ทำบุญกับคนยากคนจนด้วยค้าบ บ




คนการศึกษาดีมีกะตังเดินถนน
ครั้นเห็นคนตาบอดร้องเพลงขวาง
ฉับพลันฉันจึงรีบเดินเลี่ยงทาง
สังเกตพลางบอดจริงไหมใจระแวง

หญิงคนนั้นถ่มน้ำลายรดถนน
สัปดนน่าเกลียดขยะแขยง
ฉันนึกด่าค่อนในใจไปรุนแรง
ถนนแพงมาเปื้อนป้าย - อายแทนมึง

หญิงขายลอตเตอรี่เดินสวน
หันหลังทวนเห็นตาบอดหยอดหลายสลึง
เล่นเอาคนศึกษาดีละอายจึง
นั่งรำพึงเราช่างร้าย – อายแทนกู


เคยแต่งเอาไว้นานมากแล้วล่ะค่ะ พอเลื่อนลงไปอ่านบลอคอันล่าง ๆ แล้วนึกขึ้นมาได้



เราเป็นโรคอย่างหนึ่งเวลาที่เห็นคนตาบอดถือไมค์ร้องเพลง
ถ้าเดินเคาะไม้ต๊อก ๆ มาละก็
เราจะเริ่มเอียงคอแอบมองทันทีว่าบอดจริงหรือเปล่า ( ดูชั่วเนอะ )
เพราะมีประสบการณ์ไม่ดีกับขอทานมาเยอะ เวลาให้เงินทีต้องสำรวจละเอียดหน่อย

ทีนี้มีอยู่วันนึงเดินแถวเวิร์ลเทรด มาแล้วค่าหนึ่งคน เดินถือกระป๋องมา
สมองและสายตาเริ่มพิจารณาอย่างถี่ถ้วนทันที


ทำไมร้องลิปซิงก์ เปิดเทปเฉย ๆ นี่หว่า ... หักหนึ่งคะแนน
เป็นผู้หญิงอายุมากแล้ว ... เพิ่มหนึ่งคะแนน
เอียงคอดูแล้ว น่าจะตาบอดจริง .... เพิ่มอีกสองคะแนน
เสร็จสรรพเรียบร้อยจึงล้วงมือไปหยิบเงินกระเป๋ากางเกง พอจะดึงขึ้นมาก็ต้องชะงัก

ขอทานคนนั้นถ่มน้ำลายรดถนนเฉยเลย !

มือที่ล้วงเตรียมหยิบตังในกระเป๋าจึงหยุดทันที ในใจก็นึกด่าไปหลายคำ
ทำไมทำอย่างงี้ อย่างงู้น ทันใดนั้นคนขายลอตเตอรี่เดินสวนมา

เธอหยิบเงินจากกระเป๋าเสื้อหย่อนใส่ขันทันที ...

ยังความตกใจ อึ้งตะลึง รวมไปถึงละอายใจ แก่ดิฉันเป็นอันมาก
เนื่องจากทราบว่าขายลอตเตอรี่ก็ไม่ได้มีกำไรมากมาย คู่นึงได้เงินไม่กี่บาทเอง

หลังจากนั้นเหตุการณ์นั้นก็ติดตา ( เรียกง่าย ๆ ว่าหลอน ) ในหัวอยู่เรื่อยมา
ว่าทำไมฉันกลายเป็นคนแบบนี้ ...

