All Blog
แบบทดสอบสำหรับสาวๆ สมองของคุณเป็นเพศไหน
เนื่องจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมา เราก็ได้นิตยสารนอกฉบับหนึ่งที่ลดราคาถึง 60% มาอ่านแก้เครียด พอดีเห็นว่ามีแบบทดสอบสนุกๆก็เลยแปลมาให้เพื่อนๆลองทำกัน เริ่มกันเลยดีกว่านะ

สมองของคุณเป็นเพศไหน ??

ในหัวของผู้ชายนั้นทำงานแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิง แต่ความคิดของคุณมีความเป็นผู้หญิงมากแค่ไหนกันนะ

1. คุณทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานของคุณอย่างดุเดือดเกี่ยวกับเรื่องความผิดของใครที่ทำให้โปรเจคไม่สำเร็จทันเวลา คุณมีปฎิกิริยาอย่างไร
ก. คุณจบมันด้วยความโศกเศร้าและน้ำตานองหน้า จินตนาการถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุด สถานการณ์แบบนี้ช่างเลวร้ายจริง คุณอาจจะให้ออกจากงานของคุณก็ได้
ข. หลังจากที่ทุกอย่างสงบลง คุณก็ไม่ได้คิดถึงมันอีกเลย สิ่งเหล่านี้มักจะหายวับไปเสมอ
ค. คุณรู้สึกว่าการทะเลาะกันช่างน่าตึงเครียดแต่หลังจากที่วิเคราะห์มันแล้วก็ตัดสินใจที่จะดึงตัวเองกลับมาและเดินหน้าต่อไป

2. ในการกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ของคุณนั้น แฟนของคุณตัดสินใจไปตามทางในแผนที่และขอให้คุณเป็นผู้นำทาง คุณรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
ก. รู้สึกอึดอัดเพราะคุณไม่มีเซนส์เรื่องทิศทางเลยและถ้าไปผิดทาง มันจะเป็นความผิดของคุณทั้งหมด
ข. ยินดีมาก เพราะคุณสามารถอ่านแผนที่ได้ดีกว่าการขับรถ
ค. โอเค ถึงมันจะไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบนักแต่คุณก็ตั้งสมาธิอย่างมากเมื่อต้องทำการอ่านแผนที่

3. เวลาที่คุณคุยโทรศัพท์กับเพื่อนสนิทของคุณ คุณสามารถบอกได้ไหมว่าเพื่อนของคุณอยู่ในอารมณ์ไหนจากน้ำเสียงของเขา
ก. แน่นอน
ข. ไม่ คุณไม่ได้หยั่งรู้ได้มากขนาดนั้น คุณต้องพบเขาจริงๆเสียก่อนจึงจะบอกได้
ค. ต้องหลังจากที่คุณได้คุยกับเขาสักพักหนึ่งก่อนเท่านั้น

4. คุณพบว่าแฟนเก่าจอมแฉของคุณกำลังกุข่าวลือเกี่ยวกับคุณไปทั่ว คุณจะ
ก. คุยกับเขาเรื่องพฤติกรรมของเขาอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ข. อยากจะร้อง ตะโกน แก้แค้น และทำลายข้าวของ
ค. โทรหาเพื่อนสนิทที่สุดและระบายกับเพื่อนเป็นเวลานาน

5. คุณกำลังไปเที่ยวในวันหยุด ที่สนามบินคุณจะซื้ออะไรไปอ่าน
ก. นิตยสารที่มีเรื่องข่าวซุบซิบคนดังและเรื่องชีวิตจริงที่น่าตื่นเต้น
ข. นิยายหรือเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์ มันดีมากเลยที่ได้รู้สึกว่าคุณกำลังเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม
ค. หนังสือขายดีอันดับหนึ่ง

6. เมื่อคุณไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของแม่คุณ คุณจะบอกว่า
ก. แม่พูดถูกแต่แม่เคยคิดถึงมันในแบบนี้ไหม...
ข. แม่ผิดแล้ว
ค. หนูเห็นด้วยกับเรื่องนี้แน่นอน แต่...

7. คุณกำลังจะไปพบกลุ่มเพื่อนร่วมงานใหม่ของเพื่อนสนิทคุณ ยุทธการในการทำให้เขาชอบคุณคือ
ก. คุณดูสถานการณ์และประเมินว่าวิธีไหนที่ดีที่สุดในการเข้าร่วมหัวข้อสนทนา
ข. คุณกระโดดเข้าไปเลยและพยายามเป็นศูนย์กลางแห่งความสนใจ
ค. คุณได้แต่เงียบในช่วงแรกแต่ในอีกชั่วโมงต่อมาคุณกลับคุยเสียเป็นส่วนใหญ่

