All Blog
มุมมองของความรัก
เคยมีคนบอกไว้ว่า

ผู้ชายเริ่มต้นความรักแบบเต็มร้อยแต่มันจะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆจนเป็นศูนย์ตามกาลเวลา
ในขณะที่ผู้หญิงเริ่มต้นความรักจากศูนย์แต่จะเพิ่มมากขึ้นจนเป็นอินฟินิตี้เมื่อเวลาเนิ่นนานขึ้น
เหมือนกับว่านาฬิกาความรักของผู้ชายกับผู้หญิงนั้นสวนทางกัน

ฉันได้แค่นั่งคิดว่าทำไมนะ เพราะฉันก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องจริงทั้งจากประสบกาณ์ตัวเองและของเพื่อนๆ ฉันก็เลยเอาไอ้สิ่งที่เคยมีคนพูดๆเอาไว้มารวมกันและนั่งวิเคราะห์ดูจนได้คำตอบ อาจจะเป็นเพราะว่า

ผู้ชายตกหลุมรักด้วยตา
ผู้หญิงตกหลุมรักด้วยหู

ถ้าจะรักกับผู้ชายให้ได้นาน ไม่จำเป็นต้องรักมากแต่จำเป็นต้องเข้าใจเขาให้มากๆ
ถ้าจะรักกับผู้หญิงให้ได้นาน ต้องรักเธอให้มากๆแต่ไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจอะไรเธอเลย

แฟนสำหรับผู้หญิงคือทุกอย่างของชีวิต
แฟนสำหรับผู้ชายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต

เลยทำให้
ผู้ชายอกหักแป๊บเดียวก็ไปลันล้ากับผู้หญิงอื่นได้
ในขณะที่
ผู้หญิงอกหักช้ำใจแทบตายเป็นปีๆก็ไม่หาย

ผู้หญิงจะเลิกคิดเรื่องอนาคตจนกว่าเธอจะได้แต่งงาน
ผู้ชายจะไม่เคยคิดถึงอนาคตจนกว่าเขาได้แต่งงาน

ผู้หญิงเวลาอกหักจะคิดฆ่าตัวตาย
แต่ผู้ชายเวลาอกหักจะคิดฆ่าไอ้คนที่ทำให้เขาอกหัก

ฉันว่าไอ้คำกล่าวพวกนี้มันถูกต้องทีเดียว เพราะผู้ชายส่วนมากจะประทับใจผู้หญิงจากรูปลักษณ์ภายนอกก่อน ความสวยงามมักจะเป็นที่ดึงดูดใจผู้ชายเสมอ สำหรับผู้หญิงจะประทับใจในสิ่งที่พวกเธอได้ยินได้ฟังมากกว่า ถึงได้มีคนบอกว่า คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง

ผู้ชายชอบหญิงงามฉันใด ผู้หญิงก็ชอบฟังคำหวานฉันนั้น ถึงแม้ว่าบางทีมันจะดูเหมือนไม่ค่อยจริงใจนักก็ตามแต่เราก็อดเคลิบเคลิ้มไปกับมันไม่ได้

เมื่อผู้ชายตกหลุมรักผู้หญิงสักคนเขาจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เธอหันมาสนใจเขา นั่นหมายความว่าเขารักเธอหัวปักหัวปำไปเต็มร้อยตั้งแต่แรกเห็น ในขณะที่ผ่ายหญิงเลือกไม่ได้ที่จะให้ใครเข้าหาก่อน เวลาใครมาก็ต้องดูๆไปก่อนและยังไม่มีควมรู้สึกอะไรกับผู้ชายคนนั้นจึงต้องใช้เวลา เมื่อเห็นว่าใครมาทำดีด้วยมากๆก็ใจอ่อนจนเกิดเป็นความรัก ความรู้สึกจึงเริ่มจากศูนย์แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่ผู้ชายประทับใจผู้หญิงจากรูปลักษณ์ภายนอกแต่ยังไม่รู้นิสัยใจคอ พอได้เริ่มเรียนรู้อะไรๆไม่เป็นอย่างที่คิด ความรู้สึกประทับใจก็เลยลดน้อยลง โดยเฉพาะบางคนที่ชอบเล่นเกมส์พอเห็นว่าเกมส์เริ่มไม่ท้าทาย ความสนุกก็ลดลง ความสนใจเลยลดลงตามไปด้วย มันก็เลยกลายเป็นมุมกลับกันของความรู้สึก

