~* SumiTra is a Pali name...it means 'GooD Friend'. *~

ปฏิบัติการหักร้างถางรัก (Removable) ..ตอนที่5..

(5)



หน้าที่ของผู้ชายหน้าด้าน...คือ การตื้อ!



อรชาหน้าหงิกในทันทีทันด่วน เมื่อเธอเดินลงมาพร้อมกับเพื่อนร่วมงานทั้งก๊ก เพื่อที่จะได้พบว่า มีใครคนหนึ่งมานั่งรอเธออยู่หน้าที่ทำงาน และทันทีที่อรชาออกมาจากด้านใน เขาก็ส่งยิ้มกว้างแล้ว ร้องเรียกเธอด้วยเสียงอันดังเสียจนใครก็ตามที่อยู่แถวนั้นหันมองมาที่เธอเป็นตาเดียวกัน!

“ชาจ๋า!!!” พิรัลโบกมือไหวๆ แล้วรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่งยาว สาวเท้าเร่งๆ ตรงรี่เข้ามาหาเธอ และด้วยท่าทางราวกับพบรักแรกของเขานั้นเอง ที่ทำให้อรชาโดนเพื่อนๆ ร่วมงานทั้งก๊กหันมายิ้มกว้างให้อย่างล้อเลียนพร้อมประสานเสียงกันเรียกตามชายหนุ่มที่กำลังเดินมาใส่อรชา

“ชาจ๋า...” ว่าแล้วก็หัวเราะกันคิกคักกรี๊ดกร๊าดระริกระรี้ที่จะมีเรื่องเอาไว้เม้าท์ไว้แซวแม่สาวเก่งคนนี้ที่แสนดีพร้อมของพี่ป้างเสียที...

“ฮั่นแน่...ลืมนัดใครเอาไว้เหรอจ้ะชา...” พี่ป้างเอ่ยแซวพร้อมหลิ่วตาให้รุ่นน้องสาวที่ทำหน้าราวกับเจอกับดักที่ใครก็ตามมาวางดักเอาไว้อย่างโจ่งแจ้งที่สุด “เผลอนัดซ้ำซ้อนแบบนี้ไม่ดีนะจ้ะ...”

“เปล่านะคะพี่ป้าง ชาไม่ได้นัดเขานะ อย่ามองชาอย่างนั้นกันสิคะ!”

“ชา! พี่มารับแล้วจ้ะ...มารออยู่ตั้งนานแน่ะ นึกว่าชากลับไปก่อนเสียแล้ว” พิรัลเอ่ยพร้อมกับยื่นมือไปดึงกระเป๋าและแฟ้มมาถือให้แล้วเข้ามาทำท่าจะโอบไหล่หญิงสาว

“แฟนพี่ชาเหรอคะ?” สุดาเอ่ยถามโพล่งขึ้นมา

“เปล่า! ไม่ใช่นะ!” อรชาปฏิเสธพลางก็เบี่ยงตัวหลบมือของพิรัลที่ยื่นออกมาจะโอบ...

“ใช่ครับ!” อรชาหันขวับไปมองหน้าชาหนุ่มที่ตอบชัดถ้อยชัดคำหนักแน่นอย่างหน้าไม่อาย...

“นี่! คุณพิรัล...เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วนะ!” เธอกระแทกเสียงแข็งก่อนคว้ากระเป๋าและแฟ้มงานกลับคืนมา...

“อ้าว....เมื่อวานยังโอเคอยู่เลย ไหงถึงได้เปลี่ยนใจเร็วแบบนี้ล่ะครับ” คำพูดหน้าตายชองชายหนุ่มทำให้อรชาหรี่ตาลงมออย่างที่ใครที่รู้จักเธอดีเห็นแล้วต้องบอกว่า...เป็นเรื่อง...

“นายพิรัล! เดี๋ยวจะโดนมิใช่น้อย ฉันไม่ได้พูดอะไรเลยนะ! อย่ามาโมเมให้ชาวบ้านเข้าใจผิดเลย พี่ป้างคะเราไปกันเถอะค่ะ” และน้ำเสียงนั้นทำให้พิรัลรู้ดีว่า งานนี้ต้องถอยก่อนแล้ว...

“เอาน่าครับ พี่แค่เป็นห่วง เพราะชาเพิ่งจะหายจากอุบิติเหตุมาสดๆ เท่านั้นเอง ก็เลยมารับ...กลับด้วยกันนะ” พิรัลทำหน้าซื่อ ดูจริงใจแนบเนียนเสียจนทำให้สาวๆ แถวนั้นแทบครางด้วยความใจอ่อน...

“เสียใจด้วยค่ะ ฉันนัดกับพวกพี่ป้างเอาไว้ก่อนแล้วว่าจะไปจัดบูธ แล้วก็ว่าจะออกไปเที่ยวกัน!”

“เที่ยวเหรอ ไม่ได้นะครับ ชาควรต้องกลับไปทานยาแล้วก็พักผ่อนมากๆไม่ใช่เหรอ”

“เออ นั่นสิ!...ชาต้องพักนี่จ๊ะ กลับไปก่อนก็ดีนะ พี่เองก็ลืมไปว่าชาเพิ่งเจออุบัติเหตุ น่าจะพักผ่อนเยอะๆดีกว่าออกไปตระเวนราตรีกับพวกพี่” ปัณรสเอ่ยเห็นด้วยกับน้ำคำเจ้าหนุ่มหน้ามนตรงหน้า ก่อนที่จะเข้ามากระซิบ “จะได้มีเวลาให้เขาง้อด้วยไงจ้ะ” ว่าแล้วก็ขยิบตาให้

“พี่ป้าง...ชาไม่เป็นอะไรจริงๆ นะคะ แล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรกับตาหน้าด้านนี่ด้วย!”

“แล้ววันนี้ชาทานยารึเปล่าครับ ตอนกลางวัน หมอให้ยามาทั้งถุง...” พิรัลแกล้งทำเป็นถามเสียงดังขึ้นมาเพื่อกลบประโยคสุดท้ายของหญิงสาวเอาไว้ อีกทั้งเพื่อที่จะทำให้ดูเหมือนกับว่าเธอนั้นเจ็บป่วยมากจนหมอต้องสั่งยาให้ถุงโต

“อะไรนะ...พี่ไม่เห็นชากินยาอะไรเลยวันนี้!” ป้างร้องขึ้นด้วยท่าทางตกใจจริงจัง

“ก็มันไม่มีนี่คะ...ก็...มีแต่ยา...”

“นี่ชา! เราโตแล้วนะ ต้องดูแลตัวเองสิ หมอสั่งให้กินยาก็ต้องกินยารู้ไหม!” ป้างดุแม่สาวรุ่นน้องราวกับเด็กเกเร...ทำให้อรชาหน้าเหี่ยวทันใด ก่อนหันไปส่งสายตาขุ่นเขียวให้กับเจ้าคนก่อเรื่อง...

ทำให้พิรัลลอบยิ้มออกมาที่มีแนวร่วมรวดเร็วเพียงนี้...ด้วยความได้ใจโดยไม่สนสายตาอาฆาตที่หญิงสาวส่งมาแม้แต่น้อย

“เอาอย่างนี้สิคะ..ถ้าพี่ชาไม่อยากกลับ คุณพีไปด้วยกันกับพวกเราก็ได้นี่คะ” สุดาเอ่ยเสนอแนะขึ้นมา “จะได้ไปดูแลพี่ชาไงคะ” เธอแสร้งเสริมขึ้น หากใจจริงแล้วนึกอยากอยู่ใกล้ๆ หนุ่มรูปหล่อหน้าคมคนนี้ให้นานๆ เสียมากกว่า

“ไม่! ไม่เอา!” ชารีบปฏิเสธขึ้นมาทันที

“นั่นสิครับ ชาควรรีบกลับบ้านเราไปพักผ่อนนะ...” คำว่าบ้านเราทำให้สาวๆ ทั้งกลุ่มตาโต มองหน้ากันพลางลักลอบยิ้มเป็นนัยส่งกันไปมาต่อหน้าอรชา

“งืออออ! บ้านใคร! พูดดีๆ นะ!” อรชาร้องออกมาด้วยความรู้สึกอยากจะร้องไห้เต็มที เพราะพูดอย่างไรอีตาบ้านี้ก็ทำเธอดูแย่ลงทุกที จนเธอต้องแหวลั่นออกมาในที่สุดอีกครั้งและอีกครั้ง

“จุ๊ๆ อย่าเสียงดังสิครับ ดูสิ คนมองกันใหญ่แล้ว...” พิรัลเอ่ยพลางทำเป็นมองซ้ายมองขวา...หน้าหนาแบบนี้กลับทำราวกับอายเสียเต็มประดา...(อ้าว!...คนเขียนว่างี้ได้ไงเนี่ย!)

“เอาล่ะๆ นี่เป็นคำสั่งนะชา...พี่อยากให้เรากลับบ้านไปพักผ่อนเยอะๆ เรื่องเที่ยวน่ะเอาเป็นคราวหน้าก็ได้ให้เราสบายดีก่อน...เท่านี้...ไม่มีแต่อีกต่อไป เข้าใจไหม!” ปัณรสสั่งด้วยสีหน้าจริงจังของพี่สาวใหญ่แห่งกองบรรณาธิการ ทำให้อรชาจำใจต้องหดไม่กล้าขัดอีกต่อไป

“ค่ะ...” อรชารับหงอยๆ ในขณะที่มองคนอื่นๆ เดินหัวเราะคิกคักพลางชำเลืองมองมาที่เธอก่อนออกจากที่ทำงานไปเรียกรถข้างหน้า ปล่อยเธอเอาไว้ให้ต้องเผชิญหน้ากับพิรัลตามรำพัง

อรชาส่งสายตาเขียวให้กับชายหนุ่มที่ทำหน้าระรื่น ก่อนเหวี่ยงกระเป๋าและแฟ้มใส่กลางลำตัวของชายหนุ่มด้วยความโกรธ

“เอ้า! เอาไปสิ อยากถือนักไม่รึไง ไหนล่ะ รถจอดไว้ที่ไหน! จะกลับบ้านแล้ว!” พูดจบหญิงสาวก็กระแทกเท้าเดินนำชายหนุ่มออกจากอาคารสำนักงานไปอย่างรวดเร็ว



พิรัลวางข้าวของของหญิงสาวเอาไว้ให้ห่างจากมือเธอที่สุดที่เบาะด้านหลังที่นั่งคนขับ...และเมื่อทันทีที่มาถึงอพาร์ตเม้นต์ของอรชา ชายหนุ่มก็รีบจับมือของหญิงสาวเอาไว้ก่อนที่เธอจะสลัดหนีเขาไปอีก

“พี่จะขึ้นไปส่ง...” นายตัวดีพูดยิ้มๆ พลางคว้าข้าวของๆเธอมากอดเอาไว้เสียเอง แล้วรีบแล่นลงไปเปิดประตูให้กับหญิงสาว แม้ว่าเธอจะเปิดเองแล้วก็ตาม หากเขาก็ยังทำท่าทำทางจี๋จ๋ากับเธอราวกับคู่ข้าวใหม่ปลามัน...โดยมีข้าวของๆหญิงสาวเป็นดั่งตัวประกัน!

น่าโมโหที่สุด!

อรชานึกในใจแต่ออกมาทางสีหน้า ก่อนที่จะก้าวลงแล้วจ้ำอ้าวราวกับจะเดินหนีไปให้พ้นหน้าชายหนุ่ม แต่ก็หนีไปได้ไม่ไกลเมื่อเขายึดข้าวของของเธอเอาไว้เป็นตัวประกัน!

“ขอกระเป๋าฉันคืนด้วย...จะหยิบกุญแจห้อง” อรชาเอ่ยเสียงเขียวเมื่อสองหนุ่มสาวขึ้นลิฟต์แล้วเดินมาจนถึงห้องของอรชา

“กุญแจอยู่ช่องไหน เดี๋ยวพี่หยิบให้...”

คำพูดที่เขาใช้เรียกตัวเองอย่างสนิทสนมนั่นทำให้อรชาหลับตาลงนับหนึ่งถึงสิบราวกับว่าจะต้องใช้ความอดทนเป็นอันมากในการณ์นี้

“ฉันไม่ชอบให้ใครมาค้นกระเป๋า...ฉัน...จะหยิบเอง เอามา!” พูดไม่พูดเปล่า อรชาคว้ากระเป๋าของตนเองหมับมาจากมือของพิรัลแบบไม่ให้อีกฝ่ายทันได้ตั้งตัว

“แล้วห้ามพูดมากอีก! เอาแฟ้มคืนมาได้แล้ว และจะไปไหนก็รีบๆ ไปซะ! มาทางไหนไสหัวกลับไปทางนั้นโลด!”

“โธ่ ชาใจร้าย พี่อุตส่าห์มาส่ง ใจคอไม่ชวนแฟนเข้าห้องเลยเหรอครับ...เลี้ยงน้ำสักแก้วหรือกาแฟสักถ้วย อะไรอย่างนี้น่ะ” พิรัลพูดจุดประสงค์ของตนเองออกมาในที่สุด

“อย่ามาโมเมอีกนะ! และก็...ไม่! ฉันไม่ได้ขอให้มารับมาส่งสักหน่อยนี่! อยากมาเองก็ไปหากินเอาเองสิ!” อรชาพูดไปก็ไขกุญแจห้องตัวเองไปไม่สนใจตจะหันมาตอบแต่โดยดี...

คนอย่างพิรัลต้องไม่ยอมแพ้แค่นี้...

ทันทีที่เสียงคลิ้ก! ดังขึ้นเบาๆ ชายหนุ่มก็ใช้ไหล่ตนดันอรชาออกไปถือวิสาสะเปิดประตูห้องของหญิงสาว แล้วเชิญตัวเองเข้าไปเองหน้าตาเฉย...ทำให้หญิงสาวถึงกับอ้าปากค้างมองการกระทำราวกับเจ้าของห้องของเธออย่างไม่อยากจะเชื่อ!

คนบ้า หน้าด้านอะไรแบบนี่!

พิรัลรีบตรงไปยังส่วนที่เป็นห้องครัว แม้จะไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน แต่เขาก็หามันจนเจอ

“ทำอะไรของคุณน่ะ!” เสียงของอรชาดุมาเสียงเขียว

“กินน้ำไง ก็คุณบอกเองว่าให้ผม...หา...กิน...เอง” เขาเน้นย้ำในแต่ละคำ อย่างชัดถ้อย...ชัดคำ “ผมก็เลยมาหากินเองไงครับ ที่รัก”

อรชาทำท่าขนลุก เพราะมันลุกเกรียวขึ้นมาจากแขนถึงต้นคอเลยทีเดียวกับคำเรียกขานหวานจ๋อยนั่น!

“ฉันหมายถึงให้คุณไปหา...ที่อื่น...กินเอาเองต่างหาก! ไม่ใช่ในห้องของฉัน!!!” อรชากระทืบเท้าด้วยความขัดเคืองใจเหมือนกับเด็กๆ อันเป็นท่าทีที่หาได้ยากนักของเธอกับคนที่ไม่สนิทด้วย...แต่นี่...ด้วยความลืมตัว

พิรัลมองท่าทางแบบนั้นของอรชาด้วยดวงตาพราวระยับถูกใจ

“ก็ผมหากินเองแล้วนี่ไง” เขาชูแก้วที่ตนเพิ่งใช้กินน้ำไปหยกๆ ขึ้นชูให้หญิงสาวดูเป็นการยั่วโมโหเจ้าหล่อน...

นั่นยิ่งทำให้อรชาดิ้นหนัก...

“โธ่เว้ย! คนหน้าด้าน! ทำไมเป็นผู้ชายหน้าหนาหน้าตบไม่เจ็บแบบนี้นะ!”

“แบบไหนครับ?” พิรัลทำหน้าซื่อ ราวกับเทพบุตรจากสรวงสวรรค์...

นั่นยิ่งทำให้อรชาหงุดหงิด จนสติแทบขาด! แต่มันช่วยอะไรไม่ได้เลย...อึดใจต่อมาเธอก็นับหนึ่งได้ถึงพันเลยทีเดียว...

สุดท้าย...อรชาก็ยกมือขึ้นทั้งสองข้างกดเข้าที่ขมับของตัวเองแล้วหลับตาแน่นราวกับได้รับความกระทบกระเทือนที่นั่นเป็นอันมาก หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นก็สะบัดหน้าแรงๆ สองทีหลังจากนั้น แล้วถอนหายใจหนักๆเร็วๆหนหนึ่ง

“เอาล่ะ!” เธอกลับมามีสติอีกครั้ง...

“คุณต้องการอะไรจากฉันอีก...ชัยชนะเหรอ? หรือความความสนใจ? หรือว่าที่ผ่านไปมันยังไม่สาแก่ใจคุณรึไง...คุณแค้นอะไรฉันหนักหนาถึงต้องทำกันแบบนี้ด้วย!” อรชาเอ่ยพูดออกมาทั้งหมดนั่นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และแสดงถึงความมั่นคงในจิตใจของเธอ

ดวงตาที่แข็งกร้าวและจริงจังนั้น ทำให้พิรัลใจแป้วลงไปเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ฉุดรั้งความกล้าได้กล้าเสียกลับมาจากปากเหวแห่งความพ่ายแพ้ได้สำเร็จ

“ไม่ใช่อะไรแบบนั้นหรอก ชา...พี่ก็แค่ อยากได้ชากลับคืนมา...กลับมารักกันอีกครั้งเท่านั้นเอง” พิรัลเอ่ยพลางสบสายตาของหญิงสาวที่เปลี่ยนไปด้วยแรงอารมณ์

“พี่รู้ว่าตัวเองผิดมากที่ทำกับชาแบบนั้น และพี่ไม่ควรร้องขออะไรจากชาอีก...แต่ พี่ก็ขาดชาไม่ได้...”

“ผู้ชายร้อยละร้อยที่พูดคำนี้...โกหกทั้งนั้น!” อรชัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา หาก...

“อย่าเพิ่งขัดสิ...พี่พูดจริงนะ พี่รักชานะ...”

“เฮอะ ไม่ยักกะรู้...” น้ำเสียงนั้นของหญิงสาวติดจะหยันจนเสียดใจชายหนุ่ม มือหนากำแก้วในมือแน่นจนน่ากลัวว่าจะแหลกคามือ ทำให้เขาต้องหันไปเอามันวางไว้บนโต๊ะ ก่อนที่จะป่นมาคามือจนตัวได้รับบาดเจ็บ

“ชา! อะไรก็ตามที่พี่ผิดไป พี่ก็ขอโทษแล้วไง...จากใจจริงนะ! พี่เองก็ไม่ได้ขออะไรชามากเลยนอกจากโอกาส ไม่ได้ต้องการเอาชนะหรือแก้แค้นอะไรทั้งนั้น...พี่แค่คนโง่ๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่ารักชามากที่สุดในโลกก็ยังทำให้เราทั้งคู่ต้องเจ็บ”

“อ๋อเหรอ...ก็ยังมีความฉลาดอยู่บ้างนี่...” อรชากอดอกพลางเอนตัวพิงขอบประตูห้องครัว มองชายหนุ่มด้วยสายตาเย็นชาสีหน้าไร้ความรู้สึกด้วยเก็บซ่อนความเจ็บปวดที่ปวดหนึบนั่นเอาไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ กระนั้นริมฝีปากของเธอก็ยังสั่นน้อยๆ อยู่ดี

“ชาให้โอกาสเราได้เริ่มต้นใหม่กันอีกครั้งเถอะนะ เป็นเพื่อนก็ได้...แต่พี่ตั้งใจจะเป็นมากกว่านั้น แต่ถ้าชายังไม่พร้อมจะถึงขั้นแฟนพี่ก็ยอม พี่รักชานะ อยากให้เรากลับไปเป็นเหมือนก่อนและเป็นยิ่งไปกว่าเดิม...” ถึงจุดนี้ พิรัลตัดสินใจก้าวเข้าหาหญิงสาวด้วยสีหน้าและแววตาอันจริงจังอย่างยิ่งจนแม้แต่อรชาเองก็เริ่มหวาดหวั่น

หญิงสาวก้าวถอย

หากไม่พ้นมือใหญ่ที่คว้าตัวเธอเอาไว้อย่างรวดเร็ว รั้งเธอเข้าไปสวมกอดเอาไว้อย่างแน่นหนาหนักหน่วง!

“ชา...เราแต่งงานกันเถอะ”

เวลานั้นเองที่ราวอรชารู้สึกราวกับได้ยิน...เสียงของอะไรบางสิ่งแตกกระจาย...นั่นคือ ความอดทนของเธอ!

วินาทีต่อมา มือเรียวก็ผลักร่างสูงนั่นออกไป ก่อนหวดเข้าที่หน้าของชายหนุ่มอย่างแรงจนเกิดเสียงดังก้องไปทั้งห้อง...และนำความเงียบในเวลาต่อมา

อรชาถอยห่างยิ่งขึ้น...

มองชายตรงหน้าด้วยความสับสน ความกังวลใจ และความรู้สึกมากมายหลายสิ่งประดังประเดเข้ามาราวกับห่าฝน!

ริมฝีปากของเธอเผยอ...แล้วปิด...เผยอ...แล้วปิด เหมือนปลาที่ขาดอากาศหายใจเมื่ออยู่บนบก...ราวกับว่าเธอพยายามที่จะพูดอะไรบางอย่าง

ในขณะเดียวกันที่พิรัลมองเธอด้วยสายตามุ่งมั่น...จริงจัง!

จริงเหรอ?

อะไรคือจริง?

เขา? คำพูดของเขา? หรือความเจ็บปวดของฉัน?

อรชาก้าวถอยหลัง...ห่างออกไปอีก และไร้หลัก...

ลำคอเธอแห้งผาก...

รับเหรอ?

ไม่นะ! เธอจะเจ็บอีกครั้ง และอีกครั้งถ้าเธอเชื่อเขา! แต่เธอ...

ยังรักเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ?

“ไม่!!!” หญิงสาวกรีดร้องลั่นก่อนออกวิ่งไปยังห้องนอนของตนเองแล้วปิดกระแทกก่อนลงล็อครวดเร็ว!

“ชา!!!” พิรัลวิ่งตามมานั้น เคาะประตูพลางร้องเรียกคนที่ขังตนเองเอาไว้ในห้องราวกับเทพธิดาแห่งแสงสว่างที่หนีไปหลบซ่อนตนอยู่ในถ้ำ...

“ไปซะ! ออกไปให้พ้นนะ! ฉัน...ฉัน” เธอพูดติดอ่าง พลางสะอื้น...

“ไม่! คุณร้องไห้ใช่ไหม ชา! พี่ไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าชาจะให้คำตอบ...”

“ไม่มีคำตอบ! ไปซะ! ขอให้ชาได้อยู่...คนเดียว...อย่างมยุ่งกับชาอีก...” น้ำเสียงสุดท้ายของหญิงสาวนั้นระโหยนัก ขณะที่ตัวก็รูดลงนั่งกองกับพื้นอย่างหมดแรง

เจ็บเหลือเกิน...เจ็บมากเหลือเกิน...

“ชา...” เสียงของเขาลอดเข้ามา

“ขอร้อง!” เธอร้องขึ้น เสียงดังพอที่เธอจะแน่ใจว่าเขาจะได้ยิน!

เขาเงียบไป พิรัลถอยออกห่างจากประตูห้องของอรชา...ความเงียบครู่ใหญ่ ก่อนที่เสียงของชายหนุ่มนั้น...จะดังตอบกลับมา...

“ครับ...พี่จะรอนะ รอจนกว่าชาจะให้อภัย...” แล้วเสียงเดินของเขาก็ห่างออกไปจากหน้าประตูห้องนอนของเธอ



อรชาใช้เวลาครู่ใหญ่ครุ่นคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น...

การร้องไห้...การโกรธ...การกอด...การขอแต่งงานสายฟ้าแลบ!

และความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก!

ไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอเจ็บปวดใจเท่ากับครั้งนี้เลย ทั้งๆ ที่เป็นคำขอแต่งงานที่เธอเฝ้ารอมานาน ก่อนที่จะเลิกรากันไป!

น้ำตาที่ไหลเป็นสายไม่ยอมหยุด สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรให้ไหลออกมาอีก...

รัก...เพราะรักไม่ใช่เหรอ ที่ทำให้เธอเจ็บเจียนตายได้ขนาดนี้...

ไม่เอาอีกแล้ว...

เข็ดแล้ว...

กลัวแล้ว...

พอแล้ว...

ความคิดนั้นวนเวียนอยู่เพียงเท่านี้...เมื่อเธอนั่งหอบหายใจอยู่หลายเพลา...หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาก่อนสะอื้นครั้งสุดท้ายแล้วลุกขึ้น...

หิวน้ำ...เธอเสียน้ำไปเยอะเหลือเกิน และตอนนี้รู้สึกคอแห้งสุดๆ

อรชาเปิดประตูแล้วเดินออกจากห้อง เพื่อตรงไปยังห้องครัว...หาน้ำดื่ม...

แต่แล้วไม่ทันจะถึงห้องครัวที่ต้องเดินผ่านห้องนั่งเล่น เธอก็พบว่า ร่างสูงๆ ของพิรัลนอนเหยียดยาวที่เก้าอี้รับแขกของเธอ ท่าทางอ่อนเพลียและแขนข้างหนึ่งก่ายอยู่บนหน้าผาก...