8. เมื่อคุณรู้สึกแย่คุณจะบอกเพื่อนๆของคุณไหม
ก. แน่นอน คุณมักจะแชร์ปัญหาของคุณกับเพื่อนๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวแค่ไหนก็ตาม
ข. ไม่มีทาง คุณเป็นสาวประเภทเก็บปัญหาไว้เป็นส่วนตัว
ค. อาจจะ คุณมีเพื่อนสนิทจริงๆไม่กี่คนที่คุณจะคุยได้ทุกเรื่อง แต่บางครั้งมันก็น่ารำคาญใจสำหรับคุณที่จะยกมันขึ้นมาคุย

ตอบข้อ ก มากที่สุด

คุณมีสมองแบบเพศหญิง

เหมือนกับผู้หญิงส่วนใหญ่ คุณมีสมองของเพศหญิงและเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ซึ่งหมายความว่าคุณชอบในการใช้เวลากับเพื่อนๆและครอบครัวของคุณ การพัฒนาความสัมพันธ์ และแคร์ทุกสิ่งรอบข้างคุณ มันอาจจะฟังดูซ้ำซากสำหรับความเป็นผู้หญิงแต่มันอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ บารอน โคเฮน กล่าวว่า ทฤษฏีหนึ่งที่ผู้หญิงมีความใส่ใจมากกว่าเพราะว่าเมื่อหลายพันปีก่อนพวกเธอต้องดูแลลูกๆในขณะที่ผู้ชายออกไปล่าสัตว์มาเป็นอาหาร

ระวังอย่าให้คุณแคร์อะไรมากจนเกินไปเพราะคุณจะเอาแต่ยุ่งอยู่กับการกังวัลใจเกี่ยวกับคนอื่นๆจนลืมดูแลตัวเอง ให้กลับมาใช้เวลากับตัวเองให้มากขึ้นและเข้าสังคมกับคนที่ต้องการคุณแทน สมองเพศหญิงของคุณยังหมายถึงแนวโน้มในการแสดงออกของคุณทางอารมณ์เมื่อไม่เห็นด้วยและอาจจะมีการแสดงออกมากเกินไปด้วย พยายามรักษาสถานการณ์ต่างๆให้อยู่ในความพอดี

ตอบข้อ ข มากที่สุด

คุณมีสมองแบบเพศชาย

ผู้หญิงหลายๆคนมีสมองที่เป็นระบบแบบเพศชาย มันหมายความว่าคุณเก่งในเรื่องการค้นหาว่าสิ่งต่างๆทำงานได้อย่างไร ลักษณะที่มีเหตุผลของคนที่ชอบกิจกรรมในทางปฏิบัติมากกว่าการพูดคุยโดยใช้อารมณ์ คนที่มีสมองแบบเพศชายมักจะชอบวางอำนาจและจะเห็นได้จะลำบากกว่าผู้ที่มีสมองแบบเพศหญิงเนื่องจากพวกเขาไม่เก่งในด้านการโต้ตอบ

แต่คุณจะเป็นคนแรกที่ควบคุมสถานการณ์ได้และขึ้นชื่อว่าเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตามมันก็ทำให้คุณลำบากได้เมื่ออยู่กับคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีสมองแบบเพศหญิงที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น ให้ฝึกโต้ตอบในสถานการณ์ทางสังคม เรียนรู้ในการเก็บคำพูดของคุณไว้และคิดก่อนที่จะพูดออกไป

ตอบข้อ ค มากที่สุด

คุณมีสมองแบบสมดุล

สมองแบบสมดุลหมายความว่ากลิ้งไปมาได้ คุณรู้สึกสบายในการให้คำปรึกษาใครสักคนที่เลิกกับแฟนพอๆกับเวลาที่คุณพบว่าจะติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ของคุณได้อย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่าสมองแบบสมดุลเป็นแบบที่ดีที่สุด คุณจะรู้สึกว่ามันง่ายมากในการเข้ากับคนกลุ่มต่างๆ รู้จักระมัดระวังตัวเองแต่ก็มีด้านที่อ่อนไหว หมายความว่าคุณเป็นคนที่คนจะหันมาหาคุณเมื่อมีปัญหา แต่เพราะคุณมีส่วนผสมของสมองทั้งสองแบบ ให้แน่ใจว่าคุณได้พยายามอย่างมากในการทำให้อิทธิพลของสมองทั้งสองแบบสมดุลกันเพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่มีแนวโน้มที่จะมีความก้าวร้าวของสมองแบบผู้ชายและเจ้าอารมณ์ของสมองแบบผู้หญิง

ที่มา : Cosmopolitan UK Edition, December 2006

เรามีสมองแบบสมดุล แต่ไม่รู้ว่ารวมข้อดีไว้ด้วยกันหรือรวมเอาข้อเสียไว้ด้วยกันกันแน่ อิอิ



Create Date : 18 เมษายน 2550
Last Update : 18 เมษายน 2550 12:16:06 น.
Counter : 3219 Pageviews.

