ที่พักนักตระเวนแดนฝัน
Group Blog
 
All blogs
 

บทที่ ๓๐ - เส้นทางใหม่

บทที่ ๓๐ เส้นทางใหม่


“ยานี้ไม่ขมจริงๆ หรือคะท่านหมอ” แอชลีนน์แสร้งเบ้หน้า พยายามซ่อนความดีใจไว้ขณะมองโหลแก้วเล็กๆ ใส่เม็ดยาลูกกลอนสีดำเข้มหลายสิบเม็ด พลางเขย่ามันเล่นเบาๆ จนได้ยินเสียงดังกรุกกริก

“องค์หญิงก็เคยเสวยยานี้แล้วนี่พ่ะย่ะค่ะ”

“อย่างนั้นหรือ...ขอโทษนะ ตอนนั้นจำได้ว่ารับประทานยาหลายตัวเสียจนลืมไปหมดแล้วว่ายาตัวไหนมีรสอย่างไรบ้าง”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ ยาสมุนไพรตัวนี้ไม่ขมมาก ยิ่งผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนเช่นนี้ก็มีรสหวานจางๆ เสียด้วยซ้ำพ่ะย่ะค่ะ” แพทย์หลวงวัยกลางคนกราบทูล “ผสมกับนมแล้วเสวยยังได้เลย”

“แล้ว...ถ้ารับประทานมากไปจะมีผลข้างเคียงไหม”

“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ อาจจะบรรทมนานกว่าปกติ หรือถ้าทรงตื่นก่อนเวลาก็อาจจะทรงง่วงบ้าง แต่ไม่มีผลข้างเคียงนอกจากนี้”

“ถ้าอย่างนั้นเราขอเลยนะ” เด็กสาวหยิบโหลแก้วใส่ช่องกระเป๋าสำหรับเก็บผ้าเช็ดหน้าในแขนเสื้อยาวตัวนอก “หมู่นี้นอนไม่ค่อยหลับเลย แถมยังหลับไม่สนิทแล้วฝันเลอะเลือนอย่างนี้ คงเพราะมีเรื่องให้คิดมากแน่ๆ”

“พ่ะย่ะค่ะ” แพทย์หลวงรับ “หากยาตัวนี้ยังไม่ได้ผลอีกก็ขอให้ตรัสบอกกระหม่อมนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้จัดยาที่แรงกว่ามาถวาย แต่...องค์หญิงไม่ได้เสวยยานี้มานานเป็นปีแล้ว กระหม่อมคิดว่าคงไม่มีอาการดื้อยาหรอกพ่ะย่ะค่ะ”

“เข้าใจล่ะ ขอบคุณท่านหมอมาก” แอชลีนน์ลุกจากเก้าอี้ในห้องรับรอง “เราขอตัวก่อนนะ แล้วฝากท่านหมอกรุณาอย่าบอกใครเรื่องยานี่ล่ะ เดี๋ยวนมกับเคียราจะเป็นห่วงเกินเหตุเสียเปล่าๆ พวกนางยิ่งไม่อยากให้เรารับประทานยานอนหลับอีกด้วย”

อย่างน้อยนั่นก็เป็นเรื่องจริง หลังเกิดเหตุลอบปลงพระชนม์ เจ้าหญิงแอชลีนน์วัยสิบสามชันษาซึ่งลุกขึ้นมาร้องไห้อาละวาดขว้างปาข้าวของเป็นพักๆ ต้องเสวยยาระงับประสาทเป็นกิจวัตร ตั้งแต่ยาตัวที่อ่อนที่สุดและไร้รสขมอย่างยาลูกกลอนที่เธอเพิ่งได้มา ไปจนถึงยาผสมเหล้าและสมุนไพรอื่นๆ ที่แรงกว่านั้นให้หลับข้ามวันข้ามคืนและตื่นมาด้วยอาการง่วงซึมไร้เรี่ยวแรง เรียกได้ว่ากว่าจะมีสภาพร่างกายและจิตใจดีพอให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เด็กสาวก็ต้องทรมานกับการถอนยาอยู่เป็นเดือนเช่นกัน

“หากไม่เสวยติดต่อกันนานๆ ก็เห็นจะไม่เป็นไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ” แพทย์หลวงรับรอง “แล้วหมอก็มีหน้าที่รักษาความลับของคนไข้อยู่แล้วนี่พ่ะย่ะค่ะ”

เด็กสาวหัวเราะน้อยๆ

“ดีแล้วล่ะ ขอบคุณมาก”

* * *

เมื่อแอชลีนน์ออกไปจากห้องรับรอง ก็พบเคียรารอเธออยู่ด้วยสีหน้าเป็นกังวลที่หน้าประตู

“ท่านหมอว่าอย่างไรหรือเพคะ”

“ก็...ไม่มีอะไร เราคงคิดมากไปเองจริงๆ นั่นล่ะ”

“แล้วท่านหมอไม่ได้ให้ยามาเลยหรือเพคะ”

“ท่านหมอบอกว่า...ถ้ามียาแก้โรคคิดมากก็คงจะให้เรามาแล้ว แต่ในเมื่อไม่มีจะให้รับประทานยาอะไรล่ะ” แอชลีนน์พูดแล้วก็เดินนำไป “เดี๋ยวไปห้องสมุดต่อ...นะ เราว่าจะหาหนังสือมาอ่านสักหน่อย”

“หม่อมฉันกลับคิดว่าองค์หญิงทรงควรพักผ่อนมากกว่านี้นะเพคะ” นางกำนัลสาวกลับแย้ง “วันนี้เล่นเทียวเสด็จไปมาหลายที่เหลือเกิน ทั้งอาราม ท่าเรือเล็ก ป้อมปราการหน้าปราสาท แล้วยังนัดท่านเสนาบดีคลังไว้ตอนบ่ายอีก”

“ก็...เราไม่อยากอยู่เฉยนี่” เด็กสาวให้ข้ออ้าง “เราอยากทำอะไรให้ท่านเฟลิมได้สักอย่าง ยิ่งเขา...อุตส่าห์มาหาเราทั้งทีอย่างนี้”

“องค์หญิง!” น้ำเสียงของเคียราหวาดหวั่นขึ้นทันควัน “ย...อย่าตรัสแบบนี้สิเพคะ ตรัสว่าวิญญาณคนตายมาหานี่เป็นลางไม่ดีนะเพคะ”

“แต่เขาก็ไม่ได้มาร้ายนี่ แค่มายืนมองเราอยู่ตรงปลายเตียงเท่านั้นเอง สีหน้าของเขาดูเศร้ามากเลยนะ”

“องค์หญิง...หม่อมฉันขอเถอะเพคะ ย...อย่าตรัสอย่างนี้เลย”

แอชลีนน์ต้องกลั้นยิ้มไว้สุดความสามารถ หากจะมีสิ่งใดที่เคียรากลัวที่สุดในชีวิตก็เห็นจะเป็นผีสางนี่เอง ไม่นึกเลยว่าแผนการหลอกนางกำนัลสาวจะได้ผลเกินคาด...ถึงจะดูไม่ดีต่อคนที่ตายไปจริงๆ สักเท่าไร เธอแกล้งทำเป็นตกใจตื่นกลางดึก แล้วผลุนผลันออกมาหน้าห้องเพื่อบอกให้ราชองครักษ์เรียกเคียราที่นอนพักอยู่ในห้องพักของตน แล้วละล่ำละลักเล่าให้อีกฝ่ายว่าเห็นวิญญาณของเฟลิม

วันนี้หญิงสาวถึงกับยอมตามเธอต้อยๆ ไปทุกที่เพื่อทำพิธี ‘ปลอบขวัญวิญญาณ’ ทั้งไปสวดมนต์ที่อารามเล็กในบริเวณพระราชวัง ลงไปที่ท่าเรือเล็กของปราสาทเพื่อลอยดอกไม้ไว้อาลัย ขึ้นไปฟังเสียงระฆังของมหาวิหารใหญ่จากบนป้อมใกล้สนามประลองฝั่งตะวันตกเพื่อให้เสียงนั้นขับไล่วิญญาณร้ายแม้จะไม่อาจออกไปสวดมนต์ในมหาวิหารได้ ซ้ำยังเชื่อสนิทเมื่อแอชลีนน์บอกว่าอยากพบเสนาบดีการคลังเพื่อขอให้ออกเหรียญกษาปณ์ที่มีรูปเฟลิมอยู่เพื่อเป็นการให้เกียรติ ในเมื่อครอบครัวของชายหนุ่มปฏิเสธการฝังศพในสุสานของขุนนางผู้มีความชอบและจงรักภักดีในเขตอารามของพระราชวังไปแล้ว

ในห้องสมุด แอชลีนน์ทักทายท่านน้าคอนรอยที่ห้องทำงานของท่าน กับท่านราชครูและคณะนักค้นคว้าตามสมควร แล้วจึงไปค้นหนังสือดู ไม่นานก็พบหนังสือภูมิศาสตร์ซึ่งมีแผนที่ภูมิประเทศต่างๆ ในธีร์ดีเรแทรกอยู่ หนังสือประวัติการก่อตั้งเมืองหลวงที่มีแผนที่อย่างละเอียด หนังสือบอกชนิดและประเภทของเหรียญกษาปณ์ซึ่งเธอไม่เคยอ่านมาก่อน ซ้ำยังขอแผนที่พระราชวังมาได้ง่ายๆ โดยอ้างว่าจะมาดูพื้นที่ว่างซึ่งพอจะต่อเติมหรือสร้างอนุสรณ์อย่างใดสักอย่างให้เฟลิมได้

เด็กสาวขอยืมหนังสือเหล่านี้กับแผนที่ออกไปอย่างเงียบๆ แล้วก็ไปรับประทานอาหารกลางวันก่อนจะพบเสนาบดีการคลังที่ห้องรับรอง เขานำเหรียญกษาปณ์ต่างๆ มาให้เธอดูและอธิบายมูลค่าของพวกมัน รวมทั้งหลักเกณฑ์การใช้เนื้อโลหะและตราประทับบนเหรียญ แอชลีนน์ฟังระบบเงินตราที่ตนไม่เคยฟังมาก่อนอย่างสนใจจนแทบลืมจุดประสงค์เดิม

“แล้ว...ถ้าเราจะให้ผลิตเหรียญที่มีรูปท่านเฟลิมไว้เป็นอนุสรณ์จะได้ไหม” เด็กสาวทำเป็นซักถาม

