ปฐมบท แห่งการเลี้ยงปลา...
จะเลี้ยงปลาทั้้งที มาดูกันว่า เรารู้จักค่าพวกนี้กันหรือยัง ^^

-------------------------------------------------------------------------------
แร่ธาตุ
-------------------------------------------------------------------------------
      สัตว์น้ำต้องการแร่ธาตุเพื่อการเจริญเติยโตและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ สัตว์น้ำสามารถดูดซึมแร่ธาตุจากน้ำได้ทางเหงือก โดยแร่ธาตุที่ถือว่าจำเป็นสำหรับสัตว์น้ำและควรมีในอาหารประมาณ 14 ชนิด อาจแยกเป็น 2 กลุ่มคือ

      แร่ธาตุหลักที่สัตว์น้ำต้องการในปริมาณมาก ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โพแทสเซียม โซเดียม

      แร่ธาตุรองที่สัตว์น้ำต้องการในปริมาณน้อยมากแต่จำเป็นและสำคัญต่อขบวนการต่าง ๆในร่างกาย ได้แก่ เหล็ก สังกะสี ทองแดง โคบอลท์ แมงกานีส ไอโอดีน และคลอรีน

      ตัวอย่างเช่น แคลเซียมและฟอสฟอรัส ปลาหลายชนิดสามารถดูดซึมได้จากน้ำ ยกเว้นกรณีที่น้ำมีแคลเซียมละลายอยู่น้อย ส่วนฟอสฟอรัสจะละลายในน้ำได้น้อยเมื่อคิดเป็น *** ส่วนกับปริมาณของแคลเซียม การขาดฟอสฟอรัสจะทำให้การเจริญเติบโตและความอยากกินอาหารลดลง ที่สำคัญอัตราส่วนของแคลเซียมและฟอสฟอรัสจะต้องเหมาะสม
แร่ธาตุบางชนิดจะกีดขวางการดูดซึมของแร่ธาตุอื่นๆ เช่น แคลเซียม จะทำให้การดูดซึม โพแทสเซียม และ สังกะสีลดลง ดังนั้น สัตส่วนของแร่ธาตุจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึงถึง

-------------------------------------------------------------------------------
ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH)
-------------------------------------------------------------------------------

ความเป็นกรดเป็นด่าง เป็นการวัดปริมาณความเข้มข้นของไฮโดรเจนอิออนที่มีอยู่ในน้ำ
เพื่อเป็นเครื่องแสดงให้เราทราบว่า น้ำหรือสารละลายมีคุณสมบัติเป็นกรดเป็นด่าง ในการทำปฏิกิริยาต่างๆ ระดับความเป็นกรดด่างมีค่าอยู่ระหว่าง 0-14

โดย 7 เป็นจุดกึ่งกลางหากต่ำกว่า 7 มีค่าเป็นกรด หากสูงกว่าเป็นด่าง

ค่า pH ในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อมหลายประการ เช่น ลักษณะพื้นดินและหิน ตลอดจนการใช้ที่ดินบริเวณแหล่งนั้น
และอิทธิพลของสิ่งมีชีวิตในน้ำ เช่น จุลินทรีย์และแพลงก์ตอนพืช pH ของน้ำมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ในแหล่งน้ำ

พืชน้ำสามารถใช้ธาตุอาหารได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับค่า pH ของน้ำ หากระดับ pH ต่ำกว่า 4.5 พืชน้ำเจริญเติบโตได้ไม่ดี

ขณะเดียวกันหากค่าpHต่ำหรือสูงเกินไปก็ไม่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จึงมีผู้แนะนำช่วง pH ที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดังนี้

- pH 4.0 หรือต่ำกว่า = เป็นจุดอันตรายทำให้ปลาตายได้
- pH 4.0-6.0 = ปลาบางชนิดอาจไม่ตาย แต่ผลผลิตจะต่ำคือ การเจริญเติบโตช้าการสืบพันธุ์หยุดชะงัก
- pH 6.5-9.0 = ระดับที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
- pH 9.0-11.0 = ไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำหากต้องอาศัยอยู่เป็นเวลานาน
- pH 11 หรือมากกว่า = เป็นพิษต่อปลา

ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีค่า pH เปลี่ยนแปลงในช่วงตอนกลางวันและกลางคืนสืบเนื่องจากแพลงก์ตอนพืชและพืชน้ำใช้คาร์บอนไดออกไซด์
เพื่อทำการสังเคราะห์แสงในตอนกลางวัน ทำให้ค่า pH สูง และจะค่อยๆลดตอนกลางคืนเนื่องจากคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยคืนกลับมาจากการหายใจของสิ่งมีชีวิตในน้ำ
น้ำที่มีค่าความเป็นด่าง (Alkalinity) ต่ำจะมีปริมาณแพลงก์ตอนพืชมาก
pH จะสูง 9-10 ในช่วงบ่าย ดังนั้นการเช็คค่า pH ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรเช็คในเวลาเช้ามืดและช่วงบ่าย

เพื่อได้ทราบค่า pH ต่ำสุดและสูงสุดในรอบวันเพื่อที่จะป้องกันแก้ไขได้ทัน กรณีค่า pH สูง 9-10 หากเกิดขึ้นช่วงระยะเวลาสั้นๆจะไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ
และแหล่งน้ำที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงไม่ควรมีค่า pH เปลี่ยนแปลงเกิน 2 หน่วยในรอบวัน ค่า pH

นอกจากมีผลต่อสัตว์น้ำโดยตรงแล้วยังมีผลทางอ้อมเช่น ทำให้สารพิษชนิดอื่นๆแตกตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง เช่น pH ระดับสูงขึ้นทำให้ความเป็นพิษของแอมโมเนียเพิ่มมากขึ้น การแทรกซึมของสารพิษบางชนิดเข้าสู่ร่างกายสัตว์น้ำขึ้นอยู่กับค่า pH ของสารละลายนั้นๆ

นอกจากนี้การใส่ปุ๋ยในบ่อปลาหากปรากฎว่าน้ำหรือดินในบ่อที่มีสภาพเป็นกรดมากเกินไป จะต้องปรับปรุงค่า pH สูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่เหมาะสมเสียก่อนจึงใส่ปุ๋ย
เพื่อที่จะให้ปุ๋ยสามารถละลายและถูกนำไปใช้โดยสิ่งมีชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปลาแต่ละชนิดจะมีความทนทานต่อกรด-ด่างได้ต่างกัน ค่า ph ที่เหมาะสมควรเป็นกลาง 6.8-7.8
หากน้ำมีสภาพความเป็นกรดมากเกินไปทำให้ปลา เครียด กินอาหารน้อย มีผิวหนังซีดขุ่นขาว ปลาจะว่ายไปมาอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ปลาจะพยายามฮุบอากาศและพยายามกระโดดออกจากบ่อ ท้ายที่สุดทำให้ปลาตายได้ เช่นเดียวกันหากน้ำมีสภาพเป็นด่าง (pH 8-9 หรืออาจสูงกว่า)

จะทำให้ครีบปลากร่อนและเกิดการระคายเคืองขึ้นที่เหงือก การป้องกันไม่ให้ pH ของน้ำสูงเกินไปทำได้โดยการคุมมิให้น้ำมีสีเขียวจัดเกินไป โดยการลดปุ๋ย ลดให้อาหาร
พร้อมถ่ายน้ำออกบางส่วนแล้วเติมปูนขาวอัตรา 50-60 กก./ไร่ และไม่ควรเลี้ยงปลาหนาแน่นมากเกินไป