เหตุการณ์ครั้งนั้นเปลี่ยนพฤติกรรมฉันจากการสังเกตว่าบอดจริงเปล่า
เป็น ใครมาหย่อนเงินให้ขอทานบ้าง ( ชั่วน้อยลงรึเปล่า ... ไม่เลยเนอะ )


ยิ่งเดินสีลมหรือเวิร์ลเทรดที่มีขอทานเยอะ ๆ จะเห็นได้ชัด
คนที่ให้เงินส่วนใหญ่จะเป็นแม่ค้าขายหมูปิ้ง หรือแผงลอย นิสิต นักเรียนประมาณนี้
ส่วนสาวออฟฟิศ หนุ่มออฟฟิศไม่ให้กันเท่าไหร่หรอก
จนตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจสถิติอันนี้อยู่ดี
พยายามคิดเอาเองว่า พวกแม่ค้าคงเข้าใจความรู้สึกว่าไม่มีข้าวจะกินเป็นยังไง
ส่วนคนรวยก็คงเห็นว่า อาชีพขอทานเป็นธุรกิจไปแล้ว ไม่ควรสนับสนุนคนงอมืองอเท้า


อะไรก็ตามตอนนี้ก็ยังคงสังเกตอย่างละเอียดขะมักเขม้น
ประหนึ่งว่าทำทิสิสเรื่องนี้ไปแล้ว
แล้วเพื่อน ๆ เปนไงมั่ง ให้ตังคนเหล่านี้กันมั่งมั้ยคะ เราจะมีเรทการให้แบบนี้

ต้องให้ - อากง อาม่าที่แก่มาก ๆ / ขายของถูกใจ

บางทีก็ให้ – คนขายลูกอมหรืออะไรก็ตาม / คนที่อายุประมาณ 40 ปลาย ๆ
/ คนที่เล่นดนตรี

ไม่ให้ – บางแห่งรู้สึกว่าเป็นขบวนการต่างด้าวเกิน มีดักต้นสะพาน ท้ายสะพานเป็นครอบครัวเลย / พวกผู้ชายที่มือเท้าครบ ( ไม่ทำงานละโว้ย ) / พวกพิการปลอม ที่เอามือไปซุกในเสื้อทำทีว่าแขนขาด ( วัยรุ่นผู้ชายนี่จะน่า...มาก ) / หรือเด็กที่ย้อมหัวสีทอง ( มีตังย้อมหัว ทำไมไม่มีตังกินข้าว )











 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 18:13:17 น.
Counter : 268 Pageviews.  

อดีตของปัจจุบัน ... ปัจจุบันของอดีต part II



วันอาทิตย์สำหรับใครหลายคนเป็นวันพักผ่อนแสนสบาย
แต่วันอาทิตย์สำหรับบ้านอิชั้นนับได้ว่ามีภาระหนักเทียบเท่าหรือกว่าวันทำงานซะอีก ...

เพราะนอกจากต้องทำงานทั้งหลายแหล่ที่หมักได้ที่มาทั้งอาทิตย์
ทั้งล้างรถ ซักผ้า รีดผ้า กวาดถู ล้างจาน ทำกับข้าว ...แค่พูดยังเหนื่อยเลย ...
ยังมีภารกิจอีกอย่างคือตระเวนเยี่ยมญาติผู้ใหญ่กันให้สนานใจ

สืบเนื่องจากอิชั้นเป็นหลานคนโตของลูกคนโต ( เข้าใจมั้ย )
ทำให้คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย ยังอยู่กันครบ
สุดสัปดาห์ท่านที่เคารพก็จะชักชวนให้ไปเยี่ยมบ้าน
ด้วยการทำอาหารมาล่อ ... ซึ่งพ่อแม่อิชั้นก็ยอมตกหลุมพรางแต่โดยดี
ทายซิเวลาเจอปู่ย่าตายาย ท่านจะพูดอะไรเป็นอย่างแรก ...

อะฮ้า ... เค้าจะ " ฟ้อง "

เรื่องยอดนิยมในการฟ้องนะเหรอ ... วู้ย ย จะอะไรซะอีก
ก็พฤติกรรมของแฟนเค้าไง นินทากันซึ่ง ๆ หน้าอย่างงี้แหล่ะ
จริงที่สุดที่เค้าว่า ยิ่งแก่จะยิ่งเด็กลง
ยิ่งคู่ปู่กะย่าเรานี่หยอกกันเหมือนเพิ่งจีบกันใหม่ ๆ เลย - ขนาดมีหลาน 8 คนแล้วนะ

ยังความอิจฉามาให้ลูกหลานที่ยังสาวน่ารักมั่นใจรักเด็กแต่ยังโสดอย่างอิชั้นมั่ก ๆ ....


