~* SumiTra is a Pali name...it means 'GooD Friend'. *~

สืบลับ แฝดอัจฉริยะ ตอนที่4

Chapter 4

“วี!!! ยายแมวหง่าวขี้เซา ลุกเดี๋ยวนี้!!!”

เสียงทุ้มของชลชลดังกึกก้องไปทั้งห้องนอนของปฐวีแฝดสาวต่างฝาผู้น้องอย่างเข้มงวดตามติดเสียงนาฬิกาปลุกที่ดับลงไปก่อนหน้านี้ประมาณสามวินาที

ปฐวีในชุดนอนแบบผู้ชายสีน้ำตาลอ่อนลายตารางสะลึมสะลือเหลือบตาขึ้นมองหน้าพี่ชายฝาแฝดซึ่งยืนเท้าสะเอวมีผ้ากันเปื้อนสีขาวผูกเอวไว้กันเสื้อนักศึกษาสีขาวสะอาดเอี่ยมซึ่งอยู่ด้านในเปื้อนเปรอะจากการทำครัว

สองพี่น้องมาพักอยู่ในอพาร์ตเม้นท์สุดหรูชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานกลางกรุงอันแสนสะดวกสบายอันเป็นมรดกตกทอดของมารดา ด้านล่างเป็นอาคารสำนักงานของบริษัทในเครือวาทยกรกรุ๊ป ซึ่งตอนนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายเลิศ วาทยกรตาของทั้งสองแฝดแต่เพียงผู้เดียว

กันติมา วาทยกร เคยเห็นสาวสวยเนื้อหอมของสังคมไฮโซไฮซ้อที่เป็นที่อิจฉาของใครๆหลายคน สาวสวยรวยทรัพย์ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของวาทยกรกรุ๊ป ทั้งความสวยและสติปัญญาเธอไม่เคยมีน้อยไปกว่าใครๆทั้งสิ้นพอๆกับทรัพย์สินที่มีอยู่มหาศาล แต่สิ่งเดียวที่กันติมา วาทยกรไม่เคยมีเพียงพอก็คืออิสระ ต่อมาไม่นานเมื่อกันติมาได้พบกับบิดาของสองแฝดหรือก็คือแพทริก แกรนท์หญิงสาวก็ปลอดปล่อยตนเองจากกรอบระเบียบและหันหลังจากไปจากตระกูลวาทยกรท่ามกลางเสียคัดค้านของผู้เป็นบิดา นั้นเป็นความร้าวฉานแรกที่เกิดขึ้น

ความคับแคบนั้นสร้างความรวดร้าวให้กับกันติมาและแพทริกเป็นอย่างมาก!!!

เมื่อราวๆครึ่งปีก่อนเลิศ วาทยกรล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน และต้องการให้หลานของตนเข้าศึกษาและสืบทอดงานต่อจากเขา แม้ว่าแพทริกจะคัดค้านเป็นอันมากก็ตาม แต่ทั้งสองก็ยังคงยืนกรานจะมายังบ้านเก่าของผู้เป็นมารดา

เพื่อพิสูจน์บางสิ่งบางอย่างในหัวใจ!!!



“อืม…ขออีกสิบห้านาทีนะชาล…” ปฐวีเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเกียรติคร้านพลางก็ขยับตัวพลิกข้าง ท่ามกลางสายตาเหนื่อยหน่ายใจของผู้เป็นพี่ชายอย่างสุดแสนนั่นเอง

“ไม่ได้!!!” ว่าแล้วชลชลก็สะบัดผ้าห่มออกอย่างรุนแรงก่อนใช้มือฝรั่งยันร่างบางบนที่นอนนุ่มกระเด็นตกลงไปข้างล่างอย่างรุนแรง

“โอ้ย!!! ไอ้กะเทยโหด!!!” ปฐวีตะโกนด่าออกมาอย่างหงุดหงิดบวกกับโมโหกรุ่นๆแต่เช้า

“หยุดเลยยายตัวแสบ ไม้นี้ใช้กับเราไม่ได้ผลหรอก ไปเปลี่ยนเสื้ออาบน้ำล้างหน้า ให้เวลาห้านาที ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องกินข้าว!!!” ชลชลกล่าวเสียงขรึมอย่างยื่นคำขาด สีหน้าที่มักจะเรียบเฉยนั้นตอนนี้หงิกแบบอารมณ์ฉุนขาด แฝดสาวตัวดีรู้ว่าท่าแบบนี้เห็นจะได้เรื่องแต่เช้าแน่แล้วจึงค่อยตาสว่างวิ่งแนบออกไปจากห้องพร้อมเสื้อผ้านักศึกษาของตนเข้าห้องน้ำไปอย่างว่องไว ชลชลบุ้ยหน้าอย่างนึกหงุดหงิด แม้จะเข้าใจว่าการปรับเวลาให้เข้ากับเวลาประเทศไทยนั้นสำหรับปฐวีนั้นยากอยู่ แต่ก็จำจะต้องเข้มงวดให้มากๆเข้าไว้เพราะอย่างไรเสียที่นี่ก็ประเทศไทย ไม่ใช่แคมบริดจ์ ลักษณะสังคมและขนบธรรมเนียมต่างๆแตกต่างจากที่ๆพวกเขาเคยอยู่อย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถที่ตามสบายอย่างที่เคยทำตอนอยู่ที่บ้านเก่าไม่ได้อีกต่อไป

แต่นี่…ก็เป็นไปจนกว่าพวกเขาจะพิสูจน์ความจริงที่ต้องการค้นหาได้ก็เท่านั้น…

ชลชลเดินออกมาจากห้องของปฐวี พลางก็เหลือบมองไปทางปฏิทินอย่างที่เขาเคยชิน วงกลมสีแดงกับตัวอักษรเตือนความจำเล็กๆนั้นชลชลจำได้ดีถึงเสียงของคนที่โทรศัพท์มานัด เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูแสนจะอบอุ่นเป็นกันเองของโชติวัจน์ ญาติห่างๆเพียงหนึ่งเดียวในเมืองไทยของข้างบิดา

‘ชล นี่ลุงโชติพูดนะ วันเสาร์ว่างไหมลุงอยากจะชวนพวกเธอสองคนมาทานข้าวที่บ้าน ป้านุชแกบ่นคิดถึงหลานๆแน่ะ’ เสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ยถามน้ำเสียงต่ำทุ้มแต่นุ่มหูเอ่ยเนิบนาบแต่ก็ไม่น่ารำคาญ

‘ว่างครับ…แต่ว่าจะเป็นการรบกวน…’ ชลชลลังเลที่จะตอบตกลงด้วยความเกรงใจอีกฝ่าย แม้จะเป็นญาติกันแต่ช่วงของเชื้อสายก็ต่างกันมากเหลือเกิน

‘โอ้ย…อย่าเกรงใจไปเลย แม่ของหลานกับป้าแกก็เป็นเพื่อนกันมาก่อน เขาคิดถึงอยากเจอหน้าพวกเธอมากนะ พอดี จะได้เลี้ยงต้อนรับกันพร้อมหน้าพร้อมตาเครือญาติยังไงหละ’ โชติวัจน์ยืนยันความสะดวก ถึงขนาดนั้นแล้วหากเขาจะปฏิเสธอีกก็ดูจะน่าเกลียดมากเกินไปหน่อย

‘ตกลงครับ…’

“จริงสินะลุงโชติก็ไม่มีญาติคนอื่นในเมืองไทยนี่นา” ชลชลพึมพำกับตนเองก่อนจะหันหน้ากลับเข้าห้องครัวไปจัดการกับอาหารที่อุ่นอยู่ในตู้ไมโครเวฟ ถึงจะอยู่หรูขนาดไหนก็ตาม แต่ชลชลก็ยังคงชื่นชอบการทำทุกสิ่งด้วยตนเองมากกว่าอยู่ดี…



“กานท์!!!คิดถึงตัวจังเลย” สิริลักษณ์โผกระโดดเข้ารัดคอเพื่อนสาวจากด้านหลังแบบไม่ให้กิตติกานท์ได้ทันตั้งตัวก่อน เล่นเอากิตติกานท์แทบหน้าคะมำ

“ว้าย!ตายแล้วยายเปิ้ลเล่นอะไรแบบนี้ยะยายเพี้ยน!” เสียงแหลมใสแว๊ดขึ้นอย่างตกใจเมื่อจู่ๆเดินอยู่ดีๆก็โดนจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ เดชะบุญที่กิตติกานท์ฝืนตัวเอาไว้ได้ทันทำให้ไม่หน้าคะมำกันไปทั้งสองคนจนได้อายกันตั้งแต่ต้นเทอม

“นี่ยายกานท์เธอรู้ไหม ภาคเรามีหนุ่มหล่อเข้าใหม่หละ เห็นว่าทางมหาลัยเขารับเข้าเป็นกรณีพิเศษด้วยหละ นี่เขาเห็นแล้วนะตัวเอง หล่อระเบิดเถิดเทิงเลยหละพ่อคุณเอ๊ย!!!” สิริลักษณ์เอ่ยด้วยท่าทางระริกระรี้ออกหน้าออกตาแบบไม่ยังกริยาเลยสักนิด ท่าทางแม่คุณเธอทำเหมือนกับว่าอยากจะกรีดเสียเดียวนั้นตรงนั้นเลยอย่างนั้นแหละ กิตติกานท์เห็นท่าทางเพื่อนสาวอย่างนั้นแล้วก็เกิดตื่นเต้นอยากเห็นขึ้นมาบ้าง

“จริงเหรอแก หล่อมากขนาดนั้นเลยอ่ะ คงไม่แบบคราวก่อนนะยะ แบบหล่อร้อยเมตรน่ะไม่เอานะเว้ย” กิตติกานท์ทำตาโตแต่พอนึกถึงเมื่อตอนเทอมต้นที่ยายเพื่อนสาวตัวดีพาไปดูสุดหล่อประจำคณะที่ว่าหล่อนักหล่อหนาก็เล่นเอาหล่อนลมแทบใส่มาหนหนึ่งแล้ว เพราะพ่อคุณตอนอยู่ระยะห่างลิบๆก็ดูหล่อดีหรอก แต่พอมองใกล้หน่อยเดียวเท่านั้นแหละกิตติกานท์อยากจะวิ่งหนี เพราะคุณท่านเล่นแขนขายาวระโยงรยางค์เก้งก้างอย่างกับเปรตแถมเดินหลังค่อมอีกต่างหาก แถมพอมองหน้าดีๆมีแต่กระเต็มหน้าพอยิ้มเห็นฟันเท่านั้นแหละกิตติกานท์ใส่เกียร์เดินหน้าเต็มกำลังเผ่นแนบแทบไม่ทัน

“ไม่แล้ว คราวนี้น่ะไปแสกนดูหน้าใกล้ๆมาแล้วโว้ย หล่อสะเด็จเจ็ดย่านน้ำไม่มีใครหล่อเกิน สูงยาวขาวดีหน้าเนี่ยะใสเด้งออกมาเลยขอบอก ลูกครึ่งด้วยนะแก…อ๊า อยากจะกรีด แค่คิดก็ละลายแล้ว” ว่าแล้วสิริลักษณ์ก็ แสดงท่าทำเป็นตัวเองจะละลายอย่างที่พูด เรียกเสียงหัวเราะจากกิตติกานท์ได้เลยทีเดียว

“อย่างนั้นก็ชักจะอยากเห็นแล้วหละ ไหนๆพาเขาไปซีหน่อยดิ๊ เผื่อจะได้ยลของดีเป็นบุญตาตายตาหลับ” กิตติกานท์พูดติดตลกไปอย่างนั้นเองไม่ได้จริงจังกับที่ตนพูดอะไรนักเพราะคิดว่าไม่ว่าอย่างไรจะเร็วจะช้าเดินๆอยู่ในคณะเดียวกันเดี๋ยวก็ได้ยลโฉมเองนั้นแหละ แต่ทว่า…

“โหนโหนโน…ไม่ต้องพาไปดอกจ้าตะละแม่กานท์ดา เดี๋ยวเดียวท่านเทพเทวดาก็จะเด็จมาให้ท่านยลแล้ว นายจินมันชวนชลไปซื้อน้ำร้านเจ๊เดี๋ยวเดียวก็มา อ๊ะ…พูดไม่ทันขาดประโยค เดินมาไวๆโน่นแล้วไง” สิริลักษณ์โบกมือเรียกเพื่อนตนเองที่เดินเลี้ยวหัวมุมมาลิบๆอยู่หยอยๆ กิตติกานท์ที่ชะเง้อคอยาวด้วยความอยากรู้อยากเห็นบวกกันไม่นึกว่าพอสุดหล่ออะไรนั่นจะมาเข้ากลุ่มตนจึงยิ่งอยากยลเป็นการด่วน

ร่างสูงๆสองร่างเดินเลี้ยวตรงหัวมุมทางไปโรงอาหาร แต่มองจากตรงนี้ สิ่งที่กิตติกานท์พอจะเห็นเป็นเค้าๆบ้างก็เพียงแค่รูปร่างสูงโปร่งท่าเดินสมาร์ทราวกับนายแบบบนทางแมว กับผิวที่ขาวจัดตัดกับสีผมและสีกางเกงนั่นแหละ แต่ดูแค่นี้ก็พอจะรู้แล้วหละว่า พ่อหล่อจริงดังคำเพื่อน

“เป็นไง เป็นไง…สุดๆไปเลยใช่ไหมหล้าตะละแม่กานท์ดา” สิริลักษณ์เรียกเพื่อนสาวด้วยฉายาที่เพื่อนในกลุ่มล้อแม่สาวสวยรวยทรัพย์ดาวคณะอย่างกิตติกานท์ เป็นชื่อที่กิตติกานท์ได้ยินกี่ครั้งก็ขำเสียทุกครั้งไปจนอดหันกลับมาศอกใส่เพื่อสาวไม่ได้

กิตติกานท์หันไปมองร่างทั้งสองซึ่งเดินลากเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ แต่พอร่างสองร่างนั้นใกล้เข้ามาได้ในระดับที่…พอเห็นได้ชัด กิตติกานท์ก็หน้าถอดสียืนตัวแข็งทื่อจนเพื่อนหญิงหันมาเห็นถึงกับงง!!!

“เฮ้ย!!!กานท์…ตัวเป็นอะไรอ่ะหน้าซีดตัวเย็นเชียว!!!” สิริลักษณ์งันไปเมื่อเห็นเพื่อยืนข้างตาเบิกกว้างตาแข็ง พลางแตะสองมือไล่ไปทั้งแขนเพื่อนสาวซึ่งเย็นเฉียบขึ้นมาราวกับน้ำแข็ง

“อ้าวกานท์…วันนี้มาสายเหรอ?” เสียงทุ้มของจินตเวทร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงเริงรื่นไม่ทันสังเกตท่าทางแข็งทื่อของเพื่อนสาวว่าแข็งโป้กอย่างกับรูปสลัก คนตัวสูงซึ่งเดินมาเคียงข้างจินตเวทหันมาเห็นกิตติกานท์เข้าเหมาะเจาะก็ยิ้มเยือนให้กับหญิงสาวด้วยดวงหน้าขำขันทำเอากิตติกานท์เปลี่ยนจากแข็งค้างเป็นฉุนกึกอยากจะกระโดดเข้าคย่ำคอเข้าของหน้าหล่อๆที่เพื่อสาวของตนชมนักชมหนา

เออ…หล่อจริงๆด้วย หล่อหายบ้าเลยตาคนเนี่ย!!!

กิตติกานท์นึกเข่นเขี้ยวในใจ ดวงตาที่เมื่อเบิกค้างตอนนี้แทบจะเผาคนตรงหน้าให้ไหม้เป็นจุณได้เลยทีเดียวหละ แต่สองเพื่อซี้ไม่รู้เนื่องรู้ราวเสียเลย ชักชวนให้สองคนเดินเข้ามาใกล้กันพลางก็แนะนำตัวให้เสร็จสรรพแถมบอกให้อีกเสร็จสำเร็จรูปแหน่ะรู้จักกันแล้วนะ…

แหงหละ…รู้จักนานแล้วด้วย!!!

แต่คนหน้าใสที่สิริลักษณ์เอ่ยชมเปราะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แถมยิ้มหวานจนขมให้อีกก่อนเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน รอยยิ้มนั่นน่ารักจนกิตติกานท์อยากจะฉีกมันออกเป็นชิ้นๆเหลือเกิน

“หวังว่าเราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะกานท์…” ชลชลยิ้มขันในที ส่งมือให้พลางส่งรอยยิ้มที่แผงหลายสิ่งหลายอย่างเอาไว้ในหนึ่งเดียว

ยินดี…สนุก…ขำ…มีเลศนัย…เจ้าเล่ห์!!!