ค่า pH ของน้ำมีผลต่อการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์วางไข่ของปลาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน
เช่น กลุ่มปลา Tetra พวกปลานีออน, คาร์ดิเนล, ปลาซิวหางกรรไกร และปลาซิวข้างขวาน จะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดีในช่วง pH ระหว่าง 5.3 – 7.8 ส่วนปลาหางไหม้, ปลาทรงเครื่อง, ปลาเล็บมือนาง, ปลาน้ำผึ้ง, ปลาสวาย, ปลากะทิง, ปลาเสือตอ และปลาของไทย ส่วนใหญ่มักจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีค่า pH อยู่ระหว่าง 6.5 – 7.5

-------------------------------------------------------------------------------
ความเป็นกรด (acidity)
-------------------------------------------------------------------------------

       ความเป็นกรดของน้ำเป็นความสามารถของน้ำนั้นที่จะให้โปรตอนหรือ H+ พวกกรดแร่หรือ กรดอ่อน เช่น carbonic acid, acetic acid ตลอดจนพวกเกลือซึ่งไฮโดรไลซ์ได้ เช่น ferrous sulfate, aluminium sulfate เหล่านี้ ล้วนมีส่วนเพิ่มความเป็นกรดของน้ำ

ความเป็นกรดของน้ำในธรรมชาติแบ่งเป็น 2 ประเภท

1. ความเป็นกรดเนื่องจากคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide acidity)ได้แก่   เป็นกรดส่วนใหญ่ของน้ำในธรรมชาติ เกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งทำปฏิกิริยากับน้ำให้กรดคาร์บอนิค คาร์บอนไดออกไซด์อาจเกิดขึ้นจากการออกซิเดชั่นทางชีวะของสารอินทรีย์ในน้ำโดยแบคทีเรียทั้งแบบที่ใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน น้ำธรรมชาติที่มีแต่ CO2 acidity จะมี pH มากกว่า 4.5

2. ความเป็นกรดเนื่องจากกรดแร่ (mineral acidity) น้ำซึ่งมีความเป็นกรดนี้จะมีพีเอชต่ำกว่า 4.5 มักพบในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมถลุงโลหะ
โรงงานผลิตสารอินทรีย์ น้ำตามธรรมชาติอาจมี mineral acidity ได้ เช่น ในกรณีที่น้ำไหลผ่านพวกเหมืองเก่า ๆ ซึ่งมักจะมีพวกกรดกำมะถัน
เกลือของกรดกำมะถัน ซัลไฟด์ เหล็กไพไรต์ (FeS2) อยู่ สำหรับ ซัลไฟด์ เหล็กไพไรต์
อาจถูกเปลี่ยนไปเป็นกรดกำมะถันและซัลเฟตโดยอาศัย sulfur oxidizing bacteria

   -------------------------------------------------------------------------------
ความเป็นด่าง (Alkalinity) **
-------------------------------------------------------------------------------

ความเป็นด่างของน้ำ หมายถึงคุณสมบัติของน้ำที่ทำให้กรดเป็นกลาง โดยความเป็นด่างของน้ำประกอบด้วย คาร์บอเนต (CO3) ไบคาร์บอเนต(HCO3) ไฮดรอกไซค์(OH) เป็นส่วนใหญ่แต่อาจมีพวกบอเรต(BO3-3) ซิลิเคต(SiO3-2) ฟอสเฟต และสารอินทรีย์ต่าง ๆ

ค่าความเป็นด่างโดยตัวมันเองไม่ถือว่าเป็นสารมลพิษ แต่มีผลเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านอื่น ๆ เช่น ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ความเป็นกรด (acidity) และความกระด้าง Hardness

คุณสมบัติของความเป็นด่างต่อแหล่งน้ำเป็นตัวการควบคุมมิให้ pH เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปหากปรากฏว่าแหล่งน้ำมีค่าเป็นด่างต่ำแสดงว่ามี buffering capacity น้อย ค่าความเป็นด่างของน้ำมีค่าแตกต่างกันไป มีค่าตั้งแต่ 25-500 mg/L
แหล่งน้ำเสียชุมชนหรือจากโรงงานอุตสาหกรรมอาจมีค่าเป็นด่างสูง เกณฑ์ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำควรมีค่าความเป็นด่างระหว่าง 100-120 mg/l เราสามารถปรับค่าความเป็นด่างให้สูงขึ้นโดยใส่ปูนขาว (Liming)
การลดความเป็นด่างและความกระด้างจะทำได้ยากไม่นิยมกระทำกัน

ค่าความเป็นด่างกับความกระด้าง (Hardness) มีความสัมพันธ์กัน น้ำที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำควรมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างใกล้เคียงกัน ค่าความเป็นด่างในน้ำไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว น้ำที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างต่ำและความเป็นด่างต่ำจะให้ผลผลิตไม่ดี เช่น การเจริญเติบโตจะต่ำ ฯลฯ

แพลงก์ตอนพืชและพืชน้ำจะใช้ คาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสังเคราะห์แสงในตอนกลางวันทำให้ค่า pH สูงขึ้น
คือน้ำจะมีสภาพความเป็นด่างมากขึ้นและค่อยๆลดในตอนกลางคืน
เนื่องจาก คาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยออกมาจากการหายใจน้ำที่มีค่าความเป็นด่างต่ำจะมีค่า pH
อยู่ระหว่าง 6-7.5 ในตอนเช้าหากมีปริมาณแพลงก์ตอนหนาแน่นค่า pH ในตอนบ่ายอาจจะสูงถึง 10 หรือมากกว่า

ส่วนน้ำที่มีค่าเป็นด่างสูงจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงของ pH มากนักโดยอาจมีค่าอยู่ระหว่าง 7.5-8 ในตอนเช้าและเพิ่มเป็น 9-10 ในช่วงบ่ายในบ่อที่มีค่าความเป็นด่างสูงมากประกอบกับมีค่ากระด้างต่ำค่า pH อาจสูงมากถึง 11 ในระหว่างที่มีการสังเคราะห์แสง ดังนั้น
การวัดค่า pHจึงควรเช็คในตอนเช้าและช่วงบ่าย
เพื่อได้ทราบค่าความเปลี่ยนแปลงต่ำสุดและสูงสุดในแต่ละวัน

-------------------------------------------------------------------------------
การปรับค่า pH ในบ่อเลี้ยงปลา
-------------------------------------------------------------------------------

บ่อเลี้ยงหลายแห่งดินมีสภาพเป็นกรด (acid soil) ทำให้น้ำในบ่อมีสภาพเป็นกรดไม่เกิดผลดีต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจึงต้องปรับปรุงโดยการเติมปูนขาว (Liming) โดยปูนขาวจะทำปฏิกริยากับดินช่วยให้ค่า pH ,
ค่าความเป็นด่างและความกระด้างสูงขึ้นไปด้วย หากบ่อสร้างใหม่ต้องคอยเช็คคุณภาพน้ำและปรับสภาพน้ำอยู่เสมอ

   -------------------------------------------------------------------------------
ความกระด้าง (Hardness)
-------------------------------------------------------------------------------
ความกระด้างของน้ำ (water hardness) หมายถึง ปริมาณของเกลือ, แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยมที่ละลายอยู่ในน้ำ ความกระด้างของน้ำแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือความกระด้างชั่วคราว (Temporary hardness) โดยเกิดจากสารละลายของ calcium หรือ magnesium bicarbonate
เมื่อถูกความร้อนจะตกตะกอนกลายเป็นหินปูน (carbonate) ส่วนความกระด้างถาวร (permanent hardness) เกิดจากสารละลายพวก calcium หรือ magnesium carbonate และความกระด้างรวมของน้ำ Total hardness หมายถึง ผลรวมของความกระด้างชั่วคราวและถาวรโดยอยู่ในรูปของ calcium carbonate ค่าความกระด้างของน้ำมีค่าตั้งแต่ 0-100 mg/l ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของแหล่งน้ำ
เราสามารถแบ่งระดับความกระด้างของน้ำได้ดังนี้