ขอแนะนำเรื่องที่ปู่เราเผาย่าให้ฟัง

วันนึงขณะที่ปู่ดู Movies on Three ช่อง 3 กลางดึก
ย่านอนอยู่ดี ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาตวาดเสียงดังไปถึงต้นซอย
ย่า : ดึก ๆ ดื่น ๆ จะเปิดเพลงฝรั่งดัง ๆ ฟังทำไมห้าา า า า า ( อ่านให้เป็นภาษาใต้นะ จะยิ่งฮา )
ปู่ : ( งง )....... ดูหนังอยู่ฮิ ....ไม่เห็นมีเพลงขึ้นซักหน่อย
ย่า : อ้าว ..... ( เงียบไปซักพัก )
เอ้าะ ะ ช้านเสียบซาวเบาท์คาหูไว้เอง เสียงดังไปหน่อย ( นอนหลับต่อ )
ปู่ : .......

อีกเรื่อง ...

วันนึงขณะที่ปู่เล่นคอม ปิดม่าน เปิดแอร์เย็นสบาย
ย่านอนอยู่ดี ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาตวาดเสียงดังไปถึงต้นซอย
ย่า : ดึก ๆ ดื่น ๆ จะเล่นคอมไปถึงไหนห้า าา า า ( แล่งใต้เช่นเคย )
ปู่ : ( งง ) ....... นี่มันเพิ่งบ่ายสาม ....
ย่า : อ้าว .....
( เงียบไปซักพัก --> นอนหลับต่อ )
ปู่ : .......


ช่วงนี้พ่อกับแม่ก็เริ่มเป็นแล้วนะ กลับไปทีไรชอบนินทาฝ่ายตรงข้ามให้ฟังทุกที
สงสัยจะเริ่มแก่ละ เฮ้อ อ อ ( นินทาครบทั้งตระกูลเลยเฟร้ ยย นรกกินกบาลแน่ช้าน น )



ปู่กะย่า คนละคู่กะอาม่าอากงเรานะ




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2549 18:07:58 น.
Counter : 276 Pageviews.  

บทเรียนที่ต้องแลกด้วยเลือด



หนึ่งในความฝันล้านเจ็ดของอันปังแนนคนนี้คือการได้อยู่คอนโดคนเดียว
ตั้งแต่เรียนมหาลัยแล้ว รู้สึกว่าการอยู่คอนโดมันช่างเท่อะไรอย่างนี้
ได้มีอิสระ รับผิดชอบชีวิตตัวเองเต็มที่ กลับกี่โมงก็ได้ กินอะไรก็ได้
จนแล้วจนรอดทำงานแล้วก็ยังต้องอาศัยบ้านอาม่าอยู่ ...ด้วยเหตุผลมากมาย (= =")
ฉะนั้นการซื้อคอนโดและได้ย้ายมาอยู่คนเดียวจึงเป็นความหวังลอย ๆ อยู่อย่างงั้น

เมื่อวานเหมือนกรรมจะตามสนองแบบรวดเร็วทันใจ
ที่ไปนึกด่าน้องพิงกี้ ในละครคดีเด็ดเจ็ดสีว่าช่างกะแดะสำออย
แหมแม่แค่โดนแก้วบาดเท้าเลือดไหลเท่าเนี้ย ถึงกะล้มลงไป
ร้องไห้ เรียกให้พระเอกแถเข้ามาอุ้มด้วยความเป็นห่วงซะงั้น
(จริง ๆ แล้วอิจฉาที่โดนชาคริตกอดต่างหาก ทำไปได้ ... )

