~* SumiTra is a Pali name...it means 'GooD Friend'. *~

เจ้าหญิงสายฝน

เจ้าหญิงสายฝน รวมเล่มแล้ว ในหนังสือรวมเรื่องสั้น "นิยายรักเด็กมัธยม" พร้อมด้วยอีก12นักเขียนค่ะ

ขอฝากทุกท่านอุดหนุนกันด้วยนะคะ

Artimus(มกรา)




 

Create Date : 02 มกราคม 2550    
Last Update : 14 เมษายน 2550 17:54:09 น.
Counter : 155 Pageviews.  

เพียงใครสักคน

เพียงใครสักคน







เคยมีคนๆหนึ่งบอกกับฉันว่า...คนเราจะมีชีวิตอยู่เพียงรำพังคนเดียวไม่ได้ในโลกนี้...





"โรส! ทำไมเธอต้องไปทะเลาะกับพวกนิ้งด้วย!!!" มณีรัตน์ตะโกนใส่หน้ารสริน หญิงสาวร่างสูงผอมผู้มีผมเผ้ารุงรังสีน้ำตาลยุ่งเหยิงและแว่นตาหนาเตอะ

"ฉันไม่ได้หาเรื่องก่อน ฉันแค่ป้องกันตัว..." รสรินเอ่ยตอบเพื่อนสาวที่มองเธอด้วยดวงตาที่ราวกับจะลุกเป็นไฟ

"แล้วทำไมเธอต้องตอบโต้มันด้วย! เธอรู้ไหมว่าฉันถูกพวกมันเขม่นอยู่ แล้วเราก็ดันเป็นเพื่อนกันด้วย เธอก็ดันไปมีเรื่องกับไอ้พวกนั้นทำไมไม่คิดถึงฉันบ้างเลยหละ!!!" มณีรัตน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จากเพียงแค่ตะโกนก็กลายเป็นตวาด

"จิ้ดใจเย็นๆ ก่อนสิ โรสเขามีเหตุผล..." วรรษาสาวร่างเล็กจ้อยเรือนผมยาวสลวยมันเงาเป็นประกายดำขลับ ใบหน้าน่ารักน่ามองของเธอฉายความความตกใจชัดเจนในดวงตาสีน้ำตาลสวย เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจที่จู่ๆ สองเพื่อนก็ทะเลาะกันอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

"เหตุผลเหรอ...สา เห็นแก่ตัวน่ะสิ...โรสน่ะเห็นแก่ตัว ทำตัวใจร้อน เอาแต่ใจ!!!"

"จะให้ฉันทำยังไงหละจิ้ด" รสรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ดวงตาสีนิลของสาวร่างสูงนั้นว่างเปล่า

"โรส..." วรรษาเรียกชื่อเพื่อนสาวด้วยเสียงครางแผ่วออกมาจากลำคอเมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นชาจากอีกฝ่ายซึ่งยืนประจันหน้ากันอยู่โดยปิดปากเงียบให้มณีรัตน์ตวาดใส่หน้าอย่างไม่มีอาการขุ่นเคืองหรือติดจะโต้ตอบ

"เธอกล้าพูดว่าจะให้ทำยังไงอย่างนั้นเหรอโรส ในเมื่อเธอทำให้พวกฉันพลอยรับกรรมไปกับเธอด้วย เธอมันคนเห็นแก่ตัวโรส เธอมันคนเห็นแก่ตัว เธอทำให้เพื่อนรับเคราะห์ไปกับเธอด้วย เธอชอบใจใช่ไหมที่ทำให้เพื่อนพลอยโดนไอ้พวกจอมอิทธิพลนั้นเกลียดขี้หน้าไปด้วยนะ!" มณีรัตน์ตวาดใส่หน้ารสรินด้วยถ้อยคำอีกยืดยาวราวกับน้ำหลากในภาคใต้จนในที่สุดคนดูเหตุการณ์ก็ร้องออกมาอย่างไม่เห็นด้วย

"เธอพูดแรงเกินไปแล้วนะจิ้ด!" วรรษาท้วงอย่างไม่เห็นด้วย

"เพราะพวกนั้นไม่มีเรื่องกับเธอนี่ฝน เธอก็พูดได้สิ ตอนนี้พวกนั้นมันเขม่นฉันไม่ใช่เธอ!" มณีรัตน์หันไปแว้ดใส่วรรษาแทน

"อย่าพาลสิจิ้ด! ถ้าเป็นโดนพวกนั้นเขม่นเพราะเป็นเพื่อนฉัน ฉันก็ขอโทษด้วยนะ...จิ้ด!" รสรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจออาการโกรธออกมาในที่สุด เมื่อจู่ๆ มณีรัตน์ก็หันไปเชือดเฉือนเพื่อนสาวผู้ไม่เกี่ยวข้องให้ต้องรับเคราะห์ไปด้วย

"ถ้าเธอไม่ต้องการฉันเป็นเพื่อนก็ไม่เป็นไรจิ้ด แต่ฉันก็ยังคงเหมือนเดิม..." พูดจบ รสรินก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็วและเดินจากมา โดยมีเสียงของมณีรัตน์ไล่หลังแว่วมา

"เธอมันคนเห็นแก่ตัวเอง...โรส!!!"





วันนี้จะเป็นวันที่เธอไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน เธอรู้แก่ใจดี ถึงแม้ว่าอยากจะลืมก็ตาม...

รสรินรู้แก่ใจดี น้ำตาปริ่มอยู่ที่ขอบตาแต่ถูกฝืนเอาไว้ไม่ให้ไหลระหว่างทางที่เธอเดินกลับสู่ห้องเรียน เธอไม่คิดเลยว่ากับแค่การที่เธอออกไปพักดื่มน้ำนอกห้องเรียนระหว่างเปลี่ยนคาบเรียนเพื่อรออาจารย์วิชาต่อไปมานั้นทำเธอต้องมาพบกับความเจ็บปวด

รสรินคิดย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อนหน้านี้...





หลังจากทานอาหารกลางวันในโรงอาหารร่วมกันกับเพื่อนๆในกลุ่มเหมือนทุกๆวัน เมื่อเธอและมณีรัตน์เดินมาเก็บถาดอาหารด้วยกันสองคน

'นี่ เรามีอะไรจะบอกเธอหละโรส'

'อะไรเหรอ?' รสรินตอบพลางเลิกคิ้วสูงด้วยท่าทางสนใจขณะที่ยกขวดน้ำขึ้นดื่ม

'ลุงเราเขาสอนเราดูคนจากการการรับประทานอาหารบนโต๊ะอาหารหละ โรสสังเกตใช่มั้ยว่าฉันสังเกตพวกเธอน่ะ' มณีรัตน์เอ่ยกระซิบกระซาบ

'แล้วไงเหรอ'

'ในพวกเพื่อนๆ พวกเราน่ะ มีแต่โรสเท่านั้นแหละที่จะเป็นที่พึ่งพาไว้ใจได้ ฉันบอกแกคนเดียวเลยนะต้องเก็บเป็นความลับนะอย่างบอกพวกปิ่นหละ' มณีรัตน์ทำท่าเป็นความลับสุดยอดทำให้รสรินขันคิกออกมาอย่างขบขันจริงๆ

'ก็ได้ ฉันสัญญา'

รสรินคิดแล้วถอนใจ เธอหวังว่ามณีรัตน์จะจำสิ่งที่เธอพูดไม่ได้

ขอให้เป็นอย่างนั้น...

รสรินมองเหม่อออกไปนอกระเบียงของอาคารเรียนผ่านกระจกตรงไปยังสนามหญ้าสำหรับเล่นฟุตบอลของนักเรียนชั้นมัธยมปลายพลางทบทวนเรื่องราวที่เกิด



เธออาจจะเป็นคนเห็นแก่ตัวเองจริงๆ ก็ได้…รสรินคิดอย่างอ่อนใจ

เมื่อวันก่อนรสรินมีเรื่องกับพวกผู้ชายที่อยู่กลุ่มเดียวกับนิตยา หรือ นิ้ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มอิทธิพลในโรงเรียนที่ไม่มีใครอยากยุ่งด้วย ทำให้ตอนนี้เพื่อนๆ กลุ่มของนิตยาคอยจ้องเล่นงานเธอ

รสรินถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า เพราะเธอต้องคอยมารับมือกับพวกนิตยาซึ่งประชากรส่วนใหญ่ในห้องเรียนเป็นพวกเดียวกับเจ้าหล่อน ถึงเธอจะบอกกับตนเองว่าชินแล้วกตามเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเพื่อนๆ ของกลุ่มนั้นมาคอยรังควานเธอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เพื่อนของเธอเองมีปฏิกิริยาไปกับเหตุการณ์นี้ด้วย

เธอรู้เรื่องของมณีรัตน์ดี ทั้งเรื่องที่มณีรัตน์ถูกเพ่งเล็งเพราะจู่ๆ เธอก็ไปลดน้ำหนัก และเสริมความงามมาใหม่จนเช้งกระเด๊ะ และเรื่องที่เพื่อนของเธอไปติดอกติดใจเพื่อนหนุ่มของนิตยาด้วย



ในห้องเรียนภาษาญี่ปุ่น รสรินเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจลอย...ปรกติเธอไม่ได้แยกออกมานั่งโดดเดี่ยวอยู่หน้าห้องเช่นนี้หรอก แต่เพราะมณีรัตน์ย้ายตัวเธอไปนั่งหลังห้องกับพวกเพื่อนๆ คนอื่นซึ่งอยู่ในกลุ่มของนิตยาแต่ไม่ได้มีปัญหากับเธอ เธอก็เลยไปขออยู่ด้วย

ก็ดีเหมือนกัน ถ้านั่นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับมณีรัตน์แล้ว...

วันทั้งวันจิตใจของรสรินจดจ่ออยู่กับหนังสือ และบทเรียน เพื่อที่ว่ามันจะได้ช่วยให้เธอลืมเรื่องของมณีรัตน์ได้





ในเวลาพักกลางวัน เพื่อนกลุ่มเดียวกับเธอ ประภัสสรและชาลินีมาชวนเธอให้ลงไปกินข้าวพร้อมกัน...ซึ่งมณีรัตน์และวรรษามารออยู่หน้าห้องแล้ว มณีรัตน์ยืนหันหลังให้ ส่วนวรรษาโบกมือเรียกหยอยๆ เหมือนเดิม รสรินยิ้มรับ แต่ปากกลับบอกประภัสสรและชาลินีว่าวันนี้เธอไม่หิวให้ไปกินข้าวกันก่อนแล้วจะตามไปทีหลัง

จากนั้นเธอก็ล้วงเอาพายที่ซื้อเก็บเอาไว้ตอนช่วงพัก 15 นาทีออกมากินด้วยท่าทางเหม่อลอย

"อ้าว...รสรินไม่ลงไปกินข้าวเหรอ?"

ชนิศเพื่อนร่วมห้องเรียนของเธอเอ่ยเมื่อเดิมมาหยุดยืนตรงหน้าเธอ รสรินมองเพื่อนหนุ่มด้วยสีหน้าตกใจกึ่งๆ ประหลาดใจ

"ไม่จ๊ะ ชาหละไม่ลงไปเหรอ เดี๋ยวอาหารหมดนะ..."

"เรากินเสร็จแล้วหละ นี่ขึ้นมากินยา" ชนิศเอ่ยพลางชูถุงยาถุงใหญ่ให้เพื่อนสาวดูแล้วทำหน้าแหย รสรินส่งยิ้มนิดๆ ให้ก่อนสะบัดผมเปียยุ่งๆ ของเธอไปข้างหลัง แล้วปัดผมหน้าที่เอาลงมาปรกหน้าเสมอออก

"อิ่มยาเลยเน๊อะ ดีนะประหยัดค่าอาหารดี..." รสรินเอ่ยเรียบๆ พลางยิ้มขันๆ

"ยังไงก็ต้องกินข้าวอยู่ดีแหละ นี่เรารบกวนเธอรึเปล่า?" ชนิศเอ่ยถาม

"เปล่าจ้ะ..."

"คุยด้วยได้มั้ย..." เขาถามอีก ทำให้รสรินยิ้มออกมา

"ทำไมไม่ได้หละ นั่งสิเราไม่กัดคนเหมือนที่พวกนิ้งเขาลือกันหรอก" รสรินเอ่ยพลางหัวเราะไปพลาง ชนิศกลับทำหน้าเบ้...

"เราไม่เชื่อที่พวกนั้นพูดใส่ความเธอหรอก เพราะเราก็เห็นว่าเธอแค่ป้องกันตัวเอง"

"ใช้ดินสอทิ้มมือคนเนี่ยะ มันไม่ใช่การป้องกันตัวเองที่เข้าท่าหรอก" รสรินเอ่ยอย่างเห็นขัน

"แต่เราว่าสมน้ำหน้าเจ้าอั้นมันออก ทำซ่าเกะกะระรานชาวบ้านไปทั่ว" ชนิศทำเสียงขึ้นจมูก

"ก็เขาเด่นดังนี่ ออกจะป็อบปูล่าด้วยนะ น้องๆ เนี่ยตามเป็นขบวนเลย"

"ปัญญาอ่อนน่ะสิ" ชนิศทำเบ้ปากพลางหรี่ตาอย่างหน่ายๆ ทำให้ใบหน้าที่ดู...ถ้าไม่ซีดเซียวไปนิดก็คงจะหล่อ...ของเขานั้นดูดี

ทั้งสองคนคุยกันอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะถูกอะไรบางสิ่งรบกวน...

"ยัยดินสอ มานั่งหลบอยู่นี่เอง นี่ชนิศอยู่ใกล้ๆ แม่นั่นระวังยัยนั่นเอาดินสอแทงมือเอาหละ" อั้ม หรืออานนท์เอ่ยพลางกลั้วหัวเราะ ทำให้พวกลิ่วล้อที่ตามมาหัวเราะตามไปด้วยอย่างขบขัน

รสรินปรายสายตามองพวกผู้ชายกลุ่มนั้นอย่างดูถูกก่อนก้มหน้าลง เพื่อเอาผมลงมาปรกเหมือนปรกติ แล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง

"มีคนมากวนซะแล้ว ฉันเอาถุงนี่ไปทิ้งก่อนนะ จะไปห้องน้ำล้างมือด้วย" รสรินเอ่ยกับชนิศเบาๆ

"อืม..." ชนิศมองตามร่างสูงบางของหญิงสาวไปจนเธอหายลับจากประตูห้องเรียน





"ทำอะไรอยู่เหรอ...ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ?"

ร่างสูงบางสะดุ้งเฮือก เมื่อเสียงห้าวๆ ของชายเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบที่เนิ่นนาน

"ชนิศเองเหรอ?" รสรินเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นนิดๆ ทำให้ชนิศขมวดคิ้วเข้มของเขามุ่น

"ร้องไห้อยู่เหรอ?" เขาเอ่ยถาม

"บ้า...ใช่ที่ไหนเล่า!" หญิงสาวแหวขึ้นพลางยกมือขึ้นใช้นิ้วปาดขอบตาใต้แว่นหนาของเธอ

"อ้าวแล้วทำอะไรอยู่หละ ทำไมไม่เปิดไฟ อยู่ในห้องคนเดียวมืดๆ" ชนิศเดินไปเปิดไฟ เขาจึงเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัด

รสรินที่ถอดแว่นออกเพื่อขยี่ตา

"อะไรเข้าตาเหรอ?" ชนิศดินเข้ามาใกล้แล้วก้มลงดูดวงตาที่เริ่มแดงเพราะแรงขยี่

"ไม่รู้...ฝุ่นหละมั้ง มันเคืองๆ" รสรินเอ่ย ชนิศล้วงกระเป๋าแล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอ

"เราเขี่ยให้เอามั้ย?"

"ไม่เป็นไรจ้ะขอบใจ..." รสรินรับเอาผ้าเช็ดหน้ามากดที่หัวตาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วใช้มุมผ้าเช็ดหน้าลูบที่ขอบตาเบาๆ...

