รวมลิงค์ไปเที่ยวอินเดียเมื่อต้นปี Delhe, Agra & Rajasthan
ไปเที่ยวอินเดียตั้งแต่ต้นปีแต่ด้วยความขี้เกียจจึงผลัดวันประกันพรุ่ง กว่าจะเริ่มลงมือเขียนก็เกือบสิ้นปี พอเขียนเสร็จเลยอยากรวมลิงค์ทั้งหมดไว้ในหน้าเดียว (จะได้ง่ายแก่การอ่าน) แล้วจะส่งไปให้พี่,น้อง และเพื่อนๆ ที่อยากอ่าน

2009-10-29 เดือนมกราคม ปี 2553 จะไปเที่ยวอินเดียเป็นครั้งแรกในชีวิต
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=annopwichai&month=29-10-2009&group=4&gblog=1

2009-11-18 เย๊!!! ได้วีซ่า ไปอินเดียแล้ว!!!!
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=18-11-2009&group=4&gblog=2

2009-12-31 Vaccine - ฉีดวัคซีนก่อนไปอินเดีย!!!.doc
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=31-12-2009&group=4&gblog=3

2010-01-08 It's time to go to India - เง้อ!!! ถึงเวลาไปอินเดียแล้ว
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=09-01-2010&group=4&gblog=4

2010-01-09 Chiang Mai to Delhi - สามสนามบิน
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=26-01-2010&group=4&gblog=5

2010-01-10 Delhi - นมัสเต เดลี
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=27-01-2010&group=4&gblog=6

2010-01-11 Delhi - เดลี... ดินแดนแห่งบุรุษเพศ
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=02-02-2010&group=4&gblog=7

2010-01-12 Taj Mahal... Love & Passion - ทัชมาฮาล... ความรักและหลงใหล
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=30-10-2010&group=4&gblog=8

2010-01-13 ไปชัยปุระ (Jaipur) กันป๊ะ!!!
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=03-11-2010&group=4&gblog=9

2010-01-14 ไปดูแขกชักว่าวกัน... Kite festival
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=04-11-2010&group=4&gblog=10

2010-01-15 Pushkar... a holy city in Rajastan
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=10-11-2010&group=4&gblog=11

2010-01-16 Jodhpur... Blue city
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=12-11-2010&group=4&gblog=12

2010-01-17 Jaisalmer... The golden city
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=13-11-2010&group=4&gblog=13

2010-01-18 Jaisalmer Fort... ป้อมชายขอบ ที่ยังมีลมหายใจ
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=19-11-2010&group=4&gblog=14

2010-01-19 นั่งรถ 10 ชั่วโมงจาก Jaisalmer ไป Udaipur
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=22-11-2010&group=4&gblog=15

2010-01-20 Udaipur... เมืองแห่งทะเลสาบ
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=25-11-2010&group=4&gblog=16

2010-01-21 ตกเครื่องไป Varanasi เซ็งสุดๆ
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=27-11-2010&group=4&gblog=17

2010-01-22 พาเพื่อนหลงใน Delhi
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=27-11-2010&group=4&gblog=18

2010-01-23 วันสุดท้ายใน India ของทริปนี้
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=27-11-2010&group=4&gblog=19

สุดท้ายนี้ก็ใกล้วันปีใหม่เลยขออวยพรให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านจงมีแต่ความสุขความเจริญ คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา เงินทองไหลมาเทมา สุขภาพกายสุขภาพจิตแข็งแรง สาธุ



Create Date : 04 ธันวาคม 2553
Last Update : 4 ธันวาคม 2553 13:23:42 น.
Counter : 1058 Pageviews.

0 comment
2010-01-23 วันสุดท้ายใน India ของทริปนี้
เครื่องจะออกตีหนึ่งจึงมีเวลาเที่ยวทั้งวัน วันนี้วางแผนไปชมการซ้อมขบวนพาเหรด เพราะอีก 2 วันจะเป็นวันชาติอินเดีย แล้วจากนั้นจะไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินเดีย กว่าจะจัดกระเป๋าแล้วเอาไปฝากไว้ที่เค้าน์เตอร์และเช็คเอาท์ก็ปาไป 10 โมงกว่าแล้ว ยังจะพากันเดินไปอีก กว่าจะถึงก็ 11 โมงกว่า ขบวนซ้อมพาเหรดกลับบ้านกันไปนานแล้ว จึงพากันเดินเล่นย่าน New Delhi เดินผ่าน gallery เลยแวะเข้าไปชมภาพวาด สวยๆ ทั้งนั้น แต่ตั้งราคาแพงหูฉี่เลยทีเดียว. ชมเสร็จก็เดินต่อ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ National museum ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ถนนโล่งมาก ไม่มีรถเลย เพราะถนนโดยรอบถูกปิดเพื่อเตรียมงานฉลองวันชาติอินเดีย เดินผ่าน Indian gate ทหารอยู่มากมาย, มีนักข่าวมาทำข่าว นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เท่าที่เห็นก็เป็นชาวอินเดียจากที่อื่นเดินทางมาฉลองวันชาติและก็พากันมาถ่ายรูปกับ Indian gate กันทั้งครอบครัว


บ้านหลังนี้คงไม่มีคนอยู่ ถ้าดูบ้านถัดไปที่มีผู้ชายยืนอยู่... สะอาดเชียว


เดินไปตามถนน Panchkuian เรียบรถไฟฟ้า ไป Connaught Place ซึ่งเป็นศูนย์ธุรกิจ และช้อปปิ้งเซ็นเตอร์อินเทรนด์