ท่าทางของเขาช่างดูเป็นทุกข์...และเหนื่อยอ่อน...หรือจะเรียกว่าอ่อนล้าดี?

แต่ว่า...มันมีอะไรบางอยางที่เธอไม่เคยเห็นอยู่ที่นั่น...สิ่งที่พิรัลไม่เคยมีมาก่อน...

ความกังวลใจ...ในสีหน้าของเขา

อย่าให้เขาหลอกเธอได้นะ...อย่าให้เขาหลอกได้! เสียงในใจของเธอกรีดร้อง...เธอกำมือของตัวเองเอาไว้แน่น!

เกลียดผู้ชายคนนี้...

คนที่ทำให้เธอต้องพบกับความปวดร้าวเหลือใจ!

ทำไมไม่แก้แค้นล่ะ? ทำไมไม่ฉวยโอกาสนี้แก้แค้น?

หลอกเขา...ทำให้เขาเจ็บปวด! แก้แค้นเขาสิ!

วินาทีนั้นราวกับรอบกายหยุดนิ่ง...นี่มันบ้าชัดๆ! ไม่เอาด้วยหรอก! เธอไม่ได้แค้นเขาเท่านั้น แต่เธอรักเขาด้วย...จิตใจของเธอกำลังทำสงครามกันอยู่ในร่างกายและสมอง!

รัก หรือหลอก!!!

ไม่เอาทั้งนั้นแหละ!



ดังที่อรชาได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า วันนี้เขาก็มาหาเธอที่อพาร์ตเม้นต์ แต่ว่ามีอะไรบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไป...ซึ่งเธอคิดว่าก็คงจะเป็น...สีหน้าของเขา

เมื่อคืนวานทั้งคู่จากกันไม่ค่อยสวยนัก หลังจากที่เธอเดินออกมาปลุกเขาแล้วบอกให้กลับไปเสียเมื่อคืน เป็นเรื่องธรรมดาที่วันนี้สีหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจจะสลดลงนิดหนึ่ง...

ไม่ใช่เพราะรู้สึกสำนึกหรอก...อรชาคิดในใจ...

เสแสร้งสิไม่ว่า!

สภาพของเธอเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน...อรชาขอบตาคล้ำ เนื่องจากเมื่อคืนเธอนอนไม่หลับทั้งคืน คิดถึงแต่เรื่องของเธอกับเขา...เวลานี้เธอเองก็ยังคิดไม่ตก!

พิรัลเดินเขามา หาหญิงสาวด้วยสีหน้าระคนแปลกใจเล็กน้อยที่เธอยืนมองเขาอยู่เช่นนั้น แทนที่จะทำเป็นเมินเฉยและเดินหนีไปเยี่ยงวันก่อน...ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เขาก็ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะทนรับได้อยู่ไหม? หากเวลานี้อรชากลับยืนนิ่งมองตรงมาที่เขาด้วยสีหน้าราวกับกำลังลังเลใจ

เมื่อเขาเดินมาหยุดตรงหน้าแล้วดึงกระเป๋าถือไปจากมือเธอ เธอก็เงยขึ้นยิ้มให้เขานิดๆ...รอยยิ้มใสๆ แบบที่เขาคิดถึงแทบขาดใจ...หากมันดูเศร้าๆ และมีความลังเลใจในดวงตา

ดวงตาของเธอมันราวกับพูดกับเขา ราวกับจะถามเขาว่า...ควรทำอย่างไรกับเขาดี?

พิรัลพยายามปัดความกังวลใจด้วยพิศการแต่งกายของหญิงสาวในวันนี้ ชุดเสื้อผ้าเสื้อแขนกุดทูโทนสีขาวตัดกับเขียว ปล่อยชายทับเอวกระโปรงแขกยาวกรุยกรายสีขาวเช่นกันปักลายด้วยด้ายหลากสีสัน เข้ากับรองเท้าสานลายเชือกถักของเธอโดยที่ข้อมือมีกำไลเงินส่งเสียงร้องกรุ้งกริ๊งยามที่กระทบกัน เส้นผมที่ปล่อยเป็นอิสระกรอบดวงหน้าสวยไร้การแต่งแต้มให้ดูละมุนละไมสดใสเป็นธรรมชาติ

อรชาหลุบสายตาลงต่ำเล็กน้อยอีกครั้งก่อนบิดปากแล้วชำเลืองขึ้นมองหน้าเขาด้วยท่าทางไม่แน่ใจ ทำให้ชายหนุ่มนึกสงสัยระคนใจเต้นนิดๆ เมื่อท่าทางของเธอต่อเขานั้นแลดูเปราะบางเสียจนน่าใจหาย...

พิรัลภาวนาในใจ...ขอให้เธอยอมรับเขาที...

ให้โอกาสแก่เขาที...

“...” อรชาอ้าปากค้างก่อนหุบลงโดยไร้คำพูดใดๆ หลุบตาลงต่ำลงด้วยความรู้สึกลังเลใจ...เอาเลยสิ...พูดออกไปเลย เสียงเล็กๆในใจเธอร่ำร้อง...ปฏิเสธเขาไปเลย!

ขณะเดียวกัน...ในใจของชายหนุ่มก็ไม่ต้องพูดถ้อยคำที่ต่างกันออกมานัก...

ได้โปรดเถอะ...ขอโอกาสอีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น...

“ชา...”

“ชาไม่รู้จะทำยังไงดี!” หญิงสาวเอ่ยออกมา แต่เมื่อพูดออกไปแล้วเธอก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อีก...หญิงสาวนึกตกใจตนเองนักที่ไม่ปฏิเสธเขาออกไป นึกก่นด่าตนเองที่โง่เง่านักที่พูดเช่นนั้นออกไป...แสดงความอ่อนแอของตนเองออกไป!

“ชา...?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันนิดๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะรอให้หญิงสาวคิดได้เสียก่อนแม้ว่าคำตอบต่อไปของเธอจะไม่ได้เป็นไปตามที่เขาต้องการหนักหนาก็ตาม เขาถอนหายใจหนัก ก่อนเอมมือไปกุมมือของเธอเข้ามาแนบไว้กับอก “พี่จะให้เกียรติในการตัดสินใจของชาอย่างเต็มที่ ถ้าชาไม่ต้องการเห็นหน้าพี่อีกต่อไปแล้ว และเลือกที่จะไป พี่จะไม่ขัดใจชาเลย”

อรชาใจหวิวขึ้นมาในทันที...

ไม่ได้เห็นอีก? ถ้าไล่ไป เธอก็ไม่ต้องเห็นหน้าเขาอีกแล้ว...เธอจะอยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง...ไม่มีใครอีกครั้งและไม่ต้องเจ็บปวดอีกครั้ง...แต่เขาขอไม่ใช่เหรอ? ขอโอกาสกับเธอ และให้โอกาสเธอที่จะเลือกด้วยไม่ใช่เหรอ?

“อืม...”

เธอไม่ได้พูดอะไรอีก

ดวงตาของพิรัลฉายแววหวัง เขาอยากที่จะดึงร่างของเธอเข้ามากอดกระชับเอาไว้อย่างแนบแน่นให้หายคิดถึง อ้อนวอนเธอ อยากก้มลงจูบเธอแรงๆ ให้สมกับความรู้สึกคิดถึงที่มีต่อเธอ...เขารู้อยู่แล้วว่าอรชาเป็นคนดี แตกต่างจากเขามาก แต่เขาก็ต้องการโอกาสทำดีเพื่อเธอคนนี้ โอกาสที่เธอจะให้เขาได้แสดงให้เธอได้เห็นว่า...เธอสำคัญต่อเขาเพียงใด

ทว่าทั้งหมดนั่นเขาจะต้องยั้งตัวยั้งใจเอาไว้ก่อน ทั้งหมดที่เขาทำได้ในตอนนี้มีเพียงแค่ รวบมือของเธอเอาไว้แน่นด้วยสองมือของเขา...

“พี่จะรอจนกว่าชาจะตัดสินใจ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอทำให้เขามีความหวัง แม้ว่าเธอจะไม่ได้ตอบอะไรเลยก็ตาม...






 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2552 22:46:41 น.
Counter : 110 Pageviews.  

ปฏิบัติการหักร้างถางรัก (Removable) ..ตอนที่4..

(4)



ผู้ชายกับแมลงรำคาญน่าจะมีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง!

ถ้าเอายาฆ่าแมลงฉีดกำจัดไล่ๆ ไปให้พ้นๆ ได้ล่ะก็...

ผู้หญิงคงต้องใช้มันวันละกระป๋องมากกว่าผลิตภัณฑ์สเปรย์ชนิดไหนๆ ในโลกนี้แหงๆ



อรชาคิดอย่างฉุนเฉียวระหว่างทางทีเธอกำลังไปดูสภาพรถของเธอที่อู่ซึ่งถูกลากไปแล้วขณะที่เธอกำลังกรอกเอกสารรับของคืนจากตำรวจพร้อมจ่ายค่ายกรถ แต่แล้วขณะขากลับออกมาพิรัลบังคับให้เธอขึ้นรถของเขามาด้วยกันอีกครั้ง ด้วยแรงหนีบอย่างกับคีม แถมอยู่หน้าโรงพักที่มีผู้คนพลุกพล่านถ้าขัดขืนอะไรโฉ่งฉ่างก็จะกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาในทันที อรชาจึงจำต้องยอมตามและเพราะจำเป็นต้องคอยบอกทางให้กับเขา นั่นทำให้เธอจำต้องพูดกับเขาเพื่อบอกทางไปด้วย ทั้งที่ไม่อยากจะพูดด้วยสักนิด และเขาเองก็ทำในสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยก็คือ

...ชวนเธอคุย...

“ชายังไม่ตอบพี่เลยว่าตอนนี้ทำงานอยู่ที่ไหน...ชาไม่ได้ทำงานกับคุณแม่แล้วใช่ไหม”

ท่ามกลางความหงุดหงิดรำคาญใจกับร้อยคำถามของชายหนุ่ม อรชายังคงดำเนินกลยุทธ์หุบปากเงียบของเธอต่อไป มันเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการหลีกเลี่ยงการสนทนาที่ไม่อยากจะเข้าร่วม และพูดเท่าที่จำเป็น

ทว่า...คนช่างตื้อก็ยังเซ้าซี้ไม่รู้จักคำว่าเลิกเสียบ้าง...

“เลี้ยวข้างหน้านี้ใช่ไหมครับ...” เขาเอ่ยถาม

“ไม่ค่ะ ตรงไปเลย...”

คำถามเกี่ยวกับสถานที่เป็นคำถามเดียวที่เขาจะสามารถได้ยินเสียงพูดของเธอได้ ซึ่งเธอทำให้เขาคิดถึงตลอดทางที่นั่งมาด้วยกัน ในขณะที่คำถามอื่นๆ นั้นทำให้เธอเม้มปากและเงียบแถมยังเบือนหน้าหนีด้วยสีหน้าเหม็นเบื่ออีกต่างหาก

“ชายังไม่ได้ตอบผมอีกเหมือนกันว่าเมื่อเช้าชาทานข้าวรึยัง อันที่จริงผมยังไม่ได้ทานนะ กะว่าจะมาชวนชาออกมาทานกลางวันด้วยกัน”

เงียบ

“เมื่อเช้าชาทานอะไรครับ แล้วเมื่อคืนทานยารึเปล่า มียาหลังมื้อเช้าด้วยใช่ไหม...ชาน่ะ ไม่ชอบทานยา แต่ไม่ทานไม่ได้นะ”

เงียบ

“เที่ยงนี้ทานข้าวด้วยกันนะชา...ทานพิซซ่าที่ชาชอบดีไหม แล้วค่อยกลับ”

เงียบ

ความเงียบของเธอทำให้ความอดทนของเขาสั่นคลอนลงไปทุกที เธอไม่พูดอะไรอื่นนอกจาก...เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา จะให้ดีจอดข้างหน้าแล้วจะหารถแท็กซี่ต่อไปเอง...จนตอนนี้ความรู้สึกน้อยใจของเขามันแทบจะล้นทะลักระเบิดออกมาจากอกอยู่เต็มที่เต็มทีแล้ว และยิ่งเขาถามมากเท่าไหร่ ใจเขาเองก็ยิ่งปวดหนึบๆ มากขึ้นทุกที...

พิรัลขับรถไปตามทางที่อรชาบอก เขาไม่สามารถเห็นหน้าเธอได้ชัดเพราะเธอหันหน้าหนีออกไปข้างนอกรถ ทำให้เขามองเห็นสีหน้าของเธอว่ากำลังทำหน้ามุ่ยได้จากกระจกหน้าต่างของประตูรถเท่านั้นที่สะท้อนภาพใบหน้าของเธอ

ให้ตายสิ! ทำไมเธอถึงได้เป็นคนที่ง้อยากง้อเย็นอย่างนี้นะ!

เธอเองไม่ใช่เหรอที่เคยพูดว่าถึงจะเลิกกันก็ยังเป็นเพื่อนกันได้! แต่ตอนนี้เธอทำตัวไม่ยุติธรรมกับเขาเลยสักนิดเดียว...ด้วยการทำท่าทีปิดกั้นเขาแบบนั้น

ผู้หญิงใจร้าย...

แต่เขารักเธอ...

“ซอยข้างหน้านี่ล่ะค่ะเลี้ยวเข้าไปเลยค่ะ” เธอชี้และเขาก็เลี้ยวไปตามที่เธอบอก อรชาบอกให้หยุดรถที่ข้างหน้ามีอู่ซ่อมสองอู่ที่หันหน้าแทบจะชนกันอยู่เพียงแค่มันเยื้องกันไปนิดหน่อย

“ขอบคุณนะคะ...แล้วก็เรื่องเงินค่ารักษาฉัน...” ไม่ทันที่จะได้พูดจบ พิรัลก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่ต้อง! ชา...พี่จ่ายเพราะพี่อยากจะจ่ายให้คนที่พี่รัก และเพราะพี่ต้องการจะทำให้ชา ไม่ใช่หนี้ค้างชำระที่ชาต้องคอยเตือนเช้าเตือนเย็นว่าจะคืนให้! พี่ไปหาชาเพราะพี่ต้องการให้ชาให้อภัยให้แล้วกลับมาคืนดีกันเหมือนเดิม ชา...ให้โอกาสพี่อีกสักครั้งไม่ได้เหรอ! พี่รู้ว่าพี่มันแย่ แต่พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีชานะ...” เขาพูดราวกับน้ำไหลทะลักทลายออกมาจากท่อที่แตกเพราะไม่อาจจะทนรับน้ำที่มากเกินไปเอาไว้ได้ ทว่า..

“เหรอคะ...แต่คุณก็อยู่มาได้ตั้งนานนี่...ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์มาส่ง และขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์จ่ายค่ารักษาให้ ลาก่อน” เธอเปิดประตูรถออกไปซึ่งเขาไม่คิดว่าจะยอมให้เธอจบและจากเพียงเท่านี้ จึงรีบคว้ามือหญิงสาวเอาไว้ แต่...

เพียะ!

มือบางของอรชาสะบัดจนพลั้งตบมือของพิรัลที่พยายามจะคว้าเธอเอาไว้ สายตาเย็นยะเยือกเชือดเฉือนของเธอเป็นสิ่งที่เธอทิ้งเอาไว้ให้ก่อนที่เธอจะลงจากรถแล้วปิดประตูออกไป



อรชาจำต้องทิ้งรถเอาไว้ที่อู่อีกสองสัปดาห์เต็มๆ โดยไม่มีรถขับนั่นก็แปลว่าเธอจะต้องใช้รถประจำทางหรือไม่ก็รถแท็กซี่...

และวันนี้เธอก็ตั้งใจจะไปหาแม่ที่บ้านสักหน่อย เมื่ออย่างไรก็ตามเธอก็มีเวลาว่างวันนี้ทั้งวัน..เพราะเธอควรเอาหน้าของตัวเองกลับไปให้แม่ดูบ้างหลังจากผ่านประสบการณ์เฉียดมาสดๆร้อนๆ เธออยากให้พ่อกับแม่ของเธอรู้ว่าตัวเธอนั้นปลอดภัยไร้ร่องรอยขีดข่วน...เพราะหลังจากน้ำเสียงของแม่เมื่อเช้านี้แล้ว อรชาชักไม่แน่ใจว่าตอนนี้แม่ของเธอคงกำลังวางแผนอะไรบางอย่างที่จะลากตัวเธอกลับบ้านไปอยู่ภายใต้ความอบอุ่นและปลอดภัยของบ้านเกิดรังนอนอีกหรือไม่

แต่เมื่อเธอเดินออกมาจากซอยจนถึงถนนข้างหน้า หญิงสาวก็ต้องยืนตัวแข็งเมื่อพบว่ารถของพิรัลนั้นจอดรอเธออยู่!

ผู้ชายอะไรแบบนี้เนี่ยะ!!!

หน้าของอรชาเปลี่ยนจากครุ่นคิดเป็นเคร่งเครียด...

ไม่! เธอไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!

อรชาเลือกที่จะหลับตาแล้วเดินจากไปเหมือนกับว่าเธอมองไม่เห็นเขา แต่กระนั้นแล้วคนที่รออยู่ตั้งนานก็ใช่จะยอมพลาดหวังไปง่ายๆ

“ชา!!!” พิรัลเปิดรถลงมาดึงมือเธอเอาไว้แล้วเรียกเธอด้วยเสียงอันดังเพื่อให้ทำให้คนอื่นๆ รู้ว่าเขารู้จักเธอ และนี่ไม่ใช่การฉุดคร่ากันกลางวันแสกๆ

“มาครับจะไปไหน พี่ไปส่ง” เขาพูดกับเธอพลางส่งยิ้มให้ ราวกับจะบอกให้เธอรู้ว่า...การพยายามเย็นชาของเธอนั้นสูญเปล่า

“ฉันจะไปรถแท็กซี่...” อรชาพูดด้วยเสียงห้วนราวกับไม่ใช่เธอที่เขารู้จัก ผู้คอยจะเป็นมิตรกับผู้คนอยู่เสมอ

“ชา!” เขาพยายามจะรั้ง ด้วยน้ำเสียง ด้วยกำลัง จะอะไรก็ช่าง...เขาต้องการเธอมา แม้ต้องเริ่มใหม่ แม้จะต้องเริ่มจากจุดที่ต่ำกว่าศูนย์ก็ตาม...

“ทำไมคุณถึงได้หน้าด้านแบบนี้นะ คุณพี...เรื่องระหว่างเรามันไม่มีอะไรกันอีกแล้วนะ!”

“เพราะอย่างนั้น...พี่ถึงได้มานี่ไงล่ะ ชา...ให้โอกาสพี่อีกสักครั้งไม่ได้เลยอย่างนั้นเหรอ ให้พี่ได้แก้ตัวอีกสักครั้งไม่ได้เลยอย่างนั้นเหรอ?”

โอกาส...

“โอกาสเหรอ คุณเคยให้โอกาสนั้นกับชาด้วยเหรอ?” อรชานึกเข่นเขี้ยว ในจิตใจก็ขุ่นมัวราวกับมีม่านแห่งโทสะเข้ามาบดบังปิดกั้นสติปัญญา

“แต่ชาไม่เคยร้องขอนี่! ชา...ไม่เคยขอ ไม่เคยขออะไรจากพี่เลยสักครั้งเดียว”

เหมือนกับที่เธอไม่เคยร้องขอสิ่งใดๆ จากเขาเลย...

“จนบางที พี่ก็รู้สึกว่า พี่ไม่มีความสำคัญอะไรเลยสำหรับชาเลย...”

และคำพูดนั้นก็กระแทกเข้าไปในหัวใจของเธออย่างรุนแรง...

จริงเหรอ...ที่เธอไม่เคยขอ...

ใช่...เพราะเธอพยายามที่จะให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน...แม้ตอนท้ายที่สุด และแม้แต่สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานั้นที่เธอปรารถนา เธอก็ไม่เคยพูดออกไป...

“ชา...” ทีท่าที่นิ่งไปของหญิงสาว ทำให้พิรัลฉงนอยู่ในใจ

แววตาของอรชาเท่านั้นที่บอกให้เขาได้รู้ว่า จิตใจของเธอในตอนนี้ยังคงอยู่กับเขาหรือไม่ พิรัลสังเกตเห็นความหวั่นไหวของเธอในนั้น เธอกำลังคิดในสิ่งที่เขาพูดไป บางที...เขาอาจจะมีโอกาสอีกครั้งก็ได้!

“ฉัน...” อรชากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งก่อนหายใจเข้าลึกอีกครั้ง เธอเงยหน้ามองสบตากับ...คนที่เธอคิดว่าเคยรัก และคิดว่าตัดเขาออกไปได้จากหัวใจ...ด้วยแววตาค้นหา

โอกาส...ฉันไม่เคยขอมันจริงๆ แต่ในเวลานั้น...ถ้าฉันพูดออกไป อะไรๆ มันจะแตกต่างไปจากนี้ไหม?

ถ้า... “โอกาสเหรอ? ทำไม?”

ทีท่าที่ยอมอ่อนให้ และเย็นลงของอรชานั้น ทำให้พิรัลนึกโล่งใจ เพราะเขาไม่ชอบเลยที่จะต้องเผชิญหน้ากับอรชาในเวลาที่อารมณ์ของเธอกำลังพุ่งพล่านขาดสติและเต็มไปด้วยอารมณ์ ครั้งล่าสุดที่เขาพูดกับเธอขณะที่เธอกำลังหงุดหงิดนั้น...

เกือบที่จะทำให้ทั้งสองต้องเลิกรากันไป เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

“ได้ไหม...ชา ถ้าพี่ขอโอกาสที่ชาไม่เคยคิดจะขอจากพี่สักครั้ง”

จะยอมอ่อนให้ง่ายๆ เหรอ?

อรชานึกตั้งคำถามนี้กับตนในใจ...

จะดีเหรอ การให้โอกาสเขาอีกครั้ง?

เธอนึกลังเลใจ...เธอไม่เคยต้องตัดสินใจอะไรแบบนี้เลยสักครั้ง ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรมาช่วยรับประกันในการตัดสินใจนี้ได้เลย...

เคยเจ็บมาแล้วไม่ใช่เหรอ?

ประโยคๆ เดียวนี้นี่เองที่ดังก้องในใจเธอ...

ใช่...มันเจ็บมาก ไม่เอาอีกแล้ว...ไม่ต้องการจะเสี่ยงให้ต้องเจ็บปวดอีกแล้ว...ความรัก

“ม...” ในขณะที่ริมฝีปากของหญิงสาวกำลังจะเอ่ยคำปฏิเสธให้ดังออกไปนั้นเองที่พิรัลสังเกตได้ราวกับการอ่านใจของเธอ เขาก็ตัดสินใจพูดบางสิ่งขึ้นมาเพื่อขัดเอาไว้เสียก่อน

“ไม่ต้องเริ่มเป็นแฟนกันก็ได้ เราเริ่มจากการเป็นเพื่อนกันก่อนก็ได้ ถ้ามันทำให้ชาสบายใจกว่า” การถูกขัดความคิดนี้เองที่ทำให้อรชาเขวไป

“เพื่อนเหรอ?”

คำว่าเพื่อน มีความหมายกับเธออย่างมากมาย...พิรัลรู้ดี

อรชาไม่เคยคิดจะปฏิเสธการเป็นมิตร เพราะเธอกลัวที่จะสูญเสียสิ่งดีๆ บางอย่างจากมิตรภาพไป

แฟน คนรัก เพื่อน...

คำพวกนี้สำหรับอรชาแล้ว มันแตกต่างกันอย่างมากมายและอย่างสิ้นเชิง!

“ถ้าอย่างนั้น...” เมื่อคำพูดหลุดออกไป อรชาก็รู้ตัวแล้วว่าตนกำลังจะกระทำความผิดพลาดครั้งใหญ่ให้กับตนเอง ทันใดนั้นเองที่หญิงสาวหุบปากฉับลง!

พิรัลความหวังวูบลงทันทีเขาหวังที่จะได้ยินคำๆ นั้นพูดออกมา คำว่า “ได้” ของเธอ...เพราะนี่อย่างน้อยที่สุด เขาก็จะสามารถเข้ามาใกล้ๆ ตัวเธอได้...ดีกว่าการที่ไม่เป็นใครเลยในชีวิตเธอ...แต่เธอก็ไม่ยอมพูดออกมา

“ถึงยังไง ก็ให้พี่ไปส่งชาเถอะนะ...” พิรัลพูดร้องขอออกไปด้วยน้ำเสียงผิดหวัง พร้อมกับแตะที่ศอกของเธอเบาๆ พร้อมกับส่งสารตาอ้อนวอนเธอนิดๆ นั่นทำให้อรชาขมวดคิ้วขึงตาใส่เขาพลางดึงแขนตนออกห่าง

การไว้ตัวที่ห่างหายไปเสียนาน...