6 comment
ลาก่อน...กรอบรูปที่ว่างเปล่า
วันนี้เป็นวันที่ฉันเอากรอบรูปอันใหม่มาวางแทนกรอบรูปเปล่าๆอันเก่าที่ตั้งอยู่บนหัวเตียงของฉันมาหลายปีดีดัก แรกเริ่มเดิมทีกรอบรูปอันนั้นมันไม่ใช่กรอบเปล่าหรอก มันเคยมีรูปอยู่รูปหนึ่งที่ฉันถ่ายไว้กับผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันเคยคบด้วย

ฉันจำได้ว่าเขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ฉันค่อนข้างจะจริงจังด้วยเพราะตอนแรกเขาก็ดูเป็นคนดี ไม่มีพิษมีภัย เขาเคยจีบฉันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาเรียนที่เดียวกับรุ่นเดียวกัน แต่อายุมากกว่าฉันสามปี ตอนนั้นฉันไม่ได้สนใจเขาเท่าไหร่ เพราะเขาไม่ใช่สเป็คฉันเลยสักนิด ดูทึ่มๆ เชยๆ ขี้อาย ติ๋มๆ ยังไงก็ไม่รู้ แต่เพื่อนฉันกลับบอกว่าเขาน่ารักดี ขาว ตี๋ สูง 185 ซม.

ตอนนั้นฉันเรียนอยู่ปีสุดท้ายแล้ว พอเรียนจบก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก ต่างคนก็ต่างไป ฉันก็มีแฟนไปตามเรื่องตามราว จนเลิกกับแฟนไป เดทกับคนนั้น คนนี้ ก็ไม่ถูกใจ รู้สึกว่าทำไมมีแต่ผู้ชายนิสัยแย่ๆ อยู่ดีๆก็เลยคิดถึงเขาคนนี้ขึ้นมา แล้วก็เป็นฝ่ายติดต่อกลับไปอีกครั้ง

เขาดูท่าทางดีใจมากที่ได้ติดต่อกับฉันอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ติดต่อกันเลยสองปี เขาเองก็ยังไม่มีใคร สุดท้ายเราก็เลยลองคบกัน เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ฉันพาเข้าบ้านและได้รู้จักกับพ่อแม่ของฉัน ถึงจะไม่เคยพามานั่งคุยกันอย่างเป็นทางการแต่เขาก็เป็นคนเดียวที่ฉันพาไปให้พ่อแม่ของฉันได้เห็นหน้า

เพราะฉันคิดว่าเราน่าจะคบกันได้นาน แล้วเขาก็คงเป็นคนดี แต่สุดท้ายเราก็คบกันได้ไม่ถึงปี แค่ 11 เดือนก็เลิกกัน ตอนที่เขาโทรมาบอกเลิกฉัน ฉันยังจำได้ดีว่ากำลังคิดว่าจะหาอะไรเป็นของขวัญครบรอบที่คบกันมา 1 ปีให้เขาอยู่เลย แต่มันก็ไม่มีวันนั้น ตอนนั้นฉันเสียใจมาก ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังอยู่สามวันสามคืน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ จนน้ำหนักลดไปสองกิโลภายในสามวัน

จนเพื่อนๆทนไม่ไหวต้องง้างปากฉันถามว่าเป็นอะไร ฉันถึงได้บอกเพื่อนๆไป หลังจากนั้นเพื่อนๆฉันก็เลยพาฉันไปกินข้าวปลอบขวัญ บอกว่าถึงไม่มีใครก็ยังมีพวกเขานะ อาการฉันก็เลยดีขึ้น แต่ถึงฉันจะไม่ได้ร้องไห้บ้าบอขนาดนั้นแล้ว อาการอยู่คนเดียวไม่ได้ก็ยังตามติดอยู่เป็นหลายเดือน ทั้งๆที่เมื่อก่อนฉันเป็นคนติดบ้านมาก แต่ตอนนั้นฉันอยู่บ้านไม่ได้เลย ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องออกไปข้างนอก ไม่มีใครไปด้วยก็ต้องไปคนเดียว ไม่งั้นอยู่บ้านก็ฟุ้งซ่าน ออกไปทุกเสาร์ อาทิตย์จนพ่อบ่น

อาการต่างๆของฉันเริ่มดีขึ้นเมื่อฉันได้คบกับผู้ชายอีกคน เขาทำให้ฉันหายจากอาการอ่อนแอพวกนั้นได้และเริ่มเป็นผู้คนปกติเหมือนคนอื่น แต่ฉันก็ไม่เคยพาผู้ชายคนไหนมาให้พ่อแม่ฉันได้เห็นอีกเลย หลังจากที่ฉันเลิกกับผู้ชายในรูปนั่นแล้วฉันก็ไม่เคยไปแตะต้องรูปนั้นอีก ไม่ว่าจะนานกี่ปีก็ตาม ไม่ว่าฉันจะเปลี่ยนแฟนไปกี่คน รูปนั้นก็ยังคงตั้งอยู่ที่หัวเตียงฉันเหมือนเดิม