ป้ายโฆษณาสินค้า


ตลาดนัด... ไม่เห็นผู้หญิงแม้แต่คนเดียว


สถานีขยะ


ถนน Kasturba Gandhi Marg ตรงไปยัง War Memorial Arch และ India Gate... จะเห็นได้ว่าไม่มีรถเลย


แวะ Gallery ชมภาพวาด


พระพิฆเนศตรงประตูเข้า Gallery


ปลั๊กไฟในบริเวณ War Memorial Arch ที่จะจัดงานวันชาติอินเดีย


รั้วรอบ War Memorial Arch และ India Gate... ดูน่ากลัวยังงัยชอบกล


บริเวณ War Memorial Arch และ India Gate ถูกปิดเพื่อเตรียมงานฉลองวันชาติอินเดีย


ซูมให้เห็น India Gate ใกล้ๆ


เดินมา 1 บล๊อกถนนแล้วหันมาถ่ายภาพประตูอินเดีย... เดินกลางถนนรถก็ไม่ชน อิ..อิ..


สองฝั่งถนนจัดเตรียมที่นั่งไว้ให้ผู้คนได้ชมขบวนสวนสนาม มีโซนนักข่าวแยกโดยเฉพาะ


สัญลักษณ์ประจำชาติของอินเดีย (National Emblem) ดัดแปลงมาจากประติมากรรมหัวเสาของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นรูปสิงโตสี่ตัวหันหลังชนกันอยู่บนยอดเสา ซึ่งค้นพบที่เมืองสารนาถ รัฐบาลอินเดียได้นำมาประยุกต์ใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของประเทศเมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) ซึ่งเป็นวันสำคัญที่อินเดียกลายเป็น “สาธารณรัฐ” และกำหนดให้เป็น “วันชาติของอินเดีย”

เดินไปพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินเดียต่อ อยู่ห่างจากประตูอินเดียสองบล็อก หรือประมาณครึ่งกิโลเมตร ค่าเข้าชมคนละ 300 รูปี ถ้าเป็นคนอินเดียคนละ 20 รูปี ถ้าเป็นนักเรียนคนละ 1 รูปี เจ้าหน้าที่พยายามบอกให้เราแสดงบัตรนักศึกษาจะได้จ่ายแค่ 1 รูปี แม้จะเป็นนักศึกษาต่างชาติก็มีสิทธิ์เท่ากับนักเรียนนักศึกษาของอินเดีย รู้งี้ทำบัตรนักศึกษาแถวตรอกข้าวสารก็ดี อิ..อิ.. พูดเล่นอ่ะ มี Audio information สำหรับนักท่องเที่ยว เสียบหูฟังแล้วเดินไปตามจุดที่ระบุเป็นตัวเลข แล้วกดหมายเลขตามจุดแล้วก็จะมีเสียงอธิบาย ดีมากๆ เลย เสียแต่ว่ามีแค่ภาษาอินเดียกับภาษาอังกฤษ ภายในพิพิธภัณฑ์มี 3 ชั้น แต่ละชั้นแบ่งออกเป็นโซนตามช่วงอายุของศิลปวัตถุที่แสดงอยู่ มีการจัดการได้อย่างเป็นระบบระเบียบ สิ่งของที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีรวมทั้งหมดประมาณ 2,000,000 ชิ้น ถ้าจะถ่ายรูปต้องจ่ายอีก 300 รูปี เราเลยไม่มีรูปถ่ายมาฝาก ถ้าใครไป Delhi แนะนำเป็นอย่างแรงว่าต้องไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้ได้. เดินชมได้ไม่ถึงหนึ่งในสามของสิ่งที่จัดแสดงเลย แต่ก็ใกล้จะ 5 โมงเย็นแล้ว จึงต้องรีบออกมา เพราะสายตาของเจ้าหน้าที่บอกเราอย่างชัดเจน


ด้านหน้าของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินเดีย

นั่ง Auto rickshaw มาลงหน้าสถานีรถไฟฟ้า RK Ashram Marg ค่ารถ 100 รูปี เดินกลับโรงแรม แต่เนื่องจากเราเช็คเอ๊าท์ตั้งแต่ตอนเช้า จะนั่งรอที่ Lobby ก็เจอสายตาไม่พึงประสงค์ทั้งๆ ที่เราก็ยังใช้บริการของโรงแรมคือฝากกระเป๋า (เสียตังค์ด้วยนะ) และให้โรงแรมเรียก Taxi ให้ (ถ้าเรียกเองก็จะถูกกว่าเยอะ). ไปร้านอาหารที่ไกด์บุ๊คแนะนำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ร้านนี้ดีมากๆ เพราะสามารถนั่ง hang out ได้ตามใจปรารถนา เข้าไปตอน 6 โมงเย็น ออกมาตอนสองทุ่ม ดื่มเบียร์ไปแค่ 2 ขวดเพราะต้องเดินทางกลับเลยไม่อยากดื่มมาก


ป้ายห้ามถ่มน้ำลายตรงสถานีรถไฟฟ้า


เบียร์มีให้เลือกยี่ห้อเดียว... เลือกเอาแบบธรรมดา หรือแบบไลท์ อ่ะนะ

กลับไปโรงแรม, ขนสัมภาระขึ้น Taxi ค่ารถ 350 รูปี ทิป 50 รูปี เช็คอินที่สนามบินคนไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ที่ด่านขาออกเพื่อไปยังห้องรอขึ้นเครื่องมีคนเยอะมาก เครื่องออกตีหนึ่งตรงเป๊ะ!! เวลาที่เมืองไทยก็ ตีสองสามสิบนาที ถึงสุวรรณภูมิตอนเช้าของวันที่ 24 แล้วขึ้นเครื่องต่อไปเชียงใหม่.