พิรัลคิดอย่างใจหาย เพราะสำหรับเขาแล้ว นี่ไม่ได้เป็นสัญญาณที่ดีเลย กระนั้นเขาก็ควรจะดีใจเพราะนั่นแปลได้เป็นอย่างดีว่า เธอยังมีความรู้สึกบางอย่างต่อเขาอยู่ ไม่ใช่ว่าเขาไร้ตัวตนในโลกของเธอไปเสียเลยทีเดียว...พิรัลคิดอย่างเศร้าๆ

เขาเปิดประตูด้านที่นั่งข้างคนขับให้กับเธอ ก่อนมาขึ้นด้านคนขับแล้วดึงเข็มขัดนิรภัยคาดโดยอัตโนมัติ

“เอาล่ะครับ ไม่ทราบว่าท่านผู้โดยสารต้องการจะไปที่ไหนดีครับ?”

คำพูดติดทะเล้นของเขาหากน้ำเสียงกลับไม่ได้ร่าเริงเลยแม้แต่น้อย เช่นเดียวกันก็ไม่ทำให้คนนั่งข้างๆ นึกขำตามไปด้วยกับคำพูดนั้น...สายตาคมกริบแถมฉาบความเย็นยะเยือกปานน้ำแข็งนั่นของเธอ ยิ่งทำให้เขาสลดลงทุกทีจนแลดูน่าสงสาร อรชาถอนหายใจแล้วเอ่ยตอบเขาด้วยน้ำเสียงคงความมีมารยาทเอาไว้อย่างถึงที่สุด

“ไปบ้านแม่ค่ะ...”

เธอพูดนิ่งๆ พยายามไม่นึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่วิ่งเข้ามาราวกับต้องการจะแสดงตนให้เธอจำได้ว่าเหตุการณ์ที่เธอเอ่ยคำๆ นี้กับคนๆ นี้และที่ตำแหน่งเดียวกันนี้ เคยเกิดขึ้นหลายครั้งต่อหลายหนมาแล้วในอดีต

“ครับ”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ยอย่างสำรวมนิดๆ พิรัลเตือนตนเองว่า จะต้องไม่ใจร้อนจนเกินไป...เพราะเขาผิดเอง...

เพราะคนข้างๆ นี้ ไม่ใช่ไก่...แต่เป็นนกน้อยล้ำค่าที่ ถ้าหนีหายไปเสียแล้ว...

เขาอาจจะต้องเจ็บปวดเจียนตาย...



ในใจของอรชายากที่จะให้อภัยในตัวชายหนุ่มข้างๆ นี้ได้...และแม้ว่าท่าทางของเขาจะดูสลดลงไปบ้างแล้วก็ตาม มันก็ยากเกินกว่าที่จะละความระแวงใจสงสัยเขาให้ลดน้อยลงไปได้...อย่าว่าแต่ลบล้างเลย...

ตลอดทางไปบ้านของมารดาเธอนั้นอรชานั่งเงียบไม่พูดจาอะไร แม้ท่าทางต่อต้านขัดขืนจะลดน้อยลงไปก็ตาม แต่ความไว้ตัวหวาดระแวงแคลงใจก็ยังเป็นเสมือนม่านกั้นบางๆ ตรงกลางระหว่างกัน

ไม่มีทางเลยหรือ...ที่จะทำลายกำแพงนั้นทลายลงได้?

รถคันสวยขับมาจอดตรงหน้าบ้านหลังงามอันล้อมรอบด้วยกำแพงสูงประตูรั้วเก่าสีน้ำเงิน ด้านหน้ามีต้นไม้ขึ้นอยู่ทั้งสองข้างถูกปล่อยปละให้เติบโตเองตามธรรมชาติ แต่คาดว่าคงได้รับการตัดเป็นบางครั้ง เพราะเวลานี้กำลังออกดอกออกใบสะพรั่ง

อรชาหันไปทางชายหนุ่ม พลางเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ขอบคุณนะคะ ที่มาส่ง...” ก่อนที่เธอจะเปิดประตูออกไป

“ขอพี่เข้าไปสวัสดีคุณพ่อคุณแม่ได้ไหมครับ” ชายหนุ่มถามขึ้น หากอะไรสักอย่างทำให้อรชาชักสีหน้า

มาไม้ไหนของเขากัน...

“อย่าดีกว่าค่ะ ฉันคิดว่า คุณคงไม่เป็นที่ต้อนรับในเวลานี้สักเท่าไหร่นักหรอกค่ะ แต่ขอบคุณอีกครั้งที่มาส่งนะคะ”

“เดี๋ยวก่อนสิชา...พี่ขอรอรับชาตอนขากลับนะ”

สีหน้าของหญิงสาวบอกอาการบูดสนิท...

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันตั้งใจว่าจะค้างที่นี่ วันนี้”

“ชา!”

ปัง!

ไม่รอให้คนตื้อมากรั้งเอาไว้ได้อีกต่อไป อรชาเผ่นหนีเข้าบ้านไปด้วยความรวดเร็วที่สุดในชีวิต ในแบบที่ใครมาเห็นก็คงคิดว่า...หนีผีมาเป็นแน่...แต่มันไม่ใช่ผีหรอกที่เธอกำลังหนี

เธอกำลังหนีใจเธอเองต่างหาก!



แล้วการพบพ่อแม่ก็เป็นดังที่เธอคาด คุณเสาวลักษณ์ผู้เป็นมารดานั้นโวยวายทันทีที่ได้เห็นแผลบนศีรษะของเธอ

“รู้ไหมว่าแม่ตกใจแค่ไหนตอนที่ลูกโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังเมื่อเช้านี้! อย่าทำให้แม่ตกใจบ่อยจะได้ไหมลูก...แม่หัวใจจะวายให้ได้เลย...” นั่นเป็นคำขึ้นต้นก่อนตามมาด้วยคำบ่นว่าอีกเป็นกระบุงโกยเสียยกใหญ่ นี่แหละหนักหนากว่าสิบล้อคันเมื่อวานนี้เสียอีก

เฮ้อ! ยายชา...ไม่น่าเลย...คิดผิดแฮะที่มาบอก รู้งี้ไม่มาบอกซะก็ดีหรอก...ไม่ต้องโดนบ่นด้วย

ส่วนทางด้านคุณพ่อชัยฉัตรก็ปล่อยหน้าที่บ่นว่าให้เป็นของภรรยาไป ในส่วนของเขา เขารอที่จะถามเรื่องราวต่อจากนั้นดีกว่า และทันทีที่คุณเสาวลักษณ์เหมือนจะจบคำบ่นว่าลูกสาวได้ในที่สุด...อาจจะเป็นเพราะหมดแรงหรือคอแห้งก็ตาม...คุณชัยฉัตรจึงสามารถแทรกเสียงเข้ามาถามความต่อจากนั้นได้

“แล้วเรื่องราวมันเป็นยังไงมายังไงล่ะลูก แล้วบาดเจ็บตรงไหนมากรึเปล่า?”

“ไม่ค่ะ นอกจากแผลเล็กๆที่หัวแล้ว ไม่มีแม้รอยขีดข่วนเลยค่ะคุณพ่อ อาจจะมีช้ำบ้างแต่ก็ไม่ได้มีแผลอะไร ไม่มีส่วนไหนหัก โชคดีที่มีคนใจดีผ่านมาทางนั้นพอดีก็ช่วยกันพาหนูไปส่งโรงพยาบาลใกล้ที่สุดแถวนั้นน่ะค่ะ”

คุณชัยฉัตรพยักหน้าอย่างหมดห่วง กลัวว่าแม่ลูกสาวตนจะทำเก่งออกมาเดินเพ่นพ่านทั้งๆ ที่บาดเจ็บอยู่

“ดีจริงแล้วขอเบอร์โทรศัพท์เขาเอาไว้รึเปล่าล่ะ จะได้โทรไปขอบคุณเขา...”

“ไม่ค่ะ เพราะตอนที่หนูฟื้นเขาก็ไปแล้ว เลยไม่ทันได้รู้เลยว่าหน้าตาเป็นยังไง หรือเป็นใครที่ไหน” อรชาตอบซื่อออกไปโดยไม่รู้เลยว่านั่นทำให้คุณพ่อตกใจขนาดไหน

“อะไรนะ...!”

ด้วยคำนั้นก็ทำให้อรชาเข้าได้ได้ว่าเผลอพูดอะไรออกไป...คำว่าฟื้นของเธอนั้นทำให้คนหัวไวอย่างคุณชัยฉัตรรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“เอ่อ แบบว่าหนูก็ตกใจมากตอนที่รถมันล้มลงมา หนูก็เลยหมดสติไปน่ะค่ะ...แต่ว่าพ่อก็เห็นแล้วนี่คะว่าไม่เป็นไร หมอก็ตรวจดูอาการให้แล้วด้วย...”

คำพูดนั่นไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่ แต่การอ้างถึงการยืนยันของแพทย์ก็ช่วยให้ผู้เป็นบิดาเย็นลงบ้าง...ในระดับหนึ่ง

“แล้วนี่ไม่ต้องพักฟื้นเหรอยายชา ออกมาข้างนอกคนเดียวแบบนี้ แล้วนี่มายังไงนี่ลูก?” คุณเสาวลักษณ์เริ่มถามบ้าง และด้วยความเป็นห่วง “กลับมาอยู่บ้านเราดีกว่าไหมลูก กลับมาทำงานที่บริษัทของเรา เห็นแบบนี้แล้วแม่เป็นห่วงนะลูก”

“โธ่แม่คะ...” อรชาโอดครวญทันที เพราะนี่เธอเพิ่งจะผ่านโปรฯมาได้ไม่ทันไรเอง...แม่ก็มาทำท่าอยากจะให้เลิกเสียอีกแล้ว

ด้วยท่าทางของลูกสาวที่ชัดแจ้งชัดเจนแบบนี้ คุณเสาวลักษณ์ก็ไม่จำเป็นต้องรับคำอธิบายอะไรอีก

“จ้ะๆๆ แม่เข้าใจจ้ะ แต่ลูกก็ต้องเข้าใจหัวอกพ่อกับแม่บ้างนะชา...พ่อแม่มีลูกเป็นลูกเพียงคนเดียวนะจ้ะ อย่าทำให้พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วงนัก...”

“หนูทราบค่ะแม่...” อรชาเอ่ย พลางก็เข้าไปสวมกอดออดอ้อนคุณแม่ของเธอ “ขอหนูเป็นอิสระไปสักพักเดียวเท่านั้นแหละค่ะ...แม่ หนูจะกลับมาช่วยงานคุณแม่หลังจากที่หนูทำในสิ่งที่หนูอยากทำจนพอใจแล้วก็พอค่ะ”

“จ้ะ...แม่จะรอนะ...เออ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว วันศุกร์นี้หนูว่างรึเปล่า...ชา น้าวรรณเขาอยากจะนัดครอบครัวเราไปทานข้าวด้วยกันแน่ะ”

อรชามองหน้าแม่อย่างเริ่มไม่วางใจ... ส่วนทางด้านคุณชัยฉัตรกลับทำได้เพียงแค่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาภรรยาของตนที่ไม่รู้จักเข็ดหลาบเรื่องนี้เสียที

“เนื่องในโอกาสอะไรเหรอคะ...” เพื่อที่จะหลอกล่อให้มารดาเผยไต๋ อรชาแสร้งส่งยิ้มหวาน พร้อมสีหน้าใสซื่อเหมือนกับเด็กๆ ไปให้ผู้เป็นมารดา

“ก็ลูกชายของคุณน้าวรรณลภย์กับคุณน้าเอมอร...ตานุกลับมาจากที่ไปเรียนต่อที่อังกฤษไงล่ะจ้ะ...เอ่อ...เอ่อ...” คุณเสาวลักษณ์เริ่มรู้ตัวในที่สุดและทันทีที่ลูกสาวคนสวยเริ่มเปลี่ยนสีหน้าไปในทันทีที่เจ้าหล่อนจับได้ว่า เธอวางแผนจำอะไร

นั่นไง! เอาอีกแล้วลูกชายคุณน้าเอมอร...

“คุณแม่คะ...หนูบอกตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้วคะว่า...” โดยไม่ยอมให้แผนเสียเพียงเพราะถูกจับไต๋ได้ คุณเสาวลักษณ์จำต้องเอาสีข้างเข้าถู

“อะไรกันจ้ะ นี่แม่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ น้าเอมอรกับเราก็สนิทกันมาตั้งนานแล้วและก็เป็นเพื่อนรักของแม่ด้วย สมัยก่อนเราก็นัดทานข้าวด้วยกันกับบ้านเขาบ่อยๆ ลูกเองสมัยก่อนก็วิ่งเล่นกับพี่เขามาตั้งแต่เล็กๆ จำไม่ได้รึจ้ะ พี่เขาไปอยู่ทางโน้นตั้งนานตั้งแต่เข้ามัธยมโน่น เพราะพ่อของเขายืนยันว่าจะให้ลูกชายไปอยู่กับคุณปู่ที่โน่นเพื่อที่จะได้เข้าเรียนที่นั่นแล้วก้จะได้เก่งภาษากลับมาช่วยกิจการที่นี่...”

“เอ่อ...” อรชาถอยร่น เมื่อจู่ๆ ก็ถูกขัดขึ้นด้วยท่าทางจริงจังของผู้เป็นมารดา ทำให้สิ่งที่ต้องการจะเถียงปลิวหายไปจากหัวสมองไปจนหมด “ก็ได้ค่ะ ก็ได้ๆ...”



ยามเช้าที่น่าอภิรมย์มาถึง...

แต่ทั้งหมดที่เธอฝันเอาไว้ว่าจะทำในเช้านี้ทั้งหมดกลับพังทลาย เมื่อเธอเดินออกมาจากบ้านแล้วพบว่า รถของใครคนหนึ่งมาจอดดักรอเธออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับหนุ่มจ้าของรถที่ส่งยิ้มสดใสมาให้เธอ

“สวัสดีครับ ชา..พี่ไปส่งนะ” พิรัลร้องทักรับอรุณ หากอรชากลับทำสีหน้าราวกับโดนจิ้งจกทักใส่ พลางยกมือขึ้นกุมขมับ...

เฮ้อ รู้อย่างนี้อ้อนพ่อไปส่งให้ที่ที่ทำงานก็ดีหรอก!

“คุณนี่มัน...” เธอพูดหลุดปากออกมาอย่างเคยตัว หากงับคำที่จะหลุดออกมาเอาไว้ได้เสียก่อน

เธอก็รู้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่พยายามจะคิดถึงมันเท่านั้นเอง ถึงนิสัยดันทุรังของผู้ชายคนนี้...คนที่ดื้อด้านที่สุด ดึงดันที่สุด หัวรั้นที่สุด จอมทิฐิที่สุด ไม่เคยยอมแพ้อะไรหรือใครและเกลียดการพ่ายแพ้ผิดหวังที่สุดคนนี้!

ผู้ชายที่หน้าด้านที่สุดในโลกทุเรศๆ ใบนี้...นาย พิรัล!

อรชาเงยขึ้นเขม่นมองใบหน้ายิ้มระรื่นของผู้ชายตรงหน้าราวกับกำลังเก็บกลั้นอารมณ์โกรธอย่างสุดฤทธิ์ แม้ไม่รู้ว่าเธอโกรธอะไรเขา อาจจะโกรธเขาที่มาโพล่หน้าแหลมๆ นั่นมาแยงตาเธอในตอนเช้าๆ ที่แสนอากาศดีมากขนาดนี้ หรือไม่ก็เพราะ เธอรู้สึกเหมือนถูกจิ้งจกทักก่อนออกจากบ้านตอนเช้าๆแบบนี้ก็ได้ และเขาก็คือไอ้จิ้งจกทุเรศตัวนั้นนั่นแหละ...อะไรสักอย่างหนึ่งในความคิดของเธอ ขอแค่ให้มีคดีที่จะเอามากล่าวหาเขาได้ก็แล้วกัน!

“ใคร...บอกให้คุณมา...ไม่ทราบ!”

“ไม่มีใคร แต่ใจสั่งมา...”

อรชาทำท่าขนลุกสุดตัวกับการจู่โจมแบบเสี่ยวสุดๆ ไม่อาจจะรับได้...ให้ตายสิ อายุปาเข้าไปปูนนี้แล้วยังเล่นมุขจีบสาวไม่เข้าท่าอยู่อีก...สะเหร่อชะมัด!

“แหวะ!” อรชาประชดออกไปอย่างเคยตัวไม่ทันได้ตะครุบเอาไว้ก่อน

“คลื่นไส้เหรอครับ...โห ตายแล้ว พี่ว่าพี่มองตาชาไม่ทันถึงสิบห้านาทีเลยนะเนี่ยะ! ไม่เป็นไรครับ...ไม่เป็นไร ยังไงก็ยินดีรับเด็กในท้องเป็นลูกเสมอ”

เสียงด้ายความอดทนเส้นสุดท้ายในหัวของอรชาขาดผึ่ง พร้อมกับเสียงกัดฟันดัง กึด! ในปาก...

“หลีกไปให้พ้น! ฉันจะออกไปทำงาน!” อรชาแหวลั่นก่อนเดินอ้อมรถของชายหนุ่มจ้ำอ้าวๆ ไปทางหน้าปากซอย

“อ้าว! จะไปไหนล่ะครับ ขึ้นรถสิครับที่รัก...พี่ไปส่ง! หรือจะให้พี่ขับตื้อตามไปตลอดทางแบบในละครก็ไม่ว่ากันหรอกนะครับ!”

สักวันเหอะ! ฉันจะฆ่าอีตานี่ให้จงได้!

“ไม่เอาย่ะ!”



“ถ้ายังไม่หายดีล่ะก็ลาอีกสักวันก็ได้นะ...ชา สีหน้าชาดูเหนื่อยๆ นะวันนี้”

ปัณรสเอ่ยทักอย่างเกรงๆ ขึ้นเมื่อเห็นแม่สาวรุ่นน้องนั่งทำหน้าหงิกหลังจอมอนิเตอร์อยู่ตั้งแต่เข้างานมาเช้านี้ อรชาเงยหน้าขึ้นมาจากงานพร้อมทั้งใบหน้าหงิกๆ ที่หงิกได้ทั้งวัน อีกทั้งยังหงิกใส่ปัณรสอย่างลืมตัว จนปัณรสยังสะดุ้งเฮือกกับดวงตาคมที่ตอนนี้ยิ่งดุจัดไปกันใหญ่ของสาวรุ่นน้อง สีหน้าเผือดๆของสาวรุ่นพี่ทำให้อรชารู้ตัวว่าตอนนี้เธอกำลังทำหน้าตาไล่แขกอยู่...

“อุ้ย...ขอโทษค่ะพี่ป้าง หนูไม่ได้ตั้งใจทำชักสีหน้าใส่พี่นะคะ เพียงแค่...กำลังกลุ้มๆ กับงานนิดหน่อยค่ะ ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากด้วย...แค่เมื่อเช้าโดยจิ้งจกทักก่อนออกจากบ้านเลยใจไม่ค่อยดีนะค่ะ มีอะไรให้ชาช่วยเหรอเปล่าคะพี่?” อรชาเอ่ยถามพลางชักแม่น้ำหาข้ออ้างเข้าทีมากลบเกลื่อน ทำให้อาร์ตไดฯ สาวแกร่งอย่างปัณรสต้องเปลี่ยนท่ามาเท้าสะเอว

“พี่บอกว่า ถ้าหนูยังรู้สึกไม่สบายล่ะก็ ยังไม่น่ารีบลุกมาทำงานวันนี้เลยนะจ้ะ ชา! เป็นอะไรรึเปล่าน่ะเราทำหน้าไม่รับนับญาติมาตั้งแต่เช้าแล้วนะเราน่ะ!”

เมื่อปัณรสว่าดังนั้นก็ทำให้อรชารู้ตัวเรื่องที่สองของวันนี้เพิ่มเติมขึ้นมาอีก รุ่นน้องสาวยิ้มหน้าแหยให้กับพี่หัวหน้างานอย่างปัณรสพร้อมเสียงหัวเราะแหะๆ

“คิดหนูแค่อารมณ์ไม่ดีมาจากที่บ้านนิดหน่อยน่ะค่ะ...ไม่ได้ป่วยอะไรหรอกนะคะ”

“นิดหน่อยเหรอจ้ะชา...นี่ชารู้ไหมว่า ชาได้สร้างบรรยากาศ...มาคุ...คลอบคลุมสำนักงานไปเกินกว่าครึ่งแล้วนะเรา!” ปัณรสใช้ศัพท์การ์ตูนมาอธิบายสภาพการณ์ในที่ทำงานที่เงียบ เต็มไปด้วยความตึงเครียด และมืดหม่นกดดันเพราะการมาทำงานด้วยใบหน้าไม่รับแขกของอรชาที่นานาพนักงานไม่เคยได้เห็นมาก่อนนี้ นับตั้งแต่หญิงสาวเริ่มเข้ามาทำงานที่นี่

“โห...ใช้ศัพท์สูงจังเลยนะคะพี่ป้างนี่” อรชาแกล้งทำแซวรุ่นพี่สาวพลางหัวเราะเกลื่อน แถมฉีกยิ้มกว้าง

“ศัพท์สงศัพท์สูงอะไรกันล่ะ ยืมลูกมาใช้เลยล่ะเนี่ยะ! เรานี่นะ...แน่ใจนะว่าไม่เป็นไรจริงๆ ชา? พวกพี่ๆ เขาเป็นห่วงนะเราน่ะ!”

“ชาสบายมากค่ะ! ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ โห หัวแตกแค่นี้ ไกลหัวใจมากๆ ค่ะ” อรชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ปั้นให้สดใสสุดๆ และถึงแม้ว่าปัณรสยังไม่ไว้ใจกับน้ำเสียงสดชื่นสุดกู่นี่ รอยยิ้มกว้างที่อรชาฉีกตามมาก็ทำให้ป้างต้องตามใจ...

“เออๆๆ เอาเถอะ อย่าหักโหมก็แล้วกันนะเรา นี่เดี๋ยวพวกเราต้องอพยพไปที่บูธกันแล้วนะ ชาก็เตรียมตัวด้วยนะ”

“ค่ะๆๆ รับรองค่ะว่าจะไม่ถ่วงแข้งถ่วงขาพี่ๆ เด็ดขาด อย่างชาถ้าไม่เอาลิ่มตอกหัวใจหรือกระสุนเงินยิงหัว ก็ไม่ยอมตายง่ายๆหรอกค่ะ”

“อือ พูดเล่นไปเรื่อยนะเรา แล้วมื่อวันก่อนไปจัดบูธเป็นไงบ้างล่ะ

“ก็จัดเหมือนกับทุกๆ ครั้งนั่นแหละค่ะ แบ่งเป็นโซนๆ วางสลับกันเหมือนคราวก่อนไม่มีอะไรมากค่ะ คราวนี้เราได้บูทค่อนข้างยาว แต่ดันอยู่ติดกับสำนักพิมพ์หนังสือขายดีเสียด้วย คนคงแน่นแน่ๆเลยค่ะ”

“แล้วเรื่องของสมนาคุณล่ะ...ทางเฮียกั๊ปส่งมารึยัง”

เฮียกั๊ป หรือที่ย่อมาจาก อาเฮียกัปปะ ฉายาที่ทุกคนตั้งให้กับเจ้าของโรงสกรีนเจ้าประจำที่ทางสำนักพิมพ์ไปจ้างให้ทำงานเล็กๆ น้อยๆ นี้เสมอนั้น ได้รับฉายานี้ด้วยสาเหตุที่ตรงกลางหัวของเขาล้านกลมเหมือนจานบนหัวกัปปะผีในหนองน้ำของญี่ปุ่นไม่มีผิด

“ยังเลยค่ะ...สงสัยจะมาประมาณวันที่สองของงาน”

“เอาอีกแล้ว สายอีกแล้วเหรอเนี่ยะ เฮ้อ...ช่างแกเหอะ อย่างนี้ทุกทีแล้วก็ทุกปีด้วย วันแรกคงยังไม่มีคนมากเท่าไหร่ เราค่อยแจกตอนวันที่สองก็ได้ พี่จะโทรไปตามงานเอง...ชาก็ดูแลเรื่องบูทนี่ให้พี่ก็แล้วกัน”

“ค่ะ แล้วเรื่องนิตยสารในเครือของเราละคะ ของปักษ์นี้ยังปิดไม่ได้เลยนะคะ...” อรชาเอ่ยถามขึ้น เผื่อว่าปัณรสจะมีงานอะไรให้เธอได้ทำได้ช่วยเหลือ เพราะเป็นเรื่องปรกติสุดๆ แล้วที่ทกคนจะต้องสุมหัวรวมกันในวันปิดปกเพื่อทำล่วงเวลาให้ทันงานทันเวลา

“เล่มนี้สบายมากจ้ะ...มอ มอ ปอ หอ...ไม่มีปัญหาหรอก เหลือแค่ภาพสองภาพกับหนึ่งคอลัมน์เท่านั้น” ปัณรสทำนิ้วเป็นวงแทนตัวโอเคประกอบพร้อมยักคิ้วให้กับสาวรุ่นน้องนิดๆ

“อย่างนั้นก็มีข่าวดีว่า เราจะได้กลับบ้านกันเร็วใช่ไหมคะพี่ป้างคนสวยขา?” นรี ผู้ช่วยสาวในกองบรรณาธิการเอ่ยถามขึ้นด้วยยิ้มระรื่นพลางกระพือขนตาถี่ๆ ทำทะเล้น

“เย๊ส เยส...แปลว่าใช่แล้วล่ะจ้ะ...เออ พี่ว่าจะชวนเราไปแจมพี่ๆ เขาจะออกไปดริ้งค์กัน...ไปไหมเอ่ย” ปัณรสนึกขึ้นมาได้จึงเอ่ยชวนสาวรุ่นน้องเพิ่งผ่านโปรฯ ออกไปก๊งกัน

“ไปค่ะไปๆ!” อรชารีบรับปากรับคำในทันที ไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะได้เฮฮาแบบนี้อย่างเด็ดขาด

“ดีจ้ะ...เอาตามนี้นะจ๊ะ...พี่ไปเข้าห้องน้ำก่อน...เดี๋ยวมาทำงานต่อ”

แล้วการสนทนาก็ปิดลงพร้อมกับการแยกย้ายกันไปตามธุระของแต่ละนาง...