ยิ่งฝ่ายหญิงรักฝ่ายชายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งก็ยิ่งอยากผูกมัด รักมากจนขาดเขาไม่ได้ ความสัมพันธ์เลยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจทั้งๆที่ฝ่ายชายต้องการความเข้าใจมากกว่าความรัก ในขณะที่ฝ่ายหญิงต้องการให้มีคนมารักและมใส่ใจเธอมากๆโดยไม่ต้องเข้าใจอะไรเพราะเธอเข้าใจยากและไม่ค่อยพูดหรือแสดงอะไรตรงๆอย่างที่ผู้ชายเป็น ดังนั้นการทำความเข้าใจเป็นการเสียเวลาเปล่าเพราะเธอไม่ต้องการให้คุณเข้าใจเธอแต่ต้องการให้คุณใส่ใจและรักเธอมากๆก็แค่นั้น

ผู้หญิงมักจะเห็นผู้ชายเป็นทุกอย่างของชีวิตเพราะสังคมไทยยังเห็นว่าผู้ชายเป็นผู้นำครอบครัว เมื่อมีครอบครัวก็ไม่ต้องห่วงเรื่องอนาคตอีกต่อไป แต่ฝ่ายชายตอนอยู่คนเดียวไม่มีภาระก็ไม่เคยคิดอะไรมากแต่เมื่อต้องแต่งงานนั่นหมายถึงภรรยาและลูกๆในอนาคตที่เขาต้องรับผิดชอบ นี่แหละที่ทำให้เดี๋ยวนี้ผู้ชายมักไม่ค่อยยอมขอผู้หญิงแต่งงาน บางคนคบมาเป็นสิบปียังไม่คิดจะแต่ง ในขณะที่ฝ่ายหญิงเริ่มเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อนและสรรหาวิธีที่จะทำให้แฟนที่คบอยู่ยอมแต่งกับตัวเองให้ได้

ส่วนหนึ่งมันอาจจะมีเรื่องความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะสังคมเราถูกสั่งสอนมาว่าหากผู้หญิงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายมาหลายคนจะเป็นหญิงไม่ดี เมื่อพลาดท่าเสียทีแฟนคนแรกไปแล้วเลยต้องติดแหมะกับเขาคนนั้น กลัวไปคบคนใหม่แล้วเขาจะรับไม่ได้ ในขณะที่ผู้ชายกลับมองว่าใครผ่านสนามศึกมาเยอะคนนั้นเจ๋ง โดยไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของฝ่ายหญิง

เมื่อมองเห็นความแตกต่างได้อย่างนี้แล้ว หากความรักของเรามันจะไม่ลงตัว หรือจะต้องจบลงก่อนเวลาอันควร ก็อย่าได้คิดมากไปเลย ถึงการถูกทอดทิ้งจะทำให้เราเสียใจ เสียความมั่นใจ เสียความภูมิใจไปมากมาย แต่มันไม่ได้เกิดจากเราไม่มีคุณค่าหรือไม่มีความหมาย แต่เป็นเพราะว่าเราไม่เหมือนกัน มันก็เท่านั้นเอง ก็แค่ความแตกต่างตามธรรมชาติระหว่างเพศทั้งสองที่ไปกันไม่ได้

ที่สำคัญเราต้องรู้จักรักตัวเองและรู้จักคุณค่าของตัวเองเสียก่อน อยู่ได้ด้วยตัวของเราเองแล้วเราจึงสามารถเผื่อแผ่ความรักไปยังคนอื่นๆได้ ถึงตอนนั้นทุกคนจะเข้ามาหาความรักของคุณที่มีอยู่เปี่ยมล้นสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้

ตะแล้นๆๆ



Create Date : 26 ตุลาคม 2549
Last Update : 28 ตุลาคม 2549 19:33:04 น.
Counter : 313 Pageviews.

