นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ

Group Blog
 
All blogs
 
นิราศรักล้านนา

>@นิราศรักล้านนา@

@ตีหกครึ่งบึ่งไกลไปแอ่วเหนือ

สุขใจเหลือเมืองเหนือคงสุขสันต์

ตั้งใจรอวันนี้มานานวัน

แสนสำราญเบิกบานใจไหนจะปาน

@ไปมาแล้วทุกภาคสู้บากบั่น

ใต้อีสานตะวันออกขอบอกขาน

เขาพาไปศึกษาเพื่อดูงาน

ชมรวงร้านบ้านเรือนเพื่อนผองไทย

@คราวไปใต้ได้ฟังผู้คนเล่า

ถึงเรื่องราวโจรใต้ให้หวั่นไหว

สงสารเด็กเล็กเล็กต้องเสียใจ

น้ำตาไหลเห็นเปลวไฟเผาโรงเรียน

@ไปอีสานหนุกหนานกันถ้วนหน้า

เขาเฮฮารำร่ายไม่ปวดเศียร

คนอีสานเขาขยันและหมั่นเพียร

สู้ร่ำเรียนฝึกฝนทนทำงาน

@มาภาคเหนือสุขเหลือเมืองในฝัน

คงสุขสันต์ด้วยผู้คนเขาอ่อนหวาน

ผิวขาวขาวเสียงเบาเบาพูดยานยาน

เสียงแว่วหวานซ่านใจไปทุกครา

@ถึง “ ท่าตอ ”มากจริงหนอปลาช่อนแห้ง

วางบนแผงเรียงรายทั้งซ้ายขวา

ทอดให้ร้อนวางเคียงพริกน้ำปลา

รีบตักมาข้าวสวยเปิบด้วยมือ

@ล่วงเข้าเขต “ ลพบุรี ”มีน้ำขัง

นามากจังขังปลาในนาหรือ

เห็นชาวบ้านจับปลาเต็มสองมือ

ดูอึงอื้อเต็มท้องนาหน้าเบิกบาน

@ผ่านเข้า “ เมืองสิงห์บุรี ”มีลูกพลับ

เห็นเขานับจับวางพลางเรียกขาน

เชื้อเชิญชิมลูกพลับให้สำราญ

แจกยิ้มหวานให้ด้วยสวยวิลัย

@เหลือบไปเห็นป้ายเขียน “ เค้กปลาช่อน ”

นึกแล้วค่อนข้างงงให้สงสัย

เอาปลาช่อนมาทำเค้กได้อย่างไร

ช่างจนใจเสียดายไม่ได้ชม

@ผ่านล่วงเข้า “ อินทร์บุรี ”มีงูเห่า

เขาบอกเล่าผัดเผ็ดเห็นเหมาะสม

คนเมืองสิงห์ฝีมือน่านิยม

ผัดทอดต้มกลมกล่อมต่อมน้ำลาย

@เลยมาหน่อย “ น้อยหน่าดง ”กองเป็นตั้ง

แม่ค้าชั่งลูกโตโตน่ากินหลาย

เมืองสิงห์นี้ของดีมีมากมาย

อยากจะย้ายมาอยู่ดูสักปี

@เข้า “ ชัยนาท ”ป้ายประกาศบอก “ สวนนก ”

หลายคนยกนิ้วให้เป็นศักดิ์ศรี

ชาวชัยนาทสร้างสรรค์ไว้อย่างดี

คงได้มีโอกาสชมจนสมใจ

@ที่ชัยนาทดารดาษด้วยนาข้าว

สุกสกาวสีทองช่างผ่องใส

นาข้าวคือชีวิตตาย่ายาย

เราเติบใหญ่ก็ด้วยข้าวของชาวนา

@เข้า “ อุทัยธานี ”มี “ กระจับ ”