นั่งเครื่องกลับเมืองไทยตอนตีหนึ่ง

จบทริปอินเดีย 2010



Create Date : 27 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2553 22:15:33 น.
Counter : 698 Pageviews.

2 comment
2010-01-22 พาเพื่อนหลงใน Delhi
ตื่นนอนแต่เช้า คงติดนิสัยเพราะช่วงนี้ตื่นเช้าแทบทุกวัน นอนเช็คอีเมลอยู่บนเตียงใต้ผ้าห่มอันอบอุ่น อากาศข้างนอกหนาวมากๆ ในห้องเราเปิดเครื่องทำความร้อนแต่ก็ยังรู้สึกเย็นๆ อยู่ดี. แปดโมงเช้าขึ้นไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารบนดาดฟ้า หนาวมาก พยายามดูวิวแต่มองไม่เห็นอะไรเลยเพราะหมอกลงจัด ทานอาหารเสร็จก็กลับมาตั้งหลักที่ห้องเพื่อตั้งโปรแกรมว่าวันนี้จะไปไหน ตกลงกันที่ Gandhi Museum เรา search ดูแผนที่ใน iPod เราเลยกลายเป็นผู้นำทางของกลุ่มอย่างไม่รู้ตัว


วิวจากระเบียงห้องสูทของเรา.. หรูม๊ะ!!! ตากผ้ากันเป็นยวง อิ..อิ... หมอกลงจัดเห็นแต่ตึกใกล้ๆ

สถานีรถไฟฟ้าอยู่ไม่ห่างจากโรงแรม สถานีนี้ชื่อ R.K. Ashram Merg Metro ไปลงสถานี Pragati Maidon Metro จากนั้นเดินไปตามถนน Mathura ไปจนถึงถนน Mahatama Gandhi Merg ปรากฏว่าพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้อยู่ที่นั่น เช็คกับ ipod อีกครั้ง ปรากฏว่า ‘iPod’ ตอแหล ข้อมูลแสดงว่าพิพิธภัณฑ์อยู่ตรงจุดที่เรายืนอยู่ ทั้งที่จริงแล้วอยู่อีกมุมหนึ่งของเมืองห่างออกไปตั้ง 6 กิโลเมตร อุบาทก์โคตรๆ ให้ข้อมูลผิด... ดูกี่ครั้งๆ มันก็บอกว่าอยู่ตรงเนี๊ยะ. สรุปพวกเรากลับไปใช้วิธีโบราณคือถามชาวบ้าน อิ..อิ.. เจอคนใจดีบอกทางแถมยังช่วยโบก Auto rickshaw และต่อราคาให้เสร็จสรรพ... ลงหน้าพิพิธภัณฑ์ เขียนว่า Gandhi Darshan เลยยืนเถียงกับคนขับ เขาก็ยืนยันว่าที่นี่แหล่ะ เลยลองเข้าไปดู... ใช่จริงด้วยแหล่ะ ใช้เวลาทั้งบ่ายยังดูได้แค่ครึ่งเดียว... หิวข้าว, ปวดขา, ปวดฉี่ ไปห้องน้ำแล้วก็กลับเลย ที่จริงก็เสียดายอยากดูต่อ แต่ไม่เป็นไร, แล้วก็คงมีโอกาสกลับมาอีกแหล่ะ


ต้องซื้อ chip เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า chip ของผู้ชายเป็นสีฟ้า ของผู้หญิงเป็นสีดำ ต้องถือดีๆนะ อย่าทำ chip หาย เดี๋ยวต้องซื้อใหม่ อิ..อิ..


การจราจรตอนเช้า


ต้นไม้ใหญ่กลางทางเดินเท้า... คล้ายกับที่เชียงใหม่ แต่ต้นใหญ่กว่ามาก


ปกติจะเห็นแต่ป้ายท้ายรถ Please Honk!!! ติดท้ายรถบรรทุก


เดินมาถึงหน้าสุสาน Humayun แต่ก็ไม่ได้เข้าไปดู... ที่จริงเราอยากเข้าไปชมแต่เสียงเราไม่ผ่านมติกลุ่ม


สิ่งก่อสร้างอะไรก็ไม่รู้.. ตรงกันข้ามกับสุสาน


เดินผ่านร้านขายดอกไม้


คนขับ Auto rickshaw... ไม่เป็นมิตรเลยยยยย


ขับผ่านโปลิสจัดรถบรรทุก (ข้อหาอะไรไม่ทราบ)


ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ Gandhi


'Full of shit' อิ..อิ.. เขาในปุ๋ยธรรมชาติที่สนามหญ้า


อนุสาวรีย์ Mahatma Gandhi ภายในพิพิธภัณฑ์


อาคารจัดแสดงภาพอัตชีวประวัติ Mahatma Gandhi... คุณนกพิราบบินผ่านหน้ากล้องเฉยเลย


ภาพพิมพ์ Mahatma Gandhi


บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่จัดแสดงภาพอัตชีวประวัติ


นักเรียนมาทัศนศึกษา เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ


ชอบภาพนี้มากที่สุดในหมู่มวลภาพที่จัดแสดง...