"อ๊ะ! หลุดแล้ว...ขอบใจนะชา ฉันจะเอาผ้าเช็ดหน้ากลับไปซักคืนให้นะ..."

"ไม่ต้องหรอก"ชนิศคว้าผ้าเช็ดหน้ามาจากมือของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว

"ทะเลาะกับจิ้ดเขาอยู่เหรอ? เราไม่เห็นพวกเธอคุยกันเลยช่วงนี้" รสรินสะดุ้งกับคำทักของชนิศ

"เปล่า...มันไม่ใช่เรื่องของเธอนี่ ขอบใจนะ เรากลับหละ" รสรินคว้ากระเป๋านักเรียนหนังของตนเองเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้ชนิศมองตามเธอจากเบื้องหลังอีกเช่นเคย





"อรุณสวัสดิ์..." เสียงห้าวดังมาจากทางด้านประตูห้องเรียน ชนิศยืนพิงบานประตูห้องพลางโบกมือทักทายเพื่อนสาว

"สวัสดี..." รสรินกล่าวทักทายตอบตามมารยาท ชนิศยิ้มรับอย่างแจ่มใส

"เธอมาเช้าจังเลยนะ..."ชนิศเอ่ยขึ้นอย่างชวนคุย

"ฉันไม่อยากเจอพวกอั้มน่ะ"

"เหรอ...นั่นสินะ ขยันไปดักแกล้งเธอทุกเช้าเลยนี่นา..." ชนิศเอ่ยรับเสียงแผ่ว รสรินขมวดคิ้มมองหน้าของอีกฝ่ายเมื่อชนิศเดินเข้ามาใกล้และนั่งลงบนโต๊ะของเธอ

"ชา...ไม่สบายมากเหรอ ดูเธอสีหน้าไม่ค่อยดีเลย"

"เราสบายดี...แต่เธอดูสดใสขึ้นนะ..." ชนิศยิ้มชื่นเหมือนอย่างเคย

"อืม...เมื่อคืนนอนเร็วน่ะ" รสรินยิ้มอย่างแจ่มใสอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนัก แต่บรรยากาศแจ่มใสเช่นนั้นก็มีอยู่ได้ไม่นานนัก

"ฮุฮู๊...ดูสิ ยายโรคจิตแอบมานั่งจุ๋งจิ๋งจู๋จี๋กับไอ้ขี้โรค..." เสียงห้าวแหบๆ ของใครบางคนดังมาจากทางประตูห้องเรียนอีกครั้ง

"พูดจาให้มันดีๆ หน่อยนะ อั้ม" ชนิศลุกพรวดขึ้นด้วยสีหน้าเครียดขึง "ทำไมนายทำตัวไม่เป็นลูกผู้ชายแบบนี้ ตามรังควานโรสเขาอยู่ได้!!!"

"โอ๋ โกรธแทนกันด้วยเหรอเนี่ย?"

"ฉันไม่รู้สึกอะไรหรอกชนิศ เสียงนกเสียงกาเสียงหมาหอนแค่นี้น่ะ มันไม่มีความหมายหรอก..." รสรินหันไปยิ้มเย็นให้กับเพื่อนหนุ่มก่อนปลายตาเหยียดหยามเย็นชาไปทางชายหนุ่มอีกคนที่ยืนเต๊ะท่าอยู่ที่ประตูหน้าห้อง

"ถ้านายอยากทำสงครามประสาทกับฉันก็ได้นะ...นายอั้ม เพราะถึงนายจะใช้อิทธิพลของพวกนิ้งบีบเพื่อนฉันไม่ให้มาคบหาฉัน แต่คนอย่างฉันสามารถอยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร!" รสรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง แล้วดวงตาแข็งกร้าวสีนิลก็แปลเปลี่ยนเป็นหนักแน่นมั่นใจ

...เพราะฉันมั่นใจในตัวเพื่อนของฉัน...





หนึ่งสัปดาห์ที่รสรินไม่ได้พูดกับใครอื่นและไม่ได้ไปทานข้าวร่วมกับเพื่อนๆ ของเธอเช่นที่เคย หญิงสาวใช้เวลาช่วงพักอ่านหนังสือที่ห้องตามลำพัง และทานข้าวเพียงลำพัง แต่ถึงแม้ว่าเธอไม่ได้พูดคุยอะไรกับใครบ่อยนักเธอก็ยังยิ้มแย้มและหัวเราะกับเพื่อนๆ ต่างห้องที่รู้จักกันในบางคราว

และในตอนเช้า ชนิศก็มานั่งชวนรสรินคุยด้วยทุกเช้า ทั้งคู่เริ่มคุยกันอย่างถูกคอ รสรินไม่ค่อยมีเรื่องคุยมากนัก แต่ชนิศก็สรรหาเรื่องมากมายมาพูดคุยจนได้จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันในยามเช้าไป เธอตื่นเต้นกับสิ่งที่ชนิศเล่าให้ฟัง

ชนิศสนใจการถ่ายภาพ และการวาดลายเส้น...

ส่วนรสรินสนใจการวาดลายผ้าด้วยสีน้ำ...

วันหนึ่งชนิศจึงเอ่ยปากขอผ้าที่รสรินวาด ซึ่งหญิงสาวก็รับปากว่าจะวาดให้ผืนหนึ่ง โดยแลกกับที่ชนิศต้องสอนเธอใช้กล้อง



ท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของรสรินรบกวนใจใครบางคนยิ่ง...

"ชิ...ยายอัปลักษณ์ไม่มีคนเหลียวแลนั่น เพื่อนไม่คบแล้วทำไมยังทำท่าระรื่นแบบนั้นอยู่ได้อีก น่าหมันไส้เป็นบ้า" นิตยาปรายตามองรสรินอย่างไม่พอใจ ขณะที่ปรียาประธานชั้นปีเดินเข้าไปคุยกับรสรินที่กำลังก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือ

"นิ้งมันน่าเบื่อออกจะตายไป ยายนั่นไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยที่ถูกเพื่อนทิ้ง แถมทำตัวเป็นปรกติดีด้วยอีก พวกห้องวิทย์ก็ไม่ยอมเล่นด้วยกับแผนของเธอ แล้วเพื่อนส่วนใหญ่ของยายนั่นก็เรียนแผนวิทย์ด้วย"อ้อมเพื่อนซี้ของนิตยาเอ่ยออกความเห็น

"แต่ฉันหมันไส้ยายขี้แอ็คนั่น มันทำตัวเด่นน่าหมันไส้ ทำหยิ่งหัวสูงให้คนสนใจมัน อวดดีอวดฉลาด และมันก็ชอบมองฉันด้วยสายตาดูถูกด้วย!"

"แต่ฉันว่าโรสเขายังไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เธอว่าเลยนะนิ้ง และฉันขอเตือนเธอในฐานะเป็นประธานรุ่น อย่า! หาเรื่องโรสอีก!" ปรียาที่เดินผ่านมาได้ยินสองเพื่อนสาวกำลังคุยกันพอดีนั้นเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังเข้มงวด

ปรียาเป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทของนิตยาก็จริง แต่เป็นผู้ที่มีอิทธิพลสูงสุดในชั้นปี ด้วยการได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆ อย่างสูงสุดจึงได้เป็นประธานนักเรียนควบประธานชั้นปีไปในคราวเดียว ถึงเธอจะเป็นเพื่อนสนิทของนิตยา แต่ในหลายๆ เรื่อง ปรียาก็ไม่ร่วมด้วยกับความเอาแต่ใจของนิตยาด้วยความเป็นคนที่มีเหตุผลและรักความยุติธรรม

"ฉันไม่ทำตามที่เธอบอกหรอกปีบ..." นิตยาเอ่ยห้วน

"นั่นก็เรื่องของเธอนิ้ง ถ้าเธออยากทำตามใจ แต่เธอทำไม่สำเร็จหรอก เพราะโรส...เขาไม่เหมือนใครที่เป็นพวกเธอ โรสไม่เหมือนพวกเรา และการกลั่นแกล้งโง่ๆ เด็กๆ ของเธอจะต้องสูญเปล่า คอยดูสิ" ปรียาพูดจบก็เดินจากไปโดยไม่ใส่ใจนิตยาที่ย่นจมูกไล่หลังมา





เย็นของวันที่สดใสกลับมีฝนตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตารสรินจำต้องรอบิดาที่ทางเข้าหน้าโรงเรียนโดยแอบหลบฝนที่สาดกระหน่ำลงมาอยู่ใต้ชายคาแคบๆ ที่ยื่นออกมาจากกำแพงโรงเรียน ชายคาแคบมากและลมก็พัดแรง ชายคานั้นไม่อาจจะห้องกันไม่ให้ร่างบางเปียกได้ มันเพียงช่วยไม่ให้เธอเปียกมากกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้น รสรินยืนกอดกระเป๋าของตนเองเอาไว้แนบแน่น ผมยาวยุ่งที่ผูกเป็นหางเปียเปียกลู่กรอบใบหน้ารูปไข่ ร่างผอมบางสั่นสะท้านนิดๆ ด้วยความหนาวจากสายฝน

แต่แล้วราวกับสายฝนหยุดกระหน่ำเพียงรอบกายเธอ รสรินเงยหน้าขึ้น ร่มสีแสดคันใหญ่กางอยู่เหนือหัวของเธอ ป้องกันร่างจากสายฝนได้เป็นอย่างดี รสรินหันไปมองหน้าเจ้าของร่มที่กางอยู่เหนือหัว

"ไง..." ชนิศเอ่ยทักอย่างสนิทสนม "ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ หรือกำลังเล่นมิวสิคอยู่หละ"

"ฉันรอพ่อมารับน่ะ..." รสรินตอบ

"แล้วทำไมไม่ไปรอที่ชานแระตูโรงเรียนหละ...ตรงนั้นหลบฝนได้ดีกว่าอีกนะ"

"ฉันนัดพ่อตรงนี้น่ะ เดี๋ยวพ่อมาแล้วไม่เจอฉัน" คำตอบของเพื่อนสาวทำให้ชนิศถอนใจ

"เอาร่มเราไปใช้ละกันเอ๊า เดี๋ยวเราก็ขึ้นรถเมล์แล้วเธอเอาไปใช้"

"ไม่ได้หรอกชนิศไม่สบายอยู่เดี๋ยวจะแย่นะ เธอรีบไปเถอะ ฉันไม่เป็นไร" รสรินส่ายหน้าดิกปฏิเสธ

"ถ้าอย่างนั้นเราจะรอเป็นเพื่อน เธอจะได้มีร่ม..." เขายืนชิดเธอเข้าไปอีกนิด แล้วทั้งสองก็อยู่ใต้ร่มคันเดียวกันอยู่ครู่ใหญ่

กระทั่งเมื่อรถเก๋งสีขาวทะเบียนเก่าเลี้ยวเข้าซอยมา...

"พ่อฉันมาแล้ว...ฉันไปหละนะ ขอบใจจ้ะ ให้พ่อฉันไปส่งให้มั้ย" รสรินเอ่ยถามเพื่อนหนุ่ม

"ไม่หละ บ้านเราอยู่คนละทางกับเธอน่ะ...เราไปขึ้นรถเมล์ดีกว่า...บายนะ..."

"จ้ะ...เจอกันพรุ่งนี้นะ"

"อืม..." ชนิศรับคำก่อนวิ่งหายเข้าไปในสายฝนพร้อมกับร่มสีส้มของเขา

"ยืนจีบกันกลางฝนก็ได้เหรอเนี่ยะ..." เสียงห้วนของอั้มดังขึ้น รสรินหันไปมองคนพูดด้วยสายตาขุ่นเขียว

"มันไม่เกี่ยวอะไรกับนาย อย่าใช้พฤติกรรมของตัวเองตัดสินคนอื่นได้มั้ย" รสรินเอ่ยเสียงดังกว่าปรกติ

"ฉันก็พูดตามที่เห็น" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงขุ่นไม่แพ้กัน เขามีร่มคันเล็กสีเทา แต่เสื้อนักเรียนของเขาและรองเท้านักเรียนเปียกจนแฉะไปหมดทั้งถุงเท้ารองเท้า เหมือนกันเจ้าตัวยืนตากฝนมานานระยะหนึ่งแล้ว กระเป๋าเป้ที่ห้อยไว้ข้างหน้าก็เปียกแฉะไม่แพ้กันกับรองเท้าและเสื้อผ้า

"ฉันไม่มีเวลาตอแยกับนายหรอก รีบกลับบ้านไปซะ...นายคงเปียกแล้วอารมณ์เสีย ทำไมไม่ให้เมียนายไปส่งหละ"

"ใครเมีย..." อมรเทพเอ่ยเสียงห้วน

"นิ้งไง..." รสรินตอบห้วนไม่แพ้กัน

"ฉันไม่..." ไม่ทันที่อมรเทพจะได้ค้าน รสรินกวิ่งแจ้นผ่าสายฝนกระโดดขึ้นรถไปอย่างรวดเร็ว

"ฮึ...ทีเราไม่เห็นชวนกลับด้วยกันบ้างเลย กลับบ้านทางเดียวกัน บ้านก็อยู่ใกล้กันแท้ๆ"





เช้าวันใหม่มาเยือนแม้จะเหมือนเย็นวันวาน ในเมื่อสายฝนโรยกระหน่ำยังตอกย้ำชัดถึงอุดมการณ์ความเป็นฝน วันนี้รสรินนำร่มสีฟ้าหม่นของตนเองมา

เธอนั่งรอชนิศที่ห้องเรียนเหมือนเช่นเคย แต่เช้าวันนี้เขากลับไม่มา...

อาจจะตื่นสาย...รสรินคิดกับตนเอง

เช่นกันในวันที่สอง...ชนิศก็ไม่มาที่ห้องเรียนในตอนเช้า น่าแปลกที่เขาสายถึงสองวัน ทั้งที่ปรกติเป็นคนตื่นเช้ามาไวไม่เหมือนใครอื่น รสรินร้อนใจ เพราะยังไม่ได้ขอบใจเขาที่ยืนรอกลางสายฝนในวันนั้นกับเธอ ทำให้รสรินตัดสินใจเอ่ยปากถามเพื่อนห้องเดียวกับชนิศคนอื่นๆ

"ชนิศเหรอ...อ้าวรสรินไม่รู้เหรอ มันไม่สบายเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวานแล้ว..." รสรินตกใจกับข่าวจากเพื่อนสนิทของชนิศ

ต้องเป็นเพราะยืนตากฝนเป็นเพื่อนเธอแน่ๆ เลย...รสรินคิดอย่างกังวลใจ เป็นห่วงว่าจะเป็นอะไรมากขนาดไหน ขนาดต้องเข้าโรงพยาบาลกันเลย

"เขาเป็นอะไรมากรึเปล่า...อยู่โรงพยาบาลไหนน่ะ" รสรินเอ่ยถามอย่างร้อนใจ

"ไม่รู้สิ...แต่เห็นแม่มันบอกว่ามันยืนตากฝนทั้งๆ ที่ร่างกายก็ไม่ได้เหมือนชาวบ้านจนปอดบวมนอนซมให้หมอดูอาการในโรงพยาบาลโน่น"

"เขาเป็นอะไรเหรอ..."

"อ้าว เธอไม่รู้หรอกเหรอ เป็นสนิทกันมันไม่บอกเลยเหรอ?" รสรินส่ายหน้า รอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

"มันเป็นเนื้อร้ายในสมอง...ร่างกายทรุดโทรมจะแย่แล้ว อยู่ได้อีกไม่นานหรอก แต่มันก็ยังอยากจะมาโรงเรียน แล้วมันก็ทำเรื่องบ้าๆ ด้วยการไปยืนตากฝน...ให้ตายสิ..."

รสรินยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจกับข่าวที่เธอไม่เคยได้รู้มาก่อน...