7 comment
ข้อคิดจากหนังเกาหลี
ตอนนี้เรากำลังดูซีรีย์เกาหลีเรื่องหนึ่งอยู่ชื่อเรื่อง Sad Love Story พระเอกคนเดียวกับเรื่อง Stairway to Heaven ที่ช่องสามเคยเอามาฉาย ส่วนนางเอกเราไม่รู้จักแต่ก็น่ารักดี ในเรื่องนางเอกตาบอดเพราะอุบัติเหตุตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความที่หน้าตาสวยเลยมีผู้ชายมาสนใจหลายคน

ตอนหนึ่งของเรื่อง นางเอกย้ายไปอยู่อเมริกาพร้อมกับป้ากำลังนั่งทานอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แล้วก็มีผู้ชายฝรั่งคนหนึ่งเห็นว่านางเอกสวยดีจะต้องจีบให้ได้ เลยท้าพนันกับพระรอง (คนเกาหลี) ว่าจะจีบผู้หญิงคนนี้ให้ติดภายในหนึ่งอาทิตย์ พนันกัน 1,000 เหรียญ โดยฝรั่งคนนี้เป็นเพล์บอยรูปหล่อและร่ำรวยแล้วก็ไม่เคยโดนใครปฏิเสธ

เรื่องต่อไปเป็นยังไงคงไม่พูดถึง แต่เราดูไปแล้วก็ได้แต่คิดว่าการที่จะจีบคนตาบอดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งพวกที่มีอ๊อปชั่นเยอะๆแล้วคิดว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องสนใจ คงใช้กับคนตาบอดไม่ได้ผล เพราะอะไรนะหรือ เพราะคนตาบอดเขาไม่สนใจกับสิ่งปรุงแต่งที่มองเห็นได้ด้วยตา เรื่องของความหล่อและเปลือกภายนอกลืมไปได้เลยว่าจะได้เปรียบ เพราะเขามองไม่เห็น ส่วนเรื่องความรวยก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรนัก

เพราะเขาคงไม่รู้จะเอาเงินมากมายไปทำไม ซื้อเสื้อผ้าสวยๆหรือ คนตาบอดเขาจะรับรู้ถึงความสวยหรือไม่สวยของสิ่งพวกนี้ไหม เครื่องประดับ ของใช้อะไรต่างๆก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นแบรนด์เนมหรือวิเศษมาจากไหน แค่ใช้งานได้เท่านั้นพอ เพราะสำหรับเขามันก็ไม่ได้แตกต่าง หรือเรื่องรถจะหรูไม่หรูขอแค่ขับไปถึงที่ได้คงไม่ต่างกัน

สิ่งเหล่านั้นสำหรับคนตาบอดมันคงไม่ได้มีผลอะไร เพราะเขาไม่ได้ใช้ตามอง แต่เขาใช้ใจมอง เขาจะรับรู้ได้แต่ความจริงใจหรือความดีที่คนอื่นมอบให้ คนพวกนี้เหมือนจะมีเซนส์พิเศษที่มาชดเชยดวงตาของเขาเพราะเขาจะรับรู้ได้เร็วเลยว่าใครจริงใจ ใครไม่จริงใจ จากน้ำเสียง การพูดคุย หรือสัมผัสต่างๆ เพราะฉะนั้นใครที่จะเข้าไปหลอกสาวตาบอดคงจะยากน่าดู

คนเราโดนกิเลสมอมเมาเพียงเพราะตาทั้งสองข้างนี้เท่านั้นเอง หากเราลองหลับตาแล้วใช้ใจมองสิ่งต่างๆรอบข้างแทน เราคงไม่หลงงมงายกับอะไรง่ายๆ โลกก็คงไม่วุ่นวายเหมือนทุกวันนี้ น่าแปลกไหมที่คนตาบอดแต่ใจไม่บอด ในขณะที่คนตาดีแต่ใจบอด

ใครกันนะที่น่าสงสารกว่ากัน...



Create Date : 21 ตุลาคม 2549
Last Update : 21 ตุลาคม 2549 16:41:31 น.
Counter : 376 Pageviews.