สีดำขลับเคยเล่นเป็นหนุกหนักหนา

ตอนเป็นเด็กทำเขาควายขวิดกันนา

โตขึ้นมาไม่เล่นเป็นแต่ดู

@“ ตำบลท่าน้ำอ้อย ”เขาห้อยป้าย

อย่างยิ่งใหญ่เขียนไว้แสนโก้หรู

เพื่อต้อนรับฮีโร่แม่โฉมตรู

“ น้องเก๋ ”อยู่ “ นครสวรรค์ ”ฉันชื่นชม

@ถึง “ พิษ-โลก ”เมืองใหญ่ที่ใฝ่ฝัน

เคียงคู่กัน “ แม่น้ำน่าน ”ย่านเหมาะสม

“ พระนเรศ ”ท่านสร้างไว้น่าชื่นชม

“ วังจันทร์ ”จมถมด้วยดินถิ่นโบราณ

@ผู้ว่ากล่าวต้อนรับพร้อมขับสู้

ให้ความรู้ “ อินโดจีน ”ท่านกล่าวขาน

พิษ-โลกนั้นยิ่งใหญ่มาเนิ่นนาน

เมืองหน้าด่านสี่แยกอินโดจีน

@เชื่อมต่อไกลไป จีน ลาว พม่า

ใต้สุดหล้า มาเลย์ได้ผายผิน

หากถนนเชื่อมต่อได้คงได้ยิน

พิษ-โลกถิ่นเชื่อมต่อโซ่ข้อกลาง

@เสร็จแล้วไปกินข้าว “ เหลา ”สุดหรู

บุฟเฟ่ย์ดูยิ่งใหญ่ไม่ขัดขวาง

อาหารดีหลายอย่างมีตั้งวาง

อิ่มท้องกางสำราญใจไปอีกวัน

@เสร็จแล้วเดินทางไป “ อุตรดิตถ์ ”

เมืองโสภิต “ พระยาพิชัย ”เห็นในฝัน

ท่านต่อสู้จนดาบหักกลางคัน

คามือท่านเพื่อลูกหลานได้เป็น “ไท ”


@แล้วเดินทางต่อไปถึงใน “ เขื่อน ”

อยู่กลางเถื่อนเกลื่อนกลาดสายน้ำใส

“ สิริกิติ์ ” เขื่อนดินที่ภูมิใจ

กั้นน้ำไว้ไม่ไหลไปท่วมนา

@ฟังผู้ว่าปรารภจนจบสิ้น

แถมได้กิน “ น้ำอัญชัญ ”สีฟ้าหนา

เอาใบตองพันแก้วสะดุดตา

เชือกกล้วยมาผู้ไว้ให้เป็นโบว์

@เข้าที่พักชื่อ “ รังนกนางนวล ”

อยู่บนควนเป็นแถวยาวกว้างอักโข

ห้องกว้างใหญ่แอร์เย็นที่นอนโต

ช่างอ่าโอ่โสภาน่าภิรมย์

@ตกกลางคืนจัดงานเลี้ยงแบบเพียงพอ

กับข้าวหรอ ร่อยไปไม่เห็นสม

ครึ่งชั่วโมงหายวับไปกับลม

บางคนดมเพียงรอยแกงแกล้งอิ่มเอม

@รุ่งเช้าตื่นขึ้นสันเขื่อนอันกว้างใหญ่

ขังน้ำไว้ให้ผู้คนสุขเกษม

กันน้ำท่วมบ้านเรือนให้ปรีเปรม

เป็นเช็คแดมมหึมากลางวารี

@ลงจากเขื่อนเคลื่อนย้ายไปกินข้าว

ที่“ พะเยาว์ ”เขาจัดแจงเร่งเร็วรี่

อาหารมากหลากหลายอร่อยดี

ตั้งอยู่ที่ริมโขงช่างโล่งใจ

@เสร็จแล้วเข้าพบ “ ปจ. ” ขอความรู้

การปราบผู้ค้ายาอย่างโปร่งใส

ทั้งกวดจับบำบัดจนมีชัย

พะเยาว์ได้รางวัลขึ้นชั้นครู

@จากนั้นไป “ เชียงราย ” ริมชายโขง

ทะลุโล่งถึง “ เชียงแสน ” แดนสุดหรู

เรียก “ สามเหลี่ยมทองคำ ” ได้มาดู

สุดลูกหูลูกตาหนา “ โขงเอย ”