ไม่ใช่ว่าฉันฝังใจอยู่กับเขาหรอกนะ แต่อาจเป็นเพราะว่าฉันขี้เกียจเอามันออกก็ได้ เพราะอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในรูปนั้นมันก็มีรูปฉันอยู่ด้วย รูปใบนั้นทำมาจากรูปถ่ายสติ๊กเกอร์แต่ปริ้นท์ลงบนแผ่นใส ฉันเลยซื้อลงทุนกรอบรูปที่เป็นกระจกทั้งสองด้านเพื่อให้สามารถเห็นรูปได้ทั้งสองด้าน ซึ่งมันก็แพงกว่ากรอบรูปธรรมดาโขอยู่

ตอนที่ฉันเลิกกับเขาใหม่ๆ ฉันคิดว่าจะตัดรูปเขาทิ้งแล้วเอารูปฉันใส่ไว้เหมือนเดิม แต่จนแล้วจนรอดฉันก็ยังขี้เกียจแม้แต่จะหยิบกรรไกรมาตัดรูปนั้น มันก็เลยยังวางอยู่ที่เดิม ใครๆในบ้านที่เข้ามาในห้องฉันก็ยังคงได้เห็นรูปนั้นทั้งๆที่ก็รู้ว่าเลิกกันไปตั้งนานแล้ว ไม่รู้อะไรที่ทำให้ฉันเก็บมันไว้ เพราะปกติเวลาฉันเลิกกับใครแล้วจะทิ้งของทุกชิ้นที่เกี่ยวข้องกับคนๆนั้นไปให้หมดรวมถึงเบอร์ติดต่อทั้งหลายด้วย แต่แล้วเมื่อไม่นานมานี้ไม่รู้ว่ามีอะไรมาสะกิดต่อมขยันของฉันให้อยู่ดีๆก็ลุกขึ้นมาหยิบเอารูปใบนั้นทิ้งไปทั้งใบโดยที่ไม่ได้ตัดมันออกอย่างที่ตั้งใจแล้วก็ตั้งกรอบรูปว่างๆไว้ที่เดิมอยู่อีกเป็นเดือนๆ

รูปที่อยู่บนหัวเตียงฉันมาถึง 7 ปีกว่าๆ รวมทั้งกรอบอันนั้นตอนนี้ฉันก็เอามันไปวางไว้ที่อื่นแล้ว หลังจากที่ฉันเลิกกับผู้ชายในรูปฉันก็คบมาอีกหลายคนแต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่คิดจะทำแบบนี้ นอกจากครั้งนี้ เพราะฉันมีรูปอันใหม่ กรอบใหม่ กับผู้ชายในรูปคนใหม่ มาแทนที่ รูปที่สวยกว่ารูปใบเก่า กรอบที่ดูดีกว่าอันเก่า และคนข้างๆที่ดีกว่าผู้ชายคนเก่า

อาจจะเป็นเพราะว่าถึงเวลาแล้วก็ได้ที่ฉันจะเก็บเรื่องเก่าๆ และขยะรกๆออกไปให้หมดไปจากชีวิตฉันเสียที เพื่อต้อนรับคนใหม่และอะไรที่ดีกว่าเก่า ตอนนี้ฉันพร้อมแล้วก็มั่นใจแล้วว่าคนข้างๆฉันในวันนี้จะเป็นคนสุดท้ายในชีวิตฉัน...ลาก่อน...กรอบรูปที่ว่างเปล่า



Create Date : 14 มีนาคม 2550
Last Update : 14 มีนาคม 2550 20:18:53 น.
Counter : 258 Pageviews.

8 comment
Night Safari ที่เขาเขียว
แบบว่าเพิ่งได้ไปดูไนท์ซาฟารีที่เขาเขียวมาเมื่อไม่นานมานี้เลยมาเอามาเล่าให้ฟังพร้อมรูปปลากรอบ

ตอนแรกเรากะว่าจะไปดูทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนด้วยเลยเพราะช่วงกลางวันมันมีโชว์การแสดงของสัตว์ด้วย แล้วจะได้ถ่ายรูปคู่กับเจ้าสัตว์น่ารักๆซะหน่อย แต่ที่ไหนได้กว่าจะไปถึงมัวแต่โอ้เอ้ก็บ่ายสามเข้าไปแล้วกว่าจะหาที่พักได้ กินข้าวเย็น ก็เลยได้ไปถึงเขาเขียวตอนเกือบๆหกโมงซึ่งเป็นช่วงของไนท์ซาฟารีแล้วแต่จะมีรถของสวนสัตว์เป็นรอบๆเริ่มตอนหนึ่งทุ่ม