“อืม…หวังนะ” กิตติกานท์เอ่ยพลางมองมือสวยที่มีนิ้วเรียวยาวงามปานลำเทียนนั้นอย่างนึกชั่งใจ ก่อนส่งมือของเธอเองออกไปจับหมายจะเขย่าแต่แล้วไม่ทันที่จะแตะโดน มือสวยนั่นก็คว้ามือของกิตติกานท์หมับแล้วดึงขึ้นไปจูบตรงหลังมือเนียนขาวของเธอเสียนั่น กิตติกานท์ยืนอ้าปากค้างด้วยความตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าเพื่อๆของเธอซึ่งทำกริยาอาการแบบเดียวกับเธอด้วยความรู้สึกเดียวกันที่มากไม่แพ้กัน

“อืม…จัสมิน” เสียงทุ้มนั้นเอ่ยพลางก็ยิ้มขันๆใส่ตากิตติกานท์ซึ่งตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวนั้นเหมือนมะเขือเทศไม่มีผิดเลย แต่ไม่ทันที่กิตติกานท์จะตอบโต้อะไร ร่างสูงๆนั่นก็ชักเท้าแล้วหมุนตัวหันไปทางจินตเวทอย่างรวดเร็ว

“เราไปดูห้องเรียนกันเถอะ อีกสินาทีจะได้เวลาเรียนวิชาแรกแล้วไม่ใช่เหรอ?” น้ำเสียงทุ้มนั้นเอ่ยออกอย่างอารมณ์ดี ไม่สนใจเลยว่าคนที่อยู่ข้างหลังนั้นหน้าคุณเธอแดงแปร๊ดไปจนถึงหูแล้ว ว่าจบร่างสูงๆโอบแขนรอบบ่าเพื่อนใหม่แล้วพาออกเดินไปด้วยกันทิ้งกิตติกานท์ยืนแข็งทื่อราวถูกสาปเอาไว้เบื้องหลัง



“ที่เรียนใหม่ถูกใจมากเหรอชล ยิ้มหน้าไม่หุบตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะพี่ชาย” ปฐวีเอ่ยขึ้นระหว่างทางกลับที่พักบนรถรับส่งส่วนตัวที่คุณตาของทั้งสองยัดเยียดมาให้ แม้ในใจของชลชลจะสาบานเอาไว้ลึกๆว่าวันต่อไปจะไม่ใช้มันอีกก็ตาม

“ใช่…ถูกใจที่สุด แล้ววีหละ เป็นไงบ้าง?” ชลชลถามกลับแม้ดวงตาสีนิลคมกริบจะไม่หันมามองแฝดสาวผู้น้องเลยก็ตาม ปฐวีทำท่ายักไหล่ด้วยท่าทางเบื่อหน่ายก่อนเบ้ปากพูดตรงอย่างที่ใจนึก

“น่าเบื่อที่สุด ไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยจะสอนคนในระดับนี้ด้วยวิธีการสอนเด็กเล็กแบบนี้” น้ำเสียงของแฝดสาวนั้นบ่งบอกถึงความน่าเบื่อของห้องเรียนได้เป็นอย่างดี ชลชลเห็นด้วยมากที่สุดในเรื่องนี้คลาสรูมของที่นี่น่าเบื่อจริงๆเมื่อเทียบกับคลาสรูมของที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ กิจกรรมชมรมของที่นี่ก็ไม่ค่อยดึงดูดเท่าไหร่นัก ห้องชมรมต่างๆดูเสื่อมโทรมอย่างไม่น่าให้อภัย และกิจกรรมของชมรมก็เลวร้ายอย่างไม่อยากจะเอ่ยถึง แต่ที่นี่ก็เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศไทย

นั่นยิ่งแย่ใหญ่!!!

ชลชลคิดแต่แล้วความคิดไม่น่าอภิรมย์นั้นก็ถูกลบไปทันทีเขาไม่ต้องการให้อารมณ์ดีๆต้องขุ่นมัวไปเพราะเรื่องเล็กน้อย ดวงหน้าแดงก่ำอย่างกับผลของลูกพีชสุกงอมนั้นลอยเด่นขึ้นมาในความคิดของชลชล ทำให้ริมฝีปากได้รูปสวยนั้นเหยียดออกมากขึ้นไปอีก

“ฮั่นแน่…ยิ้มอีกแล้ว คิดถึงใครอยู่หละซี่…” ปฐวีเอ่ยแซวพี่ชายของตนด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์แสนกล ดวงตาสีดำราวลูกปัดนั้นระยิบระยับแพรวพราวอย่างซุกซน

“แสนรู้!!!” เสียงทุ้มเอ่ยพลางยกมือขึ้นหวดไปทางแฝดสาว ปฐวีเบี่ยงหลบก่อนเปิดยิ้มกว้างแล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นยิ้มล่อเลียน

“แหว่…ไม่แหย่แล้วคนมีความฮัก แหม…ศรฮักมันปักอก ต้องซูฮกอย่างยินยอม…” ปฐวีร้องล้อพี่ชายออกมาเป็นเพลงเสียงใสยียวนกวนพระบาท นี่ถ้าไม่ติดว่านั่งอยู่บนรถก็คงได้ยกขึ้นพาดพระโอษฐ์น้องรักไปแล้วแน่ๆ

“บ้า!!! ไม่ได้รักโว้ย!!! แค่ไม่ได้เจอคนแหย่ขึ้นมานานแล้วเลยคิดว่าน่าสนุกดีเท่านั้นแหละ” ชลชลหันไปแหวใส่น้องสาวเถียงเสียงแข็ง แม้ตานั้นจะวิบวับเหลือคณาแล้วก็ตาม

“แน่ๆ…โหน่โน๊ ไม่จริงหรอกค่าพี่ชายขา ไม่ได้รักไม่ได้ชอบคงไม่มานั่งคิดถึงเขาแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แบบนี้หรอกค่า ยอมรับมาเถอะค่ะพี่ขา” ปฐวีขยิบตาให้พี่ชายฝาแฝดด้วยสีหน้าสนุกสนานจนคนถูกกล่าวหาเผลอหัวเราะออกมาอย่างเขินๆ

“นี่แน่ะ ยาวแมวประสาท!!!” ชลชลคว้าหมอนอิงที่อยู่ในรถคันหรูขว้างใส่หน้าใสของน้องสาวซึ่งเหมือนของตนแบบถอดพิมพ์เดียวกันออกมาเต็มแรง หมอนสี่เหลี่ยมก็ฝ่าอากาศตรงเข้าเป้าอย่างเต็มที่

“โอ๊ย!!!” การจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัวนั้นประสบผลทำให้จมูกของปฐวีแดงราวกับลูกชมพู่ ดวงตาวาววับราวลูกปัดหากคมราวกับตาแมวนั่นตวัดมองหน้าพี่ชายอย่างคาดโทษ

งานนี้เป็นเรื่อง!!!



ณ ตึกสูงระฟ้าอาคารสูงใหญ่อีกแห่งใจกลางเมืองฟ้ามหานครแห่งความวุ่นวาย ร่างสูงใหญ่นั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะทำงานแบบทันสมัย ผิวหน้าของโต๊ะตัวใหญ่เป็นสีดำเงาปราบด้วยหินแกรนิต จอมอนิเตอร์แบบ LCD เปิดแสดงยอดกำไรการค้า และรายงานต่างๆของปีที่ผ่านมา เอกสารเป็นสิบๆแฟ้มกองทับถมอยู่ตรงหน้ากระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบไปทั้งโต๊ะจะมีที่ดูจะเรียบร้อยที่สุดก็คือตรงบริเวณหัวมุมโต๊ะด้านซ้าย ซึ่งวางปฏิทินประจำปีและรูปภาพครอบครัวแสนอบอุ่นเอาไว้ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดครุยรายล้อมด้วยบิดามารดาเคียงขนาบสองข้างด้านหน้าเป็นสาวน้อยในชุดนักเรียนยิ้มสู้กล้องหน้าตาเบิกบาน ถัดออกไปเป็นเหล่าเพื่อนฝูงแย้มยิ้มดั่งทั้งหมดนั้นเป็นดั่งกำลังใจให้กับกชกร

นาฬิการ้องบอกเวลาตามที่ผู้เป็นเจ้าของห้องได้ตั้งเอาไว้ กชกรเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาแขวนรูปทรงทันสมัยเพียงปราบเดียวก็ก้มลงมองเอกสารในมือก่อนรำพึงออกมากับตนเองด้วยน้ำเสียงสะกดกลั้นความอ่อนล้า

“สองทุ่ม…เฮ้อ…!!!” กชกรพูดกับตนเองขึ้นมาลอยๆ ตามด้วยเสียงถอนใจหนักหน่วงบ่งบอกถึงความเหนื่อยอ่อน

“คุณนายนุชนาถเอาตายแน่วันนี้…” ภาพของผู้เป็นมารดาในอิริยาบถอันเจนตายามที่ชายหนุ่มกลับบ้านช้าคราใดก็ตามเด่นชัดขึ้นมาในความคิดคำนึงน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยนักที่ผู้เป็นมารดาจะปล่อยเรื่องราวต่างๆในบ้านให้หลุดรอดสายตา มารดาผู้เข้มงวดและรักลูกยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด คือมารดาผู้อดทน กชกรนึกแล้วก็ยิ้มออกมากับตนเองก่อนจับเอกสารทั้งหลายยัดกลับใส่แฟ้มของมัน

กชกรรวบแฟ้มงานทั้งหลายเอาไว้ในวงแขนแข็งแรงด้วยมัดกล้ามกำยำซึ่งเกิดจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ชายหนุ่มจัดการปิดห้องเรียบร้อยอย่างเคยชินจนเป็นนิสัย ร่างสูงๆก็ก้าวออกมาจากสำนักงานหลังจากกล่าวขอบคุณยามรักษาความปลอดภัยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วจึงค่อยตรงไปกดลิฟต์เอาไว้เพียงชั่วอึดใจลิฟต์.ซึ่งกดรอเอาไว้ก็เปิดออกพร้อมเสียงกริ่งดังติ๊งขึ้นเบาๆ

กชกรเอนหลังพิงกับผนังลิฟต์พลางเงยหน้าเอาหลังศีรษะหนุนผนังเอาไว้ก่อนปิดตาลงแล้วรอฟังเสียงลิฟต์เปิดออกอีกครั้งเมื่อถึงพื้นเสียงสาวไฮเทคโนโลยีเอ่ยขึ้นบอกชั้นให้กับคนซึ่งใช้บริการขนส่งของเธอเท่านั้น

“Ground Floor!”

กชกรก็เร่งลืมตาและก้าวออกจากลิฟต์อย่างรวดเร็ว โดยไม่คิดว่าจะมีใครนึกอยากขึ้นลิฟต์อาคารสำนักงานนี้ในยามวิกาลเช่นนี้ นั่นเป็นความผิดพลาด…

ปึก!!! ตุบ!!!

แฟ้มเอกสารหล่นหลุดจากอ้อมแขนของกชกร เอกสารส่วนหนึ่งซึ่งจัดเก็บอย่างลวกๆก็หลุดกระจายไปบนพื้นตรงหน้าและระหว่างประตูลิฟต์ เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมเพรียงกันกับเสียงใสๆซึ่งกชกรนึกเอะใจเล็กๆว่าทำไมจึงรู้สึกคุ้นกับเสียงนี้นัก…

“ขอโทษครับ”

“ขอโทษค่ะ…” สองร่างก้มลงพร้อมกันต่างก้มหน้าก้มตาเก็บเอกสารซึ่งหล่นกระจายอยู่เต็มพื้น กชกรตั้งหน้าตั้งตาเก็บในบริเวณของตนจนครบแล้วเหลือบไปเห็นว่ามีมือขาวๆสวยๆมาช่วยเก็บด้วย ด้วยความดีใจกชกรจึงเงยหน้าขึ้นมาหมายจะเอ่ยขอบคุณ แต่แล้วพอเงยขึ้นเห็นหน้าผ่ายตรงข้ามซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของอยู่ปุ๊บ!!!

“เธอ!!! เธอนั่นเอง!!!” กชกรเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันดังก้องเสียจนคนหน้าใสซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาช่วยเก็บเงยขึ้นมามองด้วยสงสัยว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่พอดวงตาคู่สวยนั้นเหลือบขึ้นสบใบหน้าคมเข้มเข้าหญิงสาวก็จำได้ในทันที

“นาย!!! นายอีกแล้ว!!!” เสียงใสร้องเสียงแหลมดังก้องไม่แพ้กัน ดวงตาใสมองอีกฝ่ายอย่างนึกเอาเรื่องแต่แล้วมือสวยก็กระแทกเอกสารซึ่งก้มเก็บพลางจัดอย่างเรียบร้อยลงบนพื้น ทีแรกนึกอยากจะแกล้งทิ้งให้ปลิวกระจาย แต่อีกใจก็คิดว่าอุส่าจัดเสียเรียบร้อยจะปล่อยให้กระจายอีกก็ทำไม่ลงจึงลุกพรวดขึ้นพลางคว้าข้าวของๆตนแล้วจ้ำอ้าวๆเข้าไปในลิฟต์ที่เปิดค้างอยู่

“เจอนายทีไรมีแต่เรื่องซวยทุกที!!!” ว่าแล้วปฐวีก็กดให้ลิฟต์ปิดด้วยอารมณ์เสีย ทำให้กชกรซึ่งคุกเข่าอยู่ระหว่างพื้นลิฟต์กับพื้นอาคารกระโดดหนีเกิบโดนลิฟต์หนีบเอาแทบไม่ทัน ปฐวีเห็นท่านั้นแล้วนึกขันกดเปิดประตูออกอีกครั้งก่อนส่งยิ้มยียวนให้อย่างมีชัย

“หนอย…ยายตัวแสบ!!!” เมื่อเห็นว่าท่าทางอีกฝ่ายชักจะเอาเรื่องหญิงสาวจึงกระแทกปิดประตูโดยทันที ประตูปิดลงพร้อมกับคนในลิฟต์แลบลิ้นส่งให้ด้วยท่าทางน่าตีที่สุด กชกรนึกโมโหเสียพลางก็เกาหัวตัวเองอย่างหงุดหงิดที่ทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อเท้าไปโดนแฟ้มเอกสารเข้าจึงก้มลงเก็บเอกสารที่กระจายออกมาอีกครั้งด้วยอารมณ์ขุ่นแบบสุดๆ

โธ่โว้ย…ยายตัวซวย…อย่าให้เจออีกเลยยายเด็กผี!!!

กชกรกร่นบ่นเงียบๆในใจอย่างค่าโทษ มือก็เก็บเอกสารโดยไม่นึกสนใจจะจัดการให้มันเข้าที่เรียบร้อยดี ชายหนุ่มจับกระดาษทั้งหมดยัดลงแฟ้มแล้วผิดโดนไม่สนใจว่ามันจะยับหรือไม่แม้แต่น้อยก่อนเดินกระแทกส้นปังๆไปด้วยในใจก็บ่นด่าว่าหญิงสาวตัวแสบไปตลอดทางกลับบ้าน…

----------------------------------------------------------------




 

Create Date : 04 มกราคม 2550    
Last Update : 4 มกราคม 2550 13:49:03 น.
Counter : 95 Pageviews.  