 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2552 22:45:15 น.
Counter : 141 Pageviews.  

ปฏิบัติการหักร้างถางรัก (Removable) ..ตอนที่3..

(3)



รู้สึกอีกแล้ว...ความรู้สึกเจ็บ ที่มันกดลงลึก...

เหมือนคมมมีดที่ปักแน่นลงสู่หัวใจ...

เสียบแทงเข้าไป...และยุติชีวิตลงไปในคราเดียว...

ไม่หรอก เพราะชีวิตยังดำเนินต่อ...

เดินต่อไปในความชอกช้ำของหัวใจ...



“พี่ชาคะ!” เสียงเรียกแหลมเล็กของสาวน้อยรุ่นน้องฝึกหัดงานอย่างสุดาร้องขึ้นใกล้ๆ หู ทำให้สาวร่างสูงถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ

“อ๊ะ...อ่ะ...สุ สุดา...เหรอจ้ะ...?” อรชาเอ่ยถามขึ้นพลางมองหน้าของแม่สาวน้อยรุ่นน้องด้วยดวงตาเบิกกว้างออกจะตื่นๆ ด้วยความประหลาดใจ

“อ้าว...จะเป็นใครเสียอีกล่ะคะ สาวสวยน่ารักน่าทะนุถนอมที่สุดในกองบรรณาธิการก็มีแต่สุดาคนเดียวนี่ล่ะค่ะ ตายจริง สุดาไม่อยู่เดี๋ยวเดียว...นี่พี่ชาแอบอู้งานมายืนเหม่อเหรอคะเนี่ย” แม่สาวรุ่นน้องเท้าสะเอวล้อเลียนแม่สาวรุ่นพี่ที่ยืนหน้าแดงเมื่อถูกจับได้ว่าแอบยืนเหม่อในเวลางาน

“ขะ...ขอโทษจ้ะ”

“ตายแล้ว...พี่ชา สุดาล้อเล่นค่ะ แหม...พี่ชานี่จริงจังเกินไปแล้วรึเปล่าคะ นี่...พี่ชา สุดามีอะไรจะเล่าให้ฟัง เมื่อกี้นี้นะ สุดาเจอหนุ่มหล๊อหล่อ หล่อเหมือนดาราเกาหลีเลย...”

คำพูดของแม่สาวรุ่นนองปลุกความคิดเมื่อยามเหม่อและอดีตของเธอขึ้นมา ทำให้หญิงสาวขนลุกซู่หน้าตึง เพราะลักษณะนั่นมันเหมือนกับคนที่เธอคิดถึงอยู่เมื่อครู่ก่อน

“ฮึ ผู้ชาย หน้าตาคนน่ะแปรผกผันกับมันสมองนะ ผู้ชายยิ่งหน้าตาดีก็ยิ่งปัญญาอ่อน ปลิ้นปล้อน เชื่อถือไม่ได้...ยิ่งพวกถอดแบบเกาหลีชอบดื่มโกปี๊ยิ่งแย่ใหญ่ พี่รู้จักผู้ชายเกาหลีจริงๆ สองสามคนไม่เอาไหนทั้งนั้นเลย...รู้อะไรไหม ทั้งขี้หลี ขี้อวด ขี้คุย ขี้โม้...” อรชาพูดอย่างจริงจังพลางก็เผลอเชิดหน้าเคร่งๆ ขึ้นนิดๆ อย่างลืมตัว

“แหม...สุดาก็แค่เล่าให้ฟังเพราะรู้สึกเป็นเรื่องดีที่นานๆ ทีจะมีอาหารตาผ่านเข้ามาในชีวิตเหี่ยวๆ เฉาๆ ของสาวในออฟฟิศบ้างก็เท่านั้นเองล่ะค่ะ พี่ชานี่ก็...พูดซะจริงจังเชียว มองโลกในแง่ร้ายมากไปรึเปล่าคะ ใส่อารมณ์กับมันมากจัง ระวังจะขึ้นคานนะ” คำพูดของสุดาทำให้อรชาคืนสติที่หลุดออกไปกลับมาได้

“เอ่อ...พี่ก็แค่ พูดตามที่คิดเหมือนทุกๆ ทีนะล่ะ...ไม่ได้จริงจังอะไรสักหน่อย” อรชาเอ่ยแก้เก้อเมื่อรู้ตัวว่าพูดแรงเกินไปเสียแล้วก่อนแสร้งหันไปทำงานต่อ บูทเรียบร้อยดี พนักงานขนอุปกรณ์และหนังสือค่อยๆทยอยเข้ามา การตกแต่งเป็นไปอย่างราบรื่น และตัวเธอเองก็ถ่ายภาพสถานที่ที่ถูกจัดไว้เกือบเสร็จสมบูรณ์เอาไว้เรียบร้อยแล้วด้วยคิดว่าบางทีพี่ป้างคงอยากเห็นงานเป็นรูปเป็นร่าง แต่อย่างไรเสียเธอก็คงจะต้องขอให้บรรณาธิการฝ่ายศิลป์อย่างพี่ป้างมาดูสถานที่จริงสักครั้งก่อนตกลงกันเรื่องการจัดวาง

“งานเสร็จแล้วล่ะจ้ะ เรากลับกันดีกว่า...ตายจริง! จะห้าทุ่มแล้วเหรอเนี่ยะ...สุดากลับบ้านยังไงจ้ะ” อรชายกนาฬิกาสายหนังบนข้อมือขึ้นดู

“สุดาจะกลับเองค่ะ แถวนี้มีรถสายที่ขึ้นแค่ต่อเดียวถึงหอสุดา”

“ถ้าอย่างนั้นกลับบ้านดีๆ นะจ้ะ” อรชาเอ่ยก่อนที่ทั้งสองสาวจะบอกลากันแล้วแยกย้ายกลับไป



เขามารออยู่ข้างในนี้ได้พักใหญ่แล้วที่หน้าห้องของอรชา...เขาแอบแวะซื้อขนมเค้กที่ร้านโปรดของหญิงสาว ก่อนที่จะมายังที่แห่งนี้...ดอกไม้ ขนม...นี่เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ ในความใส่ใจของเขาซึ่งแทบไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเพ็ญพักตร์สั่งไว้ เขาก็คงไม่ทันได้นึกถึงของพวกนี้หรอก

เขายกนาฬิกาขึ้นดู นาฬิกาเข็มชี้บอกเวลาอีกสิบสามนาทีจะห้าทุ่ม...หัวใจของเขาเต้นระทึกไปจนตอนนี้สงบเรียบร้อยดีแล้วเริ่มสั่นไหวอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง...

ของขวัญ...เขามีแล้ว...มากมายให้เธอเลือกสรร

คำพูด...เขาเตรียมเอาไว้แล้ว...ท่องจำได้จนขึ้นใจ

ที่เหลือคือพบเธอให้ได้เท่านั้น...แต่แล้วเสียงเอะอะก็ดังเข้ามาจากด้านนอก

ผู้รักษาความปลอดภัยวิ่งเข้ามาที่เคาน์เตอร์ต้อนรับด้านหน้าเพื่อบอกข่าวให้กับสาวประชาสัมพันธ์ที่อยากรู้อยากเห็นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“อุบัติเหตุ...รถบรรทุกที่ก่อสร้างอยู่ด้านหน้าถอยพลาดไปชนเข้ากับรถ...สีขาวน่ะ คนขับเป็นผู้หญิงด้วยหมดสติไปแล้ว”

“อุ้ย เป็นไปได้ยังไง...รถบรรทุกถอยหลังในซอยไม่น่าจะแรง...นี่ พูดเกินไปรึเปล่า...” ประชาสัมพันธ์สาวเอ่ยไม่เชื่อ

“ไม่เกินไปนะ ถอยไม่แรง...แต่มันล้ม ล้มทับเต็มๆ คันเลย!”

“อะไรนะ...ตายแล้ว” สาวปะชาสัมพันธ์ร้องตกใจ

“ยังไม่ตาย! แล้วรถเก๋งคันนั้นนะมีสติ๊กเกอร์ของอพาร์ตเม้นต์เราด้วยนะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น พิรัลก็ปะติดปะต่อข้อมูลคร่าวๆเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว...ยี่ห้อรถ สีรถ! หรือว่า...เขาพุ่งพรวดไปหายามนายนั้นด้วยความตื่นตระหนก

“นี่คุณ! คนขับผู้หญิงน่ะ พักที่นี่ใช่ไหม...หน้าตายังไงแล้วทะเบียนรถอะไรล่ะ!”

ยามหนุ่มทำหน้างง ก่อนส่ายหน้าดิก “ผมไม่รู้หรอกครับ แต่ว่ารถน่ะยังจอดขวางทางเข้าซอยอยู่เลย ถ้าคุณอยากรู้คุณออกไปดูสิ ใกล้ๆแค่นี้เอง”

พิรัลวิ่งออกไปดูตามที่ยามหนุ่มบอก ทันทีที่เขาเห็นรถ สภาพรถ และทะเบียนรถ ร่างทั้งร่างก็ชาวาบ!

รถของชา!



ที่โรงพยาบาล พิรัลวิ่งตรงไปถามพยาบาลที่อยู่ในเคาน์เตอร์ด้านหน้าอย่างเร่งร้อน...เขาบอกถึงลักษณะของอรชา และชื่อของเธอรวมทั้งสาเหตุที่ทำให้เธอต้องถูกหามมาส่งโรงพยาบาล เมื่อนางพยาบาลที่ตรวจสอบเธอก็ยิ้มนิดๆ แล้วบอกห้องของคนป่วย

“แล้วญาติละครับ...มีใครแจ้งญาติของเธอทราบแล้วรึยังครับ...”

“ยังเลยค่ะ เธอหมดสติและไม่มีของติดตัวตอนมีคนพามาส่ง ทางเราไม่ทราบว่าเธอชื่ออะไร แต่ว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บเพียงแค่ช็อคเพราะความตกใจ และศีรษะโนเพราะถูกกระแทกเท่านั้น เราเลยให้เธอพักอยู่ค่ะ จนกว่าเธอจะฟื้น ไม่ทราบว่าคุณเป็นอะไรกับคนไข้ค่ะ”

“ผมเป็นแฟนของเธอครับ...” เขาตอบออกไปอย่างไม่ลังเลเลยสักนิดเดียว ไม่กลัวด้วยว่าจะโดนหญิงสาวต่อว่าถ้าเธอได้รู้ว่าเขาอ้างอย่างนั้นออกไป เพียงแค่ขอให้ได้พบเธอเท่านั้น

พยาบาลหันไปสบตากับเพื่อนพยาบาลด้วยกันนิดหนึ่งราวกับจะถามว่าฐานะเหมาะสมพอหรือไม่ ก่อนหันกลับมาเอ่ยขอความร่วมมือตามหน้าที่ “ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันต้องขอข้อมูลเกี่ยวกับตัวคนไข้ด้วยนะคะ...”

“ครับ...ได้เลยครับ”

และไม่นานเขาก็มาถึงห้องพักดังกล่าวซึ่งเป็นห้องรวม เดินเข้าไปด้านในสุดจะได้พบเธอกำลังนอนเหยียดอยู่บนที่นอนขาวสะอาดสะอ้านของโรงพยาบาล โดยที่ข้างๆ มีคุณหมอชายตัวเล็กๆ ดูแลอยู่

“เอ่อ...” พิรัลไม่รู้เลยว่าจะพูดขึ้นต้นอยางไรดีในสถานการณ์เช่นนี้ นายแพทย์ตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมาจากคนไข้ก็ยิ้มให้กับพิรัล

“คุณคงเป็นคนรู้จักของคนไข้...เธอปลอดภัยดีครับ” คุณหมอยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าเป็นห่วงของผู้มาถึง

“เธอบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่าครับหมอ แล้วเธอ...”

“เธอสบายดีมากครับ พอฟื้นก็กลับบ้านได้เลยครับ มีเพียงแผลที่ศีรษะนิดเดียวเท่านั้นเธอสมบูรณ์ดีทุกอย่างแทบไม่มีรอยขีดข่วนเลยครับ หมอคิดว่าเพราะเธอเอี้ยวตัวราบลงก็เลยไม่ถูกกระทบกระแทก แต่ที่ยังไม่ได้สติคงเพราะตกใจจนสลบไป หมอขอตัวก่อนนะครับ...ถ้าเธอตื่นแล้วคุณเรียกพยาบาลได้เลยนะครับ”

พิรัลเอ่ยขอบคุณหมอ ก่อนเดินเข้าไปดูหน้าอรชาที่หลับสนิท

หัวใจเขาแทบหยุดเมื่อได้ยินว่าเธอชนกับรถบรรทุก หากเมื่อได้เห็นเธอสบายดี เขาก็โล่งใจเป็นอย่างยิ่ง...เขาคงเสียใจมากหากเธอเป็นอะไรไปเสียก่อนที่จะได้ปรับความเข้าใจกัน พิรัลคว้ามือของอรชาขึ้นมากุมเอาไว้อย่างใจหาย และค่อยคลายกังวลยิ่งขึ้นเมื่อสัมผัสถึงมือนุ่มๆ ที่อบอุ่นของเธอ

มือเธออบอุ่นเสมอ...และเขาจำได้เป็นอย่างดี

เขาก้มหน้าจูบลงบนฝ่ามือของหญิงสาวที่เขาจับพลิกขึ้นแล้วแนบใบหน้าลงกับมือบางๆ นั้น...

มือที่เขาแสนคิดถึง เมื่อได้สัมผัสก็ยิ่งคิดถึงมากขึ้นทุกที...

“รีบตื่นขึ้นมามองผมหน่อยสิ...ชา”

เหมือนดั่งเป็นคำสั่งที่ต้องสัมฤทธิ์ผล สิ้นเสียงทุ้มของพิรัล อรชาก็ขยับตัวด้วยท่าทางอึดอัด และนั่นทำให้พิรัลลุกขึ้นมองหญิงสาวด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่งในทันที

“ชา!” น้ำเสียงของเขายินดี เขารีบกดเรียกพยาบาลเมื่อเธอฟื้น

“เจ็บจัง...” อรชาบ่นอู้ เมื่อเธอยกมือขึ้นกุมต้นคอด้านหลังและดึงมือที่ถูกชายหนุ่มจับเอาไว้ออกจากมือเขาราวกับรำคาญการกระทำนั้น เธอพยายามยันตัวลุกขึ้น

“ค่อยๆ จ้ะที่รัก...คุณคงคอเคล็ดตอนที่อยู่ในรถ” พิรัลพูดขึ้นกับเธอก่อนเข้าไปช่วยประคองเธอขึ้นนั่ง แต่เมื่ออรชาหันมาเห็นเขาเข้าเท่านั้น

“นี่คุณ!” น้ำเสียงโอดโอยเมื่อครู่กลายเป็นแข็งขึ้นมาในทันที ทว่าไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยอะไรออกไปพยาบาลก็เข้ามาเสียก่อน



หลังจากที่ให้หมอตรวจดูอีกครั้งแล้ว อรชาก็ถูกนำออกจากโรงพยาบาลในรถของคนจอมเจ้ากี้เจ้าการที่เธอแทบจะไม่มองหน้าเขาเลยสักนิดเดียว...แต่ก็มีมองมาบ้าง...

พิรัลจัดการเรื่องค่าสารพัดค่าต่างๆ ก่อนที่จะนำเธอออกไปจากโรงพยาบาลด้วยท่าทางเป็นห่วง ราวกับคู่สามีภรรยาก็ไม่ปานผิดตรงที่ทางฝ่ายภรรยามีสีหน้าเกรี้ยวกราดทุกครั้งที่คุณสามีเข้ามาโอบประคอง การกระทำนั้นทำให้อรชารู้สึกอึดอัดอยู่ตลอดเวลา หากว่าเพราะเธออยู่ต่อหน้าพยาบาล คุณหมอ และคนไข้มากมาย เธอจึงไม่สามารถแผลงเดชอะไรได้ แต่...

“นี่อะไรของคุณกัน!” เมื่อทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองในรถของเขา หญิงสาวก็จัดการเปิดฉากการโจมตีในทันที...

พิรัลรีบตีหน้าซื่อ เอ่ยตอบเสียงใสใจเย็น...

“อะไรกันครับ...ชา พี่ก็มารับชาไงล่ะ พี่บังเอิญไปหาชาที่ห้องแล้วไม่เจอ แล้วยามก็วิ่งหน้าตื่นมาบอกว่าชาเกิดอุบัติเหตุ ชารู้ไหมว่าพีใจเสียขนาดไหนที่ออกไปเห็น...” เขาทำเป็นส่งสายตาละห้อยไปทางหญิงสาว “พี่รักชานะครับ...ที่รัก”

พิรัลยื่นมือข้างซ้ายมาทางหญิงสาวที่นั่งข้างๆ หยามจะแตะมือเธอที่วางอยู่บนตัก หากอรชากลับสะบัดมือแล้วขยับหนีด้วยท่าทางรังเกียจ สีหน้าของเธอบึ้งขึงถลึงตาใส่ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ

“อย่ามาพูดพล่อยๆ ให้ฉันได้ยินอีกเชียวนะ! เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว จำได้ไหม! เราเลิกกันไปแล้ว!” อรชาเตือนความจำด้วยน้ำเสียงเย็นชาห่างเหิน ก่อนสะบัดหน้าหันไปทางอื่นราวกับไม่อยากจะเห็นหน้าคนข้างๆ อีกต่อไป

“พี่ผิดไปแล้วจริงๆ นะ...ชา ” น้ำเสียงของเขานั้นเว้าวอน “ขอโทษ ยกโทษให้พี่เถอะนะครับ...คนดี”

“ไม่! ไม่มีคนดีแถวนี้และฉันจะเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ ฉันไม่มีโทษจะยกให้คุณ...และไม่! ฉันไม่ใช่คนดีของคุณหรอก...คุณพี” น้ำเสียงของอรชานั้นยิ่งเย็นชาลงเรื่อยๆ แม้พูดโต้ตอบก็ไม่หันมามองหน้าสักนิดเดียว ด้วยสมองที่ยังมึนงงอยู่ อรชาพูดประโยคเดียวซ้ำถึงสองครั้งโดยไม่รู้ตัว

“จะไม่ให้โอกาสพี่ได้แก้ตัวเลยเหรอ! ชา?”

“ไม่! ไม่มีอะไรทั้งนั้น..จอดข้างหน้านี่แหละค่ะ ฉันจะเดินเข้าไปเอง ขอบคุณที่เป็นธุระให้ส่วนเรื่องเงิน...ขอเบอร์ติดต่อแล้วฉันจะจัดการโอนเงินคืนให้คุณเอง” หญิงสาวเอ่ย ด้วยสุดกลั้นแล้วจริงๆ กับบทสนทนานี้

ยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บ...

ตอนเขาไปนั้นว่าเจ็บแล้ว...แต่ตอนเขากลับมาอีกนี่เจ็บยิ่งกว่า!

และยิ่งพูด...ยิ่งเขาพูดอ้อนวอนเธอมากขึ้นเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งเกลียดเขามากขึ้นเท่านั้น!!!

“ชา...” พิรัลเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเว้าวอน และเมื่อมองเธอที่หันหนีเขาอย่างสุดความสามารถ ชายหนุ่มก็เม้มริมฝีปากแน่น...เขาเห็นเธอตอนนี้แล้วก็เจ็บ...

เจ็บใจตัวเองนัก!

พิรัลรู้ว่าพูดอะไรตอนนี้เธอไม่ยอมฟังเขาแน่

หนนี้...เขาต้องยอมถอยให้ก่อน...แต่เขาจะกลับมาอีกครั้ง...

“ครับ พี่จะหยุดพูดก็ได้ แต่ขอให้พี่ไปส่งชาที่ห้องเถอะนะ...พี่เป็นห่วงชาจริงๆนะ” น้ำเสียงทอดท้ายนั้นจริงใจจนอรชารู้สึกได้...

ถึงแม้จะเจ็บปวดใจขนาดไหนแต่เธอไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล...

เธอโล่งใจที่เขายอมถอยไปแต่โดยดี แต่ลึกๆ ลงไปแล้วก็ใจหายนิดๆ ที่มันช่างง่ายดายนัก

“ไม่ค่ะ...แค่ข้างหน้าเท่านั้นนะคะ” หญิงสาวเอ่ย ก่อนนึกเอะใจบางอย่างขึ้นมาได้... “เอ๊ะ แล้วนี่คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันย้ายออกมา!”

“อ๋อ...ผมก็แอบสะกดรอยตามคุณมาไงล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยหน้าตาย แต่เป็นเรื่องจริง!

“นี่! ฉันไม่ขำนะคุณ! ใครบอกคุณ!” หญิงสาวหันมาหมายเค้นเอาคำตอบ หากว่า...

“ผมพูดจริงๆ นะ เอาเถอะๆ ครับ...คุณไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่เรามาถึงแล้ว...” เขาเอ่ย ทันใดนั้นอรชาก็หันออกไปมองด้านนอกรถแล้วพบว่าเธอกลับมาถึงที่พักของเธอแล้ว

“อ่ะ...เอ่อ...ขอบคุณค่ะ เรื่องเงินฉัน...” เธอควานหากระเป๋า แต่แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่า เธอไม่มีสมบัติอะไรติดตัวอยู่เลยในตอนนี้! หญิงสาวทำหน้าตื่น นั่นทำให้พิรัลนึกเรื่องสำคัญอีกเรื่องขึ้นมาได้...

“กระเป๋าของชา...ติดไปกับรถที่ตำรวจมาลากไป แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ พี่ไปคุยกับตำรวจให้แล้วเขาจะช่วยเก็บของในรถเอาไว้ให้ แล้วพรุ่งนี้ชาก็ไปขอรับคืนได้เดี๋ยวพี่พาไป ไปเป็นเพื่อนชา”

อรชามีสีหน้าสำนึกผิดนิดๆ...ไม่คิดว่าตัวเองจะจิตใจคับแคบแบบนี้เลยสักนิด เมื่อเขาห่วงเรื่องของเธอ ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นเลย...แต่จะยอมใจอ่อนเพราะเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด! จะผิดซ้ำผิดซากเรื่องเดิมๆ แบบนี้ไม่ได้!

อรชาพยักหน้าแล้วกล่าวขอบคุณ...

“ส่วนเรื่องเงินฉันจะคืนให้อย่างแน่นอนค่ะ” เธอพูดทิ้งท้ายก่อนเปิดประตูออกจากรถของเขา หากก่อนจากไป พิรัลยื้อข้อมือเธอเอาไว้

“พรุ่งนี้พี่จะมารับชาไปรับของนะครับ...สักแปดโมงดีไหม?”

“แต่ไม่ต้องก็ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันให้คนที่บ้านพาไปได้ค่ะ บอกแค่ว่าจ้องไปรับที่สถานีตำรวจไหนก็พอ...ขอบคุณ”

เมื่อเธอลุกไป...หลงเหลือเอาไว้เพียงความอบอุ่นบนเบาะนั่ง...

พิรัลแตะมือลงบนเบาะนั้น แม้ว่าที่ตรงนี้ไม่ใช่มีเพียงอรชาคนเดียวที่เคยนั่งก็ตามหากว่า...มันไม่สำคัญเลยที่ใครจะเคยนั่ง เมื่อสิ่งที่สำคัญคือเวลานี้ความอบอุ่นของเธอยังเหลืออยู่เท่านั้น

เขาได้เผื่อใจเอาไว้แล้วที่จะมารองรับความเจ็บปวดของเธอที่เขาเองเป็นผู้ก่อเอาไว้...

เขาจะไม่โทษเธอที่ทำตัวโหดร้าย และไม่ให้อภัยเขา...

แต่เขาจะทำทุกๆ อย่างเพื่อให้สักวันหนึ่ง เธอจะยินยอมหันกลับมามองเขาอีกครั้งให้จนได้



นี่มันยากเกินกว่าจะรับได้...

จิตใจเธอแตกออกเป็นสอง...

ใจที่เจ็บปวดและเศร้าโศกจนเจียนจะร้องไห้ออกมา...

และใจที่เคียดแค้นชิงชัง...

ไม่! เธอไม่ต้องการแบบนี้ เธอไม่ต้องการ!

