Group Blog
 
All blogs
 

ธรรมรัฐ - ธรรมราชา : ธรรมาภิบาลพุทธ (ตอน ๓)


เรียบเรียงโดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณทิต


ธรรมาภิบาลหลักธรรมาภิบาล (Good Governance)

สำหรับการบริหารประเทศที่ดีเพิ่มเติมจาก จักกวัตติวัตร

และ ทศพิธราชธรรม ก็คือ ราชสังคหวัตถุ ๔ ประการ

ซึ่งถือว่าเป็นหลักบริหารเพื่อให้เกิดความอยู่ดีกินดี

และเป็นที่รักของประชาชนความจริงหลัก สังคหวัตถุ

สำหรับคนธรรมดาอย่างท่านผู้อ่านหรืออย่างผมควรปฏิบัติสม่ำเสมอ

เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นมีอยู่ ๔ ประการ

ทาน คือ การให้

ปิยวาจา คือ วาจาอ่อนหวาน

อัตถจริยา คือ การใดเป็นประโยชน์ก็ทำให้

สมานัตตตา คือ ความเสมอต้นเสมอปลาย

ใครประพฤติ ๔ ประการนี้แล้ว ถ้าเป็นนาย ลูกน้องก็จะรัก

ถ้าเป็นลูกน้อง นายก็จะรัก ถ้าเพื่อนปฏิบัติต่อเพื่อน

ก็จะเป็น ที่รัก เรียกว่าเป็นคาถามหาเสน่ห์ยิ่งกว่าคาถาใด ๆ

นี่เป็นธรรมะสำหรับคนธรรมดาอย่างเรา-ท่าน

แต่สำหรับผู้ปกครองนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอีก ๑ ชุด

คือ ราชสังคหวัตถุ ๔ ประการ ซึ่งเป็นหลักการปกครอง

เพื่อสร้างความผาสุกให้เกิดแก่ประชาชน ๔ ประการ

๑. สัสสเมธะ ซึ่งพระพรหมคุณาภรณ์

ท่าน แปลว่า ความฉลาดในการบำรุงพืชพันธุ์ธัญญาหาร

ถ้าพูดภาษาสมัยใหม่ ก็คือ การสร้างเสริมการเกษตรกรรม

๒. ปุริสเมธะ ซึ่งหมายความถึง ความฉลาดในการบำรุงข้าราชการ

หรือรู้จักส่งเสริมและใช้คนดีมีความสามารถ

เข้าทำนอง "put the right man in the right job"