สืบลับ แฝดอัจฉริยะ ตอนที่3

Chapter 3

ในห้องเรียนเปียโนของโรงเรียนการดนตรี แม้ภายนอกจะมีเสียงที่ลอดออกมาจากห้องเรียนบ้างก็ตาม แต่ภายในห้องG5 กลับเงียบสงัดบวกบรรยากาศน่าอึดอัดเป็นที่สุด

ร่างบางซึ่งยืนสงบอยู่กลางห้องจ้องมองร่างสูงๆบางๆของชายหนุ่มซึ่งบอกว่าตนเองเป็นครูของเธอเมื่อกว่าสิบห้านาทีที่ผ่านมาด้วยใบหน้ายิ่งกว่าม้าหมากรุก

“เอาไงหละครับ มองหน้าผมพอแล้วรึยัง เราจะได้เริ่มเรียนกันเสียที…” เสียงทุ้มที่เอ่ยเรียบๆนั่นน่าแปลกที่มันกลับไม่น่าฟังเลยสักนิดในความคิดของกิตติกานท์ตอนนี้

ดวงหน้าที่คุ้นตาในจอโทรทัศน์ที่เธอหลงใหลยิ่งนักนั้นในตอนนี้เธอกลับรู้สึกอยากจะฉีกหน้านี้ออกเป็นชิ้นๆเสียจริงๆ และยิ่งปากบางหยักสวยๆได้รูปนั้นด้วย ใครจะไปรู้ว่าชายหนุ่มผู้ซึ่งสามารถเล่นดนตรีได้อย่างแสนจะไพเราะเพราะพริ้งนั้นจะมีปากคอเราะร้ายได้ถึงเพียงนี้

“ก็สอนสิ…” กิตติกานท์ย่นจมูกให้กับคนตรงหน้าก่อนเดินลงเท้าปังๆตรงมายังเปียโนตรงหน้า กิตติกานท์ยืนห่างจากชลชลเกือบสองเมตรนั้นแหมายความว่าเป็นก็ยืนห่างจากเปียโนไปอีกเช่นกัน

“อ้าว เธอไปยืนตรงนั้นแล้วผมจะสอนได้ไงเล่า มานั่งที่นี่สิ…เร็วเข้า เวลาผมเป็นเงินเป็นทองนะนี่ก็ผ่านมาเปล่าๆตั้งชั่วโมงแล้วด้วย” ชลชลเอ่ยเสียงเรียบๆพลางก็ชี้ไปที่เก้าอี้เปียโนซึ่งอยู่ข้างๆกับเก้าอี้ที่เขานั่งเมื่อสักครู่ก่อน

กิตติกานท์ยอมนั่งลงแต่โดยดี แต่ก็นั่งห่างไปจนสุดปลายเก้าอี้ ชลชลมองหญิงสาวด้วยสายตาอิดหนาระอาใจนัก ระคนสมเพชนิดๆด้วย

“นั่งสบายเหรอนั่นนะ นั่งดีๆสิ นั่งกลางเก้าอี้นี่” ชลชลเอ่ย แต่น้ำเสียงคราวนี้เปลี่ยนเป็นสั่ง

กิตติกานท์ขยับกุกกักอย่างไม่ชอบใจนัก หน้าชองหญิงสาวก็ยังงอหงิกไม่ดีไปกว่าม้าหมากรุกอีกเช่นเคย ดวงตากลมโตสีหน้าตาลเข้มนั้นเหลือบขึ้นมองร่างสูงของคนสอนอย่างประเมินฝ่ายตรงข้าม ชลชลเห็นว่าหญิงสาวนั่งเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยดีแล้วนั้นเขาจึงค่อยทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างๆบ้าง

“ชื่ออะไร?” เสียงทุ้มเอ่ยถามแผ่วต่ำชัดเจน หากแต่อีกฝ่ายกลับไม่มั่นใจว่าตนได้ยินถูกต้องหรือไม่

“อะไรนะ?” เสียงแหลมเอ่ยถามพลางย่นคิ้วด้วยสีหน้าสงสัย

“ผมถามว่าเธอ…ชื่ออะไร?” ชลชลถามทวนคำถามเดิมอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย บวกกับทำสีหน้าหน่ายๆ

“กิตติกานท์…” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงหนักๆ

“เหรอ…ชื่อดีนะ…” ชลชลเอ่ยพลางก็ไล้นิ้วไล่บันไดเสียงไปบนคีย์เปียโนติดๆกันถึงสามห้อง กิตติกานท์มองนิ้วเรียวสวยของชลชลซึ่งพลิ้วไปบนคีย์เปียโนราวกับปีกของผีเสื้ออย่างนึกชื่นชมเล็กๆในใจ แต่แล้วคำชื่นชมทั้งหลายทั้งแหล่ก็ละลายหายไปเมื่อครูหนุ่มเอ่ยขึ้น

“เอ้า…ลองทำแบบที่ผมเมื่อครู่ดูสิ…”

“ห๊า!!!” จริงอยู่ที่เธอเคยเรียนเปียโนมาบ้างหละ แต่ทว่าสำหรับกิตติกานท์แล้วนั้น ไล่ได้ห้องเดียวก็นับว่าเลิศแล้ว แต่จะบอกทำไม่ได้ก็จะเสียหน้า กิตติกานท์จดๆจ่อๆค่อยๆวางมือลงบนคีย์เปียโนอย่างกลัวๆกล้าๆ

“มันไม่กัดหรอกน่า!!!” เสียงทุ้มเอ่ยต่ำอย่างนึกรำคาญท่าทางแหยๆของอีกฝ่าย ชลชลเห็นท่าทางแบบนั้นของหญิงสาวเขาก็วางมือของตนลงบนคีย์เปียโนข้างหน้าตนเองเป็นตัวอย่างให้กับหญิงสาวดู

“เอาวางแบบนี้ ทำตามนะ…” ชลชลสั่งเสียงขรึม พลางก็มองมาที่มือของหญิงสาว

กิตติกานท์แรกสุดนั้นยังคงลังเลอยู่ แต่แล้วเมื่อเหลือบตาขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายเห็นชายหนุ่มมองที่มือตนอยู่จึงทำตามตัวอย่าง กิตติกานท์แตะมือลงบนแป้นเปียโน

“ไม่ใช่ตัวนั้น ดูสิ ว่าวางนิ้วเอาไว้บนคีย์ไหนบ้างนะ วางให้เหมือนสิ!!!”เสียงทุ้มเอ่ยดุเข้มงวด ทำให้หญิงสาวหันมาค้อนใส่ครูหนุ่มอย่างลืมตัว

ชลชลเองไม่ค่อยเข้าใจท่าทีแบบนั้นของหญิงสาว ด้วยเหตุที่ว่าปฐวีน้องสาวฝาแฝดของตนไม่เคยมีท่าทางแบบนี้สักครั้ง ชลชลจึงแปลท่าทางของกิตติกานท์อีกทางหนึ่ง

“วางนิ้วโป้งเป็นหลักไว้บนคีย์หน้าคีย์สีคำคู่กันสองอันอย่างนี้…” ชลชลซึ่งเข้าใจผิดว่ากิตติกานท์ไม่เข้าใจที่เขาบอกนั้นจัดแจงจับมือของหญิงสาวมาวางเอาไว้บนแป้นเปียโนอย่างนุ่มนวล พลางจับให้มือและข้อมืออยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง

“อย่าปล่อยปลายนิ้วให้แบนๆแบบนั้นสิ ต้องยกข้อมือขึ้นแบบนี้…” ชลชลสาธิตเป็นตัวอย่างให้กับหญิงสาว กิตติกานท์ทำตามอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่กระนั้นพอไล่บันไดเสียงพอจะขึ้นห้องต่อไปหญิงสาวก็ทำนิ้วตนเองพันกันยุ่งจนไม่รู้เรื่อง ไปไหนไม่ได้เสียที

“ไม่ใช่ๆ ทำแบบนั้นไม่ได้…” ชลชลเห็นว่าถ้าไม่ทำให้กิตติกานท์ทำได้ถูกต้องสักครั้งแล้วหละก็ คงไม่ไปถึงไหนแน่ ครูหนุ่มจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปยืนซ้อนด้านหลังของหญิงสาวและวางมือของตนลงบนหลังมือของกิตติกานท์

กลิ่นน้ำหอมผู้ชายอ่อนๆโชยมาจากตัวของชลชล ใจของหญิงสาวเต้นโครมครามขึ้นมาทันที จริงอยู่ถึงเธอจะเรียนในโรงเรียนสหศึกษาก็เถอะ แต่เพื่อนผู้ชายของเธอก็มีแต่พวกที่เนื้อตัวเหม็นกลิ่นเหงื่อเน่าๆทั้งนั้น แต่ไม่รู้ว่าทำไมที่กิตติกานท์ไม่รู้สึกรังเกลียดกลิ่นของครูหนุ่มคนนี้สักนิด

แต่แล้วเหมือนกิตติกานท์จะดึงสติกลับมาได้ หญิงสาวสะบัดออกจากการถูกจับกุมของมือเรียวสวยนั้นอย่างรวดเร็วพลางกระโดดลุกผละออกไปจากที่นั่งที่ตรงนั้นอีกตางหากสร้างความงงงวยให้กับร่างสูงบางซึ่งกำลังเข้าโหมดตั้งอกตั้งใจสอนเป็นอันมาก



ออกมาที่ด้านหน้าส่วนประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนการดนตรีเอลลิงตั้น ร่างสูงเพรียวบางในเสื้อผ้าทันสมัยเก๋ไก๋เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าสองสาวประชาสัมพันธ์ซึ่งกำลังทำหน้าประหลาดทาปากอยู่ในขณะที่อีกคนกำลังง่วนอยู่กับการจนเรียงบัญชีรายชื่อต่างๆ

“Hello…ไม่ทราบว่ามิสเตอร์เอลลิงตั้นอยู่ไหมคะ?”เสียงใสพูดไทยสำเนียงเพี้ยนๆเอ่ยดังขึ้นขัดจังหวะความสำราญในการเสริมสวยของประชาสัมพันธ์สาวทำให้เจ้าหล่อนออกจากหงุดหงิด ยายคุณเธอเงยหน้าหมายจะมองหน้าเจ้าของเสียงใสที่บังอาจมาขัดความสำราญของตนให้ชัดๆ แต่พอตวัดตาขึ้นมาสบหน้าอีกฝ่ายปุ๊บคุณเธอก็ต้องอ้าปากค้างตาเบิกกว้างกว่าไข่ห่านเสียอีก ส่วนเพื่อนสาวที่ง่วนอยู่กับงานอีกคนก็รับคำก่อนมือจะเอื้อมไปกดโทรศัพท์ทั้งๆที่สายตายังอยู่ที่บัญชีรายชื่อ

“รอสักครู่นะคะ จะต่อโทรศัพท์ถามให้เดี๋ยวนี้ค่ะ ขอทราบชื่อด้วยค่ะ”

“ปฐวี วาทยกรค่ะ”หญิงสาวร่างสูงเพรียวเอ่ยตอบ พลางก็เอนตัวพิงกับเคาท์เตอร์แล้วผิวปากอย่างสบายอารมณ์ ในขณะที่รออยู่นั้นเอง มิสเตอร์เอลลิงตั้นก็เดินเข้ามาทางประตูด้านหน้าพร้อมกับกาแฟร้อนหมอกรุ่นในมือ ครูใหญ่ผู้สูงวัยเดินมาพบกับปฐวีโดยบังเอิญนั้นทำท่าทางเอนพิงและเสียงผิวปากนั้นได้ดีจึงเดินตรงเข้ามาทักทายหญิงสาวด้วยเสียงอันดัง

“วี! โอ้…ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะมาวันนี้ ชาลบอกฉันว่าเธอออกไปหางานพิเศษข้างนอก เหลวไหลจริงๆนะเจ้าลูกศิษย์คนนี้!!!” มิสเตอร์เอลลิงตั้นเอ่ยด้วยเสียงยินดีและเอ็ดในตอนท้าย

“ไมค์!!!” ปฐวีโผเข้ากอดชายสูงวัยผู้เปรียบเสมือนบิดาอีกคนหนึ่งของเธอด้วยความยินดีอย่างแสนจะคิดถึง โชคดีที่มิสเตอร์เอลลิงตั้นประคองถ้วยเอาไว้อย่างดีจึงไม่ทำให้ทั้งคู่ถูกกาแฟร้อนๆนั้นลวกเอาทั้งคู่

“คิดถึงคุณจังเลยค่ะไมค์…!” ท่ามกลางความตระหนกตกใจของสองสาวประชาสัมพันธ์ เสียงใสปานดนตรีแก้วนั้นเอ่ยทักทายชายแก่ผู้สูงคุณค่าตามวัยนั้นออกมาด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงบ้านเกิดของเขา

“ฉันก็เหมือนกันแม่หนูน้อย แล้วทำไมไม่มาหาฉันแทนที่จะออกไปตะลอนหางานไม่ได้เรื่องไม่ได้ความที่ข้างนอกนั้นหละหือ?” ชายชราผู้มากด้วยคุณวุฒิเอ่ยด้วยภาษาเดียวกันอันเป็นภาษาถิ่นของตน น้ำเสียงนั้นบ่งบอกถึงความเอ็นดูในตัวฝ่ายตรงข้ามประดุจดั่งบิดาอีกคนหนึ่งไม่ปาน ถึงถ้อยคำจะตัดพ้อสาวน้อยตรงหน้าก็ตามที

“แหม…ก็วีไม่ถูกกับการสอนนี่นา อีกอย่างวีก็อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆด้วยค่ะ จริงสิ ไมค์พอจะแนะนำที่ดีๆให้บ้างไหมหละคะไมค์จะได้วางใจไงหละ” ปฐวีส่งยิ้มสดใสแสนกลให้กับเอลลิงตั้น ซึ่งนั้นก็เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของชายชราได้อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

“จริงๆน๊าแม่คนนี้ เอ้า…เข้ามาคุยข้างในกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะลองคิดดูสิว่ามีตาเฒ่าคนไหนบ้างที่ฉันพอจะฝากฝังลูกสาวแสนแสบคนนี้ให้ดูแลได้อย่างวางใจได้บ้าง” เอลลิงตั้นเอ่ยตอบอย่างนึกยอมแพ้

“เย้!!! ขอบคุณค่ะไมค์” แล้วทั้งสองคนก็เดินเข้าไปด้านใน



ภายในรถ สองพี่น้องกชกรและกิตติกานท์ต่างไม่มีใครพูดจาอะไรกันแม้แต่คำเดียว กิตติกานท์นั่งทำปากคว่ำหน้างอหงิกมาตลอดทาง ส่วนทางด้านพี่ชายของหญิงสาวนั้น ก็ง้ำไม่แพ้กันเลยทีเดียว ในที่สุดเพื่อที่จะหนีให้พ้นจากบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ กชกรจึงตัดสินใจพูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

“ครูที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างกานท์…” กชกรเอ่ยถามน้องสาว โดยพยายามเปล่งเสียงให้ร่าเริงที่สุดเท่าที่ตนเองจะสามารถทำได้ในขณะนั้น

“ก็ดีค่ะ…” กิตติกานท์ตอบด้วยน้ำเสียงข่มอารมณ์ที่ใกล้จะระเบิดสุดชีวิต เพื่อรักษาเงินค่าขนมของเธอที่จะโดนหักเอาไปถ้าเธอหลุดบ่นออกมาแม้แต่คำเดียว ในขณะนั้นหญิงสาวก็กำลังซึ้งกับคำสัญญาที่ให้ไว้ตั้งแต่แรก พลางก็นึกบ่นตนเองในใจว่าไม่น่าไปตบหากรับคำสัญญาพล่อยๆแบบนั้นลงไปเลยจริงๆ

หญิงสาวในตอนนี้อยากจะเปลี่ยนตนเองเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วดีลีทหน้าตาของคนสอนออกไปจากสมองนัก ไม่ใช่แค่หน้านะ ทั้งชื่อและเสียงรวมทั้งสัมผัสเบาบางของนิ้วมือเรียวงามแสนสวยที่ประทับบนหลังมือของเธอด้วย!!!