“หมายถึงจะมีพระดำริให้ยาร์ลาธผลิตหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“เราหมายถึง...เหรียญที่ผลิตที่เมอร์คาห์น่ะ” แอชลีนน์บอก “เขาเป็นถึงคู่หมั้นของเรา ถ้าไม่เกิดเรื่องเลวร้ายนี่ขึ้นมาก็ย่อมได้เป็นราชาแห่งธีร์ดีเรไม่ใช่หรือ เราอยากให้เกียรติเขาในฐานะนั้น ถ้าเป็นเหรียญร้อยวีร์ของเมอร์คาห์ล่ะ พระพักตร์ของเสด็จพ่อก็มีบนเหรียญห้าร้อยวีร์แล้วไม่ใช่หรือ”

“กระหม่อมเกรงว่าอาจสูงค่าไปพ่ะย่ะค่ะ อีกสองแคว้นที่เหลือคงไม่เห็นด้วย แต่ว่าไปชอร์ซาคงไม่มีทางต่อรองอะไรได้ ถึงอย่างนั้นก็ต้องคำนึงถึงอุลทูร์ไว้ให้มาก กระหม่อมคิดว่าเหรียญห้าสิบวีร์น่าจะเหมาะกว่า”

“เข้าใจล่ะ ถ้าอย่างนั้นฝากท่านเสนาบดีจัดการด้วยนะ” เด็กสาวรับ

“พ่ะย่ะค่ะ” ชายวัยกลางคนทำท่าจะเก็บเหรียญต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะเข้าถุงกำมะหยี่ แต่แอชลีนน์ก็รีบขัดขึ้น

“เอ้อ...เราจะขอเหรียญพวกนี้ไปดูจะได้ไหม”

“ขอไปดูหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีคลังถามอย่างสงสัย

“ใช่...ก็แค่อยากเก็บไว้ดูอะไรหลายๆ อย่าง” เธอพยายามพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเป็นความอยากรู้ธรรมดา “เราเพิ่งยืมหนังสือเรื่องเหรียญกษาปณ์มา อยากศึกษาเรื่องลักษณะของเหรียญ แล้วก็วิธีพิสูจน์เหรียญปลอมดู แต่เราจะไม่ทำอะไรให้เหรียญพวกนี้เสียหายหรอก ใช้เสร็จแล้วจะรีบคืนแน่ๆ”

“ตามสบายเถิดพ่ะย่ะค่ะ” อีกฝ่ายกลับยิ้มอย่างเอ็นดู “ทรงเก็บไว้เลยก็ได้ ถึงอย่างไรเหรียญเงินทั้งหมดในธีร์ดีเรก็ถือเป็นพระราชทรัพย์ของพระองค์กับพระราชวงศ์อยู่แล้วนี่พ่ะย่ะค่ะ อันที่จริงจะทรงขอเบิกเหรียญเงินต่างๆ โดยตรงจากท้องพระคลังมาทอดพระเนตรก็ได้”

“นั่นสิ แต่ก่อนหน้านี้เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเบิกจากท้องพระคลังไปทำอะไร อยากซื้ออะไรก็ฝากคนอื่นๆ ไปซื้ออยู่แล้ว เลยไม่ค่อยได้แตะต้อง ‘พระราชทรัพย์’ ของตัวเองจริงๆ” เด็กสาวพูดเล่น “ขอบคุณมากนะ ท่านเสนาบดี แล้ววันหลังเอาเหรียญปลอมมาให้เราดูด้วยนะ จะได้ทดสอบว่าเราแยกออกไหม”

“ด้วยความยินดีพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีคลังตอบง่ายๆ ดูจะไม่สังเกตพิรุธอะไร ขณะที่เด็กสาวเก็บเหรียญพวกนั้นไว้ในแขนเสื้อเช่นเดียวกับโหลยา

* * *

“องค์หญิงไม่เสวยเอ็กน็อกให้หมดล่ะเพคะ” เคียราตั้งคำถามหลังจากเข้ามาในห้อง และชะโงกดูถ้วยเงินข้างๆ มือของนายหญิงที่นั่งอ่านหนังสือเล่มใดสักเล่มที่เพิ่งไปยืมมาวันนี้ใต้แสงตะเกียง ทั้งๆ ที่ค่ำเต็มทีแล้ว “ก็ทรงขอให้คุณท้าวทราซาชงให้แท้ๆ นี่เพคะ”

“เราก็พยายามดื่มให้หมดแล้ว แต่นมเล่นชงมาเสียเยอะแยะจนจะดื่มได้สองคนอย่างนี้ ดื่มหมดคงท้องอืดไม่ก็ท้องเสียแน่ๆ” เด็กสาวเบ้หน้าพลางเอามือกุมท้อง “กระนั้นยังเอื้อมมือไปคว้าถ้วยทรงสูงนั้นยกขึ้นใกล้ริมฝีปาก

เคียรายิ้มอย่างอ่อนใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอกเพคะ คงเพราะหลังๆ มานี้คุณท้าวไม่ได้ชงเอ็กน็อกให้กับองค์หญิงเลยกระมัง ถึงได้ทำเยอะไปหน่อย เอาเถอะเพคะ เสวยไม่ไหวก็วางไว้เถอะ”

“แต่เกิดนมรู้ว่าเหลือคงเสียใจแย่เลย” เด็กสาวมีสีหน้ากังวล

“ก็เสวยไม่ไหวจริงๆ ไม่ได้อยากเสวยเหลือนี่เพคะ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ” เจ้าหญิงแอชลีนน์ถอนใจ แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองเธอเหมือนนึกอะไรออก “เคียราช่วยดื่มให้หมดได้ไหมล่ะ นมจะได้ไม่รู้ แล้วก็ไม่เสียใจด้วย”

“แต่หม่อมฉัน...” หญิงสาวลำบากใจทันที “คงไม่ดีนะเพคะ ถ้าคุณท้าวทราซารู้ว่าหม่อมฉันดื่มของเสวยเข้าไปนี่”

“ใครจะไปรู้ ก็เราอยู่กันสองคนเองนี่นา” เจ้าหญิงทรงอ้าง “น่านะ...เคียรา ช่วยเราหน่อยนะ นิดเดียวเอง”

เธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า

“ก็ได้เพคะ”

เคียรายกถ้วยเงินขึ้นจรดริมฝีปาก แล้วดื่มของเหลวข้นรสหวานซึ่งปั่นจากนมผสมไข่ น้ำตาลและเครื่องเทศอื่นๆ เข้าไปให้หมดถ้วย ว่าไปเธอก็ไม่เคยได้ดื่มเอ็กน็อกสูตรพิเศษของคุณท้าวทราซาเลย รสชาติของมันอร่อยดีสมที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงติดใจ แต่ตอนนี้ออกจะเย็นชืดไปนิด

หญิงสาวนำถ้วยเงินออกไปส่งให้นางกำนัลข้างนอกเก็บล้าง แล้วจึงกลับมาอยู่รับใช้เจ้าหญิงแอชลีนน์อีกครั้ง เธอเคี่ยวเข็ญให้อีกฝ่ายยอมวางหนังสือ สวดภาวนา แล้วก็เข้าบรรทมสำเร็จโดยที่เจ้าหญิงต่อรองขอไม่ดับตะเกียงเพราะกลัวความมืด หรือที่จริงคือสิ่งอื่นซึ่งมากับความมืด เคียราซึ่งแอบยอมรับเงียบๆ ว่าตนกลัวเหมือนกันไม่คัดค้าน ตะเกียงดวงเล็กบนโต๊ะอักษรจึงยังลุกไหม้ริบหรี่ขณะที่นางกำนัลสาวผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนหลังฉากไม้ที่มุมห้อง แล้วนอนบนฟูกที่ปูบนพื้นข้างเตียงเป็นเพื่อนร่วมห้องตามที่เจ้าหญิงขอไว้ตั้งแต่ตอนสาย

นึกดูวันนี้ก็แปลกดี เจ้าหญิงแอชลีนน์ไม่พูดถึงคนทะเลทรายนั่นเลย หรือจะเป็นเพราะวิญญาณของพระคู่หมั้นมายืนยันว่าเขาเป็นคนร้ายจริงๆ กันนะ ที่แปลกอีกอย่างคือพอพบวิญญาณของเขาแล้วเจ้าหญิงกลับดูทรงปลอดโปร่งพระทัยขึ้น หรือเขาจะมาดีอย่างที่ว่าจริงๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็นับว่าดีได้กระมัง

พอดีกว่า เวลากลางคืนอย่างนี้อย่านึกถึงวิญญาณเลย ประเดี๋ยวอีกฝ่ายมาหาจริงๆ เธอเองก็ไม่อยากพบอยากเจออะไรพวกนี้ด้วย

เคียราหาวหวอดขึ้นมาจนยกมือปิดปากแทบไม่ทัน ทั้งๆ ที่ไม่มีใครอื่นมองเห็น

เอ...ทำไมวันนี้ถึงได้รู้สึกง่วงมากนะ คงเป็นเพราะเหนื่อยที่ติดตามเจ้าหญิงแอชลีนน์ไปหลายต่อหลายที่กระมัง

หญิงสาวหันหน้าหนีจากหน้าต่างห้องบรรทมแล้วก็หลับตาลง เธอหลับลึกกว่าที่เป็นมาในไม่ช้า

* * *

“เคียรา” แอชลีนน์เสี่ยงเรียกเบาๆ

ไม่มีเสียงตอบ เด็กสาวผุดลุกขึ้นนั่งทันที ก่อนจะก้มลงสะกิดแก้มและเขย่าแขนของอีกฝ่ายให้แน่ใจ ยาของท่านหมอหลวงใช้ได้ผลดี

เมื่อเห็นเช่นนั้น แอชลีนน์ก็กลิ้งหมอนข้างมาไว้กลางเตียง คลุมด้วยผ้าห่มหนาที่ขยุ้มให้ดูพองเหมือนมีคนนอนอยู่ข้างใต้ เสร็จแล้วก็รีบไขไฟตะเกียงขึ้นเพื่อเตรียมการขั้นอื่น

เหรียญเงินสารพัดอย่างอยู่ในถุงผ้าที่ซ่อนในอกเสื้อใน ทับด้วยโหลยาที่ได้มาจากแพทย์หลวง สร้อยประคำฝังพลอยสวมคอ เธอฉีกแผนที่จากหนังสือมาปะใต้กระโปรงชั้นในด้วยเข็มจากกล่องเย็บปักถักร้อย เอามีดสั้นประจำพระราชวงศ์ที่ได้ตกทอดมาจากเสด็จพ่อมัดไว้กับต้นขาให้แน่นด้วยผ้าผูกผม ยังดีที่เก็บช้องผมสีน้ำตาลเข้มที่เธอใช้สวมตอนปลอมตัวเป็นแอชเอาไว้