ชนิศป่วยถึงขนาดนั้นแต่เธอไม่เคยรู้เลย เขาไม่เคยบอกให้เธอรู้ทั้งๆ ที่ก็พูดคุยสนุกสนานด้วยกันทุกๆ เช้ามาตั้งหลายเดือน...เธอไม่อยากจะเชื่อมากที่สุดก็คือ...เขาอยู่ได้อีกไม่นาน!





รสรินรอคอยการกลับมาเรียนอีกครั้งของชนิศ เช้าๆ เธอก็ออกมาใส่บาตรที่หน้าโรงเรียนก่อนนอนก็สวดมนต์ภาวนาให้ชนิศหายในเร็ววัน และคอบถามข่าวคราวจากเพื่อนสนิทของเขาเป็นระยะๆ...แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรมากนัก ชนิศก็ยังไม่มาเรียนจนกระทั่งล่วงเลยไปกว่าสัปดาห์

"โรส..." เสียงคุ้นหูของเพื่อนสาวเอ่ยดังมาจากด้านหลังขณะที่รสรินนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องเรียนพลางถอนหายใจเล่นเป็นพันๆ ครั้ง

"จิ้ด!" รสรินหันไปมองหน้าเพื่อนสาวอย่างตกใจ มณีรัตน์ไม่คุยกับเธอมากว่าสองเดือนแล้ว จนเธอคิดว่าเพื่อนสาวของเธอคนนี้คงไม่หันกลับมาหาเธออีก

"โรส...เธอเป็นอะไรรึเปล่า ไม่ลงไปทานข้าวกับพวกเรามาหลายเดือนแล้วนะ แล้วก็เห็นเอาแต่นั่งเหม่อ ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า พวกเราเป็นห่วงนะ..."

รสรินหันไปมองที่ประตูห้อง เห็นเพื่อนในกลุ่มของเธออีกเป็นโขยงยืนออกันอยู่หน้าประตูมองเข้ามาด้วยสายตากระวนกระวาย

"ฉันไม่เป็นไรจ้ะ...แค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย..." รสรินเอ่ยตอบ

"ไม่จริงหรอก หน้าของโรสบอกชัดเลยนี่ว่ากำลังมีเรื่องกลุ้มใจ..." มณีรัตน์กวักมือเรียกหมู่เพื่อนเข้ามาในห้อง...และยืนล้อมรสรินเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง

"ไปห้องพยาบาลหรือไปหาหมอมั้ย" เพื่อนสาวคนหนึ่งในกุ่มเอ่ยอย่างเป็นห่วง

"มีเรื่องไม่สบายใจบอกพวกเราได้นะโรส" วรรษาเอ่ยเสียงอ่อยพลางเข้ามาโอบคอเธอ

"ใช้ โรสเห็นพวกเราพึ่งพาเชื่อใจไม่ได้เลยเหรอ?" มณีรัตน์เอ่ยถาม

"จิ้ดไม่โกรธโรสแล้วหรอกเหรอ?" รสรินเงยหน้าขึ้นถามเพื่อนสาวด้วยดวงตาอ่อนแสง

"บ้าสิ ฉันจะโกรธโรสได้ยังไงหละ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ"

รสรินมองหน้าเพื่อนทีละคนจนรอบ ก่อนยิ้มอ่อนหวานออกมาด้วยความตื่นตันใจ...

"ขอบใจจ้ะ..." หญิงสาวเอ่ยเสียงอ่อน

ในหมู่เพื่อนไม่จำเป็นต้องมีคำขอบคุณหรือขอโทษใดๆ...ในหมู่เพื่อนเพียงมองตากันก็สามารถสื่อถึงกันได้อยู่เสมอ





ในห้องเรียนวิชาภาษาญี่ปุ่น รสรินถอนหายใจครั้งที่เกินกว่าร้อยแล้งเหม่อลอยออกไปนอกห้อง...เธอรอชนิศมากว่าสองสัปดาห์แล้ว แต่ก็ไร้วี่แววของเพื่อนหนุ่ม พอเข้าสัปดาห์ที่สอง รสรินก็ไปซื้อของอย่างหนึ่งมาเก็บเอาไว้เพราะเธออยากจะให้อะไรสักอย่างเป็นการขอบคุณ และขอโทษชนิศที่ให้เขาต้องยืนรอเป็นเพื่อนเธอกลางสายฝนจนต้องเข้าโรงพยาบาล

อาจารย์ดวงกมลเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าหม่นหมองผิดกับทุกๆ วัน นักเรียนทุกคนมองตามอาจารย์สาวด้วยความกังวลใจ...

"ทุกคนคะ...วันนี้ครูมีเรื่องเศร้ามาบอกทุกคนค่ะ...นั่งที่กันก่อนนะทุกคน..." น้ำเสียงของอาจารย์มีการสะอื้น แม้อาจารย์จะพยายามเก็บซ่อนเอาไว้แต่ไม่ได้พ้นสายตาคมกริบของรสรินได้

ทุกคนเงียบกริบผิดจากทุกวัน บรรยากาศในห้องค่อยๆ ตึงเครียดมากขึ้น...

"ครูมีข่าวร้ายเกี่ยวกับเพื่อนของเรามาแจ้งให้ทุกคนทราบ..."

ไม่นะ...

"เมื่อเช้านี้ แม่ของเพื่อนเราคนหนึ่งได้โทรมาที่โรงเรียน..."

ไม่นะ...

"เพื่อแจ้งให้เราได้ทราบว่าเขาจะไม่กลับมาเรียนที่โรงเรียนนี้อีก..."

ไม่นะ...ไม่จริง...

"เพราะเราได้สูญเสียเขาไปแล้ว...ชนิศ...เพิ่งจากพวกเราไปเมื่อเช้านี้จ้ะ..."

ไม่!!!

น้ำใสๆ จากดวงตาสีนิลใต้แว่นกรอบหนาพรั่งพรูออกมาราวกับบ่อน้ำตาแตก ริมฝีปากแดงบางเผยออ้าออกราวกับจะร้องอะไรออกมา หากแต่ไร้สุ้มเสียง...ดวงตาโตเบิกตาค้าง ร่างทั้งร่างสั่นเทาจนเพื่อนสาวที่นั่งข้างจับสังเกตได้...

"โรส!" มณีรัตน์ร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนสาวซีดเผือดราวไร้เลือดและน้ำตาท่วมท้นอาบสองนวลแก้มขาวใส

ห้องทั้งห้องหันมามองเธอเป็นตาเดียวกัน ในมือบางกำของขวัญที่จะให้เขาเอาไว้แน่นจนห่อยับย่นไปหมด

"โรส หายใจเข้าลึกๆ...โรส!"

ไม่จริง...ไม่จริงใช่มั้ย...ชา...ชนิศ!

ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก เพื่อนทั้งห้องล้อมวงเข้ามา อาจารย์ดวงกมลต้องร้องเอ็ดและไล่ผู้คนให้กลับไปนั่งที่ ริมฝีปากบางขยับเป็นคำๆ เดียว...

ไม่...





"นี่คือ...ของขวัญที่หนูอยากให้เขาค่ะ..." มือเรียวบางซีดเซียวส่งห่อของสีส้มอ่อนข้างในคือผ้าที่เธอได้สัญญากับเขาเอาไว้ว่าจะวาดให้แก่เขานั้นให้กับหญิงสูงวัยผู้มีใบหน้าหม่นหมองดำคล้ำ มารดาของชนิศ หญิงสูงวัยดูชราลงอย่างน่าตกใจอันเกิดจากความโศกเศร้าเสียใจจากการจากไปของผู้เป็นลูกชาย ดวงตาอ่อนล้าเงยขึ้นมองดวงหน้าเด็กสาวผู้ยื่นห่อของให้ราวกับนึกถึงสิ่งใดได้

เพื่อนทั้งระดับชั้นเดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อทำการรดน้ำศพและพบหน้าเป็นครั้งสุดท้าย...รสรินรับขันเงินใบน้อยมาด้วยมืออันสั่นเทา... พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้หลั่งริน

"หนูคือหนูโรสใช่มั้ยจ้ะ..." มารดาของชนิศเอ่ยขึ้น รสรินมองใบหน้าของนางอย่างแปลกใจ

"ใช่ค่ะ...คุณแม่รู้จักหนูเหรอคะ..."

"จ้ะ...รู้จักดีเลยหละ ชนิศเล่าเรื่องหนูให้ป้าฟังบ่อยๆ ที่ห้องเขาก็มีรูปหนูวางอยู่เต็มไปหมด เขาว่าเขาชอบหนูมากนะจ้ะ"

รสรินมองใบหน้าของหญิงสูงวัยตาค้าง ใบหน้าซูบซีดของมารดาชนิศนั้นยิ้มสดใสให้กับเธอนิดๆ

"ป้าว่าป้าต้องขอบคุณหนูนะ ที่เป็นแรงใจให้เขาอยู่มาได้นานขนาดนี้...ขอบใจนะจ้ะ ป้าจะเอานี่ใส่ลงในโลงเอาไว้ให้ชาเขาได้เห็นได้เอาไปด้วย"

"ขอบคุณค่ะคุณป้า..."หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่วเครือ

"หนูโรสช่วยอะไรป้าอีกอย่างได้มั้ยจ้ะ..."

"ได้ค่ะ..."รสรินรีบตบปากรับคำให้ทันใด





นั่นเป็นเหตุให้เธอไปปรากฏตัวที่บ้านของชนิศในวันรุ่งขึ้น...

มารดาของชนิศนำเธอขึ้นมาบนบ้านเข้าไปในห้องของชนิศ



"ชนิศได้สั่งเสียเอาไว้ ให้ป้ามอบสิ่งนี้ให้หนูจ้ะ" มารดาของชนิศส่งกล่องใยเล็กๆให้กับเธอ

ผ้าเช็ดหน้าสีขาว และภาพวาดลายเส้นที่ใส่กรอบเอาไว้อย่างดี... เป็นภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน...เป็นภาพของเธอตอนที่ปล่อยผมยาวและถอดแว่น...ภาพรอยยิ้มของเธอที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

"ชาได้บอกป้าเอาไว้ ให้เอารูปหนูที่เขาถ่ายทั้งหมด ใส่โลงไปกับเขา แต่ให้เอากล่องนี้ให้กับหนูโรสและฝากบอกหนูว่า...ขอบคุณจ้ะ"

"หนูต่างหากค่ะ...ที่ต้องขอบคุณเขา..." รสรินยิ้มอย่างอบอุ่น กำผ้าเช็ดหน้าในมือเอาไว้แน่น "เขาให้สิ่งสำคัญกับหนูมากเลยค่ะ และหนูคิดว่าหนูเป็นหนี้เขาจริงๆ เขาเป็น...คนที่ดีมากค่ะ"

รสรินก้มลงในกล่องมีจดหมายเล็กๆ อีกฉบับ

"ป้าจะให้หนูได้อยู่ลำพังสักครู่ก็แล้วกันนะจ้ะ"

"ค่ะ..." รสรินคลี่จดหมายออกอ่าน

หญิงสาวใช่เวลาเนิ่นนานกับจดหมายฉบับนั้น....





ในวันเผา...

บรรยากาศรอบข้างอึมครึมและขมุกขมัว เมื่อควันสีดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ากว้าง รสรินยืนตัวตรงและมองตาปรอยตามควันนั้นไป

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่ารอบตัวของเธอนั้นว่างเปล่า แม้มีเพื่อนของเธอโอบประคองเธออยู่ก็ตาม แต่เธอกลับรู้สึกว่าข้างในร่างกายนั้นว่างเปล่า ไม่มีน้ำตา ไม่มีความรู้สึกใด มันว่างและไม่มีอะไรเลย

นี่รึเปล่าที่เขาเรียกว่า...ใจหาย

หรือเพราะเธอรู้ว่ามันหายไปจริงๆ

หายไปพร้อมกับเขา...

ไม่มีอีกแล้ว...

รสรินยืนนิ่งราวกับถูกสาป หลังจากที่เธอเดินลงมาจากเมรุพร้อมกับกลุ่มเพื่อนสาวที่คอยประคองเธอเดินลงมา วันนี้เพื่อนทั้งโรงเรียนมาอำลา...ชนิศ...เป็นครั้งสุดท้าย บางคนร้องไห้ บางคนไม่ แต่ไม่มีใครสามารถยิ้มได้เลยสักคนเดียว ทั่วบริเวณจึงปกคลุมด้วยบรรยากาศอันโศกเศร้า

"โรส..." มณีรัตน์โอบเพื่อนสาวของตนเอาไว้ เมื่อรสรินทำท่าเหมือนจะลอยไปตามลมที่พัดเอาควันจากปล่องไป มณีรัตน์เอ่ยเรียกชื่อเธออีกครั้งด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงอย่างจริงใจ รสรินจึงหันมายิ้มจางๆ ให้กับเธอ

"ฉันไม่เป็นไรจ้ะ...ขอบใจ" รสรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วหวิว...



"โรส..." เสียงห้าวดังขึ้นมาจากทางด้านหนึ่ง รสรินหันไปตามเสียง

"อั้ม..." หญิงาสาวเอ่ยทักทายเจ้าของเสียงที่เรียกเธอ

"นายจะมาว่าอะไรโรสอีกหละ!" มณีรัตน์แหวใส่ในทันทีที่เห็นชายหนุ่ม

"จิ้ด..." รสรินเอ่ยปรามเพื่อนสาว ก่อนหันไปถามชายหนุ่มด้วยเสียงเรียบเย็น "มีอะไร"



"ฉันมาขอโทษ...ฉันอยากจะขอโทษเธอที่ฉัน พูดไม่ดีกับพวกเธอ เธอกับชนิศ..." เขาเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง แบะใบหน้าสำนึกผิดอย่างจริงใจ

"ไม่เป็นไร..." หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา

"ฉันอยากให้เธอยกโทษให้ ได้มั้ย...คือ ที่จริงถ้าเป็นไปได้ฉันก็อยากขอโทษชนิศเขาด้วย แต่...คงไม่มีโอกาสแล้ว" ชายหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงสลด และร่างสูงเก้งก้างไหล่ลู่อย่างที่ไม่เคยเป็น เขาทำท่าทางคอตกและสีหน้าที่เศร้าสลด

"ไม่เห็นไร...เขาจะต้องอภัยให้เธอแน่ ฉันก็เหมือนกัน ไม่เป็นไรหรอก..." รสรินเอ่ย น้ำเสียงของเธอช่างห่างไกลคำว่าเย็นชานัก อมรเพทเงยหน้าขึ้นเพื่อมองใบหน้าของอีกฝ่ายให้ชัด

ใบหน้าของรสรินกระจ่างใส อ่อนโยนได้อย่างน่าประหลาด ริมฝีปากบางแดงนั้นหยัดขึ้นนิดๆ เป็นยิ้มที่อบอุ่น ดวงตาสีนิลแม้ดูเศร้าก็ก็ปลอบประโลม เส้นผมที่ปล่อยยาวไม่ดูยุ่งเหยิงเหมือนทุกวันปลิวไสว จู่ๆ สายลมก็พัดผ่านใบหน้าราวกับการลูบไล้จากฝ่ามือของผู้ที่จากไป แล้วเธอก็ยิ้มกว้างให้กับมัน

อมรเทพแน่ใจที่สุด...ว่ามันจะเป็นรอยยิ้มที่เขาไม่มีวันได้รับ...

รอยยิ้มที่สวยที่สุดของหญิงสาวตรงหน้า...

"น่าอิจฉา ชนิศ" เขาเปรยออกมา

"อย่าอิจฉาเขาเลย เพราะชนิศน่าสงสาร เขาเป็นคนที่มีค่า แต่ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าเลย"

"โรส..."

หยดน้ำตาใสๆ ก็ร่วงเผาะ แม้ว่าดวงหน้าจะยังยิ้มอยู่ก็ตาม







ถึงโรส...