เมื่อวานขณะที่ดูสองสเน่หา (เอ๊ะ ทำไมชั้นดูแต่ละครน้ำเน่าหลังข่าววะเนี่ย)
จะเดินไปหยิบของตาก็ดันมองแต่ทีวี ทำให้ทิศทางเฉ
พัดลมอยู่ของมันดี ๆ เดินไปเตะป๊าปซะงั้น
ก็ไม่ได้ฉุกคิดอะไรยังคงเดินต่อไป จนกระทั่งรู้สึกว่า
ทำไมนิ้วโป้งมันแฉะ ๆ เล็บหลวมๆ นะ
พอก้มลงไปมองเท่านั้นแหล่ะ ถึงกะมานั่งหน้าซีดกลางบ้าน
เห็นนิ้วเละ ๆ เลือดแดงข้น ๆ ขุ่นคลั่ก
หยดแหม่ะ ๆ เป็นท่อประปาแตกเปื้อนมือ
และเล็บที่หักเข้ามาเกือบครึ่ง ยิ่งจะเป็นลม อารมณ์นั้นทำอะไรไม่ถูกแล้วจ้า
สุดท้ายก็ต้องเรียกน้าที่กำลังหลับคาทีวี
ด้วยเสียงสั่นคลอแผ่วเบาน่าสงสารมั่กมาก ก ก
"อ๋อยย ย อาอี๊~ ช่วย ยล่วยย ย ฮืออ อ (TT-TT )"
สุดท้ายน้าเลยต้องไปเอาชุดปฐมพยาบาลมาทำแผลให้
นั่งสาดแอลกอฮอลล์ไปหัวเราะไป (ในความเบ้อะของหลาน)
แต่ฉันก็ยังรู้สึกซึ้งในพระคุณอยู่ดี

คิดว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ตอนอยู่คนเดียวจะทำยังไงดี
อาจจะช๊อคไม่รู้จะทำอะไรจนกะจะเดินไปนอนเลยตื่นมาแผลจะได้หายก็ได้
(ตอนนั้นคิดอย่างงั้นจริง ๆ นะเออ มันเอ๋อคิดไรไม่ออก )
ฉันคิดว่าตัวเองคงไม่เข้มแข็งพอจะได้อยู่คนเดียวได้

เรื่องนี้สอนฉันสองอย่าง ...
อย่างแรกคือไม่ควรมองดูโทรทัศน์เวลาเดินไปไหนมาไหน ...
อย่างที่สองคือฉันเริ่มเข้าใจว่าทำไมเราถึงจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันกับคนอื่น

"หนูคงจะอยู่บ้านอาม่าอีกนานละค่า~"




 

Create Date : 26 มกราคม 2549    
Last Update : 26 มกราคม 2549 19:12:41 น.
Counter : 344 Pageviews.  

กรุงเทพเมืองแห่งแฟชั่นของประเทศชิน และผ้าซิ่นของประเทศลาว



ด้วยความที่ดิฉันอยากเป็นผู้หญิงสวยใสทันเหตุการณ์ข่าวสารบ้านเมืองอยู่ในทีเหมือนคนอื่นเค้าบ้าง
จึงคว้าหนังสือมติชนของพ่อมานั่งอ่าน มาสะดุดข่าวอยู่บทความหนึ่งที่น่าสนใจ
ว่าด้วยเรื่องห้างสรรพสินค้าที่เปิดตัว
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันจนจำโฉมหน้าเดิมไม่ได้
ทั้งสยามพารากอน ที่เปิดตัวขึ้นมาสะกดสายตาทุกมุมเมือง
(สะกดจริง ๆ รถนิ่งแม่งไม่ขยับเลย )
สยามเซ็นเตอร์ เซนทรัลเวิรลด์ ลามไปถึงเซนทรัลชิดลม
ที่ทุ่มเงินหลายร้อยล้าน ปรับโฉมเพื่อการแข่งขัน
นัยว่าถ้าเดิน skywalk ตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าชิดลมไปถึงสถานีสยาม
จะพบกับแหล่งช๊อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
ต่างฝ่ายต่างโพรโมทห้างตัวเองว่าจะนำแต่ของแบรนด์เนม นู้น นี้
จากเมืองนอกมาเปิดกัน ...ก็ว่ากันไป
ประเทศไหนไม่มี ประเทศชั้นเนี่ยแหล่ะมีทุกอย่าง
เสื้อผ้า กระเป๋ามีให้เลือกสรรทุกคอลเลคชั่น ทุกยี่ห้อ

