นู๋ไม่ใช่หนูทดลองนะ ว่าด้วยเรื่องโรงเรียนภาษาญี่ปุ่น
ตอนอยู่เมืองไทย ทำงานบริษัทเกี่ยวกับชิ้นส่วนรถยนต์ค่ะ นายๆทั้งหลายเป็นคนญี่ปุ่นทั้งหมด เราพึ่งเข้าไปอยู่ได้ไม่นาน เริ่มอึดอัด ทนไม่ได้ อยากพูดภาษาญี่ีปุ่นให้ได้เก่งกว่านี้ ไม่อยากใช้ล่ามค่ะ มันไม่ทันใจ

บวกด้วยความน่าเบื่อของงาน งานที่ดูเป็นโมเดลรถใหม่ทั้งหมดค่ะ ซึ่งชิ้นส่วนแต่ละpart ถูกกำหนดมาหมดแล้ว เท่ากับว่างานหลักเรามีหน้าที่ พับเก็บแบบ drawing นั่งจัดตู้เอกสารบ้าง แปลเมล์ญี่ปุ่นเป็นอังกฤษเท่านั้นเอง แล้วจะจ่ายค่าตัวนู๋แพงๆๆมาทำไมเนี่ย!!!!

ยังไม่พอค่ะ มีรุ่นพี่แสนดี ไม่ว่างานใดที่ได้รับมอบหมายจากนายมา รุ่นพี่เอาไปทำเรียบ แต่ยกความดีความชอบให้เรานะคะ ทำเสร็จ เอามาวางไว้ที่โต๊ะ พร้อมคำอธิบายที่อ้างอิงของงาน ดูดีมั้ยคะ แต่ลองคิดดูดิค่ะ เด็กจบ(เกือบ)ใหม่ มันต้องหาสิ่งท้าทายไม่ได้มานั่งเก็บเอกสาร แปลเมล์แบบนี้

โอ้ย.....ความอดทนต่ำค่ะ เราเลยตัดสินใจมาเรียนอย่างกะทันหันค่ะ ตอนที่ตัดสินว่าจะมาเรียนที่ญี่ปุ่น โรงเรียนดีดี ที่เค้าเมนต์ในเวบต่างๆก้อปิดกันหมดแล้ว เหลือแต่โรงเรียน นายกอ นางขอประมาณนั้น

เราก้อพยายามเช็คดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เราเลือกโรงเรียนที่มีSenmon Gakkou(โรงเรียนวิชาชีพเฉพาะทาง)ที่มีสอนภาษาญี่ปุ่นค่ะ สาเหตุที่เหลือเพราะว่า วีซ่าที่ได้ต่างกัน ประโยชน์ที่ได้รับต่างกันค่ะ ลองเลือกเรียนคอดร์หนึ่งปีก่อนค่ะ (ระยะเวลาเรียนมี 3 เดือน 6เดือน 1 ปี 1.5ปี 2ปี )

senmon gakkou เป็นโรงเรียนวิชาชีพค่ะ ที่เปิดสอนภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเราจะได้วีซ่าเป็นCollege Student + สิทธิพิเศษของวีซ่านักศึกษา คือจะสามารถทำงานพิเศษได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ ยังมีทุนการศึกษา ส่วนลดค่ารถไฟ สิทธิพิเศษในการเข้าชมสถานที่หรือการแสดงทางวัฒนธรรม และค่ารักษาพยาบาล เป็น~ต้น

ส่วน โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น นั้น เราจะได้วีซ่าPre-College Studentค่ะ แต่ขอโทดจิงๆค่ะ ไม่ทราบว่ามีส่วนลดไรให้เราบ้าง

ตอนนั้นเราเห็นว่าเวลาทำงานพิเศษมันเยอะกว่ากันค่ะ โรงเรียนดูน่าสนใจขึ้นมาทั้งที สำหรับคนจนจนอย่างเรา ไม่ได้ตั้งใจมาทำงานนะคะ แต่ด้วยว่าค่ากิน ค่าเรียน ค่าอยู่ทั้งหมดเราออกเอง