@ซ้ายพม่าขวาลาวเราเป็นฐาน

เรียวเป็นด้านสองด้านบ้านเขาเหวย

ด้านหลังเป็นป่าเขาสูงจังเลย

แต่ก่อนเคยมีเรื่องด้านไม่ดี

@สามเหลี่ยมนี้มีชื่อด้านการค้าฝิ่น

ไทยปราบสิ้นฝิ่นหายได้ศักดิ์ศรี

เหลือไว้แต่ “ หอฝิ่น ” สร้างไว้ดี

ให้คนมีที่ศึกษาหาตำนาน

@เข้าที่พัก “ อิมพีเรียล ”เห็นแม่โขง

ไหลคดโค้งสุดตามหาศาล

มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายครัน

วันผ่านวันเดือนผ่านปีไม่มีเลือน

@หลายวันก่อนหน้านี้มีน้ำท่วม

“ เชียงแสน ” รวมน้ำไว้ดูช่างเหมือน

ที่ “ เขาหลัก ” พังงาคลื่นเคยเยือน

น้ำไม่เคลื่อนเพราะติดเขาเลยเศร้าใจ

@หน้าเป็นน้ำหลังเป็นเขาเขาว่าแน่

ฮวงจุ้ยแท้เหมาะดีกว่าที่ไหน

แต่ลืมคิดถึงมหาพิบัติภัย

โดนคลื่นใหญ่โหมกระแทกจนแหลกลาญ

@หากวันใด “ จีน ” ไม่ซื่อถือสัจจะ

ปล่อยน้ำละไหลกรายหมายประหาร

สามเหลี่ยมทองแห่งนี้ก็จะพาล

มีวิญญาณถมทับกับแผ่นดิน

@เข้าห้องพักพรักพร้อมต้องยอมรับ

เหมาะสำหรับนอนแอบอิงโฉมฉิน

แต่คืนนี้ไม่มีแม่ยุพิน

นอนมองดินแหงนมองฟ้าน่าอับอาย

@พอเย็นย่ำค่ำมาท้องฟ้าครึ้ม

เมฆอึมครึมฟ้าคำรามเริ่มใจหาย

ถ้าน้ำล้นหลากมาคงวอดวาย

แม่โฉมฉายคงอาลัยเสียดายเรา

@หยิบกางเกงเสื้อผ้าขึ้นมาใส่

แล้วออกไปกินข้าวพร้อมกับเขา

“ ร้านครัวไท ” อากาศดีไม่เบา

เสียงเพลงเคล้าเคียงโขงโปร่งโล่งดี

@รุ่งเช้ามามุ่งหน้าเข้า “ เชียงราย ”

“ เมืองแม่สาย ”หมายใจไปถึงที่

หากไม่ตายต้องมาถึงสักที

ดินแดนนี้ “ เทียร์รี่ ”เขาเชื้อเชิญ

@ถึงแม่สายหมายตามองหาสาว

ผิวขาวขาวราวไข่ปอกเที่ยวเดินเหิน

เจอแต่สาวชาวพม่าต้องรีบเมิน

เธอเที่ยวเดินขอทานขี้คร้านแล

@รีบข้ามไปใน “ ด่านท่าขี้เหล็ก ”

เที่ยวซอกแซกตลาดพม่าน่าเศร้าหมอง

บ้านเมืองเขาโทรมจริงหนามาตรึกตรอง

ทำไมของที่วางขายไม่โดนใจ

@มีซีดีเสื้อผ้าแบบบ้านบ้าน

แค่เดินผ่านถ้าให้ซื้อคงไม่ไหว

ตามถนนมีแต่คนพิร่ำพิไร

มาตื้อให้ซื้อของจ้องขอทาน

@ตอนเที่ยงวันกินข้าวกันแบบบุฟเฟ่

แต่เราเฉกินไก่ทอดกับหนมหวาน

ใช้เวลาที่นี่ไม่เนิ่นนาน

ก็ผันผ่านลาแม่สายไปตามทาง

@มุ่ง “ เชียงใหม่ ”แดนล้านนาที่น่าอยู่

อยากไปดูสาวเหนือฟ้อนจนฟ้าสาง

รอพี่หน่อยเถิดแม่หญิงหุ่นสำอาง

จะเคียงข้างกินขันโตกให้โศกคลาย

@เข้าที่พัก “ โลตัสปางสวนแก้ว ”