หน้าร้านอาหาร Metropolis แถวนี้เป็นถนนหน้าสถานีรถไฟ ผู้คนพลุกพล่านทั้งวัน ยิ่งตอนเย็นถนนจะปิดไม่ให้รถเข้า กลายเป็นถนนคนเดินไปซะ

นั่ง Auto rickshaw มาลงใกล้ๆ กับโรงแรม ตอนนี้ก็เย็นมากแล้วเลยเดินหาร้านอาหารแถวๆ นั้นทาน ร้านชื่อ Metropolis อาหารราคาแพงไปหน่อย แต่อร่อยดี ทานเสร็จก็เดินถนนคนเดินจนถึงหน้าสถานีรถไฟแล้วก็เดินย้อนกลับมาโรงแรม ประมาณสามทุ่มสั่งอาหารมาทานที่ห้องเพราะดาดฟ้าหนาวเหลือเกิน อาบน้ำอุ่นคลายกล้ามเนื้อ เข้านอนด้วยความสบายตัว



Create Date : 27 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2553 15:11:24 น.
Counter : 507 Pageviews.

0 comment
2010-01-21 ตกเครื่องไป Varanasi เซ็งสุดๆ
ตั้งปลุกไว้ตอนตีห้า แต่หลับๆ ตื่นๆ ห้องข้างๆ เมากลับมาตอนเที่ยงคืนแล้วยังทะเลาะกัน, กรีดร้อง, คุยกัน, กระซิบกระซาบ… หนวกหูนอนไม่หลับ ไม่รู้ว่าโรงแรมนี้ใช้ฟากทำผนังหรือไง ใช้ ears plug อุดหู เคลิ้มหลับ, เอาที่อุดหูออกเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว... มาสะดุ้งตื่นตอนตีห้าเพราะห้องข้างๆ (อีกแล้ว..) ตื่นมากระซิบกระซาบ... แหกปาก.... กระซิบกระซาบ โจ้ยจิงๆ อยากเห็นหน้าตาว่ามันเป็นยังงัย สงสัยต้องซื้อหนังสือคุณสมบัติผู้ดี เล่มละ 50 สตางค์ให้อ่าน จะได้รู้จักเกรงอกเกรงใจคนอื่นบ้าง (ขอโทษนะฮาร์ฟฟฟ แบบว่าอารมณ์โมโหง่วงนอนอ่ะนะ) สรุปว่าตื่นนอนก่อนนาฬิกาปลุกเสียอีก. ทำกิจวัตรประจำวันเสร็จก็ขนของลงมารอคนขับรถ, Mr.โกวะดันมาตรงตามเวลานัด คือหกโมงเช้า ไม่ขาดไม่เกิน

นั่งรถจากตัวเมืองมาสนามบิน Udaipur ประมาณ 20 นาที ขนของลงรถ แล้วบอกลา Mr.โกวะดัน พร้อมให้ทิปก้อนโตด้วยความเต็มใจ เพราะตลอดเก้าวันที่ผ่านมาน้าเขาขับรถดี มีน้ำใจ บางครั้งยังเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ให้อีกต่างหาก. ขนสัมภาระผ่าน security check ได้อย่างรวดเร็วเพราะ Udaipur Airport ไม่ใหญ่เท่าไหร่ และตอนนี้ก็ยังเช้ามากๆ เข้าห้องน้ำของสนามบิน...ที่จริงไม่ได้เข้าห้องน้ำมาหลายวันแล้ว เพราะกิน Imodium หลังอาหารทุกมื้อ (กลัวท้องเสียมากๆ เพราะทริปนี้เดินทางตลอด กลัวได้ใช้ห้องน้ำสาธารณะเป็นอย่างมาก) หลังจากเช็คอินเข้าไปนั่งรอในห้องรอขึ้นเครื่อง ได้ยินเสียงจิ้งหรีดแถวมุมน้ำดื่ม ทำให้รู้สึกวังเวงยังงัยชอบกล แต่ฟังไปก็เพลินดี

รู้สึกว่าเที่ยวบินจะ Delay เพราะมีหมอกลงจัดที่ Delhi เพื่อเปลี่ยนเครื่องต่อไปยัง Varanasi… ที่ใช้คำว่า ‘รู้สึก’ ก็เพราะว่า ไม่ว่าจะถามพนักงานคนไหน ก็จะได้รับคำตอบว่า บางที, อาจจะ, คง, ประมาณ... ไม่มีใครสักคนที่ตอบคำถามเราอย่างตรงไปตรงมา. ตอนที่กำลังบันทึกได้แต่นั่งรออย่างไร้จุดหมาย เพราะไม่รู้ว่าจะได้เดินทางเมื่อไหร่. ถ้าไม่สามารถบินไป Delhi ได้ ก็ต้องไปลงที่ Jaipur แล้วนั่งรถต่ออีก 259 กิโลเมตร และก็ไม่แน่ใจว่าจะบินต่อไป Varanasi ได้ไหม... ได้แต่ภาวนาขอให้หมอกจางและแผนการยังคงเดิม


Udaipur Airport


ห้องน้ำที่สนามบิน Udaipur, หาที่กดชักโครกไม่เจอ เพ่งดูดีๆ มันจ่ออยู่ตรงหน้าเรา อันใหญ่ซะ.. คงกลัวคนไม่เห็น