แอชลีนน์หยิบชุดนางกำนัลของเคียราที่แขวนหลบอยู่หลังฉากกั้นมาเปลี่ยน ชุดของนางกำนัลสาวหลวมกว่าเธอนิดหน่อย แต่คงไม่มีใครสังเกตในเวลาค่ำมืดแบบนี้ กระนั้นเธอคงต้องใส่เจ้ารองเท้าส้นสูงคู่เดิมของตนไปก่อนเพราะเคียราตัวสูงกว่าเธอพอสมควร พอสวมชุดเสร็จ เด็กสาวก็สวมช้องผมแล้วใช้ผ้าคลุมผมของอีกฝ่ายคลุมไว้

แต่งตัวแล้ว เธอก็ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่กระจกบานยาวเต็มตัว พอเหมือนเคียราอยู่ หากเป็นองครักษ์คนอื่นที่ไม่ใช่ดูลัสก็คงจะไม่สังเกต ด้วยเหตุนี้เองที่แอชลีนน์รีบดำเนินการในวันที่ดูลัสยังไม่กลับมาพอดี

เด็กสาวตรวจสอบข้าวของต่างๆ อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบตะเกียงแล้วเปิดประตูออกไป

“คุณเคียราจะไปไหนขอรับ” ราชองครักษ์ที่หน้าห้องถาม

“กลับห้องน่ะค่ะ เจ้าหญิงบรรทมสนิทดีแล้ว ข้าเลยคิดว่าไม่อยู่รบกวนพระองค์ดีกว่า แล้วจะรีบกลับมาตอนเช้านะคะ”

“ขอรับ” เธอรู้สึกเหมือนเห็นชายหนุ่มยิ้มเจื่อนๆ “เป็นนางกำนัลนี่ก็ลำบากเหมือนกันนะขอรับ”

“ค...ค่ะ” เด็กสาวรับก่อนจะค้อมศีรษะ “ขอตัวก่อนนะคะ”

เด็กสาวเดินไปตามทางเดินที่มีตะเกียงจุดไว้เป็นระยะๆ เพิ่งรู้สึกว่าทางเดินในพระราชวังตอนกลางคืนดูแปลกตาและน่ากลัวกว่าตอนกลางวันจริงๆ เธอลงไปยังชั้นล่างซึ่งเป็นที่พักของพวกนางกำนัล แล้วก็เลยลงไปยังบริเวณห้องเครื่องโดยอ้างกับทหารยามว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงไหว้วานเรื่องบางอย่างมา

ดูเหมือนเธอจะกะเวลาได้ถูกต้องตามที่ไปเลียบๆ เคียงๆ ถาม ในครัวสำหรับข้าราชบริพารซึ่งอยู่ไม่ห่างแต่แยกเป็นสัดส่วนจากห้องเครื่องหลวงกำลังมีการเตรียมอาหารให้กับพวกทหารยามที่อยู่เวร รวมถึงทหารชุดใหม่ที่มาเฝ้าคุกกรงน้ำแทนราชมัลชุดเดิม ซึ่งบ้างลาออกไปแล้ว ที่เหลือก็บาดเจ็บจนต้องหยุดพักจากงานสักระยะหนึ่ง

“ข้าขอนำอาหารไปให้ทหารยามที่คุกกรงน้ำได้ไหมคะ” แอชลีนน์ในคราบของเคียราแสร้งถาม “อันที่จริง...เจ้าหญิงทรงฝากข้าให้ไปถามอะไรพวกเขาหน่อยน่ะค่ะ ข้าจะได้ไปทีเดียวเลย”

พวกคนครัวดูจะแปลกใจหน่อยๆ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครกล้าคัดค้าน มีเพียงใครสักคนที่พูดขึ้นว่า

“ระวังตัวด้วยนะขอรับคุณหญิง”

“ค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก” เด็กสาวทำเป็นยิ้มเจื่อนๆ แล้วดึงสายสร้อยที่สวมคอออกมา “อันที่จริง...ข้าก็ขอสร้อยประคำจากอารามมาป้องกันตัวไว้แล้วล่ะค่ะ”

* * *

แอชลีนน์ไม่เคยไปที่คุกกรงน้ำ ถึงจะเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่นั่นมาบ้าง ตอนเด็กๆ เสด็จแม่เคยขู่เธอว่าหากซนนักจะจับไปขังในคุกกรงน้ำ โตขึ้นมาก็ได้ยินพวกนางกำนัลพูดกันว่าที่นั่น ‘ผีดุ’ เพราะมีนักโทษถูกคุมขังหรือทรมานจนเสียชีวิตมากมาย เธอเคยแปลกใจว่าทำไมถึงต้องทำคุกขังนักโทษไว้ในปราสาท เพราะใครๆ ย่อมไม่อยากให้มีคนตายกลายเป็นผีในบ้านของตน แต่ในเมื่อบริเวณอารามของปราสาทยังมีสุสานที่ได้ชื่อว่ามีคนเห็นวิญญาณอยู่บ้าง เด็กสาวก็ไม่รู้ว่าอะไรประหลาดกว่ากันระหว่างคุกกับสุสานในวัง

ขณะเดินตามหลังทหารผู้นำทางซึ่งถือไต้อยู่ท่ามกลางความมืดของผา แอชลีนน์ก็พบว่าทางไปคุกกรงน้ำดูวังเวงจริงๆ ไม่นึกเลยว่าจะอยู่ใต้ป้อมกำแพงฝั่งตะวันตกใกล้กับสนามประลองนี่เอง ริมทางเดินบนผานั้น มองลงไปด้านล่างคือทะเลที่ซัดสาดดังและลมพัดแรงจนน่ากลัวว่าจะพาร่างกายคนปลิวไปได้ง่ายๆ

เด็กสาวอาศัยจังหวะที่เสียงคลื่นดังสนั่นไม่ขาดสายล้วงหาโหลยาในคอเสื้อ สำรับอาหารมื้อดึกสำหรับทหารยามห้าคนนั้นประกอบด้วยขนมปังห้าก้อนในตะกร้า ซ้อนเหนือชามซุปใหญ่ที่มีทัพพีให้ตักแบ่งใส่ชามไม้เล็กๆ ที่วางซ้อนกันบนมุมถาด ภาชนะทั้งหมดทำจากไม้เนื้อเบาจึงไม่หนักมาก เธอนำตะกร้าขนมปังขึ้นทูนศีรษะ แล้วเทยานอนหลับใส่หม้อซุปจนหมดทั้งโหล ก่อนจะโยนโหลแก้วว่างเปล่าลงไปในทะเล จากนั้นก็รบรากับการรับน้ำหนักถาดอาหารด้วยมือเดียวและทรงตัวไม่ให้ขนมปังหล่นขณะเร่งใช้ทัพพีคนซุปและบี้เม็ดยาในชามสุดชีวิต

แอชลีนน์เผลอร้องออกมาเมื่อลมแรงวูบหนึ่งพัดตะกร้าขนมปังตกจากศีรษะ เคราะห์ยังดีที่เธอยึดผ้าคลุมผมไว้ได้ทัน เกิดให้ใครเห็นช้องผมที่สั้นกุดเป็นทรงผู้ชายขึ้นมาต้องไม่โสภาแน่ๆ

“เป็นอะไรไหมขอรับ” ทหารที่นำทางหันกลับมาถาม

“ม...ไม่เป็นไรค่ะ แต่ขนมปัง...”

“ลมแรงมากก็พลาดกันได้ล่ะขอรับ นำซุปไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะย้อนนำขนมปังมาให้ใหม่ เดินเลยไปนิดเดียวก็จะเข้าที่ร่มมีคบไฟแล้ว”

“ค่ะ ขอโทษนะคะ” เด็กสาวรับ แล้วก็ตัดสินใจบอกเมื่อนึกได้ “เอ้อ เดี๋ยวข้าต้องอยู่พูดกับนักโทษน่ะค่ะ ไม่แน่ใจว่าจะนานอยู่หรือเปล่า ถึงอย่างไรท่านนำขนมปังมาส่งแล้วก็ไม่ต้องรอก็ได้นะคะ ข้าจำทางเดินกลับได้”

“แต่ว่า...”

“เดี๋ยวข้ายืมไต้จากทหารข้างล่างขึ้นมาได้ค่ะ ทำให้ท่านต้องเทียวไปเทียวมาอย่างนี้แล้วยังต้องรอข้าอีก ข้าเกรงใจนะคะ” แอชลีนน์พยายามโน้มน้าวเต็มที่ “ปราสาทของเราก็มีการคุ้มกันแน่นหนาอยู่แล้ว จะมีอันตรายอะไรได้ล่ะคะ ไปทำหน้าที่ของท่านต่อเถอะค่ะ”

“ขอรับ” ทหารคนนั้นรับ “แต่ถ้าขึ้นมาคนเดียวไม่ได้ ก็ให้ทหารที่เฝ้าคุกคนหนึ่งขึ้นมาส่งก็ได้นะขอรับ นักโทษแค่สองคนแถมเป็นคุกกรงน้ำ งานเฝ้านี่จริงๆ ไม่หนักหนาเลย”

“อ้าว แล้วที่บอกว่านักโทษคนหนึ่งมีอาคมขนาดฆ่าคนได้ล่ะคะ”

“ก็...ถ้าไม่ไปยุ่งกับเขาก็ได้ยินว่าเขาไม่ทำอะไรนี่ขอรับ” ทหารตอบ “ทหารที่เฝ้าคนหนึ่งนี่ก็เพื่อนข้าเอง ทีแรกเขาบอกว่ากลัวเหมือนกัน แต่เห็นนักโทษคนนั้นนั่งเงียบไม่พูดไม่จา ไม่มีทีท่าจะทำอะไร อาหารกับน้ำยังไม่ยอมแตะ ดูๆ ไปก็ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยขอรับ ก็ชาวทะเลทรายธรรมดาๆ คนหนึ่ง เห็นว่ายังเด็กกว่าพวกเราด้วยซ้ำ”

“อย่างนั้นหรือ” เด็กสาวได้ยินอย่างนั้นก็เป็นห่วงอาเมียร์ขึ้นมาในทันใด

“อันที่จริง เขาจะฆ่าหัวหน้าราชมัลก็ไม่แปลกหรอกขอรับ พวกราชมัลที่คุกกรงน้ำเดิมก็...ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรขอรับ ยิ่งหัวหน้านี่อย่าให้พูดเลย”