ใบหน้าเรียวของคนสอนก็ลอยเด่นขึ้นมาในสมองของเธอ ไม่ใช่แค่ภาพหรอกนะ ทั้งภาพและเสียงเลยหละ หลังจากที่หญิงสาวสะบัดมือเรียวบางพลันกระโดดหนีครูหนุ่มร่างสูงบางเสียงกระเจิดกระเจิงด้วยดวงหน้าแดงก่ำอย่างกับลูกตำลึงนั้น ดวงตาสีดำเงาลึกอย่างที่กิตติกานท์นึกเทียบกับหลุมดำนั้นพลันก็เปล่งประกายระยับขึ้นมาอย่างน่าหมันไส้สุดๆ

ครูหนุ่มขำคิกคักกับท่าทางของเธอและดวงหน้าที่แดงแล้วก็แดงอีก กิตติกานท์นึกอยากจะเดินไปฉีกใบหน้าที่กลั้นหัวเราะสุดชีวิตจนสองแก้มใสบนหน้าขาวนั่นแดงปลั่งขึ้นมา ชลชลพยายามกลั้นหัวเราะที่กำลังจะระเบิดออกมาอย่างสุดชีวิต

‘นี้ไม่น่าเชื่อ…ไม่น่าเชื่อ คุณกำลังเขินผมอยู่เหรอเนี่ย ฮ่าๆๆ…ขอโทษนะ แต่ไม่น่าเชื่อเลย…’ว่าแล้วคนตัวสูงชะลูดก็ระเบิดก๊ากออกมาอย่างฮาแตกฮาแตน จนน้ำตาเล็ดน้ำตาร่วง

กิตติกานท์ซึ่งทั้งเขินทั้งโกรธกระแทกเท้าปังๆเดินออกมาจากห้องนั้นอย่างไม่สนใจอีกต่อไปว่าชั่วโมงเรียนของวันนี้จะเหลืออีกตั้งครึ่งชั่วโมงก็ตาม และนั่นก็พอเหมาะพอดีกับที่พี่ชายของเธอกลับมาจากการเดินเล่นพอดี สองพี่น้องจึงชวนกันกลับบ้านด้วยสภาพในขณะนี้

“แล้วสนุกไหมหละ ครูสอนเป็นยังไงบ้าง” กชกรเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงเรียบเรื่อยแม้ว่าไม่ได้อยากจะรู้ก็ตามที นั้นเป็นคำถามที่เป็นหน้าที่เสียมากกว่าด้วยซ้ำ แต่พอน้องสาวเงียบไป กชกรจึงทิ้งความขุ่นเคืองในใจไปกลับมาสนใจในท่าทีของน้องสาวตัวเองแทน ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่นั้นเอง ชายหนุ่มก็หันมามองน้องสาวซึ่งนั่งทำหน้าเหมือนอยากจะกินคน

“อ้าว! ทำไมทำหน้าอย่างนั้นเล่า ครูไม่ดีรึ เขาไม่เก่งเหรอไง?” กชกรเอ่ยถามเมื่อเห็นใบหน้าน่ารักนั้นหงิกงออย่างบ่งบอกอารมณ์ไม่ถูก

“เปล่าค่ะพี่กร เก่ง…เก่งมากๆเลยด้วย!!!” กิตติกานท์ตอบกระแทกเสียงอย่างขัดใจ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใสเหลือบขึ้นมองพี่ชายของตนแวบหนึ่งก่อนกลับลงไปที่มือบนตักของตนตามเดิม

“พี่กร…กานท์ขอถอนสัญญาได้ไหมง่า?” กิตติกานท์ทำเสียงองแงอู้อี้พูดไม่ชัด ซึ่งเป็นอย่างนี้ทุกครั้งเมื่อเธอไม่ต้องการจะทำอะไรหรือต้องการจะถอนคำพูด

“No way! แปลว่าไม่มีทางน้องรัก เธอสัญญาแล้วนะว่าจะไม่งอแงและเรียนจนกว่าจะจบซึ่งก็หมายความว่าต้องสามคอร์สตามที่จ่ายเงินไป” กชกรไม่ยอมอ่อนให้ง่ายๆอย่างทุกครั้ง ชายหนุ่มชักเท้าเข้าเกียร์พร้อมกับเหยียบคันเร่งเบาๆเมื่อสัญญาไฟเขียว

“ค่ะ…เรียนจนจบก็ได้” กิตติกานท์รับคำพลันก็หันกลับไปมองทางข้างหน้า น่าขันที่ดูเหมือนกับว่าสิ่งที่ชัดในสายตาของกิตติกานท์ตอนนี้จะมีเพียงรอยยิ้มเพียงบางจางที่มุมปากได้รูปหยักสวยนั่น มันชัดเสียงเหมือนกับว่าเจ้าของมันมายืนอยู่ตรงหน้ากระนั้นแหละ



“เออจริงสิกร คราวนี้ลูกจะอยู่ที่กรุงเทพฯอีกนานขนาดไหนหละหือ?” นายโชติวัจน์เอ่ยถามลูกชายคนโตขึ้นมากลางวงอาหาร เมื่อสองพี่น้องกลับจากข้างนอก นางนุชนาถมารดาสุดที่รักก็ทำอาหารไว้รอทั้งคู่อยู่แล้ว สองพี่น้องจึงรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและลงมาทานอาหารอันเป็นเวลาของครอบครัว

“คราวนี้คงจะอีกหลานเดือนครับพ่อ เพราะผมว่าจะย้ายสำนักงานจากอังกฤษกลับมาทำสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯก่อนสิ้นปีนี้นะครับ” กชกรตอบผู้เป็นพ่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตอนนี้ธุรกิจของเขาค่อนข้างจะเริ่มอยู่ตัวแล้ว นักจากเหตุเศรษฐกิจแตกกระจายอย่างที่เกือบจะทำให้บ้านอัศวจากรแทบสิ้นเนื้อประดาตัว กชกรซึ่งตอนนั้นเป็นเพียงนักศึกษาเพิ่งจบเข้าจับงานต่อจากผู้เป็นบิดา คร่ำงานหามรุ่งหามค่ำแบบไม่ได้พักไม่ได้นอนจนกู้สถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็นดีมาได้จนในขณะนี้

“ดี…คราวก่อนอยู่ไม่ถึงสองวันก็เผ่นกลับเพราะงานทางโน้นเกิดปัญหา เล่นเอาพ่อเป็นห่วงเสียแทบแย่”

“มีอะไรก็ปรึกษาพ่อเขาได้นะตากร พ่อเขาเป็นห่วง ถึงเราจะเก่งอย่างไรก็เถอะ แต่เรื่องหยูกเรื่องยานี่เราไม่รู้ดีเท่ากับพ่อเขาหรอก” นางนุชนาถเอ่ยแทรกขึ้น

“ครับแม่” กชกรรับคำด้วยสีหน้าชื่นบานด้วยคิดว่าตนช่างโชคดีนักที่มีครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้คอยให้กำลังใจ และเขาก็พร้อมจะทุ่มทั้งชีวิตให้กับมัน

“แม่ก็ พ่อไม่ต้องช่วยกรเขาก็ทำของเขาได้อยู่แล้ว ดูสิตอนเกิดวิกฤตบริษัทตอนนั้น พ่อป่วยหนักพอดิบพอดี ตากรก็เข้ากู้สถานการณ์เอาไว้ได้ ถึงจะต้องยุบสาขาในต่างประเทศถึงสามแห่งก็เถอะ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยออกอย่างภาคภูมิใจในตัวลูกชาย แต่แล้วก็เหมือนว่าโชติวัจน์จะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“จริงสิ พ่อลืมไปเสียสนิทเลย นี่แม่…สัปดาห์หน้าทำกับข้าวเอาไว้เยอะๆหน่อยนะ…” โชติวัจน์เอ่ยขึ้นกับภรรยา

“ใครจะมาบ้านเหรอครับพ่อ?” กชกรเอ่ยถามขึ้นทันทีด้วยความสงสัย นานแล้วที่ที่บ้านหลังนี้ไม่มีแขกมาเยี่ยมเยือน

“ลูกจำญาติห่างๆต่างชาติของพ่อได้รึเปล่าหละตากร คนที่เป็นนักดนตรีนะ” โชติวัจน์เอ่ยทบทวนความจำของผู้เป็นบุตรชาย

“จำได้ครับ คนที่ชื่อแพททริก แกรนท์ ที่แต่งงานแล้วมาฮันนีมูนกับภรรยาที่เป็นคนไทยเขาที่เมืองไทยแล้วแวะมาเยี่ยมเราก่อนกลับตอนนั้นใช่ไหมครับ” กชกรเอ่ยขึ้นอย่างจำได้ แม้ว่าเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นเขาจะอายุแค่เพียง 7 ขวบเท่านั้น

“ใช่…ถูกต้อง แต่เขาไม่ได้มาหรอกนะ ลูกเขาสองคนต่างหากหละที่จะมา นะจ้ะแม่” โชติวัจน์หันไปบอกกับภรรยาอีกครั้ง

“ค่ะคุณ…ฉันก็คิดถึงเด็กสองคนนั้นเหมือนกัน ไม่รู้ป่านนี้จะโตขนาดไหนกันแล้วก็ไม่รู้ สองคนนั้นเหมือนกันติมาไม่มีผิดเลยทีเดียว ตอนที่เราไปเยี่ยมพวกเขาตอนทัวร์ยุโรปตอนนั้นสองคนยังตัวแค่นี้อยู่เลย” นุชนาถเอ่ยพลางทำมือประกอบ

“ทำไมกานท์ไม่เห็นจำใครได้เลยหละคะเนี่ย ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งพี่กรจำได้หมดทุกคนเลย” กิตติกานท์เอ่ยขึ้นอย่างสงสัยระคนหงุดหงิดเพราะรู้สึกเหมือนตัวถูกกันออกห่างการสนทนา

“แหม ตอนอาเขามา กานท์ยังอยู่ในท้องแม่อยู่เลยนี่นา” นุชนาถเอ่ยอย่างหยอกเย้าลูกสาวสร้างเสียงหัวเราะสนุกสนานดังไปทั้งโต๊ะอาหารเย็นเลยทีเดียว หากแต่กิตติกานท์กลับทำหน้าบุ้ยพลางทำแก้มป่องไปด้วยในทีเดียวกัน

“เด็กสองคนนั้นอายุเท่าๆกับยายกานท์นี่นะ บางทีอาจจะสนิทสนมกันเร็วก็ได้นะ” โชติวัฒนะเอ่ยอย่างเอาใจลูกสาว

“แฝดหญิงหรือแฝดชายนะคะคุณ” นุชนาถเอ่ยขึ้นอย่างจำไม่ได้ว่าอย่างไรแน่นั้น

“แฝดชายหญิงจ้ะ เห็นว่าจะมาเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองไทยเขาสอบได้ที่เดียวกับกานท์เลย ดีเหมือนกันนะจะได้สนิทสนมกันเอาไว้ อย่างไรเสียตระกูลเราก็ไม่ได้ใหญ่โตแต่พอจะมีญาติก็มีแต่ห่างกันเสียคนละเกือบซีกโลกแน่ะ” โชติวัจน์เอ่ยพลางก็หัวเราะอย่างนึกขัน

“จริงด้วยนะคะ จะว่าไปกันติมาก็เรียนที่นี่เหมือนกัน เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆเลยนะคะ” นุชนาถเปรยขึ้นมากับสามี

“นั่นสินะ เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ เห็นว่าเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์หรือบริหารไงนี่หละจำไม่ได้แล้ว” โชติวัจน์ยกมือขึ้นแตะหัวพลางก็พยายามนึกว่าจำได้ถูกต้องรึไม่

“อ้าว…นึกว่าจะเรียนเหมือนกับพ่อเขาเสียอีก แพ็ทเขาเรียนทางสายดนตรีนี่คะ แถมครอบครัวเขาก็เป็นนักดนตรีสืบต่อกันมามีชื่อเสียงกันทุกรุ่นเลยอย่างนี้แพ็ทไม่โวยแย่รึคะคุณ”

“อาจจะไม่ชอบก็ได้กระมัง แต่ก็ดีนะ เรียนในสิ่งที่ตนชอบดีว่าอย่าเรียนตามที่คนอื่นบอกเลย ไม่อย่างนั้นถ้ากลับมานึกได้ทีหลังว่าตนชอบอีกอย่างก็สายไปแล้วต้องมานั่งเสียดายเสียใจทีหลังนั้นก็แย่ไปใหญ่”

ระหว่างสองสามีภรรยาสนทนากัน ต่อหน้าลูกสาวลูกชายนั้น สองพี่น้องก็ตั้งอกตั้งใจฟังอย่างสนใจ กิตติกานท์ชักนึกอยากจะเห็นหน้าลูกพี่ลูกน้องคู่นี้ของเธอขึ้นมาพลันพลางก็คิดว่าถ้าได้สนิทกับทั้งสองคนนั้นได้คงจะสนุกดีไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เพราะตั้งแต่เกิดมา ญาติสนิทที่อายุไล่เลี่ยกันก็ไม่มี เธอมีแต่พี่ชายเท่านั้นแต่อายุของเธอกับพี่ก็ห่างกันเสียเหลือเกิน ส่วนทางด้านกชกรนั้น ไม่ได้คิดอะไรกับทั้งสองมากนัก คิดเพียงแต่ว่า ถ้าทั้งสองคนนั้นเป็นเด็กดีน่ารักเหมือนกับอากันติมาก็คงจะดีไม่น้อยทีเดียว แต่พอนึกถึงเด็กสาวก็พาลจะทำให้เขานึกถึงหญิงสาวที่หน้าลิฟต์คนนั้นเสียไม่ได้

ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้จดจำผู้หญิงที่เพียงพบกันปะทะกันสองสามประโยคคนนั้นได้ดีนักทั้งๆที่ไม่อยากจะจำได้สักนิดเดียว

ภาพในความทรงจำปรากฏเด่นชัดขึ้นมาในทันใด ดวงตาสีดำวาววับราวกับลูกปัดนิลนั้นดูราวกับตาของแมวไม่มีผิด มันเหมือนจะมองทะลุร่างของเขาไปถึงจิตใจข้างในได้อย่างนั้น ดวงตาแบบนั้นมองเพียงแวบเดียวก็ติดตาเขาเสียแล้ว บางทีอาจไม่เพียงเท่านั้น ดวงหน้าใสๆที่เรียวหากแต่ก็โค้งน้อยๆนั่นหากตัดปากร้ายๆนั้นออกได้หละก็ ผู้หญิงคนนั้นคงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งเลยทีเดียว

สวย! ให้ตายสิ เขาคิดได้อย่างไรกันนะว่ายายเด็กแก่นกะโหลกคนนั้นสวย!…ยายคนนั้นอายุคงสักประมาณน้องสาวเขาเท่านั้นเอง แล้วเขาก็ไม่ได้เป็นคนจิตผิดปรกติชอบเด็กเสียด้วย…

กชกรเหลือบมองไปทางน้องสาวของตน กิตติกานท์หากวางตัวให้ดูสง่ากว่านี้หรือเป็นผู้ใหญ่กว่านี้สักนิดก็เรียกได้ว่าเป็นหญิงสาวที่สวยน่ารักคนหนึ่งหละ กชกรนึกขึ้นได้ว่าน้องสาวเขาตอนนี้ก็โตเป็นสาวเข้ามหาลัยได้แล้วมีหนุ่มๆมาติดแล้ว ไม่ใช่เด็กเล็กๆที่วิ่งซนอีกต่อไป

กชกรถอนหายใจกับตนเอง อาจเป็นเพราะเขาติดกับภาพน้องสาวตัวน้อยมากไปจนลืมไปแล้วว่ากิตติกานท์โตเป็นสาวแล้ว เพราะเขามีงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา รูปที่โต๊ะทำงาน รูปครอบครัวก็เป็นรูปเก่าตั้งแต่น้องสาวตัวจ้อยของเขาอายุเพียงแค่10ขวบเท่านั้นเอง กชกรถอนใจอีกครั้งก็พึมพำกับตนเองว่าได้เวลาอัพเดทรูปบนโต๊ะทำงานเสียทีหนึ่งแล้ว…

-----------------------------------------------------------




 

Create Date : 04 มกราคม 2550    
Last Update : 4 มกราคม 2550 13:45:24 น.
Counter : 85 Pageviews.  