ความกระด้าง 0 - 75 mg/l น้ำอ่อน
ความกระด้าง 75 - 150 mg/l กระด้างปานกลาง
ความกระด้าง 150 - 300 mg/l น้ำกระด้าง
ความกระด้าง 300 mg/l ขึ้นไป น้ำกระด้างมาก

น้ำทะเลหรือน้ำกร่อยที่มี Na+ ปะปนอยู่สามารถทำให้ความกระด้าง ของน้ำสูงขึ้นได้ซึ่งไม่เป็นความกระด้างที่แท้จริงเรียกว่า pseudo-hardness
ความกระด้างโดยตัวของมันเองไม่ถือว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำ แต่ความกระด้างของน้ำมีความสัมพันธ์กับค่าความเป็นด่าง (alkalinity) และความเป็นกรดด่าง (pH)
น้ำกระด้างยังช่วยลดความเป็นพิษของสารพิษหลายชนิด เช่น โลหะหนัก (heavy metal) ได้แก่ ปรอท ตะกั่วและแคดเมี่ยม ฯลฯ
น้ำกระด้างปานกลางหรือสูงเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ ส่วนน้ำกระด้างอ่อนหรือน้ำฝนไม่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เราสามารถเพิ่มความกระด้างของน้ำได้โดยการเติมปูนขาว เช่นเดียวกันกับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำ
ค่าความกระด้างของน้ำหากเป็นความกระด้างถาวร

ถ้าเราใช้อุปโภคบริโภคเป็นประจำในชีวิตประจำวันจะไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนั้นจึงควรต้องปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะนำไปใช้


  -------------------------------------------------------------------------------
อุณหภูมิ (Temperature)
-------------------------------------------------------------------------------

อุณหภูมิของน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลโดยทางตรงและทางอ้อมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ
จึงจำเป็นต้องทำการตรวจสอบเพื่อหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นระยะทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยปกติอุณหภูมิของน้ำตามธรรมชาติจะผันแปรตามภูมิอากาศ ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาล ระดับความสูงและสภาพภูมิประเทศ

นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ กระแสลม, ความลึก, ปริมาณสารแขวนลอยหรือความขุ่น และสภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไปของแหล่งน้ำ

การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำตามธรรมชาติจะค่อยไปอย่างช้า ๆ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำรงชีวิตสัตว์น้ำ อุณหภูมิของร่างกายสัตว์น้ำจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของน้ำและสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม

ปลาจะสามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของน้ำในช่วงจำกัด เมื่ออุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตก็จะสูงขึ้น
เมื่ออุณหภูมิลดลงกิจกรรมเหล่านั้นก็จะลดลงไปด้วยตามกฎของ(Van Hoff's Law) ซึ่งกล่าวว่าขบวนการ เมตาโบลิซึ่ม (Metabolic rate) ของสิ่งมีชีวิตจะเพิ่มเป็น 2-3 เท่า เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10 องศาเซลเซียส
เช่น การหายใจ, การว่ายน้ำ, การกิน, การย่อยของอาหาร,
การขับถ่ายและการเต้นของหัวใจ เป็นต้น อัตรา กิจกรรมเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในปลาแต่ละชนิด ซึ่งขึ้นอยู่กับขบวนการทางชีวเคมีภายในร่างกายและสภาพแวดล้อม เช่น

ปลาขนาดใหญ่จะมีอัตราเมตาโพลิน้อยกว่าปลาที่มีขนาดเล็ก โดยปกติอุณหภูมิภายในตัวปลาจะแตกต่างไปจากอุณหภูมิของน้ำเพียง 0.5-1 C เหงือกปลาจะเป็นอวัยวะที่สำคัญช่วยในการถ่ายเทและรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย

ปลาขนาดเล็กจะมีอัตราส่วนระหว่างเหงือกต่อน้ำหนักตัวมากกว่าปลาขนาดใหญ่ ทำให้ปลาขนาดเล็กสามารถทนทานและปรับตัวได้ดีกว่าปลาขนาดใหญ่

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของน้ำอย่างรวดเร็ว (Temperature shock) สามารถทำให้เกิดอันตรายโดยตรงต่อสัตว์น้ำได้

เช่น ทำให้ระบบการควบคุมขับถ่ายน้ำและแร่ธาตุภายในร่างกาย (Osmoregulatory system) ผิดปกติไปทำให้ร่างกายอ่อนแอและตายได้
การปล่อยน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆที่มีอุณหภูมิสูงหรือระบบหล่อเย็น (Cooling system)
จะมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำบริเวณดังกล่าวหากอุณหภูมิสูงกว่า 2-3 C อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในระดับสูงขึ้นไป
ชนิดปริมาณและ *** ส่วนของประชากรจะถูกควบคุมโดยอุณหภูมิ
นอกจากนี้อุณหภูมิยังมีผลต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
ของแหล่งน้ำหลายประการ เช่น

ความหนาแน่น, ความหนืด, ความสามารถในการละลายก๊าซออกซิเจน, การแบ่งชั้นของน้ำ, การหมุนเวียนของแร่ธาตุต่างๆ และกระแสน้ำ เป็นต้น

ผลกระทบที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงคือ ปริมาณออกซิเจนละลายอยู่ในน้ำจะลดลง

ขณะเดียวกันสัตว์น้ำต้องการออกซิเจนเพิ่มมากขึ้นจึงเกิดปัญหาขาดแคลนออกซิเจนขึ้นได้และการทำงานของแบคทีเรียและจุลินทรีย์ชนิดต่างๆในการย่อยสลายสิ่งปฏิกูลต่างๆในน้ำก็จะเพิ่มขึ้นและต้องการใช้ออกซิเจนมากขึ้นก็จะทำให้แหล่งน้ำขาดออกซิเจนเร็วขึ้นเป็นเหตุให้เกิดการเน่าเสีย
การอพยพย้ายถิ่น การวางไข่ การฟักไข่ เป็นตัวของสัตว์น้ำล้วนแต่ถูกควบคุมโดยอุณหภูมิทั้งสิ้น

การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของน้ำทำให้พืชน้ำโดยเฉพาะแพลงก์ตอนมีการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณของสาหร่ายหลายชนิด เช่น อุณหภูมิสูงจะมีพวกสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวมาก จะไม่ก่อประโยชน์ต่อสัตว์น้ำบางชนิดอาจทำให้เป็นพิษแก่สัตว์น้ำได้ นอกจากนี้หากมีปริมาณมากก็จะทำให้เกิดการเน่าเสียและมีกลิ่นเหม็นย่อมมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำได้เช่นเดียวกัน

ปลาไม่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกะทันหัน ดังนั้นในการเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งต้องระวังเป็นพิเศษ โดยต้องให้ปลาปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิอย่างช้าๆ

โดยเฉพาะถ้านำปลาที่มีอุณหภูมิต่ำไปที่มีอุณหภูมิสูงจะมีผลรุนแรงมากกว่า
อุณหภูมินอกจากมีผลต่อสัตว์น้ำโดยตรงอาจมีผลทางอ้อมเช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้สารพิษประเภทต่างๆ เช่น

ยาปราบศัตรูพืชและโลหะหนักมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิสูงจะช่วงเร่งให้มีการดูดซึม การแพร่กระจายของสารพิษเหล่านั้นให้เข้าสู่ร่างกายเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตามสารพิษบางชนิดมีพิษลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิไปทำให้ปฏิกริยาย่อยสลาย และการกำจัดสารพิษออกนอกร่างกายได้เร็วขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้อุณหภูมิของน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ความต้านทานต่อโรค
ของสัตว์น้ำเปลี่ยนแปลงไปและเ  ชื้อโรคบางชนิดสามารถแพร่กระจายได้ดีในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน

ปลาในเขตร้อนเช่น ประเทศไทยชอบอาศัยอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิ 25-32 C
บ่อเลี้ยงปลาธรรมชาติโดยทั่วไปเนื่องจากมีปริมาณแร่ธาตุสารแขวนลอย, แพลงก์ตอน และความขุ่นค่อนข้างสูง
ดังนั้นตอนกลางวันที่มีแดดจัดผิดน้ำชั้นบนจะดูดซับความร้อนไว้ได้มาก อาจมีอุณหภูมิสูงกว่า 35 C

ส่วนน้ำชั้นล่างที่มีอุณหภูมิต่ำอาจเกิดการแบ่งชั้นของอุณหภูมิความลึก (Thermal stratification) แต่มักปรากฎในแหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่

ส่วนในบ่อเลี้ยงปลามีพื้นที่น้อย ความลึกไม่เกิน 2 เมตร จะไม่ค่อยเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ดีในบ่อที่มีความขุ่นสูงกระแสลมไม่พัดผ่าน อาจเกิดการแบ่งชั้นอุณหภูมิขึ้นได้โดยเฉพาะวันที่มีท้องฟ้าใสลมสงบ แดดจัด

การรวมตัวของน้ำชั้นบนและชั้นล่างจะเกิดขึ้นตอนกลางคืนหรือรุ่งเช้าเนื่องจากอุณหภูมิของน้ำจะค่อยๆลดทำให้เกิดการรวมตัวหรือหากในบ่อมีความขุ่นลดลง ปริมาณแพลงก์ตอนลดน้อยลงทำให้แสงสว่างส่องลงไปลึกมากขึ้น

การแพร่กระจายของอุณหภูมิจะสม่ำเสมอในทุกๆความลึก เกิดการรวมตัวภายหลังเกิดการแบ่งชั้นของอุณหภูมิส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำทำให้เกิดการขาดแคลนออกซิเจนในแหล่งน้ำได้
อุณหภูมิที่ผิดปกติอาจทำให้เกิดโรค

หากอุณหภูมิของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันอาจทำให้ปลาตายได้เช่น เปลี่ยนแปลงช่วง +12 C

ปลาส่วนใหญ่จะปรับตัวทันแต่มีปลาหลายชนิดไม่สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงได้ ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเกิดขึ้นเสมอคือ

การขนส่งปลาจากบ่อหนึ่งไปอีกบ่อหนึ่ง
ดังนั้นควรระวังในการขนถ่ายหากปลาเกิดช๊อคเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกะทันหันทำให้ปลาอ่อนแอลงและติดเชื้อได้ง่ายและปลาที่อยู่ในน้ำที่เย็นหรืออุณหภูมิต่ำจะมีลักษณะผิวหนังซีดและเกิดการติดเชื้อราได้ง่าย

โดยสรุป

การป้องกันผลกระทบอุณหภูมิที่มีต่อสัตว์น้ำควรป้องกันไม่ให้อุณหภูมิของแหล่งน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือผิดปกติไปจากสภาพที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือฤดูกาลและไม่ควรเกินในช่วงอุณหภูมิปกติในการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ
ปริมาณออกซิเจนละลาย (Dissolved oxygen)
ออกซิเจนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตเนื่องจากสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ย่อมต้องการออกซิเจนเพื่อการหายใจและเจริญเติบโต ถ้าน้ำในบ่อมีออกซิเจนน้อย ปลาจะกินอาหารน้อยไปเอง

เนื่องจากการย่อยอาหารของสัตว์น้ำต้องอาศัยออกซิเจน ดังนั้น น้ำที่มีคุณภาพต่ำมีออกซิเจนละลายในน้ำอยู่น้อยจะส่งผลให้สัตว์น้ำกินอาหารได้น้อยลง และมีอาหารเหลือได้

ปริมาณออกซิเจนในน้ำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น อุณหภูมิระดับความสูงและความเค็ม ออกซิเจนละลายในน้ำได้น้อยเมื่ออุณหภูมิสูง และน้ำที่มีความเค็มสูงจะมีออกซิเจนละลายอัตราความเข้มข้นเท่ากับออกซิเจนในบรรยากาศเรียกว่า จุดอิ่มตัว(Saturation Level)

ดังนั้นสัตว์น้ำจะเสี่ยงต่อการขาดแคลนออกซิเจนมากกว่าสัตว์บก ในช่วงฤดูร้อนอัตราการย่อยสลายและปฏิกริยาต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้นทำให้ปริมาณความต้องการออกซิเจนสูงไปด้วย

บางครั้งในแหล่งน้ำจะมีปรากฎการณ์เกินจุดอิ่มตัว(supersaturation) เนื่องจากการผลิตออกซิเจนออกมามาก เช่น พืชสีเขียวทำการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ตอนกลางวัน สภาพดังกล่าวหากเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้เช่นกัน
ดังนั้นการควบคุมและป้องกันไม่ให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำลดลงอยู่ในระดับต่ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อคุ้มครองให้สัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้ปกติ
แหล่งที่มาของออกซิเจนในน้ำ
1. จากบรรยากาศโดยตรง เช่น กระแสลมพัดผ่านผิวน้ำ แต่มีปริมาณไม่มาก
2. จากขบวนการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ของพืชน้ำ เช่น แพลงก์ตอนพืชเป็นแหล่งให้ออกซิเจนในน้ำมากที่สุด ซึ่งตอนกลางวันพืชน้ำจะสังเคราะห์แสงผลิตออกซิเจนออกมาละลายในน้ำ
3. จากขบวนการเคมีอื่นๆ ในน้ำโดยแหล่งน้ำบางแหล่งมีแร่ธาตุทำปฏิกริยากันทำให้เกิดออกซิเจนละลายในน้ำได้
สาเหตุทำให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำลดลง
1. จากการหายใจของสัตว์น้ำและพืชน้ำ
2. จากการเน่าสลายของอินทรีย์วัตถุ เช่น แบคทีเรีย
3. จากขบวนการทางเคมีหรือสารประกอบแร่ธาตุต่างๆ
4. จากการหมุนเวียนของน้ำผสมกับน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำน้อย
กว่าสัตว์น้ำและพืชน้ำใช้ออกซิเจนละลายน้ำเพื่อการหายใจ

การควบคุมปริมาณพืชน้ำและแพลงก์ตอนจึงมีความจำเป็นเพื่อให้ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำเพียงพอตลอดวัน
การเน่าสลายของอินทรีย์วัตถุต่างๆโดยแบคทีเรียที่ต้องการใช้ออกซิเจนอย่างเดียวเรียกว่า Biochemical oxygen demand (BOD)

จะเป็นดรรชนีในการแสดงว่าน้ำมีความเน่าเสียมากน้อยเพียงใด ถ้าปริมาณความต้องการออกซิเจนสูงมาก แสดงว่า ในน้ำมีอินทรีย์วัตถุเน่าสลายอยู่มาก
โดยมีแบคทีเรียทำการย่อยสลายโดยทั่วไปปลาไม่สามารถทนอยู่ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำกว่า 0.3 mg/L หรือต่ำกว่า 1.0 mg/L
เป็นเวลานานแต่ปลาบางชนิดมีความต้องการออกซิเจนต่ำและมีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ สามารถที่จะอยู่ได้ ดังนั้น
ในการควบคุมป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำได้รับอันตรายไม่ควรให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำต่ำกว่า 3 mg/l หรือหากต่ำกว่านี้ควรเป็นระยะเวลาสั้นเพียง 2-3 ชั่วโมง

การขาดแคลนออกซิเจนในน้ำถึงแม้ไม่ต่ำถึงระดับทำให้ปลาตาย แต่อาจมีผลต่อการดำรงชีวิตสัตว์น้ำได้หลายประการ เช่น ปริมาณออกซิเจนต่ำกว่า 3 mg/l ทำให้ระยะฟักไข่ของปลาช้ากว่าปกติ นอกจากนี้สัตว์น้ำขนาดตัวอ่อนมีความแข็งแรงน้อยลง