“ทำไมหรือคะ เขาเป็นอย่างไรหรือ” เธอถามอย่างสงสัย

“เอ้อ...” ทหารคนนั้นยกมือขึ้นเกาศีรษะ “ให้ข้าพูดคงไม่ดีต่อคนตายหรอกขอรับ”

อันที่จริงแอชลีนน์อยากขอให้เขาบอกเหมือนกัน แต่จุดมุ่งหมายของเธอไม่ใช่เรื่องที่ควรเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์เช่นนี้ เธอจึงตัดบทแทน

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นข้ารีบไปก่อนนะคะ ประเดี๋ยวซุปจะหายร้อนหมด”

* * *

พวกทหารข้างในดูจะประหลาดใจเล็กน้อยที่คนนำอาหารมาส่งเป็นนางกำนัลคนสนิทของเจ้าหญิงแอชลีนน์ เมื่อเด็กสาวอธิบายว่าเธอมาเพราะมีเรื่องที่เจ้าหญิงทรงฝากถามนักโทษ พวกเขาก็เตือนเธอเหมือนเดิม แต่อนุญาตให้เธอตามประสงค์ ทหารคนหนึ่งพาเธอเดินลึกเลยโต๊ะยาวที่พวกเขานั่งอยู่ ไปยังบริเวณกรงขังซึ่งเป็นกรงทรงกลมเหมือนกรงนกขนาดยักษ์หลายกรง ดูเก่าโทรมกว่าที่แอชลีนน์เคยวาดภาพไว้ในความคิด

ทหารคนนั้นคงเกรงใจที่เธอจะต้องตะโกนพูดคุยแข่งกับเสียงน้ำตกและคลื่นทะเลเบื้องล่าง จึงช่วยชักรอกกรงของอาเมียร์ลงมาในระยะที่เขาบอกว่า ‘พอสมควร’ คือไม่สูงเกินจะพูดคุยลำบาก แต่ก็ไม่ใกล้เกินกว่าจะทำอันตรายเธอ...ด้วยเวทมนตร์ แม้แอชลีนน์จะให้พวกเขาดูให้วางใจว่าเธอมีสร้อยประคำติดตัวมาด้วยก็ตาม

เด็กสาวกลืนน้ำลายฝืดๆ ขณะมองกรงที่เห็นร่างของเด็กหนุ่มอยู่รางๆ ดูเหมือนเขาจะเห็นเธอนานแล้วเช่นกัน จึงได้ตรงมายืนชิดลูกกรงด้านที่ใกล้กับเธอ

เขาดูซูบลง และซีดเซียวกว่าปกติมาก นัยน์ตาลึกโหล ที่ริมฝีปากและคางเริ่มมีไรหนวดขึ้นเขียว เสื้อผ้าที่เธอจำได้ว่าเป็นชุดเดียวกับเมื่อวันไต่สวนดูหมองและสกปรกเหมือนไม่ได้ผลัดเปลี่ยนหรือแม้แต่จะซัก

นัยน์ตาสีดำของเขาฉายแววประหลาดใจ...ซึ่งค่อยๆ คลายลงเมื่อทั้งสองสบตากันเงียบๆ จนกระทั่งกรงหยุดในระยะที่เธอต้องแหงนมองเล็กน้อย ทหารยามหยุดมือในตอนนั้น

“มีอะไรก็ตะโกนเรียกดังๆ นะขอรับ พวกเราจะรีบมาให้เร็วที่สุด” เขาไม่วายบอก

“ค่ะ ขอบคุณมาก” แอชลีนน์ตอบตามมารยาท

เธอมองทหารยามคนนั้น จนกระทั่งเห็นเขาเดินไปจากบริเวณกรงขังแล้วจึงหันกลับมามองคนที่เธอต้องการพบ

“เจ้าหญิง...หรือ” เสียงเรียกของอีกฝ่ายแหบแห้ง

“เรียกแอชสิ” เธอรีบแย้งก่อนจะตั้งคำถาม “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาทำอะไรท่านหรือเปล่า”

อาเมียร์ทรุดตัวลงนั่ง

“พยายามทำ...แต่ไม่สำเร็จ ว่าแต่ฝ่าบาทเสด็จมาที่นี่ทำไมพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์!” เด็กสาวเอ็ดเบาๆ “รุ่มร่ามอย่างนี้เสียเวลาพูดกันแย่ ท่านไม่เป็นไรจริงๆ หรือ”

เด็กหนุ่มพยักหน้า

“แสดงว่าเป็น...หรือ”

เขาเปลี่ยนเป็นสั่นศีรษะก่อนจะออกตัวเก้อๆ

“ข้า...ยังไม่ชินกับการตอบคำถามปฏิเสธแบบธีร์ดีเร”

แอชลีนน์ถอนใจ ยังจะมาห่วงเรื่องนี้อีก!

“แล้ว...แอชมาที่นี่ทำไม”

“ถามได้ ก็มาช่วยพาท่านหนีน่ะสิ”

อาเมียร์กระพริบตาปริบๆ

“ต้องถามด้วยหรือว่าทำไม” เธออ่านความหมายจากสายตาของเขา “ถ้าขืนอยู่ที่นี่ท่านต้องตายแน่ๆ ถึงท่านจะไม่ได้ฆ่าเฟลิม...ข้าหมายถึง...ข้าเชื่อว่าท่านไม่ได้ฆ่าเฟลิม แต่ท่านมีเวทมนตร์ใช่ไหม พวกเขาพูดกันว่าท่านฆ่าหัวหน้าราชมัลกับทำให้ราชมัลคนอื่นๆ บาดเจ็บได้อย่างประหลาด ถ้าท่านทำอย่างนั้นได้ละก็...ศาสนจักรแห่งซาเกรดา โซล ไม่ปล่อยท่านไว้แน่ พวกเขาจะเอาตัวท่านไปเผาทั้งเป็นนะ!”

“แต่ข้า...ข้าฆ่าคนไปจริงๆ นี่” เด็กหนุ่มหลบสายตาของเธอ “ข้าไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นถึงขั้นนี้ แต่มีแวบหนึ่งที่ข้าอยากให้ราชมัลเฒ่าตายไปจริงๆ เหตุผลก็แค่ข้าโมโหเขา...แค้นเขา...ชังเขา คิดไปว่าเขาโหดเหี้ยม...มีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าข้า คนที่ฆ่าคนด้วยเหตุผลแค่นี้ไม่ถือว่ามีความผิดหรือ”

แอชลีนน์ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง

ใช่...เธอเชื่อว่าการฆ่าคนเป็นความผิด เพราะเสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่ของเธอล้วนถูกฆ่าอย่างทารุณ เธอคิดว่าหากฆาตกรที่ฆ่าทั้งสามพระองค์ต้องตายก็เป็นโทษที่สาสมแล้ว เพราะชีวิตย่อมล้างด้วยชีวิต

แต่เธอไม่อาจคิดถึงอาเมียร์ในแง่นั้น

อาเมียร์ที่ยิ้มแย้ม หัวเราะขณะเล่นกับน้องๆ แสดงท่าทางโมโหหรือรำคาญรูอาร์คบ้างแต่ก็ใช่จะโกรธเกลียดอีกฝ่ายจริงๆ และที่สำคัญที่สุดคือสอนเธอ เฟลิม กับรูอาร์คให้เห็นคุณค่าของชีวิตในฐานะผู้ปกครองน่ะหรือจะต้องการให้ใครสักคนตายได้ด้วยโทสะเพียงชั่ววูบ และฆ่าคนลงไปจริงๆ

“แต่ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจ...ไม่ใช่หรือ” เด็กสาวแย้งเมื่อตั้งสติได้ “ท่านบอกว่าแค่อยากให้เขาตายขึ้นมาแวบหนึ่ง...เขาก็ตาย ท่านไม่ได้คิดจะฆ่าเขาโดยไตร่ตรองไว้แล้ว นี่ก็ไม่ใช่ฆ่าคนโดยเจตนาสิ แล้ว...แล้วถ้าข้า...ข้าฆ่าคนได้แค่จากการคิดอยากให้เขาตาย ข้าคงจะฆ่าคนไปมากกว่าท่าน...หลายรอบกว่าท่านแล้วด้วย ท่านก็รู้นี่ว่าเสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่ของข้าถูกพวกคนเถื่อนฆ่าตาย ข้าแค้นพวกมัน...แค้นมาตลอดจนอยากฆ่าให้ตายเป็นสิบๆ รอบ อย่างนี้ข้าก็ไม่สมควรตายเหมือนกันหรือ”

เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายมีสีหน้าประหลาดใจบ้าง

“แต่ว่า...”

“ไม่ต้องพูดเลยว่าข้าคิดไปเท่าไรก็ไม่มีใครตาย แต่ท่านคิดขึ้นมาแล้วมีคนตาย เจตนาสำคัญพอๆ ไม่ก็ยิ่งกว่าผลของการกระทำอีกไม่ใช่หรือ” แอชลีนน์พูดต่อ “ท่านจะยอมถูกฆ่าเพราะเรื่องนี้ แล้วไม่คิดเลยหรือว่าครอบครัวของท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง”

“พ่อกับแม่ก็ยังมีน้องๆ อยู่นี่” อาเมียร์อ้างแผ่วเบา แต่ก็ยังไม่ยอมสบตากับเธอ “ถ้าได้ยินที่ข้าฝากรูอาร์คให้รีบไปแจ้งข่าวก็คงจะรีบหนีไปในที่ปลอดภัยแล้ว พวกเขาน่าจะรู้แล้วนั่นล่ะว่าข้าไม่มีทางหนีไปไหนได้ แล้วศาสนจักรก็คงลงโทษข้าแน่ๆ อยู่แล้ว”

เด็กสาวได้ข่าวมาเช่นกันว่ารูอาร์คหายตัวไปหลังจากออกจากห้องไต่สวน ส่วนครอบครัวของเด็กหนุ่มก็หายไปจากบ้านอย่างไร้ร่องรอยในเช้าวันต่อมา พวกเขานำม้าและเกวียนไป แต่ทิ้งไร่นา ปศุสัตว์ และเครื่องเรือนชิ้นใหญ่กับสิ่งของที่ไม่จำเป็นไว้ทั้งหมด

แต่เธอไม่เชื่อว่าพวกเขายอมทิ้งอาเมียร์ไปเฉยๆ แน่นอน

“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าพวกท่านเคยทำอะไร ข้าไม่สน ข้ารู้แต่ข้าเชื่อว่าท่านกับครอบครัวเป็นคนดี ข้าไม่อยากให้ท่านตายถึงได้เสี่ยงลงมาช่วยท่าน...แต่ก็ต้องมาฟังท่านพูดหมดอาลัยตายอยากอย่างนี้น่ะหรือ!” แอชลีนน์พูดเสียงแข็ง “อาเมียร์ที่ข้ารู้จักไม่ใช่คนอย่างนี้สักหน่อย!”