ผมอยากจะบอกสิ่งที่อยู่ในจดหมายนี้กับคุณเองเหลือเกิน ถ้ามันไม่เป็นการเห็นแก่ตัวจนเกินไป ผมจำต้องเก็บความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ในจดหมายฉบับนี้โดยมีความหวังว่าสักวันคุณจะได้อ่านมันสักวัน



ผมขอสารภาพว่าผมแอบมองคุณอยู่ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ผมเริ่มเผลอตัวมองตามคุณ เวลาคุณเดินและทอดสายตามองออกไปข้างนอกระเบียงมันช่างดูสงบสุข คุณดูมีความสุข แต่ไม่รู้ว่าทำไมภาพของคุณกลับช่างแลดูเหงาเหลือเกิน



ผมอยากบอกคุณเสมอมาว่าคุณไม่ได้อยู่เพียงรำพังคนเดียว ตอนที่คุณบอกอั้มออกไปว่าคุณสามารถอยู่เพียงคนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งใครนั้นมันไม่จริงเลย คนเราไม่สามารถอยู่เพียงคนเดียวในโลกใบหน้าได้ และผมอยากจะบอกคุณว่าคุณไม่ได้อยู่เพียงรำพังคนเดียวจริงๆ เพราะคุณมีผมอยู่เสมอ อย่าหลอกตนเองเลยเพราะมันไม่จริง จำเอาไว้ว่ามีผมคนนี้อยู่อีกคนในโลกที่ต้องการคุณและคุณไม่ได้อยู่เพียงรำพัง



โรส ผมรักคุณและอยากเห็นคุณมีความสุข สิ่งเดียวที่เสียดายก็คือ ผมไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่อยากบอกให้คุณรู้ไว้ ผมรักรอยยิ้มของคุณที่ผมไม่มีวันได้เห็นนั้น และจะรักมันตราบจนวันที่ผมจากไป







รักคุณนะ



ชนิศ







3 ปีให้หลัง...

"โรส! อย่ามัวแต่เหม่อสิ๊! เดี๋ยวเข้าชั่วโมงจิตสึกไม่ทันหรอก!!!" เสียงแหวแหลมจากเพื่อนสาวดังขึ้น รสรินกลับมาสู่โลกความจริงอีกครั้งหลังจากล่องลอยตามความคิดของตนไปครู่ใหญ่

"จ๊า!!!" หญิงสาวร้องตอบเพื่อนก่อนกวาดของทั้งหมดลงกระเป๋า เธอกระโดดออกจากเก้าอี้ม้านั่งหินแล้ววิ่งตามเพื่อนใหม่ที่ยืนรอเธออยู่หน้าตึกเรียน

"นั่นอะไรน่ะโรส เห็นเธอนั่งจ้องกระดาษนั่นอยู่ตั้งนานแน่ะ" เพื่อนหนุ่มนายหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

"นี่เหรอ? จดหมายสำคัญน่ะ" รสรินตอบ ก่อนเก็บพับมันใส่ลงในกระเป๋าเงิน

"อ้าว! แล้วทำไมใส่ในนั้นหละ...?"

"เพราะมันสำคัญมากน่ะสิ...ฉันอยากเก็บมันเอาไว้ในที่ๆ ฉันจะเห็นได้เมื่อไหร่ที่ต้องการ" เธอตอบ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"ขนาดนั้นเชียว...แฟนให้มาหละสิ"

"อือฮึ...ก็ประมาณนั้นแหละ" หญิงสาวขยิบตาให้เพื่อนอย่างหยอกล้อ ทำให้เกิดเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน





ชนิศ เพื่อเธอ...ฉันจะอยู่ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข รู้จักผู้คนเยอะๆ และมีเพื่อนฝูงมากๆ...เพื่อทดแทนในส่วนที่เธอไม่สามารถจะมีได้อีกต่อไป ฉันจะยิ้ม จะหัวเราะ จะสนุกสนาน...เพื่อเธอ และจะมีความสุขที่สุดให้เธอดู...ดูฉันนะจ้ะ เพราะเธอ...ฉันจะมีความสุขที่สุด เพราะเธอ...



...ฉันรักเธอ...




 

Create Date : 02 มกราคม 2550    
Last Update : 2 มกราคม 2550 16:54:48 น.
Counter : 89 Pageviews.  

มหัศจรรย์ความรัก

รักคืออะไร?

รักอยู่ที่ไหน?

อะไรที่ทำให้รัก?

ความรักเป็นคำถามมากมายเหลือเกินที่ผมไม่เคยคิดจะสงสัยให้เสียเวลาเลยสักนิด ไม่เคยที่จะคิดถึงในยามว่างหรือยามไหนๆ ไม่เคยเป็นอื่นใดนอกจากความรู้สึกที่ไม่อาจบอกได้ชัดเจน บางครั้งก็รู้สึกเบื่อหน่ายนิดๆไปกับมันเวลาที่เห็นใครต่อใครคอยวุ่นวายขวนขวายหาคำนิยามของมัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวันวาเลนไทน์) และเป็นและบางครั้งก็เป็นเรื่องสุดแสนน่าเบื่อหน่ายมากๆ เวลามันอยู่ในจอ... (ไม่ว่าจะจอแก้ว จอเงิน หรือจอมอนิเตอร์ ก็ตามที)

ความรักไม่เคยมีความหมายที่แน่นอนสำหรับผม...

ไม่เคยเลย...จนกระทั่ง...

ผมได้พบกับเธอ

วันนั้น...วันที่สายฝนโปรยปรายลงมา วันที่เหมือนทุกๆวันสำหรับใครทุกๆคน หรือแม้แต่กับผม อากาศชื้นแฉะ มืดครึ้มอึมครึม และหนาวจนสะท้าน ทุกๆคนเข้าไปยืนหลบอยู่ใต้ชายคาของห้างสรรพสินค้าโดยไม่มีใครคิดจะเดินเข้าไป แต่ถึงจะมีผมก็ไม่ได้ใส่ใจ บ้างก็เข้าไปยืนเบียดกันหลบสายฝนใต้หลังคาของที่นั่งรอรถประจำทางหน้าห้างนั้นล่ะ

ฝนตกมันคู่กับรถติด...แต่ไม่เสมอไป เพราะวันนี้ดูเหมือนว่าคุณตำรวจจราจรจะใจดีเป็นพิเศษเพราะปล่อยการจราจรลื่นไถลตลอด (ผมพูดไม่ผิดหรอกครับเพราะรถมอเตอร์ไซด์บางคันมันไถลจริงๆ) แต่ถึงอย่างไรคนเลิกงานก็เยอะกว่าจำนวนที่นั่งของรถโดยสารอยู่ดี ส่วนไอ้รถที่ผมรออยู่มันก็ดันไม่มาเสียดื้อๆ

ขณะที่ผมมองคนประจำทางคันที่ไม่รู้กี่ร้อยผ่านไป (มันไม่ถึงร้อยหรอกครับ เพียงแค่จะบอกคุณว่าผ่านไปมันเยอะมากแล้วก็เท่านั้นเอง) รถประจำทางที่ผมรอก็ไม่มาเสียที ผมถอนหายใจอย่างสุดเซ็ง...แต่แล้วสวรรค์ก็มาโปรดผมจนได้

โอ...501 ฉันรักเธอ

แล้วคนก็กรูกันขึ้นราวกับกองทัพมดหนีตายน้ำท่วมก็ไม่ปาน ขณะที่ผมกำลังจะได้ก้าวขาของผมขึ้นขั้นบันไดรถ ผมก็โดนชายปริศนานายหนึ่งชนกระเด็นชิ่งไปโดนสตรีนางหนึ่งซึ่งก็ชนผมกระเด็นอีกเช่นเดียวกัน แล้วผมก็เด้งหลายชิ่งเสียจนประตูรถปิดลงพร้อมกับโอกาส และความตกตะลึงของผมก็ทำให้ผมเหวอจนยืนอึ้งมองรถประจำทางคันนั้นออกจากป้ายไป ทิ้งผมเอาไว้กลางสายฝนให้เปียกปอน

สุดท้ายก็ต้องกลับเข้าไปหลบฝนใต้หลังคาป้ายรถประจำทางดังเดิม แต่ดีขึ้นหน่อยตรงที่คนน้อยลง แล้วระหว่างที่ยืนรอรถประจำทาง (ที่รอคอย) อีกคันมานั้นเอง...ผมก็ได้เห็นเธอ

เธอยืนอยู่กลางสายฝน ในมือถือร่มสีดำคันหนึ่งเอาไว้ บ่าข้างหนึ่งสะพายกระเป๋าสีดำ สิ่งที่ดึงความสนใจของผมไม่ใช่การมาของเธอ แต่เป็นเสียงลูกกระพรวนที่ผูกเอาไว้ที่กระเป๋าของเธอต่างหาก ทั้งเสียงของสายฝนและเสียงของรถราทำให้แทบจะต้องเงี่ยหูฟังเสียงพูดคุยของคนที่อยู่ข้างๆ ด้วยซ้ำ หากเสียงกระพรวนของเธอกลับดังก้องกังวานชัดเจนเสียจนผมต้องหันไปมอง

เธอยืนห่างออกไปจากฝูงคนที่ยืนเบียดกันอยู่ในร่มของป้ายรถประจำทางทั้งๆที่ต่างก็เปียกปอนด้วยกันทั้งตัวทุกคนแล้วด้วยซ้ำ เหตุนี้ละมังที่ทำให้ผมได้สังเกตเห็นเธอในครานั้น

เธอยืนตัวตรงหันมองตรงไปยังทางที่รถกำลังวิ่งมาอย่างสงบนิ่ง ดวงตาของเธอดูแน่วแน่อย่างประหลาดในเวลานี้ราวกับว่าเธอจ้องจะกระโจนขึ้นรถประจำทางคันแรกที่มาจอดเทียบ ที่หูของเธอดูเหมือนจะมีสายอะไรบางอย่างติดอยู่และมันห้อยลงมาด้านหน้าของกระเป๋า บางทีมันคงจะเป็นสายวิทยุพวกวอล์คแมนอะไรทำนองนั้น...ผมคิดกับตนเองในใจ มีอะไรบางอย่างในตัวผู้หญิงคนนี้ที่ทำให้ผมรู้สึกสนใจ ซึ่งในตอนนั้นผมคิดได้เพียงแค่ เพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียว (พูดให้ถูกมากกว่าคือเป็นคนเพียงคนเดียว) ที่ออกไปยืนนอกร่มหลังคานั่นล่ะ

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ผมมองดูเธออยู่อย่างนั้น...จนกระทั่งเธอขยับตัวจากท่านิ่งของเธอในที่สุด

501 โล่งๆก็ปรี่เข้ามาจอดทันทีที่มือบางของเธอโบกออกไป (จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้มีแค่เธอหรอกครับที่โบกน่ะ)

คราวนี้ความซวยของผมคงสิ้นสุดไปกับรถคันก่อน คนที่รอคอยในรอบนี้ดูจะน้อยกว่ารอบที่แล้ว แล้วผมก็ได้ที่นั่งบนรถประจำทางโดยไม่ต้องยืนเบียดเสียดยัดเยียดกับชาวบ้านด้วยสภาพเปียกปอน

แล้วผมก็ไม่ได้สนใจเธออีก

ไม่เลยจนวันต่อมา...วันนี้ท้องฟ้าเพียงแค่ครึ้มเมฆหน่อยๆ เท่านั้น หรือไม่มันก็กะเอาไปตกวันพรุ่งนี้แบบตกกระหน่ำชดเชย

เธอนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั่น มีกระเป๋าใบเมื่อวานนั้นวางอยู่บนตัก (มันกระดำกระด่างนิดๆ สาเหตุคงจากฝนเมื่อวาน) แล้วที่หูก็ยังคงเสียบหูฟังวอล์คแมนเอาไว้

คงเป็นเพราะวันนี้ผมออกจากที่ทำงานค่อนข้างช้ากว่าที่เคยทำให้บริเวณนี้ผู้คนดูจะน้อยลงกว่าทุกๆวัน (ยกเว้นวันศุกร์) ที่ป้ายนั้นจึงมีเพียงผมและเธอกับผู้คนอื่นๆ อีกสองสามคน (และสุนัขอีกหนึ่งตัว)

วันนี้เธอไม่ได้ยืนอยู่กลางสายฝนเหมือนวันก่อน หากเธอก็สามารถดึงดูดความสนใจของผมไปได้อย่างน่าประหลาดเช่นเคย และในคราวนี้ผมจึงได้ข้อสรุปว่า เพราะความที่ผมจำเธอได้ในครั้งก่อนนั้นเอง

วันนี้เธอไม่ได้จ้องเขม็งไปบนถนนเหมือนกับวันก่อนแล้วตั้งหน้าตั้งตารอรถที่จะมาถึง หากเธอเพียงจ้องมองตรงๆออกไปยังท้องถนนตรงหน้าเธอ และแอบหันมองไปทางที่รถมาเป็นครั้งคราวแล้วก็หันกลับมามองตรงไปข้างหน้าอย่างเดิม

ผมไม่ได้สังเกตตนเองเลยว่า ตัวผมเองกำลังแอบสังเกตการณ์เธออยู่ใกล้ๆ ผมได้เข้าไปยืนอยู่ข้างๆเธอเพื่อจะได้มองเห็นว่าเธอกำลังมองอะไร แต่ตรงหน้าหาได้มีอะไรนอกจากถนนและรถที่วิ่งผ่าน แล้วเธอก็ลุกพรวดขึ้นมาทื่อๆ เดินตรงไปยังขอบทางเท้า

รถประจำทางของผมกับเธอกำลังวิ่งมาลิบๆโน่น...

แล้วก็เหมือนเคย...พอขึ้นรถ ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก

แล้ววันเวลาก็ผ่านไป ผมได้พบกับเธอเป็นระยะๆที่ป้ายรถประจำทางเดิมนั้นเอง การได้สังเกตการณ์เธอดูจะกลายมาเป็นกิจวัตรประหลาดๆของผมไปเสียแล้ว ผมสาบานได้ว่าผมปรกติดีครับ ไม่ได้เป็นพวกโรคจิตวิตถารชอบติดตามหรือดักดูหญิงสาวที่ตนสนใจแต่อย่างไร บอกด้วยได้เลยว่าผมในเวลานั้นไม่ได้สนใจเธอในแนวทางนั้นแม้แต่น้อย แต่การได้เฝ้าดูเธอดูจะกลายเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรอรถประจำทางดีก็ได้ ผมดูจะลืมทุกครั้งไปว่าตนเองกำลังรอรถอยู่แล้วเธอก็เหมือเครื่องสัญญาณบอกว่ารถที่ผมและเธอรอกำลังมาแล้วนะ

แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ในหัวของผมมีเรื่องของเธอเต็มไปหมด อย่างเช่นว่า ที่จริงแล้วเธอไม่ได้ฟังเครื่องเล่นวอล์คแมนอยู่หรอก เธอกำลังนั่งฟังแผ่นอัดMP3อยู่ต่างหาก ดูเธอชอบใช้กระเป๋าสะพายสีดำมากกว่ากระเป๋าถือ และจะต้องมีลูกกระพรวนผูกคอแมวผูกเอาไว้ที่กระเป๋าทุกครั้ง เธอสวมรองเท้ารัดส้นตลอด ใบหน้าของเธอขาวเป็นธรรมชาติไม่ได้ขาวจากการโบ๊ะเครื่องสำอางแต่อย่างไร เธอชอบใส่เสื้อผ้าสีออก น้ำตาล ดำ เทา น้ำเงินตามลำดับ และเธอชอบทานปลาหมึกปิ้งมากๆ

บางครั้งผมก็ต่อเติมจินตนาการของผมด้วยคำถามต่างๆมากมาย (ชักจะเริ่มไปกันใหญ่) อย่างเช่นว่า เธอนั่งฟังเพลงอะไรอยู่ทุกวันๆ เธอทำงานอยู่ที่ไหน เธอทำงานอะไร หรือเวลาว่างๆเธอจะชอบไปเดินช็อปปิ้งเหมือนพวกผู้หญิงทั่วๆไปหรือเปล่า นั่นกลายเป็นว่าผมอยากรู้เรื่องของเธอมากขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวเลย

ทั้งๆที่แม้แต่ชื่อของเธอผมก็ยังไม่รู้แท้ๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน ไม่รู้อะไรเป็นเรื่องเป็นราวเป็นตัวเธอจริงๆเลยสักนิดเดียว

รู้สึกตัวอีกที ผมก็นึกอยากรู้จักเธอให้มากขึ้น...