สืบลับ แฝดอัจฉริยะ ตอนที่2

Chapter 2

ณ อาคารใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครฯ เมืองฟ้าอมรแห่งสยามประเทศ

ชายหนุ่มร่างสูงบางนายหนึ่งเดินตรงเข้าไปยังประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนการดนตรีแห่งหนึ่งในตึกทันสมัยแห่งนั้น ดวงหน้าเรียวแบบลูกครึ่งนิดๆซึ่งถูกกรอบด้วยผมสีดำสนิทอย่างกับขนกาก้มลงคร่อมโต๊ะด้านหน้าพลางคลี่ยิ้มบนริมฝีปากบางหยักสวยสีระเรื่อนั้นอย่างน่ารัก บวกกับเสียงทุ้มแบบหนุ่มรุ่นเล่นเอาประชาสัมพันธ์สาวของโรงเรียนนั้นทั้งสองคนแทบจะละลายอยู่ตรงนั้นเอง ดวงตาสีดำลึกของชายหนุ่มหลังกรอบแว่นสีเงินนั้นดูวาววับคมปราบอย่างกับใบมีดโกนจนคนถูกมองวูบวาบไปกับดวงตาคู่นั้น

“สวัสดีครับ ผมนัดเอาไว้กับมิสเตอร์จอห์น เอลลิงตั้นครับ” เสียงทุ้มเอ่ยต่ำพลางโปรยยิ้มใส่สาวๆประชาสัมพันธ์อีกครั้ง

“ไม่ทราบว่านัดไว้หรือเปล่าคะ…ขอทราบชื่อได้ไหมคะ” ประชาสัมพันธ์สาวเอ่ยถามเสียงอ่อยเสียงหวาน แม้ว่าชลชลจะรู้อยู่เต็มอกว่าตัวนั้นโดนสาวแก่กว่าทอดสะพานให้เสียแล้วแต่ชายหนุ่มรุ่นก็หาได้สนใจไมตรีนั้นไม่

“ชลชล วาทยกรครับ บอกท่านว่าผมได้รับการแนะนำจากศาสตราจารย์เจนกิ้นครับ” ชลชลตอบคำถามเสียงเรียบก่อนที่จะทอดสายตาไปจากประชาสัมพันธ์สาวทั้งสองนางซึ่งต่างแย่งกันกดโทรศัพท์ต่อมิสเตอร์เอลลิงตั้นให้เขาเป็นการใหญ่

“มิสเตอร์บอกให้เชิญเข้าไปพบได้เลยค่ะ ดิฉันจะพาไปพบนะคะ…”ประชาสัมพันธ์สาวเอ่ยก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งเพื่อนอีกคนให้ประจำที่โต๊ะ ก่อนที่ตนเองจะลุกพรวดและออกเดินนำชายหนุ่มเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว

ประชาสัมพันธ์สาวเคาะประตูสามครั้งและรอให้มีเสียงตอบรับจากด้านในก่อนที่เธอจะเปิดประตูให้กับชายหนุ่ม ชลชลเดินเข้าไปก่อนหันกลับมากล่าวคำขอบคุณกับประชาสัมพันธ์สาวด้วยรอยยิ้มน่ารัก

“ชาล! โอ้…โตขึ้นเยอะเลยนะเจ้าหนุ่ม!!!” มิสเตอร์เอลลิงตั้นเดินตรงเข้ามาทางชายหนุ่มพลางกล่าวทักทายเป็นภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงยินดีปรีดาเป็นที่สุด มือแก่ชราตบปับลงบนบ่าบางของชายหนุ่มวัย18ปีผู้มีท่าทีสงบเกินวัยของตน

“สวัสดีครับ ไมค์…สบายดีเหรอครับ” ชลชลเอ่ยถามเป็นมารยาทด้วยสีหน้าเรียบๆและยิ้มบางๆที่มุมปากสวยนั้นและท่าทางสนิทสนม ไมเคิล เอลลิงตั้น ครูใหญ่ของโรงเรียนการดนตรีแห่งนี้ยิ้มกว้างออกมาด้วยดวงตาสีเทาอันพราวระยับด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า70ปี

“สบายที่สุดเจ้าหนุ่ม…ฉันรู้แล้วว่าเธอมาหาฉันที่นี่ทำไม ฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เธอมาช่วยงานที่นี่ ที่โรงเรียนบ้าๆนี่มีอะไรให้เราทำกันตั้งเยอะ จริงสิแล้ววีไม่ได้มาด้วยหรอกรึ? ไหนเจ้าแก่เจนกิ้นส์บอกกับฉันว่ามาด้วยกันไงหละ…”

“ครับ แต่เจ้านั้นเขาบอกว่าเขาไม่ชอบงานสอบ จะไปขอรับจ้างเล่นดนตรีตามงานน่ะครับ” ชลชลเอ่ยพลางก็ทำสีหน้าหน่ายๆยามที่เอ่ยถึงแฝดสาวผู้น้อง

“ฮื้ย! เหลวไหล งานรับจ้างเล่นดนตรีในกรุงเทพฯนนี่นะเหรอจะได้เงินดีไปกว่ามาสอนที่โรงเรียนนี้ ที่นี่เหมือนที่โน้นเสียที่ไหนเล่า” เอลลิงตั้นกล่าวพลางทำสีหน้าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

“วีเขาบอกว่าประสบการณ์เป็นของซื้อหาไม่ได้นะครับ” ชลชลเอ่ยพลางยิ้มเบื่อๆเหมือนกับจะบอกว่า…แค่ที่ผ่านมานั้นยังไม่พออีกหรือไง

เอลลิงตั้นอ่านท่าทางสีหน้าแบบนั้นของชายหนุ่มได้อย่างทะลุปรุโปร่งแบบที่แม้แต่ผู้เป็นบิดาก็ยังอ่านไม่ออกนั้น ด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์ที่มากโข บวกกับความสนิทสนมกันเป็นพิเศษระหว่าเขาและศิษย์ทั้งสองซึ่งผูกพันกันมาตั้งแต่ทั้งสองแฝดยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่อายุน้อยที่สุดและฝีมือเยี่ยมที่สุดในมหาวิทยาลัยในตอนนั้น เอลลิงตั้นตบบ่าชายหนุ่มอีกครั้งและยิ้มให้กับชลชลด้วยดวงตาภูมิใจประดุจญาติผู้ใหญ่แท้ๆของชายหนุ่ม

“เธอดูดีกว่าแต่ก่อนมาจริงๆชาล…ดูดีมากๆจริงๆ” คำว่าดูดีของเอลลิงตั้นนั้นมีความหมายที่แตกต่างออกไปจากความหมายที่ใครๆเข้าใจ แต่ชลชลนั้นสามารถเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงนั้นได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มยิ้มอย่างยอมรับ

“ครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น…”



“ที่นี่แน่เหรอกานท์ มันดูคล้ายๆอาคารสำนักงานมากว่านา…” กชกรเอ่ยขัดขึ้นมาขณะเดินตาหลังผู้เป็นน้องสาวมาต้อยๆ

“ใช่แน่ๆค่ะ โรงเรียนดนตรีเอลลิงตั้นอคาร์เดมี เห็นโน้นไหมคะเขาเขียนเอาไว้ออกจะตัวเบ้อเร่อเลยนะ”กิตติกานท์เอ่ยพลางชี้ไปที่ป้ายด้านหน้าของสถานที่นั้น ก่อนหันไปลากแขนพี่ชายอย่างกระตือรือร้นเต็มที่

“อืม…จริงด้วย โอ้ย!!!”

“พี่กร ใจเย็นยืนอ่านอยู่นั่นแหละเร็วเข้าสิคะ เดี๋ยวก็เต็มหมดกานท์อดเรียนหรอก” กิตติกานท์เร่งเหยงๆพลางกระชากแขนพี่ชายเดินตามตัวเองมาหลุนๆ คนตัวใหญ่กว่าก็แกล้งทำตัวไร้น้ำหนักเดินตาคนลากอย่างยอมตาม

“สวัสดีค่ะ มาสมัครเรียนค่ะ…” เสียงใสของกิตติกานท์เอ่ยขึ้นเสียงดัง ทำให้ประชาสัมพันธ์สองสาวเงยหน้าขึ้นมาอย่างรู้สึกหงุดหงิดพร้อมกัน แต่แล้วพอสบเข้ากับดวงตาคมสีน้ำตาลของชายหนุ่มร่างใหญ่ซึ่งอยู่ข้างหลังหญิงสาวร่างบางจ้อยนั้นเข้าก็ถึงกับคลี่ยิ้มพลางกล่าวทักทายสองพี่น้องขึ้นพร้อมกัน

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าสนใจเรียนคอร์สไหนคะ” ว่าจบสองสาวก็หันไปเขม่นใส่กันแช็ดๆ

“มีคอร์สเปียโนเปิดสอนอยู่ไหมคะตอนนี้” กิตติกานท์เอ่ยถามขึ้นไม่ได้สนใจท่าทางแปลกๆของสองประชาสัมพันธ์สาวสักนิด

“มีพอดีเลยค่ะ สะดวกเวลาไหนคะ” สองสาวนั้นแย่งกันพูดขึ้นทำให้พดพร้อมกันอีกครั้ง ท่าทางนั้นทำให้กชกรอดเห็นขำไม่ได้

“เวลาประมาณนี้นะค่ะ วันเสาร์หรืออาทิตย์ก็ได้ช่วงประมาณเช้า8โมง ไม่ก็บ่ายๆไปเลยนะค่ะมีบ้างไหมคะ” กิตติกานท์เอ่ยถาม พลางก็ก้มลงมองแผงตารางสอนแล้วทำหน้าเบ้เพราะดูจากแผ่นบนโต๊ะแล้วท่าจะเต็มหมดแล้วแหงมๆ

“มีพอดีเลยหละค่ะคุณน้องขา เมื่อสักครู่เพิ่งจะมีครูใหม่มาพอดี๊พอดีเลยค่ะ คุณน้องโชคดีมากๆเลยนะคะเพราะครูคนนี้เก่งมากเลยหละค่ะ” ประชาสัมพันธ์สาวเอ่ยบอกสรรพคุณเสร็จสรรพพลางโปรยยิ้มหวานให้ แต่กิตติกานท์ความว่ายิ้มนั้นคงจะเลยเธอไปมากกว่า

“แหม…จริงเหรอคะ โชคดีจังเลย…เวลาไหนคะ” กิตติกานท์ถามอีกทำให้ประชาสัมพันธ์สาวจำใจต้องละสายตาจากร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังมายังแผงตารางเรียนบนโต๊ะ

“นี่ค่ะเวลานี้ค่ะ 8โมงถึง10โมง คอร์สหนึ่งของที่นี่มี10ชั่วโมงค่ะ สัปดาห์ละครั้ง วันหนึ่งสอนสองชั่วโมงค่ะ แล้วก็อีกเวลาหนึ่งก็นี่นะคะตอนบ่าย3โมงถึง 5โมงเย็นค่ะ เป็นช่วงเวลาสุดท้ายเราให้จ่ายล่วงหน้า3คอร์สค่ะตกคอร์ส หนึ่งก็คอร์สละ 1,700บาทค่ะ ตกลงว่าน้องจะเรียนตอนช่วงไหนดีคะ?” กิตติกานท์ทำท่าครุ่นคิดอย่างหนัก ลังเลอยู่ว่าจะเรียนเวลาไหนดี ใจในที่สุดกชกรก็สรุปความคิดเห็นให้

“พี่ว่าตอนเช้าเราตื่นไม่ทันมาเรียนหรอกยายกานท์ เอาช่วงเย็นนั่นแหละ พี่จะได้แวะมารับเรากลับด้วยกันไงหละ” กชกรออกความคิด กิตติกานท์หันมาค่อนพี่ชายเข้าให้อย่างรวดเร็ว

“แหม…พูดเสียอย่างกับพี่กรอยู่เมืองไทยบ่อยจนมารับกานท์ได้ทุกครั้งอย่างนั้นเลย” กิตติกานท์หันมาย่นคิ้วใส่พี่ชายพลางก็ทำหน้าหน่ายๆ

“โถ…อีกสองเดือนพี่ก็จะย้ายสำนักงานมายู่ที่เมืองไทยแล้วน่า” กชกรโวยเล็กๆกับคำค่อนของน้องสาวก่อนบอกข่าวใหม่ล่าสุดให้ผู้เป็นน้องได้รับรู้

“แหม อย่างนั้นก็เยี่ยมเลยค่ะ ตกลงเลือกเป็นช่วงเย็นบ่าย3ค่ะ” กิตติกานท์หันไปเอ่ยกับประชาสัมพันธ์สาว แต่ไม่ได้รับความสนใจแม้แต่น้อยเพราะแม่สองสาวเล่นยืนยิ้มหวานให้กับพี่ชายนายกชกรอยู่นั้นแหละ กิตติกานท์ชักยัวะที่ไม่ได้ดังใจบวกอาการหัวพี่จังพูดด้วยเสียงอันดังลั่น

“คอร์สบ่ายสามค่ะ!!!” เสียงแหลมใสนั้นทำเอาสองสาวประชาสัมพันธ์สะดุ้งเฮือกก้มหน้าก้มตาทำงานหาเอกสารกันเป็นการใหญ่ กชกรมองภาพนั้นด้วยขำขันเป็นที่สุดซึ่งเป็นกริยาเดียวกันกับคนที่นั่งอยู่แถวนั้นซึ่งหันมามองตามเสียงเมื่อสักครู่ กิตติกานท์ทำเสียงฟึดฟัดขึ้นจมูกพลางเบ้ปากทำสีหน้าหน่ายๆมองสองสามประชาสัมพันธ์

“จะเริ่มเรียนวันนี้เลยรึเปล่าคะ” ประชาสัมพันธ์สาวอีกนางหนึ่งเอ่ยถามขึ้นขณะส่งบัตรเข้าเรียนเละหนังสือเรียนให้กับหญิงสาวคนน้อง

“เรียนได้เลยเหรอคะ” กิตติกานท์เอ่ยถามด้วยความรู้สึกลิงโลด

“ค่ะ ตอนนี้ครูอยู่ที่ห้องG5ที่ด้านในสุดค่ะ กำลังซ้อมให้ชินกันเครื่องอยู่ เดี๋ยวดิฉันจะให้คนนำทางไปให้นะคะ” ว่าแล้วคุณเธอก็กระทุ้งศอกใส่เพื่อนสาวข้างๆพลางพยักพเยิดหน้าเป็นที่รู้กัน เพื่อนสาวที่ถูกโบ้ยอยู่เรื่องทำย่นจมูกใส่พลางก็ลุกขึ้นและนำหญิงสาวไป



แต้ง…แต้ง…!!!

ปลายนิ้วเรียวยาวประดุจลำเทียน กดลงบนคีย์เปียโนฝึกหัดเครื่องเล็กอย่างหยั่งลอง เครื่องเปียโนแม้ว่าจะเป็นเครื่องเล็กสำหรับฝึกหัดแต่ก็จัดได้ว่าเสียงดีใช้ได้ทีเดียว ชลชลลองไล่สเกลต่างๆอย่างคล่องแคล่วไปจนสุดข้างหนึ่งก่อนไล่กลับไปจนสุดอีกข้างและกลับมาที่เดิม

ไม่มีเสียงเพี้ยน…

เสียงเปียโนนั้นทุ้มใส่ เต็มไปด้วยคุณภาพเสียงทำให้ชลชลพึงพอใจเป็นยิ่งนัก หน้าใสของหนุ่มรุ่นจึงเผยอยิ้มจางๆ ด้วยเสียงที่ก้องกังวานนั้นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะต้องขอสักเพลง

โดยไม่ต้องมีเนื้อเพลง ชลชลก็ร่ายบรรเลงบทเพลงไพเราะเสนาะหวาน ด้วยเสียงคุณภาพบวกกับเทคนิคชั้นเยี่ยมและทักษะชั้นยอด แม้แต่การไล่คอร์ดก็ยังฟังไพเราะเป็นทำนองเพลง แล้วด้วยความเคยชินที่ทุกครั้งหลังการซ้อมการไล่คีย์และคอร์ด เขาต้องบรรเลงเพลงที่แต่งขึ้นเองเพลงโปรดที่ทุกครั้งทุกคราที่มีการแสดงคอนเสิร์ตเขาต้องขอโซโล่เดี่ยวเพลงนี้ทุกครั้ง แต่นั่นก็ยกเว้นครั้งสุดท้ายของเขาเอาไว้ เพราะความหมายของเพลงก็คือ…

See you again…

แต่เพราะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายของเขา ดังนั้นแล้วเพลงนี้จึงไม่เหมาะที่จะใช้ปิดรายการเป็นแน่ ชลชลปฏิเสธแข็งขันที่จะไม่ขอเล่นเพลงนี้ปิดท้ายดังเช่นทุกครั้งทุกครา มันเสมือนเป็นการบังคับตนเองไม่ให้กลับหวนคืนเวทีอีกครั้ง

การจากมาของเขาสร้างความขุ่นเคืองให้กับผู้เป็นบิดาซึ่งก็รองลงมาจากเรื่องที่เขาและน้องสาวไม่ยอมใช้นามสกุลของผู้เป็นบิดานั้นแหละ

โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าได้มีคนมายืนรอเขาอยู่ที่ด้านหน้าแล้วนั้นเอง ชลชลบรรเลงบทเพลงนั้นออกไปอย่างเคยชินทำให้ร่างบางซึ่งยืนนิ่งอยู่หน้าห้องG5นั้นถึงกับนิ่งงันไปด้วยจำได้ถึงบทเพลงๆนี้

“See you again” กิตติกานท์เอ่ยขึ้นมาลอยๆ ด้วยสีหน้าประหลาดใจที่ได้ยินเพลงนี้ที่นี่ หัวใจของหญิงสาวพองโต ความคิดวกวนและบ่นอยู่กับตนเองเพียงว่า

ไม่ใช่ Chal-Vee หรอกน่า มันแค่บังเอิญเท่านั้น…

แต่กระนั้นกิตติกานท์ก็ไม่อาจหักห้ามไม่ให้หัวใจของตัวเองเต้นแรงได้ เพราะการเล่นแบบนี้เธอจำได้ดีว่าไม่เคยมีใครที่ลองเล่นแล้วจะไพเราะได้เท่าต้นตำหรับเลยสักลายเดียว กิตติกานท์หมุนลูกบิดประตูห้องเรียนให้เปิดออก เสียงจากภายในก็ท่วมทะลักออกมาให้ได้ยินชัดเจนยิ่งขึ้น แต่พอเสียงครางของประตูดังขึ้นรบกวน นั้นก็ทำให้คนเล่นหยุดมือลงไปในทันที