อรชามองเมินออกไปของนอกระเบียง ผ่านกระจกที่ผิดกั้นภายนอกและภายในเอาไว้ ม่านสีขาวถูกรูดครึ่งๆ ทำให้มองเข้ามาจากภายนอกไม่เห็นภายใน

บนฟากฟ้า ดวงจันทร์แจ่มจ้ากระจ่างสดใส แม้ความรู้สึกข้างในดวงใจนั้นขุ่นหมองหม่นมัวเกินกว่าที่จะพูดจาออกมาเป็นภาษาได้

“ถ้าไม่มีความรู้สึกนี้ก็คงจะดี...ถ้าไม่ต้องเจ็บแบบนี้ก็คงจะดี” เธอรำพึงกับตนเองเบาๆ หยาดน้ำตาคลอ หากอรชาไม่ยอมให้มันได้ไหลอาบลงมา

เธอก็ผิด ที่ไม่น่าเผลอรัก...นี่ก็คือการรับโทษ โทษของความรัก

อรชาหวนนึกถึงอดีตอันแสนไกล...ครั้งที่ทั้งเขาและเธอเพิ่งรู้ จักกันผ่านทางเพื่อน ทั้งคู่กลายมาเป็นเพื่อนกัน และสนิทสนมขึ้นมาจนถึงในระดับหนึ่ง เมื่อทั้งคู่เริ่มที่จะพูดคุยกันผ่านทางโปรแกรมสนทนาในระบบอินเตอร์เน็ต พวกเขาก็เริ่มนัดกันออกไปเที่ยว

เริ่มจากการสังสรรค์ใกล้ๆ...และเรียบง่าย

ไปทานข้าว ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต ทำกิจกรรม เข้าชมรมของมหาวิทยาลัย แล้วก็นัดกันไปเข้าค่ายต่างจังหวัด

จนเมื่อถึงจุดหนึ่ง พิรัลก็เอ่ยขอเธอคบหาเป็นแฟน เพราะความที่เขาชอบอัธยาศัยของเธอ เขาบอกว่าเธอคุยสนุก และอยู่กับเธอเขารู้สึกสบายใจอยู่ตลอดเวลา

เขาว่า...เขาชอบเธอ...

ในเวลานั้นเธอเองเห็นเป็นเพียงเรื่องสนุกในช่วงวัยรุ่นธรรมดาๆ และเธอก็พยายามจะบ่ายเบี่ยง เธอคิดว่าความรักไม่ได้มีเอาไว้เล่นสนุก จนกระทั่ง...วันหนึ่ง...เมื่อเขาขอเธออีกครั้ง เธอก็ใจอ่อนตบปากรับคำ

เพราะสีหน้า เพราะดวงตาของเขานั้นช่างจริงจังเหลือเกิน...เธอถอนใจทุกครั้งเมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้น...

แล้วทั้งสองคนก็เริ่มคบกันในปีที่สองของการเป็นเพื่อน...

มันเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง!

ความผิดนี้ เธอไม่ควรเลยที่จะทำมันลงไป ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจดี ว่า...ความใกล้ชิดนั้นทำให้จิตใจคนเราเอนเอียงไปได้...และการตกหลุมรักเขานั้นมันเป็นความผิดหนักยิ่งกว่านั้น!

ทั้งๆ ที่เตือนใจตนเองมาตลอดเวลา แต่เมื่อความเหงาในยามห่างบ้านทำให้จิตใจอ่อนแอ...การนัดพบกันในยามค่ำ และการคุยโทรศัพท์ในยามเช้ากับเขานั้นโดยมีคำพูดปลอบใจและเป็นกำลังใจให้เธออยู่ตลอดเวลา เป็นองค์ประกอบที่ทำให้หัวใจของเธออ่อนลง

ใครกันจะไปทนได้! คนที่เคยคอยปลอบโยนให้กำลังใจ...คนที่เคยคอยดูแลห่วงใย แม้แต่กับครอบครัวของเธอเขาก็ไปเยี่ยมเป็นระยะๆ ตลอดหนึ่งปีที่ห่างกัน...

ใครกันจะไปทนได้...ใครกันที่จะห้ามใจไม่ให้รัก...



ดวงจันทร์ดวงเดียวกัน...

หัวใจอีกดวง...

และอีกหนึ่งความเจ็บปวด...

เพราะความโง่เง่าของเขา...ทำร้ายตัวเอง...

พิรัลเงยหน้ามองท้องฟ้าประดับจันทร์กลมเด่น ดวงจันทร์ทอแสงงดงามราวกับถ้อยคำปลอบประโลมจิตใจที่อ่อนล้า งดงามอ่อนหวานราวกับจะให้อภัยทุกๆ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบนผืนโลก

เขาจำได้ดี ถึงเสี้ยวหน้าของอรชาที่เมินไปจากเขา ราวกับว่าการมองหน้าเขานั้นทำร้ายจิตใจเธอ ดวงตาที่ยามตื่นขึ้นมาเห็นเขาเต็มตาที่เบิกกว้างและกล่าวหา ริมฝีปากที่เม้มแน่นจะเรียบตึงเป็นเส้นเดียวราวกับจะสะกดกลั้นคำพูดเผ็ดร้อนเอาไว้ไม่ให้หลุดลอดออกมาเพื่อสร้างความเสียหายให้มากขึ้นแม้ปรารถนา

ช่างทรมานเหลือเกิน...ยามที่เธอสะบัดมือหนีไปจากเขาราวกับขยะแขยงเสียเต็มประดา ทั้งๆ ที่เขาต้องการมากกว่าที่จะกระชากเธอเข้ามากอดกระชับเอาไว้แนบแน่น

เขาโง่เอง...

โง่ที่ทิ้งเธอมา...

โง่ที่ปล่อยให้เธอโบยบินจากไป...

เขาคิดถึง...รอยยิ้มเหมือนแสงตะวันอันอบอุ่นชื่นใจ น้ำเสียงเรียบหวานที่ราวกับจะให้กำลังใจเขาอยู่ตลอดเวลา สีหน้าท่าทางที่แสดงความสนอกสนใจเวลาที่เขาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เธอฟัง บ้างปรับทุกข์กับเธอราวกับว่าเธอนั้นไม่เคยเบื่อหน่ายกับคำพูดพล่ามของเขา

ไม่มีใครเหมือนเธอ...แม้แต่เวลาโกรธ เมื่อเธอรู้ตัวหากเธอผิด เธอจะขอโทษอย่างจริงใจ...เวลาเธอเศร้า เธอจะเก็บเอาไว้คนเดียวจนกว่าเขาจะแอบไปเห็นเข้า...เธอที่เก็บเรื่องราวทุกข์ใจของตนเองเอาไว้ไม่ต้องการให้ใครเป็นห่วงนั้น ช่างน่ารักเสียเหลือเกิน

เขาคิดถึง...รสอาหารที่เธอทำใส่กล่องมาแบ่งกันทาน ข้าวต้มหอมๆ เมื่อตอนออกค่าย กับแซนวิชทูน่าที่เธอทำมาแจกเวลาออกไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน

เธอเป็นคนเดียว ที่ไม่มีใครจะเหมือน และเธอก็ไม่เคยเหมือนใคร...

ตอนนี้เธอจะทำอะไรอยู่...เธอจะทานข้าวแล้วหรือยัง...เธอจะทานยาตรงเวลาหรือเปล่า...หรือจะเข้านอนไปแล้ว? วันนี้ตอนที่เขารู้ว่าเธอประสบอุบัติเหตุ...หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น...ราวกับถูกกวาดหายไป! เขาอยากตะโกนดังๆ พูดว่ามันไม่จริง...ใจเขากลัวจะสูญเสียเธอไปตลอดกาล

ทำไม...

ทำไมเขาถึงได้สมองทึบขนาดนี้ ทั้งๆ ที่รักเธอที่สุด แต่สิ่งที่เขาทำกลับผลักไสเธอ...

“บ้าเอ๊ย!” กำปั้นลุ่นๆ กระแทกกับกรอบหน้าต่างห้องที่เขายืนพิงเอนๆ อยู่

ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว...พละกำลังไม่สามารถแก้ปัญหาได้นอกจากทำให้มือเจ็บ...

แต่มันก็สาสมกับความโง่เขลาแล้ว...หรือบางทีอาจจะยังไม่พอ



เช้าวันรุ่งขึ้น อรชาโทรศัพท์เข้าที่ทำงานเพื่อบอกกับเจ้านายของเธอว่าเธอขอลาหยุด และเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง...พอสมควร...ซึ่งปัณรสตอบรับอย่างเข้าใจ ก่อนอวยพรให้เธอหายเร็วๆ เพื่อที่จะได้กลับมาทำงาน หากอรชาตอบกลับอย่างรวดเร็ว

“ชาจะเข้าออฟฟิศพรุ่งนี้แน่นอนค่ะ”

“แต่...ชาไม่ต้องพักฟื้นเหรอจ้ะ?” ป้างถามงงๆ

“ชาไม่เป็นไรมากหรอกพี่ป้าง สมบูรณ์ดีค่ะ มีเย็บแต่ไม่มีหักสักท่อนเลยและชาคิดว่างานของเรามันกระชั้นเกินไปกว่าที่ชาจะหยุดงานนานๆ”

อรชาได้ยินเสียงของหญิงรุ่นพี่ถอนหายใจหนักๆ ก่อนเอ่ยรับอย่างอ่อนใจ “จ้ะ แล้วพบกันพรุ่งนี้ พักเยอะๆ นะ”

“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ...” และวางสาย วันนี้เธอต้องไปดูสภาพรถของตัวเอง และรับมันคืนพร้อมกับของทุกอย่างในรถ ต้องเรียกอู่ให้มาลากไปเพื่อที่จะให้ช่างประเมินว่ามันจะต้องใช้ทรัพย์เท่าไรจึงจะเอากลับมาขับได้อีก เว้นเสียแต่ว่ามันจะเยินทั้งคันจนหมดทางเยียวยา...นั่นก็คงต้องส่งเชียงกงแยกชิ้นล่ะ

ดูจากสภาพบาดแผลของเธอแล้วเธอว่าไม่น่าเป็นไปได้ถึงขั้นนั่น โชคดีที่เธอพอจะมีเงินเก็บเอาไว้ในห้องพอที่จะนั่งรถแท็กซี่เพื่อไปสถานีตำรวจโดยไม่ต้องรบกวนทางบ้านให้มารับไปส่ง เพราะเท่านี้พ่อแม่ก็คงจะเป็นห่วงเธอกันจะแย่แล้วละมัง ดีขนาดไหนที่เธอพูดให้แม่เชื่อได้ว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก เพราะทันทีที่เธอโทรศัพท์ไปเล่าให้แม่ฟัง คุณเสาวลักษณ์เธอก็ตั้งท่าจะวิ่งมาลากเธอกลับบ้านในทันที

อรชาทานอาหารเช้าโดยเลือกทำอาหารอย่างง่ายๆ ขนมปังคู่หนึ่งประกบไข่ดาวเหยาะซอสถั่วเหลืองกับซอสมะเขือเทศ กับกาแฟใส่นมน้ำตาลสามช้อน...

น่าแปลกสำหรับเธอที่พักหลังๆ มานี้เธอกินมากขึ้น ทานหวานมากขึ้น ทั้งๆ ที่แต่ก่อนเธอไม่เคยกินเค้กได้หมดชิ้น เดี๋ยวนี้เธอสามารถฟาดเค้กชิ้นหนาๆ ได้อย่างสบายๆ โดยที่กระดกเครื่องดื่มตามเพื่อความลื่นคอ แต่นอกจากของทานเล่นแล้ว เธอยังคงทานข้าวแต่ละมื้อในปริมาณเท่าเดิมโดยไม่มีอาการอิ่มจากของทานเล่นที่ทานไป...และเธอก็ยังออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ...

นี่ล่ะ เคล็ดลับความงามล่ะ! ...อรชายิ้มกับตนเอง...

เมื่อเริ่มวันใหม่ได้อย่างสดใสแล้วเธอก็คว้ากระเป๋าสะพายใบสำรองเพื่อเตรียมตัวออกจากที่พักไปเรียกแท็กซี่หน้าปากซอย ทว่า...ทันทีที่เธอก้าวออกจากโค้งบันไดเธอแทบจะถอดใจแล้วเผ่นกลับขึ้นห้องตัวเองไปในช่วงเวลานั้นเอง

ร่างสูงๆ คุ้นตากับใบหน้าที่ทำใจให้มองได้ยากนั่นมานั่งรอเธออยู่ที่ส่วนหน้าของอพาร์ตเม้นต์ตรงกันข้ามกับประชาสัมพันธ์...

เรื่องนี้นี่ทุเรศนี่สุด!

อรชานึกสบถในใจ แต่ทำให้คนเขียนสะดุ้งเฮือก...

ราวกับนกรู้ เพราะต้องเป็นไปตามเรื่อง พิรัลเงยหน้าขึ้นมาพอดิบพอดีและสบตาเข้าอย่างพอดิบพอดีอีกเช่นกัน นั่นทำให้อรชาถึงกับคำรามในลำคอของตนเองด้วยความรู้สึกหงุดหงิด

ทำไมจู่ๆ คนเขียนถึงได้เข้าข้างไอ้คนเฮงซวยนี่แบบนี้นะ และถ้าไม่หยุดเล่นมุขตัวเอกคุยกับคนเขียน คนอ่านเขาจะเบื่อรู้ไหม!!!

(ขอโทษจ้า...)

พิรัลลุกขึ้นและเดินตรงเข้ามาหาเธอในทันทีด้วยทีท่าดีใจโดยมีรอยยิ้มกว้างขวางเกลื่อนอยู่เต็มใบหน้าตี๋อินเตอร์ของเขา หารู้ไม่เลยว่าทำให้อีกฝ่ายนึกอยากหายตัวไปจากที่นี่ ณ นาทีนี้เลย

“ชา...” พิรัลรีบเอ่ยทักทายเมื่อเดินตรงมาหยุดตรงหน้าอรชา แม้ว่ารอยยิ้มจะเจื่อนลงเรื่อยๆ ด้วยสีหน้าหงิกงอของอีกฝ่ายไม่บอกความยินดีที่ได้พบเขาเลยสักนิดเดียว

“อือ...” ว่าจบอรชาก็เบี่ยงตัวหลบแล้วจ้ำตรงไปยังประตูหน้าทำให้พิรัลต้องรีบก้าวยาวๆ เพื่อตามเธอ

“จะไปรับรถใช่ไหม...พีไปส่งนะ” เขาไม่ได้พูดเปล่าเพราะตั้งใจจริงๆ ที่จะมาใช้เวลาทั้งวันนี้กับเธอ...หากอรชาไม่ได้สนใจที่เขาพูดแม้แต่น้อยนิด และท่านั้นทำให้พิรัลตัดสินใจทำในบางสิ่งเพื่อให้เขาได้อยู่ใกล้ๆ เธอ

“มาผมถือกระเป๋าให้!” พูดแล้วเขาก็คว้ากระเป๋าของเธอมาถือพร้อมทั้งเกี่ยวแขนเธอมากอดเอาไว้แน่นและยิ้มกว้างกับเธอทำท่าเหมือนกับแฟนที่รักกันหวานชื่น สิ่งเดียวที่อรชาทำได้ก็คือมองหน้าเขาด้วยความช็อคและโดนลากออกไป





 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2552 22:44:03 น.
Counter : 69 Pageviews.  

ปฏิบัติการหักร้างถางรัก (Removable) ..ตอนที่2..

(2)

เขายังคงมองอยู่...

เขามองจนกระทั่งเธอกลับไป...

เขาไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้...ไม่สามารถที่จะทำได้อีก!



เขารู้...ความจริงอันกรีดก้องอยู่ในอก ความรู้สึกเจ็บปวดที่ซ่านไปทั้งร่างร้าวไปทั้งใจ! นี่เขากำลังทำร้ายตัวเอง...ทำตัวเองแท้ๆ

เขารักเธออยู่...ไม่มีวันลืมเธอได้ ราวกับเธอฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเขา ทุกๆ ลมหายใจเข้าออก ทุกๆ อณูเนื้อในร่างกาย...

ไม่ได้...เขาขาดเธอไม่ได้จริงๆ!

อารมณ์บางอย่างมันคุกรุ่นอุ่นระอุอยู่ในความรู้สึกของเขา ในความคิดจิตใจ...ลึกลงไปมากกว่านั้น!

เขาคิดถึงเธออย่างรุนแรง...ยามที่มองเธอห่างๆอยู่แบบนี้ เขาได้แต่เฝ้าคิดถึงแต่ความทรงจำที่มีเธออยู่ใกล้ๆ สัมผัสอบอุ่นจากมือของเธอ และผิวกายเนียนลื่น เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้เธอ กลิ่นหอมที่เคยคุ้น สัมผัสที่เคยต้อง ยังฉายชัดในทุกๆ สัมผัสทั้งห้า ความรู้สึกสะท้อนลึกติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ทุกสิ่งทุกอย่างยังก้องกังวานอยู่ในตัวของเขาราวกับมีส้อมเสียงเป็นร้อยเป็นพันอันอยู่ภายในตัวของเขาสะท้อนรับกันจนกึกก้อง!

เขาต้องการเธอกลับมา...แล้วเก็บเธอเอาไว้กับตัวเขาตลอดไป!

เธอเท่านั้นที่จะทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้!

เวลานี้...เมื่อเห็นเธอเดินออกไปจากร้าน...เขารู้สึกราวกับถูกมือดีเอามีดปักอก! อยากจะแดด้าวลงไปตรงนี้...เดี๋ยวนี้เลย!

อรชา...ทำไมเธอถึงได้เย็นชากับเขานัก...

เธอไม่คิดถึงเขาบ้างเลยรึไรกัน? ในขณะที่เขาเฝ้าคิดถึงแต่เธอ! เธอเท่านั้น! เธอคนเดียวที่ครอบครองหัวใจทั้งดวงที่มันใกล้จะแตกสลายลงไปตรงนี้อยู่แล้ว!!!

ใช่...เขาทำร้ายตัวเอง...คนที่ผิดคือเขา และเธอ...คือผู้รับเคราะห์ที่เขาก่อ ไม่ผิดเลยถ้าเธอจะโกรธหรือเกลียดเขา

ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามา...ไม่ได้...เขาเริ่มที่จะคิดไปเองฝ่ายเดียวอีกแล้ว! ใช่...เขาต้องการเธอ...เวลานี้เขารู้ทุกอย่างชัดเจนแล้ว ราวกับมีน้ำแสนบริสุทธิ์มาล้างดวงตาอันมืดบอดของเขา ชำระฝุ่นผงที่บังตานี้ออกไป...

...แต่เขาจะทำอย่างไรดีเพื่อให้ได้เธอคืนมา...



บรรยากาศตอนเช้าๆ ของกรุงเทพฯ ยังคงความสดชื่นของวันใหม่และการเริ่มต้นเอาไว้ได้ แม้ว่าระหว่างวันจะเต็มไปด้วยความสกปรกจากฝุ่นควัน และมลพิษ และเรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้จิตใจขุ่นมัวก็ตาม

พิรัลใช้เวลาทั้งวันเพื่อตั้งสมาธิให้อยู่กับงานของตัว โดยไม่วอกแว่กไปที่ไหนอื่น

การได้พบเธออีกครั้งนั้นเป็นการทำให้เขารู้ใจตัวเองดีขึ้น...แต่เขาคิดไม่ออกเลยว่า ทำอย่างไรเขาจึงจะสามารถได้เธอกลับคืนมารักกันอีกครั้ง

นั่นคือสิ่งที่รบกวนใจรบกวนสมาธิในการทำงานของเขาทั้งวัน...

“พิรัล! มีงาน ไปดูงานนอกสถานที่กับพี่หน่อย...เอารถเราไปนะ ค่าน้ำมันเบิกกับบริษัท...” พรรณรัตน์เรียกหนุ่มรุ่นน้องให้ออกไปทำงานด้วยกัน

ในช่วงเวลานี้ที่ทีมของเขานั้นได้รับงานใหญ่มานั่นก็คือ การติดตั้งบูทให้กับงานมหกรรมการแสดงสินค้าที่ศูนย์การประชุมแห่งหนึ่งภายในกรุงเทพ ซึ่งเขากับพรรณรัตน์ร่วมกันออกแบบการจัดวาง จึงมีหน้าที่ติดตามผลงานด้วย

แม้จิตใจจะหมกมุ่นอยู่กับอดีตแฟนสาว หากชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป พิรัลพยายามที่จะไม่ทำให้ตนต้องเสียงานเสียการ

เมื่อรถเก๋งคันงามเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถที่ว่างโล่งและกลางแจ้ง ชายสองคนก็ลงจากรถ ชายหนุ่มคนที่อ่อนวัยกว่ากดรีโมทของรถเพื่อปิดล็อคประตูและเปิดระบบป้องกันขโมยของรถ ก่อนที่จะเดินตามชายรุ่นพี่ของตนเข้าไปดูแผนงาน

ตลอดทั้งบ่ายชายหนุ่มขลุกอยู่กับแผนงานของตน และการดูแลการติดตั้งบูทให้เป็นไปอย่างถูกต้องเรียบร้อย แม้ว่าพรรณรัตน์จะขอตัวกลับไปที่สำนักงานก่อนและฝากงานที่เหลือเอาไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย

“พรุ่งนี้ผมจะเข้ามาเช็คดูอีกทีนะ แล้วก็ตรงบูทในแถวอีที่ขนอุปกรณ์มาผิดหรือเอามาขาด ก็ให้คนรีบเอามาให้เรียบร้อยด้วยล่ะ...ฝากด้วยนะ” ชายหนุ่มเอ่ยกับหัวหน้างานติดตั้ง ซึ่งรับคำเอาไว้เป็นอย่างดี เมื่อเขาเห็นว่าทุกอย่างหมดปัญหาแล้ว พิรัลก็ค่อยข้างจะวางใจและวางมือกลับไปได้

รถคันงามถอยออกจากลานจอดรถมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนอันคับคั่งไปด้วยยานยนต์หนาแน่น พิรัลเหน็ดเหนื่อยจากการคุมงานแทบทั้งวันอีกทั้งยังหิวอีกด้วย วันนี้เขาจัดการกำจัดซิมการ์ดที่เขาเอาไว้ใช้ติดต่อกับแพมเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยการยกมันไปให้กับพนักงานทำความสะอาดคนนึงที่เพิ่งจะซื้อมือถือเครื่องแรกในชีวิตได้

พิรัลมองนาฬิกาที่ข้อมือตนแล้วกุมท้องที่ร้องลั่นเหมือนกับกล้องรัวแล้วถอนใจ...

ที่ห้องพักของเขาไม่มีอะไรในตู้เย็นให้กิน เพราะข้าวกล่องกล่องสุดท้ายเขาก็ได้จัดการไปแล้ว อีกทั้งไม่เหลือของสดเอาไว้อีกด้วยตั้งแต่เขาเลิกกับอรชา...

ชายหนุ่มถอนใจ...อะไรๆ ก็เกี่ยวข้องกับเธอ เขาใช้เวลาทั้งวันในการหยุดคิดถึงเธอเพื่อรักษางานของเขาเอาไว้ แต่เมื่อไม่มีงานมา ความคิดถึงเธอก็เข้ามารบกวนใจเขาอีก

พิรัลหลับตาลงนิดๆ ระหว่างที่กำลังรอสัญญาณไฟเขียวที่นานราวกับชั่วกัลป์...

เขาจำช่วงไหล่ของเธอได้ กลมกลึงขาวเนียน กลิ่นหอมที่เหมือนกับดอกมะลิจากผมของเธอ ดวงตาคมสวยคู่นั้น และริมฝีปากอิ่มแสนเย้ายวนที่ดูนุ่มนวลจนเขาแทบอดใจไม่ไหว

เขาอยากที่จะรวบตัวเธอมากอดเอาไว้ให้แนบแน่น ไม่เคยคิดถึงสิ่งใดอย่างหมกมุ่นอย่างนี้มาก่อนในชีวิต...เขาเคยหัวเราะเยาะเย้ยคำพูดในละครโทรทัศน์และในเพลงที่พร่ำกันอย่างแสนจะเกลื่อนว่า...ไม่อาจขาดเธอได้...มันให้ความรู้สึกเช่นนี้เอง

ในระหว่างที่เขากำลังหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่นั้นเอง ไฟจราจรก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว ซึ่งนั่นทำให้ชายหนุ่มต้องหลุดออกจากภวังค์นี้ก่อนที่จะโดนรถคันหลังด่าเอา แต่แล้วเมื่อเขาเลี้ยวรถเข้าสู่ถนนสายหลักซึ่งคับคั่งไปด้วยการจราจรเขาก็ต้องตกใจเมื่อรถคันข้างๆ เบียดเข้ามาจนเขาต้องบีบแตรเสียงสนั่น

ด้วยความหงุดหงิด เขาหันไปมองหน้าคนขับอย่างอยากจะมีเรื่องเหมือนทุกครั้งและเหมือนกับที่ทุกๆ คนทำ...แต่นั่นทำให้เขาต้องตกใจแทบสติหลุด เมื่อได้เห็นใบหน้าของคนขับหญิงคนนั้น!

เธอไม่ได้หันมาสบตา เขารู้เพราะเธอรู้ว่าการเข้ามาแทรกครั้งนี้ ถ้าชนเธอก็ผิดแล้วเธอก็ไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย เว้นแต่เธอผงกหัวเป็นการขอโทษเขา แต่ที่เธอไม่รู้ก็คือ คนที่เกือบเป็นคู่กรณีนั้นเป็นเขา!