โรงเรียนที่เลือก
รูปในเวบกับสถานที่จิงแต่งต่างกันมากค่ะ คนละเรื่องกันเลยค่ะ รูปในเวบอย่างใหญ่ ตัวตึกโอโถ่ง น่าเชื่อถือมาก มีวิชาชีพเลือก สามสาขา นั้นดูไม่เล็กใช่มั้ยคะ
พอไปถึงอย่างตะลึงค่ะ แม่เจ้าโว้ยยยย หลอกกันชัดดด ไอ้ตึกที่เห็นนั้นนะ สี่ห้าชั้นเป็นโรงเรียน แล้วที่เหลือขึ้นไปเป็นแมนชั่นค่ะ

หอพักโรงเรียนก้อมีบริการให้ ในรูปอย่างสวย ห้องสะอาดเรียบร้อยเพื่อนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข พอความเป็นจริง มีอยู่ที่เดียวค่ะที่เป็นอย่างในภาพ และมีแค่สองห้องเท่านั้นด้วย นอกนั้นเป็นแมนชั่นให้คนทั่วไปเช่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ หออีกสองแห่ง อย่างกับแฟตตำรวจบ้านเรา ทั้งเก่าและพุ โสรมมาก มีน้องแมลงสาบเดินสวนสนามเล่นในบ้างคืน เด็กไทยรับรองอยู่กันไม่ได้ค่ะ ใครได้ไปอยู่ที่ไหนขึ้นอยู่กับดวงจริงๆเลยค่ะ ทั้งๆที่จ่ายในราคาเดียวกัน แต่ทว่าโชคดีของนักเรียนไทยโดยส่วนใหญ่ได้อยู่ตึกที่สะอาดค่ะ เพราะเราเครมกันเก่ง

เปิดเทอม
ก่อนเรียน เป็นธรรมดาที่มีสอบวัดระดับความรู้ค่ะ อันนี้ไม่ว่ากันค่ะ แต่ทว่าเค้าสอบแล้ว เค้าแยกตามเชื้อชาตินี่ดิคะ มีที่ไหน

เค้าจัด คนไทย เนปานและบรรดาแขกมาอยู่กะเรา
แล้วจัดเด็กจีน เกาหลี ไต้หวัง อยู่อีกห้องหนึ่ง พึ่งมาเข้าใจที่หลังว่าแยกตามประเทศที่มีการใช้คันจิ

อ้าวววว แล้วอย่างดิฉันละคะ เอาไปไว้ที่ไหน เราเรียนมาแล้วนะ เราไม่ได้อยากมาเริ่มใหม่ เราอยากเก่งขึ้น เราอยากสอบวัดระดับสองได้ (เด็กส่วนใหญ่ที่มา99% พื้นฐานเป็น 0 ค่ะ) นี่คือความตั้งใจในการมาครั้งนี้ค่ะ ไม่งั้นไม่ทิ้งบ้าน ทิ้งแฟนอันเป็นที่รักมาตั้งไกลหรอก~นะ เริ่มโว้ยวายกับพี่คนไทย

เด็กไทยที่นี่ขึ้นชื่อค่ะ ว่ามีปัญหา ไม่ใช่เรื่องไรนะคะ วันวันของย้ายห้องเรียนกันบ่อยๆค่ะ ไม่พอใจก้อย้าย

เราเองก้อ ไม่ทำให้เสียชื่อ เด็กไทยค่ะ เอาบ้าง

ตามที่รุ่นพี่คนไทย แนะนำค่ะ " ถ้าไม่กล้าไปขอเปลี่ยน หนึ่งปีคงไม่พอ เพราะโรงเรียนนี้ใช้เวลาเรียน Minano Nihongo ปีครึ่ง ค่ะ " นั้น!!!ลองคิดดูดิคะ เรียนพื้นฐานไปปีครึ่ง แล้วอัด เตรียมสอบวัดภาษาญี่ปุ่นระดับสองในปีสองเทอมหลัง พระแม่เจ้า!!!แล้วใครจะจำได้ละคะ เราเริ่มโว้ยวายกะรุ่นพี่คนไทย(ปีนั้นมีนักเรียนไทยสามคนค่ะ)

เด็กไทยมาใหม่ มีปัญหาอีกแล้ว ขอเปลี่ยนห้องเรียน ทดลองนั่งมาหลายห้อง สรุปไปได้ห้องเด็กเนปาลปีสองค่ะ ทำไมเป็นเนปาลเหรอคะ ใครเคยเจอชาตินี้บ้างมั้ยคะ หน้าตาไม่ต่างจากแขกอินเดียสักเท่าไหร่ ติดว่าไซล์เค้าจะเล็กกว่า เนปาลเป็นชาติร่าเริงเวอร์ค่ะ ช่างคุยเป็นที่หนึ่ง เป็นมิตรง่าย

ส่วนห้องเด็กจีนนะคะ ไปนั่งมาเหมือนกัน เงียบมากกกก พยายามคุยกับเค้าแล้ว แต่เราเข้าไปเรียนกลางคัน เค้าเป็นเพื่อนกันหมดแล้วค่ะ พอเบรคเค้าหันไปส่งภาษาบ้านเค้าทันที กลัวตัวเองเป็นโรคคิดถึงบ้านเสียก่อน เลยหนีไปห้องเนปานสะ

อาจารย์ที่นี่สอนเก่งนะคะ จนน่าเสียดายอาาจารย์ค่ะ อาจารย์นู๋ที่มหาลัยยังสอนดีไม่เท่านี่เลย แต่ติดว่า ที่นี่ยา---นไปมาก ยานยังไง ดูค่ะ อย่างเช่น วันนี้เพื่อนเนปาลอยากเรียนคันจิห้าตัว อาจารย์ก้อสอนห้าตัวค่ะ อ้าววววว อาจารย์ไม่ได้กำหนดสอนตามตารางอาจารย์เหรอคะ นักเรียนเป็นฝ่ายกำหนดหรอ
นอกจากนี้ ห้องเรียนเป็นห้องนอนค่ะ นักเรียนส่วนใหญ่ทำโรงงานกะดึกค่ะ เช้ามาก้อมานอน แล้วใครจะฟังละคะ นั่งสอนไปปลุกไปค่ะ แล้วมันจะคืบหน้ามั้ยเนี่ยยย
ห้องคุยมากกว่าห้องเรียนค่ะ ถือเป็นข้อดีได้มั้ยคะ อยู่ห้องนี้แล้วเราพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไวขึ้นจริงๆอย่างเห็นได้ชัด แถมได้หัดภาษาอังกฤษสำเนียงแขกไปในตัว

เป็นอย่างที่พี่คนไทยว่าค่ะ เด็กปีสองพึ่งเรียน Minano Nihongo จบในเทอมแรก อันนี้ถือว่าช้ามากถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ

เราจึงขอย้ายโรงเรียนหลังจากหมดเทอมแรก ได้คำตอบกลับมาว่า โรงเรียนจะพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับนักเรียนไทยให้ได้มากขึ้นค่ะ

ทนเรียนต่อไป
เริ่มเทอมสอง ในเดือนกันยายน แล้วมีสอบวัดระดับในเดือนธันวาคม เด็กทั้งห้องรวมทั้งตัวเราสอบไม่ผ่านค่ะ ลองคิดดูเล่นๆนะคะ ใช้เวลาสามเดือนในการเรียนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นระดับสอง แต่นักเรียนทุกคนยังเหมือนเดิมค่ะ เรียนไปปลุกไป จำได้ว่ายังเรียนไม่จบระดับสองเลย ต้องไปสอบเสียแล้วเรา แล้วลองคิดอีกหน่อยนะคะ เด็กทุกคนเรียนภาษาญี่ปุ่นมาสองปีแล้ว พร้อมใจสอบไม่ผ่านยกห้องค่ะ ชัดแย่แล้วใช่มั้ยคะ

อันนี้จะโทษโรงเรียนอย่างเดียวก้อไม่ได้ เป็นที่เราด้วยเหมือนกัน มีอาจารย์เก่งอยู่แล้ว แต่กลับไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ ถ้าสนใจอีกนิ พยายามอีกหน่อย อ่านเอง ทบทวนเอง ไม่รออาจารย์มาป้อน ก้อคงสอบผ่านไปแล้วค่ะ

ตอนนี้เราเรียนกับเด็กปีสอง เค้าจบกันหมดห้องแล้วอ๊ะ ถ้ายังคงเรียนที่นี่ต่อไปอีกปี สงสัยต้องเริ่มMinano Nihongoใหม่แน่เลย ไม่ไหวน่าาา

เมื่อไม่พอใจโรงเรียน ตอนนี้อยากย้ายบ้าง

แอบไปติดต่อโรงเรียนใหม่มาแล้วค่ะ แต่ถ้าไม่มีใบลาออก ฝั่งนั้นก้อรับเราไม่ได้เหมือนกัน เค้าว่าจะผิดใจกันเปล่าค่ะ

เมื่อเราและรุ่นพี่ยืนกร้านจะย้ายโรงเรียนค่ะ

ตอนแรกยังไงโรงเรียนก้อ เซ่ย NO ท่าเดียว โรงเรียนขอปรับปรุงหลักสูตรใหม่เอ๋ย สารพัดวิธีเจรจากับเราค่ะ แต่เราไม่ใช้หนูทดลองนะคะ เสียเวลาไปแล้วหนึ่งปีค่ะ ยังมาให้ทดลองเรียนอีกเหรอ ไม่ต้องมาแก้ปีเราได้มั้ย เราสองคนสั่นหน้าท่าเดียว โดนเรียกเข้าห้องเย็นไปคุยกับอาจารย์ใหญ่หลายรอบมาก ตอนนั้นทั้งอาจารย์เล็ก อาจารย์ใหญ่เริ่มเหม็นขี้หน้าไปตามๆกันค่ะ

สรุปเราและรุ่นพี่ได้ย้ายโรงเรียนค่ะ

โดยมีข้อแม้ว่า ให้ย้ายได้ แต่ย้ายไปคนละเขตโรงเรียน อย่างอยู่โตเกียวให้ย้ายไปไซตามะทำนองนั้น

เวลาเขียนใบลาออกค่ะ อันนี้ทางอาจารย์เหมือนจะบังคัญเราเขียนมากกว่าอ๊าา ให้เราเขียนว่า เราไม่เหมาะกับการเรียนการสอนที่นี่ ห้ามว่าโรงเรียนในแง่ลบโดยเด็ดขาด ทุกอย่างผิดพลาดที่ตัวเราค่ะ ไม่งั้นแก้อยู่อย่างนั้นแหละค่ะ ใบลาออกเขียนไม่เสร็จเสียที

การติดต่อหาโรงเรียนใหม่ดูวุ่นวายมาก มันจะมีปัญหาเรื่องวีซ่าเข้ามาด้วย ต้องหาโรงเรียนที่ออกวีซ่าCollege Student เหมือนกันถึงย้ายได้ค่ะ

ไอ้โรงเรียนที่ไปดูตอนแรกนะคะ นั่งรถห่างไปสิบห้านาทีเอง เป็นอันว่าตัดไป

ตอนนั้นกลัวจิงๆนะคะ ขอเค้าลาออกมาแล้ว ถ้าหาโรงเรียนใหม่ไม่ได้ ต้องบากหน้าไปขอเค้าใหม่อีกหรือนี่ ยังไงเราก็ต้องหาโรงเรียนในฝันของเราให้จนได้!!!!

เพื่อนเลิฟ แนะนำให้ เราให้ไปสมัครโรงเรียนเก่าเพื่อน เพื่อนว่าโรงเรียนนี้ดีมาก สอบเจ้ามหาลัย ต่อโทได้เกือบทั้งห้อง บรรดานักเรียนทุนถูกส่งมาเรียนที่นี่ทั้งนั้น เมื่อติดต่อไป ปีนี้งดรับเด็กนอก รับแต่เด็กทุนค่ะ แห้วอีกแล้วสิเรา

ที่ไหนดี ที่เค้าเมนต์ดีในเวบ เราก้อเริ่มเดินหา พอไปสอบถาม ก็ติดปัญหาเรื่องวีซ่าเป็นPre-College Studentค่ะทั้งสองแห่ง จนไปได้ที่นี่ค่ะ

วันไปสมัครโรงเรียนใหม่นะคะ อย่างแรกที่โรงเรียนจะดูเปอร์เซ็นต์การเข้าห้องเรียน(出席率shussekiritsu )ซึ่งสำคัญกว่าผลการเรียนเสียอีก ซึ่งเรามีอยู่94%หายห่วงค่ะ หลังจากนั้นสอบเลือกชั้น

โรงเรียนนี้ ดีที่ว่า มีแบ่งเป็น 5 ระดับชั้น ไล่จาก5อ่อนแอสุดไปถึง1ขั้นเทพค่ะ แล้วในแต่ละชั้นยังแบ่งเป็น A B C D อีก

เราสอบได้ 3 AและB ค่ะ อาจารย์ให้ไปลองนั่งชั้นเรียนแล้วไปเลือกเอาเองค่ะ

เมื่อไปนั่งห้องเอ อย่างเทพค่ะ ตั้งใจเรียนมาก บรรยากาศห้องแบบนาซี ลองนึกเอาละกันค่ะ ตั้งใจเรียน นั่งเป็นแถว ตัวตรง ไม่พูดไม่จา อาจารย์ให้งานไป ผ่านไปไม่กี่นาที ยกมือ วิ่งมาส่งกัน เทพทั้งหลายแข่งกันน่าดูค่ะ

ส่วนห้องB ดูจะเหมาะกับเราสุด ดูเป็นมิตรค่ะ เล่นเป็นเล่น เรียนเป็นเรียน มีนักเรียนไทยหนึ่งคน และอาจารย์คุมห้องอย่างหล่อ เราเลือกห้องนี้ค่ะ (ห้องนี้พึ่งมาญี่ปุ่นได้ครึ่งปีเองนะคะ จบMinano Nihongoทั้งสองเล่มแล้ว เริ่มเทอมสอง เรียนวัดระดับสอง และเทอมสุดท้ายเรียนวัดระดับหนึ่งค่ะ)

การเรียนการสอนต่างกันโรงเรียนแรกอย่างเห็นได้ชัด
มีสอบคันจิและแกมม่าทุกอาทิตย์ และที่น่าเบื่อสำหรับเรา แต่ต้องทำคือเขียนเรียงความและพูดหน้าชั้นทุกอาทิตย์ค่ะ
มีสอบประจำเดือน อันนี้ไม่ดี โดนย้ายที่นั่งค่ะ
มีสอบย้ายห้อง A B C D
และมีสอบเลื่อนชั้นอีก 1 2 3 4 5

แค่สอบอย่างเดียวก้อเหนื่อยแล้วใช่มั้ย แต่มันทำให้เราสปีดตัวเองมากขึ้น พยายามมาขึ้นจริงๆนะคะ นู๋ยังหน้าบางอยู่ ไม่อยากย้ายไปนั่งหน้าค่ะ ขาดอิสระอย่างแรงงง
เด็กไทยมี่มาเรียนที่นี่ส่วนใหญ่ เรียนปีครึ่งก้อได้ระดับสองกันเกือบทุกคนค่ะ ที่ไม่ได้เนี่ยคือเกมากๆ ชึงมีน้อยมากค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีติวสำหรับเตรียมตัวเข้ามหาลัย เรียนวิชาประมาณ เลข สังคมญี่ปุ่น ก้อะไรอีก ก้อจำไม่ได้แล้วอ๊าาาาา

มีการแนะแนว(面談mendan) เรื่องเรียนต่อบ้าง ชีวิตการเป็นอยู่บ้าง โดนไปเบาะๆสี่ครั้งค่ะ

และมีโครงการรุ่นพี่ติวให้รุ่นน้อง เราติวให้เราได้ตังค์ด้วย กลายเป็นงานพิเศษเราไปอีกอย่าง และที่นี่ยังรับนักเรียนทำงานพิเศษในโรงเรียนอีกด้วยค่ะ

การเลือกโรงเรียนก้อมีผลค่ะ เราไม่ใช่เด็กตั้งใจเรียนค่ะ มีแค่ความมุ่งมั่นแต่ไม่มีความพยายาม ดังนั้น ต้องค่อยมีคนจ้ำจี้จ้ำไช ถึงอยากจะเรียน

นอกจานี้สังคมเด็กไทยก้อต่างกัน ทุกคนจบมาจากมหาลัยค่อยข้างมีชื่อ เวลาชวนไปทำไร ก้อมักไปที่ดี คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล อย่างไงอย่างนั้น มีการแนะนำมหาลัยต่อๆกันมาบ้าง แนะนำงานบ้างค่ะ