การเจริญเติบโตและต้านทานสารพิษน้อยลงไปด้วย แนวทางแก้ไขภาวะขาดแคลนออกซิเจนระยะสั้น

ควรใช้เครื่องมือพ่นน้ำเป็นฝอยกระจายเพื่อดึงเอาออกซิเจนในบรรยากาศลงมา การป้องกันระยะยาวควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนไม่ให้มีมากเกินไป
โดยใช้วิธีวัดความโปร่งใส(Transparency) เป็นแผ่นไม้ทาสีขาวสลับดำหย่อนลงไปในน้ำ หากต่ำกว่า 30 ซม.
แสดงว่ามีแพลงก์ตอนมากเกินไประยะที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตช่วง 30-60 ซ.ม. การลดปริมาณแพลงก์ตอนโดยการระบายน้ำออกจากบ่อ
ประมาณหนึ่งในสามของปริมาณเดิม เอาน้ำใหม่เข้าจากนั้นคอยควบคุมลดปริมาณอาหารและปุ๋ยที่ใส่ในบ่อ

นอกจากนี้แพลงก์ตอนพืชชนิดสีเขียวแกมน้ำเงิน (blue green algae) จะเกิดขึ้นในน้ำมีอุณหภูมิสูงช่วงฤดูร้อน
แพลงก์ตอนชนิดนี้อาจตายพร้อมกันในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสลมสงบ
ทำให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำลดลง
หรือสังเกตุจากสีเขียวเป็นสีเทาหรือน้ำตาล

แสดงว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงชนิดแพลงก์ตอน ซึ่งต้องเฝ้าดูและตรวจสอบออกซิเจนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำตลอด
การขาดออกซิเจนในบ่อเลี้ยง
ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอมักจะว่ายน้ำเร็วกว่าปกติ กระวนกระวาย กระโดดออกมาจากบ่อ
หรืออาจจะว่ายน้ำอยู่บริเวณผิวน้ำและโผล่ปากขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อฮุบอากาศ

การขาดออกซิเจนในน้ำในบ่อเลี้ยงมักเกิดจากการเปลี่ยนน้ำไม่ดีพอหรือให้อาหารมากเกินไป อาหารที่เหลือจะเกิดการเน่าเปื่อยและใช้ออกซิเจนมากทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง

นอกจากนี้การที่น้ำมีอุณหภูมิสูงจะมีผลช่วงเร่งปฏิกริยาการเน่าเปื่อยของอาหาร
ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอีกด้วยการใช้สารเคมีบางชนิดเพื่อรักษาโรค
ทำให้เกิดภาวะการขาดออกซิเจน เช่น ฟอร์มาลีนและด่างทับทิม เป็นต้น

การป้องกันการขาดออกซิเจนในบ่อเลี้ยงทำได้โดยการดูแลความสะอาดของบ่อมีระบบการให้อากาศที่ดีและมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำอยู่เสมอโดยดูดน้ำจากก้นบ่อ
ออกให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ นอกจากนี้ไม่ควรปล่อยปลาลงเลี้ยงหนาแน่นเกินไป
การวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำ เช่น ความเค็ม, ความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ความเป็นด่าง ความกระด้าง และปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ ฯลฯ พารามิเตอร์เหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น การควบคุมและป้องกันคุณสมบัติของน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำจึงต้องสังเกตุสัตว์น้ำและตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำอย่างสม่ำเสมอ

   -------------------------------------------------------------------------------
ความเค็ม (Salinity)
-------------------------------------------------------------------------------
ความเค็มของน้ำ หมายถึง ปริมาณของแข็ง (Solid) หรือเกลือแร่ต่าง ๆ โดยเฉพาะโซเดียมคลอไรค์ (NaCL) ที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยมีหน่วยเรียกว่า (parts per thousand) ppt ค่าความเค็มของน้ำจะสัมพันธ์กับค่า Chlorinity ประกอบด้วยปริมาณ คลอไรค์, โบรไมค์และไอโอไดด์ และความนำไฟฟ้า(conductivity) ที่มีอยู่ในน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัมความเค็มของน้ำจะแตกต่างตามสถานที่
และประเภทของดิน โดยมีผู้แบ่งประเภทน้ำตามระดับความเค็มดังนี้

- น้ำจืด (fresh water) ความเค็มระหว่าง 0-0.5 ppt
- น้ำกร่อย (brackish water) ความเค็มระหว่าง 0.5-30 ppt
- น้ำเค็ม (sea water) ความเค็มมากกว่า 30 ppt ขึ้นไป

ความเค็มของน้ำมีผลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ สำหรับสัตว์น้ำบางชนิด เช่น สัตว์น้ำกร่อยที่อาศัยบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงความเค็มมากจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพความเค็ม
ที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ค่อย ๆ เป็นไปอย่างช้า ๆ โดยสัตว์น้ำจืดสามารถทนอยู่ในความเค็ม 7 ppt ได้ และปลาขนาดเล็กจะมีความทนทานมากกว่าปลาขนาดใหญ่

ค่าความเค็มของน้ำจะแสดงให้ทราบถึงสภาพทางภูมิศาสตร์และผิวดินบริเวณดังกล่าว เช่น บริเวณที่มีฝนตกชุกและมีน้ำไหลตลอดจะมีความเค็มต่ำที่ประมาณ 0.1-25 ppt ส่วนใหญ่ที่แห้งแล้งและมีการระเหยของน้ำสูงก็จะมีความเค็มสูง อย่างไรก็ตามบางพื้นที่หากมีฝนตกชุก น้ำบาดาลอาจมีค่าความเค็มสูงได้เช่นกัน

โดยปกติน้ำทะเลจะมีความเค็มประมาณ 35 ppt น้ำกร่อยมีความเค็มประมาณ 10-15 ppt
และน้ำที่มีความเค็มมากกว่า 45 ppt ขึ้นไปจะพบในนาเกลือ อาจไม่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิตของสัตว์น้ำบางชนิด

สำหรับสัตว์น้ำกร่อยที่อาศัยอยู่บริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงความเค็มมาก
จะมีความสามารถปรับตัวและทนทานต่อแรงดัน Osmotic ได้ดี
แต่สำหรับสัตว์น้ำทั่วๆไปสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเค็มของน้ำ
ที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปอย่างช้าๆ


 -------------------------------------------------------------------------------
คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide)
-------------------------------------------------------------------------------
สัตว์น้ำและปลาสามารถทนทานต่อคาร์บอนไดออกไซด์
ได้ในระดับความเข้มข้นสูง แต่อย่างไรก็ตามปลาจะหลีกเลี่ยง
ไม่อยู่ในน้ำที่มีคาร์บอนไซด์ในระดับที่สูงกว่า 5 mg/l

แต่ปลาส่วนมากสามารถทนทานปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 60 mg/L หากมีออกซิเจนอยู่ในระดับที่เพียงพอ

ความสามารถในการรับออกซิเจนของปลาจะลดลงโดยเฉพาะตอนเช้า เนื่องจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยมาจากการหายใจ และยังไม่ถูกนำไปใช้ในการสังเคราะห์แสง ดังนั้นปริมาณ

คาร์บอนไดออกไซด์ในบ่อปลาจะมีสูงในช่วงกลางคืนและลดลงตอนกลางวัน
นอกจากนี้

คาร์บอนไดออกไซด์อาจจะสูงมากผิดปกติในบ่อหลังจากที่มี
การตายของแพลงก์ตอนหรือจากการรวมตัวของน้ำในระดับต่าง ๆ ในขณะที่มีอากาศมืดครึ้ม นอกจากนี้คาร์บอนไดออกไซด์ยังเกิดจากขบวนการย่อยสลาย decomposition พวกอินทรีย์วัตถุต่าง ๆ โดยแบคทีเรียอยู่ในน้ำและสัตว์น้ำซึ่งจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา โดยคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่ในน้ำจะถูกพืชน้ำนำไปสังเคราะห์แสง
ในตอนกลางวันทำให้ปริมาณลดลง