ไม่แค่อยากรู้ว่าเธอเป็นใครที่ไหนเท่านั้น แต่อยากรู้เกี่ยวกับเธอไปเสียทุกอย่าง และอยากให้เธอรู้จักผมด้วย...ผมรู้ว่าทางเดียวที่จะเป็นอย่างนั้นได้ก็คือ...

ผมต้องเดินเข้าไปคุยกับเธอ...

เวลานั้นเองที่ผมสะดุ้งกับพฤติกรรมนอกลู่นอกทางของตนเอง ผมเตือนตนเองว่า...ไม่ได้แล้ว ผมกำลังทำตัวเหมือนพวกโรคจิตขี้หลีที่คิดจะเข้าไปป้อสาวที่ไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อนเลยสักนิดเดียว

ไม่...ผมไม่ได้เป็นคนแบบนั้นนะ!

แล้วผมก็ตัดสินใจกับตนเองอย่างเด็ดขาดว่าจะต้องตัดไฟแต่ต้นลม ตัดเธอออกไปจากจิตใจ ต้องไม่ทำอะไรก็ตามที่เป็นการคิดถึงเรื่องราวของเธออีก

ผมยอมรับว่าทำไม่สำเร็จ...ผมพยายามอย่างถึงที่สุดไม่ให้มองไปทางเธอ ไม่ให้หันไปดูว่าเธอกำลังนั่งฟังเจ้าเครื่องเล่นเพลงเล็กๆของเธออยู่หรือเปล่า พยายามทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเจ้ากระพรวนที่ติดกระเป๋าของเธอ พยายามไม่มองหาเธอในฝูงชนตรงป้ายรถประจำทาง แต่สุดท้ายตาของผมมันก็พลอยสอดส่ายมองหาเธอเจอจนได้ แล้วก็ทำสัญลักษณ์บอกตำแหน่งแห่งที่เอาไว้ในแผนที่เล็กๆในใจผม

ผมพยายามเพิ่มเป็นสองเท่าที่จะลืมเธอ แล้วผมก็เริ่มหลอกตนเองว่าผมไม่ได้สนใจเธออีกแล้ว ผมยังกลับบ้านเย็นกว่าแต่ก่อน มานั่งรอรถจนกระทั่งเธอลุกขึ้นยืนอย่างประเปรียวเป็นสัญญาณ พฤติกรรมของผมก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนติดตามเธอแม้แต่น้อย ผมจึงสรุปกับตนเองในใจว่า เป็นเพราะพฤติกรรมที่ทำมาเนิ่นนานจนชักจะเริ่มติดเป็นนิสัยมันหายยาก และผมก็ทำไปเพราะมันติดเป็นนิสัยก็เท่านั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอสักหน่อย อีกทั้งกลับบ้านเวลานั้นมันก็สะดวกดีที่มีคนบนรถไม่เยอะทำให้มีที่นั่งไม่ต้องยืนอีกด้วย

ผมหลอกตัวเองให้เชื่อได้สำเร็จอย่างงดงาม...

แต่ก็ไม่ได้ตลอด...

คุณรู้อะไรไหมล่ะครับ ว่าพรหมลิขิตมันมีอยู่จริงๆ...มันอยู่ที่ใจคุณนั่นแหละ...ผมก็เหมือนกัน

เย็นวันนั้น วันที่ผมกลับจากทำงานเหมือนกับทุกๆวัน มีฝนตกพรำๆพอเย็นชื่นใจคลายความร้อนของพื้นถนนและอากาศที่อบอ้าวมาตั้งแต่บ่ายให้หายไป รถราในเวลานี้ไม่หนาแน่นอย่างที่เป็นอยู่ในทุกๆวัน และที่ป้ารถประจำทางที่เดิม ม้านั่งตัวเดิมนั้นกลับไม่มีใครนั่งอยู่เลยนอกจากผม

เธอไม่มา...จนกระทั่งรถสายประจำของผมและเธอจากไป...คันแล้ว...คันเล่า เธอก็ยังไม่มา

เธอกลับไปก่อนหรือเปล่า? เธอไม่สบายหรือเปล่า? หรือเธอเป็นอะไรไปเหรอเปล่า?

แล้วในหัวของผมก็มีแต่คำถามและความเป็นห่วงเธอ

ผมคิดถึงเธอ...

วันต่อมาในหัวของผมไม่สามารถคิดเรื่องงานการอะไรได้เลย มีแต่เรื่องเธอเต็มไปหมด...

วันนี้เธอจะมาไหม? วันนี้เธอจะหายดีหรือเปล่า? เธอจะมีคนคอยดูแลไหม? เธอจะสบายดีหรือเปล่า?

ผมอยากพบเธอเหลือเกิน...

เลิกงานแล้วผมรีบรี่ไปที่ป้ายรถประจำทางของเรา ป้ายที่ผมได้พบ ได้มองเธอทุกวันๆ

ผู้หญิงที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผมเลยสักอย่างเดียวนั้นกลับมีความหมายต่อจิตใจผมอย่างยิ่งยวด ทำให้ผมรู้สึกห่วงหาอย่างประหลาด

ผมรอ...ไม่ได้รอรถเช่นคนอื่นๆที่ผ่านมาผ่านไป...ผมรอเธอ

ระหว่างที่รถประจำทางอีกคันหนึ่งผ่านไป พร้อมกับเสียงถอนหายใจด้วยความวิตกของผมดังเฮือก เสียงกริ๊งๆ ก้องกังวานแสนสดใสก็ดังกลบความหมองหม่นใจใดๆให้กระเด็นหายไปจนหมด

ผมเงยหน้าขึ้นแล้วจึงพบเธอ

เธอเดินตรงมายังที่ๆผมนั่งอยู่ ด้วยท่วงท่าแสนมั่นใจและแสนมั่นคงของเธอ สะพายกระเป๋าข้างสีดำใบเก่ง เรือนผมเงาสลวยของเธอพลิ้วไหวสะบัดไปสะบัดมาอย่างน่ามอง สองหูเสียบสายหูฟังอย่างเคย เรียวปากสีชมพูสวยแย้มออกน้อยๆอย่างสุดแสนอารมณ์ดี ใบหน้าขาวใสนั่นช่างส่งให้เครื่องหน้าดูโดดเด่นน่าพิศไปทุกส่วนเสี้ยวของดวงหน้า

เธอมาแล้ว...เธอสบายดี...เธอยิ้มให้ผม

ผมยิ้มตอบเธออย่างเผลอไผล...คิดเข้าข้างตนอย่างเผลอใจว่าเธอนั้นก็รู้จักผมเช่นกัน

แล้วเธอก็เดินผ่านผมไปนั่งลงบนม้าตัวเดียวกันกับผมหากห่างออกไปเป็นวา

ยิ้มของผมค้างเก้อ...ได้แต่เขินตัวเองที่ยิ้มเป๋อเหรออยู่คนเดียว ซึ่งผมก็ได้แต่หัวเราะตัวเองในเวลาต่อมาเมื่อหวนกลับไปคิดถึง

ผมถอนหายใจแล้วได้แต่เพียงส่ายหน้าอยู่กับตัวเองคนเดียว แล้วก็ยิ้มขำตนเองอยู่เงียบๆ ในความสลัวใต้เงาของหลังคา และบนม้านั่งตัวเดียวกับเธอ ผมหวังว่าจะไม่มีใครมานั่งลงขั้นกลางระหว่างผมกับเธอ นึกอยากหยุดเวลานี้เอาไว้ให้ดำเนินไปอย่างนี้เรื่อยไป

ถึงผมจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร หรือว่าเธอชื่ออะไร...แต่ผมกลับรู้สึกมีความสุขที่เธออยู่ใกล้ๆผมและสบายดี

มันจะดีแค่ไหน หากได้รู้จักกับเธอ...รู้จักกับเธอจริงๆ

แล้วผมก็ได้ตัดสินใจ...

"เอ่อ...คุณครับ..." ผมหันไปร้องเรียกเธอ แต่เธอกลับลุกพรวดขึ้น เหมือนทุกครั้งที่รถประจำทางเจ้าประจำของผมกับเธอมาถึง วันนี้ดูมันจะมาถึงเร็วกว่าปรกติไปหน่อย

"ดะ เดี๋ยวก่อนครับ...คุณ!" ผมร้องเรียกเธอ แต่เธอกระโดดขึ้นรถประจำทางไปก่อนแล้ว

ผมลุกพรวดพราดขึ้นแล้วเผ่นขึ้นรถตามเธอไป พยายามมองหาเธอในรถ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งแวดล้อมจะไม่เป็นใจ เพราะรถที่เคยโปร่งคนกลับมีผู้คนหนาแน่นจัดขึ้นมาในวันนี้

ในบรรดาหัวเห็ดดำๆ เยอะแยะเต็มไปหมด ผมพยายามมองหาเธอ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอจนผมต้องถอดใจ โดยไม่รู้ว่ามันเร็วเกินไปสำหรับการถอดใจนั่น

เมื่อถึงป้ายที่ผมต้องลงแล้วนั้น คุณรู้อะไรไหมครับ...ผมได้พบเธออีกครั้ง

นึกหน้าผมออกไหมครับ...นั่นแหละครับ...มันบานแบบนั้นเลย

ด้วยความเร่งรีบที่เธอต้องผ่าฝูงคนมาจากด้านหน้า และผมก็ต้องผ่ามาจากทางด้านหลัง เราทั้งสองก็ได้มาชนกันที่ตรงทางลงของรถประจำทางนี่เอง

"อ๊ะ...ขอโทษค่ะ..." เธอกล่าขอโทษขอโพยผมด้วยเสียงเล็กๆใสๆของเธอ...เสียงน่ารักเหมือนกับกระพรวนที่เธอแขวนเอาไว้ที่กระเป๋าเธอเลยครับ

"ไม่เป็นไรครับ..." ผมรีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว แล้วเธอก็ยิ้มให้กับผม

เธอยิ้มให้ผมจริงๆ เหมือนที่ป้ายรถประจำทางโน้นไม่มีผิด แต่มันเป็นของผม

ประตูรถดีดเปิดออก แล้วเธอก็เดินลงไป ผมตามเธอไปติดๆ...

"คุณครับ...!" ผมรีบเรียกเธอเอาไว้

"คะ?" เธอหันมา มองผมด้วยดวงตากลมโตสีนิลของเธอเบิกกว้างนิดๆอย่างประหลาดใจ

หัวใจของผมแทบจะหลุดออกมากองอยู่แทบเท้า แล้วผมก็ทำให้ตัวเองหน้าแตกด้วยการยิ้มเหมือนสติไม่ดีให้เธอ...เธอจะว่าผมบ้าไหมเนี่ยะ...

"เอ่อ...ผมชื่อหนุ่มครับ ผมอยากรู้จักคุณครับ"

ฮะฮ้าย! ตรงเข้าเป้าเป๊ะแบบไม่มีลูกไม้ลายดอกเล๊ย!

เธออ้าปากค้างเป็นรูปเลขศูนย์ มองหน้าผมราวกับผมเป็นสิ่งมหัศจรรย์หมายเลขล่าสุดของโลก! แล้วเธอก็หัวเราะ...เสียงหัวเราะที่น่ารักที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยิน...

"อรค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"

คุณเชื่อผมนะครับ ผมคิดเสมอว่าการพบกันของคนเรานั้นมันเป็นปาฏิหาริย์ครับ คิดดูสิครับว่าในโลกมีมนุษย์อาศัยกันให้ยุบยับอยู่ประมาณหกพันล้านคน (หรือมากน้อยกว่านั้นตามสถิติใหม่เมื่อไหร่เมื่อนั้น) แค่ในประเทศไทยก็ปาเข้าไปแล้วประมาณหกสิบล้านคนแต่คนเพียงสองคนในหลายล้านบานตระไทนั่นได้มาพบกัน โดยไม่ได้มีใครสั่งหรือวางแผนไว้ คุณคิดดูเอาก็แล้วกันครับว่ายากขนาดไหน หันมองคนข้างๆ คุณดูสิครับแล้วลองคิดดูสิครับว่าทำไมถึงเป็นคนๆ นี้ที่อยู่ข้างๆ คุณ ไม่ใช่อีตาหัวล้านๆ ที่นั่งอยู่โต๊ะโน้นหรือยายหัวแมงกะพรุนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างหลัง

คุณลองคิดถึงวันแรกที่ตาประสานตา (หรือจะประสานส่วนอื่นๆก็แล้วแต่ตาคุณนะครับ) กับเขาหรือเธอของคุณคนนั้น เขาเป็นหนึ่งในหกพันล้านคนของคุณเชียวนะครับ มันเหลือเชื่อไหมล่ะ ยิ่งกว่าเรื่องจริงผ่านจอเสียอีกนะคุณเอ๊ย...

แล้วในที่สุดผมก็ได้รู้จักเธอ...

เรื่องราวของผมมันยังไม่จบครับ...เพราะผมคิดจะสานต่อไปอีกนานน๊าน...

เธอไม่ได้เหมือนกับที่ผมคิดไปเสียทุกอย่างหรอกครับ...

เพราะอันที่จริงเธอไม่ได้ชอบใส่รองเท้าหุ้มส้นเท่าไหร่ เธอชอบใส่รองเท้าสานมากกว่าแต่ไม่เอาส้นสูงนะเดี๋ยวตกรูท่อ เธอชอบสีสันสวยๆ มากกว่าสีดำ เข้ม ขรึมมีแบบฉบับแน่นเปรี๊ยะเป็นไหนๆ ที่เธอสะพายกระเป๋าใบเดียวติดกระพรวนก็เพราะว่าเธอชอบจัดของใหม่แล้วลืมบ่อยๆ ว่าตัวเองเอาของวางไว้ที่ไหน เวลาเธอหากระเป๋าจะได้ง่ายๆ เพราะคอยฟังเสียงกระพรวนดังก็เพียงพอแล้ว และที่ไม่ค่อยเปลี่ยนกระเป๋าใช้ก็เพราะ เธอชอบเก็บของสำคัญเอาไว้ในกระเป๋า ถ้าเปลี่ยนบ่อยๆแล้วจะหาใช้ไม่เจอ

แต่ผมก็คิดถูกเกี่ยวกับเธอหลายอย่างนะ ตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะว่าอะไรในตัวเธอที่ดูดึงดูดผมเสียเหลือเกิน...เธอมีความเป็นธรรมชาติที่ไม่ธรรมดา เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของเธอเอง ถึงจะดูแข็งๆแต่ก็ดูสบายๆในแบบที่เป็นของเธอเอง ถึงเวลาเธอนั่งเฉยๆ ที่ป้ายรถเมล์นั่นจะดูปิดตัวเหมือนไม่อยากสุงสิง แต่ที่จริงแล้ว หูฟังที่เธอเสียบหูเอาไว้กลับแทบไม่เคยถูกเปิดใช้เลยสักครั้ง

แล้วที่ทำให้ผมประหลาดใจแบบช็อคสุดๆ ก็คือ...