เครื่องอยู่ห่างจากตัวอาคารประมาณครึ่งกิโลเมตร ต้องเดินไปขึ้นเครื่องเอง

คำอธิฐานไม่สัมฤทธิ์ผล... เราขึ้นเครื่องตอนแปดโมงสิบห้านาที ลงที่ Jaipur ตอนเก้าโมง และต้องต่อรถบัสไป Delhi คนขับบอกว่าใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง รถบัสเก่ามากที่สุด ทั้งๆ ที่ไม่มีห้องน้ำบนรถ แต่รถเหม็นฉี่เหมือนห้องน้ำสาธารณะเลย. รถออกจากสนามบินได้ประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จอดหน้าปั๊มแห่งหนึ่งแล้วคนขับก็ไล่ให้ผู้โดยสารทั้งหมดไปขึ้นรถบัสอีกคัน... ฟังแล้วคล้ายบริการรถทัวร์บ้านเราเลยอ่ะ, รถคันนี้ใหม่กว่าและไม่เหม็นฉี่ (โชคดีบนความโชคร้าย) และยังมีน้ำให้คนละ 1 ขวด และแซนวิช ไส้กะหล่ำ 1 ชิ้น ซึ่งแซนวิชดูไม่น่าไว้ใจ เราเลยไม่กิน

ขับรถมาได้ 4 ชั่วโมงกว่าๆ ไม่มีทีท่าว่าจะถึง และคนขับหน้าโหดก็ไม่มีทีที่ว่าจะหยุดให้ผู้โดยสารแวะทานข้าว หรือเข้าห้องน้ำแต่อย่างใด เมื่อสองชั่วโมงก่อนเราเห็นชายอินเดียวัยกลางคนเดินไปคุยกับคนขับรถ ดูท่าทางก็รู้ว่าอยากให้จอดข้างทางเพื่อปัสสาวะ แต่ปฏิกิริยาตอบรับจากคนขับคือ ตวาด ตะบึงตะบัน กรีดร้อง ประมาณว่าให้ตายกรูก็ไม่จอด ผู้โดยสารต่างก้มหน้ารับสภาพด้วยความสงบเสงี่ยมเจียมตัว. เราทั้งหิวทั้งปวดฉี่ แอบเอาช็อกโกแลตเค้กที่เหลือเมื่อวานมาประทังชีวิต คนขับก็ขับไปเรื่อยๆ.... ปวดฉี่... ยังคงขับไปเรื่อยๆ... ยิ่งปวดมากขึ้น... แล้วก็ยังคงขับไปเหมือนสุดสายปลายทางเป็นนรกขุมสุดท้ายที่รถไม่มีวันไปถึง แล้วอยู่ๆ รถก็จอดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เห็นอีลุงคนขับกระโดดเข้าพุ่มไม้ ผู้โดยสารที่นั่งด้านหน้า ต่างก็กระโจนตามไปสมทบพุ่มข้างๆ ไม่ไกลจากจุดที่รถจอดเป็นร้านขายของชำ ซึ่งก็ไม่มีห้องน้ำ เราเลยอ้อมไปด้านหลัง ปรากฏว่า ฝรั่งที่นั่งเบาะหน้าเรา และคุณลุงแขกที่โดนคนขับตวาด ชิงมาฉี่อยู่ก่อนแล้ว... บนโลกใบนี้ ฉันไม่ต้องการอะไรอีกต่อไป ขอได้ปลดปล่อยแม้จะเป็นทุกข์เบา แต่ก็สาหัสสากรรจ์เอาการ คนอื่นบนรถต่างก็ทยอยมายิงกระต่ายและเก็บดอกไม้ป่ากันตามอัธยาศัยเกือบทั้งรถ. ก่อนขึ้นรถเข้าไปร้านของชำซึ่งมีลักษณะเหมือนร้านขายขอชำแถวบ้านเราแต่ไม่ค่อยมีของให้เลือกมากนัก เราซื้อ Potato chips 3 ถุง เป็นเงิน 60 รูปี


คนจนสร้างเพิงอาศัยอยู่ริมถนน


ขับมาได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็เจอกับรถติดแบบกาวดักหนู ทั้งๆที่เป็นถนน 8 เลน


ป้ายโฆษณาโทรศัพท์มือถือ


วิถีชีวิตผู้คน... เก็บภาพระหว่างทาง


นั่งรถมาแล้ว 4 ชั่วโมง ก็ยังติด มีช่วงที่รถวิ่งได้ชิวๆ แค่ประมาณ 15 นาทีเอง


โครงรถบรรทุก


สองฝั่งถนน วุ่นวายตลอดทาง


ร้านขายของข้างทาง


เลยเที่ยงมาแล้ว คนขับก็ไม่ยอมจอด หิวมากเลยเอาช้อกโกแลตเค้กที่กินเหลือเมื่อวานมาประทังชีวิต


เละหมดเลย, แม้จะไม่น่ากินแต่รสชาดก็ยังคงอร่อยนะ


หลังจากยิงกระต่ายป่าก็และร้านขายของชำ มีแต่เจ้าถุงนี่แหล่ะที่พอติ๊ต่างว่าเป็นอาหารเที่ยงได้