นอกจากนี้คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำยังสูญเสียจากการระเหย
กลับสู่บรรยากาศเมื่อเวลาพ่นฟองอากาศลงไปในน้ำ เนื่องจากเสียความสมดุลย์ไปและจากการที่พืชน้ำนำไปสร้าง
สารประกอบพวกหินปูน (calcium carbonate) เรียกว่า Marl ซึ่งเราสามารถไล่คาร์บอนไดออกไซด์ออกจากน้ำโดยการต้มให้เดือด
คาร์บอนไดออกไซด์มีความสำคัญต่อแหล่งน้ำเนื่องจากเป็นตัวควบคุม
มิให้ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของแหล่งน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเรียกว่า (Buffer system) แหล่งน้ำที่เหมาะสมจะมี (buffering capacity)

สำหรับการควบคุมเปลี่ยนแปลงได้ดี ผลของคาร์บอนไดออกไซด์อิสระ
ที่มีต่อสัตว์น้ำทำให้ระบบการหายใจของน้ำผิดปกติไปโดยคาร์บอนไดออกไซด
์ทำการแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดประสิทธิภาพลงในปริมาณที่สูงมาก
ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่สามารถทำได้ถึงแม้ว่าในน้ำ
จะมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอก็ตาม
การเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนไดออกไซด์ในแหล่งน้ำ
โดยเฉพาะบ่อปลาสามารถสังเกตได้ชัดเจน โดยตอนเช้ามืดจะมีอยู่ในปริมาณค่อนข้างสูง

การที่ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
จึงทำให้ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

เนื่องจากคาร์บอนไดออกไซด์ละลายน้ำจะเกิดกรดคาร์บอนิคดังกล่าว โดยทำให้ pH สูงขึ้นในตอนกลางวันลดลงตอนกลางคืน

นอกจากการเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้น
จากการหายใจของสิ่งมีชีวิตและการสังเคราะห์แสงของพืช
อาจเกิดการรวมตัวของน้ำในระดับต่าง ๆ กันหรือได้รับน้ำเสียจากแหล่งอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีการตายของแพลงก์ตอนในแหล่งน้ำพร้อม ๆ กัน

   -------------------------------------------------------------------------------
ความขุ่นใส (Turbidity) ความโปร่งใส (Transparency)
-------------------------------------------------------------------------------

ปริมาณสารแขวนลอยทั้งหมด (Total suspenden solids) และความโปร่งใส (Transparency)
ความขุ่นของน้ำแสดงให้เห็นว่ามีสารแขวนลอย (suspended and colloidal matter) อยู่มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะขัดขวางไม่ให้แสงสว่างส่องลงไปได้ลึก โดยสารเหล่านี้จะสะท้อนหรือดูดซับเอาแสงไว้ ดังนั้น การวัดความขุ่นของน้ำจึงเป็นการวัดความเข้มข้นของแสงที่ลดลง เนื่องจากสารแขวนลอยดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำให้น้ำเกิดความขุ่นได้แก่ พวกอินทรีย์สาร และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก

โดยปรากฎอยู่ในลักษณะของสารแขวนลอย ตัวอย่างเช่น อนุภาคดิน, ทราย หรือสารอื่นๆ แพลงก์ตอน แบคทีเรียตลอดจนแร่ธาตุต่างๆ

ความขุ่นของน้ำถึงแม้จะปราศจากสารแขวนลอยทั้งหมดที่มีอยู่ในน้ำ
แต่ระดับความขุ่นของน้ำไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณสารแขวนลอยดังกล่าว เนื่องจากความขุ่นของน้ำเราจะพิจารณาถึงความเข้มของแสง
ที่สามารถผ่านลงไปในน้ำ

ซึ่งสารแขวนลอยแต่ละชนิดจะมีความสามารถ
ในการดูดซึมสะท้อนแสงแตกต่างกัน ดังนั้นระดับความขุ่นของน้ำไม่จำเป็น
ต้องเปลี่ยนแปลงตามปริมาณสารแขวนลอยในน้ำ เพราะสารแขวนลอยมีอยู่หลายชนิดและมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ผลของความขุ่นของน้ำรวมทั้งสารแขวนลอยที่อาจจะมีผลต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ รวมทั้งการประมงอาจปรากฏได้ในลักษณะดังต่อไปนี้

1. น้ำที่มีความขุ่นมากทำให้แสงสว่างส่องลงไปไม่ได้ลึกก็จะขัดขวาง
หรือลดปฏิกริยาการสังเคราะห์แสงของพืช โดยเฉพาะแพลงก์ตอนพืชกำลังการผลิตขั้นต้น (Primary productivity) ของแหล่งน้ำลดลง
ซึ่งจะทำให้ปริมาณอาหารในธรรมชาติของสัตว์น้ำ ลดลงด้วย

2. ในระดับน้ำที่สูงมากสารแขวนลอยที่ทำให้เกิดความขุ่นจะสามารถทำอันตรายต่อสัตว์น้ำโดยตรงได้ โดยตะกอนสารแขวนลอยจะเข้าไปอุดช่องเหงือกทำให้การหายใจติดขัดและการเจริญเติบโตช้าลงกว่าปกติ
การฟักเป็นตัวของไข่และการเจริญเติบโตหยุดชะงักและลดความต้านทานของโรคต่างๆ ฯลฯ
3. เมื่อน้ำมีความขุ่นจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวและอพยพย้ายถิ่นการหาอาหาร
และการล่าเหยื่อลดประสิทธิภาพลง
แต่อาจเป็นผลดีต่อสัตว์น้ำขนาดเล็กสามารถรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของศัตรูได้
4. ความขุ่นทำให้อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะผิวน้ำผิวบนจะดูดซับความร้อน
ทำให้อุณหภูมิสูงกว่าปกติ แต่อาจเป็นอันตรายแก่สัตว์น้ำบางชนิด
นอกจากนี้ยังมีผลต่อปริมาณการละลายของออกซิเจนในน้ำด้วย
น้ำที่มีสารแขวนลอยอยู่มากจะสามารถซับปริมาณออกซิเจนได้น้อยกว่าน้ำที่ใสกว่า
5. น้ำที่มีความขุ่นผิดปกติจะทำให้การจับสัตว์น้ำหรือการใช้เครื่องมือทำการปรับบางชนิดลดประสิทธิภาพลง

น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีความขุ่นเสมอ เนื่องจากสารแขวนลอยที่ถูกพัดมาจากบริเวณต้นน้ำหรือจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น ตะกอนดินทรายหรืออินทรีย์วัตถุอื่นๆ ความขุ่นของน้ำที่เกิดจากแพลงก์ตอนเป็นสิ่งที่ต้องการสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

สำหรับปริมาณสารแขวนลอยนิยมวัดเป็นน้ำหนักในรูป mg/L แหล่งน้ำที่ให้ผลผลิตทางการประมงที่ดี ควรมีสารแขวนลอยอยู่ในช่วงระหว่าง 25-80 mg/L หากอยู่ในช่วง 80-400 mg/L จะให้ผลผลิตลดลงหากมีมากกว่า 400 mg/L ขึ้นไปจะเลี้ยงปลาไม่ได้ผล

   -------------------------------------------------------------------------------
ความโปร่งใส (Transparency)
-------------------------------------------------------------------------------

วัดเป็นระยะความลึกของน้ำสามารถมองเห็นวัตถุเป็นแผ่นวงกลม (Secchi dise)
ที่หย่อนลงไปในน้ำจนถึงความลึกที่มองไม่เห็นแผ่นวัตถุดังกล่าว หากแหล่งน้ำใดมีค่าความโปร่งใสอยู่ระหว่าง 30-60 ซม.
นับว่ามีความเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ หากมีค่าต่ำกว่า 30 ซม.