๓. สัมมาปาสะ ความฉลาดในการประสาน

ความร่วมแรงร่วมใจของประชาชนด้วยการส่งเสริมอาชีพ

เช่น ให้คนจนกู้ยืมเงินไปลงทุน ส่งเสริมการค้าการพาณิชย์

๔. วาชเปยะ หรือ วาจาเปยยะ คือ ความมีวาจาดูดดื่มน้ำใจคน

รู้จักพูดจาปราศรัยให้เกิดความเข้าใจอันดี

เกิดความสามัคคีและมีวาจาไพเราะ

ราชสังคหวัตถุ ๔ นี้ ปรากฏอยู่ใน กูฏทันตสูตร

หรือ พระสูตรว่าด้วยมหายัญ (การเสียสละที่ยิ่งใหญ่) ๕ ประการ

ซึ่งพราหมณ์ที่ชื่อ กูฏทันตพราหมณ์ ซึ่งเป็นนายบ้านขานุมัต

แคว้นมคธ ต้องการจะทำพิธีบูชา มหายัญ ๕

ซึ่งถือว่าเป็นการเสียสละอย่างสูงสุด และทำให้ได้บุญมาก

อาจถึงขั้นได้เป็นเทพทีเดียว

กูฏทันตพราหมณ์แกพลิกตำราพราหมณ์

ในเวลานั้นก็ปรากฏมหายัญ ๕ มี

๑. อัสสเมธะ คือ ฆ่าม้าเพื่อบูชายัญ

๒. ปุริสเมธะ คือ ฆ่าคนเพื่อบูชายัญ

๓. สัมมาปาสะ คือ ยัญที่สร้างแท่นบูชาไว้ที่ขว้างไม้ลอดบ่วงไปหล่นลง

๔. วาชเปยะ หรือ การดื่มสุราเพื่อย้อมใจให้พร้อมบูชายัญ

๕. นิรัคคฬะ หรือสรรพเมธะ คือ ฆ่าให้ครบทุกอย่างเพื่อบูชายัญ

ดังนั้น แกจึงเตรียมสัตว์ไว้ฆ่า ๓,๕๐๐ ตัว คือ วัวตัวผู้ ลูกวัวตัวผู้

ลูกวัวตัวเมีย แพะ และแกะ อย่างละ ๗๐๐ ตัว

แต่แกไม่แน่ใจว่าแกจะทำได้ถูกต้องตามประเพณีโบราณ

แกได้ยินคำร่ำลือว่า พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องมหายัญ ๕ นี้

จึงไปกราบทูลถาม นี่เองจึงเป็นที่มาของการตรัส "กูฏทันตสูตร"

อันว่าด้วยการบูชายัญ หรือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่ถูกต้อง

โดยทรงยกการบูชามหายัญของ พระเจ้ามหาวิชิตราช

ในครั้งบรรพกาลที่ถูกต้องว่าเป็นอย่างไร

การบูชายัญ (ความเสียสละที่ยิ่งใหญ่) ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสเล่านั้น

ต่างจากที่กูฏทันตพราหมณ์ได้ยินโดยสิ้นเชิง

เพราะมหายัญของพราหมณ์นั้นโหดเหี้ยม อำมหิต

ต้องพรากชีวิตของมนุษย์และสัตว์เป็นอันมาก

แต่การบูชามหายัญของพระเจ้ามหาวิชิตราช

เป็นการบูชาด้วยการเสียสละอย่างแท้จริง

โดยพระพุทธองค์ทรงเล่าว่า พระเจ้ามหาวิชิตราช

ต้องปราบผู้ร้ายแบบถอนรากถอนโคนก่อน

วิธีการปราบโจรผู้ร้ายนั้นก็คือ

๑. พระราชทานพืชพันธุ์และอาหารแก่เกษตรกรผู้ขยันทำการเกษตร

๒. พระราชทานเงินต้นทุนแก่ราษฎรผู้ขยันค้าขาย

๓. พระราชทานเงินเดือน และอาหารแก่ข้าราชการผู้ทำงานในหน้าที่

๔. ทรงมีพระเมตตา พระวาจาที่ดี

เมื่อทำเช่นนี้แล้ว ก็ให้พระเจ้ามหาวิชิตราชปรึกษาเจ้าเมือง

ในอำนาจ อำมาตย์ พราหมณ์ และคหบดี แล้วตรวจคุณสมบัติ

ผู้เป็นเจ้าของพิธีมหายัญและผู้ทำพิธี แล้วจึงยินดีในการเสียสละ

ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และเมื่อทำไปแล้ว หลังจากนั้น

ก็ให้ประชาชนเข้ามารับทาน โดยเฉพาะผู้อยู่ในศีลและธรรม

ที่สำคัญคือของที่ใช้ ไม่มีการฆ่า มีเพียงเนยใส

น้ำมัน เนยข้น นมเปรี้ยว น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เท่านั้น

เป็นอันว่ากูฏทันตพราหมณ์เพิ่งรู้ตัวว่า

สิ่งที่ตนเตรียมทำนั้นผิดทั้งหมด มหายัญ (การเสียสละยิ่งใหญ่)

เริ่มตั้งแต่ การเสียสละให้ประชาชนในสมัยพระเจ้ามหาวิชิตราช

เพี้ยนมาเป็นการฆ่าม้า ฆ่าคน ฯลฯ คงเป็นเพราะพวกพราหมณ์

ที่ไม่ซื่อสัตย์บางคน ดัดแปลงมหายัญที่เป็นความเสียสละจริง ๆ

ให้บ้านเมืองสงบสุข มาเป็นการฆ่าล้างแค้นเพื่อกำจัดศัตรูของตนเอง

จึงทำให้จำผิด ๆ กันมาตลอด จนพระพุทธองค์

ทรงแสดงมหายัญที่ถูกต้องซึ่งสอดคล้องกับ ราชสังคหวัตถุ

อันเป็นการสงเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่

อันผู้ปกครองทำให้ประชาชนนั้นแหละ

ความถูกต้องจึงกลับคืนมา

ท่านผู้อ่านจึงเห็นได้ชัดเจนว่าหลักการปกครองแบบธรรมาภิบาล

โดยการปราบโจรผู้ร้ายให้สิ้นซากนั้น ไม่ใช่การใช้กำลัง

ความรุนแรงหรืออำนาจ แต่ใช้ความเมตตา การสงเคราะห์

ตรงกับหลักรัฐศาสตร์สมัยใหม่ที่เรียกว่า "responsiveness"

หรือการตอบสนองความต้องการของประชาชน นั่นเอง !


คัดจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันพุธที่ 7 กันยายน 2554

............................................

อ้างอิงจาก http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=630&contentID=161766





 

Create Date : 09 กันยายน 2554    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2556 12:11:46 น.  

ธรรมรัฐ - ธรรมราชา : ธรรมาภิบาลพุทธ (ตอน ๒)


เรียบเรียงโดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณทิต


ฝรั่งเพิ่งมาเห่อเรื่อง Good Governance กันเมื่อ 22 ปี มานี้เอง

เมื่อธนาคารโลกได้มีการวิจัยเนื้อหาว่า

ทำไมธนาคารให้ประเทศทั้งหลายกู้เงินไปพัฒนาประเทศ

มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 โน่น แต่การพัฒนาของประเทศ

ทั้งหลายไม่เท่ากัน บางประเทศพัฒนาไปไกล

บางประเทศก็ยังไม่พัฒนา คณะผู้วิจัยก็สรุปว่าประเทศ

ที่มี Good Governance การพัฒนาก็จะมีถึงคนในประเทศ

แต่ประเทศใดไม่มี Good Governance เงินที่กู้ไป

แทนที่จะตกถึงประชาชน ก็ตกอยู่กับนักการเมือง

และข้าราชการผู้ขี้ฉ้อ ประเทศนั้นก็ยังยากจนไม่พัฒนา

ธนาคารโลกจึงสรุปว่า Good Governance ของผู้ปกครองประเทศ

จะทำให้ประเทศพัฒนาอย่างแท้จริง

และธนาคารโลกจึงส่งเสริมให้เกิด Good Governance

ขึ้นทั่วโลกในปี ค.ศ. 1989

วันนี้ เรานำหลัก Good Governance เข้ามาส่งเสริมในเมืองไทย

แล้วแปลคำดังกล่าวว่า “ธรรมาภิบาล” มาจากคำว่า

“ธรรม” ที่แปลว่า ถูกต้อง ดีงาม

กับ “อภิบาล” ที่แปลว่าการปกครอง ดูแล

ราชบัณฑิต แปลว่า “การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี”

วันนี้ รัฐธรรมนูญ 2550 มาตร 74 วรรคหนึ่ง

รักพี่เสียดายน้อง จึงกำหนดให้ข้าราชการ พนักงาน

และลูกจ้างของรัฐต้องปฏิบัติตามหลัก “ธรรมาภิบาล

และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี”

เรียกว่า Good Governance ยังไม่พอ

ต้องเป็น very very Good Governance!

เป็นอันว่าหลักธรรมาภิบาลสากลเพิ่งเกิดขึ้นมา 22 ปีนี้เองครับ

แต่ธรรมาภิบาลของพระพุทธเจ้ามีมากว่า 2,500 ปีแล้ว

ตอนที่แล้วผมได้นำเสนอ ธรรมาภิบาลพุทธ

สำหรับผู้ปกครองไปแล้วชุดหนึ่ง ตาม จักกวัติสูตร

ธรรมาภิบาลชุดแรกนี้ เป็นหลักการบริหารประเทศ

ที่จะทำให้คนเป็นจักรพรรดิ จึงเรียกว่า จักกวัติวัตร

แปลว่า ความประพฤติของจักรพรรดิ

ใครอยากเป็นจักรพรรดิ ก็ประพฤติตามหลักธรรมาภิบาลชุดนี้

ก็เป็นจักรพรรดิได้ทันที !