หลังจากจอดทำธุระส่วนตั๊ว...ส่วนตัว... และเช็คเพื่อนร่วมชะตากรรมว่ากลับขึ้นรถมากันหมดแล้วก็ออกเดินทางต่อ รถติดอีกเกือบสี่ชั่วโมง ได้แต่ค่อยๆ คลานไป แบบว่าเต่าแซงได้อ่ะ มาถึง Delhi Airport ตอนเกือบ 6 โมงเย็น สรุปนั่งรถบัสมา 9 ชั่วโมง. เข้าไปเค้าเตอร์ขายตั๋ว... คนเยอะมากๆ. เที่ยวบินที่จะไป Varanasi เที่ยวสุดท้ายของวันนี้ออกไปแล้ว ถ้าจะไปเที่ยวพรุ่งนี้ก็ออกประมาณบ่ายสองเพราะช่วงเช้าหมอกลงจัด ถ้าจะไปจริงๆ ก็เท่ากับว่าใช้เวลาที่ Varanasi แค่ครึ่งวันกับ 1 คืนแล้วจะต้องบินกลับมา Delhi เพื่อต่อเครื่องกลับเมืองไทยพวกเราเลยยกเลิกที่จะไป Varanasi. จะกลับกรุงเทพฯ ตั๋วก็เต็ม เลยตัดสินใจอยู่ Delhi ต่อ แล้วจะบินกลับเมืองไทยตามเที่ยวบินเดิมที่จองไว้

มีคนมาเสนอให้ขึ้นรถส่วนตัวบอกว่าถูกกว่ารถแท็กซี่แค่ 550 รูปีเอง แต่ด้วยความที่เราเป็นคนขี้ระเวงจึงปฏิเสธเสียงแข็ง แล้วไปต่อแถว Taxi prepaid... แค่ 220 รูปี คนขับส่งถึงแค่หน้าสถานีรถไฟ New Delhi เพราะถนนหน้าสถานีรถไฟกลายเป็นถนนคนเดินทุกๆวันตอนเย็น โรงแรมที่เราเลือกคือ Prince Polonia อยู่ในย่านถนนคนเดินนั่นเอง พวกเราต้องลากกระเป๋าฝ่าดงแขกและนักท่องเที่ยว กว่าจะถึงโรงแรมก็สะบักสะบอม เลือกพักห้องสูท ราคาคืนละ 2,100 รูปี เป็นห้องที่แพงที่สุดในทริปนี้ ห้องกว้างขวาง มีสองห้องนอน สองห้องน้ำ และที่สำคัญมี Wifi แค่นี้ก็สุดยอดแล้วอ่ะนะ. เช็คอินเสร็จก็ขึ้นไปดาดฟ้าซึ่งเป็นร้านอาหารของโรงแรม สั่งอาหารทานด้วยความหิวโหย ทานเสร็จกลับห้อง... สลบโดยไม่ได้อาบน้ำ แค่อยากบอกว่าเหนื่อยจริงๆ


ต่อแถวเพื่อชำระค่า Prepaid Taxi



Create Date : 27 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2553 15:18:14 น.
Counter : 952 Pageviews.

1 comment
2010-01-20 Udaipur... เมืองแห่งทะเลสาบ
หลังจากทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารบนดาดฟ้าของโรงแรมแล้วก็ถึงเวลาเที่ยวเมือง Udaipur ซึ่งมีนามแฝงสองสามชื่อ เช่น Venice of the East - เมืองเวนิชตะวันออก, Most romantic city of India - เมืองโรแมนติค ที่สุดของอินเดีย หรือจะเป็น Kashmir of Rajasthan - แคชเมียร์แห่งแคว้นราชาสถาน... ก็แล้วแต่จะตั้งชื่อกันไป ชื่อเสียงเหล่านี้ได้มาจากการที่ Udaipur เป็นเมืองที่มีทะเลสาบมากที่สุดของอินเดีย ประกอบกับทะเลสาบแต่ละแห่งก็ล้วนแล้วแต่สวยงาม. คู่บ่าวสาวที่แต่งงานกัน นิยมมาฮันนีมูน ที่เมือง Udaipur แห่งนี้ จึงเป็นเหตุให้มีการขนานนามว่าเป็นเมืองโรแมนติคที่สุดในอินเดีย ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

ไกด์มารอรับที่ล๊อบบี้อยู่แล้ว แนะนำตัวเป็นอย่างแรก... ไกด์ชื่อยาวมากๆ เลยย่อว่า Mr.CD ไกด์แนะนำโปรแกรมของวันนี้ว่าจะไปเที่ยวชม Jagdish Temple, Udaipur City Palace, Lake Pichola, Bharatiya Lok Kala Mandal แต่สองผู้เฒ่าอยากไปชมวิถีชีวิตนักเรียนที่นี่ (เพราะจะได้เที่ยวแบบไม่เหมือนใครอ่ะนะ) เลยตัดโปรแกรม Udaipur City Palace และ Bharatiya Lok Kala Mandal ออก... น่าเสียดายจริงๆ แต่ก็ไม่ได้บ่นอะไรออกไป เอาไว้มีโอกาสก็จะมาเที่ยวเองทีหลัง.... ไกด์พาเดินไปวัดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม

Jagdish Temple

Jagdish Temple เป็นวัดฮินดูขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางตัวเมือง Udaipur สร้างโดย Maharana Jagat singh สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1651 หรือ ประมาณ 350 ปีก่อน ความสำคัญของวัดนี้คือ เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบอินโด-อารยัน มีปฏิมากรรมหินแกะสลักแบบนูนต่ำอยู่แทบทุกตารางนิ้วของพื้นผิวผนังและเสา แต่สิ่งที่ทำให้วัดนี้มีชื่อเสียงคือรูปปั้นนูนต่ำที่แกะสลักประดับตรงเสาหินตรงกลางอาคาร ซึ่งมีความปราณีตสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนมาทำบุญสักการะกันอย่างมากมาย ผสมปนเปไปกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสังเกตุการณ์ และเก็บภาพประทับใจ