5 comment
พี่ชายหนูแต่งงานแว้วว
ในที่สุดงานแต่งงานของพี่ชายเราก็ผ่านพ้นไปด้วยดี มีงานพิธีแบบจีนในตอนเช้า แล้วก็งานเลี้ยงตอนเย็นที่โรงแรม

บรรยากาศในงานเหมือนงานรวมรุ่นพี่ชายมากกว่า มีแต่เพื่อนๆที่โรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัยและที่ทำงานเก่า ส่วนแขกฝ่ายหญิงมีไม่มากเพราะอยู่ต่างจังหวัดและจัดเลี้ยงงานหมั้นไปแล้ว

ตอนกลางวันก็เลี้ยงบุฟเฟ่ท์แบบง่ายๆที่บ้านเราเอง ส่วนเราก็มีหน้าที่เป็นสาวเสิร์ฟตลอดงาน พอตกตอนเย็นไปงานโรงแรม วันนี้เราใส่ชุดแซกสีชมพูหวานแหวว (อีกแล้ว เพราะเป็นสีประจำชาติกำเนิดของเรา 555) ไปถึงงานล่วงหน้าประมาณ 1 ชั่วโมง เห็นเจ้าน้องสาว (ลูกพี่ลูกน้อง) มานั่งอยู่ก่อนแล้วพร้อมเพื่อนซึ่งจะทำหน้าที่เป็นพิธีกรของงาน

ไปถึงไอ้เจ้าน้องเราที่กำลังนั่งท่องสคริปกับเพื่อนอยู่ก็หันมามองเรา มองแล้วมองอีกอยู่นั่นแหละหลังจากทักทายกันนิดหน่อย เพราะเห็นว่ากำลังใช้สมาธิเลยไม่อยากไปกวนมาก

พอไปนั่งกินโต๊ะเดียวกันเท่านั้นแหละเจ้าน้องเรามันบอกว่า วันนี้เจ้แอนอย่างกับเจ้าหญิงแหนะ เราก็บอกอะนะ ขนาดนั้นเลย แล้วก็นั่งขำ ถ้าเราเป็นเจ้าหญิงก็คงเป็นเจ้าหญิงตอนขึ้นอืดแล้ว เพราะเห็นรูปงานหมั้นแล้วทำใจไม่ได้จริงๆ แขนใหญ่เท่าขา (คนอื่น) เลย ก๊ากกกก ตอนนี้น้ำหนักเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ไม่กล้าชั่งเลยจริงๆ

หลังจากงานพิธีเสร็จ เราก็เห็นไอ้เจ้าน้องพิธีกรและเพื่อนเขาไปยืนอยู่แถวๆนักดนตรี เราก็เอ๊ะไอ้พวกนี้ทำไมยังไม่มานั่ง และแล้วเรื่องที่คิดไว้ก็เป็นจริง พิธีกรทั้งสองขึ้นไปร้องเพลงเองเลยโดยไม่ต้องบอกเจ้าภาพ 555 ลูกพี่ลูกน้องเราอีกคนบอก เออ พิธีกรนี่ดีเนอะ ทำได้หลายอย่างเอามาทีเดียวคุ้ม คือจริงๆดนตรีที่จ้างมากะให้เป็นดนตรีบรรเลงเบาๆเล่นเพลงคลาสสิคและแจ๊สอีกนิดหน่อย ประมาณว่าอยากให้ดูไฮโซ นักร้องไม่เอา ไอ้เจ้าน้องๆก็ขึ้นไปร้องเพลง เพลงเดียวไม่เท่าไหร่ นี่ติดใจร้องซะยังกะจะออกอัลบัม แถมยังบอกอีกว่าปีหน้าจะไปสมัคร AF เลยเอาเวทีงานแต่งเป็นที่ซ้อมซะเลยนะน้องนะ อิอิ

และแล้วงานก็เสร็จสิ้นลงด้วยดี วันนี้มีแต่คนชม หุหุ เพราะวันนี้ใส่ชุดพรางหุ่นอะนะ มานั่งคลำพุงปลิ้นๆของตัวเองแล้วก็เศร้าใจ

และแล้วเราก็ได้พี่สะใภ้ไซส์มินิมาเป็นของตัวเอง ด้วยส่วนสูง 140 ซม. น้ำหนัก 34 กก. ขึ้นชกกับพี่ชายเรา อุ๊ยไม่ใช่ อิอิ คู่กับพี่ชายเราสูง 175 ซม. เข้ากันดีแท้ ตะแล้นๆๆ

รูปนี้ถ่ายเองจากมือถือในงานแต่ง








Create Date : 20 ตุลาคม 2549
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2549 22:01:57 น.
Counter : 297 Pageviews.

