นถูกปิดตายและมียามเฝ้าคุมอย่างแน่นหนาและตลอดเวลา


และที่นั้นนั่นเอง...เงาร่างหนึ่งได้ปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้ที่คอยเฝ้ายามอยู่ตื่นตระหนก และด้วยสัญชาติญาณของสัตว์ องครักษ์ทุกนายก็พร้อมต่อกรกับผู้บุกรุกไม่ว่ามันผู้นั้นจะน่ากลัวเพียงไรก็ตาม หากเมื่อร่างสูงสะโอดปรากฏกายก้าวออกมาสู่แสงสว่าง...


“ท่านเฟทเหล่านายทหารก็ร้องอุทานเรียกอย่างตกใจ


“ไง ชายหนุ่มรูปงามผมดำนิลยาวสลวยยกมือขึ้นทักทายพลางฉีกยิ้มกว้าง “ข้ากลับมาแล้ว


โอราเคิล...ดินแดนอันงดงามในความเร้นลับของความยิ่งใหญ่แห่งขุนเขา ไม่มีใครรู้เลยว่าภายในคืออีกโลกหนึ่งที่ซึ่งสมบูรณ์พร้อมด้วยฤดูทั้งสี่ชั่วนิรันดร


มหาวิหารแห่งโอราเคิล ตั้งอยู่บนเขาสูงที่สุดของดินแดนอันเป็นฤดูใบไม้ผลิตลอดกาล ด้านหลังสุดของมหาวิหารคือเส้นทางอันเชื่อมต่อกับโลกภายนอก โดยมี...จ้าวภูผา...เป็นผู้เฝ้าพิทักษ์


ทว่า...


ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างฮันนีมูนรอบที่สองร้อยสิบสี่แล้ว...


นั่นจึงกลายเป็นหน้าที่ของลูกชายคนโตอย่าง ‘เฟท’ ที่ต้องออกไปดูแลแทนบิดา...โดยปริยาย


“งาน...งาน...งาน...งานนนนน!!!” กองเอกสารคำร้องจากเผ่าต่างๆ ปลิวกระจาย เมื่อชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานกว้างใหญ่ออกอาการสติแตกนิดๆ...เมื่อมีแต่งานไม่รู้จักจบจักสิ้น


ขณะที่โลกภายนอกเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็ว โอราเคิลเองก็มีแต่เรื่องให้ยุ่งไม่รู้จบ...


พวกขบถงูที่ทะเลทรายคิมหันต์...


ภูเขาไฟร้อยลูกที่ระเบิดสลับกันราวกับเล่นเวฟที่ภูผาเหมันต์...


ความแห้งแล้งและขาดแคลนที่ปราสาทฤดูใบไม้ร่วง...


น้ำท่วมที่วสันต์อาณาเขต...


และความแออัดในมหานครแห่งฤดูใบไม้ผลิ...!


มีแต่เรื่องน่าเบื่อที่มีอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น แบบนี้สิเล่าที่พ่อแม่สองแสบได้หาเรื่องแอบหนีเที่ยว อ้างฮันนีมูนได้ตลอดเวลา...


หลังจากที่น้องสาวฝาแฝด...เฟลิอา...ออกเรือนไป กับเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของพ่อผู้ฟิตปั๋งอยู่สม่ำเสมอ ท่านพ่อกับท่านแม่ของเขาก็เอาแต่ทำตัวกระดี้กระด้าราวกับคู่ข้าวใหม่ปลามันทั้งๆ ที่ทั้งคู่ก็แต่งกันกันมาได้กว่าเกินกว่าห้าร้อยปีแล้วแท้ๆ...


คนเป็นลูกอยากจะบ้าตาย...!


ขณะที่โยนเหล่าจดหมายคำร้องเล่นไปทั่วห้องนั้นเอง...


“จะทำอะไรดีน้า...จะทำอะไรดีน้า...จะทำอะไรดีน้า...อันโน้นอันนี้อันนั้น...”


“อะแฮ่มๆๆ!!!” เสียงเข้มๆ คุ้นหูของคนที่กำลังแอบนินทาในใจอยู่ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันทั้งสองคนเสียด้วย!!!