จากนั้นพากันเดินลงมาหน้าวัด Mr.โกวะดันขับรถมารับ ออกรถเดินทางไปทะสาบ Pichola ที่จริงทะเลสาบอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม แต่จุดที่ไกด์พาไปอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร ทะเลสาบที่นี่กำลังได้รับผลกระทบจาก Global Warming เพราะระดับน้ำลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี บางจุดของทะเลสาบเหือดแห้งจนวัว ควาย สามารถลงไปเล็มหญ้าได้ ถ้าน้ำแห้งจนหมดทะเลสาบ เมืองแห่งนี้ก็จะหมดความน่าสนใจไปในบัดดล


Good morning Udaipur... ภาพนี้ถ่ายตอนทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรมบนดาดฟ้า


อาคารกลางทะเลสาบบางหลังถูกทิ้งร้าง... น่าเสียดาย


Udaipur City Palace... ถ่ายจาก Roof top ของโรงแรม


คุณวัวคงเหนื่อย จะเข้าเกสท์เฮาส์แล้วนะ อิ..อิ..


Morning delivery!!!


ทางขึ้น Jagdish temple


รูปเคารพพระศิวะตรงทางขึ้น


รูปเคารพสัมฤทธิ์ ไม่แน่ใจว่าเป็นเทพเจ้าองค์ไหน มั่วแต่ถ่ายรูปเลยไม่ได้ตั้งใจฟังไกด์อธิบาย


ไม่เข้าใจว่าวัดฮินดูทำไมมีพระพุทธบาท... ไม่ได้ฟังไกด์อีกเช่นเคย


หินสลักนูนต่ำดูเหมือนรูป พระนางสิริมหามายา และพระพุทธเจ้าตอนประสูติ... เข้ามาผิดวัดหรือเปล่าเรา, นี่วัดฮินดูนี่นา


รูปสลักโดยมากเป็นช้าง, ม้า, ดอกไม้ และผู้หญิง


สลักกันให้ทั่ว ทุกหลืบ ซอก มุม


ภาพวาด เห็นสวยดี เลยถ่ายมา... ไม่รู้ความหมายหรอกนะ


ลงมาจากวัด มีแม่ค้ามาขายดอกไม้ และมีนักบวชกำลังนั่งแต่หน้าอยู่บนทางขึ้น


Lake Palace ที่ทะเลสาบ Pichola สร้างจากหินอ่อนทั้งหลัง สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ.1746 ใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อน ปัจจุบันเป็นโรงแรม Taj Hotel Resorts and Palaces


เจิมมาจากวัดฮินดูอ่ะ... เงินทองไหลมาเทมา... สาธุ


Mr.โกวะดัน ซิงห์ ขับรถให้เรามา 9 วันเต็มๆ


อูฐกับตุ๊กๆ พาหนะยุคใหม่และยุคเก่า ร่วมสมัย

Dakan Kothda Primary School

เดินทางต่อไปโรงเรียนชนบทในถิ่นทุรกันดาร พูดซะน่ากลัวเลย... ที่จริงโรงเรียนอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ถึง 10 กิโลเมตร แวะตลาดสดเพื่อซื้อผลไม้ไปฝากเด็กนักเรียน. Dakan Kothda เป็นโรงเรียนประถม มีชั้นนักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึง ป.5 อาคารเรียนเป็นอาคารฉาบปูนชั้นเดียว ตั้งอยู่เนินเขา โรงเรียนไม่มีน้ำประปาและไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีห้องน้ำ. มีอาจารย์ใหญ่ 1 คน มีครู 2 คน มีนักเรียนแปดสิบกว่าคน นั่นหมายความว่า ครูต้องวิ่งสอนแต่ละห้องให้เวียนหัวกันไปข้างหนึ่ง แบบเรียนที่ใช้สอนเป็นของโรงเรียนเพราะนักเรียนไม่สามารถซื้อเองได้ นักเรียนเกือบทั้งหมดมาจากครอบครัวยากจน ผู้ปกครองไม่อยากให้มาเรียน ดังนั้นโรงเรียนจึงแจกอาหารเที่ยงฟรี นักเรียนจึงพากันมาเรียน... พาลให้นึกถึงเด็กนักเรียนในเมืองบ้านเรา ตัวเล็กตัวน้อยก็พากันพกมือถือ, เอาเงินไปโรงเรียนวันละหลายสิบบาท แถมยังไม่ตั้งใจเรียนอีกต่างหาก

ครูที่นี่ใจดี พอคณะเราไปถึง (คณะ 3 คนอ่ะนะ อิ..อิ..) ก็เตรียมโต๊ะประชุมให้นั่ง แถมยังเอาขนมหวาน(มาก) และเอาชัย (ชาอินเดีย) มารับรอง. เราเอาพุทรามาแจกให้เด็กนักเรียน จากนั้นนั่งคุยกัน, ถกปัญหาวิธีการพัฒนาระบบการศึกษา ใช้เวลาที่โรงเรียนนี้ 1 ชั่วโมง ก็ถึงเวลาเดินทางกลับ ก่อนกลับก็บริจาคเงินช่วยเหลือโรงเรียน แม้เงินก้อนนี้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็แสดงน้ำใจที่เรามี และก็ทำให้เราสุขใจมากมาย


จอดรถหน้าตลาด มีร้าน 'ฉะปาตี'แกง อยู่เรียงราย (บ้านเราเป็นข้าวแกง แต่ที่นี่กิน 'ฉะปาตี'และ 'นาน'* กันเป็นอาหารหลัก)


ป้าสาหรี่เหลือง ขายแตงอยู่บนฟุตบาท... เห็นนั่งขายตั้งแต่เราเดินเข้าตลาด, กลับจากตลาด แล้วไปเยี่ยมโรงเรียน ตอนขากลับเราขับผ่านก็ยังเห็นป้าแกนั่งอยู่ที่เดิม อึดจริงๆ


ที่นี่ไม่ใช้รถเข็น แต่ใช้เทินบนหัวเอาอ่ะ


ชุดจ่ายตลาด... เลิศศศศ!!!