" ตอบสนองนโยบายท่านทักษิณาวัตรที่ต้องการให้กรุงเทพมหานคร
เป็นศูนย์กลางแฟชั่นแห่งเอเชียอย่างแท้จริง "


พออ่านมาถึงประโยคนี้ชั้นต้องอุทานออกมาดัง ๆ ด้วยความแปลกใจ
ชั้นคิดมาตลอดว่าความหมายของเมืองแห่งแฟชั่น
คือ การผลักดันดีไซเนอร์ไทยให้ก้าวไกล
การโพรโมทแบรนด์เสื้อผ้าไทยให้ไฮโซ
เทียบเท่าแบรนด์ดัง ๆ อย่างกุ๊ชชี่ พราด้าอะไรทำนองนี้


ความหมายของของศูนย์กลางแฟชั่นคือ
ที่รวมร้านขายของจากแบรนด์ดัง ๆจากทั่วโลกเองเรอะ
มันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อคนไทยนักท่องเที่ยวมาซื้อของจากที่นี่
เม็ดเงินก็ไหลไปเข้ากระเป๋า พวกห้องเสื้อฝรั่งอยู่ดี


ฉันอาจจะโง่ไม่เข้าใจวิสัยทัศน์ของท่านผู้นำยิ่งใหญ่เกรียงไกรท่านนั้นก็ได้
ช่วยชี้ทางให้ฉันเข้าใจถูกหน่อยเถอะ

ฉันนึกไปถึงปีก่อนที่ฉันได้ไปเที่ยวประเทศลาว ฟังไกด์ที่นั่นพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า
ประเทศเค้าถึงจะจน แต่เค้าไม่เคยกู้เงินจากต่างประเทศ
ประชากรของเลยเค้าไม่มีหนี้ต่อหัว
ที่นี่รัฐบาลยังส่งเสริมให้ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น
( หรือผ้าถุงอะไรซักอย่างเนี่ยแหล่ะ )เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม
หะแรกฉันนึกว่าทำไมช่างกีดกันสิทธิมนุษยชนอะไรอย่างนี้ บังคับให้คนนุ่งผ้าถุง
ไร้ซึ่งอิสระเสรี ผู้หญิงลาวคงอดเปิดคลีโอ อดตามแฟชั่นช่างน่าสงสารเสียนี่กระไร

แต่พอฉันได้เดินเล่นในตลาดของลาว เห็นทั้งเด็กผู้ใหญ่ที่เป็นผู้หญิง
นุ่งผ้าที่ทอแฮนด์เมดอย่างละเอียดปราณีตสวยงาม
โดยเฉพาะบรรดานักเรียนนี่ถูกใจมาก เพราะจะหน้าใส้ ใส
ใส่เสื้อสีขาวแต่นุ่งผ้าซิ่นสีน้ำเงิน
สะพายกระติก ใส่รองเท้าผ้าใบไปรร. ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนมานะมานีสมัยเด็ก ความคิดฉันก็เริ่มเปลี่ยนไป

ฉันมาคิดได้ว่าไม่ใช่กีดกันแต่เรียกว่ามองการณ์ไกลมากกว่า
ผู้หญิงทอผ้ากันเอง ใส่กันเอง นอกจากจะสวยและอนุรักษ์ลายผ้าลาวแล้ว
เงินมันก็หมุนอยู่ในประเทศเค้า (ประชากรจน ๆ)
ไม่ไหลออกข้างนอก (นายทุนต่างชาติรวย ๆ)
ส่งเสริมกันเองลาวทำ ลาวใช้ ลาวเจริญ
คนทอผ้าก็ถือเป็นธุรกิจส่วนตัว ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร แถมยังดูเป็นตัวของตัวเอง มีเทรนด์ของตัวเองดี
ไม่ต้องขึ้นอยู่กับตะวันตกหรือญี่ปุ่น จะบอกว่าฤดูไหนต้องแต่งหน้า แต่งตัวแบบนี้
จะว่าไปมันก็คือกลไกลการตลาดให้เราเป็นทาสทางความคิดแบบหนึ่งนั่นแหล่ะ