เจ้าของเสียงกระแอมเข้มๆ หนักๆ เอนร่างพิงบานประตูห้องทำงานพลางมองหน้าลูกชายตัวแสบที่แอบบังอาจทำห้องรกบวกกับอู้งานที่ได้รับมอบหมายอีกด้วย! ใบหน้าที่ราวกับจะถอดแบบกันออกมาเว้นแต่สีผมเท่านั้นที่แตกต่างกัน ขมวดคิ้วกระตุกดิกๆ แถมตาขวางมองลูกชายตัวแสบอย่างมีอารมณ์...โมโห!


ชะ! พ่อเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ให้สุ่มให้เสียง!


เฟทอ้าปากค้างหน้าซีดเผือด มือยังค้างอยู่ในท่าที่กำลังโยนจดหมายคำร้องเล่น...


“พะ พะ พะ พ่อ! แม่ ชายหนุ่มอุทานเรียกลั่น คุณพ่อเฟเปลี่ยนมาเป็นยืนตัวตรงพลางยกแขนขึ้นกอดอก และแม้ริมฝีปากจะแย้มยิ้มออกกว้าง แต่ดวงตาสีทองแบบเดียวกันกับของลูกชายกลับขุ่นขวางคมกริบ


“จะใครเสียอีกล่ะ ไอ้ลูกเลิฟฟฟฟ... น้ำเสียงลากหวานของเฟฟังดูน่ากลัวพิลึกมากกว่าหมายความตามที่พูด แถมมีน้ำเสียงเข่นเขี้ยวนิดๆ ดังกรอดๆ อีกด้วย...น่าสยองเป็นอย่างยิ่ง...


เฟทลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ในทันทีก่อนทำท่าราวกับจะกระโจนออกนอกหน้าต่างห้องหากเฟรู้ดีว่าเจ้าลูกชายคิดอะไรทำอะไร ด้วยความเร็วที่เหนือว่าอย่างเห็นๆ เฟทก็โดนผู้เป็นพ่อพุ่งตัวเข้าขวางทางหนีแล้วเขกกะโหลก โป๊ก! ลงไปกองอยู่กับพื้น


“อู๊ยยยยยย” เฟทลงไปนั่งกุมหัวลูบปลอยๆอยู่กับพื้น


“เจ้าแสบ ริอาจจะหนีไปไหนอีก...หืออออ?”


“ทะ...ท่านพ่อ ไหนว่าจะฮันนีมูนรอบโอราเคิลอีกสองสัปดาห์ถึงจะกลับไม่ใช่เหรอขอรับ” เฟทฉีกยิ้มแหยสู้พ่อเสือ ในขณะที่ลูกเสืออย่างเขากำลังหาทางรอดจากสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องรับมือ


“อ๋อ ใช่สิ! นั่นอาจจะเป็นไปได้ ถ้าหากไม่เพราะเจ้าโดดงานหนีไปเที่ยวซนในโลกมนุษย์ จนข้าไม่เป็นอันสวีท กับภรรยาสุดที่รักของข้า...”


“แม่ข้า เฟทรีบขัดขึ้น ทำให้เฟหลุดประเด็นไปวูบหนึ่ง


“เป็นเมียข้าก่อนเฟ้ยไอ้หนู


ฟาฟาซึ่งยืนมองเงียบๆ อยู่นานกระแอมขัดขึ้นก่อนส่งสายตาคมกริบและรอยยิ้มหวานจนน่ากลัว...กว่า...ให้ทั้งสองหนุ่ม


“ข้าก็เป็นทั้งสองอย่างนั่นล่ะค่ะ คุณสามีและคุณลูก”


เฟฉีกยิ้มแห้งๆ ให้กับภรรยาก่อนหวนกลับเข้าเรื่องเดิมได้อีกครั้งด้วยใบหน้าเก๊กขรึม


“เฟท! เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว...”