3 comment
รักแท้ที่ไม่ใช่รักนิรันดร์
วันนี้เป็นวันแรกในรอบเกือบๆสามปีที่ฉันได้เห็นเพื่อนเก่าคนหนึ่งออนเอ็ม เจี๊ยบเป็นเพื่อนในเนทที่ฉันรู้จักผ่านทางเพื่อนฉันอีกคนหนึ่ง อายุรุ่นๆเดียวกับฉันแต่อยู่ที่เท็กซัสจนตอนนี้ได้กรีนการ์ดไปแล้ว เจี๊ยบเป็นคนที่มีญาณวิเศษโดยกำเนิด แต่เมื่อโตขึ้นมันก็เริ่มจางลง แต่ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ ฉันรู้จักเจี๊ยบตอนที่เรียนอยู่ที่ออส เราคุยเอ็มกันเรื่อยมา จนสนิทกันพอประมาณ คงเพราะตอนนั้นเราอยู่เมืองนอกเหมือนกันเลยมีอะไรก็ปรึกษาพูดคุยกันได้ แต่พอเจี๊ยบมีแฟนก็ไม่ได้ออนไลน์อีกเลย

พอออนไลน์อีกฉันเลยรีบเข้าไปทักเพราะไม่ได้คุยมานาน เจี๊ยบคงคุยเหมือนเดิมและบอกว่าต่อไปนี้คงออนได้บ่อยขึ้น ช่วงก่อนออนไม่ค่อยได้เลยเพราะแฟนเป็นคนขี้หึงมาก แต่ก็เป็นคนดีแล้วก็ยังคบกันดีอยู่ ได้ยินแบบนี้ก็เลยสบายใจ เจี๊ยบก็เลยถามฉันถึงเรื่องแฟนบ้าง ฉันก็เลยเล่าเรื่องราวยุ่งๆเมื่อชาวงก่อนให้เจี๊ยบฟังคร่าวๆแล้วได้แต่คิดว่า สงสัยฉันคงต้องอยู่ขึ้นคานแบบนี้แหละ มันเหนื่อยมากแล้วจริงๆ แต่เราก็ยังอดถามเจี๊ยบไม่ได้ว่าเราจะมีโอกาสได้เจอคนๆนั้นไหม หรือว่าจะเป็นแบบนี้ไปตลอด

เจี๊ยบเคยดูหลายๆเรื่องให้ฉันแต่ส่วนใหญ่จะดูปัจจุบันแม่นซะมากกว่าว่าคนที่เรากิ๊กๆอยู่นั้นทำอะไรอยู่ที่ไหน หายไปไหนมาไรงี้ แต่ไม่ค่อยได้ดูอนาคตเพราะมักจะไม่ถูก 100% แล้วฉันเองก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องหมอดูหรอกเพราะช่วงก่อนพิสูจน์มาแล้วว่าการเชื่อดวงมันฉุดชีวิตเราลงเหวจริงๆ แต่เราเชื่อเจี๊ยบเพราะเจี๊ยบเคยบอกเราถูกหลายๆอย่าง

เจี๊ยบบอกว่าแอนจะได้เจอรักแท้เร็วๆนี้แน่นอน ฉันก็ได้แต่ถามว่าจริงๆอะหรอ ไม่น่าเชื่อ เจี๊ยบก็ตอบว่า จริงสิ แต่รักแท้ไม่ได้หมายความว่าเป็นรักนิรันดร์นะ....เราก็เลยเข้าใจว่าเจี๊ยบหมายความว่ายังไง แต่เจี๊ยบบอกว่า ไม่ต้องกังวลหรอก คนจิตใจดีอย่างแอนต้องได้เจอคนดีๆแน่นอน และถ้าเลิกกันครั้งนี้จะไม่ใช่เพราะเขาเลวเหมือนคนที่ผ่านๆมาอย่างแน่นอน

ฉันได้ยินแบบนี้แล้วไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี เพราะฉันไม่อยากเลิกกับใครอีกแล้วจริงๆ... รักแท้ที่ไม่ใช่รักนิรันดร์...แต่เจี๊ยบบอกว่าทุกอย่างมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวง 100% หรอก อยู่ที่ตัวเราด้วย 50-50 เราก็ว่าอย่างนั้น สิ่งที่เราทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนดวงได้ คนเราบางทีก็สามารถฝืนดวงได้ แม้แต่น้าเราที่ปฏิธรรมนั่งทางในจนบรรลุแล้วยังบอกเลยว่าเรื่องดวงจริงๆแล้วแค่ 30% อนาคตอยู่ที่ตัวเราและการกระทำในวันนี้ต่างหาก

เอาเป็นว่าอย่างน้อยอีกไม่นานนี้เรากำลังจะได้เจอรักดีๆแบบที่ยังไม่เคยเจอมาก่อน ก็คงน่าจะดีใจนะไม่ว่ามันจะจบลงยังไง คนอย่างเรามันคงไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วล่ะ...