“ข้าอาจจะไม่ใช่คนที่ท่านรู้จักมาตั้งแต่ต้นแล้วก็ได้” เด็กหนุ่มกลับพูดขื่นๆ ก่อนจะหันมามองเธอ

นั่นเป็นสายตาที่ทำให้ใจของเธอร่วงวูบ...เพราะเธอไม่เคยเห็นและรู้จักมาก่อน สายตานั้นดูปวดร้าว...มืดมน ไม่เหมือนกับดวงตาของอาเมียร์คนเดิม ไม่เหมือนกับดวงตาของใครเลยที่เธอเคยเห็น

“แต่...ทำไมล่ะ” เด็กสาวตั้งคำถาม “ท่านจะบอกว่า...ที่ข้าเห็นในตอนนั้นไม่ใช่ท่านตัวจริง แต่ตอนนี้เป็นตัวจริงหรือ”

อาเมียร์ก้มหน้าลงสั่นศีรษะ

“ข้า...ข้าก็ไม่รู้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้ามีตัวจริงหรือเปล่า ทุกอย่างรอบตัวข้า...รู้สึกเหมือนมันไม่เป็นความจริงเลยอย่างไรก็ไม่รู้”

“รวมทั้งข้าด้วยหรือ”

ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย แอชลีนน์แทบถอนใจดังๆ ด้วยความระอา ก่อนจะกลับหลังหันแล้วก้าวยาวๆ กลับไปทางบริเวณที่นั่งพักของทหารยาม

“เดี๋ยวข้ากลับมา”

เขาไม่ตอบคำพูดของเธอเลยด้วยซ้ำ

ทหารยามทั้งห้าคนดูเหมือนจะฟุบหลับคาโต๊ะในท่าต่างๆ ไปเรียบร้อยแล้ว บางคนกรนเสียงดัง ก้อนขนมปังที่มีรอยกัดคาอยู่ครึ่งก้อนวางบนโต๊ะ มีบางก้อนกลิ้งลงไปบนพื้น

พอแอชลีนน์เห็นว่าปลอดคนอย่างสมบูรณ์แล้วก็รีบก้าวสวบๆ กลับไป ครั้งถึงที่หน้ากรงขังก็มองมือหมุนของรอกบนยกพื้นไม้ เธอสลัดรองเท้าส้นสูงทั้งสองข้างออกอย่างไม่เบานัก ก่อนจะเดินเท้าเปล่าไปบนพื้นหินขรุขระเย็นเฉียบเพื่อไต่บันไดไม้ขึ้นบนยกพื้นนั้น

“นี่จะทำอะไร!” อาเมียร์ผุดลุกขึ้นร้องทันที

“ข้าตั้งใจมาช่วยท่าน ข้าไม่ยอมออกไปมือเปล่าหรอก!” เด็กสาวแทบตะโกน “รู้ไหมว่าข้าลำบากลำบนขนาดไหนกว่าจะมาถึงนี่ได้! ต้องหลอกใครๆ เขาไปทั่วกันกี่คน! แถมยังวางยานอนหลับไปอีกกี่คน! ถึงอย่างไรข้าก็ต้องเอาตัวท่านลงมาต่อยเรียกสติสักเปรี้ยงให้ได้นั่นล่ะ! ถึงตอนนั้นจะยังบอกว่าทุกอย่างรอบตัวไม่เป็นความจริงได้ไหม! คนอะไร! พ่อแม่พี่น้องก็มีครบกลับอยากตายด้วยความคิดบ้าๆ อย่างนั้น! แค่ข้าเห็นพ่อแม่กับน้องสาวเฟลิมต้องร้องไห้แบบนั้นนี่ก็แย่พอแล้วนะ!”

“แอช...”

มือหมุนนั้นแข็งและหนัก แอชลีนน์กัดฟันค่อยๆ รวบรวมเรี่ยวแรงแขนสาวกรงลงมา จนกระทั่งได้ยินเสียงพูดอย่างจำนนของอีกฝ่าย

“พอได้แล้ว แค่นี้ข้ากระโดดข้ามได้”

เด็กสาวหันขวับไปมองอย่างประหลาดใจ นึกได้ว่าอันที่จริงเธอต้องเลื่อนยกพื้นไม้ที่ดูท่าจะหมุนได้อีกอันไปรองไว้ใต้กรง และถึงเธอจะเชื่อว่าอาเมียร์มีร่างกายแข็งแรงพอจะกระโดดได้ไกลพอสมควร เขาก็ยังดูอิดโรยเพราะถูกขังในที่แคบและอดข้าวมาเป็นวันๆ ซ้ำยังมีของถ่วงน้ำหนักไว้เสียอีก

“แต่ตรวน...”

เด็กหนุ่มขยับมือกุกกักที่ตรวนข้อมือข้างหนึ่ง ทำให้มันหลุดลงมาอย่างง่ายดาย ก่อนที่ตรวนข้อมืออีกข้างจะตามมาในเวลาไม่นาน เขาโยนตรวนคู่นั้นลงทะเลไป เกิดเสียงดังต๋อมเบาๆ จนแทบไม่ได้ยินท่ามกลางเสียงน้ำที่ไหลอยู่ตลอดเวลา

แอชลีนน์แทบอ้าปากค้าง

“ท่านทำได้อย่างไร!”

“ข้า...ไม่รู้” อาเมียร์ตอบขณะก้มลงปลดตรวนข้อเท้าของตนบ้าง ก่อนจะพูดเรียบๆ “อันที่จริง ข้าสังเกตเห็นว่ามันหลุดไปตั้งนานแล้วนั่นล่ะ แต่ไม่ดึงออกเพราะกลัวทหารยามจะแตกตื่น”

แอชลีนน์เริ่มทำสีหน้าไม่ถูก

“ถ้ากลัว...ถอนตัวตอนนี้ยังทันนะ” เขาบอก

“ไม่มีวัน!” เด็กสาวตอบทันที

อาเมียร์ดูเหมือนจะยักไหล่เศร้าๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็...อย่าต่อยข้าตอนออกมาได้ก็แล้วกัน”

ไม่ทันตอบ เธอพลันนึกอะไรเกี่ยวกับการ ‘ออก’ ได้

“เดี๋ยวก่อน ข้าต้องไปเอากุญแจจากทห—“

คำพูดของเธอเงียบหายไปเท่านั้นเมื่อเด็กหนุ่มแตะที่ประตูกรง แล้วผลักมันจนหมุนเปิดออกมาง่ายดาย

แอชลีนน์มองตาค้างขณะที่เขาเขี่ยตรวนเท้าลงทะเลตามไปอีกคู่ ก่อนจะแกว่งกรงให้เหวี่ยงเป็นลูกตุ้มสองสามครั้งเพื่อเพิ่มแรงส่ง แล้วกระโดดลงมาบนพื้นได้ไม่ยากแม้จะเซไปบ้าง

อาเมียร์เงยหน้าขึ้นมองเธอก่อนจะพยักหน้าเงียบๆ เด็กสาวจึงรีบไต่บันไดลงมาหาเขา

“ข้าไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรอยู่ในตัวข้า” เด็กหนุ่มเอ่ยแผ่วเบาแต่เคร่งขรึม “มันอาจจะเป็นเวทมนตร์จริงๆ หรือเป็นอำนาจอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น ข้าอาจฆ่าใครโดยไม่รู้ตัวอีกก็ได้ ถึงอย่างนี้ท่านจะยังเชื่อข้า...จะช่วยให้ข้าหนีไปอีกหรือ”

เธอพยักหน้าหนักแน่น

“ข้าเชื่อว่าอาจารย์เป็นคนดี ใครจะว่าอะไรก็ช่าง”

เขายิ้มเจื่อนๆ ค่อยดูเหมือนอาเมียร์คนเดิมที่เธอรู้จักอีกครั้ง

“ข้าเกรงว่าท่านอาจเชื่อใจคนง่ายไป แต่...ขอบใจมากนะที่เชื่อใจข้า”

“นี่!” เด็กสาวร้อง แต่เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะหันมาตั้งคำถามจริงจังอีกครั้ง

“แล้วจะให้ข้าหนีไปจากที่นี่อย่างไร”

“มีท่าเรือเล็กอยู่ลึกไปข้างหลังนี่” แอชลีนน์รีบบอก “ข้าวางยานอนหลับพวกทหารของคุกหมดแล้ว ท่านเอาชุดพวกเขาคนใดคนหนึ่งไปปลอมตัว แล้วไปที่ท่าเรือด้วยกัน”

เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบๆ อย่างไม่อยากเชื่อ แต่สุดท้ายก็รับง่ายๆ

“ได้”

เขาทำท่าจะเดินนำไปข้างนอกขณะที่เด็กสาวสวมรองเท้าส้นสูงอีกครั้ง แต่แล้วอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นโดยไม่คาดฝัน

“เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งไป! ได้โปรด...ได้โปรดพาข้าไปด้วยเถอะ!!”

แอชลีนน์เงยหน้าขึ้นเห็นชาลัวห์กำลังเกาะลูกกรงมองลงมา มืออีกข้างที่มีผ้าพันแผลหนาโบกเปะปะ

“ข้าไม่อยากตาย! ถ...ถ้าปล่อยข้าไว้ที่นี่...พวกมันต้องทรมานไม่ก็ฆ่าข้าทิ้งแน่ๆ ! ขอร้องล่ะ!!”

เด็กสาวขมวดคิ้ว กำลังจะตอบพอดีว่าเธอจะช่วยชีวิตฆาตกรที่ฆ่าเฟลิมไปทำไม แต่แล้วอาเมียร์ก็กลับหลังหัน และเดินผ่านเธอไปเงยมองกรงนั้น

“แล้วถ้าข้าพาเจ้าออกไป เจ้าจะยอมไปคุกเข่าขอขมา สารภาพความผิดกับพ่อแม่พี่น้องของท่านเฟลิมแต่โดยดีไหม”

ชายในกรงแขวนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า

“ได้สิ! ได้! ข้าจะทำทุกอย่าง...ทำทุกอย่างที่พวกจ...พวกท่านต้องการเลย!”