ในครั้งนี้ ผมใคร่จะนำเสนอหลักธรรมาภิบาลพุทธชุดที่ 2

คือ ทศพิธราชธรรม หลักธรรมาภิบาลนี้มี 10 หลัก

จึงเรียกว่า ทศพิธ และเป็นธรรมสำหรับกษัตริย์

ผู้ปกครองแผ่นดิน จึงเรียกว่า ราชธรรม ซึ่งมี 10 หลัก ดังนี้

1. ทาน คือการให้

2. ศีล คือการละเว้นจากการประพฤติผิด

3. บริจาค คือเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

4. อาชวะ หรือ ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง

5. มัททวะ หรือความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอ่อนโยน

6. ตบะ คือความขยันหมั่นเพียร

(หมายเหตุเจ้าของบล็อก : คำว่า "ตบะ" นั้น

ตำราบางเล่มแปลว่า "ความเพียรเพื่อเผากิเลส")

7. อักโกธะ คือความไม่โกรธ

8. อวิหิงสา คือ ยึดสันติวิธีไม่รุนแรง

9. ขันติ คือ ความอดทน

10. อวิโรธนะ คือยึดมั่นความถูกต้องเที่ยงธรรม

ผมจะได้วิเคราะห์ทศพิธราชธรรมนี้ต่อไปในตอนข้างหน้า

แต่วันนี้จะขอเสนอความเป็นมาของหลักธรรมาภิบาลข้อนี้ ให้ท่านผู้อ่านทราบ

ทศพิธราชธรรมนี้ มีที่มาจาก พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย อรรถกถา มหาหังสชาดก

ชาดกนี้ มีชื่อว่า มหาหังสชาดก ว่าด้วยหงส์ชื่อ สุมุขะ

ผู้ไม่ละทิ้งพญาหงส์ทองผู้ติดบ่วง ปฐมเหตุที่มา

ของพระพุทธองค์ตรัสเล่าชาดกนี้ก็เพราะพระภิกษุในพระเชตวัน

ต่างก็กำลังพูดถึงวีรกรรมของพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก

ที่ออกมากางกั้น ไม่ให้พญาช้างนาฬาคีรี

ซึ่งเมามันเข้ามาทำร้ายพระพุทธองค์ เมื่อทรงทราบ

ก็เล่าให้พระภิกษุทั้งหลายฟังว่า

พระอานนท์ เมื่อเสวยชาติเป็นหงส์ชื่อ สุมุขะ

และเป็นเสนาบดีของพญาหงส์ทอง

ชื่อว่า ธตรฐ พญาหงส์ทองได้ถูกจับ แทนที่จะบินหนี

เหมือนหงส์ตัวอื่น ๆ ก็กลับยอมถูกจับและเสนอตัว

เข้าแลกกับนายพรานมาแล้ว จนนายพรานใจอ่อน

และพร้อมจะปล่อยทั้งพระโพธิสัตว์ ธตรฐ และเสนาบดี สุมุขะเสีย

แต่หงส์ทองทั้งสองตัวก็ตอบว่า ถ้านายพรานมาดักจับหงส์เอง

ก็มีสิทธิจะปล่อย แต่ถ้ารับคำสั่งมาจากผู้อื่นให้มาจับก็ไม่มีสิทธิปล่อย

อันที่จริง นายพรานรับคำสั่งมาจากพระเจ้ากรุงพาราณสี

ผู้ทรงพระนามว่า สังยะมะ ซึ่งสั่งให้พรานมาจับหงส์

ไปให้พระมเหสีเขมา ที่ทรงฝันว่าได้ฟังธรรมจากหงส์ทองสองตัว

แต่ฟังยังไม่ทันจบ ก็ตื่นบรรทม จึงอยากฟังต่อ

และแกล้งแพ้พระครรภ์ (แพ้ท้อง) ขอให้พระเจ้าสังยะมะ

ส่งพรานไปจับหงส์มาถวาย พรานก็แนะให้ขุดสระโบกขรณีใหญ่

ล่อหงส์ เพราะการไปจับหงส์ถึงหิมพานต์ ณ ภูเขาจิตตกูฏไกลมาก

พระราชาก็ทำตามจนพญาหงส์โพธิสัตว์และบริวาร 96,000 ตัว

ไปเล่นน้ำในสระที่ขุดล่อไว้ จนติดบ่วง หงส์ทั้งหมดก็บินหนี

มีแต่หงส์สุมุขะ กลับบินเข้ามาจะช่วย พระโพธิสัตว์ตรัสไล่ให้หนีไป

หงส์สุมุขะก็ไม่หนี ยอมตายพร้อมพระโพธิสัตว์

เมื่อพรานปล่อยหงส์ทองสองตัวไม่ได้เพราะรับคำสั่งมา

และหงส์ทั้งสองยอมให้จับไปถวายพระเจ้าสังยะมะ

พรานก็นำไปถวาย และพระราชาก็มีปฏิสันถารกับหงส์ทั้งสอง

ความสำคัญอยู่ตรงคำปฏิสันถาร นี้แหละ

ที่เป็นที่มาของทศพิธราชธรรม กล่าวคือพญาหงส์ธตรฐ

ตั้งคำถามแก่พระราชาดังนี้

“พระองค์ไม่มีโรคาพาธ ทรงสำราญดีอยู่

ทรงปกครองรัฐมณฑล อันสมบูรณ์นี้ โดยธรรม หรือ?”

พระราชาก็ตรัสถามว่า “เรามีความสบายดี

และเราก็ปกครองรัฐมณฑลนี้ โดยธรรม”

“โทษอะไร ๆ ไม่มีอยู่ในอำมาตย์ของพระองค์หรือ?

และอำมาตย์เหล่านี้ไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ของพระองค์หรือ?”

“โทษอะไร ๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา

และอำมาตย์เหล่านั้น ก็ไม่อาลัยชีวิต ในประโยชน์ของเรา”

“พระมเหสี ทรงเชื่อฟัง มีพระเสาวนีย์ อันน่ารัก

ประกอบด้วย พระโอรส พระรูปโฉม และพระยศ

เป็นไปตามอัธยาศัย ของพระองค์หรือ?”

“มเหสีของเรา เป็นผู้เชื่อฟัง มีถ้อยคำอ่อนหวาน

ประกอบด้วย โอรสอันมีพระรูปโฉม และพระยศ

เป็นไปตามอัธยาศัยของเรา”

“พระองค์มิได้เบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ปราศจากอันตราย

แต่ที่ไหน ๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม

โดยความสม่ำเสมอ ละหรือ?”

“เรามิได้เบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ปราศจากอันตราย

โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ”

“พระองค์ทรงยำเกรงสัตบุรุษ ทรงเว้นอสัตบุรุษ

พระองค์ ไม่ทิ้งธรรม ไม่ทรงประพฤติคล้อยตามอธรรมหรือ?”

“เรายำเกรงสัตบุรุษ เว้นอสัตบุรุษ

ประพฤติคล้อยตามธรรม ละทิ้งอธรรม”

“ข้าแต่พระองค์จอมกษัตริย์ พระองค์พิจารณาเห็นชัด

ซึ่งพระชนมายุยืนยาวอยู่หรือ ทรงมัวเมาในอารมณ์

อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่สะดุ้งกลัวปรโลกหรือ?”

“เราพิจารณาเห็นชัดซึ่งอายุ อันเป็นอนาคต ยั่งยืนยาวอยู่

เราตั้งอยู่แล้วใน ธรรม 10 ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก

เราเห็นกุศลธรรม ที่เราดำรงอยู่นี้คือ ทาน ศีล บริจาค อาชวะ

ความซื่อตรง มัททวะ ความอ่อนโยน ตบะ ความเพียร

อักโกธะ ความไม่โกรธ อวิหิงสา สันติ ความไม่เบียดเบียน

ขันติ ความอดทน อวิโรธนะ ยึดมั่นในความถูกต้องเที่ยงธรรม

แต่นั่นมีปีติและโสมนัส ไม่ใช่น้อยเกิดแก่เรา”