เจอเข้าแล้วหัวใจแทบวูบหาย

หน้าเคาน์เตอร์โรงแรมยืนเรียงราย

เหมือนที่หมายมั่นไว้ให้ได้เจอ

@แม่ช่างขาวผมยาวปากแดงปลั่ง

ยามยิ้มช่างโสภีจนพี่เผลอ

ส่งยิ้มให้ตอบไปใจเบลอเบลอ

ได้มาเจอแบบนี้ไม่มีลืม

@ตกเย็นย่ำค่ำเขาไปหาเหล้า

กป.เรานัดสังสรรค์ชวนกันดื่ม

“ ร้านบ้านแก้วเฮือนคำ ” เราแสนปลื้ม

ยกแก้วดื่มเบียร์แกล้มแก้มสาวเมือง

@ดื่มกินเสร็จเตร็จเตร่เร่ไปทั่ว

ย่านไหนมั่วมัวแสงไฟเขียวเหลือง

เมืองเชียงใหม่ย่านไหนไหนก็ประเทือง

จนคางเหลืองจึงได้กลับไปนอน

@เช้าตรู่ตื่นเขี่ยขี้ตาหน้าไม่ล้าง

แสนอ้างว้างเผลอไผลไปกอดหมอน

นึกเสียว่าได้กอดแม่งามงอน

แต่สะท้อนอ่อนใจไม่เห็นนาง

@นั่งซึมเซาเหงาหงอยจนคล้อยสาย

พี่จึงได้เข้าห้องน้ำเพื่อสะสาง

แปรงฟันด้วยฉี่ไปด้วยอึ๊ไปพลาง

จนเริ่มสร่างเศร้าใจไปแต่งกาย

@ออกเดินทางจากเชียงใหม่ไป “ ลำพูน ”

แสนอาดูรต้องจากไกลไปเมื่อสาย

สักวันหนึ่งมีเวลาจะเยื้องกราย

มาเยี่ยมสายหมอกเช้าเคล้าคลึงใจ

@ถึงลำพูนเก้าโมงเช้าเข้าแถวหน้า

ฟังผู้ว่า “ อมรพันธุ์ ”ท่านปราศรัย

เล่าเรื่องราวคราวอดีตเพลินกันไป

“ หริภุญไชย ” ใหญ่ยิ่งมิ่งศรีเมือง

@ก่อนจากลาท่านผู้ว่าให้ “ พระรอด ”

พระสุดยอดพระบูชานามกระเดื่อง

“ จามเทวี ” แม่สร้างไว้เป็นศรีเมือง

ชื่อลือเลื่องโด่งดังไกลไปทั่วแดน

@เสร็จแล้วไป “ นิคมอุตสาหกรรม ”

เขาให้หม่ำ “ ต้มไก่ ” สุขใจแสน

อาหารจีนหลากหลายไม่ขาดแคลน

จากพุงแบนกลับพองเหมือนท้องควาย

@กราบลาแล้วรีบแจวไป “ ลำปาง ”

เพื่อดูช้างเขาเลี้ยงไว้ช่างมากหลาย

เขาแสนรู้ฟังควานพูดได้ง่ายดาย

โชว์ลากไม้วาดรูปได้ช่างเก่งจัง

@ช้างตัวน้อยสองเชือกเลือกวาดรูป

ด้วยจมูกยาวยาวเขาปลูกฝัง

เป็นดอกไม้กับลูกช้างน่ารักจัง

เสร็จแล้วตั้งไว้ขายหลายร้อยเชียว

@ต่อจากนั้นไปกันที่ “ แม่เมาะ ”

แหล่งขุดเจาะถ่านหินกลางเขาเขียว

ขึ้นไปดูปากเหวขนลุกเกรียว

หลายแสนเที่ยวเทียวขุดเจาะเห็นบ่อตรึม

@ยามหน้าหนาวพราวพร่างด้วยดอกไม้

กวัดแกว่งไกวเหลืองอร่ามกลางป่าขรึม

“ ทุ่งบัวตอง ” ยามนี้เห็นแล้วซึม

คนหลงลืมเพราะไร้ดอกออกให้ชม

@เดินทางต่อถึง “ โรงแรมเวียงลคอร ”