ผมไม่ได้มองเธอข้างเดียวหรอกครับ...เธอก็มองผมด้วยเหมือนกัน

เธอบอกกับผมว่า เธอคิดว่าผมเป็นคนเนี๊ยบระเบียบจัดแล้วก็ขรึมๆ แต่ตัวจริงผมกลับเป็นคนตลก แถมยังขี้อายอีกต่างหาก เธอว่าผมเรียบร้อยแล้วก็อัธยาศัยดีมากๆ เธอว่าผมกล้าหาญมากๆที่เข้ามาพูดกับเธอก่อน เพราะเธอยังไม่กล้าเลยเพราะได้แต่คิดว่าจะเริ่มพูดอะไรยังไงกับผมดี แถมยังอายที่จะเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายก่อน แถมกลัวด้วยว่าผมจะคิดกับเธอยังไง

คิดยังไงได้ล่ะครับ...ก็เธอน่ารักที่สุดเลยในหมู่ผู้หญิงทั่วโลกเลย (เอ่อ เว่อไปหน่อย เอาทั่วกรุงเทพฯ ก็พอ) ที่ผมเคยเห็นมา เป็นเธอที่เป็นหนึ่งเดียวที่ผมได้ค้นหาจนเจอ...

เอ่อ จะว่าไป...ก็ไม่ได้ค้นอะไรหรอกครับ แต่เราเจอกันเองมากกว่า

และเหนืออื่นใดทั้งหมด...เป็นเพราะ...

ความรักของเรา...คือความมหัศจรรย์ครับ




 

Create Date : 02 มกราคม 2550    
Last Update : 2 มกราคม 2550 16:48:34 น.
Counter : 84 Pageviews.  

นี่หรอกหรือ...ความรัก

นี่หรอกหรือ...ความรัก



ฉันพบคนๆ นั้นเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน ในโลกของไซเบอร์

การทักทายที่ฉันมองไม่เห็นความสำคัญแม้แต่น้อย ไม่ต่างจากทุกครั้งทุกคราวที่มีใครก็ไม่รู้ไม่คุ้นหน้าค้นตา หรือจะพูดให้ถูก...คุ้นอีเมล ขออนุญาตติดต่อ(Add) เข้ามา

ในวันอันแสนน่าเบื่อหลังจากการกลับจากฝึกงาน การได้คุยไร้สาระกับคนแปลกหน้าก็กลายเป็นการพักผ่อนหย่อนใจวิธีหนึ่งไปได้ การตอบคำถามแบบสมองกลวงกับคำถามพื้นฐานทั้งหลายทั้งแหล่

ชื่ออะไร?

อยู่ที่ไหน?

อายุเท่าไหร่?

เพศอะไร?

นั่นทั้งหมดคือสิ่งที่คนสองคนซึ่งไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนในชีวิต ไม่ว่าจะในอดีต ในปัจจุบัน และแน่นอน...อาจจะในอนาคตด้วย

ใช่...ฉันพูดไม่ผิดหรอกค่ะ อาจจะจริงๆ เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ฉันเคยได้ยินมาว่ามีการนัดพบกันของคนที่เคยติดต่อกันในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมาก่อนดังนั้น เรื่องการที่จะได้เห็นหน้ากันในอนาคตก็อาจจะเป็นไปได้พอๆ กันกับเป็นไปไม่ได้นั่นแหละ

และถึงมีภาพดิสเพลย์ขึ้นข้างๆ ในหน้าต่างที่ใช้พูดคุยกันก็ตามที แต่รูปภาพมันใช้หลอกกันได้เสมอนั่นหละ ดังนั้นไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปเชื่อรูปภาพที่เปลี่ยนเอามาใส่ใหม่ได้พวกนั้น

ถ้ามันเชื่อได้หละก็ คนเราได้หน้าตาเหมือนตัวการ์ตูนกันหมดแน่ๆ เลย...

"สวัสดี..." ทางฝ่ายนั้นเอ่ย หรือจะพูดให้ถูกกว่า...พิมพ์ ทักฉันมา

"สวัสดีด้วย" ฉันทักทายกลับ

"ชื่ออะไรเหรอ"

มาแล้วคำถามยอดนิยม...ฉันคิดแล้วกระพริบตาปริบๆ พร้อมกันกับการคาดเดาคำถามต่อไปอย่างแม่นยำ แต่ว่าจะตอบไปตรงๆ เหมือนคนอื่นๆ ชีวิตมันก็ไม่มีรสชาติ และของอะไรที่มันได้มาง่ายๆมันไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่ ดังนั้น...

"ถามชื่อคนอื่นไม่บอกชื่อตัวเองก่อนหน่อยเหรอ..." ฉันตอบกลับพลางแอบขำอยู่ตรงหน้าของหน้าจอคอมพิวเตอร์

"ง่ะ...ชื่อเม่นครับ" เป็นชื่อที่สร้างสรรค์มาก...

"ฉันชื่อต้น" ฉันก็บอกชื่อของฉันไป

"อ่ะ ผู้ชายเหรอ"

ฉันแอบนึกเคืองๆ กับคำถามนี้นิดๆ แม้จะรู้ดีว่าออกจะแปลกเล็กน้อยถึงปานกลางที่ผู้หญิงสาวสวยแสนน่ารักอย่างฉันจะชื่อนี้ เพราะคนส่วนใหญ่จะใช้เป็นชื่อผู้ชายก็ตาม แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะทำเฉยนี่

"เปล่า" ฉันตอบกลับไปห้วนๆ ด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย "เป็นผู้หญิง..."

"แปลกจังเลยนะ"

จิตพิสัยหมอนี่ติดลบขึ้นมาทันทีทันใด "ตรงไหน" ฉันสวนกลับ

"ชื่อเหมือนผู้ชาย"

"จริงๆ แล้วฉันเป็นผู้ชายปลอมตัวมา"ฉันตอบกลับ

ทางโน้นดูเหมือนจะอึ้งๆ ไปจนในที่สุดฉันจึงต้องหาเหตุผลอันสมเหตุสมผลขึ้นมากล่าวแก้ในที่สุด



"พ่อแม่อยากให้ลูกแข็งแรงเหมือนผู้ชาย...หละมั้ง" ฉันให้เหตุผลกลับไป และชักจะเริ่มเบื่อการสนทนาที่น่าหงุดหงิดหลังจากวันอันแสนหงุดหงิดไปแล้ว และคิดจะพยายามจัดการจบการสนทนาด้วยความไม่แน่ใจ

ทว่า...

"เหรอ ดีจังเลยนะ...ยินดีที่ได้รู้จักครับต้น" นั่นเป็นการตอบกลับที่มีมารยาทมากและสร้างความพอใจให้อีกฝ่ายเป็นอย่างดี...คะแนนของหมอนี่จึงพุ่งกระฉูดขึ้นมาอย่างกระทันหัน

บางทีการด่วนสรุปอาจจะเร็วเกินไป...

หลังจากการทักทายอย่างย่อมๆก็เข้าสู่คำถามมาตรฐานทั่วๆ ไป

"เหรอเรียนอยู่ม.กรุงเทพฯ เหรอ ดีจังเพื่อนฉันก็เรียนอยู่ที่นั่น ชื่อนก เธอรู้จักไหม" ฉันพิมพ์กลับไปเมื่อหัวข้อการสนทนาเข้ามาสู่เรื่องสถานที่เรียน และคำว่าเธอใช้ได้ทั้งกับเพศหญิงและเพศชาย ที่สำคัญ ฉันไม่ชอบการแบ่งแยกเพศ...เพราะมันน่าเบื่อหน่ายและกีดกัน

"ไม่รู้จักเลย"

"เหรอ เรียนคณะอะไรหละ"

"นิเทศ" น่าสนใจ เพราะจะว่าไปแล้วสายที่ฉันเรียนก็มีพวกนิเทศเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นระยะๆ

"เหรอน่าสนุกดีนะ ภาคอะไรหละ เลือกรึยัง" ฉันถามกลับไป แต่นั่นก็เพราะฉันไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับคณะนิเทศในม.กรุงเทพฯเท่าไหร่นัก

"เรียนการแสดงอ่ะ" เม่นตอบกลับมา และไม่ว่าไอ้ภาคการแสดงอะไรนี่จะมีเหรอไม่ก็ตาม มันก็ถือเป็นความรู้ใหม่ของฉัน และฉันก็กระตือรือร้นที่จะมีเพื่อนเป็นว่าที่นักแสดงในอนาคต

"เหรอ แปลว่าชอบโชว์" ฉันถามไปแบบกำกวมนิดๆ แต่ไม่ได้ตั้งใจ...หรือตั้งใจก็ไม่แน่ใจ

"เปล่า แต่เราหน้าตาดี" เม่นตอบกลับมา แต่จ้างล้านนึงก็ไม่ขอเชื่อดีกว่า

"ขอกระโถน..." ฉันตอบกลับไป ทางนั้นดูจะเงียบไปแป๊บนึง จากนั้นรูปดิสเพลย์หน้าผีก็เปลี่ยนไปเป็นรูปผู้ชายหน้าตาดีแต่ดูเกย์ๆ

ฉันกระพริบตาปริบๆ แล้วรออีกฝ่ายให้พิมพ์กลับมา ทางนั้นดูเหมือนจะลังเลเล็กน้อยว่าจะพูดว่าอะไรดี เพราะฉันเห็นที่ด้านล่างของหน้าตางมีสัญญาบอกว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังพิมพ์ข้อความส่งมา และแล้วก็ดูเหมือนว่า เม่นจะตัดสินใจได้ว่าควรจะพูดว่าอะไร

"นี่รูปเรา หล่อใช่มั้ยหละ..."

ฉันอึ้ง...รู้ทั้งรู้ว่าโลกใบนี้มีคนหลงตัวเองอยู่อย่างมากมายมหาศาลแต่ก็ไม่น่าที่ฉันจะเจอลกฟลุคได้แบบนี้ เพราะจากสถิติของฉันเองแล้ว คนที่เทียวหาอีเมลคนอื่นแล้วสุ่มเมาทักแบบนี้มีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่จะเป็นคน...หน้าตาดี

"ก็หน้าตาดี..." ฉันตอบกลับแบบไว้หน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ดูเหมือนทางนั้นชักได้ใจใหญ่

"หล่อก็พูดออกมาตรงๆ สิ...เธอว่าหน้าตาเราเป็นยังไง"

ยังมีใจจะถาม แต่ฉันเองก็มีใจจะฉีกหน้าคนเหมือนกันเพราะการเป็นคนคิดยังไงพูดอย่างนั้นผสมกับการเป็นคนปีจอโดยกำเนิดทำให้ฉันตอบออกไปแบบไม่ต้องยั้งคิด

"หน้าเหมือนเกย์"

ฉันรู้ว่ามันทำร้ายจิตใจเพื่อนใหม่ผู้ไม่เคยเห็นหน้าคนนี้ แต่ทว่าการเสียใจภายหลังไม่ใช่คุณสมบัติเด่นของฉันด้วย...

เม่นดูเหมือนจะอึ้งนานเป็นพิเศษ จนกระทั่ง...

"ตรงไหน?"

ฉันคิดว่าเขาคนจะยั้วะนิดๆ ขอบคุณที่พวกเราคุยกันผ่านระบบเครือข่าย ไม่อย่างนั้นฉันคนโดนต่อยเข้าที่เบ้าตาแตกแล้วเป็นแน่

ฉันถอนหายใจหนักๆ หนหนึ่งแล้วตอบกลับไปอย่างจริงใจ

"จากประสบการณ์ที่เราเคยเจอ คนท่าทางและหน้าตาประมาณนาย ส่วนใหญ่...เป็นเกย์" ฉันขอเน้นคำว่า...เป็นเกย์...และถ้าทำตัวใหญ่และเรื่องแสงได้ฉันคงจะทำไปแล้วอย่างแน่นอน

แล้วเม่นก็อึ้งไปอีกหลายนาที และดูเหมือนว่าการสนทนาของพวกเราจะเป็นไปในทิศทางกวนประสาท มากกว่าเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี แต่แล้ว...คำพูดไม่คาดฝันก็มาปรากฏขึ้นตรงหน้าฉัน...



"เธอเป็นคนประหลาดดี..."

ขอบคุณพระเจ้า...





หลังจากนั้นพวกเราก็คุยกันบ่อยขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วฉันไม่ใช่คนทักใครก่อน แต่ดูเหมือนกับว่า นายคนนี้จะนิยมของแปลก...

"ดีต้น ^ ^" พัฒนาการของหมอนี่คือการใช้สัญลักษณ์จากแป้นพิมพ์ ทั้งๆ ที่โปรแกรมเขามีไอคอนแสดงอารมณ์ไว้ให้แล้วแท้ๆ

ส่วนพัฒนาการทางภาษาของหมอนี่ ถ้าฉันไม่ต้องมาเล่าให้คุณฟังแบบนี้คุณจะพบว่า...มันห่วยสิ้นดี...

ฉันชำเลืองมองหน้าจอที่เด้งขึ้นมาแล้วถอนหายใจเฮือก เพราะข้อหนึ่ง ฉันเบื่อเล่นเกมหมาหยอกไก่ และข้อสอง...ฉันไม่ใช่ไก่เลยไม่ชอบถูกหยอก

"สวัสดี...วันนี้จะคุยอะไรกันดีหละ" ฉันรีบถามกลับไป

"ไม่รู้สิ ต้นอยากคุยเรื่องอะไรหละ"

ฉันเงียบไปแว๊บหนึ่ง เมื่อมั่นใจว่านานพอ ฉันก็พิมพ์ตอบกลับไป

"ไม่อยากคุยอะไรเลย"

ทางนั้นเงียบไป และฉันมั่นใจว่ากลยุทธปลิดชีพแบบนี้ใช้ได้ผล และหมอนี่จะไม่มารบกวนการทำงานของฉัน แต่แล้วเสียงเตือนว่ามีการส่งข้อความก็ดังขึ้น

"ต้น" มันเป็นชื่อฉัน

"มีอะไร" ฉันถามกลับไปสั้นห้วนได้ใจความเหมือนปรกติ

แล้วสิ่งที่ฉันได้รับกลับก็คือความเงียบ และฉันรอ...แล้วก็เริ่มโมโหแล้ว

"เรียกให้ขานแล้วไม่ตอบ มีอะไรไม่ทราบ!!!" ฉันเริ่มใส่เครื่องหมายแสดงอารมณ์อย่างไม่สมเหตุสมผล หรืออาจจะสมเหตุสมผลก็ได้

"เปล่าเรียกเฉยๆ คิดถึง" ฉันรู้สึกเหมือนโดนหมัดฮุกเข้าที่ดั้งและหน้าหงายไปด้านหลัง ก่อนจะพยายามทรงตัวกลับขึ้นมาใหม่ในนาทีที่สอง

"ประสาท" นั่นเป็นคำเดียวที่ฉันนึกออกและตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกเสียใจที่พูดแบบนั้นออกไปเพราะมันดูเหมือนกับว่าจะยิ่งทำให้เจ้าเม่นตัวแสบได้ใจ

"ต้นๆ" ยังจะเรียกอีก

"เลิกคิดถึงได้แล้ว!!!" ฉันตอบกลับด้วยความโมโหนิดๆ

"เปล่า ไม่ได้คิดถึงแต่มีเรื่องอยากจะถาม..."

"มีไร" ฉันสนใจขึ้นมานิดๆ และคิดว่าคงมีแก่นสารมากขึ้น เพราะคำถามเป็นลางบอกเหตุถึงสาระ

"อยากถามว่าวันนี้เหนื่อยมากไหม..."

ฉันมองชื่อที่ตัวเองขึ้นเอาไว้วันนี้ มันมีคำว่าเหนื่อยอยู่และฉันก็พาซื่อบางทีอาจจะบื้อเกินกว่าที่ตัวเองคิดเอาไว้ฉันยอมรับว่าตีค่าสมองของตนเองสูงเกินไปแต่ไม่มากเกินไปมากขนาดนั้น

"อืมเหนื่อย แล้วไง" ฉันไม่ลืมที่จะต่อท้ายด้วยคำพูดติดปาก

"ก็ ต้นเข้ามาวิ่งในหัวใจเราทั้งวันเลย..."

สาธุ...