เมื่อจบ พญาหงส์โพธิสัตว์ ก็ถวายอนุโมทนา

แล้วพระราชาก็ทรงปล่อยหงส์ ทั้ง 2 ตัว กลับไปยังเขาจิตตกูฏ ต่อไป

ในท้ายที่สุด แห่งชาดกนี้ ทรงเฉลยว่า พระพุทธองค์เอง

ทรงเป็นพญาหงส์ ธตรฐ พระอานนท์ เป็นหงส์ สุมุขะ

นายพรานคือ พระฉันนะ พระราชาคือ พระสารีบุตร

พระนางเขมาเป็นภิกษุณีเขมา

เราจะเห็นได้ว่าในชาดกนี้ พญาหงส์โพธิสัตว์เป็นผู้สอบสวน

ทวนความ การเป็นผู้ปกครองที่ดี ของกษัตริย์พาราณสี

และพระราชาก็ตอบคำถาม ทุกด้านของพญาหงส์ทอง

โดยเน้นธรรม 10 ประการ และผลต่อประชาชน

ต่ออำมาตย์ ต่อพระมเหสี และพระโอรส เรียกว่า สอบสวนทุกแง่ทุกมุม

ด้วยเหตุนี้เอง ที่เรือพระที่นั่งสำคัญที่สุดของพระมหากษัตริย์ไทย

คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานเตือนพระทัย

พระมหากษัตริย์ไทย ผู้ประทับเรือดังกล่าวให้รำลึกถึง

พญาหงส์ธตรฐ และธรรมะ 10 ประการ


ที่พระมหากษัตริย์ทรงประพฤติเพื่อให้เกิดความสุขสถาพร

แก่ประชาชน อำมาตย์ และพระบรมวงศานุวงศ์

ผมขอทิ้งคำถามให้ท่านผู้อ่านช่วยกันคิดว่า

เหตุใดพระเจ้ากรุงพาราณสีผู้มีอำนาจล้นเหลือ

และให้จับพญาหงส์มาได้ จึงตอบคำถามของพญาหงส์

ที่เป็นสัตว์เชลย? ทั้ง ๆ ที่โดยปกติ

ผู้ชนะต้องเป็นผู้สอบสวนผู้แพ้ ผู้ถูกจับ!.


คัดจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับ วันพุธที่ 31 สิงหาคม 2554

............................................

อ้างอิงจาก http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=630&contentID=160282




 

Create Date : 03 กันยายน 2554    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2556 12:08:40 น.  

ธรรมรัฐ - ธรรมราชา : จากแม่น้ำคงคาสู่เจ้าพระยานที


เรียบเรียงโดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณทิต


ผมขึ้นชื่อตอนต้นของบทนี้เหมือนชื่อหนังสือ “ธรรมรัฐ-ธรรมราชา”

ของท่านราชบัณฑิตปรีชา ช้างขวัญยืน

ซึ่งผมคิดว่าถ้าใครสนใจคติเรื่องธรรมรัฐและธรรมราชาแบบตะวันออก

ก็ควรจะได้อ่านหนังสือดีเล่มนี้

ในหนังสือเล่มนี้ได้วิเคราะห์ธรรมรัฐและธรรมราชาไว้อย่างละเอียด

ตั้งแต่คติพราหมณ์ คติพุทธ เรื่อยมาจนมีการยกตัวอย่าง

พระเจ้าอโศกมหาราชว่าเป็นต้นแบบแห่งธรรมราชา

และวิเคราะห์อิทธิพลของคติธรรมราชาในประเทศไทย

ผ่านพระมหากษัตริย์ตั้งแต่พญาลิไทมาจนถึงปัจจุบัน

อันที่จริง การหารูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดให้กับสังคมมนุษย์นั้น

ถกเถียงกันมานาน ทั้งในบรรดาปราชญ์ทางตะวันตกและตะวันออก

ในตะวันตกนั้น เพลโต (Plato) ชื่นชมราชาปราชญ์ (Philosopher King)

ว่าเป็นผู้ปกครองที่ดีที่สุดเพราะเพียบพร้อมด้วยปัญญา (wisdom)

ส่วนอริสโตเติล (Aristotle) ผู้เป็นศิษย์มีความเห็นต่างจากครู

คือ ดูการปกครองที่จุดมุ่งหมายของการปกครอง

และสรุปว่าการปกครองจะโดยรูปแบบคนๆ เดียวปกครอง

หรือหมู่คณะปกครอง หรือประชาชนส่วนใหญ่ปกครอง

จะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของผู้ปกครองและหลักที่ใช้ในการปกครอง


คน ๆ เดียวปกครองและทำเพื่อคนทั้งหมดของสังคมโดยธรรม

เรียกว่าราชาธิปไตย (Royalty)

แต่ถ้าคน ๆ เดียวปกครองและทำเพื่อคนบางกลุ่ม

ก็เรียกว่า ทรราชย์ (Tyranny)