แลสลอนนักร้องสาวช่างงามสม

รองผู้ว่ามาต้อนรับน่านิยม

แต่งกลอนชมท่านไว้อ่านให้ดู

@แสนดีใจได้มาเมืองอ่าโอ่

เมืองใหญ่โตนาม “ ลำปาง ” ช่างสวยหรู

ทีมจังหวัดจัดข้าวปลามาเลี้ยงดู

โรงแรมหรูจัดหามาให้นอน

@ขอกราบลงกลางใจท่านรองผู้ว่า

ท่าน “ สามารถ ลอยฟ้า ” ชื่อกระฉ่อน

ให้เกียรติมาต้อนรับทุกขั้นตอน

พรุ่งนี้จรจากไปไม่ลืมเลือน

@ค่ำคืนนี้แม้ไม่มีสิ่งใดให้

นอกจากใจของพี่น้องและผองเพื่อน

จะร่วมกันร้องเพลงเพื่อย้ำเตือน

ผู้มาเยือนมอบไว้ให้ได้ฟัง

@เพื่อเป็นการขอบคุณน้ำใจท่าน

ที่สงสารเมตตาดั่งมุ่งหวัง

ขอพวกเราปรบมือเสียงดังดัง

อีกสักครั้งให้ดังก้องห้องอีกที

@จนดึกดื่นค่อนคืนเริ่มง่วงหาว

เพราะเมาเหล้ามากแล้วหนาถ้าต้องหนี

ขึ้นไปนอนซักหน่อยคงจะดี

ตอนตีสี่ต้องรีบตื่นฟี้นพระองค์

@ยามสายสายฟื้นกายเตรียมตัวจาก

เมืองม้าลากรถโบราณตามประสงค์

ชักชอบใจทำให้จากไม่ลง

เห็นทีหลง “ ลำปาง ” อย่างตั้งใจ

@แต่ตัดใจจากไปพร้อมผองเพื่อน

ยากลืมเลือนแต่ถ้าอยู่คงไม่ไหว

ลำปางกับกรุงเทพช่างห่างไกล

ไว้วันใหม่ข้างหน้าจะมาเมา

@แวะกินข้าว “ กำแพงเพชร ” กันทั้งกลุ่ม

หมูแดงจุ่มน้ำจิ้มอาหารเหลา

ข้าวมันไก่เป็ดย่างมันส์เลยเรา

แหมทำเอาท้องกางอย่างผู้ดี

@กินเสร็จสรรพรถขยับโขยกเขยื้อน

ล้อเริ่มเลื่อนโครกครากจากถิ่นนี้

ต้องขอลา “ ภาคเหนือ ” กันเสียที

ถ้าหากมีเวลาจะมาเยือน

@ต้องขอจบ “ นิราศเหนือ ” เพียงแค่นี้

ขอลาทีแดนฟ้าหาไหนเหมือน

แต่หน้าตาเริ่มพร่าเริ่มลางเลือน

เหมือนจะเตือนให้เราเร่งเข้านอน

@เหลือบเห็นเพื่อนนั่งข้างที่ร่างใหญ่

เริ่มเข้าไคล้กรนดังเหมือนเสียงหอน

ทำเอาเรางุ่นง่านเริ่มหาวนอน

คอชักอ่อนค่อยค่อยพับแล้วหลับใน



เขียนโดย boonja@krabi


Create Date : 05 มิถุนายน 2553
Last Update : 5 มิถุนายน 2553 23:26:46 น. 1 comments
Counter : 480 Pageviews.

 
โห..หยั่งกับว่าได้ไปด้วยทุกจังหวัดเลย นิราศเมืองเหนือ


โดย: kapeak วันที่: 26 กรกฎาคม 2553 เวลา:13:56:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อาบูรณ์
Location :
กระบี่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




@ผมแค่อยาก เขียนกลอน ตอนว่างว่าง

แค่อยากสร้าง บทกวี ที่สร้างสรรค์

ไม่อยากหาย ใจทิ้ง ไปวันวัน

โลกของฉัน นั้นคงไม่ กวนใจคุณ















ข้อความต้อนรับ ข้อความบอกลา : Users Online คน A

+
Friends' blogs
[Add อาบูรณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.