จากนั้นก็ตามมาด้วยมุขสารพัดเสี่ยว...และฉันเริ่มรู้สึกผิดกับตัวเองที่ไม่ยอมบล็อคเจ้านี่เอาไว้เสียที แต่ก็อีกหละ...ฉันเริ่มติดการที่จะมีเสียงตะแล้นๆ (รู้กันอยู่แล้วว่าไม่ใช่เสียงนี้จริงๆ แต่มันแสดงให้เห็นยากนี่เวลาที่พิมพ์น่ะ) คอยเตือนว่ามีคนส่งข้อความเข้ามา มันทำให้รู้สึก (ไปเอง) ว่ามีเพื่อนนั่งอยู่ด้วย

"ดีต้น^ ^" หมอนี่ยังไม่เข็ด...

"เมื่อดีมาเราก็ดีกลับ" ปรกติฉันเป็นคนอารมณ์ดี แต่ไม่ชอบการแสดงออก

ทว่าวันนี้หมอนี่มาแปลกกว่าที่เคยและฉันเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเจ้าเม่นตัวร้ายเงียบไปก่อนจะถามมาว่า

"ตอนนี้ทำอะไรอยู่..."

"คุยกับนายไง..." ฉันมักจะชอบตอบแบบเจ็บมือ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนกับว่าหมอนี่จะไม่ยอมรับมุขฉันง่ายๆ เหมือนครั้งก่อนๆ

"ก่อนหน้านี้หละ..." ฉันงงไปสองวิก่อนตอบกลับแบบงงๆ

"อ่านการ์ตูน..." มันเป็นความสัตย์นะ...(อย่างสะกดผิดด้วย เพราะนั่นมันเป็นนิสัยส่วนตัวต่างหาก)

"เราคุยได้ไหม..."

คราวนี้ตาฉันเริ่มเปลี่ยนเป็นเครื่องหมายคำถาม และกลายร่างเป็นมนุษย์เจ้าปัญหาในเรื่องแบ็ทแมน และด้วยความอยากรู้สุดจิตสุดใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าเม่นหูดำ (หน้าหม้อ) ฉันจึงป้อนคำถามแบบที่ฉันแน่ใจว่าไม่ถามใครบ่อย

"ได้...ว่าแต่ว่า นายเป็นอะไรรึเปล่า"

"เปล่า แต่เรามีเรื่องอยากปรึกษา คุยด้วยได้ไหม"

หรือคำภาวนาของฉันจะเป็นผล เกิดแก่นสารขึ้นในสมองของนายเม่นหัวกลวงแล้วอย่างนั้นหรือ? แล้วหลังจากที่หมอนี่เกริ่นและเท้าความอยู่กว่าสามนาทีเต็ม เจ้าเม่นก็เข้าเรื่องจนได้ในที่สุด



"แฟนเรา เขาดูห่างเหินเราไป เราก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่เขาดูไม่รักเราเหมือนเมื่อก่อนนี้เลย"

อุตายหละหว่า! เกิดมาชาตินี้ตูไม่เคยมีแฟนเสียด้วย...แต่ในฐานะนักเขียน (ในเน็ต) คนหนึ่ง ถ้าเรื่องผู้หญิงแค่นี้ช่วยไม่ได้แล้วเราจะโด่งดังในอาชีพได้อย่างไร (ไม่เกี่ยวเล๊ย)

แล้วฉันก็เริ่มกระบวนการที่มีศัพท์เป็นที่แพร่หลายว่า...ตะล่อมถาม

"ที่ว่าเขารักนายน้อยลงมันหมายความว่ายังไง" นี่หละวิทีตะล่อมถามของฉัน หรือฉันไม่เคยบอกพวกคุณว่าฉันของการพุ่งเข้าชน?

"ก็...เขาดูเหมือนไม่ค่อยสนใจเราเหมือนเมื่อก่อน"

ขอบคุณพระเจ้าที่มอบความใจเย็นให้กับลูก...ฉันนึกกับตัวเองในใจ

"นั่นสิเขามีท่าทางยังไงหละ..."

ฉันถามซ้ำไปอีกครั้ง พยายามด้วยความสามารถที่มีอยู่เพื่อข่มกลั้นความใจร้อนเหมือนน้ำป่าไหลบ่าในหน้าฝน

"ก็ เขาไปไหนไม่ค่อยบอกเราเหมือนแต่ก่อนเลย ไปเที่ยวของเขาไม่บอกเรา" ฉันถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย

ฉันไม่เคยคิดว่าอาการวิตกจริตทางใจจะสามารถเกิดขึ้นได้ในเพศชาย แต่ฉันต้องยอมรับการค้นพบใหม่นี้ของฉันว่ามันมีอยู่จริง และนายเม่นเป็นเครื่องพิสูจน์ที่มีประสิทธิภาพ

แต่ฉันลืมบันทึกเรื่องนี้เอาไว้ในสมุดโน้ตเล็กๆ ในใจของฉัน

"ฉันคิดว่านายคิดมากเกินไปรึเปล่า..." อ่า...ไม่ต้องทายก็รู้คำตอบของสมการใช่ไหมหละคะว่าจะตอบออกมาเป็นอะไร

"ไม่หรอก เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ" ปรบมือให้ตัวเองดังๆ หรือหัวเราะใส่หนังสือเล่มนี้ได้เลยถ้าคุณตอบถูก และอย่าเสียใจถ้าคุณทายผิดแม้ว่ามันจะน่าประหลาดไปสักหน่อยที่ตอบไม่ได้ก็ตาม

ไม่ต้องทายอีกคุณก็รู้ว่าฉันกรอกตาอย่างเหนื่อยหน่ายอีกครั้ง

"ฉันว่านายคิดมากไปแล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดา เขาก็อาจจะแค่อยากมีชีวิตอิสระไม่ต้องเป็นปาท่องโก๋บ้างก็ได้..." แล้วชั้นก็ชักแม่น้ำทุกสายที่มีอยู่ในโลกขำๆ ใบนี้มาเป็นหนังสืออ้างอิง และจากสารพัดเหตุผลที่กล่าวอ้างโดยไม่รู้ว่าเป็นจริงมากน้อยขนาดไหน ฉันก็สามารถโน้มน้าวใจเพื่อนรักที่ไม่เคยเห็นพระเศียรจริงๆ ของมันได้สำเร็จ โดยลืมทำหมายเหตุให้มันไปว่า...ถึงอย่างไรก็ตามผู้หญิงก็ไม่สามารถเดาใจผู้หญิงด้วยกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เม่นก็จาก (หรือออกจาก) เครือข่ายไปด้วยความสบายใจ

หรืออย่างน้อยฉันก็คิดว่าอย่างนั้น





และแล้วเวลาก็ผ่านไป วันคืนอันแสนสุขของฉันและความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ฉันมีความสุขโดยไม่มีเม่นมารบกวนอยู่เป็นเวลานาน

ฉันไม่เคยคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มาก่อนถึงจะเคยมีใครต่อใครหลายคนให้ความสนใจฉันบ้างแต่สุดท้ายเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไม่มากหรือน้อยไปกว่านั้น ฉันมีความสุขกับทุกๆ เวลาที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจ...นั่นเป็นคำพูดสวยหรูและคุณคงเข้าใจว่าฉันหมายความถึงความรักแบบหนุ่มสาว

ข้อหนึ่งที่ฉันห้ามตัวเองไม่ให้รักใครไม่ใช่เพราะกลัวอกหัก เพราะพ่อเคยบอกเอาไว้ว่า...อกหักดีกว่ารักไม่เป็น...เป็นประโยคที่เชยมาก หากกินใจ แต่ที่ฉันไม่คิดรักใครเพราะ ฉันจะไม่มีเวลาให้กับคนๆ นั้นในเวลานี้ซึ่งมันไม่ยุติธรรมกับความรักที่เขาที่ไม่รู้ว่าเป็นใครก็ตามจะมีให้คนอย่างฉัน และจนกว่าภารกิจที่ฉันมีต่อบิดามารดาจะจบสิ้น ฉันตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าจะไม่ยอมมีความรักฉาบฉวยให้ป่วยใจไปเปล่าๆ

ในขณะที่ฉันกำลังมีความสุขแบบครึ่งๆ กลางๆ อันสืบเนื่องมาจากความว่างหลังการเรียนจบ เจ้าหมอนั่นก็โผล่ออกมาอีก มันช่างเหมือนเนื้อร้ายหรือก้อนมะเร็งที่พอตัดแล้วก็โผล่มาก่อกวนสุขภาพ ในที่นี้คือสุขภาพจิต และหมอนี่คือมะเร็งจิตใจอันสงบสุข

"ดีต้น^ ^ จำเราได้ป่าว..." ขอโทษเถอะ หลักการใช้ภาษานายไม่มีการปรับปรุงบ้างเลยอย่างนั้นเหรอ

"ดี...จำไม่ได้หรอก" ฉันตอบอย่างไม่จริงใจ เพราะที่จริงฉันจำมันได้ แต่แค่นึกสนุกอยากก่อความไม่สบายใจให้ใครบางคนเท่านั้น

"อ่า...เราเองไง เม่น"

"อ๋อ" ฉันแสร้งทำเป็นนึกออก "แล้วไง"

พูดแล้วงานถนัดของฉันคือลูบหลังแล้วตบหัว ซึ่งแตกต่างเป็นอย่างมากกับตบหัวแล้วลูบหลัง

"ไม่แล้วไง...คิดถึง สบายดีรึเปล่า"

โอ๊ะ...มารยาทดีตามเคย ฉันต้องยอมรับว่าหมอนี่มีความสามารถในการทำตัวน่าคบหา และความที่ฉันเป็นคนใจอ่อนบ้างในบางครั้งก็ไม่ช่วยให้ฉันหลุดพ้นจากปัญหาเรื่องเพื่อน ครั้งนี้ฉันได้คาดการณ์บางอย่างเอาไว้ในใจ

"สบายดี นี่เราไม่ได้คุยกันมานานแล้วนะ ใช่รึเปล่า..."

"ใช่..." ฉันรู้สึกถึงบางอย่างจากคำตอบเซื่องๆ ผิดนิสัยของเจ้าหมอนี่ แต่ไม่ได้เอะใจอะไรเป็นพิเศษ

"จำได้ไหมว่าไม่ได้คุยกันมานานขนาดไหนแล้ว..." ฉันแสร้งถามไปอย่างนั้นเอง พูดๆ ไปแล้วฉันเองนี่หละที่จำไม่ได้...เหอๆ

"จำได้..." แป่ว...ฉันแพ้ ฉันจำไม่ได้

จากนั้นการสนทนาของเราก็เป็นไปอย่างที่เคย มีข่าวใหม่จากหมอนี่เข้ามา...มันเลิกกับแฟน...แล้วไง มันไม่เกี่ยวกับฉันนี่ การกลับมาของเม่นครั้งนี้ดูจะเป็นการผูกมิตรอย่างจริงเป็นจังมากกว่าแต่ก่อน ฉันไม่ทันได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงนี้เท่าไหร่นัก และทำตัวคุ้นเคยกับมันอย่างรวดเร็ว

เราได้คุยกันบ่อยมากขึ้นทุกที เพราะบางวันเม่นก็จะเข้ามาในระบบเร็วกว่าปรกติ บางวันก็เข้ามาแต่เช้าและก็คุยกันจนดึกดื่นแทบจะทุกวัน มีการพูดคุย ล้อกันบ้างและงอนกันบ้างไม่มากไปน้อยไปในระดับของมิตรภาพอันงดงาม (แหวะ...ชักจะเริ่มติดการพูดจาน้ำเน่ามาจากหมอนั่นเสียแล้ว) จึงไม่แปลกที่ฉันทำตัวให้คุ้นเคยได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว ความสนิทสนมและความรู้สึกดีๆ ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สนิทมากจนกระทั่งฉันได้รู้จักกับพี่ชายของเม่นและพูดคุยอย่างสนิทสนมกับพี่ชายด้วยซ้ำ



จนกระทั่ง...



"นี่ต้น...เราถามอะไรเธออย่างได้รึเปล่า"

หลังจากการพูดคุยกับหมอนี่มาหลายต่อหลายหนทำให้ฉันรู้ว่าคำถามแบบนี้มักตามมาด้วยคำถามอะไรต่อไป ดังนั้นเพื่อเป็นการดีฉันจึงตอบเป็นกลางๆ เข้าไว้

"ได้" แสดงความใจกว้าง

"ต้นเคยรักใครรึเปล่า..." ทำไมซื้อหวยไม่ถูกรางวับที่หนึ่งไม่ทราบ

"เคย" ฉันเงียบไปเดี๋ยวหนึ่ง ก่อนพูดต่อ "ฉันเคยบอกนายไปแล้ว" ฉันกะเตือนความจำ แต่ครั้งนั้นฉันตอบคำถามนี้ด้วยการบอกรักพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนๆ

"ไม่ได้หมายความว่ารักอย่างนั้น แบบว่า...รักน่ะ รักเป็นแฟนน่ะ ต้นเคยคบใครเป็นแฟนรึเปล่า"



ฉันอึ้ง ฉันเกลียดสถานการณ์แบบนี้ที่สุด ลางสังหรณ์ของฉันทำงานแต่เรดาร์ของฉันก็ยังจังความผิดปรกติไม่ได้

"อาจจะเคย หรือไม่เคย..." ฉันตอบกลับอย่างเป็นปริศนาเหมือนเคย

"เราถามต้นตรงๆ เลยนะ ต้นคิดยังไงกับเรา"

แล้วตูจะคิดอะไรยังไงกับคนแปลกหน้าหละ ถามพิลึกสุดๆ และแน่นอนนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หมอนี่ถามคำถามนี้ แต่ปรกติไม่ใช่แบบนี้ กระนั้นฉันก็ไม่ได้ใส่ใจนัก และยังไม่รับรู้ความผิดปรกติถึงแม้ลางสังหรณ์ของฉันจะทำงานก็ตาม

"เราบอกนายไปแล้ว เราคิดอะไรกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้าไมได้ แต่นายเป็นเพื่อน" ฉันแอบต่อท้ายในใจ...ทางเครือข่าย

"เราอยากเจอเธอ" ฉันอึ้งไปนาน พระเจ้าแล้วฉันจะทำยังไงดี...แต่ถึงกระนั้นฉันก็ระลึกได้ว่าเรารู้จักกันมาปีนึงแล้วโดยไม่เคยเห็นหน้าค่าตาจริงๆ กันมาก่อน บางทีมันควรถึงเวลาสักที และฉันก็พร้อมจะรับเพื่อนใหม่ตัวเป็นๆ

"ได้สิ..."

ฉันตอบรับกลับแต่ไม่ได้คิดจะใส่ใจอะไรนัก หลังจากการตกลงกันว่าจะเจอกันที่ไหนอย่างไรดีเป็นที่เรียบร้อยแล้วฉันก็จดใส่กระดาษ และยอมรับว่าตื่นเต้นเป็นที่สุดจนอดคิดไม่ได้ว่า

นี่ฉันกำลังทำบ้าอะไรอยู่กันแน่!!!

แต่เมื่อถึงวันนัด ณ สถานที่ซึ่งนัดกันเอาไว้ ฉันได้ไปยืนรอในชุดตามที่ตกลงกัน และเวลาที่ตกลงกัน ฉันมองนาฬิกาและพบว่าตัวเองมาถึงก่อนเวลาสิบนาที ฉันยิ้มกริ่มกับตนเองอย่างพอใจก่อนหันไปทางบริกรเพื่อขอเมนูแล้วลุกขึ้นเดินไปยังตู้เพลงซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากโต๊ะที่นั่งเพื่อกดเพลงที่ชอบ

หลังจากเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงและเพลงกว่าเกือบสิบเพลง ฉันได้ตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ กดหมายเลขตามที่ได้จดเอาไว้

หลังจากสัญญาเรียกดังกว่าสิบครั้ง สายก็ถูกตัดไป...ฉันมองหูโทรศัพท์ด้วยสายตาละห้อย

จะเอาอะไรได้กับคนในเน็ต...