เมื่อรถของเขานิ่ง เธอก็หักรถเข้าข้างหน้าเขาแล้วขับไปนั่นทำให้เขากระชากเกียร์แล้วขับตามเธอไปในทันที

พิรัลขับรถตามรถญี่ปุ่นคันเล็กของอรชาไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจความหิวและเสียงท้องร้องของตัวเอง...

เธอมาทำอะไรแถวนี้?

ทว่า...ทันทีที่เธอเลี้ยวรถเข้าไปในซอยซึ่งคลาคล่ำไปด้วยร้านอาหารมากมาย...ทีนี้เขาก็รู้แล้วละว่าเธอกำลังจะไปที่ไหน...เพราะในแถบนี้ ก็มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่เธอชอบไป...

อรชาเลี้ยวรถเข้าร้านอาหารอิตาลี่แห่งหนึ่งบนถนนนั้นซึ่งเขากับเธอเคยมานั่งทานด้วยการหลายหนเมื่อครั้งที่ทั้งคู่ยังคบกันหวานชื่นและก่อนที่เขาจะโง่บรมบอกเลิกกับเธอไป

เขาอยากรู้ว่าเธอมีนัดกับใคร และคิดเอาเองอีกด้วยว่าไม่มีทางใช่กับพ่อแม่ของเธอแน่...มันยิ่งกระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นของเขาเข้าไปอีก!

เขาเลี้ยวตามเข้าไป และหาที่ว่างจอดรถอย่างยากลำบากกว่าที่จะตามเธอเข้าไปข้างในได้



พนักงานนำชายหนุ่มไปยังโต๊ะสองที่นั่งซึ่งอยู่ริมสุดของร้าน กระจกสีที่ถูกติดเพื่อให้บรรยากาศกับร้าน พนักงานนำเมนูมาให้กับลูกค้าหนุ่ม

กลิ่นหอมของอาหารในร้านทำให้ท้องของเขาร้องประท้วง...

จริงสิ! เขาหิวและเหนื่อย!

ชายหนุ่มมองเมนูก่อนเอ่ยสั่งอาหารที่แลราวกับจะกินกันได้ถึงสามคนเลยทีเดียว...

เป็ปซี่เหยือกใหญ่ พิซซ่าหน้าคาโบนาร่าเพิ่มชีส ซีซ่าสลัด ชีสสติ๊กดีพฟราย ขนมปังกระเทียมและมันฝรั่งทอด...เยอะจนแทบจะไม่ใช่คนกิน...

กระนั้นชายหนุ่มก็สามารถฟาดเรียบเกลี้ยงโต๊ะได้ภายในเวลาไม่นาน...แบบที่ทำให้คนซึ่งนั่งอยู่โต๊ะข้างๆมองว่า ท่าทางจะหิวจัด...

พิรัลหันซ้ายหันขวามองหาอดีตแฟนสาวตลอดเวลาที่กิน จนกระทั่งเห็นเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหลัง...

เธอนัดกับพ่อแม่! นี่มันหมายความว่ายังไง!!

พิรัลบาทเจ็บที่อีโก้เล็กน้อย เขารู้ว่าอรชาพักอยู่กับพ่อแม่ของเธอในแถบชานเมืองกรุงเทพและที่สำคัญ สำนักงานแม่ของเธอก็ไม่ได้อยู่แถวนี้เสียด้วย มันอยู่แถวๆ สะพานควายต่างหาก แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือ...

อรชาเปลี่ยนไปแล้ว...



“งานใหม่เป็นยังไงบ้างลูก...เหนื่อยไหม กลับไปทำงานกับแม่ไม่ดีกว่าเหรอ” คุณเสาวลักษณ์เอ่ยถามลูกสาวขณะรับปะทานอาหารด้วยกัน

เนื่องจากในวันนี้คุณเสาวลักษณ์กับสามีออกมางานศพบิดาของเพื่อนเก่าคนหนึ่งซึ่งสวดอยู่ที่วัดใกล้ๆ นี้ สองสามีภรรยาจึงถือโอกาสนัดลูกสาวที่ห่างอกมาได้กว่าหลายเดือนเพื่อทานอาหารค่ำด้วยกัน

เมื่อหลายเดือนก่อนอรชาบอกกับแม่ของเธอว่า เธอได้งานใหม่ และขออนุญาตมารดาออกมาอยู่ตัวคนเดียวใกล้ๆ ที่ทำงาน แม้ว่าคุณเสาวลักษณ์จะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่แต่ก็ไม่อยากจะขัดเพราะเหตุผลของลูกสาว เธอพูดว่า เธออยากจะลองใช้ชีวิตด้วยตนเองและคิดถึงชีวิตอิสระเมื่อครั้งที่เธอเรียนอยู่ต่างประเทศ ต้องการหาประสบการณ์เพิ่มเพื่อพูนความมั่นใจให้กับตนเอง และนี่ก็เป็นเหตุที่เมื่อหลายวันก่อนหญิงสาวไปฉลองกับหมู่เพื่อน จนไปพบกับ...แขกไม่ได้รับเชิญ...เข้าโดยบังเอิญ

ทำให้ความรู้สึกเจ็บแปลบในอกแล่นกลับมา!

ทุกครั้งที่พบสิ่งที่เตือนความจำเธอเกี่ยวกับตัวเขา...มันจะเจ็บทุกครั้ง...แต่ทุกครั้งเธอจะบอกกับตัวเองว่า เธอต้องเข้มแข็ง! ไม่มีอะไรทำร้ายเธอได้นอกจากตัวเอง และเธอก็เปลี่ยนไปแล้ว...

อรชาสะบัดหางม้าของตนแล้วหยิบพิซซ่าเข้าปาก...

“นี่ลูกไม่กินมากไปเหรอเนี่ยชา...ตอนนี้เราดูบวมๆ ขึ้นนะ” คุณเสาวลักษณ์เอ่ยแซวแม่ลูกสาวที่ทำท่าเอ็นจอยอีทติ้ง*เสียเหลือเกิน

“แหม...ไม่สักหน่อยค่ะแม่ก็...หนูกินแล้วก็ออกกำลังกายนะคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เห็นมั้ยคะนี่ ตอนนี้หนูน่ะใส่เสื้อแขนกุดได้แล้วนะจะบอกให้...เทรนเนอร์เขาช่วยหนูลดต้นแขนต้นขาแล้วก็ก้นด้วย อีกอย่างตอนนี้หนูก็ตั้งใจจะอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต ดังนั้นกินได้ไม่ต้องห่วงสวยค่ะ”

คำพูดนั่นทำให้คุณเสาวลักษณ์เป็นห่วง แม้ตอนแรกๆ เธอจะเออออไปกับลูกสาวด้วยเห็นขันไปกับความคิดเพี้ยนๆ นี้ หากแต่เมื่อรู้ว่าแม่ลูกสาวเอาจริง เธอก็ชักเป็นห่วง...

คุณเสาวลักษณ์พยายามจะหาผู้ชายดีๆ มาให้อรชาดูตัว มาแนะนำ มาให้รู้จัก แต่ดูเหมือนแม่ลูกสาวจะเป็นนกรู้และดักเล่ห์ย้อนแผนได้ไปเสียทุกทาง ซ้ำยังตะเพิดหนุ่มๆ พวกนั้นจนเผ่นกระจายหนีตายหายกระเจิงกันเป็นแถวอีก...ช่างน่าเหนื่อยใจนัก

“นี่ยายชา...แม่พูดจริงๆ นะลูก พ่อกับแม่น่ะมีลูกสาวเพียงแค่คนเดียวนะลูก...ไม่คิดเรื่องลูกชายน้าเอมเขาดูอีกหน่อยเลยเหรอจ้ะ”

อรชาทำหน้านิ่วขมวดคิ้วมุ่นก่อนส่ายหน้าอย่างแข็งขัน...

“ไม่เด็ดขาดเลยคะ! แม่ก็รู้ว่าหนูน่ะคิดกับพี่นุเขาแค่คนรู้จักคนนึงเท่านั้นนะคะ ใครจะไปคิดอะไรกับคนที่รู้จักตั้งแต่เด็กได้กันล่ะคะ แถมเคยเจอกันไม่กี่หน ครั้งสุดท้ายที่เจอก็เลยมานานเกือบสิบปีแล้วด้วยซ้ำ พอเข้ามัธยมจนจบมหาวิทยาลัยแล้วก็ไม่เคยได้เจอหน้ากันอีกเลยด้วย” พูดแล้วอรชาก็ยัดพิซซ่าเข้าไปเต็มปากเต็มคำเคี้ยวตุ้ยก่อนจะเอ่ยหลังจากกลืนจนหมดแล้ว “แล้วเรื่องนี้หนูคิดว่า พอดีกว่าค่ะ...หนูน่ะ...เข็ดจะตายชักแล้วล่ะคะ ผู้ชายน่ะ...หยี๋!”

“นี่! ยายชา พ่อก็เป็นผู้ชายนะลูก” คุณชัยฉัตรเอ่ยเตือนความจำลูกสาวหน้าเบ้ หากอรชาหันยิ้มหวานประจบเอาใจคุณพ่อของตน

“แหม...ก็เฉพาะคุณพ่อของหนูเท่านั้นแหละค่ะ ผู้ชายคนอื่นน่ะหยี๋หมด พ่อหนูดีที่สุดคนเดียว”

ท่าทางเป็นเด็กแบบนั้นของอรชาทำให้สองสามีภรรยามองหน้ากันอย่างอ่อนใจ



อรชาหอมแก้มคุณพ่อคุณแม่ของตัวคนละฟอดใหญ่อย่างแสนคิดถึงก่อนจากแล้วจึงหันไปกอดมารดาแรงๆ ครั้งหนึ่ง

“อย่าลืมนะลูก เสาร์นี้กลับมานอนบ้านตามสัญญานะ ห้ามเถลไถลไปไหนแบบอาทิตบ์ก่อนอีกเด็ดขาดเลยนะ แม่คิดถึงนะลูก”

“รับทราบ! ค่ะคุณแม่...หนูจะเป็นเด็กดี เลิกเรียนแล้วกลับบ้านตรงเวลาค่ะ!” อรชายิ้มทะเล้น ก่อนยืนแล้วเดินไปส่งบิดามารดาที่รถ

“กลับดีๆ นะลูก ห้ามขับบรถเร็วล่ะเรา” คุณชัยฉัตรสั่งลูกสาวก่อนขึ้นรถ

“ค่ะ ทราบแล้วค่ะ รีบไปเถอะค่ะเดี๋ยวจะไปฟังสวดสายนะคะ”

“รีบกลับห้องพักเลยรู้ไหม ห้ามไถลที่ไหนล่ะยายชา ดึกๆดื่นๆ ลูกผู้หญิงตัวคนเดียวนะลูก อย่าทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง” คุณเสาวลักษณ์สำทับ

“ค่ะๆๆๆ...ค่าๆ ทราบแล้วค่ะ แล้วพบกันวันเสาร์นะคะ...แม่กับพ่อก็ขับรถกลับบ้านดีดีนะคะ” อรชายืนโบกมือส่งพ่อกับแม่ที่ขับรถออกจากลานจอดไปจนลับตาก่อนยกมือขึ้นป้ายตาแล้วหันกับไปที่รถของตัวเอง

ถึงยังไงก็ตาม แม้ว่าจะพึ่งพาตัวเองและอยากออกมาอยู่ลำพังก็ตาม...แต่ลึกๆ เธอก็ยังมีความเป็นเด็ก และความเหงาเล็กๆ อยู่ภายใน ซึ่งขัดแย้งกันนี้ในตัวเธอที่เป็นแรงผลักดันให้อรชาเดินหน้า และคงไว้ซึ่งความเป็นตัวเองได้จนถึงทุกวันนี้ โดยไม่เคยหันไปร้องไห้ให้กับอดีตแม้แต่ครั้งเดียว

เสียเมื่อไหร่กันเล่า...เธอก็เป็นคนเหมือนกันนะ ใจแข็งแค่ไหนพออยู่คนเดียวก็ต้องร้องไห้กันบ้างแหละ แต่จะไม่ยอมร้องไห้ต่อหน้าใคร ให้ใครๆเขาต้องเป็นห่วงเด็ดขาด!

หญิงสาวสูดหายใจลึกๆ เพื่อตั้งสติก่อนสตาร์ทรถแล้วออกจากลานจอดรถของร้านไป ไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่า ตลอดทาง...เธอได้ถูกใครบางคนสะกดรอยตามไปอยู่



เธอแยกออกมาอยู่เอง...

เพียงลำพัง!

นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจ...เขาแปลกใจก็เพราะ เธอรักบ้านและพ่อแม่ของเธอมาก ยากที่จะเชื่อว่าเธอจะยอมย้ายออกมาอยู่ข้างนอกลำพังได้ และยากจะเชื่อว่าคุณเสาวลักษณ์แม่ของเธอจะยอมให้ลูกสาวห่างอกตนได้ นานเท่าไรแล้วที่เธอย้ายออกมาอยู่ตัวคนเดียว...เขาสงสัย

เขาขับรถตามเธอไปตลอดทาง ตามไปจนกระทั่งเธอเลี้ยวรถที่ซอยเล็กๆ ซอยหนึ่งซึ่งเขารู้จักเป็นอย่างดีเพราะใช้เป็นเส้นทางลัดบ่อยๆ มาก่อน

นี่แสดงให้เห็นว่าเธอย้ายมาอาศัยอยู่ในแถบเดียวกันกับเขา!

อาจเป็นเรื่องน่ายินดี...

และเมื่อหญิงสาวเลี้ยวรถเข้าอพาร์ตเม้นต์หรูแห่งหนึ่งในซอยนั้นซึ่งเขารู้ดีว่าราคาแพงจับใจเพียงใดเขาก็เข้าใจว่า ทำไมแม่ของเธอจึงยอมให้เธอย้ายออกมาโดยไม่เป็นห่วง อพาร์ตเม้นต์แห่งนี้ค่อนข้างปลอดภัยทีเดียว แต่จากตรงนี้เขาไม่สามารถจะตามเธอเข้าไปได้อีกแล้ว และเขาก็บอกกับตัวเองว่าควรจะพอได้แล้วเช่นกัน...เพราะวันนี้เขาทำตัวเหมือนพวกโรคจิตติดตามเหยื่อไม่มีผิด เหนือสิ่งอื่นใด...ตอนนี้เขาก็ได้รู้ที่อยู่ของเหยื่อแล้วเรียบร้อยเสียด้วย...

พิรัลลูบหน้าของตัวเอง...เขาเหนื่อยมากแล้ว และอยากพักผ่อน

เขามองเข้าไปในอพาร์ตเม้นต์นั้นแล้วพยายามคิดว่ามีใครพอจะติดต่อได้หรือไม่...

บางที...เขาอาจจะอยากย้ายที่อยู่เล่นๆ สักหน่อยก็ได้...



แผนการย้ายที่อยู่ไม่ประสบผลสำเร็จ...แต่ใช่ว่าจะหมดสิ้นหนทาง!

เมื่อเขารู้จักกับเธอ ผ่านเพื่อน นั่นก็ไม่ใช่ยากที่จะสืบเรื่องของเธอในเวลานี้จากเพื่อนของเขา...เพ็ญพักตร์...

“ฉันไม่อยาจะเชื่อเลยนะว่านายจะกล้ามาถามฉันเรื่องชาอีก...ตอนที่ฉันรู้ว่าแกบอกเลิกกับชา ฉันคิดว่าแกกระบือมากที่ปล่อยให้ชาหลุดมือ” เพ็ญพักตร์เอ่ยพลางยกมือขึ้นเกาหัวตัวเองตามสไตล์ทอม

“มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ...ตอนนี้ฉันสำนึกแล้วนี่หว่า...ตกลงแกจะช่วยฉันไหมวะ ไอ้เพ็น” พิรัลเอ่ยถามเพื่อนด้วยสีหน้าหงุดหงิดที่จู่ๆ ก็ลากตัวเองมาโดนทอมด่า...

“แล้วคราวนี้แกแน่ขนาดไหนวะ...ไม่ใช่เลือดจะไปลมจะมาก็เลยอยากจะมาขอคืนดีกับชานะโว๊ย”

“เฮ้ย...เลือดจะไปลมจะมามันมีแต่พวกผู้หญิงกับทอมอย่างแกเท่านั้นแหละที่เป็น ฉันแน่ยิ่งกว่าราคาน้ำมันขึ้นอีก...ฉันขาดเขาไม่ได้จริงๆว่ะ เพ็นแกต้องช่วยฉันนะ!” พิรัลคิดว่าบางทีการสารภาพออกไปกับเพื่อนทอมตรงๆ นั้นอาจจะช่วยให้เขาได้แนวร่วมเพิ่มเติมก็ได้

เพ็ญพักตร์จ้องหน้าเพื่อนหนุ่มอย่างสงสัย ก่อนพยักหน้าแล้วเอ่ยถาม...

“แกรู้ไหมว่า ฉันต้องเอาอะไรมาเสี่ยงกับแกบ้าง ถ้าฉันช่วยแกคราวนี้นะ...พี”

“ฉันไม่รู้” ชายหนุ่มสารภาพออกไปตรงๆ การพูดตรงไปตรงมานั้นดีที่สุดในคราวนี้

“ฉันอาจจะโดนชาตัดเพื่อน แกก็รู้ว่าชาเป็นเพื่อนของฉันมานานขนาดไหนและที่สำคัญคือ ฉันเองก็รักชามากไม่แพ้แก”

คำพูดนั้นแทบที่จะทำให้เขาลุกขึ้นไปต่อยเพื่อนทอมได้ หากเขาก็ห้ามตัวเองเอาไว้เพราะรู้ดีกว่านั้นว่าเพ็ญพักตร์จะไม่มีวันพูดความลับนี้กับใคร...เพื่อนทอมกำลังเปิดใจคุยกับเขาและคิดที่จะช่วยเขาอย่างจริงใจ!

“ฉันรู้...ฉันเข้าใจแล้ว...”

“ดี...ฉันมีข้อแลกเปลี่ยนนิดหน่อยด้วย...”

นั่นมันนอกเหนือไปจากที่เขาคาดว่าจะเจอ ทำให้พิรัลชะงักไปเล็กน้อย

“อะไร?”

“แกต้องให้ฉันอุ้มหลานเป็นคนแรกด้วย...” พิรัลหัวเราะก๊ากกับคำพูดของเพื่อนทอม...

“จัดให้ว่ะ...ลูกคนแรกและคนต่อๆ ไปอีกกี่คนฉันก็จะให้ได้อุ้มเป็นคนแรก ถ้าแกช่วยฉันได้เปิดโอกาสให้ฉันได้แก้ตัวกับชาอีกครั้ง”

เพ็ญพักตร์ยิ้มแบบผู้หญิงนิดๆ ก่อนจะพูดว่า...

“งั้นก็ตกลง...”



“พี่ป้าง...ชาจะออกไปติดต่อเรื่องบูทที่เราจะไปตกแต่งในงานวันเสาร์นี้นะคะ เขาว่าวันนี้บูทคงจะตั้งเสร็จแล้วให้เราไปดูสถานที่แล้วก็เอาของไปลงได้เลยน่ะค่ะ” อรชาหันไปเอ่ยกับสาวรุ่นพี่ที่กำลังนั่งหน้าเคร่งอยู่กับคอลัมน์พิเศษล่าสุดที่ได้รับมาสดๆ ร้อนๆ

พี่ป้าง หรือปัณรส อาร์ตไดเร็คเตอร์*คนเก่งของนิตยสารเงยหน้าขึ้นจากมอนิเตอร์ด้วสีหน้างงๆ เล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นมาได้

“อ้อ! เรื่องที่จะไปตกแต่งบูทใช่ไหม...เออๆ พี่ฝากด้วยนะ งานพี่ยังไม่เสร็จเลยจ้ะ ชา... ไปคนเดียวไหวไหมล่ะเราเอาใครไปเป็นเพื่อนด้วยอีกคนสิ ไอ้ดาน่ะ...มันว่าง ลากมันไปเป็นเพื่อน...สุดา!!!” ปัณรสพูดจบก็หันไปตะโกนเรียกสุดานักศึกษาฝึกงานซึ่งกำลังยืนเม้าท์อยู่กับหนุ่มฝ่ายบัญชีเข้าใหม่

“จ๋า!” สุดาขานเสียงหวานก่อนหันไปขอตัวจิ๊จ๊ะกับหนุ่มน้อยหน้าใหม่แล้วเดินดุ๊ดๆๆๆ มาตามเสียงเรียกของปัณรส “มาแล้วค่ะพี่ป้างขา...มีอะไรให้สุดารับใช้คะ”

“ดาตามพี่ชาเขาไปติดต่อเรื่องบูทหน่อยนะ เออ แล้วก็กลับบ้านได้เลยนะเดี๋ยวพี่บอกพี่ใหญ่ให้เองว่าน้องๆ ไปทำงานจ้ะ”

สองสาวรับคำแล้วรีบเก็บข้าวของเพื่อออกไปจากที่ทำงาน ขณะที่รอรูดบัตรออกจากสำนักงาน สุดาก็ถามสาวรุ่นพี่ขึ้น

“แล้วเราจะไปยังไงเหรอคะพี่ชา...”

“พี่ก็คงจะเอารถไปน่ะล่ะจ้ะ เพราะว่าออกไปแล้วก็ออกไปเลยนี่นะ ไม่อย่างนั้นพี่จะต้องกลับมาเอารถอีก...” พูดไปพลางอรชาก็เปิดประตูออกไปพลางเมื่อสัญญาณแจ้งว่าประตูปลดล็อคเรียบร้อยแล้วก่อนดึงประตูเอาไว้ให้สาวรุ่นน้องตามออกมาพร้อมกัน

“เย้ๆ...ดีเลยค่ะ สุดาน่ะไม่อยากต้องเดินออกไปข้างหน้าโน่นเพื่อหารถ อากาศร้อนๆ แบบนี้ เดี๋ยวหน้าโทรมหมดสวยหมดกัน” สาวรุ่นน้องยิ้มแล้วเดินขึ้นเคียงรุ่นพี่สาวเดินไปยังรถ

“ว้าว...รถหรูจัง”

“คุณแม่พี่ซื้อให้ตอนกลับมาเมืองไทยน่ะจ้ะให้ใช้ขับไปทำงาน...” อรชาเอ่ยพลางเปิดประตูรถเข้าไปนั่งโดยไม่ทันได้เห็นสีหน้ายิ้มหยันของรุ่นน้องสาว

“แหม...คุณแม่พี่ชาใจดีจังเลยนะคะ”

“อืม...จ้ะ เขาถือว่าเป็นค่าจ้างให้ไปทำงานกับเขาน่ะ” อรชาเอ่ยไม่ได้สนใจท่าทีของรุ่นน้องสักนิด ก่อนสตาร์ทรถแล้วถอยหลังออกจากซองที่จอดรถมุ่งหน้าสู่ที่หมาย



รถญี่ปุ่นคันสวยเลี้ยวเข้าสู่สถานที่จัดงาน...

อรชาและสุดาเดินเข้าไปติดต่อเรื่องงานกับทางสำนักงานเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดที่ได้ตกลงเอาไว้แล้วและรับผังสถานที่จัดมา

“นี่เป็นผังของบูทที่จัดงานค่ะ ของทางสำนักพิมพ์...ปีนี้ทางเราจัดให้อยู่ในฮอลล์นะคะ เป็นผลมาจากการจับฉลากนะค่ะ อยู่ตรงทางเข้าด้านซ้ายนี้พอดีเลยค่ะ” ผู้ประสานงานสาวเอ่ยขณะที่นิ้วก็ชี้ลงไปบนแผ่นแผนผัง

“ดีมากเลยค่ะ...ไม่ทราบว่าตอนนี้บูทเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหมคะ...” อรชามองทำเลในแผนผังอย่างพอใจ และนึกอยากที่จะเร่งไปดูสถานที่จริงให้เร็วที่สุด

“ค่ะ...ในฮอลล์เสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วล่ะคะ...”

“ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวไปดูสถานที่หน่อยนะคะ...ถ้าอุปกรณ์มาถึงแล้ว เอาของขึ้นมาจัดบูธได้เลยใช่รึเปล่าคะ” อรชาเอ่ยขอเจ้าของสถานที่ก่อนเพราะเกรงว่าหากงานยังเตรียมไม่เสร็จก็อาจจะเป็นการไปเกะกะแผนงานของทางผู้ตั้งบูทได้

“ได้เลยค่ะ ตามสบายเลยนะคะ...”