เนื่องจากถูกขัดจังหวะตอนกำลังเล่นเพลงโปรด จึงทำให้ชลชลรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ชลชลหันมาทางประตูที่ถูกเปิดออก ดวงตาสีดำนิลนั้นดูลึกจนไร้ก้นบึ้ง มันยิ่งเป็นประกายคมปราบยามที่แสงแห่งดวงอาทิตย์สาดเข้ามาภายในแตะต้องใบหน้าด้านหน้าของเขาและทำให้อีกด้านมืดลงไป ดวงตานั้นไม่มีแววยิ้มสักนิดเดียว

กิตติกานท์สะดุ้งเบาๆเมื่อสบกับดวงตาเป็นประกายคมดุนั้น วาบหนึ่งที่หญิงสาวรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ และครู่ต่อมาเมื่อเธอได้สังเกตว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้นดูแล้ววัยใกล้ๆกันกับเธอ ทำให้กิตติกานท์เข้าใจผิดไปว่าเขาเป็นนักเรียนเช่นเดียวกับเธอ

“ข…ขอโทษค่ะที่มาขัดจังหวะการซ้อม ดิฉันนึกว่าเป็นครูชลชล (ชน-ชน) ก็เลย…” กิตติกานท์เอ่ยไม่ทันจะจบ เสียงทุ้มหากแต่เอ่ยต่ำก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่ใช่…อ่านว่าชลชล (ชะ-ละ-ชน)” ชายหนุ่มเอ่ยแก้ให้ด้วยสีหน้าเย็นชา น้ำเสียงทุ้มต่ำ พลางก็หันกลับไปยังเปียโนดังเดิม ท่าทางเฉยเมยเช่นนั้นทำให้กิตติกานท์ชักเริ่มฉุนขึ้นมา

“ขอโทษนะคะ ดิฉันไม่ตั้งใจจะรบกวนแต่ว่ามันถึงชั่วโมงเรียนของฉันแล้วค่ะ” กิตติกานท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดัง พยายามพูดเสียงต่ำเพื่อให้ฟังดูมีอำนาจขึ้น และนั้นก็ประสบความสำเร็จที่สามารถเรียกความสนใจของอีกฝ่ายได้ เจ้าของเสียงทุ้มจึงเอ่ยกลับมาอีกครั้งหากแต่ยังคงเล่นต่อไปอย่างไม่ได้หันมามองหญิงสาวสักนิด

“ก็เข้ามาสิ ปิดประตูด้วยนะ…”เสียงทุ้มเอ่ยต่ำเรียบๆอีกครั้ง และนั้นเพียงพอที่จะทำให้กิตติกานท์ฉุนขาด!!!

“นี่คุณ ฟังภาษาไทยไม่ออกเหรอ ฉันบอกแล้วไงว่านี้เป็นชั่วโมงเรียนของฉันและฉันก็มารอครูที่สอนที่ชื่ออ่านยากๆว่าอะไรนะชลชลนะ ถ้าอย่างนั้นคุณก็ควรจะออกไปใช้ห้องอื่นซ้อมสิ!!!” กิตติกานท์แว้ดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหลมสูงดังก้องจนคับห้องกลบเสียงเปียโนเมื่อสักครู่ไปจนมิดเลยทีเดียว ในที่สุดเมื่อสิ้นเสียงของเธอ ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดอย่างน่าตกใจ

“อ้อ…เรื่องนั้นผมทราบตั้งแต่เธอบอกทีแรกแล้วหละ”เสียงทุ้มทำลายความเงียบลงในที่สุดหลังจากที่ความเงียบอันหน้าอึดอัดปกคลุมทั้งห้องอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ร่างสูงหันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวด้วยการหมุนเก้าอี้กลมซึ่งสามารถหมุนได้รอบนั้น หญิงสาวนึกค่อนขอดตนเองในใจว่าทีแรกมองเผลอคิดว่าคนๆนี้จะเป็น Chal-Vee ที่เธอคลั่งไคล้ได้อย่างไร แต่พอมองหน้าของเขาให้ชัดๆอีกครั้งแล้วกิตติกานท์อยากที่จะร้องกรีดให้ลั่นตรงนั้นเลยทีเดียว

“Chal-Vee!!!” กิตติกานท์อุทานขึ้นมาด้วยเสียงสั่นเครือ สีหน้าซึ่งเมื่อครู่เรื่อด้วยอารมณ์โกรธกลับซีดลงฉับพลัน

“ขอโทษที่เสียมารยาทเมื่อครู่ ทำให้เข้าใจผิด ผมนี่แหละคือชลชล วาทยกร ครูผู้สอนของเธอ และเธอเข้าใจถูกเรื่อง Chal-Vee” ชลชลเปิดยิ้มจางๆที่มุมปาก นั้นเป็นรอยยิ้มที่หญิงสาวคิดว่ามันช่างไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย



กชกรนั่งรอกิตติกานท์อยู่ด้านหน้าของโรงเรียนในส่วนของที่นั่งผู้ปกครอง กชกรมองนาฬิกาข้อมือของตนแล้วถอนหายใจเบาๆก่อนตัดสินใจว่าเขาน่าจะลงไปเดินเล่นแถวๆนี้ บางทีเขาอาจจะได้ไอเดียดีๆเพิ่มในการทำธุรกิจก็ได้ เขาเป็นนักบุกเบิกอยู่แล้วและก็ชอบการพัฒนาด้วย กชกรจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่งรอเดินออกไปข้างนอกโรงเรียน

ที่อาคารแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นอาคารรวมช็อปปิ้งมอลล์กับสำนักงานเลยก็ว่าได้ เพราะมี่ร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมชั้นนำ แถมยังมีคอฟฟี่ช็อปเล็กๆเปิดให้บริการ แถมยังบวกความสะดวกให้ครบครันยิ่งขึ้นด้วยการที่มีสาขาย่อยของธนาคารเปิดทำการอยู่ภายในด้วยเช่นกันเรียกได้เลยว่าครบวงจร

“เห็นทีเราน่าจะลองพิจารณาย้ายสำนักงานมาอยู่ที่นี่ก็ไม่เลวเลยนะนี่” กชกรพึมพำกับตนเองเบาๆ เขากำลังยืนรอขณะที่กดเรียกลิฟต์ไปแล้ว ลิฟต์แก้วไต่ขึ้นมาอย่างนุ่มนวลราวขนนกมายังชั้น7ของอาคารซึ่งเป็นชั้นที่ชายหนุ่มกำลังรออยู่พอดี

เสียงกริ่งใสๆดังขึ้นเบาๆแบบเสียงกริ่งผู้ดี และประตูลิฟต์ก็เปิดอ้าออก โดยที่กำลังคิดกำลังมองอะไรเพลินๆทำให้กชกรไม่ทันได้ระวังว่าจะมีคนเดินออกมาจากลิฟต์บนชั้นที่เขาอยู่พอดี กชกรก้าวเข้าไปในลิฟต์ทันที่ประตูเปิดออกและ…

ปึก!!!

“โอ๊ย!!!” เสียงแหลมใสของหญิงสาว และแรงปะทะเบาๆที่หัวไหลของกชกร เรียกสติของชายหนุ่มกลับคืนมาในทันที

“ขอโทษครับคุณ ผมไม่ทันได้ระวังเป็น…” เป็นไปโดยอัตโนมัติ กชกรเอื้อมมือไปประคองร่างสูงบางของหญิงสาวที่ดูแล้วน่าอยู่ในวัยเดียวกันกับน้องสาวของเขาทันทีด้วยบริสุทธิ์ใจ แต่ทว่า…ร่างบางๆร่างนั้นกลับสะบัดและปัดมือที่ยื่นมาหมายจะช่วยเหลือของเขาทิ้งไปอย่างแรง

“คนบ้าซุ่มซ่ามไม่ดูตาม้าตาเรือเหรอว่าตาตัวเป็นตาตุ่มอยู่บนหน้ารึไงไม่ทราบถึงได้ไม่เห็นชาวบ้านเขาเดินออกมาตัวเบ้อเร่อเนี่ยหา!!!” หญิงสาวร่างเพรียวในชุดกางเกงยีนส์ขากระบอกกับเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์สั้นสวมทับเสื้อยืดตัวเล็กสีแดงสดเข้ารูปดูทะทัดทะแมงนั้นเปิกปากยิงกราดถ้อยทำไม่หวานหูไหลพรูเป็นเขื่อนทะลักเสียจนกชกรสะดุ้งเฮือกด้วยความงุนงงระคนตกใจ ไม่คิดว่าจู่ๆตัวจะโดนใครก็ไม่รู้ที่แค่เผลอชนนิดเดียวก็ถูกด่าเสียเสียคนไปเลย

ดวงตาที่คาดว่าน่าจะเป็นสีดำนั้นถูกบดบังไว้ด้วยหมวกแก๊ปใบใหญ่ จ้องตรงเป๋งมาที่หน้าเขาด้วยท่าทางเอาเรื่อง กชกรไม่เคยพบผู้หญิงที่กล้าหาเรื่องกับเขาแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต รู้สึกไม่ชอบใจอยู่ตงิดๆในใจว่า…

เด็กอะไรไม่น่ารักเลย!!!

ชายหนุ่มอดนึกเปรียบเทียบแม่สาวห้าวคนนี้กับน้องสาวตัวจ้อยของเขาไม่ได้ กิตติกานท์เป็นสาวน้อยอ่อนหวานแม้จะแค่ตอนที่อารมณ์ดีก็เถอะ แต่เธอก็ไม่เคยมายืนเท้าสะเอวหาเรื่องกับผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่าตนเองถึงสองเท่าแบบนี้เลยสักนิด

นี้ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งหน่อยไม่ได้ พ่อจะจับตีก้นสั่งสอนเสียให้รู้สำนึกเลยเชียว…

กชกรนึกกรนบ่นอุบอิดอยู่ในใจ แต่ไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกไปก็ถูกอีกฝ่ายชิงตัดหน้าพูดไปเสียก่อน…

“นี่…ไม่เคยเห็นคนรึไง?!”เสียงใสเอ่ยถาม กชกรคาดว่าหลังปีกหมวกนั่นน่าจะเป็นคิ้วที่ย่นเข้าหากันอย่างไม่พอใจ ด้วยฟังจากน้ำเสียงของอีกฝ่าย บวกกับที่เห็นริมฝีปากบางเรียบหยักสวยนั้นคว่ำบึ้งด้วยอีกต่างหาก

“เปล่า แต่ว่าผมก็ขอโทษคุณเรื่องที่ผมเดินชนคุณไปแล้วนี่นา คุณจะไม่พอใจอะไรอีก…” กชกรโต้ตอบบ้างด้วยไม่ยอมให้ตนเป็นฝ่ายถูกเอาเปรียบอยู่ข้างเดียว

“ก็ฉันไม่ได้ยินนี่!!!”

กชกรสะอึกกึกกับคำพูดหักหาญห้วนๆเอาแต่ใจนั้น ในใจนึกอยากจะสั่งสอนแม่สาววัยรุ่นคนนี้ให้รู้จักเจียมเนื้อเจียมตนเสียบ้างว่าอย่ามาท้าชกข้ามรุ่นแบบนี้ กชกรเห็นสายหูฟังตกห้อยอยู่ที่ข้างตัวหญิงสาว นั่นเป็นหลักฐานอันหนึ่งว่าเขาไม่ได้ไม่ระมัดระวังฝ่ายเดียว

“ผมไม่ได้ผิดฝ่ายเดียวนะ คุณเองก็เดินใส่หูฟังไม่ดูคนเหมือนกันจะมาโทษผมคนเดียวได้ยังไงเล่า” กชกรเริ่มขึ้นเสียงด้วยอารมณ์ที่เริ่มจะกรุ่นเสีย

“ก็คุณเดินมาชนฉันก่อนนี่ ไม่รู้รึไงว่าเขาต้องให้คนในลิฟต์ออกก่อนน่ะตาเซ่อ!!!”

กชกรก็สะดุ้งหนที่สองด้วยคำกล่าวหากระทงที่สอง…ตาเซ่อ

“อะไรกันคุณ ก็ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ทันเห็นนะ แล้วผมก็ขอโทษคุณไปแล้วด้วย” กชกรโต้กลับด้วยเสียงที่ดังขึ้น

“ก็ฉันบอกคุณแล้วไงเล่าว่าไม่ได้ยินนะตาโง่!!!” ตบะของความอดทนของกชกรแทบขาดด้วยคำสบถด่าหมายเลขสามซึ่งตามติดหนึ่งกับสองมาอย่างกระชั้นชิด

“เอ๊ะ!คุณนี่พูดจากไม่สุภาพเลย ทำไมถึงต้องมาด่าชาวบ้านฉอดๆแบบนี้ด้วย พูดกันดีๆก็ได้”

“แล้วนายพูดจาสุภาพมากเลยใช่ไหมหละยะ ตาเพี้ยน!!!”

กชกรแทบจะระงับอารมณ์เอาไว้ไม่ให้หักคอสวยๆของแม่สาวปากร้ายเหมือนซาตานเจาะปากมาให้พูด กชกรไม่อยากจะยืนเถียงไร้สาระกับยายปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมปากคอเราะร้ายคนนี้อีกต่อไป

ร่างสูงใหญ่รีบหันหลังให้สาวรุ่นร่างบางแล้วเดินจำอ้าวๆจากไปโดยเร็วที่สุดที่เขาจะทำได้โดยการเดิน ชายหนุ่มได้ยินเสียงบริพาธตามหลังมาอีกเป็นกระบุงโกยแต่เขาก็พยายามข่มใจไว้ไม่ให้ไปสนใจเสียงแว๊ดใสๆนั้นให้เสียอารมณ์ไปมากไปกว่านี้




 

Create Date : 04 มกราคม 2550    
Last Update : 4 มกราคม 2550 13:40:31 น.
Counter : 88 Pageviews.  

สืบลับ แฝดอัจฉริยะ ตอนที่ 1

Chapter 1

University of Cambridge, UK, 1999.


ศาสตราจารย์อังเดร เจนกิ้นส์ผู้สูงวัยเหลือบสายตาขึ้นมองลอดแว่นตากรอบทองรูปวงรีของตนด้วยดวงตาสีฟ้าใสปานอัญมณีมายังสองร่างซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าของตนด้วยสายตาบ่งบอกความสงสัยคับข้องใจ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่นที่จู่ๆใบลาออกจากมือดีที่สุดในภาควิชาของเขาถึงสองคนยื่นใบลาออกพร้อมกันถึงสองใบโดยไม่ยอมให้ความกระจ่างในเหตุผลที่พวกตนลาออกนอกจากที่เขียนเอาไว้สั้นๆในจดหมาย นี้เป็นการสูญเสียครั้งสำคัญที่เขาซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อมดเฒ่าแห่งวงการดนตรีสากลอย่างเขาจะปล่อยให้หลุดลอยไปเฉยๆโดยที่ไม่ทำอะไรไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งที่เขากำลังทำอยู่คือการง้างปากคนสองคนตรงหน้าเพื่อเอาเหตุผลออกมาให้จงได้แม้ว่าจะต้องเอาชะแลงมางัดก็ตาม

“ฉันไม่เข้าใจเลยอยู่ดีมิสเตอร์วาทยกร เหตุผลอะไรที่พวกเธอต้องยื่นใบลาออกนี้กับฉัน …” เจนกิ้นส์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งสงสัยกึ่งหงุดหงิดใจด้วยน้ำเสียงอังกฤษ

“พวกเราเสียใจครับศาสตราจารย์” เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มชาวเอเชียเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆและด้วยสำเนียงที่ถูกฝึกปรือมาแต่ครั้งเยาว์วัยอย่างไม่มีผิดเพี้ยนหรือเหน่อในน้ำเสียงอย่างที่คนเอเชียมักจะเป็นแม้แต่น้อย

ดวงตาอัญมณีสีฟ้าของเจนกิ้นส์ผู้เปรี่ยมประสบการณ์ยังคงจ้องจับความผิดปรกติในดวงตาสีนิลงามอ่อนเยาว์ประดุจดวงตากวางนั้นเพื่อหาคำอธิบาย แต่นอกจากความว่างเปล่าอันลึกล้ำอย่างที่ตนเห็นมาจากเจนตาแล้วนั้นก็หาได้มีอะไรอีกไม่ เจนกิ้นส์ผู้เฒ่าชราจึงได้เพียงทอดถอนใจเฮือกใหญ่เท่านั้น ศาสตราจารย์ผู้เฒ่าจึงเอ่ยบางสิ่งขึ้นมา