ด้วยความไม่รู้พอขับรถเข้าไปข้างในกะว่าจะหาที่จอดรถ ดันหลงเข้าไปในส่วนของสวนสัตว์ซะแล้วก็เลยเลยตามเลยดูสัตว์ตอนยังไม่มืดไปก่อนเลย แต่เสียดายไม่ได้พกกล้องมาเพราะคิดว่าตอนกลางคืนคงถ่ายอะไรไม่เห็น เขาเขียวนี่เป็นที่ที่เราสามารถใกล้ชิดกับสัตว์ได้มากสุดแล้วละมั้ง ยีราฟตัวสูงมากๆเลยยืนอยู่ตรงหน้าเรานี่เองใกล้กันไม่ถึงเมตร แต่ไม่กล้าเข้าใกล้กว่านี้กลัวมันงับเอา อิอิ

หลังจากดูสัตว์ต่างๆจนเกือบครบก็เห็นว่าได้เวลาที่รถของสวนสัตว์จะมาแล้วก็เลยไปรอตรงที่รอรถ ส่วนด้านหน้ามีการจัดไฟสวยงามเลย เลยแอบถ่ายรูปไว้ด้วย (กล้องคนขับรถที่แอบซุกไว้ตั้งนานไม่ยอมบอกแถมแบตใกล้จะหมดแล้วด้วย)



จากนั้นพอเดินเข้าไปข้างในเห็นเจ้าหน้าที่นำสัตว์สามชนิดที่คิดว่าคงเชื่องสุดๆแล้วมารอต้อนรับนักท่องเที่ยวพร้อมให้ถ่ายรูปคู่ได้ด้วย ตัวแรกคือเจ้าเม่นน้อยที่เจ้าหน้าที่เขาให้เราอุ้มแล้วแต่พอมันมาโดนมือเราเท่านั้นมันก็ดิ้นดุ๊กดิ๊กๆไม่ยอมมาท่าเดียว เรากลัวจะโดนขนแข็งๆมันตำเข้าก็เลยให้เจ้าหน้าที่เขาอุ้มแล้วเรายืนข้างๆก็พอแล้นเพื่อความปลอดภัย



ตัวที่เชื่องที่สุดก็คงเป็นเจ้าหมีขอ แบบว่าตอนแรกนึกว่าจะได้อุ้มที่ไหนได้ เจ้าหมีขอดันปีนขึ้นบ่าเราซะงั้น ตัวก็หนักนะนี่มาปีนให้เราแบกเฉยเลย



สุดท้ายก็ไปให้อาหารนางอายแต่ไม่ลงรูปให้ดูหรอก เพราะเค้าอายนะตัวเอง อิอิ หลังจากนั้นไม่นานรถก็มารับก็เลยขึ้นรถชมสวนสัตว์กันละ

รถของสวนสัตว์จะมีไกด์คอยบรรยายพร้อมเจ้าหน้าที่คอยส่องไฟให้ดูสัตว์ต่างๆที่เห็นมั่งไม่เห็นมั่งเพราะบางช่วงรถวิ่งเร็วก็มองตามไม่ทัน (ขนาดใส่แว่นแล้วนะนี่) บางช่วงสัตว์ก็แอบไปนอน เลยไม่ได้เห็นตัวกัน แต่โชคดีที่ช่วงเย็นแอบไปดูตอนที่ยังไม่มืดก็เลยเห็นมาหมดแล้วพอจะจินตนาการได้ว่าอะไรเป็นอะไร

แต่ที่ที่เห็นจะๆที่สุดก็คือหุบเขาเสือนี่แหละ มีเสืออยู่ในตู้กระจก เขาจะทำเป็นถ้ำเสือแล้วจะมีหน้าต่างเป็นช่องๆให้คนมองเห็นข้างใน แล้วจะแบ่งเป็นหลายถ้ำ เราเห็นเสือตัวใหญ่มากๆเยอะแยะเลย โดยเฉพาะส่วนของเสือขาว มันมีตัวหนึ่งมานั่งดักรออยู่ตรงช่องหน้าต่างเลย แบบว่าเหมือนมานั่งดักรอดูคน เห็นกันจะๆแบบใกล้มากๆ เรียกว่าถ้าเอาหน้าไปแนบกระจกนี่มีดอกาสโดนเสือจุ๊บต้อนรับวาเลนไทน์เลย แต่เราใจไม่กล้าพอ เห็นมันมานั่งอยู่ตรงช่องกระจกพร้อมกระดิกปลายหางแบบนิ่งๆไปมา ก็คิดว่าอยู่ห่างสักหน่อยดีกว่า ในใจเจ้าเสือขาวคงคิดว่ามาดักรอดูอาหารว่าตัวไหนน่ากินละมั้งเนี่ย อิอิ

พอจบจากถ้ำเสือก็กลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย วันรุ่งขึ้นก่อนกลับก็แวะกินอาหารทะเลที่บางแสนพร้อมถ่ายรูปอีกเล็กน้อยก่อนกลับบ้านพร้อมของฝากจากตลาดหนองมนอีกเพียบ อิ่ม อร่อย สนุกครบถ้วนจ้า




Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 28 มีนาคม 2550 21:14:52 น.
Counter : 631 Pageviews.