“สุดา...เราไปกันเร๊ว!” อรชาหันไปเอ่ยกับรุ่นน้องสาวที่นั่งอ่านนิตยสารรออยู่ที่เก้าอี้ริมสุดของห้อง

สุดาเงยหน้าขึ้นจากนิตยสารที่กำลังอ่านง่วน ก่อนลุกขึ้นเดินตามรุ่นพี่สาวออกไป ทว่าเมื่อทั้งสองเดินผ่านห้องน้ำ แม่รุ่นน้องสาวก็เอ่ยขึ้น

“พี่ชาเดินดูที่จัดงานก่อนนะคะ สุดาขอเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวแล้วจะตามไปค่ะ”

“จ้ะ ถ้าอย่างนั้นตามไปที่ฮอลล์ก็แล้วกันนะ...” พูดแล้วสองสาวก็แยกกัน อรชาเองก็อยากจะไปเห็นสถานที่จริงเต็มที่ในเวลานี้...ขณะที่กำลังมีไฟอยู่ จึงรีบเดินตรงไปยังสถานที่จัดงาน



“ฮื้อ...น่าเบื่ออะไรแบบนี้ก็ไม่รู้ มาทำงานนอกสถานที่แท้ๆ แต่ไม่เห็นตื่นเต้นเลย...” สุดาบ่นออดๆแอดๆ เมื่อเธอต้องนั่งฟังเรื่องธุระของอรชากับพนักงานประสานงานตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงเกี่ยวกับรายละเอียดยิบย่อยน่าเบื่อหน่าย

หลังจากที่ดึงกระดาษออกมาเช็ดมือจนแห้งแล้ว สาววัยรุ่นก็ดึงเครื่องสำอางครบชุดออกมาจากในกระเป๋า เพื่อเติมหน้าที่เริ่มซีดจางลงไป หลังจากเติมลิปสติกและสำรวจตนเองครั้งสุดท้ายว่าสวยสมใจดีแล้วเจ้าหล่อนก็พยักหน้ากับตนเองในกระจกก่อนเก็บกระเป๋าแล้วออกไปตามหารุ่นพี่สาว ในฮอลล์

แต่ทันทีที่สุดาเดินขึ้นบันได เธอก็ไม่ได้ระวังตัวเพราะมัวมองเพลินอยู่กับรองเท้าคู่ใหม่ของเจ้าหล่อนที่ซื้อมาได้ถูกใจในราคาต่อรองเป็นนักหนาจากตลาดนัด จนไม่ได้มองเบื้องหน้าที่มีอีกร่างสูงซึ่งมัวแต่มองแผนงานในมือจนไม่ทันระวังด้วยกันทั้งคู่

“ว้าย!”

คนทั้งสองประสางากันจนร่างบางเซล้มหากไม่เพราะมือใหญ่คว้าตัวเอาไว้ได้ทันเธอคงล้มกลิ้งตกบันไดขาเขียวไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนฝ่ายชายหนุ่มนั้นปล่อยแฟ้มในมือร่วงหล่นจนเอกสารกระจายไปกับทางบันได

ในขณะที่สุดานึกฉุนโกรธและคำพูดเผ็ดร้อนมารออยู่ที่ริมฝีปากเรียบร้อยแล้วนั้น..

“นี่คุณ! อุ๊ย...”

สาววัยรุ่นเงยสบตาเข้ากับร่างสูง ไม่ใช่ดวงตาแต่เป็นใบหน้าหล่อเหล่าแบบ...ตี๋สยามตามสมัยนิยม...ร่างสูงๆ ส่งให้ความรู้สึกของหญิงสาวระทึกจนเพ้อไปว่าเขาสูงใหญ่ราวกับถอดแบบออกมาจากนายแบบในนิตยสารต่างประเทศเสียเหลือเกิน ในขณะที่สุดากำลังเคลิ้มด้วยฉากที่แลละม้ายๆ ละครหลังข่าวนี้นั้น...

“คุณครับ...” เสียงทุ้มๆ ที่หญิงสาวคิดไปเองว่าช่างนุ่มหูอย่างกับปุยนุ่นของเขาดึงสติที่เริ่มเพ้อไปไกลแล้วของสาวรุ่นให้กลับมาทั่วเขาในความเป็นจริงอีกครั้ง

พิรัลงงกับพฤติกรรมประหลาดๆ ของแม่สาวตรงหน้า เมื่อเห็นเธอเริ่มตั้งสติได้และยอมยืนเองโดยไม่ปล่อยให้เขาต้องประคอง สาวเจ้าก็ยกมือขึ้นเอาผมทัดหู แบบที่พวกนางเอกในโทรทัศน์ทำยามเขินอายอันเป็นท่ามาตรฐานทำกัน เพื่อบอกอาการเขินของเจ้าหล่อน

“ตายจริง...ขอโทษด้วยค่ะ สุดาไม่ทันเห็น...แหม ซุ่มซ่ามจังสุดานี่” คำพูดแทนตัวเองเหมือนเด็กๆ พูดกับผู้ใหญ่ที่สนิทของเธอทำให้ชายหนุ่มยิ้มขันกับการเฟลิตผู้ชายของเจ้าหล่อน

...เด็กสมัยนี้ไวไฟน่าดู...

“ไม่เป็นไรครับน้อง...” เขาเอ่ยรับก่อนก้มลงเก็บเอกสารของตนเอง

“สุดาช่วยนะคะ...เนี่ยเป็นเพราะความซุ่มซ่ามของสุดาเอง” เธอก้มลงเก็บเอกสารของเขาด้วยท่าทางกระตือรือร้นแบบที่คาดว่า ถ้าเป็นของๆ ตัวเจ้าหล่อนเองตกคงไม่กุลีกุจอมากขนาดนี้...

“ขอบคุณครับ” พิรัลเก็บเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยขอบคุณแม่สาวรุ่นน้องอย่างสุภาพพลางรับส่วนที่เหลือมาจากมือสาว

“คือ...ไม่รู้ว่าคุณรู้รึเปล่าคะว่า...ฮอลล์ไปทางไหนคะ...”

พิรัลชี้ไปทางข้างหลังตนเองกลางยิ้มขัน “ทางโน้นเลยครับตรงไปนี่เลย”

“ตายจริง สุดานี่เซ่อจัง...ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวส่งสายตาให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินจากมา

พิรัลนึกขำกับท่าทางอ่อยจนออกนอกหน้าของสาวน้อยคนนั้น เด็กสมัยนี้ช่างกล้าทำกล้าแสดงออกกันเหลือเกิน กล้าเปิดเผย กล้าพูด กล้าชน...

หากว่าเป็นเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน เขาก็คงพร้อมที่จะยอมให้เจ้าหล่อนชนแต่โดยดีหรอก ถ้าไม่เพราะเวลานี้มีเพียงคนเดียวที่เขาอยากจะชนด้วย...เขาได้พบสิ่งที่ต้องการแล้ว สิ่งที่ทำให้เขาไม่นึกสนใจใครอื่นอีก สิ่งที่ทำให้เขาไม่อยากที่จะเสี่ยงในสิ่งอื่นใดอีกให้เสียเรื่อง...

วันนี้เขาจะไปดักพบเธอ...

ด้วยความช่วยเหลือของเพ็ญพักตร์ ทำให้เขารู้ทั้งโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์ห้องพักของเจ้าหล่อน และหมายเลขห้องของเจ้าหล่อนด้วย!

แผนการที่ดีที่สุดคือไม่มีแผน...นั่นเป็นคำพูดที่ครั้งหนึ่งเธอคนนั้นเคยหยิบขึ้นมาใช้

เธอต้องไม่คิดแน่ว่าเขาจะรู้ที่อยู่ของเธอและไปพบเธอตรงๆ แบบนี้...

เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นสีหน้าแปลกใจกึ่งดีใจของเธอที่ได้พบกับเขาไปขอเธอคืนดีอีกครั้งและกลับมาสู่อ้อมกอดของเขา...แม้ว่าเธอจะไม่เคยยอมให้เขากอดเลยจริงๆ สักครั้งก็ตาม...





--------------------------------------------------------------------------------

* Enjoy eating

* Art Director




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2552 22:43:11 น.
Counter : 94 Pageviews.  

ปฏิบัติการหักร้างถางรัก (Removable) ..ตอนที่1..

(1)



...ครั้งเดียวก็เกินพอ ไม่เอาอีกแล้วความรัก ทั้งทรมาน ทั้งเกลียด ทั้งรัก...

...ทนไม่ไหวอีกแล้ว ทนไม่ไหวอีกแล้ว...

...เจ็บนี้มันมากเกินไป ความทรมานนี้มันมากเกินกว่าจะรับไหว...

...พอกันที พอกันทีความรัก...

...ต่อแต่นี้ไป...

...ฉันจะไม่รักใครอีกแล้ว!!!...



พิรัลนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างของร้านไอศกรีมอย่างเบื่อหน่าย ทั้งๆ ที่วันนี้เป็นวันหยุดและน่าจะมีอะไรต่อมิอะไรให้เขาทำอีกตั้งเยอะตั้งแยะ เขากลับออกจากบ้านมาเพื่อเดินเล่นฆ่าเวลาในห้างสรรพสินค้าตามคำรบเร้าของพิมพ์อร แฟนสาวคนใหม่ที่เขาชักจะเริ่มหน่ายกับพฤติกรรมเอาแต่ใจชอบใช้แต่อารมณ์ของเจ้าหล่อนเต็มที แม้จะคบหาได้เพียงแค่สองเดือนก็ตาม

เวลานี้ เขานึกเปรียบเทียบแม่สาวข้างกายกับอดีตแฟนสาวคนเก่าของเขาที่เลิกกันไปเมื่อหลายเดือนก่อน

...อรชา...

เขากับอรชาคบหากันมาถึงสองปี สำหรับเขาแล้วที่ไม่เคยคิดจะจริงจังกับใคร ก็มีแต่เพียงอรชาคนแรกและคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาพูดออกมาว่ารักเธอสุดหัวใจและสามารถยอมตายแทนเธอได้ แต่สาเหตุที่เขากับเธอเลิกรากันไปนั่นก็เพราะ ความแตกต่างกันของเขากับเธอที่มีมากจนเขาคิดว่ามันเกินว่าจะรับมือไหว...

หลังจากที่เธอเรียนจบและออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว แม่ของอรชาก็ส่งเธอบินไปเรียนต่อเมืองนอกในทันที เขารู้ดีว่านั่นเป็นเพราะ คุณเสาวลักษณ์แม่ของอรชานั้นต้องการจะทดสอบเขาว่าเขาจะมั่นคงกับอรชามากน้อยเพียงไร แต่สำหรับเขานั้นเวลาหนึ่งปีแห่งการรอคอยนั้นเขาทนได้อยู่แล้วถ้าเพื่อคนที่เขารัก ทว่า...

พออรชาเรียนจบกลับมาจากอังกฤษ เธอกับเขาก็ยังคบกันต่อมาได้เพียงสามเดือนเท่านั้น เพราะเขาเองก็เรียนจบแล้วและเริ่มทำงาน และส่วนอรชาเองก็ต้องเข้าทำงานในบริษัทของคุณแม่ของเธอเช่นกัน ซึ่งอรชาเองทุ่มเทให้กับธุรกิจของทางบ้านจนไม่มีเวลาให้กับเขา แม้ว่าเขาจะรู้จักหญิงสาวเป็นอย่างดีแต่กระนั้นเขาก็ยังต้องการที่จะให้เธอสนใจเขาบ้าง เขาเริ่มรู้สึกว่าเธอนั้นเฉยชากับเขาเสียเหลือเกิน และไม่เคยคิดถึงเขาเลยสักนิด ...และสิ่งนี้นั่นเองที่ทำให้เขารู้สึกว่ามันเกินจะทนไหว...

แม้แต่ในวันหยุด...เขาพยายามชวนเธอให้ออกไปเที่ยวเล่นด้วยกัน ช่วงแรกๆ เธอก็ยังยอมออกมา ทานข้าว เดินเล่น และดูหนังด้วยกันดี แต่พอนานเข้าเธอก็บอกกับเขาว่างานยุ่งบ้าง ไม่ว่างบ้าง เหนื่อยและอยากพักผ่อนอยู่บ้านบ้าง...ครั้งล่าสุดเธอบอกว่าถ้าอยากเจอก็มาหาเธอที่บ้านก็ได้...ทั้งๆ ที่เธอเองก็รู้แก่ใจดีว่าเขารู้สึกอึดอัดใจขนาดไหนเวลาที่ต้องอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ตลอดเวลาเช่นนั้น...

มันก็จริงที่ว่าพ่อของเธอไม่ค่อยจะอยู่บ้าน แต่คนที่เป็นปัญหาใหญ่ก็คือ แม่ของเธอ มากกว่า...แม่ของอรชาเป็นคนหัวโบราณซ้ำยังหวงลูกสาวคนเดียวราวกับจงอางหวงไข่ แม้แต่จับมือก็ยังต้องแอบๆ ซ่อนๆ แต่อรชาก็ไม่ยอมที่จะเข้าใจเขาเลยสักนิดเดียว...เขาเองก็มีงานมากมายเหมือนกันยังพยายามที่จะปลีกเวลามาเพื่อพบเธอ แต่เธอกลับไม่เคยยอมสละเวลาของเธอเพื่อเขาบ้าง!!!

ในที่สุดความอดทนของเขาก็มาจนถึงขีดสุด...

วันที่บอกเลิกกับเธอเป็นวันที่ฉีกหัวใจของเขามากที่สุดในชีวิต แต่เธอนั้นเพียงพยักหน้าและพูดเพียงแค่ว่า...

‘ฉันเข้าใจค่ะ ขอบคุณตลอดเวลาที่ผ่านมา แล้วก็...ขอให้คุณมีความสุขมากๆ ดูแลตัวเองด้วยนะคะ’

เท่านั้น...และจากไป

ไม่มีการถามเซ้าซี้

ไม่มีการอ้อนวอนให้เขาอยู่กับเธอต่อไป

มีเพียงยิ้มนิดๆ ในหน้าให้กับเขาเหมือนที่เขาแสนคุ้นเคยเรื่อยมา

รอยยิ้มที่ตราตรึงอยู่ในความคิดของเขา...

เธอไม่พูดอะไร แต่ดวงตาของเธอพูดกับเขา พูดว่า...

...เธอเสียใจ...

เมื่อเธอจากไป เขาก็ต้องยอมรับกับการตัดสินใจของตนเอง และผลที่เขาต้องได้รับจากการติดสินใจนั้น เมื่อเธอจากไปแล้ว ชีวิตเขายังดำรงอยู่ต่อไป สำหรับคนอย่างเขา เพียงเวลาไม่นานเท่าไรนักก็มีหญิงสาวคนใหม่มาเกี่ยวพันธ์

พิมพ์อร...แพม เธอแทบจะแตกต่างกับอรชาโดยสิ้นเชิง ทั้งการวางตัว การแต่งกาย รสนิยมในเรื่องต่างๆ มารยาท และจริตมารยา ไม่มีอะไรที่คล้ายอรชาที่เรียบร้อย ร่าเริง ยิ้มน้อย และห้าวหาญ แม้แต่น้อย แพม...เป็นแบบอย่างของหญิงสาวสมัยใหม่ที่ ใจกล้า ชอบท้าทาย และเปิดกว้างกับเรื่องทางโลกย์ มีความจัดจ้านและจัดเจนเป็นอิสตรีในทุกสิ่งทุกอย่าง และช่างเรียกร้อง

อรชา...เธอต่างไป จริงอยู่ที่ว่า อรชาไม่ใช่สาวเรียบร้อยเหมือนกับผ้าพับไว้ในหีบอบควันหอมอย่างสาวโบราณ เธอสงวนตัวก็จริง แต่ความคิดของเธอก็ทันสมัยและเป็นปรัชญา เธอมองโลกลึกซึ้ง เธอร่าเริงเมื่ออยู่กับเพื่อนฝูง เธอเป็นธรรมชาติไปทุกสิ่งทุกอย่างทุกอากัปกิริยาและเธอเป็นนักกีฬา เธอเรียบง่ายและตลกขบขัน เธอสนุกสนานกับชีวิตแต่ไม่เคยนอกกติกาและกรอบอันควร กระนั้นเธอก็ยอมให้เขากอดและหอมแก้มบ้างสองสามหน เมื่ออยู่ด้วยกันในที่อันเป็นส่วนตัว มีเพียงครั้งหนึ่ง เมื่อวันเกิดของเขาที่ผ่านมา...เธอยอมให้เขาจูบ...

เขาต้องยอมรับว่าเขาคิดถึงเธอมากจริงๆ

ก่อนหน้าที่จะเจอแพม เขาก็ผ่านผู้หญิงมาถึงสองคน แต่ก็สนุกกันเล่นๆ เพียงสัปดาห์สองสัปดาห์เท่านั้น และแม่สาวสองคนนั่น ก็ไม่ต่างอะไรไปจากแพมเลยสักนิดเดียว...

ช่างเรียกร้อง!

การเรียกร้องไม่เคยมีอยู่ในตัวของอรชาเลย...เธอไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเขา แม้ยามที่เขาเอ่ยถามก็ตาม เธอเพียงยิ้มและพูดว่า...เป็นอย่างที่เขาเป็นดีแล้ว หรือไม่ก็พูดว่า เขาให้อะไรเธอก็ดีใจทั้งนั้น...มีแต่เขาเองที่ต้องคอยถามเธออยู่ตลอดเวลาด้วยความกังวลใจ

เมื่อตอนที่เขาไปงานปาร์ตี้รวมญาติที่เชียงใหม่ เขาเคยถามกับเธอว่าอยากจะได้ของฝากอะไร...เธอเพียงยิ้มแล้วตอบเขาว่า...

‘ของฝากก็คือ ของที่ผู้ให้เห็นแล้วคิดถึงผู้รับ จึงซื้อมาฝากเพื่อแสดงออกถึงความมีน้ำใจ อยากจะซื้ออะไรมาให้ฉัน พี่พีก็ซื้อมาเถอะค่ะ แต่ถ้าไม่มีอะไรที่ทำให้นึกถึงฉันเลยก็อย่าซื้อมาให้สิ้นเปลืองเลยนะคะ’

ตรงกันข้าม เมื่อวันคริสต์มาสหรือปีใหม่เธอกลับคอยถามเขาว่า...

‘อยากได้ของขวัญอะไรเป็นพิเศษไหมคะ?’

ผู้หญิงคนนั้น...ผู้หญิงที่แสนดี...

แต่ว่าตอนนี้...ไม่มีเธออยู่ที่นี่เคียงข้างเขาอีกแล้ว และนั่นเป็นเพราะเขาเลือกเอง!

...เลือกที่จะทิ้งเธอมา...



“พีคะ แพมอยากได้บลัชออนใหม่น่ะ...แพมเห็นเครื่องสำอาง รุ่นใหม่สีส๊วยสวยตอนเดินเล่นรอพีเมื่อกี้ พีซื้อให้แพมนะ” พิมพ์อรเอ่ย ขณะที่ยื่นแขนมาเกาะแขนเขาเอาไว้แล้วแนบตัวลงมา

“นะคะพี...” น้ำเสียงของแพมออดอ้อนอ่อนหวาน เขารู้ดี ผู้หญิงคนนี้ยอมทำได้ทุกอย่างเพียงเพื่อให้เขายอมตามใจหล่อน

น่าเบื่อชะมัด...เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แพมก็อ้อนให้เขาพาออกมาทานข้าวนอกบ้านด้วยกันทั้งๆ ที่เขาเหนื่อยจากที่ทำงานมาซ้ำยังไม่ได้นอนมาตั้งแต่เมื่อวาน เจ้าหล่อนขอให้เขาเลี้ยงหนังเธอกับเพื่อน แล้วยังอ้อนให้เขาซื้อเสื้อผ้าให้เธออีกหลายชุด...จริงอยู่หรอกที่เขามีเงิน...จับจ่ายใช้สอยแค่นี้ไม่ถึงกับทำให้ขนหน้าแข้งของพิรัลร่วงได้แม้แต่น้อย แต่ว่า...การให้เพียงอย่างเดียวมันก็ไม่ใช่ปรัชญาของเขาเหมือนกัน...

“ก็ได้...แต่ว่า...” ชายหนุ่มดึงแขนของตัวเองออกจากการเกาะกุมของหญิงสาวก่อนยกมือเรียกพนักงานให้มาคิดเงินแล้วเอ่ยต่อไปกับเธอว่า “...คืนนี้แพมต้องอยู่เป็นเพื่อนผมนะ...”

ถ้อยความส่อนัยชัดเจน เป็นที่รู้กันดีทั้งเขาและเธอ แฟนสาวยิ้มยั่วยวนแล้วโอบแขนรอบเอวเขาเอาไว้อย่างหลวมๆ เอนกายแนบซบ

“ได้สิคะ พีอยากได้อะไร แพมทำให้ได้หมดทุกอย่างเลย”



ความสัมพันธ์กับแพมเป็นเพียงแค่เกมฆ่าเวลา...

ชายหนุ่มนอนยกมือขึ้นหนุนหัวของตัวเองบนหมอน ขณะที่ฟังเสียงน้ำในห้องน้ำภายในห้องนอนของตนสาดซ่า พิมพ์อรกำลังอาบน้ำอยู่ เมื่อสิ้นเสียงน้ำ ร่างบางในผ้าขนหนูก็เดินออกมาหน้ากระจกแล้วส่องดู

หลังจากที่เธอเดินเก็เสื้อผ้าของตนเองมารวมกันไว้ข้างกระเป๋าถือที่โต๊ะเตี้ยข้างตู้โทรทัศน์ พิมพ์อรก็เดินมาทรุดกายลงข้างเตียงแล้วเอนโอบร่างหนุ่มแน่นของพิรัลเอาไว้แนบชิด ก่อนหอมชายหนุ่มฟอดใหญ่อย่างพอใจ

“วันนี้แพมไม่อยากกลับเลยค่ะ ขอนอนอยู่กับคุณต่อในห้องนี้ด้วยได้ไหมคะ...”

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองไปทางหญิงสาว พิรัลมองหน้าพิมพ์อรอย่างครุ่นคิด ในขณะที่พิมพ์อรเองพยายามยิ้มประจบเอาใจแฟนหนุ่มของตนอย่างน่ารัก

แต่แล้วเมื่อพิมพ์อรสอดมือเข้าไปใต้ผ้าห่ม พิรัลก็สะบัดร่างหนีแล้วลุกขึ้นใช้ผ้าห่มนั่นห่อกายท่อนล่างของตนแล้วเดินอ้อมเตียงของตนไปหยิบกางเกงของเขาเองขึ้นมา

พิรัลหยิบเงินออกจากกระเป๋ามาปึกหนึ่งแล้ววางลงที่โต๊ะข้างเตียงนอนของตน...

“คืนนี้ผมเหนื่อยแล้ว อยากนอนคนเดียว...คุณกลับไปซะเถอะ เงินนั่นเป็นค่าแท็กซี่ แล้วผมก็ไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีกต่อไป ลาก่อนนะแพม หวังว่าหลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จแล้วคุณจะออกไปจากห้องของผมเรียบร้อยแล้วนะ” พิรัลพูดจบแล้วตั้งท่าจะเดินเข้าห้องน้ำไป หากพิมพ์อรกระโดดลุกขึ้นจากเตียงมารวบแขนของเขาเอาไว้ได้ข้างหนึ่งก่อนแล้วกรีดเสียงร้องแหลมแสบแก้วหู

“อะไรกันคะพี! แพมทำอะไรผิด...นี่! นี่พีขอเลิกกับแพมแบบนี้เองเหรอคะ แพมไม่ใช่อีตัวนะ! แพมเป็นแฟนพีนะ! พีจะทิ้งแพมแบบนี้ไม่ได้นะ!”

พิรัลหันมาทางหญิงสาวแล้วดึงมือของเธอออกจากแขนของตัวเองอย่างรุนแรงแล้วผลักเธอให้ถอยไป...

“ขอโทษนะแพม...แต่ผมน่ะ ไม่ได้พิศวาสอะไรคุณหนักหนาหรอกนะ...แล้วผมก็เบื่อพฤติกรรมช่างเรียกช่างร้องของคุณเต็มทีแล้วด้วย เพราะฉะนั้น ผมไม่อยากจะทนรับสภาพการเป็นธนาคารเดินได้ของคุณอีกต่อไป...เราเลิกกันดีกว่า”

“พี!!! พีไม่รักแพมเหรอคะ!” หญิงสาวกรีดร้อง หมายเรียกร้องความสนใจมาที่ตัวแล้วหยิบยกสิ่งที่เธอคิดว่าจะเหนี่ยวรั้งชายหนุ่มเอาไว้กับเธอได้

“รักเหรอ? คุณฟังไม่รู้ภาษารึไง..แพม ที่ผมคบกับคุณ เพราะผมเบื่อเท่านั้นเอง เข้าใจไหม ผมว่าง ผมเหงา ผมอยากได้เพื่อนเที่ยวเพื่อนนอน แล้วคุณก็เสนอตัวมาให้ ผมก็รับเอาไว้เท่านั้นเอง...”

“แต่ๆ...แต่พีมาหาแพม แทนยายน้ำหวาน...พีเลือกแพม เพราะว่ารักแพมไม่ใช่เหรอคะ!” หญิงสาวเอ่ย สีหน้าของเธอซีดเผือดสีลงทุกๆ ขณะเมื่อายหนุ่มผู้หล่อเหลาปานเทพบุตรตรงหน้าเผยธาตุแท้ของตนเองออกมา

“พูดอย่างนั้นไม่ได้หรอกแพม...น้ำหวานเพื่อนคุณน่ะก็เหมือนคุณน่ะแหละ เข้ามาเฟลิตกับผม...ผมเบื่อ แล้วเราก็แยกกัน ผมเบื่อ แล้วคุณก็มาแทนที่น้ำหวาน...ทุกอย่างมันก็เท่านั้นเอง” พิรัลยักไหล่อย่างเซ็งๆ เมื่อหญิงตรงหน้าทำท่าจะเข้าใจอะไรยากกว่าที่เขาคิด “เอาล่ะ ผมเหนื่อยมากพอแล้ว และคุณ...แพม ผมหวังว่าเมื่อผมอาบน้ำเสร็จ ผมจะออกมาไม่เห็นคุณอีกแล้วนะ...ลาก่อน”

เขาหายลับเข้าห้องน้ำไปไม่แยแสต่อเสียงร้องเรียกและเสียงทุกประตูของหญิงสาว...