ฉันแน่ใจว่าฉันรู้ แบบไหนเป็นแบบที่อินเทรนด์ เหมาะกับคนรสนิยมเก๋ไก๋วิไล
แต่ฉันชักไม่แน่ใจซะแล้ว ว่าแบบไหนเป็นวิธีที่ทำให้ประเทศเจริญ และพัฒนาแบบยั่งยืนมากกว่ากัน




ps ผ้าเค้าสวยจริง ๆนะ ซื้อมาผืนหนึ่งกะว่าทำเป็นผ้าซิ่น แต่จนป่านนี้ยังไม่กล้าใส่ขึ้นบีทีเอสเลย




 

Create Date : 20 มกราคม 2549    
Last Update : 21 มกราคม 2549 9:05:01 น.
Counter : 821 Pageviews.  

วิทยานิพนธ์ว่าด้วยศาสตร์แห่งการซื้อของขวัญ



ก่อนอื่นก็ต้องสวัสดีปีใหม่นะคะ ท่านผู้มีอุปการะทั้งหลาย
เมื่อวานไป Count Down ที่เซนทรัลเวิร์ลดมา
นับเป็นประสบการณ์ที่น่าตระการตาเป็นอย่างยิ่ง
แต่คงมีคนเล่ากันเยอะละ ข้ามไปก่อนละกัน



เรามาพูดเรื่องทฤษฏีการซื้อของขวัญกันดีกว่า
ในฐานะที่เดี๊ยนเป็นผู้ที่คร่ำหวอดกับการซื้อของขวัญมานับสิบปี
ขอฟันธงว่า การซื้อของขวัญนั้นเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่ซับซ้อนยากแท้หยั่งถึง
ประหนึ่งว่าควรบรรจุเป็นวิชาภาคบังคับตอนมัธยม
หรือเป็นวิชาบังคับเลือกตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังได้
ช่วงเวลาแห่งการเลือกซื้อของขวัญเป็นเวลาแห่งการช่วงชิงไหวพริบ
ใช้สงครามจิตวิทยา การเดาใจ แก่งแย่งช่วงชิง
ยิ่งช่วงเวลาพีคแห่งปี - ปีใหม่ นี่ถึงเกิดอาการเครียดจิตตกกันเลยทีเดียว
แถมซื้อเสร็จยังต้องไม่นั่งคิดต่อว่า ผู้รับจะพอใจมั้ย จะโกรธกันรึเปล่า
อย่ากระนั้นเลย อันปังแนนขอเสนอ ...

How To หลักการซื้อของขวัญแบบสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ
ไม่มีอ้างอิงทฤษฏี หรือมีการทดลองใด ๆ ใช้ประสบการณ์ล้วน ๆ
ฉะนั้นผิดพลาดประการใด โปรดอภัยด้วย

1. กรณีของขวัญจับฉลาก :
การจำเพาะเจาะจงกลุ่มจะทำให้เราซื้อของง่ายและตรงหลักเป้าหมายมากขึ้น
- เช่นว่าการจับฉลากเฉพาะเพื่อนหญิงในห้องเรียนหรือเพื่อนในภาควิชาเดียวกันนั้น
ของที่ได้จะจำเพาะเจาะจง และมีประโยชน์กับผู้ใช้ มา ก กว่าการที่...
จับฉลากกันทั้งบริษัท หรือเพื่อนต่างคณะ
ยิ่งถ้ากลุ่มคนที่จับฉลาก ต่างเพศ วัย และความสนใจแล้ว
ของขวัญอาจจะลงเอยที่ของเบสิค เช่น แก้วน้ำ หมอน นาฬิกา กรอบรูป