Create Date : 15 ตุลาคม 2549
Last Update : 15 ตุลาคม 2549 22:26:41 น.
Counter : 233 Pageviews.

3 comment
งานหมั้นพี่ชายสุดหฤโหด
วันนี้เราพึ่งกลับมาจากโคราชหลังจากที่ไปงานหมั้นพี่ชายมาตั้งแต่วันที่วันอังคาร เดินทางไปตอนบ่ายถึงก็ตอนเย็นๆ วันงานมีวันพุธทำพิธีเช้า แล้วมีเลี้ยงตอนย็นด้วย พอวันนี้ก็กลับมาตอนเกือบเที่ยง

ไอ้ที่ว่ามันหฤโหดก็ไม่ใช่อะไรหรอก แบบว่าเราใช้เวลาแค่วันครึ่งในการกินอาหารโต๊ะจีน 3 โต๊ะ และบุฟเฟท์อีก 2 มื้อ แทบตายนะคะท่าน เนื่องจากเราเป็นคนตะกละมากถึงมากที่สุด ประมาณว่าถ้าผู้ชายมาจีบนี่จะเองเงินฟาดหัว หรือจะซื้อของแพงๆให้นี่อย่าหวัง แต่ถ้าเอาอาหารมาล่อนี่ ไม่เคยปฏิเสธ ก๊ากกกกก

และแบบว่าเป็นโรคกระเพาะ(คราก)ด้วยอะนะ กินเยอะมามันปวด ช่วงที่ไปเลยปวดมันทุกมื้ออาหารเลย ก็ทรมานไปอีกแบบ ประมาณว่าไปถึงตอนเย็นด้วยความโหย เลยไปกินที่ภัตตาคารจีนชื่อดังในย่านนั้น ทั้งอากู๋ 4 กู๋ พี่ชาย เพื่อนพี่ชาย เราและปะป๊า หม่าม้า ทั้งหมด 10 ชีวิตพอดีแป๊ะ แบบว่าโหยกันทุกคน สั่งอาหารที 10 กว่าอย่างฮ่ะ ขอย้ำนะว่า 10 กว่าอย่างจานใหญ่ๆทั้งนั้น จานแรกๆมาพรึ่บเดียวหมด จนหลังๆได้แต่นั่งถอนหายใจกันใหญ่ ชวนคนอื่นกินสิๆ แบบว่ากลายเป็นคนมีน้ำใจกันไปเลยนะช่วงหลังๆ อิอิ

มื้อแรกก็ทรมานพอดีแล้ว เจอบุฟเฟท์อาหารเช้ามื้อที่สอง อาหารที่โรงแรมก็ละลานตา โดยเฉพาะเพื่อนพี่ชายนี่ซัดซะเต็มเหนี่ยวเลยค่ะ พอไปถึงพิธีหมั้นตอนเช้าก็คิดว่าพิธีน่าจะนาน ที่ไหนได้เสร็จเร็ว แค่ 10 โมงครึ่งก็ถึงเวลากิน อีกแล้ว!!! ไอ้หย๋า โต๊ะจีนอีกแล้ว แถมมีแต่อาหารดีๆแพงๆทั้งนั้น โดยมาจากร้านอาหารแถวนั้น

อาหารดีๆทั้งนั้น หูฉลามนี่มาเป็นแผ่นๆ แผ่นเบ้อเริ่มเลย เป๋าฮื๊อ ซุปเยื่อไผ่ แต่ที่ชอบที่สุดคงเป็นปลาหิมะชิ้นใหญ่เกือบเต็มจานเปล ที่นี่เขาก็แปลกนะ สามารถทำอาหารดีๆแพงๆให้ไม่อร่อยได้ 555 คืออาหารดี แต่รสชาติไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ แต่ด้วยความเสียดายของดีเลยต้องจำใจกิน ไม่ใช่เพราะความตะกละนะ ส่วนเพื่อนพี่ชายได้แต่นั่งดูด้วยความเสียดาย น้ำลายไหลยืดเพราะเจอไม้งาเมื่อยามขวานบิ่น