ถ้าคนที่เป็นหมู่คณะปกครองเพื่อคนทั้งหมดโดยธรรม

ก็เรียกว่า อมาตยาธิปไตย (Aristocracy)

แต่ถ้าทำเพื่อคนบางกลุ่มบางพวกโดยไม่เป็นธรรม

ก็เรียกว่า อภิชนาธิปไตย (Oligarchy)

(หมายเหตุ Blog Art19 : ตำราบางเล่มใช้คำว่า "คณาธิปไตย")


ถ้าคนส่วนใหญ่มาปกครองและทำเพื่อคนทั้งหมดโดยธรรม

ก็เรียกว่า ประชาธรรมาธิปไตย (constitutional government)

แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ปกครอง

เพื่อคนส่วนใหญ่แต่ละเลยคนส่วนน้อย

อริสโตเติลเรียกว่า ประชาธิปไตย (democracy)



จะเห็นได้ว่าอริสโตเติลดูจำนวนผู้ปกครอง กับวัตถุประสงค์

ที่ผู้ปกครองกระทำและหลักการที่ผู้ปกครองใช้

รูปแบบที่ดูจะดีที่สุด คือ ประชาธรรมาธิปไตย

คือ คนส่วนใหญ่เพื่อคนทั้งหมด

ไม่ใช่เพื่อคนส่วนใหญ่ แต่ข่มเหงคนส่วนน้อย



( หมายเหตุ Blog ART19 : แสดงว่าการปกครอง

ที่ผลประโยชน์ตกอยู่เพียงเสียงส่วนใหญ่

ไม่ใช่การปกครองที่ดีที่สุด )


และรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดคือ ทรราชย์

นี่ว่ากัน ตามความคิดของปราชญ์ตะวันตกคนสำคัญ ๒ ท่าน

แต่ถ้าจะมาว่ากันตามคติพระพุทธศาสนาแล้ว

พระพุทธองค์เคยรับสั่งไว้ใน อัคคัญสูตร ถึงกำเนิดการปกครอง

และวรรณะต่าง ๆ โดยสรุปก็คือการปกครองเกิดจาก

ความขัดแย้งอันเกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรโดยความโลภของมนุษย์

จึงต้องมี การเลือกหัวหน้าขึ้นเรียกว่า มหาชนสมมุติ

และเมื่อเลือกให้มาแบ่งเขตสาลีเกษตร จึงเรียกว่า "กษัตริย์"

และเพราะทำความสุขใจให้ประชาชนจึงเรียกว่า "ราชา"

และวรรณะพราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็เกิดจากการสมมุติ ตาม ๆ กันมา

ทั้ง 4 วรรณะนี้ ผู้ใดประกอบกรรมเลว ก็ย่อมไปทุคติ

ผู้ใดประกอบกรรมดีก็ย่อมไปสุคติ และทรงสรุปว่า

“กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้ถือโคตร

ท่านผู้ถึงพร้อมถึงวิชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่เทวดาและมนุษย์”

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือพระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า

ใครยึดวรรณะอย่างพราหมณ์ก็ต้องถือว่ากษัตริย์ดีที่สุด

แต่พระองค์ไม่เห็นด้วย พระองค์สรรเสริญผู้ประพฤติธรรม

โดยเฉพาะผู้มีวิชชาและจรณะอย่างพระพุทธองค์และพระอริยเจ้านั้น

แลประเสริฐกว่ากษัตริย์เป็นไหน ๆ อย่างไรก็ตาม

ถ้ากษัตริย์ประพฤติธรรมด้วยนั้นแหละจึงจะดีที่สุด

ใน จักกวัตติสูตร หรือ พระสูตรว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิ

ซึ่งพระพุทธองค์รับสั่งถึงความดี-ชั่วของพระจักรพรรดิ

และประชาชนโดยเฉพาะ เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิมีธรรม

ก็จะเกิดรัตนะทั้ง ๗ ขึ้น คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว

แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว และพระเจ้าทัลหเนมิ

ทรงประพฤติธรรมจึงเกิดแก้ว ๗ ประการ แผ่นดินก็มีความสุข

ประชาชนปราศจาก ความยากจน ความคิดร้าย ความรุนแรง

กษัตริย์ทั้ง ๗ องค์ส่งต่อจากพระเจ้าทัลหเนมิก็ประพฤติธรรม

บ้านเมืองก็ร่มเย็นแต่พอมาถึงกษัตริย์องค์ที่ ๘

ก็ไม่ประพฤติธรรม ดังนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงธรรม

จักรแก้ว ซึ่งเกิดขึ้นก่อนก็จะไม่เกิด...ที่สำคัญก็คือ

เมื่อพระราชาไม่ให้ทรัพย์แก่ผู้ไร้ทรัพย์ ความยากจนก็แผ่ขยาย

การลักทรัพย์ก็ตามมา การพูดปด การทำร้ายกันฆ่าฟันกันก็ตามมา

อายุของมนุษย์ก็จะลดลงเรื่อย ๆ จนถึงกลียุค

ที่ผู้คนฆ่าฟันกันจนตายเกือบหมด คนที่เหลือรอดก็เริ่มบำเพ็ญศีล

ประพฤติธรรมกันใหม่ จนอายุมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ไปจนถึงยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์

ก็จะมีพระเจ้าจักรพรรดิที่ทรงธรรมขึ้นอีกทรงพระนามว่าสังขะ

และท้ายที่สุดพระเจ้าจักรพรรดิก็จะออกผนวช

ในสำนักพระศรีอาริยเมตไตรย์พุทธเจ้าพระองค์นั้น !

ธรรมะอันพระเจ้าจักรพรรดิต้องปฏิบัตินั้น

คือศีล และมีหิริ โอตตัปปะ และ จักกวัตติวัตร ๔ คือ ธรรมาธิปไตย

คือทรงตัดสินทุกสิ่งด้วยธรรมหรือความถูกต้อง

ทรงคุ้มครองป้องกันโดยชอบแก่คนทั้งแผ่นดิน

มา อธรรมการะ ทรงปราบปรามการอธรรม หรือความชั่วทั้งปวง

ธนานุประทาน ปันทรัพย์เฉลี่ยให้แก่ผู้ยากไร้ สมณพราหมณ์

ปริปุจฉา แสวงปัญญาและธรรมด้วยการสนทนา

กับสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม

ดังความที่พระเจ้าทัลหเนมิทรงรับสั่งสอนราชาผู้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์ว่า

“ ถ้าเช่นนั้นพ่อจงอาศัยธรรมเหล่านั้น สักการะธรรม

ทำความเคารพธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม ยำเกรงธรรม

มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่

จะจัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองอันเป็นธรรม

ในชนภายใน ในหมู่พล ในพวกกษัตริย์ผู้เป็นอนุยนต์

ในพวกพราหมณ์และคฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบททั้งหลาย

ในพวกสมณพราหณ์ ในเหล่าเนื้อและนก

ดูกรพ่อ..การอธรรมอย่าให้มีได้ในแว่นแคว้นของพ่อเลย

ดูกรพ่อ..อนึ่งบุคคลเหล่าใดในแว่นแคว้นของพ่อ

ไม่มีทรัพย์ พ่อพึงให้ทรัพย์แก่บุคคลเหล่านั้นด้วย

ดูกรพ่อ..อนึ่งสมณพราหมณ์เหล่าใดในแว่นแคว้นของพ่อ

งดเว้นจากความเมาและความประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติ

และโสรัจจะ ฝึกตนแต่ผู้เดียว สงบตนแต่ผู้เดียว

ให้ตนดับกิเลสอยู่แต่ผู้เดียว พึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

โดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบถามว่า

ท่านขอรับ กุศลคืออะไร

ท่านขอรับ อกุศลคืออะไร

กรรมมีโทษคืออะไร

กรรมไม่มีโทษคืออะไร

กรรมอะไรควรเสพ

กรรมอะไรไม่ควรเสพ

กรรมอะไรอันข้าพเจ้ากระทำอยู่

พึงมีเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน

หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่

พึงมีเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

พ่อได้ฟังคำสอนของสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว

สิ่งใดเป็นอกุศลพึงละเว้นสิ่งนั้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศล

พึงถือมั่นสิ่งนั้นประพฤติ ดูกรพ่อ นี้แลคือจักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น”


คัดจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 24 สิงหาคม 2554

............................................

อ้างอิงจาก http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=630&contentID=158918





 

Create Date : 24 สิงหาคม 2554    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2556 12:03:01 น.  

1  2  
ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.