เด็กหนุ่มหรี่ตามองคนรับรองอย่างเย็นชา

“และเจ้าจะต้องยินดีรับโทษทุกประการตามแต่พวกเขาจะตัดสินด้วย”

ชาลัวห์ชะงักไปอีกครั้ง

“ต่อให้โง่แค่ไหน เจ้าก็รู้สินะว่านั่นหมายความว่าอย่างไร เจ้าอาจรอดความตายจากที่นี่ได้ แต่ก็อาจต้องระหกระเหินทรมานนานขึ้นแค่เพื่อไปให้เขาตัดสินประหารชีวิตจนได้เท่านั้นเอง” อาเมียร์พูดเรียบๆ “ถึงอย่างนี้แล้วยังจะยอมไปด้วยไหม”

อีกฝ่ายนิ่งคิดอยู่นานพักหนึ่ง จนเด็กหนุ่มผมดำเร่งมา

“เราไม่มีเวลาทั้งคืน”

“ป...ไป! ข้าจะไป! ได้โปรดเถอะ!”

“อาจารย์ แต่ว่า...” แอชลีนน์พยายามแย้งเบาๆ “เขาเป็นคนฆ่าเฟลิมไม่ใช่หรือ ถ้าเขาตายก็สมควรแล้วนี่”

“เขาเป็นแค่เบี้ยในแผนการที่ใหญ่กว่านั้น” อาเมียร์ตอบเบาพอกัน “เท่าที่ข้าปะติดปะต่อได้ มีคนปลอมตัวเป็นข้าไปหลอกใช้ชาลัวห์ให้ฆ่าเฟลิม แล้วใช้ให้พวกราชมัลทรมานเราสองคนให้รับสารภาพ พวกนั้นยอมรามือจากข้าเพราะพระเถระมาดายห้ามไว้ แล้วข้าก็ได้ยินจากพระเถระว่าพวกราชมัลทำตามคำสั่งของใครสักคนที่ชื่อแฟคท์นา”

เด็กสาวเป็นฝ่ายตกตะลึงบ้าง

“ท่านแฟคท์นาน่ะหรือ...เป็นไปไม่ได้!”

“แอชรู้จักเขาหรือ” อาเมียร์รีบถาม

“เขา...เป็นพ่อของดูลัส” แอชลีนน์รีบพูดต่อเมื่อเห็นสีหน้าของผู้ฟัง “แต่...แต่เป็นไปไม่ได้หรอก ดูลัสไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ ท่านแฟคท์นาก็เป็นข้าราชบริพารที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยเสด็จปู่แล้ว พวกเขาไม่มีทางฆ่าเฟลิมแน่ๆ”

“ข้าคิดว่าดูลัสน่าจะรู้อะไรบางอย่าง แต่เป็นไปได้ว่าเขาคงไม่รู้เห็นเป็นใจกับแผนลอบสังหารท่านเฟลิม” เด็กหนุ่มพูดเสียงเครียด “ถึงอย่างนั้น ท่านบอกว่าแฟคท์นาจงรักภักดีต่อราชวงศ์ อย่างนี้ถ้าเขาจะเห็นท่านเฟลิมที่มีคนต่างชาติอย่างข้าหนุนหลังเป็นภัยต่อราชวงศ์ก็ไม่แปลกจริงไหม”

“แต่ว่า...”

“ยังไม่มีใครรู้เรื่องที่ข้าจะลาออก นอกจากครอบครัวของท่านเบเรคกับดูลัสที่ท่านเป็นคนบอกเท่านั้น”

เด็กสาวเงียบไป ทั้งไม่เชื่อและไม่อยากยอมรับ

“เอาเถอะ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาคิดอะไรยุ่งยาก เราควรรีบหนีมากกว่า”

อาเมียร์ตัดบทแล้วก็ตรงไปไต่บันไดไม้ ก่อนจะเริ่มชักรอกกรงของชาลัวห์ลงมาโดยเร็ว เขาไม่ต้องใช้ลูกกุญแจเลย เพราะพอกรงลงมาถึงพื้นไม้ที่เด็กหนุ่มเลื่อนมารองใต้กรงด้วยรอกอีกตัว เขาก็ไต่ลงมา แล้วเดินไปแตะกลอนตรงประตูกรงเฉยๆ ไม่นานมันก็เปิดออกมาได้เองเหมือนกับประตูกรงของเขา ชาลัวห์มองการสะเดาะกลอนอย่างพิสดารของอีกฝ่ายด้วยตาโตแทบถลนออกมานอกเบ้า

“เข้าใจไว้เสียตอนนี้ ว่าข้าไม่ได้ช่วยเจ้า ไม่ได้เมตตาสงสาร แต่แค่คิดว่าเจ้าทุกข์ที่เสียคนที่พวกเขารักไปเพราะเจ้าต่างหากที่สมควรเป็นคนตัดสินโทษของเจ้ามากที่สุด เพราะฉะนั้น หากตุกติกอะไรขึ้นมา คงรู้สินะว่าต้องเจออะไร” เด็กหนุ่มพูดกับชายที่ยืนตัวสั่นอยู่ในกรง “ออกมา”

ชาลัวห์แทบตาลีตาลานทำตามคำสั่งทุกประการ อาเมียร์ตรงเข้าไปหาชายหนุ่ม ปลดตรวนมือเท้าของอีกฝ่ายออกด้วยการแตะเช่นเดียวกัน ก่อนจะบิดแขนซ้ายซึ่งมือยังดีอยู่ไพล่หลัง แล้วกระตุ้นให้เขาเดินออกไป


* * *

พวกเขาใช้เวลา ‘ลอกคราบ’ ทหารยามสองคนอยู่อีกครู่ใหญ่ ที่นานเป็นเพราะเด็กหนุ่มผมดำต้องคอยช่วยเชลยแต่งตัวอย่างเสียไม่ได้ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อาจใช้มือขวา ซึ่งมีไม้ดามไว้ทั้งแผงและพันผ้าแน่นหนา

เห็นแอชเดินขัดๆ เพราะส้นสูงที่ถึงกับต้องถอดทิ้งตอนปีนบันไดไปชักกรงของเขาลงมาอย่างนั้น เด็กหนุ่มจึงเสนอให้เธอเปลี่ยนมาสวมรองเท้าหนังฟอกของตนแทน มันอาจหลวมและถูกน้ำทะเลกับความชื้นจนหนังเสียรูปไปบ้าง แต่ก็ยังพอใช้การได้ อย่างน้อยก็สวมสบายเท้ากว่ารองเท้าหนังเนื้อแข็งหุ้มเกราะเหล็กของทหารยามธีร์ดีเรที่เขาเปลี่ยนมา

ปลอมตัวเรียบร้อยแล้ว เด็กสาวก็นำถุงเงิน แผนที่พระราชวัง รวมทั้งแผนที่อื่นๆ ซึ่งปักเข็มซ่อนไว้ใต้กระโปรงชั้นในมาให้เขาดู นั่นทำให้เขาประหลาดใจและชื่นชมความสามารถของเธอขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากได้ฟังคร่าวๆ ว่าเธอวางแผนปลอมตัวเป็นนางกำนัลและวางยานอนหลับทหารยามของคุกกรงน้ำได้จนหมด

ใครที่หาว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรง ‘พระเศียรช้า’ หรือ ‘ไม่มีพระสติปัญญาเพียงพอ’ สมควรไปพิจารณาตนเองใหม่จริงๆ

ในความมืดและเงียบงัน ทั้งสามนำตะเกียงบนโต๊ะทหารยามข้างล่างมาให้แสงนำทางขณะเดินขึ้นไปตามแนวผา ก่อนจะลงบันไดหอยคอยเวียนหลังหนึ่งมาถึงชั้นใต้ดิน ลัดเลาะไปยังท่าเรือเล็กซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นไม้กระดานยื่นออกไปในทะเลจากในถ้ำโปร่งที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยอีกแห่ง ท่านั้นมีเรือพายลำย่อมผูกอยู่สองสามลำ

แน่นอนว่าอาเมียร์ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรือมากที่สุด และมีมือที่ใช้การได้ครบถ้วนดีอยู่ทั้งสองข้างคงต้องรับหน้าที่ฝีพายจำเป็นไปโดยปริยาย

“ท่านนำเข็มทิศมาด้วยหรือเปล่า” เขาถามแอช

เด็กสาวมีสีหน้าเจื่อนลงทันที

“เอ่อ...ข้าไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย”

“ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้ยังมืด คงพอใช้แสงดาวดูทิศทางได้” เด็กหนุ่มปลอบ แต่ก็ไม่วายเตือน “แต่เราต้องรีบไปถึงฝั่งก่อนเช้า ไม่อย่างนั้นแย่แน่”

“แล้วจะพายเรือออกนอกเขตเมอร์คาห์ได้ก่อนเช้าหรือ” แอชลีนน์ตั้งคำถาม

“ไม่น่าจะได้ แต่ตามแผนที่นี้ เมืองชั้นนอกก็มีท่าเรืออยู่ใช่ไหม”

“มี แต่ว่าถ้าจะออกจากเมืองทางประตูเมืองจะต้องถูกตรวจค้นนะ”

“ไว้ไปถึงฝั่งก่อนแล้วค่อยว่ากัน” เด็กหนุ่มบอกขณะที่สมองเริ่มครุ่นคิด “ท่านนำเงินมาด้วย อย่างนี้เราหาทางรอดได้ไม่ยากหรอก”

“‘เรา’...นี่หมายถึงพวกเราสองคนใช่ไหม” เด็กสาวพูดเสียงแข็ง ขณะสบตากับอาเมียร์ที่เพิ่งโบกมือบอกให้ชาลัวห์นั่งลงบนเรือ ก่อนจะเริ่มแก้เชือกที่ผูกเรือไว้กับท่าเหมือนไม่คาดหมายว่าจะมีผู้โดยสารคนอื่นอีก

เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็รีบสั่นศีรษะ

“ไม่ได้นะ แค่ท่านช่วยพวกเราแค่นี้ก็มากพอแล้ว ข้าจะให้ท่านมาเสี่ยงมากไปกว่านี้อีกไม่ได้เด็ดขาด”

“ตราบใดที่ท่านยังอยู่ในเขตเมอร์คาห์ ข้าคงยังวางใจไม่ได้ อย่างน้อยถ้ามีข้าไปด้วยก็เหมือนมีตัวประกันชั้นยอดไม่ใช่หรือ” แอชลีนน์รีบพูด “ข้าจะไม่ถ่วงท่าน จะไม่สร้างปัญหา ขอแค่...ไปส่งท่านจนรู้ว่าถึงที่ปลอดภัยก็พอแล้ว”

“แอช...”