พอกินเสร็จกลับโรงแรมก็มีเวลานอนพัก 2 ชั่วโมงเพราะเมื่อเช้าปะป๊ามาปลุกตั้งกะตีห้า กินเสร็จก็นอนพุงอืดไป ตื่นมาอีกทีตอนบ่ายสามครึ่งรีบอาบน้ำ แต่งตัว ทำสวยไปงานกลางคืนค่ะ โชคดีที่สมัยนี้เขาฮิตชุดแซกรัดใต้อกแล้วปล่อยชาย ทำให้ไม่มีปัญหาไม่ว่าพุงจะปลิ้นแค่ไหน แหมเสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมาโชว์ อิอิ

พอตกกลางคืนก็โต๊ะจีนอีกรอบแต่คราวนี้โต๊ะจีนนครปฐม อร่อยสุดยอด แต่เราก็ต้องน้ำตาตกใน เนื่องจากจริงๆแล้วน่าจะได้นั่งโต๊ะวีไอพีเนื่องจากเป็นน้องสาวว่าที่เจ้าบ่าวนะ แต่ว่าโต๊ะนั้นมีแต่ผู้ใหญ่ ปะป๊าเลยเจ้ากี้เจ้าการให้ไปนั่งกะโต๊ะญาติเขา จริงๆงานหมั้นเป็นงานของฝ่ายผู้หญิงก็จะมีแต่แขกของฝ่ายหญิง ไม่มากไม่มากมากันทั้งตลาดแค่ 83 โต๊ะเอง แต่ญาติห่างๆฝ่ายปะป๊าที่อยู่ ตจว ใกล้ๆแถวนั้นมาที่นี่สะดวกกว่ามา กทม เลยมางานหมั้นแทนงานแต่ง

ไอ้เราก็เลยต้องไปนั่งกะเขา โดยที่บ้านนั้นเขามากันพี่น้องนั่งโต๊ะเดียวเกือบเต็มเหลือที่นั่งที่เดียวให้เรานั่ง พออาหารมา ไม่น่าเชื่อ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที เสกให้อาหารในจานเบ้อเริ่มเท่มหมดภายในพริบตา เราตักมาได้คำเดียว หมด กินได้แค่จานละคำเท่านั้น อยากจะร้องไห้ มาอิ่มก็อีตอนข่าวผัดใบบัวที่ได้กินกะเขาบ้าง และแล้วไอ้สิ่งที่เรากลัวที่สุดมันก็เกิดขึ้นจนได้ ตอนแรกก็งงๆว่าทำไมนะถึงให้เรามานั่งไอ้โต๊ะนี้นัก คือญาติปะป๊าที่ว่ามีศักดิ์เป็นอาโกว กะอาเจ็กเรา หรือแปลเป็นไทยคือเป็นลูกพี่ลูกน้องกะพ่อเรา เขาก็จะเป็นลุงป้าแล้วก็อาๆเรานั่นเอง แล้วคุณป้าคนหนึ่งที่นั่งติดกะเราก็บอกเราว่าเนี่ย...เขามีลูกชายห้าคน แต่งงานไปแล้ว 3 คน เดี๋ยวคนเล็กที่อายุเท่าดราก็จะแต่งแล้วปีหน้า นี่เหลือคนที่สี่อยู่คนเดียว มันไม่ยอมแต่ง มัวแต่ไปแสดงหนังอยู่ กทม. ไม่ยอมกลับบ้านด้วย ประมาณว่าเป็นตัวประกอบ เราก็ตอบค่ะๆ ไปตามมารยาท

สักพักอาเจ็กคนหนึ่งเขาก็เอากล้องมาถ่ายรูปเราคู่กะอาโกวคนนั้น แล้วเขาก็ถามว่าเราอายุเท่าไหร่ ทำอะไร งั้นงี้ เราก็ เอ..ชักแปลกๆ อยู่ดีๆปะป๊าเข้ามาก็บอกว่า นี่มีอะไรช่วยสั่งสอนลูกสาวอั๊วด้วย เราก็เอ..แค่นั่งกินโต๊ะเดียวกันทำไมต้องให้มาสั่งสอนด้วยวะ แล้วตอนจะกลับมาแลกเบอร์กันอีก เราก็นะ....สงสัยจะเป็นเทศกาลจับคู่ของพวกผู้ใหญ่อีกแล้ว จะซวยแล้วไหมเนี่ย