8 comment
โดน Tag ซะแล้นนนน
เนื่องจากคุณพี่ นักรักโลกมายา ให้ความกรุณาเราเป็น 1 ใน 5 รายชื่อผู้โชคดีของคุณพี่ในการโดน Tag นะคะ หุหุ ก็เลยต้องมาอัพบล็อกซะหน่อย และแล้ว 5 เรื่องที่พอจะนึกออกที่จะเล่าให้เพื่อนๆฟังก็มีดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ตอน 3 ขวบ (จำความได้เริ่มแรกคือตอนนั้น ก่อนหน้านั้นจำไม่ได้อะ) มีกิจวัตรที่ทำอยู่เป็นประจำทุกวันเลยค่ะ คือ ตกบันได แบบว่าไม่ใช่ตกธรรมดานะ ตกมาตั้งแต่ขั้นที่ 1 หรือขั้นสุดท้ายเลย บางวันดีหน่อยตกมาถึงขั้นพักแล้วหยุด จำได้แต่ว่าเป็นพวกทรงตัวไม่ค่อยเก่ง เด็กๆตัวกลมๆ ชอบกลิ้งหลุนๆลงบันไดทุกวัน แล้วก็ร้องไห้ให้หม่าม้าเป่าหัวโนทุกทีเลย คิดๆดูแล้วเพราะตอนเด็กๆได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองบ่อยๆนี่เองที่ทำให้ความอัจฉริยะของเราหดหายไปเหลือ IQ แค่คนธรรมดาเอง 555

2. ตอน 4 ขวบ เนื่องจากเบื่อกิจวัตรแบบเดิมๆ เลยต้องขอเปลี่ยนจากตกบันไดเป็นประจำเป็นเวลา 1 ปี มาเป็น อาเจียน ทุกวันแทน เอ่อออ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ อาเจียนทุกวันจริงๆ จากตัวกลมอวบอ้วนตอน 3 ขวบ เลยเหลือตัวผอมแห้งเป็นแย้เลยตอน 4 ขวบ เนื่องจากตอนนั้นเริ่มเข้าเรียนอนุบาล แล้วเราเป็นคนที่เมารถมากๆ เมารถทู้กกกกกวันจริงๆให้ตายสิ บางวันตอนเช้า บางวันตอนเย็น บางวันทั้งเช้าทั้งเย็น จนเพื่อนๆร่วมรถรังเกียจไม่ค่อยอยากจะคบแล้ว แต่หารู้ไม่ นี่คือวิธีไดเอทของเราต่างหาก ก็แหมโตเป็นสาวแล้วจะมาทำตัวอ้วนกลมอยู่ได้ไง หุหุ

3. อันนี้ตอนโตแล้วช่วงที่เรียนจบทำงานแล้วใหม่ๆ เพิ่งจะรู้ตัวว่าเป็นสาวไฟแรงสูงค่ะ แบบว่าอยู่ใกล้อะไรเป็นต้องไหม้เป็นจุล 555 อันนี้ไม่ได้โม้ ยกตัวอย่างง่ายๆ

- เราเป็นคนติดคอมก็เล่นคอมตลอด จนอยู่มาวันหนึ่งเจ้าคอมมันทนเห็นหน้าเจ้าของไม่ไหว เลยตัดช่องน้อยแต่พอตัวด้วยการทำหน้าจอระเบิดไปต่หน้าต่อตาเราเลยอะ โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บนอกจากเจ้าจอคอมที่ต้องลาจากเราไป

- อีกครั้งคือใช้ printer ที่ทำงาน แบบว่ามันต้องพิมพ์งานเยอะมากแถมมีแต่งานด่วนทั้งนั้น print ไป print มา ควันขึ้น ไหม้ไปตามระเบียบค่ะ หุหุ พอเรียกช่างมาซ่อม ช่างบอกว่า ทีหลังอย่าแอบใช้หมึกปลอมอีกนะครับ แหม...แบบว่าต้องการประหยัดงบบริษัทนี่คะ ใครจะไปรู้ว่ามันใช้ไม่ได้อะคะ