กาลเวลา


บรรยากาศในตลาด


พุทราใหม่ๆ สดๆ จ้า


เอามาให้ยืมยี่สิบดิตัว


พุทรา


แอ๊ปเปิ้ล


ฝรั่ง


มาถึงโรงเรียนต้องถอดรองเท้า


กระดานดำและวิว


นักเรียนนั่งเรียนกับพื้น


นักเรียนฝั่งขวามืออยู่ชั้นป.1 ส่วนฝั่งซ้ายอยู่ชั้นป.2 ห้องเรียนมีไม่พอเลยต้องเรียนภายในห้องเดียวกัน


แบบเรียน


เรียนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่เด็ก


แจกผลไม้


ครูใจดี

เดินทางกลับเข้าเมืองแล้วข้ามสะพานไปอีกฝั่งของทะเลสาบ Pichola เพื่อไปบ้านอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเป็นอาจารย์ของไกด์เรา อาจารย์ท่านนี้ได้รับเกียรติ์เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาของแคว้น Rajasthan. เราเข้าไปนั่งฟังผู้ใหญ่ถกปัญหาการพัฒนาระบบการศึกษา ฟังไปฟังมาเริ่มปวดท้อง ก็ขออนุญาติใช้ส้วมผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วปลีกตัวออกไปสูบบุหรี่ และไปสนทนากับ Mr.โกวะดัน พลขับของเรา ซึ่งบทสนทนาดูเหมือนว่าจะเข้าใจง่ายกว่า

ใช้เวลาที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเดินทางกลับเข้าเมือง ระหว่างทางแวะ Shilp Gram ซึ่งเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมชนเผ่าของ Rajasthan มีแสดงศิลปะการแสดง, วิถีชีวิต และบ้านของชนเผ่าต่างๆ

จากนั้นเดินทางต่อ พอมาถึงย่านตัวเมืองก็ขับรถชมรอบเมือง ถนนที่นี่แคบมากๆ แต่พลขับของเรามีความชำนาญสูง อีกทั้งยังขับได้นิ่มมาก ไม่มีหวาดเสียวแม้แต่ครั้งเดียว. แล้วก็มาจบ Udaipur sightseeing ที่ปากซอยเข้าโรงแรม พวกเราแวะร้านขนมปัง เราสั่งพายแอปเปิ้ลและเค้กช้อกโกแลต มาทาน อร่อยมากๆๆ


ธรณีประตูบ้านผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา เป็นดินประดับด้วยฝุ่นสีและดอกไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่ปัดเป่าไล่ความชั่วร้ายที่ติดตัวเรามาจากนอกบ้าน จะเดินเข้าบ้านต้องข้ามไป.. ห้ามเหยียบ


ผู้ทรงคุณวุฒิ


พิณแขกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี


ส้วมบ้านผู้ทรงคุณวุฒิ


Auto Rickshaw จอดรอลูกค้าอยู่หน้า Shilp Gram


การแสดงของชนเผ่าหนึ่ง


วงดนตรีพื้นเมือง


การแสดงของชนอีกเผ่าหนึ่ง ด้านหลังเวที เป็นบ้านดิน จำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่านี้


Apple pie ชิ้นใหญ่กว่าฝ่ามือ

กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม ตอนเย็นออกไปทานดินเนอร์ เชิญ Mr.โกวะดัน มาทานด้วย เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ Mr.โกวะดันขับรถให้เรา พรุ่งนี้เช้าก็จะขับรถส่งเราไปสนามบิน แล้วก็จะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว... ขอบคุณสำหรับ 9 วันที่ขับรถพาเราตะลอน Rajasthan ด้วยความปลอดภัย

* ความแตกต่างระหว่าง 'นาน' Naan และ 'ฉะปาตี' Chapati

ตอนแรกเห็นแผ่นกลมๆ แบนๆ เราก็จะเรียกว่า 'นาน' ทุกครั้งไป แต่มาที่นี่เห็นคนเรียกต่างกันจึงแปลกใจ หรืออาจเป็นคนละภาษาก็เป็นได้. ที่คิดอย่างนี้เพราะอินเดียมีภาษาถิ่น 800 กว่าภาษา แต่มีภาษาราชการ 2 ภาษาคืออังกฤษและฮินดี จนกระทั่งตอนไปวัดซิกที่เดลลีจึงได้มีโอกาสถามไกด์ ได้คำอธิบายง่ายๆ ว่า 'ฉะปาตี' และ 'นาน' ก็เป็นแผ่นแป้งเหมือนๆ กัน แต่ต่างกันที่วิธีปรุง คือ 'ฉะปาตี' จะใช้วิธีปิ้งไปบนไฟ ส่วน 'นาน' จะอบด้านในไหใหญ่ เป็นอันกระจ่าง....



Create Date : 25 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2553 14:45:57 น.
Counter : 1490 Pageviews.

5 comment
1  2  3  4  

annopwichai
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 87 คน [?]



ชีวิตอิสระ, ชอบความเรียบง่าย, เป็นโรคภูมิแพ้ IT
New Comments
All Blog
MY VIP Friend