“พูดตามตรงเลยนะ…ชาล…วี ฉันอยากให้เธอกลับไปตัดสินใจใหม่อีกครั้ง”

“พวกเราตัดสินใจดีแล้วครับศาสตราจารย์…” ชายหนุ่มรุ่นกล่าวตอบอย่างรวดเร็วเหมือนแทบไม่ต้องคิดก่อนเลย เพราะรู้นิสัยลูกศิษย์คนโปรดคนนี้ดี เจนกิ้นส์เลยได้แต่เสียดายลึกๆในใจเท่านั้น ก่อนที่ดวงตาสีฟ้านั้นจะหันไปทางอีกร่างซึ่งยืนอยู่เคียงกันเสมอ

“แล้วเธอหละวี…เธอก็เหมือนกันอย่างนั้นรึ…?”ความเงียบคือคำตอบในครั้งนี้ และนั้นก็ทำให้เจนกิ้นส์รู้ดีทีเดียวโดยไม่ต้องมีถ้อยคำใดๆเลยว่าคำตอบที่เขาจะได้รับนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปตามใจที่เขาคิด

“ฉันเสียดายจริงๆทั้งสองคน ด้วยวัยของพวกเธอในตอนนี้และฝีมือของพวกเธอทั้งสองคนที่เปรียบเสมือนกับวูฟกังค์ อมาดิอุส โมซาทกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง พวกเธอจะสามารถสร้างชื่อเสียงและทำเงินให้กับตนเองได้อย่างมหาศาล แต่พวกเธอคิดจะทิ้งมันไปเพียงเพื่อต้องการเพียงที่จะกลับไปใช้ชีวิตสูญเปล่าในรั้วมหาวิทยาลัยอีกครั้งเท่านั้นเหรอ?” เจนกิ้นส์พร่ำบ่นออกมาทั้งที่รู้ว่าไม่เป็นผลอะไรกับการตัดสินใจของเด็กหนุ่มสาวทั้งสองทั้งนั้นก็ตาม

ในที่สุดอังเดร เจนกิ้นส์ก็จำใจยอมแพ้ให้กับทั้งสองคน เขาจดปากกาลงบนแผ่นกระดาษและตวัดเพียงสองทีเท่านั้นแล้วจับมันยัดใส่ในตะกร้าเอกสาร

“ถ้าเปลี่ยนใจหละก็เรายังยินดีต้อนรับพวกเธอเสมอ…เอาหละพวกเธอไปได้แล้ว”

ชลชลแน่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะโค้งให้กับศาสตราจารย์เจนกิ้นส์และหันหลังนำหน้าออกมาจากห้องพักครู เบื้องหลังร่างสูงบางแบบเด็กหนุ่มรุ่นของชลชล วาทยกร ร่างบางซึ่งสูงไล่เลี่ยกันนั้นกวดตามหลังออกมา ทั้งคู่ก้าวยาวๆไปตามทางเดินอันคุ้นเคยของมหาวิทยาลัย แสงสีทองที่เหลือบสีทองแดงแตะแต้มขอบฟ้าอันเป็นภาพลักของช่วงเวลาตะวันจะลานั้นส่องต้องดวงตาแรงกล้าจนต้องยกมือขึ้นป้อง

ร่างสูงบางแบบหนุ่มรุ่นเอ่ยขึ้นมาลอยๆกับแฝดผู้น้องสาวซึ่งเดินตามติดมาด้วยภาษาบ้านเกิดของพวกตน น้ำเสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเสียแทบที่จะไม่ได้ยิน…

“แบบนี้ดีแล้วแน่เหรอ…วี?” แม้ว่าดวงตาใต้บังมือจะยังคงจับอยู่ที่พระอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลงทุกขณะนั้นก็ตาม แต่มันมองราวกับว่าเขามองทะลุผ่านมันออกไปไกลกว่านั้นเสียมากกว่า ชลชลนิ่งรอคำตอบของแฝดต่างฝาผู้น้องอย่างใจลอย จนในที่สุด ร่างซึ่งละม้ายกันนั้นก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างและยืดแขนทั้งสองข้างของตนออกพลางเงยหน้าขึ้นสูดหายใจเข้าเต็มปอด เสียงใสแหลมสูงกว่าตามลักษณะของหญิงสาวเอ่ยตอบเบาๆด้วยภาษาเดียวกันหากแต่น้ำเสียงนั้นชัดเจนสดใสกว่าเสียงทุ้มของหนุ่มผู้เป็นพี่ชาย

“ดีแล้วแน่นอนที่สุด ชล” ปฐวีเอ่ยขึ้นพลางหันไปยิ้มให้กับพี่ชายฝาแฝดของตนอย่างกว้างขวาง



สนามบินดอนเมือง , กรุงเทพ , 2000.

ไม่ว่าขาเข้าหรือขาออก หรือจะภายในหรือภายนอกประเทศก็ตาม กชกรจำต้องยอมรับว่าสนามบินดอนเมืองเป็นสนามบินที่มีผู้คนคับคั่งและวุ่นวายอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียนี้ไม่แพ้กับสนามบินใหญ่ใดๆในภูมิภาคอื่นๆเลย ทั้งผู้คนที่จะเดินทาง ทั้งที่กลับจากการเดินทางนั้นทำให้สนามบินที่ว่าใหญ่นี้แคบลงไปเลยทีเดียว

ร่างสูงโปร่งที่เรียกได้ว่ามาตรฐานสากลของหนุ่มหล่อมาตรฐานไทยก้าวยาวๆมาตามทางเดินขาเข้าประเทศ หนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงขายาวสีเทา ก้าวยาวๆมาด้วยความเร็ว ดวงตาคมสีน้ำตาลทองกรอบด้วยของตายาวในแบบที่เรียกว่าผู้หญิงบางคนเห็นแล้วยังแอบอิจฉาปนใจละลายนั้นปราดมองหาบางสิ่งในกลุ่มฝูงชนที่มารอรับญาติสนิทมิตรสหายกันแน่นขนัดนั้นอย่างรวดเร็ว

“พี่กร!!! วู้…! ทางนี้ค่ะ” เสียงเสียงหนึ่งดังลั่นขึ้นจากทางด้านปลายสุดของทางออก ร่างเล็กบางของกิตติกานท์ อัศวจากร โบกมือย้อยๆพลางก็โดดตัวลอยร้องเรียกผู้เป็นพี่ชายด้วยสีหน้ารื่นเริงสุดฤทธิ์

กชกรเดินตรงไปทางน้อยสาวตัวจ้อยสำหรับเขา หญิงสาววัยรุ่นในชุดเขียวอ่อนกระโดดกอดคอพี่ชายอย่างไม่อายใคร แม้ว่าสายตาหลายคู่จากหญิงสาวในสนามบินบริเวณนั้นจะมองมาด้วยสายตากึ่งหมันไส้กึ่งอิจฉาเล็กๆก็ตาม แต่เมื่อกชกรปล่อยน้องสาวให้ยืนลงบนพื้นแล้วชายหนุ่มก็ส่งมะเหงกให้กับผู้เป็นน้องอายุห่างกันถึงเจ็ดปีดังโป้ก!ใหญ่

“นี่แน่ะเจ้าตัวดี…โตแล้วนะเราหนะจะทำแบบนี้ไปอีกนานขนาดไหนกันฮึยายกานท์” กชกรแสร้งทำท่าทำเสียงเหมือนเอ็ดน้องสาวแต่ความจริงแล้วเป็นการเล่นกันของสองพี่น้องคู่นี้เสียมากกว่า กิตติกานท์ยกมือขึ้นลูบบริเวณที่โดนเขกปอยๆพลางทำตาพองใส่พี่ชายตัวสูงสร้างความขบขันให้กับพี่ชาย

“แหม…ก็คนเขาคิดถึง…พี่กรก็” กิตติกานท์แสร้งทำปากคว่ำพลางบ่นออดๆแอดๆแถมส่ายหัวด๊อกแด๊กเหมือนตุ๊กตาหน้าร้านขนมปังที่คอติดสปริงให้หัวส่ายได้เวลาคนไปโดน กชกรเห็นท่าทางยียวนของน้องสาวแล้วก็อดหมันไส้ไม่ได้ มือใหญ่จึงขยี้หัวคนตัวสูงแค่อกตนจนผมยาวๆยุ่งไปทั้งหัว

“นี่…คิดถึงของฝากนะสิเจ้าจอมยุ่ง…ถอกมาถึงนี่กลัวพี่ลืมของฝากหละสิยายตัวแสบ…”

“อ้า…อย่ามาขยี้หัวเขาสิ!!! โธ่…อุตส่าห์เซ็ตมาหมดสวยเลย” กิตติกานท์ปัดมือพี่ชายออกอจากหัวตนเองพลางยกมือขึ้นสางผมยุ่งให้เข้าทรง พลางแอบค้อนพี่ชายเสียวงโต

“โห อะไรไรกันนี่ อุตส่าห์ทรงเครื่องมารับพี่เลยเหรอเนี่ย…”กชกรแกล้งทำท่าตกอกตกใจยกมือขึ้นทาบอกพลางชักเท้าถอยหลังก้าวแบบในละครทีวีหลังข่าว กิตติกานท์เลยย่นจมูกใส่พี่ชายพลางแลบลิ้นให้แถมอีกแผล็บแน่ะ

“เปล่าสักหน่อย มารับลูกของลูกพี่ลูกน้องคนสนิทของคุณพ่อต่างหากเล่า พี่กรไม่รู้เพราะไปขลุกทำงานหน้าทิ่มอยู่ที่ซีแอ็ดเทิ้ลอยู่ได้ตั้งหลายเดือน” กิตติกานท์เอ่ยขึ้นพลางยิ้มเยาะอย่างสมน้ำพักตร์พี่ชายตนเอง

“อ้าว…นึกว่ามารับพี่ แล้วไหนหละ ญาติเราที่ว่านะ”กชกรเอ่ยพลางเหลียวมองซ้ายทีขวาที

“อืม ไม่รู้สิที่จริงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าค่าตายังไงแต่พ่อบอกว่าเป็นฝาแฝดกันไม่น่าจะหายาก”กิตติกานท์เองก็ทำท่าชะเง้อหาเหมือนกัน

“อ้าว…แล้วเที่ยวบินไหนหละเนี่ยหือ? ก่อนออกจากบ้านมาไม่ได้ถามพ่อเลยเหรอ?” กชกรเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเชิงตำหนิแต่กลับเลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าสงสัย

“ถาม…เที่ยวบินลอนดอน-กรุงเทพแต่ไม่รู้เที่ยวไหนง่า…”

“อ้าว…!!!” กชกรขมวดคิ้วใส่น้องสาวคราวนี้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ตำหนิทั้งสีหน้าและน้ำเสียง

“แหม…ก็ไม่เห็นเลยนี่นา พ่อเขาบอกว่าอายุไล่เลี่ยกับกานท์ แต่กานท์ก็เห็นแต่ฝรั่งตัวสูงๆเพรียบไปหมดเลยไม่เห็นเด็กไทยซักคน…” กชกรอยากจะเขกกะโหลกน้องสาวอีกสักป๊อกนัก แต่ไม่ทันได้เงื้อมือเสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือของน้องสาวตัวดีกลายเป็นระฆังยกรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด กิตติกานท์ยกมือถือของตนมากดรับก่อนยกขึ้นแนบหู

“ฮัลโหล พ่อเหรอคะ…อ๋า…ทำไมหละคะ…ขอโทษค่ะก็หนูไม่เห็นนี่คะ…ค่ะ เจอแล้วค่ะ…ค่ะ…”แล้วกิตติกานท์ก็วางโทรศัพท์ไปแล้วหันไปทางพี่ชายก่อนยื่นมือออกไปคว้าแขนใหญ่ของพี่ชาย

“ไป…กลับบ้านกันเถอะค่ะพี่…”

“อ้าว!…แล้ว…” กชกรงงไปเมื่อจู่ๆน้องสาวก็ชวนกลับบ้านเสียดื้อๆอย่างนั้นแหละ

“พ่อโทรมา บอกว่าเขาออกจากสนามบินไปแล้วหละ…”กิตติกานท์ทำสีหน้าเซ็งสุดขีด

“อ้าว!!!”

“ไม่อ้าวแล้ว…กลับบ้าน!!!”ว่าแล้วกิตติกานท์ก็ลากพี่ชายตัวโตเหยงๆไม่สนใจสายตาหลายคู่ที่มองมาที่พวกตนแม้แต่น้อย



กลางท้องถนนอันคราคั่งด้วยยวดยานการจราจร บวกกับการเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ทำให้รถยิ่งติดหนักเข้าไปใหญ่ ชลชลมองทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างที่นั่งด้านหลังเยื้องกับคนขับของรถแท็กซี่ที่ทั้งสองโดยสารออกมาด้วยสีหน้าสงบราวรูปสลัก

ปฐวีซึ่งกำลังนั่งฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างๆแอบเหลือบมองสีหน้าผู้เป็นพี่ชายเกิดก่อนได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงของเธออยู่เป็นระยะๆแล้วก็เหลือบไปยิ้มผ่านกระจกส่องหลังให้กับคนขับรถซึ่งเธอเห็นว่าแอบชำเลืองมองพวกตนมาตั้งแต่ออกจากสนามบินแล้ว หญิงสาวออกจะเข้าใจดีว่าการที่คนที่ไม่รู้จักมักจี่มานั่งอยู่ในร่วมกับพวกตนนั้นเป็นเรื่องน่าอึดอัดอย่างมาก เพราะไม่ว่าคนขับแท็กซี่จะชวนชลชลคุยอะไรก็ตามคำตอบอย่างเดียวที่จะได้รับคือความเงียบเฉยของเขานั้นเอง

แฝดสาวเห็นว่าบรรยากาศท่าจะแย่ลงทุกขณะแล้ว จึงตัดสินใจงัดของบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าเป้สะพายหลังของตนแล้วยื่นส่งให้กับแฝดพี่

“อ่ะ…เราให้ เราเห็นที่แอร์พอร์ต ถูกดีเลยซื้อมาให้ตัว” ปฐวียื่นถุงพลาสติกยับยู่ไปตรงหน้าชลชลพลางขยับมือดุ๊กดิ๊กให้ของในมือขยับตามด้วยท่าทีกวนประสาทมากกว่าน่ารัก แถมยังยักคิ้วให้อีกแน่ะ

ชลชลละสายตาจากภายนอกมายังของตรงหน้า ก่อนหันไปขมวดคิ้วให้กับแฝดผู้น้องด้วยสีหน้าบอกอารมณ์หงุดหงิดระคนสงสัยก่อนอ้าปากพูดเป็นคำแรกนับตั้งแต่ย่างเท้าขึ้นแท็กซี่

“อะไรหนะ…?” เสียงทุ้มเอ่ยต่ำด้วยน้ำเสียงห้วนบอกอารมณ์ไม่แพ้ใบหน้า

“น่า…เหมาะกับตัวดี เอาไปใส่ซะหน้าตาจะได้ดูน่าคบหา” ว่าแล้วหญิงสาวก็ยื่นห่อนั้นไปตรงหน้าฝ่ายตรงข้ามมากยิ่งขึ้นไปอีก

ชลชลแม้ว่าจะรู้สึกไม่ชอบใจอยู่บ้าง แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ทำให้เขารับของสิ่งนั้นออกมา พอหนุ่มแฝดเห็นของที่อยู่ด้านในคิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายออกอย่างรวดเร็ว ชลชลหกยิงของที่ยอยู่ในห่อออกมาโชว์คนซื้อพลางเลิกคิ้วน้อยๆก่อนปรายหางตาไปทางปฐวีด้วยสีหน้ากวนไม่แพ้กันเท่าไรเลย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสูงกว่าปรกติเล็กน้อย

“แว่น?” ชลชลปรายตามองแฝดน้องอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ

“ก็แว่นนะสิ ไม่ใช่หญ้าหรอกน่า…” ปฐวีตอบกลับด้วยสีหน้าเลียนแบบฝ่ายตรงข้างแบบเหมือนเดี๊ยะ

“นี่ ไม่ต้องมาเล่นคำให้ขำหน่อยเลย มุขเนี้ยภาษาไทยไม่ขำหรอกยายเพี้ยน…” ชลชลว่าพลางก็เอาแว่นมากางออกดูรูปทรง แว่นกรอบเงินต้องแสงสีจากภายดูวาววับสะท้อนเห็นแม้แต่ใบหน้าของคนที่ถืออยู่จนชลชลอดนึกเปรียบเทียบกับแว่นตารูปวงรีของศาสตราจารย์เจนกิ้นส์ไม่ได้ พลางก็นึกว่าถ้าใส่แล้วจะเหมือนกับศาสตราจารย์ผู้เฒ่ารึเปล่า ชลชลจึงดึงเชือกผูกป้ายราคาที่ขาแว่นออกแล้วจัดวางมันลงบนหน้าของตนเอง ก่อนหันมาถามน้องสาวคู่ซี้ด้วยทีท่าหยอกล้อ…