-และอีกตัวอย่างที่น่าจะร้ายแรงสุดแล้วคือระหว่างที่ขับรถคู่ใจไปทำงานอยู่นั้น อยู่ดีๆก็ได้กลิ่นอะไรแปลกๆค่ะ ก็ว่าเอ๊ะมันมาจากไหน ขับไปเรื่อยๆรู้สึกว่าชาวบ้านที่ขับรถอยู่ข้างๆเริ่มหันมามอง เราก็เริ่มเห็นควันอะไรแปลกๆออกมาจากกระโปรงหน้ารถ แต่ก็ยังพยายามจะขับต่อไป กะว่าจะหาที่จอดข้างทางซะหน่อย แต่ยังไม่ทันจะได้จอดเลย รถเรามันก็สลบไปแล้วค่ะเพราะว่ามันไหม้จนควันขึ้น สรุปว่าหม้อน้ำรั่วอะนะ นั่นแหละเป็นครั้งสุดท้ายที่เอาเจ้ารถไปซ่อมแล้วมันก็เจ๊งกะบ๊งไปเลยค่า

4. สืบเนื่องจากเป็นสาวแรงสูงข้อที่แล้วใช่ไหมคะ เลยคิดว่าคงส่งผลให้กับหนุ่มๆที่อยู่รอบข้างอยากเข้าใกล้ แต่พอดีว่าหนุ่มๆปกตินี่ไม่ค่อยสนใจอย่างเราเท่าไหร่ เลยมีแต่หนุ่มๆโรคจิตค่ะ ไม่รู้ว่าไอ้ความเป็นสาวไฟแรงสูงมันดึงดูดพวกนี้หรืออย่างไร พอขึ้นรถเมย์ทีไร ไม่ว่าจะนั่งหรือยืน เป็นต้องเจอพวกนี้เป็นประจำ นับรวมๆกันตั้งแต่อายุ 14 จนตอนนี้ ก็เจอพวกโรคจิตบนรถเมย์มาสิบกว่าครั้งแล้วค่ะ มีคนหนึ่งที่จำได้เลยว่าเจอถึง 2 ครั้ง แต่หลังๆไม่เจอแล้ว สงสัยว่าแก่เกินแกงมันเลยไม่สนใจกันแล้ว อิอิ

5. ข้อสุดท้ายนี้เป็นความลับมั่กๆ แบบว่าคนที่เคยเจอเราเห็นหุ่นแบบนี้ (แต่ตอนนี้ก็เริ่มอวบๆแล้ว) บอกว่าไม่น่าเชื่อว่าเคยอ้วนมาก่อนอยู่พักหนึ่ง แบบว่าเราเคยบวมอยู่ 2 ครั้งในชีวิต รอบแรกก็ช่วงอยู่มหาลัยปี 3 แบบว่าบวมมากๆ หนักประมาณ 56 กก. แล้วเริ่มรับตัวเองไม่ได้ เสื้อผ้าเริ่มใส่ไม่ด้ พุงก็เริ่มปลิ้นแล้วปลิ้นอีก เลยตัดสินใจไปลดความอ้วนที่สถานลดความอ้วนแห่งหนึ่ง เดือนเดียวลดไป 7 กก. เหลือ 48 กก. ผอมเพรียวสมใจค่ะ แต่หลังจากนั้นอีก 4 ปี เราก็ต้องมีเหตุให้ขึ้นอืดอีกครั้ง เนื่องจากไปเรียนต่อเมืองฝรั่ง อาหารการกินนมเนยทั้งนั้น คราวนี้บวมอืดยิ่งกว่าเดิม จากตอนนั้นก่อนไป 50 กก. กลับมาพี่สาวที่ไปรับจำไม่ได้ด้วย กลับมา 60 กว่าโลค่ะ แต่หลังจากกลับมาประมาณปีเศษๆก็ลดลงมาเท่าเดิม ค่อยยังชั่ว แล้วหลังจากนั้นก็อ้วนๆผอมๆ บวกลบไม่เกินสามโลค่ะ

แต่ห้าเรื่องก็เล่าซะเหนื่อยเลย ไม่รู้จะไป Tag ใครต่อเหมือนกัน เอาเป็นว่าคนที่มีชื่อบล็อกลิงค์อยู่ข้างๆนี้เนี่ย โดนแน่นอน 555



Create Date : 12 มกราคม 2550
Last Update : 12 มกราคม 2550 15:43:21 น.
Counter : 192 Pageviews.

11 comment
ทำไมถึงต้องรู้สึกแบบนี้อีกแล้วนะ
คืนนี้เป็นคืนที่ฉันรู้สึกแย่เป็นคืนแรกหลังจากที่เลิกกับคนเก่าไป ฉันได้รู้จักผู้ชายอีกคนหนึ่งช่วงที่ยังมีปัญหาคาราคาซังกับคนเก่าจนตอนนี้ฉันก็คบคนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นคนดีและน่ารักกว่าบรรดาแฟนเก่าของฉันทั้งหลาย เราน่าจะไปกันได้ดีและน่าจะคบกันได้นาน