แสดงว่าน้ำมีความขุ่นมากเกินไปหรือมีปริมาณแพลงก์ตอนมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนออกซิเจนขึ้นได้

แต่ถ้าค่ามีความโปร่งใสสูงกว่า 60 ซม.ขึ้นไป แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นไม่ค่อยสมบูรณ์

   -------------------------------------------------------------------------------
การกำจัดความขุ่นของน้ำ (Remoral of clay turbidity)
-------------------------------------------------------------------------------

บ่อปลาบางแห่งต้องกำจัดความขุ่นเพื่อให้แสงสว่างส่องไปได้ลึกเพื่อให้แพลงก์ตอนได้มีการสังเคราะห์แสงได้ วิธีที่นิยมคือใส่อินทรีย์วัตถุต่างๆลงไปในบ่อ เช่น ปุ๋ยคอกในอัตราประมาณ 300 กก./ไร่ หรือใส่ฟางแห้งในอัตรา 300-600 กก./ไร่ ประมาณ 1-2 ครั้ง ฯลฯ ประสิทธิภาพของการใส่สารเหล่านี้จะแตกต่างไปตามสภาพของน้ำและอาจใช้เวลานานหลายอาทิตย์ กว่าจะแสดงผลออกมาให้เห็น

ส่วนวิธีอื่นได้ผลดีกว่าวิธีที่กล่าวมาแล้วคือ การใช้สารเคมี เช่น สารส้มหรืออลูมินั่มซัลเฟต ซึ่งจะรวมตัวกับสารแขวนลอยต่างๆ ทำให้ตกตะกอนภายในระยะไม่กี่ชั่วโมง

การใช้สารส้มควรจะละลายน้ำก่อน แล้วฉีดพ่นไปรอบๆทั่วผิวน้ำในบ่อในขณะที่มีอากาศสงบไม่มีคลื่นลมแรงเพราะอาจทำให้ตะกอนไม่จมลงไปข้างล่างอย่างไรก็ดีสารส้มจะทำให้น้ำมีสภาพเป็นกรดมากขึ้นโดยไปลดค่าความเป็นด่างของน้ำ

วิธีอื่นๆอาจทำได้โดยมีการใส่ปูนขาวในบ่อที่มีความเป็นด่างต่ำก่อนที่จะใส่สารส้มอย่างไรก็ตาม การใส่ปูนขาวในบ่อปกติก็จะช่วยทำให้ตะกอนดินเหล่านี้ลดน้อยลงได้เช่นกัน แต่ถ้าหากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ควรเติมสารส้มลงไป

การใส่สารส้มในบ่อจะทำให้สารแขวนลอยส่วนใหญ่ตกตะกอนได้แต่ไม่สามารถป้องกันความขุ่นได้อย่างถาวร ดังนั้น หากไม่กำจัดแหล่งที่มาของความขุ่นได้แล้ว

ความขุ่นก็อาจเกิดขึ้นได้อีกภายหลัง การกำจัดหรือป้องกันการพังทลายของผิวดินโดยการปลูกพืชรอบๆบ่อหรือใช้วิธีขุดคลองกั้นน้ำไว้ชั้นหนึ่ง
ก่อนที่จะปล่อยลงบ่อปลาก็จะช่วยลดความขุ่นของน้ำได้


   -------------------------------------------------------------------------------
แอมโมเนีย
-------------------------------------------------------------------------------

แอมโมเนีย หมายถึง ก๊าซไนโตรเจนที่มีอยู่ในรูปไอออนไนซ์ฟอร์มตามธรรมชาติจะพบแอมโมเนียในน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน มักเกิดจากขบวนการดึงสลายยูเรียด้วยน้ำ นอกจากนี้ยังเกิดตามธรรมชาติโดยการรีดักชั่นไนเตรดภายใต้สถาวะที่ไม่มีออกซิเจนระดับความเข้มข้นของแอมโมเนียที่จะเป็นอันตรายต่อปลาไม่ควรเกิน 0.02 มิลลิกรัม ต่อ ลิตร การลดความเป็นพิษของแอมโมเนียควรใช้เกลือแกง 600 – 800 กิโลกรัม ต่อ ไร่ หรือใช้ในระดับ 10 – 20 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน (10 – 20 ppm) ในตู้เลี้ยงปลา

   -------------------------------------------------------------------------------
ก๊าซไข่เน่า
-------------------------------------------------------------------------------

เกิดจากการหมักหมม และการเน่าสลายของอินทรีย์สารก้นบ่อ ในภาวะที่ไม่มีออกซิเจนซึ่งทำให้ซัลไฟด์ถูกดึงไปใช้และมีรูปแบบเป็น H2S HS ซึ่งซัลไฟด์ในรูปแบบ H2S หรือ ก๊าซไข่เน่า เป็นรูปแบบที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำและพบว่าถ้าน้ำมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างต่ำจะทำให้เกิดก๊าซไข่เน่ามากขึ้น ระดับความเช้มข้นของก๊าซไข่เน่าไม่ควรเกิน 0.002 พีพีเอ็ม (ppm) การลดความเป็นพิษควรถ่ายน้ำลงและใส่เกลือแกง 300 – 400 กิโลกรัม ต่อ ไร่ ประมาณ 20 กรัม ต่อ น้ำ 10 ลิตร หรือ ใช้ปูนขาว 30 กรัม ต่อ น้ำ 1 ตัน หว่านหรือละลายน้ำลาดให้ทั่วบ่อ


   -------------------------------------------------------------------------------
ความโปร่งใส (Transparency)
-------------------------------------------------------------------------------

วัดเป็นระยะความลึกของน้ำสามารถมองเห็นวัตถุเป็นแผ่นวงกลม (Secchi dise) ที่หย่อนลงไปในน้ำจนถึงความลึกที่มองไม่เห็นแผ่นวัตถุดังกล่าว หากแหล่งน้ำใดมีค่าความโปร่งใสอยู่ระหว่าง 30-60 ซม. นับว่ามีความเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ หากมีค่าต่ำกว่า 30 ซม. แสดงว่าน้ำมีความขุ่นมากเกินไปหรือมีปริมาณแพลงก์ตอนมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนออกซิเจนขึ้นได้ แต่ถ้าค่ามีความโปร่งใสสูงกว่า 60 ซม.ขึ้นไป แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นไม่ค่อยสมบูรณ์
การกำจัดความขุ่นของน้ำ (Remoral of clay turbidity)
บ่อปลาบางแห่งต้องกำจัดความขุ่นเพื่อให้แสงสว่างส่องไปได้ลึก
เพื่อให้แพลงก์ตอนได้มีการสังเคราะห์แสงได้ วิธีที่นิยมคือใส่อินทรีย์วัตถุต่างๆลงไปในบ่อ เช่น ปุ๋ยคอกในอัตราประมาณ 300 กก./ไร่ หรือใส่ฟางแห้งในอัตรา 300-600 กก./ไร่ ประมาณ 1-2 ครั้ง ฯลฯ ประสิทธิภาพของการใส่สารเหล่านี้จะแตกต่างไปตามสภาพของน้ำ
และอาจใช้เวลานานหลายอาทิตย์ กว่าจะแสดงผลออกมาให้เห็น