“ไง…เหมือนศาสตราจารย์ไหม…” ชลชลว่าพลางก็ทำท่ายักคิ้วเลียนแบบที่ศาสตราจารย์เจนกิ้นส์ชอบทำเวลาสอนอยู่เสมอ ท่านั้นเล่นเอาปฐวีระเบิดหัวเราะก๊ากลั่นคับรถแท็กซี่ไปเลย

“เหมือน…เหมือนสุดๆ ดูดีมาก อย่าถอดนะ แบบนี้แหละดูดีแล้วพวกผู้หญิงเขาจะได้ไม่หาว่าเป็นกะเทยปลอมมาเรียนไง…” ปฐวีอดแซวพี่ชายไม่ได้ถึงตัวจะหัวเราะอยู่ก็ตามทีเถอะ ชลชลเห็นท่าทางหัวเราะงอหงายนั้นก็นึกเหน็บน้องสาวในใจแต่ด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้นมาหน่อยเลยมีอารมณ์อยากเล่นขึ้นมาบ้าง ชลชลดัดเสียงตนให้สูงปรี๊ดเลียนแบบผู้หญิงพลางทำท่าเท้าสะเอวแล้วโบกมือปัดๆแบบพวกกะเทย

“ต๊าย…อย่าพูดเสียงดังสิยะ เดี๋ยวคนอื่นก็รู้หมดว่าเดี๊ยนเป็นอะไรมาก่อน…” ท่าพูดกระแดะๆแถมอาการลอยหน้าลอยตาอีกต่างหากนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากน้องสาวได้อีกระลอก งานนี้ชลชลที่เห็นตัวเองผ่านกระจกหน้าต่างรถที่สะท้อนมาพลอยหลุดหัวเราะไปกับท่าทางพิลึกพิลั่นของตนเองไปด้วย

“พอๆ หัวเราะเหนื่อย…นี่ ขอบใจนะ” ชลชลหันไปยิ้มให้กับน้องสาวตัวดีพลางนิ้วเรียวสวยราวลำเทียนของนักเปียโนดีกรีด็อกเตอร์หนุ่มรุ่นก็ชี้ไปที่แว่นบนหน้าของตน ปฐวีทำท่าโค้งเลียนแบบตอนแสดงบนเวทีแม้ว่าจะนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ก็ตามนั้นรับคำขอบคุณของพี่ชายสุดที่รักแบบตั้งใจจะกวนนิดๆ แต่ดันกวนมากๆไปเสียนั่น

“ยัวเวลคัมมายบราเทอร์…” ปฐวีพูดอังกฤษอ่านไทยพลางทำเสียงสูงๆต่ำๆฟังประหลาดใส่พี่ชาย เรียกรอยยิ้มจากชลชลได้อีกครั้งหนึ่ง



“เฮ้อ…”กิตติกานท์นั่นถอนหายใจอยู่หน้าโทรทัศน์จอยักษ์ในห้องนั่งเล่นของบ้าน ดวงตาคู่สวยใสสีน้ำตาลสวยหวานจับจ้องอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์อย่างไม่วางตา บนหน้าจอโทรทัศน์นั่นคือการแสดงดนตรีในรูปแบบDuet นั้นก็คือการแสดงดนตรีคู่ซึ่งมีคนเล่นเพียงแค่สองคนเท่านั้น เป็นนักเปียโนชายซึ่งกำลังโยกอยู่หน้าแกรนด์เปียโนสีดำตัวยักษ์กับหญิงสาวอีกคนหนึ่งซึ่งสีไวโอลินอยู่ข้างๆ กชกรซึ่งขึ้นมาตามน้องสาวคนสวยลงไปทานอาหารเช้าตามคำสั่งพระมารดาที่เคารพนั้นขึ้นมาเห็นหญิงสาวกำลังถอนหายใจพอดิบพอดี

“ไงยายกานท์…ทำเงินหายกี่ล้านจ๊ะน้องสาวพี่ ถอนใจเสียบ้านหายไปทั้งหลังเลย” พี่ชายจอมกวนตัวใหญ่แซวน้องสาวอย่างขำขันในท่าทางของน้องสาว หนุ่มร่างสูงใหญ่เอนพิงขอบประตูพลางยกมือขึ้นปิดปากขำน้อยสาวคนสวย ที่ตอนนี้หันมาค้อนควับให้วงโต

“บ้า! พี่กรน่ะมาแซวกานท์…กานท์กำลังดื่มด่ำกับเสียงเพลงอยู่หรอกค่ะไม่ได้ทำเงินหายสักหน่อย…” ว่าแล้วกิตติกานท์ก็หันมาค้อนให้พี่ชายตัวเองอีกควับ เรียกเสียงหัวเราะให้กับกชกรอีกระลอก ก่อนที่จะหันไปนั่งทำตาหวานใส่โทรทัศน์ต่ออย่างไม่สนใจพี่ชายจอมกวนอีกต่อไปว่ามาทำไม

“เฮ้อ…เท่ห์สุดๆเลย” กิตติกานท์พึมพำออกมากลางถอนหายใจอีกเฮือก

“นั่งดูอะไรอยู่นะหือ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะยายกานท์…” กชกรเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจเมื่อเห็นว่าน้องสาวมีทีท่าตั้งอกตั้งใจจ้องมองดูโทรทัศน์อยู่ได้เป็นหลายนานแล้ว

“ก็ดูคอนเสิร์ตของChal-Veeนะสิพี่ไม่รู้จักเหรอ เนี่ยเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายด้วยนะ แหม…น่าเสียดายชะมัดเลยเพิ่งจะ18แท้ๆ…” กิตติกานท์เอ่ยน้ำเสียงหงอยๆพลางก็ทำตาละห้อยมองตังไปยังสองร่างบนเวทีในจอโทรทัศน์

“อะไร…เป็นอะไรตายเหรอ?” กชกรเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้ เพราะน้อยนักที่เขาจะเห็นน้องสาวสุดที่รักสนใจอะไรสักอย่างที่เป็นเรื่องเป็นราวอย่างดนตรีคลาสสิกแบบนี้

“บ้า! พี่กรมาแช่งChalของกานท์ยังไม่ตายสักหน่อย เขาอำลาวงการต่างหากเล่าเนี่ย เป็นคอนเสิร์ตอำลาวงการของChal-Veeเมื่อตอนปลายปีที่แล้วนี้ต่างหาก…” กิตติกานท์หันมาแฟดๆใส่พี่ชายซึ่งนั่งทำหน้าซื่ออยู่ข้างๆแล้วในตอนนี้

“อ้าว…ก็พี่ไม่รู้นี่ คนไม่รู้ไม่ผิดนา…รายการโทรทัศน์เหรอนั่น?” กชกรเปลี่ยนมาเอ่ยถามขึ้นมาเสียดื้อๆทำให้คนที่บ่นแฟดๆอยู่นั้นเปลี่ยนท่าทีไปเช่นกัน

“เปล่า…เป็นเทปนะค่ะ…”กิตติกานท์เอ่ยตอบแต่ตากลับมองโทรทัศน์ไม่ได้สนใจพี่ชายเลยสักนิด

“อย่างนั้นก็ปิดค้างแล้วลงไปทานข้างก่อนเถอะ เป็นท่านแม่ที่เคารพรักสุดสวาทขาดใจของพวกเราจะงอนให้โทษฐานลงไปทานข้าวช้า…” ว่าแล้วกชกรก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินนำออกไปก่อนเสียอย่างนั้น ปล่อยให้น้องสาวรีบกุลีกุจอปิดวีดิโอโทรทัศน์ง่วนแล้ววิ่งตามลงมาหน้าตั้งเพราะรู้เดชแม่ตอนงอนดีว่าน่าเบื่อหน่ายแค่ไหน

มื้อเช้าที่ไม่ได้พร้อมหน้าพร้อมตากันมากว่าเดือนเต็มๆ เช้านี้จึงค่อนข้างครึกครื้นด้วยเสียงหัวเราะร่วนและเสียงทุ้มของกชกรที่เล่าเรื่องราวตลกขบขันด้วยสีหน้าสดใสถึงเหตุการณ์ที่เขาไปประสบมาเมื่อทำงานที่ซีแอ็ดเทิล เนื่องด้วยธุรกิจของกชกรในต่างประเทศขณะนี้ไปได้สวยเป็นอันมากชายหนุ่มจึงมีงานล้นมือเรียกได้ว่าแทบที่จะหาเวลาว่างพักหายใจสักสองนาที่ก็ยังไม่มี การเดินทางกลับมาครั้งนี้ก็ด้วยธุรกิจอีกนั้นแหละ แต่ถึงจะยุ่งจนแทบจะหาเวลานอนก็ไม่ได้ถึงเพียงไรก็ตาม กชกรยามอยู่กับครอบครัวแล้วนั้นเขายอมละวางเรื่องยุ่งยากต่างๆพักเอาไว้ก่อนแล้วทุ่มเทเวลานั้นให้กับครอบครัวที่รักทั้งหมด

“พี่กร…กานท์อยากเรียนเปียโนใหม่หนะนะ ขอกานท์เรียนนะคะ…” กิตติกานท์หันไปอ้อนพี่ชายเสียงใสพลางทำหน้าตาน่ารักใส่ผู้เป็นพี่ซึ่งนั่นก็ดูน่าหมันไส้เสียมากกว่าน่ารัก กชกรขำกับการกระทำเพี้ยนๆของน้องสาวของตัวคนนี้และก็อดเสียไม่ได้ที่จะต้องใจอ่อนเสียทุกครั้งไปสิน่า

“แน่ะ นี่แสดงว่าอ้อนพ่อกับแม่ไม่สำเร็จใช่ไหมหละถึงได้มาอ้อนพี่เนี่ย หือ?ยายกานท์” กชกรจับหัวยายน้องสาวโยกเล่นอย่างเอ็นดู กิตติกานท์นั้นยิ้มให้พี่ชายอย่างซุกซน

“แหม…เกลียดคนรู้ทันจัง…แสดงว่าอนุมัติใช่ไหมคะพี่ชายที่รัก…” กิตติกานท์ยิ้มพลางเอียงหัวแล้วทำตาโตใส่พี่ชายด้วยท่าทางกวนๆแต่ก็เรียกเสียงฮาได้ทุกครั้ง

“อยากเรียนก็เรียนสิ มันก็เป็นประโยชน์ออกนะ…” กชกรไม่ทันพูดจบประโยคกิตติกานท์ก็ร้องเฮขัดขึ้นมาอย่างยินดีเสียก่อนแล้ว

“เย้!...พี่กรใจดีที่สุดในโลกเลย” กิตติกานท์โผเข้ากอดพี่ชายที่รักเข้าเต็มรักรัดคอเอาไว้แน่นจนกชกรต้องรีบแกะตัวน้องสาวออกเพื่อเอาอากาศหายใจก่อนเอ่ยขัดความดีใจออกนอกหน้าด้วยข้อแม้เสียก่อน

“เดี๋ยวๆ…แต่พี่มีข้อแม้นะยายกานท์ ว่าเธอต้องเรียนให้จบคอร์สด้วย โดยไม่มีการมานั่งบ่นว่าไม่สนุกไม่เรียนแล้ว…ตกลงไหม?” ในเวลาแบบนี้นั้นในความคิดของหญิงสาวนั้น ข้อแม้นี้มันช่างง่ายนิดเดียว กิตติกานท์รีบตอบรับข้อแม้อย่างกระตือรือร้นโดยไม่หยุดคิดเสียก่อนเลยด้วยซ้ำ

“ค่ะ สบายมาก…ตกลงเลย” กิตติกานท์ร้องตอบออกมาเสียงใสเลยทีเดียว

“ถ้าผิดคำพูดพี่จะให้พ่อหักค่าขนมหนึ่งปีนะ…” กชกรพูดดัก แต่กิตติกานท์ในตอนนี้สมใจแล้วก็ไม่คิดอะไรให้มากเรื่องอีก

“ค่ะ…ตกลง ไปสมัครกับกานท์วันนี้เลยนะคะนะ พี่กร” กิตติกานท์เอ่ยเร่งแต่ท่าคุณเธอจะไปเสียเดียวนี้แล้ว

“จ้าๆ แต่ขอพี่แวะไปที่บริษัทก่อนนะ” กชกรเอ่ยเรียบๆด้วยหน้ายิ้มๆแบบที่เคย

“ค่ะ อย่างนั้นกานท์ไปแต่งตัวนะ” พูดจบปุ๊บกิตติกานท์ก็เผ่นแว้บหายไปในทันที

“แหม…ตากรนี่ ตามใจน้องมากเกินไปแล้วรู้ไหมเรานี่…” นุชนาถหันไปเอ็ดลูกชายคนโต กชกรทำกรอกตาเป็นวงรอบแล้วหันไปขยิบตาให้กับผู้เป็นพ่ออย่างรู้กัน

“อ้อ…จริงสิ ผมก็ต้องไปเปลี่ยนเสื้อเหมือนกัน ไปก่อนนะครับแม่” ว่าแล้วกชกรก็เผ่นหายแวบไปอีกคน ปล่อยให้คุณนายนุชนาถกระฟัดกระเฟียดใส่ผู้เป็นสามี

“ดูสิคะคุณ ลูกๆพวกนี้เนี่ย!”

“จ้า…ก็มีกันอยู่พวกเดียวนี่แหละจ้าแม่ อ๊ะ พ่อก็ติด…ต้องไปดูบอล ไปก่อนนะจ๊ะ” ว่าจบโชติวัจน์ก็เผ่นหายออกมาอีกคนปล่อยให้นุชนาถนั่งครืนๆอยู่คนเดียวตามอัธยาศัย




 

Create Date : 04 มกราคม 2550    
Last Update : 4 มกราคม 2550 11:00:28 น.
Counter : 83 Pageviews.  


ArTimuS
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





PhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucket


นิยายอัพเดท...Photobucket

-ปฏิบัติการหักร้างถางรักPhotobucket
เรื่องราวความรัก แนวโรแมนติกดราม่า ของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งเลิกลากันไป แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็กลับมาเพื่อขอเคียงคู่เธออีกครั้ง ความรักแสนเศร้าครั้งนี้จะเป็นอย่างไร สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนิยายรักพลาดได้นะคะ (อัพเดทใหม่ล่าสุดค่ะ)

-คีตคิมหันต์ Photobucket
ภาคต่อจากเรื่องลำนำเหมันต์ เมื่อคุณพ่อคนเก่งลงโทษคุณลูกตัวแสบให้ออกติดตามหาวิหคศักดิ์สิทธิ์จนนำไคเมร่าหนุ่มไปยังโลกมนุษย์จนได้พบกับเด็กสาวผู้อาภัพและเหตุการณ์เหนือความคาดฝัน นิยายแฟนตาซีโรแมนติกที่แฟนนิยายมกราไม่ควรพลาดค่ะ (อัพเดทใหม่ล่าสุดค่ะ)

-Love Happening
เรื่องสั้นของสองหนุ่มสาว และความไม่เข้าใจกัน อุปสรรค และมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาล (น่าเสียดายที่ห้องนี้บังเอิญล็อคเพราะเนื้อหาบางตอนไม่ค่อยเหมาะกับเยาวชน แต่ถ้าสนใจและอายุไม่ต่ำกว่า18 สามารถขอพาสเวิร์ดได้โดยการส่งอีเมลมายัง จขบ. หรือหลังไมค์มาก็ได้นะคะ)Photobucket

-Pretty Doll
เรื่องสาวผู้น่ารักของเมทสาวกับนายหนุ่มจอมเสเพลที่เก็บเธอมาเลี้ยง เรื่องรักกุ๊กกิ๊กแนวโรแมนซ์แสนฮาเฮ (น่าเสียดายที่ห้องนี้บังเอิญล็อคเพราะเนื้อหาบางตอนไม่ค่อยเหมาะกับเยาวชน แต่ถ้าสนใจและอายุไม่ต่ำกว่า18 สามารถขอพาสเวิร์ดได้โดยการส่งอีเมลมายัง จขบ. หรือหลังไมค์มาก็ได้นะคะ)PhotobucketPhotobucket

- Love in Rain
รวมเรื่องสั้นของเจ้าของบ้าน เรื่องราวความรัก และสายฝนอันชุ่มฉ่ำ



Photobucket
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ArTimuS's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.