ฉันคิดและถอนใจอย่างเหนื่อยๆ ออกมา โดยไม่ขอยอมรับความปวดร้อนที่หางตา เพียงกระพริบตาถี่ๆเหมือนกับมีสิ่งระคายเคืองมากๆ เท่านั้น และฉันก็ตัดสินใจเรียกบริกรอีกครั้ง

"ช่วยคิดเงินด้วยค่ะ" ฉันเอ่ยพร้อมกับยิ้มหวานให้กับหนุ่มพนักงานร้าน

และคืนนั้นเองที่ฉันลังเลที่จะเข้าสู่ระบบ ทว่า...ความเคยชินมักได้รับชัยชนะ...ภาวนาว่าอย่าให้เจ้าหมอนั่นเข้ามาเหมือนกันเลย

แต่ดูเหมือนกันว่าสวรรค์ไม่ค่อยเข้าข้าง

"สวัสดีต้น..."

"เออ ดี" ฉันรู้สึกว่าตัวเองตอบไปอย่างเสียไม่ได้ น่าเศร้ามากที่เกิดมาเป็นคนอัธยาศัยดี

"เราขอระบายอะไรกับต้นหน่อยได้รึเปล่า"

ฉันขอเวลางงสิบห้านาที แต่ดูเหมือนเม่นจะไม่ยอกให้เราเงียบนาน "ไม่ได้เหรอ"

ฉันถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆ นี่แสดงว่าหมอนี่ลืมวันที่นัดเจอกันจริงๆ เหรอเนี่ยะ "ได้สิ" ฉันตอบกลับไป พร้อมด้วยลางสังหรณ์อย่างแรงกล้าของฉันมันกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง...มีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว...

"โธ่โว๊ย!!! ทำไมแฟนไม่เข้าใจกูวะ!!!"

ฉันสะดุ้ง...ตาโตอย่างตกใจ เมื่อเมมโมรี่ของฉันวิ่งฉิวด้วยความเร็วไวกว่าแสง ทว่าฉันถามออกไปอย่างสงสัยผสมกับความตกใจสุดขีด

"เกิดอะไรขึ้น!"

"ขอโทษอ่ะ เรารู้สึกเครียดๆ...แต่ต้น เรายังลืมเขาไม่ได้อ่ะ"

ในเวลานี้ความรู้สึกติดลบต่างๆ ที่ฉันมีต่อเม่นปลิวหายไปกับสายลมและแสงแดด เหลือเพียงความตกใจ เป็นห่วง และสงสัย เพราะหมอนี่ไม่เคยหลุดได้ขนาดนี้เลยมาก่อน

"ฉันจำได้ว่านายเลิกกับเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอ นายบอกเลิกเองด้วยซ้ำ"

"แต่กูรักเขานี่..." เออกูรู้ว่ามึงรักเขา...ฉันกระพริบตาปริบๆ "เราคิดว่าเราตัดใจได้แล้ว แต่โธ่โว๊ย!"

"มันเกิดอะไรขึ้น" ฉันทำใจให้เย็นลงได้แล้วและเริ่มไถ่ถามอย่างเยือกเย็น ทว่าเม่นเงียบไป...จนฉันเริ่มเป็นห่วง "นายไม่เป็นอะไรนะ"

ฉันรู้สึกว่าท่าทางจะไม่ดีเสียแล้ว...

"ไม่เป็นไร แค่ใกล้ตาย..." ฉันหน้าแหยกับคำตอบ...นี่เราคิดถูกรึเปล่าเนี่ยะที่ถามไป

"โดยทฤษฎีของสกินเนอร์ พฤติกรรมบางอย่างที่เราคิดว่าสามารถกำจัดออกไปได้แล้วจะกลับมาอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัวและสามารถทำให้หายไปได้อีก" ฉันเริ่มยกทฤษฎีวิชาการด้านจิตวิทยาขึ้นมาปลอบด้วย แต่ดูเหมือนกับว่าจะไม่ได้ผล (แน่นอนอยู่แล้ว)

"คงงั้น...เราอยากตาย" เม่นตอบกลับมาทำให้ฉันอึ้งอีกครั้ง วันนี้มีแต่เรื่องน่าหนักใจ

"เห๊ย! ไม่สร้างสรรค์เลยนะโว๊ย!" ฉันพิมพ์ตอบกลับไปและรับรู้ว่าเพื่อนกำลังอยู่ในอาการโคม่าแล้วถ้าไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วน ฉันพยายามหาทางเบี่ยงประเด็น ทำให้มันคิดถึงเรื่องอื่น

"กินข้าวรึยัง" ฉันถามออกไปอย่างจนปัญญาแล้วและรับรู้ถึงความเขลาของตนเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"ไม่หิวเลย ไม่อยากกิน...อยากตายแม่ง!"

ฉันนั่งทำตาตี่อยู่หลังคอมพิวเตอร์แล้วถอนใจเฮือก "เออ ถ้ามึงอยากตายแม่งแล้ว คนที่เสียใจที่สุดก็แม่งนี่หละโว๊ย" ฉันตอบกลับไป รู้ว่าพูดแบบนี้มันไม่ได้ต่างอะไรไปจากราดน้ำมันเข้ากองไฟก็ตามที...ต้องโทษที่ฉันเกิดมาในปีคุณโฮ่งนี่หละ

"ทำไมวะ...ทำไมๆๆ แฟนกูถึงไม่เข้าใจกูเลย" แกน่าเข้าใจนักนี่...ฉันคิดอยู่กับตัวเองเงียบๆ ในใจแต่แสดงออกมาทางสีหน้า

"แล้วแกบอกเขารึเปล่าหละว่าแกคิดยังไง"

"ต้นไม่เข้าใจ..." เออ กูไม่เข้าใจแกหรอก...ฉันตอบทันทีในใจ ขอบคุณจิตใต้สำนึกที่ไม่ทำให้ฉันพิมพ์ออกไป

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาจนอายุปาเข้าไปยี่สิบสองพบว่า คนอกหักไม่ต้องการคนปลอบ แต่ต้องการคนปรับทุกข์ ดังนั้น การเงียบคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันทำอยู่ในขณะนี้

"อืม...เราไม่เข้าใจ แล้วแกบอกเขารึเปล่าหละ" ฉันต้องพิมพ์อะไรบางอย่างลงไปเพื่อให้เม่นรู้ว่าฉันยังนั่งอยู่กับมัน

"บอกแค่ว่า นิสัยไปกันไม่ได้แล้วก็บอกเลิก" ฉันนั่งทำหน้าเป็นปลาทองแล้วตอบกลับไปด้วยสมองอันว่างเปล่า

"นายมันโง่" กระดูกสันหลังของฉันสั่งการให้พิมพ์ออกไปอย่างนั้น วินาทีต่อมานั้นเองที่ฉันถูก MSNปิดกระแทกใส่หน้าเป็นครั้งแรก





หลังจากวันนั้นฉันก็แทบไม่ได้พูดกับเม่นมาเป็นเวลาสองวันแล้วค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ข่างคราวของเม่นเลยเพราะพี่ชายของเม่น ชื่อพี่เอก (แอบสงสัยไปเผื่อด้วยว่าทำไมน้องถึงได้ชื่อเม่น ดูไม่ค่อยเข้าพวกกันเลย)

"สวัสดีน้องต้น" พี่เอกเป็นคนที่สามารถใช้ภาษาได้อย่างดีมากเลยค่ะ...ทำไมไม่แบ่งความสามารถให้กับน้องชายบ้างก็ไม่รู้

"สวัสดีค่ะพี่เอก" พี่เอกมักจะทักฉันแบบนี้ทุกครั้งเลยค่ะ เป็นที่รู้กันระหว่างฉันกับพี่เขาหละค่ะว่าทักมาแบบนี้น่ะ...พี่เอกนะไม่ใช่ไอ้เม่น...

"พี่คุยด้วยได้รึเปล่าต้น" เอ๊ะวันนี้พี่เอกมาแปลกค่ะ ปรกติพี่เอกจะเป็นคนคุยสนุกหยอกกันบ้างแหย่กันมันอะไรทำนองนั้น แต่ว่าวันนี้พี่เอกมาแบบขรึมๆ ยังไงก็ไม่รู้...สังหรณ์ไม่ดีอีกแล้วสิเรา

"เกิดเรื่องอะไรรึเปล่าคะพี่" ฉันถามไปตามสังหรณ์

"เกิด...ไอ้เม่นมีเรื่องกับแฟนใหม่ของแฟนเก่ามัน"

วกวนดีแท้...ฉันนั่งงงไปสิบวินาที ก่อนจะถึงบางอ้อ "อ๋อ แล้วเป็นไงบ้างคะ"

"ตาเขียวกลับมาอ่ะดิ แต่พี่เป็นห่วงมัน" ขณะนั้นฉันกำลังนั่งนึกสมน้ำหน้ามันอย่างสะใจฮ่าๆๆ

"มันน่ะบ้า แต่ก็ดีนะพี่ คนบ้าไม่ค่อยเป็นหวัด"

"ไม่เป็นอะไรเล่า...ตอนนี้น่ะมันนอนไข้ขึ้นอยู่เนี่ยะ" คำการให้ปากคำของพี่ชายที่เคารพ ฉันนั่งอึ้งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในสภาพงงสุดขีด

โดนต่อยจนไข้ขึ้นเลยเร๊อะ!

"แล้วตอนนี้มันเป็นไงบ้างพี่ ใกล้ตายยัง" คำพูดนั่นออกไปด้วยความปากเสียของฉันเอง แต่ความเป็นห่วงนั่นเป็นของจริง

"เออ พี่ไม่รู้จะทำยังไงดีเนี่ยะ พี่ก็ดูแลคนป่วยไม่เป็นด้วย"

ความรู้สึกของพี่ชายส่งผ่านมาทางสายโทรศัพท์กระทบจิตใจฉันอย่างรุนแรง...นี่สินะ คนเป็นพี่...ฉันคิดอยู่ในใจ อดเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้เวลาที่นึกคิดถึงคนที่เป็นพี่ชายของตัวฉันเอง และจะห้ามให้ตัวเองไม่นึกเห็นใจไม่ได้

"ถ้าอย่างนั้น..." ฉันบอกวิธีดูแลคนป่วย และข้าวของที่จำเป็นให้แก่พี่เอก

หลังจากนั้น แทบทุกคืน พี่เอกก็จะออนไลน์เข้ามาทักทายและเล่าเรื่องราวให้กับฉันฟัง เรื่องราวเหล่านั้นจากพี่เอกทำให้ฉันอดนึกต่อว่านายเม่นในใจที่คอยแต่ทำให้คนอื่นๆ เป็นห่วง

หลังจากนั้นเม่นก็ยอมเข้ามาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฉันฟังเอง มันเริ่มต้นขึ้นจากวันที่เพื่อนพี่เอกเห็นแฟนสาวของเม่นเข้าโรงแรมกับผู้ชายคนอื่น ไม่นานนักผู้ชายคนนั้นก็โทรมาหาเม่นแล้วบอกกับเม่นว่า

"แฟนมึงน่ะกูเอาเล่นๆ"

นั่นเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดเรื่องในวันนั้นนั่นเอง...ไม่นานนัก แฟนสาวของเม่นก็โทรมาหา เพื่อบอกเลิกรากันไป และฉันก็ได้เห็นโลกที่แตกสลายของเม่น...





ความรักมันคืออะไร?

ฉันอดคิดอย่างใคร่ครวญไม่ได้...ตลอดมาในสายตาฉัน ฉันคิดเสมอว่าคนที่มีความรักนั้นช่างดีเสียเหลือเกิน เวลาได้มองคนที่เขารักกันทำให้ฉันคิดเสมอมาว่ารอบตัวมีแต่สิ่งเบิกบาน ทว่าเบื้องหลังความรู้สึกอันรื่นรมย์นั้นยังมีเรื่องราวที่เจ็บปวดเกิดขึ้นด้วย อย่างที่เม่นได้ประสบ

ฉันได้มองโลกที่แตกกระจายใบนั้นผ่านหน้าจอของคอมพิวเตอร์ และอดรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ว่า

นี่นะเหรอ ความรัก...

ฉันได้เห็นความรักมากมายในโลกใบนั้น

ความรักของพี่ชายที่มีต่อน้องชาย

ความใส่ใจที่มีต่อเพื่อน

ความรักอย่างลึกซึ้งจริงใจของเม่น

และความรักที่โหดร้ายของผู้หญิงคนหนึ่ง

ฉันที่ไม่เคยเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในเวลานี้เพียงถอนหายใจอย่างเงียบๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์ คิดกับตนเองอย่างเงียบๆ หากคำตอบเป็นสิ่งที่ฉันไม่สามารถสรุปได้

ความรักคืออะไร?

ความรักเกิดขึ้น คงอยู่และหายไป...

ความรักอาจจะเป็น...สิ่งที่ฉันไม่มีวันเข้าใจ

แต่สักวันหนึ่งฉันจะได้พบมันกับตัวเอง...ฉันคิดอย่างนั้น





ฉันถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนกล่าวลาและปิดหน้าต่างทุกๆ บานที่ขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลื่อนเก็บแป้นพิมพ์เข้าที่ใต้โต๊ะอย่างเรียบร้อย และShut Down เครื่องก่อน ลุกขึ้นปิดสวิตช์ไฟทั้งหมดในห้องของฉันแล้วจากไป...




 

Create Date : 02 มกราคม 2550    
Last Update : 2 มกราคม 2550 16:45:12 น.
Counter : 84 Pageviews.  


ArTimuS
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





PhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucket


นิยายอัพเดท...Photobucket

-ปฏิบัติการหักร้างถางรักPhotobucket
เรื่องราวความรัก แนวโรแมนติกดราม่า ของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งเลิกลากันไป แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็กลับมาเพื่อขอเคียงคู่เธออีกครั้ง ความรักแสนเศร้าครั้งนี้จะเป็นอย่างไร สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนิยายรักพลาดได้นะคะ (อัพเดทใหม่ล่าสุดค่ะ)

-คีตคิมหันต์ Photobucket
ภาคต่อจากเรื่องลำนำเหมันต์ เมื่อคุณพ่อคนเก่งลงโทษคุณลูกตัวแสบให้ออกติดตามหาวิหคศักดิ์สิทธิ์จนนำไคเมร่าหนุ่มไปยังโลกมนุษย์จนได้พบกับเด็กสาวผู้อาภัพและเหตุการณ์เหนือความคาดฝัน นิยายแฟนตาซีโรแมนติกที่แฟนนิยายมกราไม่ควรพลาดค่ะ (อัพเดทใหม่ล่าสุดค่ะ)

-Love Happening
เรื่องสั้นของสองหนุ่มสาว และความไม่เข้าใจกัน อุปสรรค และมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาล (น่าเสียดายที่ห้องนี้บังเอิญล็อคเพราะเนื้อหาบางตอนไม่ค่อยเหมาะกับเยาวชน แต่ถ้าสนใจและอายุไม่ต่ำกว่า18 สามารถขอพาสเวิร์ดได้โดยการส่งอีเมลมายัง จขบ. หรือหลังไมค์มาก็ได้นะคะ)Photobucket

-Pretty Doll
เรื่องสาวผู้น่ารักของเมทสาวกับนายหนุ่มจอมเสเพลที่เก็บเธอมาเลี้ยง เรื่องรักกุ๊กกิ๊กแนวโรแมนซ์แสนฮาเฮ (น่าเสียดายที่ห้องนี้บังเอิญล็อคเพราะเนื้อหาบางตอนไม่ค่อยเหมาะกับเยาวชน แต่ถ้าสนใจและอายุไม่ต่ำกว่า18 สามารถขอพาสเวิร์ดได้โดยการส่งอีเมลมายัง จขบ. หรือหลังไมค์มาก็ได้นะคะ)PhotobucketPhotobucket

- Love in Rain
รวมเรื่องสั้นของเจ้าของบ้าน เรื่องราวความรัก และสายฝนอันชุ่มฉ่ำ



Photobucket
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ArTimuS's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.