แต่แล้ววันนี้ความจริงที่ฉันไม่เคยรู้ก็ออกมาจากปากเขา เขาเองคงไม่คิดมากอะไรที่จะพูดมันออกมา แต่ฉันที่เป็นฝ่ายรับฟังกลับฟังแล้วรู้สึกสะอึกกับความจริงนั้นค่อนข้างมาก เพราะสิ่งที่ฉันเคยเข้าใจมาตลอดมันไม่ตรงกับความเป็นจริงเลยสักนิด

ตอนแรกฉันเข้าใจว่าเขาคงจะมีใจให้ฉัน เขาถึงได้เริ่มจีบฉัน ทั้งๆที่ตอนแรกๆที่เรารู้จักกันก็คุยกันแบบเพื่อนธรรมดาคนหนึ่ง จนเวลาผ่านมาสักพักเขาถึงเริ่มนัดฉันออกไปเที่ยวกันสองต่อสองบ้าง เราคุยกันแทบทุกวัน เจอกันเกือบทุกอาทิตย์ พาไปรู้จักเพื่อนๆ และคนที่บ้านของเขา (ถึงแม้จะไม่ได้เกิดจากความตั้งใจเพราะสถานการณ์พาไปก็ตาม)

ฉันไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงที่จะพูดถึงความรู้สึกในตอนนี้ แต่เขาบอกกับฉันว่าตอนแรกที่เพื่อนเขา(ซึ่งเป็นเพื่อนฉันด้วย) ถามเขาว่ารู้สึกยังไงกับฉัน ปิ๊งฉันหรือเปล่า เขาบอกว่าเปล่า แค่สงสาร เพราะฉันเจอผู้ชายแย่ๆมาเยอะ เพื่อนเขาก็เลยยุให้จีบฉัน เขาก็เลยจีบ ถ้าเข้ากันได้ก็จะลองคบ... ฉันแค่รู้สึกว่าที่ผ่านมามันคือแบบนี้เองหรอ เหมือนฉันเข้าใจอะไรผิดมาตลอด

ฉันเกลียดการที่ให้คนอื่นมาสงสารหรือเวทนาฉันมากที่สุด ฉันอาจจะผิดตรงที่ไม่น่าเล่าเรื่องที่ฉันมีปัญหากับคนเก่าที่ฉันคบให้เขาฟัง มันเหมือนกับว่าฉันไม่ได้มีอะไรดีพอที่จะให้เขาชอบเลย แต่เขาเข้ามาหาฉันเพราะความสงสาร...มันก็แค่นั้นเอง

ก็คงจะจริง เพราะเขาไม่เคยบอกว่าชอบฉันแบบจริงๆจังๆเลยสักครั้ง แล้วก็ไม่เคยบอกว่าขอคบกันสักหน่อย ฉันก็แค่ไม่เข้าใจว่าคนที่เข้ามาหาฉันเพราะชอบฉันก็มีเยอะแยะ แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจ ฉันกลับมาสนใจคนที่มีแค่ความสงสารให้ฉันแค่นั้นเอง ตอนนี้ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาจะรู้สึกยังไงกับฉัน เพียงแต่ฉันรู้สึกว่ามันมีความรู้สึกต่อต้านขึ้นมาในใจอีกแล้ว ฉันแค่รู้สึกว่าถ้าแค่สงสารก็ไม่ควรเข้ามาหาฉันตั้งแต่แรก ฉันไม่ได้เป็นอะไร ฉันดูแลตัวเองได้ถึงจะไม่ดีนักแต่คงไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสงสาร

จริงๆฉันจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่สนใจมันก็ได้ แต่ฉันก็ทำมันไม่ได้ วันนี้หลังจากที่ฉันรู้ความจริงว่าเขารู้สึกแบบนั้นกับฉัน ฉันก็เลยพูดอะไรไม่ค่อยออกเพราะมัวแต่คิดอะไรในใจ คุยโทรศัพท์ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาคงไม่สังเกตเห็นเพราะบางทีฉันไม่มีเรื่องคุยก็จะเงียบๆไปเหมือนกัน แต่ฉันรู้สึกแย่กับเรื่องนี้จริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันจะส่งผลให้ฉันตัดสินใจอะไรผิดๆไปอีกหรือเปล่า

แค่อยากจะบอกว่าถ้าแค่รู้สึกสงสารก็ไม่จำเป็นต้องคบกันหรอก ฉันดูแลตัวเองได้แล้วก็สามารถมีชีวิตอยู่ตัวคนเดียวได้ ก็แค่นั้น...



Create Date : 07 ธันวาคม 2549
Last Update : 7 ธันวาคม 2549 0:35:17 น.
Counter : 176 Pageviews.

5 comment
1  2  3  4  5  

แอนนะยะ
Location :
สมุทรปราการ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เบื่อกับการมีชีวิตตามกระแสสังคม ต่อนี้ไปฉันจะมีชีวิตอย่างที่ฉันต้องการจะเป็นเท่านั้น แค่มีความสุขกับตัวเองและคนที่บ้านก็เพียงพอ