เนื่องจากว่าปะป๊าชอบจับคู่ให้ลูกๆกันเหลือเกินทั้งกะพี่ชายกละที่พสาวเรามาแล้วหลายครั้งหลายหน แต่ไม่เคยสำเร็จ นี่ยังไม่เข็ด นึกว่าจะเลิกแล้ว ดันจะมาจับคู่เราอีก -__-' แล้วพวกพี่ๆเราพอมีเรื่องพวกนี้ทีไรก็ต้องทะเลาะกะปะป๊าทุกที จนโดนเขาด่าเป็นเดือนๆไม่เลิก จนนี่ได้แต่งงานแล้วถึงเลิกด่า ส่วนเรานี่ก็ได้แต่คิดว่าเขาคงลืมๆกันไปเองเพราะอยู่ไกล

วันงานหลังจากช่วยส่งแขกจนเหนื่อยกว่าจะกลับถึงโรงแรมก็ห้าทุ่มเข้าไปแล้วตอนแรกอากู๋บอกว่าจะพาไปเกะ เลยอดกันเพราะเหนื่อยกันมาก เสียดายจริงๆ พอตอนเช้าก็ปฏิบัติการรับประทานอาหารบุฟเฟ่ท์ของโรงแรมต่ออีกมื้อใหญ่จนพุงป่องแล้วป่องอีก ไอ้ที่สามกิโลที่ลดไม่ค่อยลงของเรา นอกจากจะไม่ลงแล้ว กลับมาคราวนี้คงพุ่งพรวดแน่ๆ คิดแล้วก็เศร้าใจ กินเข้าไปก็ทรมานนะแต่ก็ยังจะกินอีก คนเรา อย่างว่าไอ้ที่เป็นมาแต่กำเนิดนี่มันแก้ไขไม่ได้จริงๆ

หลังจาก 5 มื้อหฤโหดผ่านไป เกือบเที่ยงพยาธิในท้องเริ่มอาละวาดอีกแล้ว พี่ชายแวะเติมน้ำมัน เราก็แว่บเข้าร้านสะดวกซื้อ เข้าไปจิ๊กไอติมมากินอีกถ้วย สัพักพี่ชายบอกจะแวะกินข้าวตรงสระบุรี ไปถึงตอนแรกใจจะสั่งเสต็กแต่ลูกๆในท้องเริ่มโวยวายบอกว่าไม่มีที่เหลือในกระเพาะน้อยๆของเราแล้ว เลยสั่งแค่ข้าวผัดน้ำพริก

แต่ไอ้ข้าวที่สั่งมา มันดันทำซะอลังการจนหมดกำลังใจในการกิน โอยย อยากจะบ้า กินเข้าไปคราวนี้ ได้แต่นั่งอึ้งจนพี่ชายถาม หน้าตานี่บ่งบอกเลยนะว่าอิ่มมาก เหมือนงูหลามที่มันกินจนขยับไปไหนไม่ได้แล้ส สภาพมันเป็นอย่างงั้นจริงๆ พอเอามือจับพุงตัวเองก็สำนึกได้ นี่เราท่าทางจะท้อง 4 เดือนได้ภายใน 2 วัน คิดแล้วก็เศร้า

กลับมาก็ต้องจัดการลดน้ำหนักอีกเป็นการใหญ่ไม่งันวันงานใส่ชุดไม่ได้แน่ เดี๋ยวจะมีคนทักว่า อ้าว ท้องได้ไงคะ ยังไม่ได้แต่งนี่นา อิอิ ไม่ไหวๆ แต่จะให้เลิกนิสัยตะกละนี่ก็ท่าจะยาก คิดแล้วก็เศร้าใจจริงๆนะเนี่ย



Create Date : 12 ตุลาคม 2549
Last Update : 12 ตุลาคม 2549 21:14:42 น.
Counter : 264 Pageviews.

3 comment
1  2  3  4  5  

แอนนะยะ
Location :
สมุทรปราการ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เบื่อกับการมีชีวิตตามกระแสสังคม ต่อนี้ไปฉันจะมีชีวิตอย่างที่ฉันต้องการจะเป็นเท่านั้น แค่มีความสุขกับตัวเองและคนที่บ้านก็เพียงพอ