ส่วนวิธีอื่นได้ผลดีกว่าวิธีที่กล่าวมาแล้วคือ การใช้สารเคมี เช่น สารส้มหรืออลูมินั่มซัลเฟต ซึ่งจะรวมตัวกับสารแขวนลอยต่างๆ ทำให้ตกตะกอนภายในระยะไม่กี่ชั่วโมง การใช้สารส้มควรจะละลายน้ำก่อน แล้วฉีดพ่นไปรอบๆทั่วผิวน้ำในบ่อในขณะที่มีอากาศสงบไม่มี
คลื่นลมแรงเพราะอาจทำให้ตะกอนไม่จมลงไปข้างล่างอย่างไรก็ดีสารส้ม
จะทำให้น้ำมีสภาพเป็นกรดมากขึ้นโดยไปลดค่าความเป็นด่างของน้ำ

วิธีอื่นๆอาจทำได้โดยมีการใส่ปูนขาวในบ่อที่มีความเป็นด่างต่ำก่อน
ที่จะใส่สารส้มอย่างไรก็ตาม การใส่ปูนขาวในบ่อปกติก็จะช่วยทำให้ตะกอนดินเหล่านี้ลดน้อยลงได้เช่นกัน แต่ถ้าหากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ควรเติมสารส้มลงไป

การใส่สารส้มในบ่อจะทำให้สารแขวนลอยส่วนใหญ่ตกตะกอนได
้แต่ไม่สามารถป้องกันความขุ่นได้อย่างถาวร ดังนั้น

หากไม่กำจัดแหล่งที่มาของความขุ่นได้แล้ว ความขุ่นก็อาจเกิดขึ้นได้อีกภายหลัง การกำจัดหรือป้องกันการพังทลายของผิวดินโดยการปลูกพืชรอบๆบ่อหรือใช้วิธีขุดคลองกั้นน้ำไว้ชั้นหนึ่งฃ
ก่อนที่จะปล่อยลงบ่อปลาก็จะช่วยลดความขุ่นของน้ำได้


   -------------------------------------------------------------------------------
แพลงก์ตอน (Plankton)
-------------------------------------------------------------------------------

แพลงก์ตอน หมายถึง สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในน้ำประกอบด้วย แพลงก์ตอนสัตว์ (Zooplankton) , แพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) และแบคทีเรีย (bacteria) เมื่อปริมาณมากขึ้นทำให้มีความขุ่นสูงขึ้น

แพลงก์ตอนพืชต้องการเกลือแร่ (inorganic salts) , คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำและแสงแดด เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง ส่วนแพลงก์ตอนสัตว์กินพวกแพลงก์ตอนพืชที่ยังมีชีวิตและตายแล้ว รวมทั้งเศษอินทรีย์วัตถุ (organic matter) ในน้ำเป็นอาหาร

ส่วนแบคทีเรียอาศัยอินทรีย์วัตถุต่างๆที่เน่าสลายเป็นอาหารในการเลี้ยงปลาที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารโดยตรงเช่น ปลานิลจะให้ผลผลิตได้เร็วและสูงกว่าปลาที่กินอาหารประเภทอื่น

เนื่องจากแพลงก์ตอนเป็นอาหารธรรมชาติที่สำคัญของปลาดังนั้น ปริมาณแพลงก์ตอนในบ่อปลาจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อผลผลิตปลา นอกจากมีผลต่อการเจริญเติบโตของปลาแล้วแพลงก์ตอนอาจทำให้น้ำขุ่น
และขัดขวางไม่ให้พืชน้ำชนิดต่างๆที่อยู่ชั้นล่างไปเจริญเติบโต

โดยลดอัตราสังเคราะห์แสง ถึงแม้ว่าแพลงก์ตอนจะมีประโยชน์แต่ถ้ามีปริมาณมากเกินไปก็จะเป็น
อันตรายได้เหมือนกันโดยเฉพาะเมื่อมีการเพิ่มปริมาณแพลงก์ตอนมากๆ
ในบ่อปลา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชนิดสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว (blue green algae)

มักลอยเป็นฝ้าอยู่บนผิวน้ำและดูดซับความร้อนจากแสงแดดทำให้น้ำ
ในบ่อมีอุณหภูมิสูงขึ้นในตอนกลางคืน แพลงก์ตอนเหล่านี้จะดูดออกซิเจนในน้ำไปใช้ในการหายใจ
ทำให้เกิดการขาดแคลนออกซิเจนขึ้นในช่วงเช้าได้ นอกจากนี้หากแพลงก์ตอนที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากและจะตายพร้อมๆกัน
จะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำลดลง
หรืออาจเกิดกลิ่นในเนื้อปลาได้เช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงประชากรของแพลงก์ตอนทั้งในด้านชนิดและปริมาณนั้น
จะทำให้ระดับความโปร่งใสและสภาพลักษณะน้ำเปลี่ยนแปลงไปด้วย
หากมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจะไม่มีผลกระทบต่อตัวปลาหากมีมากเกิน
จะก่อให้เกิดปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบความโปร่งใสเป็นระยะๆพร้อมเฝ้าสังเกตุสภาพลักษณะของน้ำ
ในบ่อก็จะทำให้ผู้เลี้ยงปลาสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณสมบัติของน้ำสามารถควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนได้โดยเฉพาะแร่ธาตุ
ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น คาร์บอน , ออกซิเจน ,
ไฮโดรเจน , ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ฯลฯ

ซึ่งในแร่ธาตุเหล่านี้ฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่มีความสำคัญ
ต่อการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนมากที่สุด

ดังนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตลงในบ่ออาจเพิ่มปริมาณแพลงก์ตอนพืช ทำให้ผลผลิตของปลาสูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามหากน้ำขาดแคลน ไนโตรเจน , โปแตสเซียม และคาร์บอนอาจทำให้แพลงก์ตอนไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่

ในแหล่งน้ำที่ไม่มีการควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนจะขึ้นอยู่กับ
ความอุดมสมบูรณ์ของดินและบริเวณชายฝั่งโดยรอบ บ่อปลาที่ตั้งอยู่ในที่ดินมีความสมบูรณ์จะให้ผลผลิตสูง เพราะมีธาตุอาหารมาก

ความกระด้างสูงและสามารถควบคุมปริมาณแพลงก์ตอน
ให้อยู่ในระดับเหมาะสมได้ เช่น การใส่ปุ๋ยเพิ่ม ปริมาณแพลงก์ตอนในบางแห่งการใส่ปุ๋ยและปูนขาว
จะช่วยให้แพลงก์ตอนสูงขึ้นโดยเฉพาะปุ๋ยคอกก็ทำให้
ปริมาณแพลงก์ตอนสูงขึ้นเช่นกัน


-------------------------------------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง
-------------------------------------------------------------------------------
ไมตรี ดวงสวัสดิ์ และจารุวรรณ สมศิริ. 2528. คุณสมบัติของน้ำและวิธีการวิเคราะห์สำหรับการวิจัย
ทางการประมง. ฝ่ายวิจัยสิ่งแวดล้อมสัตว์น้ำ. สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ,
กรมประมง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 17-93 หน้า.
ไมตรี ดวงสวัสดิ์. 2526. คุณสมบัติของน้ำกับการเลี้ยงปลา. สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ, 1-23 หน้า.
กมลพร ทองอุไทย และสุปราณี ชินบุตร. เอกสารแนะนำกรมประมง. 23-26 หน้า
อมรรัตน์ เสริมวัฒนากุล,พิศมัย สมสิบ,นุชนรี ทองศรีและสาวิตรี วงศ์สุวรรณ 2548 อาหารและการผลิตอาหารสัตว์น้ำ .กรมประมง.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 22-33 หน้า
-------------------------------------------------------------------------------
ที่มา
-------------------------------------------------------------------------------
http://www.trangpets.com/index.php?topic=610.0
http://www.nicaonline.com/articles9/site/view_article.asp?idarticle=137
http://arowana-club.pantown.com/





Create Date : 24 มกราคม 2556
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2556 16:19:30 น.
Counter : 566 Pageviews.

0 comment

คุณปู่ซ่าบ้าพลัง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments