Where are you , Chirstmas?



รู้จักที่มาของวันคริสมาสต์กันมั้ยคะ ...
เป็นวันที่พระกุมารเยซูประสูติค่ะ
คืนนั้นเป็นคืนที่หนาวมากโรงแรมที่ไหนก็ไม่ให้พระแม่มารีเข้าพัก
จนต้องไปคลอดพระเยซูอยู่ในรางหญ้าในคอกสัตว์
ความหมายของวันนี้ก็คือความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์
จนยอมส่งบุตรตัวเองลงมาไถ่โทษ
รวมถึงการให้กับคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา
และการได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันของครอบครัวในสิ้นปี

เมื่อมันมาตกอยู่กับชนชาติที่นิยมฮาเฮ สนุกสนานเข้าว่า
ความหมายของคริสต์มาสต์ก็กลายเป็นว่า
ผับทั้งหลายขอรัฐบาลให้เปิดโต้รุ่งเพราะว่ามันเป็นวันคริสมาสต์
งานเลี้ยง ลานเบียร์ สายรุ้งราคาถูก
ผู้หญิงอึ๋ม ๆ แต่งตัวเลียนแบบซานต้า
การเรียกร้องของขวัญ และการหาความสุขใส่ตัวเองอย่างอุตลุต

ซึ่ง ... แม้เราจะเป็นคนนึงที่ไม่ได้เป็นคนที่น่าชื่นชม (แลยังนิยมลานเบียร์)
ก็อดยังเศร้าใจไม่ได้ ...

เสียดายแก่นของคริสมาสต์ ...
ที่ตกหล่นไปอย่างน่าเสียดายเมื่อคนไทยรับเทศกาลนี้เข้ามา
และเสียดายคริสมาสต์ ...
ที่ถูกทุนนิยมบิดเบือนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม

เมื่อไหร่หนอที่คริสมาสต์เปลี่ยนจากการให้ความสุขกับผู้อื่น
เป็นการ ขวนขวายหาความสุขเข้าตัวเองอย่างเมามัน

ปีก่อนเป็นคริสมาสต์ที่หดหู่ที่สุดในชีวิตเราเลยทีเดียว
ข่าวสึนามิแทบจะทำให้เราได้เป็นอันทำงาน
วัน ๆได้แต่นั่งดูข่าวผ่านเนตด้วยใจห่อเหี่ยว
หลังจากที่บริจาคเงินและของเท่าที่จะช่วยได้แล้ว
ตอนเย็นก็ไปซื้อของขวัญที่จะเอามาจับฉลากในงานเลี้ยง
ที่ Loft - Siam Discovery แบบเซรงจิต
เห็นคนเดินไปมาเต็มห้างเช่นเดิม
เห็นวัยรุ่นเดินกันเป็นกลุ่มช๊อปปิ้งอย่างร่าเริงเหมือนเช่นปกติ
คิดแล้วก็อนาถทั้งตัวเองและผู้คนเหล่านั้นเหลือเกิน ...

ช่างไม่รู้สึกรู้สมกันบ้างว่าเพื่อนร่วมชาติอีกจำนวนหนึ่งกำลังเดือดร้อนมากแค่ไหน


ระหว่างที่ด่าและบ่นวัยรุ่นที่พบเห็นในใจ(โดยไม่ดูตัวเองเล้ย ย)
สายตาก็พลันไปเห็นน้องม.ปลายกลุ่มหนึ่ง
ใส่ชุดนักเรียนเรียบร้อยยืนถือกล่องขอรับบริจาคเพื่อช่วยผู้ประสบภัย
โดยทีสีหน้าไม่มีวี่แววของความความเหนื่อยหน่ายหรือไม่เต็มใจ ....

ตามรายทางที่เดินไปมีกล่องรับบริจาคตามร้านเต็มไปหมด
แน่นอนมีคนเดินไปหยอดอย่างกับแย่งของฟรี
พอนึกถึงข่าวที่ว่าคนแห่กันไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทย
จนต้องบอกให้หยุดเพราะเหลือเฟือแล้ว
และข้าวของที่พร้อมใจส่งไปมากจนเกือบจะเอาไปให้ประเทศเพื่อนบ้านซะงั้น
ก็นึกได้ว่าตัวเองช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาเป็นคนไทย

ในการเสียอะไรบางอย่างไป เราก็อาจได้สิ่งที่มีค่าบางอย่างกลับมา
เราจำวินาทีเสียงเพลงคริสมาสต์ในห้างเปิดคลอขึ้นเบา ๆ ได้ดี
ว่าเรารู้สึกขอบตาร้อนผ่าว ขนลุกอย่างตื้นตัน

บางทีนี่อาจจะเป็นปีที่คริสมาสต์ ทำหน้าที่ตามความหมายของมันได้ดีที่สุดก็ได้



สุขสันต์วันคริสมาสต์(ย้อนหลัง ) และสวัสดีปีใหม่ค่า



ps รู้สึกว่าคนอ่านบลอคเราก็มีนา ทำไมคอมเม้นต์น้อยจัง
ฝากข้อความไว้บ้างนะ เราอยากกลับไปเยี่ยมบลอคคุณบ้าง




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2548    
Last Update : 28 ธันวาคม 2548 20:30:20 น.
Counter : 298 Pageviews.  

วันวานยังหวานอยู่


วันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 เป็นวันดีสมควรแก่การจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
เนื่องด้วยเบ่เบ๊เพื่อนรักพาไปงานปาร์ตี้ หนังสือ PoP ณ Astra RCA
ได้เจอกับกิ๊กเก่าผู้เป็นความทรงจำสีจาง ๆ ในวัยเยาว์
หนึ่งในสมาชิกวงThe Moffats - Clint (กับBob ละมั้ง) นั่นเอง
ถ้าคุณเคยฟัง ... หรืออีกนัยหนึ่ง ...
แก่ในระดับหนึ่งต้องเคยได้ยินชื่อวงนี้ผ่านหูบ้างละน่า
ที่มีวงเด็กฝรั่งหน้าละอ่อนพี่น้อง มาร้องเพลงก๊องแก๊ง ตีกลองป๊อกแป้ก
ร้องเพลงประมาณว่า ชั้นรักเธอจะตายอยู่แล้ว ... ขาดเธอต้องบ้าตายแน่ ๆ

... ตอนเราอยู่ม.ปลายเค้าดังมากเลยหล่ะ
แต่ตอนนี้ก็เงียบหายไปตามกาลเวลา

มาวันนี้ทำไมเค้าอยู่ไทยก็ไม่รู้ได้
... นั่นหน่ะสิ เห็นเพื่อนบอกว่าทำเพลงอยู่
เพื่อนมาร์คที่น่ารักอุตส่าห์ไปลากเค้ามาให้
เราเลยอุตส่าห์ใจกล้าหน้ามึนอย่างมากบอกไปว่า
"I love your song!!"
"I have your CD at home!!! " ... ด้วยสำเนียงไทยสุดฤทธิ์
เค้าทำหน้างงเล็กน้อย ( ภาษาชั้นคงห่วยมากเลยหว่ะ)
ก่อนจะตอบเป็นภาษาไทยชัดแจ๋วว่า
"ขอบคุณครับ"
และมาเต้นด้วยเล็กน้อยก่อนจะขอตัวกลับ
ยังอุตส่าหน้าด้านขอเชคแฮนด์อีกซักที XD
ดูดีทีเดียวเลย เป็นสุภาพบุรุษ ม่ายช่ายแบ๊ดบอยมั่วมึนน
เช้าวันต่อมาเป็นเช้าทีดีมากวันนึง
เล่นเอายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทั้งวัน ...ถ้าไม่นับอาการเมาค้างนะ

แล้วก็มานั่งคิดว่า
ความจริงก็ไม่บ้า Moffats เท่าไหร่หรอก
เพลงก็ไม่ได้เพราะ แค่คิดถึง "ช่วงเวลา"และ"เหตุการณ์"
ที่แวดล้อมเพลง I Miss you like crazy ต่างหาก

ช่วงเวลาที่ครูนั่งแกะเพลงให้ฟังทีละประโยค เปิดเพลงแปลให้นักเรียนฟัง
ช่วงเวลาที่เพื่อนไปร้องเพลง I Miss you like crazy
หน้าห้อง เพื่อนเป่าปากเปี๊ยวป้าวให้กำลังใจ
ช่วงเวลาที่เรายังใส่ชุดม.ปลาย ผูกไทด์ ถักเปีย ต้องเคารพธงชาติทุกเช้า
ช่วงเวลาที่เรายังเล่นบอลลูน ปลาเป็นปลาตาย
แอบครูกินมะม่วงน้ำปลาหวาน หรือเงาะกระป๋องหลังห้อง
ช่วงเวลาที่มีโรงเรียนเป็นเกราะป้องกันให้เราปลอดภัยจากโลกภายนอก
ช่วงเวลาที่เพื่อนทุกคนมีอนาคตที่สดใสเจิดจ้ารออยู่
มีความฝัน ความเยาว์วัยและอ่อนโลก
ช่วงเวลาที่เรารักเพื่อน คิดยังไงก็ทำยังงั้น มาเรียน เล่นกับเพื่อน
ทะเลาะกัน นินทา ร้องไห้ กลับบ้าน ... ชีวิตมีแค่นี้แหล่ะ สุขจริงนะเออ
ช่วงเวลาที่เราไม่ต้องคิดซับซ้อนอะไรมากมาย รู้น้อยกว่านี้ซึ่งทำให้โลกดูสว่างสดใส อบอุ่น และดีงามกว่าที่มันเป็น

ไม่อยากย้อนกลับเป็นเมื่อก่อนหรอก แค่อยากจะบอกว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่า
รู้ม้าย ย ...

เราคิดถึงช่วงเวลานั้นจริง ๆ


ps อะแฮร่ม ม จับมือคุณ Clint ที่มือซ้าย จดจำสัมผัสด้วยความความละเอียดเจ็ดล้านพิกเซล มาขอจับกันได้นะ 5 5 5




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2548 17:36:00 น.
Counter : 297 Pageviews.  

เมื่อเด็กแนวกลายเป็นผู้ใหญ่แนว

ขณะนี้เวลาตีสอง ห้านาที ขณะที่คนอื่นหลับฝันหวานใต้ผ้านวมอุ่นนุ่มสบาย ชั้นต้องมานั่งหน้าจอคอมนั่งทำงานตาโหลเป็นผีและหน้ามันโทรมอยู่ในที่ทำงาน ถึงจะปวดหลังและมึนหัวเล็กน้อยแต่ก็มันดี ... คิดถึงตอนเผางานส่งอาจารย์สมัยเรียนมหาลัยจัง ... ...


อย่ากระนั้นเลย ... ขอแวบมาพิมพ์อะไรซักหน่อยละกัน (รู้สึกว่าจะเสพย์ติดการเขียนหนังสือไปแล้ว ไม่ยักรู้ว่าตัวเองมีหัวทางด้านนี้เหมือนกันแฮะ)





ชั้นเคยคิดว่าตัวเองเติบโตมากับยุคที่
วัยรุ่นไม่ได้ใฝ่ฝันถึงอุดมการณ์ ความสุขของปวงประชา
วัยรุ่นไม่จำเป็นต้องเป็นอนาคตของชาติ
การตั้งใจเรียนไม่จำเป็น การเชื่อฟังพ่อแม่ก็ไม่สำคัญ
วัยรุ่นไม่ต้องรักชาติ ศาส เอ่อ อ ...
อย่างที่เคยท่องตอนเด็กอีกต่อไป

สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ
- ทำตัวแปลกแหวกแนวจากคนอื่นเข้าไว้ - จะว่าไปมันก็ตลกดีนะ


คำว่า แหกคอก นอกกรอบ อินดี้ เด็กแนว เด็กอาร์ต แนว
ผุดขึ้นมากมายในยุคนี้
งานFat นิตยสาร A Day ก็รุ่งเรืองเฟื่องฟูในยุคนี้ (ไม่ได้ว่ามันไม่ดีนะ )
ใครทำตัวเป็นปุถุชนคนธรรมดา ดาษดื่นเหมือนชาวบ้าน
เป็นความผิดที่อัปยศอดสูมากมาย


ช้านก็เป็นหนึ่งนั้น ชั้นออกจะภูมิใจในความ "แนว" ของตัวเองซะเหลือเกิน

แต่พออายุมากขึ้น ...
ชั้นเริ่มรู้สึกว่าความคิดชักค่อนไปเหมือนพวกผู้ใหญ่
ชั้นเริ่มจะคิดเหมือนคนส่วนใหญ่
( แปลว่าเป็นคนธรรมดาทั่วไปเค้าคิดกัน )
ชั้นชักจะไม่แน่ใจว่าอะไรถูก อะไรผิด ...
สีขาวกับดำ ผสมเป็นสีเทาตุ่น ๆ ขึ้นทุกที
บางเรื่องที่เมื่อก่อนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
ตอนนี้กลายเป็นเรื่องที่ "รับได้"

ชั้นยอมรับว่า ชั้นชอบเซเลอร์มูน N'sync
และบริทนี่ สเปียรส์ บอดี้แสลม โปเตโต้
อะไรก็ตามที่บางครั้งเป็นกระแสหลัก และ "โหล"
( แปลว่าคนธรรมดาทั่วไปเค้าฟังกัน )
ชั้นไม่สามารถฟันธงได้อีกต่อไปว่างานศิลปะชิ้นไหนดีเลิศ
ชิ้นไหนห่วยแตก เพียงเพราะชั้นเรียนศิลปะมา ...
ชั้นยอมรับว่างานศิลปะ ชิ้นนั้น กรูดูไม่รู้เรื่อง
-มันยากเกิน กรูไม่สามารถเข้าถึงมันได้ ...


ใจหนึ่งชั้นก็ชักใจหายว่าตัวเองคงจะห่างไกลคำว่า "เด็กแนว" เข้าไปทุกที
อีกใจนึงก็คิดไปว่าคงจะได้คำว่า "ผู้ใหญ่" กับ "การยอมรับตัวเอง" มา (มั้งนะ)

ชั้นคิดว่าเป็นคงเป็นการเรียนรู้อีกบทนึงของตัวเอง



.... ถึงยังงั้นช้านก็อยากเป็น "ผู้ใหญ่แนว" อยู่ดีอ่ะ ...




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2548 16:28:24 น.
Counter : 284 Pageviews.  

อดีตของปัจจุบัน....ปัจจุบันของอดีต...

อดีตของปัจจุบัน....ปัจจุบันของอดีต...




นาน น้าน น ทีจะเขียนเรื่องซึ้ง ๆ นะเนี่ย
ทน ๆ เอาหน่อยละกัน ....


สืบเนื่องจากอาการเป็นหวัดไม่หายซะทีของเราเลยทำให้ไม่กล้าเข้าใกล้อากงอาม่ากลัวคนแก่ติดหวัด บวกกับการงานที่ยุ่งเหยิงกินเวลา (...โอเค บวกเวลาแต่งฟิคชั่นด้วย ) กลับบ้านคนอื่นหลับ ตื่นมาชาวบ้านก็ออกจากบ้านไปกันหมดแล้ว ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้เจอหน้าอากงมาหลายวัน ต่อมกตัญญู(ซึ่งอยู่ลึกมาก ก ก นาน ๆทีจะทำงาน ) ปล่อยสารรู้สึกผิดออกมา ตื่นเช้าเห็นอาม่านั่งกินข้าวจึงไปนั่งประจบถามไถ่ทุกข์สุข

ช้าน : อาม่า อากงไปไหนไม่เห็นตั้งหลายวันแล้ว
อาม่า : อากงอยู่ชั้นบน เดินลงมาไม่ไหวแล้ว

....อึ้ง ไปชั่วขณะ ขณะนั้นเวลา 9 โมง 45 อย่ากระนั้นเลยค่อยขึ้นไปหาวันหลังละกัน

...คิดอีกทีตัวช้านนอนอืดไปทำงานสายโด่งยังไม่เห็นเป็นไร นี่ไปเยี่ยมคนแก่ซักนิดทำมากะแดะจะไปงานเช้า ตัวกรูนี้ช่างเป็นหลานที่ชั่วช้าสาแหรกจิง ๆ

คิดได้ฉะนี้เลยเดินดุ่มขึ้นไปเยี่ยมอากง เพื่อถามไถ่ สรุปสั้น ๆอากงป่วย ไม่ค่อยมีแรงจะทำอะไร แถมยังไม่มีกำลังใจ สะเทือนใจมากกับประโยคที่ว่าอากงแก่แล้ว ข้างในร่างกายมันพังหมดแล้ว ไม่รู้ว่าไปเมื่อไหร่

หลังจากปลอบใจ บิ้วอารมณ์ให้สู้ ตลอดจนทำตัวติงต๊องต่าง ๆ นานาให้อากงขำก็ลาออกมาเดินไปทำงาน .... ระหว่างทางก็คิด แปลกดี ที่คนแก่ ประสบความสำเร็จในชีวิต อยู่บ้านเฉย ๆ บ้านช่องก็รวย ลูกหลานก็ประสบความสำเร็จได้ดิบได้ดีไม่เคยมีเรื่องเดือดร้อนอะไรมาให้ แถมยังแย่งกันดูแลไม่ปล่อยทิ้งขว้าง ทำไมจึงดูแห้ง ๆ ไร้ชีวิตชีวา ไร้ความสุขขนาดนี้ ...

หรือว่าเป็นอาการปกติของคนแก่ ...
หรือว่าอากงเองที่คิดมาก ไม่ปล่อยวาง ...
หรือเป็นที่ลูกหลานที่เอาใจใส่ไม่ดีพอ ...
หรือตัวกูนี่หนอคิดบ้าไปเอง ที่จิงอากงออกจะแฮปปี้ ...

แล้วก็มาคิดย้อนถึงตัวเอง ช้านแก่จะเป็นอย่างงี้บ้างมั้ยน้า ตอนแก่ชั้นจะตาดีพอจะเล่นเกมอ่านการ์ตูนได้รึป่าว หรือจะรีบใช้ชีวิตคุ้ม ๆ แล้วรีบไปหน่อยไม่ต้องอยู่จนแก่ดีมั้ยน้อ

ของอย่างงี้คงต้องรอให้แก่ถึงจะรู้ (สึก ) ...มั้งนะ




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2548    
Last Update : 23 ตุลาคม 2548 1:25:39 น.
Counter : 245 Pageviews.  

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ...

เคยดูหนังแล้วคิดว่าชั้นอยากอยู่ในหนังเรื่องนั้นจัง … อย่างงี้มั้ยคะ ....

ตอนเด็กเราเวลาเราดูหนังหรือการ์ตูนแล้วจะจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในดินแดนแห่งนู้น แห่งนั้น
มีโดเรมอนของตัวเองบ้าง
บินไปเนเวอร์แลนด์กับปีเตอร์แพนบ้าง
ตามประสาเด็กเพ้อเจ้อ
ใครจะอยากอยู่ในโลกสีทึม ๆ ชีวิตทุกวันจืดชืด ซ้ำ ๆ
ไม่มีเวทย์มนตร์ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นกันหล่ะวุ้ย

เราเพิ่งมาคิดได้ไม่นานนี้
ว่าชีวิตในโลกแห่งความจริงนี่แหล่ะที่มันยิ่งกว่าหนังซะอีก ตัวละครในหนังยังโชคดีที่รู้ว่าเป็นหนังแนวอะไร
- action comedy มันก็ยังมีทิศทางที่แน่นอน

เช่นว่า ถ้าเราเผชิญอยู่อุกกาบาตจะมาชนโลก
เราก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีฆาตกรโรคจิตตามฆ่าเรารึเปล่า
เราจะได้จดหมายจากฮอกวอร์ตมั้ย
โฟรโดจะเอาแหวนไปทิ้งภูเขาไฟสำเร็จหรือไม่

แต่ชีวิตจริงมีทุกอย่างปนเปกันอย่างมั่วมึนไปหมด
โดยที่เราไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง …

จะเอาแนว Disaster พายุ ทอร์นาโด แผ่นดินไหว
สึนามึ น้ำท่วม ตึกถล่มบ้านพับ โรคซาร์ส ไข้หวัดนก
อยากได้อะไรละคะ ...
ณ ช่วงเวลาโลกแปรปรวนอย่างงี้มีหมดทุกย่างแหล่ะ ...

แนว Thriller เช่นว่ามีฆาตกรโรคจิตหมายตัวคุณ
เดินอยู่ในโรงเรียนดี ๆ ก็มีคนไล่เอามีดมาแทงซะงั้นหน่ะ

อยากได้ Romantic Comedy ก็มีนะ
เช่นว่าแอบชอบรุ่นพี่ซักคนฟันฝ่าอุปสรรคติงต๊องต่าง ๆ
นานากว่าจะได้ครองรักแฮปปี้เอนดิ้งในที่สุด

หรือตอนหลังอาจจะกลับเป็น Black Comedy
ผู้ชายสุดเพอร์เฟคส์คนนั้นเป็นเกย์แอ๊บแมน
ทิ้งเราไปหาผู้ชายคนอื่นแถมยังเป็นควีนอีกต่างหาก
ทิ้งเรากะหนี้สินพะรุงพะรัง
ตอนหลังกลายเป็นคนติดเหล้าก็ยังได้

แนว action เหรอ … ไปสมัครเป็นทหารสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สิ
อยู่กทมก็ยังแอ๊คชั่นได้ลองนั่งรถเมล์เขียวดู

ที่คิดไว้ยังมีอีกเยอะ แต่พอแค่นี้ชักขี้เกียจ

เห็นมั้ยว่าเราอยู่ในโลกที่มันส์ เร้าใจ สุดยอดอย่าบอกใครขนาดไหน ….
ลองมามองชีวิตตัวเองดู ...ชีวิตเราคงเป็นซิทคอมซักเรื่องนึง
มีฉากซ้ำ ๆไม่กี่ฉาก มีตัวละครหน้าเดิม ๆ นาน ๆที มีแขกรับเชิญ
บางตอนมีคติสอนใจ บางทีหาสาระไม่ได้
แต่เราก็พอใจและมีความสุขดีนะ (^ ^)

ขณะนี้ ซิทคอมเรื่องนี้ยังขาดก็แต่พระเอกเท่าน้าน น 5 5 5 ( ไหงหักมุมตอนจบเฉยเลยเนี่ย )




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2548    
Last Update : 23 ตุลาคม 2548 1:26:46 น.
Counter : 301 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

อันปังแนน
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สืบเนื่องจาก บลอคต่างๆ ก็มีข้อดีข้อเสียต่างๆ กันไป อันปังแนนก็สมัครมาเรื่อยๆ (แต่ไม่ค่อยได้อัพ) มารู้ตัวอีกที อ้าว ตรูมีบลอคกี่บลอคแล้วเนี่ย เลยเอามาทำเป็นสารบัญ แต่ละอันก็เน้นต่างๆ กัน

เลือกดูกันได้ตามอัธยาศัยจ้า

บลอคแก๊งค์ - จับฉ่าย
เด็กดี - นิยาย
multiply - พอร์ตเก็บงาน
Hi5 - โพสต์รูปตัวเอง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add อันปังแนน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.