บ้างคนพยายามหาโรงเรียนที่มีเด็กไทยน้อยๆหรือแทบจะไม่มี เพื่อเป็นการบังคับให้เราพูดภาษาญี่ปุ่นไปในตัว เราก้อเคยคิดแบบนั้นค่ะ แต่พอมาอยู่แบบที่พอมีคนไทยอยู่บ้าง คือเราไม่เหงามีเพื่อน มีปัญหายังมีคนค่อยช่วยคิด ช่วยเตือน เป็นที่ระบายขอกันและกัน และมีเครือข่ายค่ะ อย่างง่ายๆอยากเรียนต่อโท มีเพื่อนโชว์เราไปให้อาจารย์ในมหาลัยนั้นๆ ก้อยังง่ายกว่า ที่เราไปเริ่มทำข้อสอบเอาเองหมดนะคะ

ส่วนเรื่องงานพิเศษก้อเหมือนกัน เราพลาดมาแล้วที่ ทำงานนวดคิดว่าเวลาว่างเยอะ อ่านหนังสือได้ เปล่าเลย ทำงานดึกตื่นเช้า พอถึงร้านเราก้อหลับอีกนั้นแหละ ที่คิดว่าได้จะคุยกับแขก ไว้ฝึกภาษา แหม นวดทีแขกก้อหลับ จะปลุกมาคุยก้อใช่เรื่อง พูดเสียงดังก็รบกวนห้องข้างๆอีก นอกจากนี้เหมือนเราเสียตังค์จ่ายเรียนแพงขึ้น ลองนึกถึงสังคมในร้านนวดนะคะ คุยภาษาไทย กินอาหารไทย ดูหนังไทย ไม่ต่างกันเราใช้ชีวิตในเมืองไทยเลย สู้เรียนเมืองไทยดีกว่า ดีกว่ามาเสี่ยงโรคคิดถึงบ้านที่นี่นะคะ และที่สำคัญพี่ที่ร้านนวด แนะนำเรื่องเรียนเราไม่ค่อยได้ค่ะ ลองไปทำอย่างอื่นที่สลับกันบ้าง ไปเจอเพื่อนเด็กไทยบ้าง เราก้อได้จะคำแนะนำ คำชักชวนอีกอย่างหนึ่ง

เคยมีคนว่าถ้าเราถือวีซ่าCollege Student ขอเปลี่ยนเป็นPre-College Studentไม่ได้

รุ่นน้องเปลี่ยนมาแล้วค่ะ โรงเรียนถามว่ารับได้มั้ยถ้า สิทธิค่ารถไฟและอื่นๆหายไปค่ะ รุ่นน้องโอเค โรงเรียนก้อรับค่ะ ทั้งๆที่โรงเรียนอื่นบอกว่ายาก รับไม่ได้ แต่ไม่รู้ว่าโรงเรียนที่ย้ายไปมีกำลังภายในแค่ไหนถึงเปลี่ยนได้หนออออ

สำหรับคนที่อยากย้ายโรงเรียนนะคะ ถ้ามาญี่ปุ่น โดยผ่านเอเจนซี่ที่เมืองไทย มีปัญหาให้คุยกับเจ้าหน้าที่ดูนะคะ ยังไงเค้าก้อมีโรงเรียนในสังกัดโรงอื่นอยู่ ถ้าไม่ไหวจิงๆ เค้าก้อจะจัดการย้ายให้ค่ะ ง่ายกว่าเดินหาเองอยู่เยอะ แต่อย่างลืมขอคุยกับนักเรียนไทยที่นั้นๆ ไปทดลองเรียนก่อนย้ายยิ่งดีค่ะ

ส่วนอีกคนที่ปรึกษาได้คืออาจารย์ที่ปรึกษาค่ะ ยังไงแกก้อพยายามเข้าใจเรา และช่วยหาทางออก...ให้ค่ะ



ปล เวลาติดต่อโรงเรียน อย่าลืมถามนะคะ ว่านักเรียนไทยหรือเอเซีย ไม่รวมเด็กจีน เกาหลีนะคะ สอบวัดระสอบผ่านกี่เปอร์เซ็นต์หรือเข้ามหาลัยได้กี่เปอร์เซ็นต์



Create Date : 20 มีนาคม 2555
Last Update : 21 มีนาคม 2555 15:08:24 น.
Counter : 1944 Pageviews.

0 comments

yoyos
Location :
北鎌倉  Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



เบื่อแล้วเหนื่อยกับความรัก ทำไงให้ลืม อยากร้ายๆ อยากวีนให้ได้เหมือนตัวร้ายในละคร มันจะสบายใจขึ้นมั้ย( T_T)\(^-^ ) อยากจะลืม