“ไม่นะ! แพมไม่ไป พีออกมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนคุณจะทิ้งแพมแบบนี้ไม่ได้นะ พี!!!”



แล้วเขาก็กำจัดแพมออกไปได้อย่างง่ายดาย หลังจากขู่ว่าหากหล่อนไม่ออกจากห้องเขาไป เขาจะให้ยามมาลากตัวหล่อนออกไปทั้งผ้าเช็ดตัวนั่น และเชื่อได้เลยว่าเขาทำจริงๆ แน่ และผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ไม่อยากที่จะขายหน้าเพราะเรื่องนี้...นั่นทำให้เขากำจัดแพมไปจากเขาอย่างง่ายดาย

เวลาก็ล่วงเลยมาจากวันนั้นกว่าสัปดาห์แล้ว และเขาก็เบื่อหน่ายการมีคนคอยตามเกี่ยว ตอนนี้จึงขอพักยก และหยุดการคบหากับพวกผู้หญิงเอาไว้สักระยะ เว้นแต่ว่าจะคุยเล่นบ้างในกลุ่มเพื่อนเก่าๆ

สามวันก่อนเขาได้รับโปสการ์ดงานรวมรุ่นที่รุ่นน้องคณะเป็นผู้จัดการให้ เขามองว่าเป็นงานที่พวกเด็กๆอยากเฮอยากสนุกกันก็เท่านั้น เขาไม่นึกอยากจะไปสักนิด เพราะถ้าเขาคิดถึงเพื่อนเมื่อไหร่ก็โทรศัพท์ไปเรียกออกมาสังสรรค์กันได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว

เวลานี้ เขาจึงมานั่งแกร่ว แกว่งขาดื่มเบียร์อยู่ในบาร์แห่งนี้คนเดียว...

ที่นี่เป็นที่ประจำของเขา เขาชอบบรรยากาศของร้าน บรรยากาศในร้านนี้เป็นสิ่งเดียวที่เขาและอรชานั้นชื่นชอบร่วมกัน...เบียร์เย็นๆ ในบาร์บรรยากาศสบายๆ มีสไตล์แบะเปิดเพลงเพราะ..ที่สำคัญคือ ทางร้านจำกัดคนเข้า ทำให้ภายในร้านนั้นไม่แออัดยัดเยียดกันมากนักเหมือนตามบาร์อื่นๆ ในแถบที่เที่ยวยามราตรีของพวกวัยรุ่น แม้จะติดอยู่ที่ว่าราคาเครื่องดื่มของที่นี่สูงกว่าสักหน่อยก็ตาม แต่ก็คุ้มกับความสะดวกสบายนี้

เขานั่งมองคนที่ผลัดเข้าผลัดออกที่นั่ง ร้านนี้มีฟลอร์เต้นรำ และก็มีคนเต้นอยู่ด้วยจริง แต่สำหรับเขาแล้ววันนี้ไม่ได้มาเพราะนึกอยากจะเต้น...

เพื่อนๆ ของเขาโทรศัพท์มาชวนเขาไปงาน ชายหนุ่มนั่งมองบัตรเชิญที่อยู่บนโต๊ะแล้วทิ้งมันเอาไว้ที่เดิมตรงนั้นไม่สนใจมันอีก

วันนี้เขาไม่มีอารมณ์จะพบใครทั้งนั้นและทั้งวันด้วย...

แม้จะเป็นวันหยุดที่แสนหาได้ยากของเขา เขาก็ออกไปเดินเที่ยวห้าง ดูสินค้าต่างๆ เครื่องไฟฟ้า เครื่องเสียง แผ่นเสียง เสื้อผ้า โทรศัพท์ หนังสือ เข้าไปดูหนัง แล้วออกมากินข้าว และสุดท้ายก็ไม่ได้ซื้ออะไร เขาออกไปเดินเล่นข้างนอก...แม้ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นบ้าง แต่ก็ยังมีฝนปรอยๆ ซึ่งนั่นทำให้เขาหลบเข้าไปนั่งดื่มกาแฟในร้านกาแฟข้างทางก่อนกลับห้องชุดของตน ก่อนที่นาทีถัดมาหลังจากที่เขาเหยียบเข้าห้องได้ไม่นาน เขาก็ตัดสินใจออกมาหาเครื่องดื่มกระตุ้นหัวใจ

น่าเบื่อ...ชีวิตของเขา

เขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าก่อนหน้านี้เวลาของเขานั้นหมดไปกับอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือมันไม่น่าเบื่อเหมือนเช่นวันนี้อย่างที่เป็นอยู่แน่...



เพลงในร้านเริ่มเปลี่ยน ดีเจเปลี่ยน แนวเพลงก็เปลี่ยน จากเพลงเร็วมาเป็นเพลงช้าแล้วผู้คนก็พากันทยอยออกจากฟลอร์เต้นรำไป เหลือแต่เพียงคู่หนุ่มสาวที่กอดกันเต้นรำในจังหวะสโลว์นั้น

เสียงสูงของนักร้องหญิงในเพลงช่างบาดใจ เนื้อเพลงที่ช่างแสนจะหวานซึ้ง โรแมนติก ไพเราะ หวานปนเศร้า ทำให้เขานึกถึง...

ไม่! เขาไม่ต้องการจะนึกถึงอีกครั้ง!

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร...หลายๆ วันมานี้เขาคิดถึงแต่เธอ...

ชา...คนที่เขาคิดว่า ได้ตัดใจลงไปได้เรียบร้อยแล้ว...

ทำไม...ทำไม

เขาไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว...และไม่อยากได้ยินอะไรทั้งนั้น

ชายหนุ่มกระดกเบียร์ในมือไปแบบรวดเดียวหมด ก่อนจะกวักมือเรียกพนักงานเพื่อสั่งมาเพิ่ม...

เขาไม่เคยเมาอีกเลย หลังครั้งสุดท้ายที่ถูกสาวรุ่นพี่หักอกสมัยเรียนมหาวิทยาลัย...และพอเขาคบกับ...โธ่เว๊ย!!! เขาคิดถึงเธออีกแล้ว!

พิรัลกระดกเบียร์ขึ้นอีก รวดเดียวหมดอย่างครั้งก่อน แต่เมื่อเขาวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วเงยหน้าขึ้นมา เพื่อมองความเป็นไปรอบกายอีกครั้ง

แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจ...

มีคนเข้าร้านมาใหม่ พนักงานก็พากลุ่มหญิงสาวสี่คนไปที่โต๊ะตัวหนึ่งซึ่งติดกับฟลอร์เต้นรำ...

ในกลุ่มนั้น...มีผู้หญิงคนนึงที่แต่งกายด้วยเสื้อสายเดี่ยวตัวยาวสีขาวปักเลื่อมอย่างมีสไตล์ กับกางเกงยีนส์พอดีตัวที่ช่วยอวดช่วงขาเพรียวยาวของเจ้าหล่อนให้ดูสะดุดตายิ่งขึ้น เรือนผมยาวสีน้ำตาลเข้มที่เมื่อต้องแสงไฟภายในร้านแล้วเปล่งประกายเป็นสีน้ำตาลอมแดงนั้นปลิวสลวยเหยียดสยายอย่างเป็นธรรมชาติ หาได้ถูกดัดหรือตัดแต่งให้เป็นลอนเกรียวตามแฟชั่นไม่ ที่เรือนคอระหงคล้องด้วยโชกเกอร์เงินอันใหญ่ห้อยบนสายหนังสีดำช่วยขับเน้นให้เห็นถึงความผุดผ่องของผิวกายขาวสะอาดของเธอและลำคอเย้ายวนใจ ซ้ำ...ใบหน้าที่ปรากฏที่เขาจำได้เป็นอย่างดี แม้ในความฝัน!

อรชา!

พิรัลได้แต่จ้อง จ้องแล้วจ้องอีกอย่างพรึงเพริดไปยังเธอที่เขาคิดถึงจนแทบจะเป็นบ้าไปแล้วในช่วงนี้...

เธอดูดีอย่างที่เขาจำได้ ไม่สิ! ดีกว่า...ถึงเธอจะไม่ใช่ผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบบางอย่างที่กำลังเป็นที่นิยมกันก็ตาม แต่ความเป็นคนสูงสง่าโดดเด่นและทรวดทรงสะโอดสะองสมส่วนไปทุกๆ ส่วนสัดของเธอ ทำให้ใครต่อใครต้องหันมองตามเธอจนแทบจะพลิกคว่ำคะมำหงาย

ใบหน้าขาวๆ ถูกแต่งแต้มอย่างที่เขาไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นมาก่อนในชีวิต ดวงตาคู่คมสวยซึ่งแม้ไม่มีอะไรก็ยังบาดใจชายหลายๆ คนนั่น ในเวลานี้ถูกกรีดด้วยเส้นสีดำเน้นกรอบรอบเช่นนี้ ก็ยิ่งขับเน้นความคมคายของดวงตาเธอขึ้นมาอย่างเด่นชัด พวงแก้มที่เขามั่นใจว่ามันต้องเป็นสีชมพูระเรื่อๆ แน่ในแสงขาวกระตุ้นให้ไม่ว่าชายคนใดที่ได้เห็นต้องแอบจินตนาการถึงความนุ่มละมุนของมัน เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งบลัชออนหรือรูชอย่างที่แพมชอบใช้เลยสักนิด เขารู้ดี เพราะอรชานั้นมีสีผิวเปี่ยมไปด้วยเลือดฝาดเป็นสีชมพูสวยดุจกุหลาบอยู่แล้ว ริมฝีปากอิ่มที่ถูกเคลือบเอาไว้ให้เงางามเป็นอย่างดีนั่น เขามั่นอีกเช่นกันว่า เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งลิปสติกสีอย่างแน่นอน และแค่เพียงได้เห็นกลีบปากนั้นแย้มยิ้มเล็กน้อยเท่านั้น ก็ทำให้หัวใจของเขาวูบไหวได้แล้ว

เธอไม่เคยชอบแต่งหน้า และจะแต่งเฉพาะในโอกาสสำคัญๆ ที่พิเศษจริงๆ เท่านั้น...เขาจำได้ว่า ตอนที่ทั้งคู่ออกไปทานข้าวด้วยกันในวันเกิดของเขา เธอก็แต่งหน้าเหมือนกัน...แต่แตกต่างไปจากวันนี้โดยสิ้นเชิง...วันนี้เธอดูผิดไปจากทุกครั้งที่เคย ดูหวานซ่อนเปรี้ยวและบาดใจเขาเสียเหลือเกิน

พิรัลยังคงจ้องมองหญิงสาวอยู่เช่นนั้นต่อไปตาไม่กระพริบ และเมื่อเธอลุกขึ้นจากโต๊ะไปเต้นรำกับกลุ่มเพื่อนสาวของเธอ ภาพร่างที่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะเพลงนั้นก็ดึงดูดเขาให้เข้าไปหา

ความคิดถึงสั่นคลอนจิตใจของเขาอย่างรุนแรง กรีดแทงหัวใจของเขาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าเพียงแค่ภาพของเธอก็สามารถตบเขาจนสมองชากลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปและกลายเป็นทาสมนต์สะกดของเธอ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อไรที่เขาได้มายืนอยู่ด้านหลังเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ชา...” เสียงเรียกทุ้มของเขาราวกับการกดปุ่มหยุดของเครื่องเล่นเพลงในตัวหญิงสาว เพราะทันทีที่เขาเอ่ยออกไป ร่างของสตรีตรงหน้าก็หยุดชะงักตัวแข็ง!

เขารอ...รอให้เธอหันมา แต่เธอไม่ยอมหัน เหมือนกับว่ากำลังลังเล เหมือนกับเธอกำลังสับสน!

หรือเธอจะคิดว่าเธอหูฝาดไป?

“ชา...”

เสียงเรียกอีกครั้งของเขาทำให้อรชาหันมาเผชิญหน้ากับเขาในระยะประชิด และดวงตาที่เบิกกว้างของเธอบอกให้เขารู้ว่า...เธอกำลังตกใจ!

ริมฝีปากสวยเม้มแน่น ใบหน้านิ่งตึง! คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันและดวงตาที่เปลี่ยนจากความตกใจกลายมาเป็นขุ่นเคือง!

เธอผงะถอยห่างจากเขาโดยอัตโนมัติราวกับรังเกียจ!

“คุณพี” เธอเอ่ยเรียกชื่อเขา...ด้วยน้ำเสียงที่เขาไม่คุ้นเคย มันช่างเย็นชา แสนกระด้าง ไร้ความรักเต็มเปี่ยมเหมือนที่เคยมีให้ เหมือนที่เขาเคยได้ยินเสมอๆ ไม่มีรอยยิ้มอ่อนหวาน มีแต่เพียงสีหน้าว่างเปล่าเย็นชา รวมไปทั้งความรู้สึกห่างเหินที่เกิดขึ้น ท่าทางอันเป็นกันเองเหมือนทุกครั้งก็หายไป!

“ดีใจจังเลย ที่ได้พบชา...ที่นี่” เขายื่นมือออกไป อยากที่จะจับมือของหญิงสาวเอาไว้อีกครั้ง ทว่า...

อรชาเบี่ยงตัวหลบมือของเขาไปอย่างเมินเฉย ห่างเหิน และแปลกหน้า...ท่าทางของเธอทำให้เขาสับสน เขาไม่คิดว่าจะได้รับการทักทายจากเธอเช่นนี้

“มาด้วยเหมือนกันเหรอคะ?” เธอถาม ด้วยน้ำเสียงเกือบเป็นปรปักษ์!

“พี่ว่างน่ะ...เลยมานั่งดื่มคนเดียว”

“แต่ฉันมากับเพื่อนค่ะ...ขอโทษด้วยนะคะ แต่ว่า...ฉันต้องไปแล้วล่ะ” เธอบอกปัดตัดการสนทนากับเขาไปอย่างเย็นชา

“เดี๋ยวก่อนสิ! ชา!” เขายื่นมือเข้าไปรั้งแขนเธอเอาไว้ ทว่า...

“กรุณาอย่ามารบกวนเราด้วยค่ะ!” เพื่อนของเธอคนหนึ่งเห็นทั้งสองจึงรีบเข้ามาขวาง เขาจำเพื่อนคนนั้นของเธอได้ ผู้หญิงตัวเล็กๆ เสียงแหลมๆ และหน้าตาเด็กๆ ไว้ผมสั้นบ็อบดวงตาคมโตเหมือนสาวแขก...มาลิดา

เพื่อนสาวร่างเล็กเอื้อมมือเธอมาดึงแขนเพื่อนของเธอไปจากมือของเขา มาลิดาจูงมือ...อดีต...แฟนสาวที่รักของเขาออกไปจากฟลอร์เต้นรำ จ้ำไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ของเธอที่มองมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา...เช่นเดียวกัน

เขารู้จักเพื่อนเธอกลุ่มนั้นเป็นอย่างดี...



“ชา...ตัวเป็นอะไรรึเปล่า อีตานั่นมันทำอะไรเธอรึเปล่า?”

วิชุดาเอ่ยถามเพื่อนสาวรวดเร็วด้วยความเป็นห่วง ขณะเดียวกันก็ปรายตาไปทางชายหนุ่มซึ่งเดินคอตกกลับไปที่โต๊ะของตัวเองหน้าเศร้า

“ไม่เป็นไรจ้ะวี...ชาสบายดี...”

“พวกเรานี่ นานๆ จะได้ออกมารวมตัวกันสักที ดั๊น...โชคไม่ดีต้องมาเจอไอ้หมอนี่ด้วย! เสียใจจริงๆ ที่พาเธอมาที่นี่นะ...ชา เราไม่น่าเสนอว่าจะมาที่นี่วันนี้เลย” มีนาเอ่ยกับเพื่อนรักด้วยสีหน้ารู้สึกผิด แม้ยามที่มองไปทาง...อดีต...ว่าที่เพื่อนเขยด้วยความเกลียดชังก็ตาม

“ไม่เป็นไรจริงๆ จ้ะ มาร์ช...ถึงเธอไม่ชวนมาที่นี่ฉันก็เสนอให้มาที่นี่เองอยู่ดี”

“โอ๊ย! ทำไมกรุงเทพมันต้องเล็กขนาดนี้ด้วยวะ ที่ไหนก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ ดั๊น...ต้องมาเจอไอ้ผู้ชายเฮ็งซวยที่ไม่อยากเจออยู่คนเดียวเนี๊ยะ! คนกรุงเทพมีตั้งเป็นล้านแท้ๆ!”

อรชาขันคิกกับท่าทีของมาลิดา สาวร่างเล็กแต่ใจไม่เคยเล็กคนนี้ทำให้เธอยิ้มได้เสมอ

“แหม...ก็ที่เที่ยวดีๆ ในกรุงเทพแถวนี้มันก็มีไม่มากนี่ แถม...เขาก็เป็นพวกมีกะตังค์ด้วย”

วิชุดาเบ้ปาก ก่อนเอ่ยด้วยถ้อยคำเสียดสีที่พิรัลไม่มีทางได้แก้ตัว

“เออ นั่นซี่! คิดว่าตัวรูปหล่อ พ่อรวย เรียนสูง มีรถหรูขับก็ทำตัวพองว่าจะต้องมีสาวๆ ให้ความสำคัญสนใจ ไอ้คนหลงตัวเอง ดีแล้วที่ชาเลิกกับไอ้คนเส็งเคร็งนี่เสียได้น่ะ คนอย่างนี้ก็เหมาะกับพวกเดียวกันนั่นแหละ พวกหน้าตาดีแต่สมองกลวงปัญญานิ่มไง!”

“แต่เขาหัวดีนะวี...ตอนเอ็นท์ได้อันดับหนึ่งของสถาปัตยกรรมศาสตร์ด้วยนะ...” อรชาแกล้งเอ่ยขัดเพื่อนสาว ทำให้เธอได้รับค้อนจากเพื่อนเลิฟไปงามๆ ด้ามยักษ์

“เช๊อะ! อย่ามาทำท่าเป็นออกรับแทนหน่อยเลยย่ะ เธอน่ะ...ตอนนี้ก็เกลียดหมอนี่เข้าไส้เลยไม่ใช่รึไงกันยะ...แล้วอยากมาแกล้งทำเป็นปฏิเสธนะ เพราะไส้ของหล่อนมีกี่ขดน่ะ ฉันรู้หมดล่ะย่ะ”

อรชายิ้มแล้วเอื้อมไปหยิบแก้วค็อกเทลของตนมาถือ นิ้วเรียวแตะอยู่ที่ขอบแก้วขณะที่เธอยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนักกับคำพูดของเพื่อนรัก

“อืม...ไม่รู้สินะ ก็...ไม่ได้เกลียดอะไรนี่นา...แต่ก็ไม่ได้รักเหมือนเมื่อก่อนด้วย ฉันถือว่าเองมันเป็นอดีตไปแล้วก็ให้มันแล้วกันไป ไม่รู้จะไปโกรธจะไปเคืองเขาทำไม ในเมื่อฉันทำดีที่สุดให้เขาแล้ว...”

“จ้า...แม่นางฟ้านางสวรรค์...อะไรจะแม่พระเทพธิดาได้ขนาดนั้นเนี่ยะ โอ๊ย! หมันไส้ ตอนนี้ฉันแสบตาเพราะความดีงามของเธอมันแยงลูกตาจนตาแทบจะบอดอยู่แล้วนะเนี่ยะ!!!” วิชุดาพูดพลางทำท่าทำทางประกอบไปพลางทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่นั้นเบาบางลงไปได้

“ชาคิดแบบนั้นได้ก็ดีแล้วล่ะ...แต่มาร์ชไม่คิดแบบนั้นด้วยหรอกนะจะบอกให้ ให้ตายก็ไม่ยอมญาติดีกับไอ้ผู้ชายที่มันทำเพื่อนเราร้องไห้ได้หรอก!”

อรชามองหน้าเพื่อนแต่ละคนด้วยความรู้สึกเต็มตื้น...

ใช่...เธอจะเรียกร้องอะไรอีก ในเมื่อคนๆ นั้น เลือกที่จะไปจากเธอ

เธอเคยไม่มีเขา ก็อยู่ได้...ตอนนี้ไม่มีเขา เธอก็ต้องอยู่ได้!

ตรงหน้าเธอ ความรักและหวังดีจากเพื่อนๆ ของเธอมากมายถึงเพียงนี้ก็สมควรที่เธอจะพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว อีกทั้งเรื่องราวมันก็ผ่านมานานแล้ว

แต่เธอหลอกตัวเองไม่ได้ว่าไม่เคยคิดถึงเขา...แม้จะพยายามมากมายขนาดไหนก็ตาม

เธอมันโง่!

เธอเตือนตนเองว่า ต้องจำเอาไว้...หนึ่งสัปดาห์แห่งความทรมานราวกับตายทั้งเป็น!

ไม่...ไม่มีอีกแล้ว พอกันทีความรักหญิงชาย...นั่นเป็นเรื่องทุเรศและจอมปลอม หลอกลวงที่สุดเท่าที่เธอเกิดมาพบ!

ไม่หรอก...เธอไม่ปฏิเสธเรื่องความรักของพ่อที่มีต่อแม่ของเธอ แต่ว่า...

ผู้ชายสมัยนี้ก็เป็นแบบนี้เหมือนกันหมด! คงหาผู้ชายดีๆ แบบพ่อของเธอไม่ได้อีกแล้วในโลกห่วยๆ ใบนี้!

ใช่แล้ว...

อรชายกแก้วของตนเองขึ้นจิบแล้วหันไปคุยกับเพื่อนๆ ด้วยสีหน้าร่าเริง

“เราอย่าไปสนใจเลย เที่ยวของเราให้สนุกดีว่าใช่ไหมล่ะ! นานๆ จะได้เจอหน้ากันที กว่าฉันจะลากพวกแกมากองรวมกันได้เนี่ยะ! เอ๊า! เรามาดื่มเพื่อมิตรภาพอันแสนอยู่ยั้งยืนยงของพวกเราดีกว่านะ...”

พวกสาวๆ มองหน้ากันยิ้มๆ แล้ว...

“คัมปาย!”




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2552 22:41:55 น.
Counter : 91 Pageviews.  


ArTimuS
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





PhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucket


นิยายอัพเดท...Photobucket

-ปฏิบัติการหักร้างถางรักPhotobucket
เรื่องราวความรัก แนวโรแมนติกดราม่า ของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งเลิกลากันไป แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็กลับมาเพื่อขอเคียงคู่เธออีกครั้ง ความรักแสนเศร้าครั้งนี้จะเป็นอย่างไร สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนิยายรักพลาดได้นะคะ (อัพเดทใหม่ล่าสุดค่ะ)

-คีตคิมหันต์ Photobucket
ภาคต่อจากเรื่องลำนำเหมันต์ เมื่อคุณพ่อคนเก่งลงโทษคุณลูกตัวแสบให้ออกติดตามหาวิหคศักดิ์สิทธิ์จนนำไคเมร่าหนุ่มไปยังโลกมนุษย์จนได้พบกับเด็กสาวผู้อาภัพและเหตุการณ์เหนือความคาดฝัน นิยายแฟนตาซีโรแมนติกที่แฟนนิยายมกราไม่ควรพลาดค่ะ (อัพเดทใหม่ล่าสุดค่ะ)

-Love Happening
เรื่องสั้นของสองหนุ่มสาว และความไม่เข้าใจกัน อุปสรรค และมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาล (น่าเสียดายที่ห้องนี้บังเอิญล็อคเพราะเนื้อหาบางตอนไม่ค่อยเหมาะกับเยาวชน แต่ถ้าสนใจและอายุไม่ต่ำกว่า18 สามารถขอพาสเวิร์ดได้โดยการส่งอีเมลมายัง จขบ. หรือหลังไมค์มาก็ได้นะคะ)Photobucket

-Pretty Doll
เรื่องสาวผู้น่ารักของเมทสาวกับนายหนุ่มจอมเสเพลที่เก็บเธอมาเลี้ยง เรื่องรักกุ๊กกิ๊กแนวโรแมนซ์แสนฮาเฮ (น่าเสียดายที่ห้องนี้บังเอิญล็อคเพราะเนื้อหาบางตอนไม่ค่อยเหมาะกับเยาวชน แต่ถ้าสนใจและอายุไม่ต่ำกว่า18 สามารถขอพาสเวิร์ดได้โดยการส่งอีเมลมายัง จขบ. หรือหลังไมค์มาก็ได้นะคะ)PhotobucketPhotobucket

- Love in Rain
รวมเรื่องสั้นของเจ้าของบ้าน เรื่องราวความรัก และสายฝนอันชุ่มฉ่ำ



Photobucket
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ArTimuS's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.