“เอ่อ...คงราวๆ...” เฟททำสีหน้าครุ่นคิดพลางยกมือทั้งสองขึ้นมาทำท่าเหมือนนับ ชวนให้คนมองอดคิดไม่ได้ว่า...ถ้ามันทำได้คงเอานิ้วเท้าขึ้นมานับด้วยแล้ว! ก่อนที่หนุ่มไคเมร่าจะแสยะยิ้มกว้างตามแบบฉบับตัวแสบแล้วตอบออกไปด้วยสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ถ้าเป็นมนุษย์ก็คงราวๆ ยี่สิบขอรับ...ท่านจ้าว”


เฟยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ อย่างจนปัญญากับเจ้าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นของเขา...เอาล่ะยอมรับว่าสมัยเขาอายุเท่าเฟท เขาเองก็มีนิสัยแบบนี้เปี๊ยบ เหมือนกันไม่มีผิด...แต่ ตอนนั้นเขาก็รับผิดชอบคนทั้งชนเผ่าได้นี่นา!


“ไม่ตลกเลยนะเฟท! ตอนที่ข้าอายุเท่าเจ้านั้น...ข้าถึงกับรับหน้าที่เป็นจ้าวแห่งเผ่าดูแลคนทั้งชนเผ่าเชียวนะ เจ้าเป็นถึงลูกข้าแต่ถ้าหากทำตัวเกกมะเหรกเกเรเหลวไหลถึงเพียงนี้มันก็ต้องมีการลงโทษกันเสียบ้างแล้ว!!!” เฟตวาดเสียงกร้าวปั้นหน้าเอาจริงเอาจังเสียจนคนถูกเอ็ดหน้าเริ่มซีดที่จู่ๆ คนเป็นพ่อตัวเอาจริงขึ้นมา


และแล้ว...บทลงโทษที่ว่าก็ผ่าเปรี้ยงลงมากลางหัวกบาลของพ่อหนุ่มเจ้าสำราญ (หมายเลขสอง)...


เวลาผ่านไปไวราวโกหก…


สำหรับฟีต้า...นี้ผ่านไปสามปีหลังจากการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักไปจนหมดสิ้น สงครามก็ยุติลงในที่สุด เมื่อซานซาลอว์และนาร์เดนจับมือกันและลงนามในสนธิสัญญาหย่าศึก


ด้วยการรบที่ยืดเอมาเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดปัญหาภายในต่างๆ นานาตามติดมาอย่างมากมาย ทั้งเศรษฐกิจ อุบัติภัยธรรมชาติ การจลาจลและความไม่สงบภายใน การบุกรุกเข้ามาของชนกลุ่มน้อยตามตะเข็บชายแดนที่ติดกับต่างประเทศในด้านอื่นๆต่างเป็นปัญหาที่สะสมมากขึ้นจนน่าวิตกอย่างยิ่ง


นาร์เดนที่เป็นประเทศในแถบที่ราบสูงแม้ไม่มีปัญหาในด้านโจรต่างชาติ หากภัยธรรมชาติส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง ความแล้งแค้นละบาดไปทั่วราวกับโรคติดต่อ อีกทั้งฤดูหนาวที่ยาวนานขึ้นในระยะเวลาสามปีที่เพิ่งพ้นผ่านทำให้อาหารไม่เพียงพอ


ขณะที่ด้านซานซาลอว์ต้องประสบปัญหาไม่แพ้กัน ด้วยความเป็นประเทศในที่ราบเป็นส่วนใหญ่ มีพื้นที่ติดกับปลายประเทศรวมทั้งทางทะเลต่างเป็นปัญหาทั้งสิ้น การอพยพออกของประชาชนภายใน และการรุกรานของชนกลุ่มน้อยซึ่งดักปล้นสะดม การค้าทางทะเลก็ประสบกับปัญหาโจรสลัดอย่างต่อเนื่องมาในสองปีให้หลัง ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ แพงขึ้นสู่ยุคข้าวยากหมากแพง อีกทั้งกษัตริย์ซาเรียสิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหัน ทำให้ขาดผู้นำ และในที่สุดพระอนุชาเจ้าชายวาเลียสได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนเจ้าชายรัชทายาทที่ยังทรงพระเยาว์ยิ่ง


ทว่าด้วยเหตุการณ์สิ้นประชนม์อย่างกะทันหันนี้นี่เองที่ทำให้เจ้าชายวาเลียสได้รับโอกาสยับยั้งสงครามเอาไว้ก่อนตามกฎการศึกอันเป็นข้อตกลงร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้ได้ส่งทูตไปเพื่อยุติสงครามที่ยามนานมาถึงเจ็ดปีนี้ โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดเสียมากไปกว่าที่เป็น...


แต่สิ่งที่สูญเสียก็ไม่ได้คืนกลับมา...และไม่มีใครสามารถหาสิ่งทดแทนมาได้


ส่วนฟีต้าตัวน้อยผู้เป็นผู้ช่วยพยาบาลในค่ายพยาบาลนั้น นางเปลี่ยนจากเด็กน้อยตัวจ้อยกลายเป็นสาวรุ่น! ร่างเล็กๆ ใต้เสื้อผ้าหลวมโพลกสีเทาๆ อีกทั้งเก่าจนเป็นรอยรูเนื้อผ้ากินตัว อีกทั้งยังเต็มไปด้วยรอยด่างตามที่ต่างๆอันเกิดขึ้นจากการทำงานอีกด้วย นางหอบหิ้วเสื้อผ้าหอบใหญ่ที่รับมาจากโรงแรมในหมู่บ้านเพื่อเอาออกมาซัก





 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 17:48:17 น.
Counter : 95 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

ArTimuS
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





PhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucket


นิยายอัพเดท...Photobucket

-ปฏิบัติการหักร้างถางรักPhotobucket
เรื่องราวความรัก แนวโรแมนติกดราม่า ของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งเลิกลากันไป แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็กลับมาเพื่อขอเคียงคู่เธออีกครั้ง ความรักแสนเศร้าครั้งนี้จะเป็นอย่างไร สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนิยายรักพลาดได้นะคะ (อัพเดทใหม่ล่าสุดค่ะ)

-คีตคิมหันต์ Photobucket
ภาคต่อจากเรื่องลำนำเหมันต์ เมื่อคุณพ่อคนเก่งลงโทษคุณลูกตัวแสบให้ออกติดตามหาวิหคศักดิ์สิทธิ์จนนำไคเมร่าหนุ่มไปยังโลกมนุษย์จนได้พบกับเด็กสาวผู้อาภัพและเหตุการณ์เหนือความคาดฝัน นิยายแฟนตาซีโรแมนติกที่แฟนนิยายมกราไม่ควรพลาดค่ะ (อัพเดทใหม่ล่าสุดค่ะ)

-Love Happening
เรื่องสั้นของสองหนุ่มสาว และความไม่เข้าใจกัน อุปสรรค และมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาล (น่าเสียดายที่ห้องนี้บังเอิญล็อคเพราะเนื้อหาบางตอนไม่ค่อยเหมาะกับเยาวชน แต่ถ้าสนใจและอายุไม่ต่ำกว่า18 สามารถขอพาสเวิร์ดได้โดยการส่งอีเมลมายัง จขบ. หรือหลังไมค์มาก็ได้นะคะ)Photobucket

-Pretty Doll
เรื่องสาวผู้น่ารักของเมทสาวกับนายหนุ่มจอมเสเพลที่เก็บเธอมาเลี้ยง เรื่องรักกุ๊กกิ๊กแนวโรแมนซ์แสนฮาเฮ (น่าเสียดายที่ห้องนี้บังเอิญล็อคเพราะเนื้อหาบางตอนไม่ค่อยเหมาะกับเยาวชน แต่ถ้าสนใจและอายุไม่ต่ำกว่า18 สามารถขอพาสเวิร์ดได้โดยการส่งอีเมลมายัง จขบ. หรือหลังไมค์มาก็ได้นะคะ)PhotobucketPhotobucket

- Love in Rain
รวมเรื่องสั้นของเจ้าของบ้าน เรื่องราวความรัก และสายฝนอันชุ่มฉ่ำ



Photobucket
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ArTimuS's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.