ยังไง Safe เอาไว้ก่อนเป็นดี ... เกิดคุณเป็นฝ่ายอาร์ตแล้วซื้อสีน้ำวินเซอครบชุด
คนจับได้ดันเป็นโปรแกรมเมอร์ ...
แล้วเค้าจะเอาของคุณไปทำดาบธนูอะไรหล่ะวะคะ

2. กรณีซื้อของขวัญให้ผู้รับ :
- ถ้าคนรับเป็นผู้หญิงจะชอบของอะไรกระจุ๊กกระจิ๊ก น่ารัก
ประมาณว่าใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แต่มีคุณค่าทางจิตใจไรทำนองนั้น
แต่ถ้าเป็นผู้ชาย จะชอบของที่ใช้งานได้จริง .... อันนี้จากประสบการณ์ตัวเองนะ
- ไม่ควรโหลจนเกินไป และเป็นของที่รู้สึกว่า เจาะจงซื้อเพื่อเค้าโดยเฉพาะ
ม่ายช่ายว่าได้รับแล้วคนรับรู้สึกว่ายัยอังปังแนน
หล่อนต้องไปแอบเหมาโหลมาจากสำเพ็งแน่ ๆ

3. ถ้าคนที่คุณให้ของขวัญ ไม่ได้มีมินิคูเปอร์ขับ
และยังต้องนั่งรถเบนซ์ 2 ประตู 20 หน้าต่างอยู่
ขอแนะนำให้ซื้อของขวัญชิ้นเล็ก ๆ น้ำหนักเบา คมนาคมสะดวกจะดีกว่านะคะ

4. ให้ซื้อของขวัญล่วงหน้าช่วงพีค ( เช่น 27 - 28 ธ.ค. )
เพราะช่วงเวลานั้นคนจะเยอะมั่กมาก ก ทำให้หงุดหงิด คิวห่อของขวัญยาว
และสินค้าจะเยินหมดแล้วเพราะผ่านมือลูบคลำมาอย่างโชกโชน

5. ถ้าเป็นคนรับก็ให้คาดหวังไว้ต่ำหน่อย ๆ
ถือคติว่าเค้าอุตส่าห์ซื้อมาให้
จะเป็นอะไรก็ถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจแล้ว
มิฉะนั้นอาจจะเกิดอาการเซรงเล็กน้อย
และเป็นชนวนให้เกิดอาการทะเลาะกันทีหลังได้

เท่านี้คุณก็จะได้ของขวัญที่เปรี้ยวเก๋ไก๋ไฮโซแล้ว
ตอนนี้ยังนึกได้แค่นี้ เดี๋ยวนึกออกต่อแล้วจะมาเขียนอีกเรื่อยๆ
ช่วยกันนึกด้วยนะ
ขอให้มีความสุขกับการเลือกซื้อของขวัญค่ะ




 

Create Date : 01 มกราคม 2549    
Last Update : 2 มกราคม 2549 1:46:44 น.
Counter : 305 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

อันปังแนน
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สืบเนื่องจาก บลอคต่างๆ ก็มีข้อดีข้อเสียต่างๆ กันไป อันปังแนนก็สมัครมาเรื่อยๆ (แต่ไม่ค่อยได้อัพ) มารู้ตัวอีกที อ้าว ตรูมีบลอคกี่บลอคแล้วเนี่ย เลยเอามาทำเป็นสารบัญ แต่ละอันก็เน้นต่างๆ กัน

เลือกดูกันได้ตามอัธยาศัยจ้า

บลอคแก๊งค์ - จับฉ่าย
เด็กดี - นิยาย
multiply - พอร์ตเก็บงาน
Hi5 - โพสต์รูปตัวเอง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add อันปังแนน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.