“ถ้าจำเป็น ข้าจะไปพูดกับท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธเองว่าท่านบริสุทธิ์ ข้าเชื่อว่าเขาต้องเข้าใจ แล้วปล่อยให้ท่านหนีออกนอกอาณาจักรไปกับครอบครัวของท่านแน่ๆ”

อาเมียร์ยังคงไม่เห็นด้วย แต่พอนึกถึงเรื่องที่เพิ่งพูดกับแอชเกี่ยวกับ ‘ผู้บงการ’ ของแผนการทั้งหมด ก็ตระหนักว่าเธอจะถูกทิ้งไว้ในกำมือของเขาแท้ๆ พวกขุนนางคงผลักดันให้ดูลัสกับคาเฮียร์ประลองให้รู้ผลกันในไม่ช้า และมีแววสูงว่าดูลัสที่มีชั้นเชิงมากกว่าจะชนะไปได้โดยไม่ต้องอาศัยกลโกงใดๆ

ต่อให้ดูลัสไม่รู้เรื่องแผนการจริงๆ การที่บิดาของเขาวางแผนกับพระเถระมาดายผู้ลึกลับคนนั้น หลอกใช้ชาลัวห์ให้สังหารเฟลิมก็เป็นวิธีการที่อาเมียร์ไม่อาจยอมรับได้ว่าชอบธรรม

มันคดโกงและสกปรกเกินไป คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมขนาดนั้นไม่มีทางคำนึงถึงความสุขของแอชหรือประชาชนชาวธีร์ดีเรเป็นสำคัญแน่นอน

ให้แอชไปด้วยน่าจะดีกว่า ท่านเบเรคย่อมช่วยหาทางแก้ไขให้แอชได้อยู่ในที่ปลอดภัยจากอำนาจของคนพวกนั้น ขณะที่พวกเขาพยายามเปิดโปงแผนการของพวกมันให้สำเร็จ

นี่ต่างหากที่น่าจะเป็นการช่วยเหลือธีร์ดีเรและทวงความยุติธรรมให้เฟลิมอย่างแท้จริง

ด้วยความคิดนี้ เด็กหนุ่มจึงสาวเชือกให้เรือเข้าใกล้ฝั่งอีกหน่อย

“ก้าวระวังนะ”

เด็กสาวหันมาส่งยิ้มให้เขาอย่างตื้นตัน

คนสามคนลงเรือเล็กลำเดียว พายออกไปจากปราสาทกลางน้ำ สู่ชายฝั่งที่มีแสงไต้ริบหรี่ดูวังเวง

เจ้าชายไร้บัลลังก์แห่งแดนใต้ และเจ้าหญิงผู้ไร้อำนาจแห่งแดนเหนือ ได้เริ่มเส้นทางแห่งชะตากรรมที่จะเปลี่ยนแปลงธีร์ดีเรในไม่ช้า

* * *

และแล้วเจ้าหญิงก็พานักโทษแหกคุกเสียเอง ^^a ในทีแรกผมคิดจะให้อาเมียร์กับแอชไปตามลำพัง แต่หลังจากคุยกับคุณ Blue Mouse แห่งบอร์ดเจเจแล้ว ชาลัวห์ที่ผมเคยตั้งใจว่าจะถูกทรมานจนตายคาเครื่อง ไม่ก็ชิงประหารจึงกลับรอดมาเป็นตัวแถมด้วยแทนที่จะไปกันสองต่อสอง (เพราะดูๆ ไปก็เป็นเหมือนตัวร้ายเกรดบีที่ถึงตายไปตอนนี้ก็คงดูเฉยเกินไป) แอชคงงอนตุ๊บป่องแน่ๆ ที่มีก้างขวางคอ แต่เมื่อนึกถึงนิสัยกับความคิดของอาเมียร์ก็น่าจะออกมาแนวนี้ล่ะครับ

เอ็กน็อก ในตอนนี้เป็นเครื่องดื่มของชาวตะวันตก ทำจากนม น้ำตาล ครีม และไข่ ใส่เครื่องเทศพวกอบเชยกับลูกจันทน์ (เป็นหลักฐานยืนยันความชอบของหวานของแอชอีกอย่าง ^^a ) ส่วนตัวผมอยากลองดูสักครั้งแฮะ ท่าทางจะหวานแต่กลัวว่ามันจะคาวไข่กับเลี่ยนครีมด้วยหรือเปล่า

นับจากนี้ไปจะขึ้นเนื้อเรื่องช่วงที่สอง ซึ่งผมขออนุญาตพักการลงไว้ก่อนเพื่อรีไรท์ให้เนื้อเรื่องช่วงแรกลงตัวสมบูรณ์ขึ้นครับ หลังจากนี้จะลงเรื่องของราพลังก้าไปจนจบ และอาจจะลงเรื่องอื่นที่เขียนไว้แต่ยังไม่ได้ลงด้วย หวังว่าจะติดตามกันต่อไปนะครับ m<_ _>m

ขอขอบคุณผู้อ่านและผู้คอมเมนต์ทุกท่านมากๆ ครับ

อนิธิน




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2552    
Last Update : 25 มิถุนายน 2552 22:30:44 น.
Counter : 129 Pageviews.  

บทที่ ๒๙ - ปิดบังความเศร้า

บทที่ ๒๙ ปิดบังความเศร้า


“อย่างนั้นหรือ” ซิอ์บุลเปรยขึ้นหลังฟังเรื่องเล่าโดยละเอียดจากรูอาร์ค ขณะที่ตนเอง สิมา กับเด็กหนุ่มนั่งอยู่บนพื้นไม้ในห้องว่างเปล่าของบ้านหลังเล็กในเมือง

เขาเชื่อว่าอาเมียร์ไม่ได้คิดฆ่าเฟลิม แต่ดูเหมือนเรื่องทั้งหมดจะซับซ้อนกว่าที่คาดไว้ ซิอ์บุลหวังว่าหากพระเถระลูเธียนเป็นผู้ดำเนินการไต่สวน ก็น่าจะล้างมลทินให้เด็กหนุ่มได้ไม่ยาก และหากสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ในตัวอาเมียร์สำแดงอำนาจใดออกมาจริงๆ ก็คงจะถูกผนึกได้อีกครั้ง

แต่ชื่อของพระเถระมาดายทำให้อดีตนักรบกังวล

มาดายหายสาบสูญไปหลังจากคิดกำจัดพวกเขาในทะเลทรายเมื่อสี่ปีก่อน หากพระเถระรูปนั้นยังมีชีวิตอยู่จริงและไม่ทิ้งจุดมุ่งหมายเดิม เหตุใดจึงให้เรียกพระเถระลูเธียนผู้เป็นศัตรูกลายๆ มาธีร์ดีเร ไม่ขอร้องให้คุมตัวอาเมียร์ส่งซาเกรดา โซลและให้คณะของพระเถระที่เป็นฝ่ายของตนประหารชีวิตในฐานะบุตรแห่งอสุรเทพ ซิอ์บุลไม่อาจหาคำตอบได้

“ตอนนี้อาเมียร์ถูกขังอยู่ใน ‘คุกกรงน้ำ’ ขอรับ” รูอาร์คพูดต่อ “ไม่ทราบว่าพวกท่านเคยได้ยินเรื่องคุกแห่งนี้หรือเปล่า”

ชายวัยกลางคนสั่นศีรษะขณะที่ภรรยาตอบ

“ไม่เลย”

“มันเป็นคุกใต้พระราชวังติดกับทะเล ที่เรียกอย่างนั้นเพราะข้าได้ยินว่าห้องขังในคุกนี้มีลักษณะเหมือนกรงนกแขวนอยู่เหนือน้ำ เรียกได้ว่าแทบไร้ทางหนีออกมาเอง ซ้ำในบริเวณคุกยังมีห้องทรมานที่ทำไว้เป็นพิเศษด้วย ข้าเกรงว่าคนที่คิดป้ายสีอาเมียร์จะทรมานเขาให้รับสารภาพให้ได้แน่ๆ”

สิมาหันมาสบตากับซิอ์บุลอย่างกังวล แต่ก็ไม่พูดอะไร

อดีตนักรบใช่จะไม่กังวลเรื่องนั้น นั่นเป็นเรื่องแรกๆ ที่เขาคิดขึ้นมา และคิดมาตลอดทางที่นั่งเกวียนมายังเมืองนี้ด้วยซ้ำ เป็นครั้งเดียวที่เขาหวังว่าสิ่งนั้นจะช่วยคุ้มครองอาเมียร์ไม่ให้ได้รับอันตรายอะไร แต่ก็คงไม่ร้ายแรงถึงขั้นสังหารใครก็ตามที่คิดคุกคามเด็กหนุ่มอีก

เขายังไม่อยากให้เรื่องทั้งหมดยุ่งยากไปกว่าเดิม

“แล้วมีทางพอจะเข้าไปช่วยเขาได้ไหม”

“ยากมากขอรับ” รูอาร์คตอบ “คุกนี่เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังที่ตั้งบนเกาะในอ่าว สองทางที่จะเข้าไปได้มีแต่สะพานใหญ่ด้านหน้ากับเรือเท่านั้น”

ที่สะพานใหญ่ย่อมมีทหารยามเฝ้าอยู่ตลอดเวลา จะปลอมตัวเข้าไปข้างในก็ยังต้องเจอการตรวจตราอย่างแข็งขัน นั่นหมายความว่าเหลือหนทางเดียวโดยปริยาย

“ถ้าลอบเอาเรือเล็กเข้าไปในเวลากลางคืนล่ะ” อดีตนักรบเสนอ “เจ้าบอกว่าคุกกรงน้ำอยู่ติดทะเล แสดงว่าหากใช้เรือเข้าไปน่าจะมีโอกาสมากกว่าใช่ไหม”

“เป็นไปได้ขอรับ” รูอาร์ครับ “แต่ข้าเกรงว่าเวรยามทางทะเลคงเข้มงวดไม่แพ้กัน ถึงอย่างไรก็ต้องสืบเรื่องการคุ้มกันให้แน่ชัดก่อนคิดว่าจะลอบเข้าไปช่วยอย่างไรดี”

ซิอ์บุลกลั้นเสียงถอนใจไว้ รู้ทั้งรู้ว่ามีแต่จะต้องทำงานแข่งกับเวลาแท้ๆ แต่ก็จะรีบร้อนไม่ได้ เขาไม่ได้มีความฉลาดหลักแหลมเท่ากับคนที่อยากช่วยออกมา หรือคนที่เด็กหนุ่มคนนั้นเชื่อว่าเป็นพ่อเสียด้วย

“ข้าจะคอยสืบข่าวให้เองขอรับ” รูอาร์คพูดซ้ำ “พวกท่านก็ขอให้หลบอยู่แต่ในบ้านนี้ก่อน เดี๋ยวข้าจะออกไปซื้อของจำเป็นกับลีชาแล้วรีบกลับมา”

“จ้ะ ฝากด้วยนะ” สิมารับ “ลีชายังไม่คุ้นกับคนพลุกพล่านเท่าไร รูอาร์คต้องดูแลนางดีๆ นะ”

“ขอรับ” เด็กหนุ่มผมแดงรับรองก่อนจะลุกจากไป

ทันทีที่ประตูปิดลง อดีตนักรบก็หันมาสบตากับภรรยาทันที

“ข้าขอโทษนะ”

สิมากลับยิ้มเจื่อนๆ ให้เขา แม้นัยน์ตาจะบอกความรู้สึกอีกอย่าง

“เรื่องอะไรล่ะคะ”

“ก็...เรื่องที่...” ซิอ์บุลเรียบเรียงคำพูดอย่างยากลำบาก “ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับอาเมียร์ ซ้ำยังช่วยอะไรแกไม่ได้เลย”

“ไม่ใช่ความผิดของท่านหรอกค่ะ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น” หญิงสาวก้มลงมองมือของตนอย่างเลื่อนลอย “ข้าก็ได้แต่หวังว่าเขาจะปลอดภัยดีเท่านั้น”

“...สิมา...”

เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มเฝื่อนๆ ให้เขาอีกครั้ง

“เดี๋ยวลีชาจะออกไปข้างนอกแล้ว ข้าขอตัวไปดูแลพวกเด็กๆ ก่อนนะคะ” หญิงสาวลุกขึ้นก่อนจะกำชับ“ท่านซิอ์บุล อย่าคิดมากเลยนะคะ เราต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำในส่วนเราที่ทำได้ไม่ใช่หรือคะ ตอนนี้ยังไม่รู้แน่ว่าอาเมียร์เป็นอันตรายหรือเปล่า เราไม่ควรทำให้เด็กๆ ไม่สบายใจไปด้วยนี่คะ”

“อือม์...” ซิอ์บุลรับ แล้วก็มองภรรยาของตนผลุบออกไปนอกห้อง

ต่อให้เธอพูดเช่นนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนรู้ได้ว่าเธอวิตกกว่าที่คิด อาเมียร์สนิทกับสิมามากกว่าที่สนิทกับเขาเสียอีก ถึงแม้ช่วงหลังสองแม่ลูกจะไม่ค่อยมีเวลาพบปะพูดคุยกัน

อาเมียร์เป็นศูนย์กลางความรักของซิอ์บุลกับสิมานับแต่ถือกำเนิดมาจนบัดนี้ เช่นเดียวกับศูนย์กลางความรักของใครอีกคนที่ไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว แต่อดีตนักรบหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะคอยคุ้มครองเด็กที่เขาคนนั้นรักเหมือนลูกเช่นกัน

“ถ้าเป็นท่าน...” อดีตนักรบอดไม่ได้ที่จะเปรยกับคนคนนั้น “ถ้าเป็นท่านจะทำอย่างไรกัน...ท่านพี่”

* * *

แอชลีนน์ฟังอย่างเงียบๆ ขณะที่ท่านน้าคอนรอยถาม และรองราชมัลตอบคำถามแต่ละข้ออย่างกระท่อนกระแท่น

“หมายความว่า...พวกเจ้าพาเขาเข้าไปในห้องทรมานหรือ” ท่านน้าตั้งคำถามอย่างระแวดระวัง หลังจากอีกฝ่ายรายงานเรื่องผู้ตายและผู้บาดเจ็บอย่างหวาดหวั่น

“ข...ขอรับ”

คำตอบนั้นทำให้เด็กสาวทนปิดปากเงียบไม่ได้อีกต่อไป

“เรากับผู้สำเร็จราชการกำชับแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามทรมานนักโทษเด็ดขาด”

“พ...พระอาญามิพ้นเกล้า” รองราชมัลยิ่งเสียงสั่น “กระหม่อม...พ...พวกกระหม่อม...ม...ไม่ทราบเลยพ่ะย่ะค่ะ...พวกกระหม่อมก็แค่...แค่ทำตามคำสั่งของท่านหัวหน้าราชมัล...กระหม่อมไม่...ไม่ทราบเรื่องนี้เลยจริงๆ”

“แล้วทำไมหัวหน้าราชมัลถึงทำแบบนี้ เขาได้รับคำสั่งไปแล้วนี่” แอชลีนน์คาดคั้น

“เพราะ...เพราะเขาอยากสร้างผลงานพ่ะย่ะค่ะ” อีกฝ่ายตอบโดยเร็ว “เขา...เขาอยากให้มีการปิดคดีเร็วๆ เพื่อที่ตนเองจะได้มีความชอบ จึงได้บังคับให้พวกกระหม่อมทรมานนักโทษพ่ะย่ะค่ะ”

“อย่างนั้นหรือ” เด็กสาวรับแล้วก็นึกขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าที่ชาลัวห์สารภาพก็เพราะถูกทรมานอย่างนั้นสิ”

“พ...พ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วอาเมียร์...” แอชลีนน์รู้สึกเหมือนลมหายใจของตนติดขัดและศีรษะร้อนผ่าวขึ้นกะทันหัน “อาเมียร์ก็ถูกทรมานเหมือนกันใช่ไหม”

“พ...พอพวกเราจะ...จะทรมานเขา...เขาก็ทำให้พวกเราบาดเจ็บเสียก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ราชมัลรีบพูด

ท่านน้าคอนรอยยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไม่แปรเปลี่ยน

“แล้วเขาฆ่าหัวหน้าราชมัลเพราะอีกฝ่ายจะทรมานเขาเหมือนกันใช่ไหม”

“ไม่ใช่ขอรับ ที่หัวหน้าราชมัลถูกฆ่าเป็นเพราะ...เพราะจะนำตัวลูกเจ้ามณฑลชอร์ซามาทรมานอีก ชายทะเลทรายคนนั้นถึงได้ขู่เขาไม่ให้ทำ...แล้ว...แล้วสุดท้ายก็...”

“เข้าใจแล้ว” ท่านน้ารับ “ว่าแต่ ลูกเจ้ามณฑลชอร์ซาตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

“ก...ก็แค่...แค่ถูกบีบเล็บมือเดียวเท่านั้นขอรับ พวกเราราชมัลดูแลแผลตามสมควรแล้ว”

“ก็ดี แต่ไปตามหมอมาดูอาการของเขาให้เรียบร้อยด้วย” ท่านน้าคอนรอยบอก

“ขอรับใต้เท้า” รองราชมัลมองไปรอบๆ อย่างไม่สบายใจนัก “ข้าไปได้หรือยังขอรับ”

“เหลืออีกแค่คำถามเดียว” ท่านผู้สำเร็จราชการย้ำ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหัวหน้าราชมัลต้องการสร้างผลงาน”

“เอ่อ...”

“เขาบอกอย่างนั้นหรือ”

“ช...ใช่ขอรับ เขา...เขาบอกอย่างนั้น”

“เข้าใจล่ะ” ท่านน้าคอนรอยพยักหน้า “ขอบใจมาก เจ้าไปเถอะ”

รองราชมัลรีบทำความเคารพ แต่แล้วก็ยืนนิ่งอยู่โดยไม่ออกไป

“มีอะไรหรือ”

“ต...ใต้เท้า ข้าไม่ทราบว่านี่เป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ แต่...แต่ว่า...ได้โปรดอนุญาตให้ข้าลาออกนะขอรับ” เขาอ้อนวอน “ข้า...ข้าเพิ่งยื่นใบลาออกที่กรมตุลาการเมื่อเช้านี้ ข้าหวังว่า...”

“หากเป็นความต้องการของเจ้า ข้าก็ไม่ขัดข้อง ไปเถอะ”

“ข...ขอบคุณมากขอรับ”

แอชลีนน์มองจนชายวัยกลางคนเดินตัวลีบออกไปนอกประตู แล้วจึงหันมาถามชายอีกคนในห้อง

“เราไม่ต้องลงโทษเขาหรือคะ พวกนั้นทำผิดคำสั่งของเราไม่ใช่หรือ”

“เราต้องสืบก่อนพ่ะย่ะค่ะ ว่าพวกเขาเห็นชอบกับหัวหน้าราชมัลหรือถูกบังคับ แต่กระหม่อมรู้สึกเหมือนเหตุผลที่เขาอ้างมาไม่น่าจะใช่เรื่องจริง เขารีบพูดเกินไป เหมือนกับทวนคำพูดมาเรียบร้อยแล้วตามคำบอกของคนอื่น” ท่านน้าคอนรอยเอ่ยอย่างครุ่นคิด

“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรคะว่าคนคนนั้นเป็นใคร”

“กระหม่อมจะให้คนจับตามองราชมัลที่เหลือ แล้วก็สืบว่าก่อนหน้านี้หัวหน้าราชมัลติดต่อกับใครบ้าง”

เด็กสาวพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยปากขอตามที่คิดไว้

“แล้วจะให้เลื่อนการประลองระหว่างดูลัสกับคาเฮียร์ไปก่อนได้ไหมคะ” แอชลีนน์รีบให้เหตุผล “ใช่ว่าหลานระแวงว่าพวกเขาคนใดคนหนึ่งเป็นคนร้าย แต่หากคดียังไม่กระจ่าง ผู้ต้องหาอาจรับสารภาพแค่เพราะถูกทรมาน ยิ่งดึงดันจะดำเนินการด้านอื่นไปก่อนก็จะเป็นที่ครหาใช่ไหมละคะ”

“องค์หญิงตรัสได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ท่านผู้สำเร็จราชการรับ

“แล้ว...อีกเรื่องหนึ่ง หลานอยาก...ลงไปสอบปากคำผู้ต้องหาในคุกกรงน้ำด้วยตนเองจะได้ไหมคะ” เด็กสาวเสี่ยงถามเมื่อความปรารถนาแรกของเธอได้รับการอนุมัติอย่างง่ายดาย

แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะเป็นไปไม่ได้ สีหน้าของท่านน้าบอกชัดเจนก่อนจะเอ่ยปากพูดเสียอีก

“กระหม่อมไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องที่องค์หญิงถึงกับต้องทรงลดพระองค์ลงมาปฏิบัติเองพ่ะย่ะค่ะ”

“แต่หลานอยากฟังด้วยหูของตนเองจริงๆ นี่เพคะว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร” เธอแย้ง “เราได้ยินแต่สิ่งที่รองราชมัลพูด แต่ไม่รู้เลยว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนพบเจออะไรบ้าง”

“เรื่องนั้นให้เจ้าหน้าที่ที่ไว้ใจได้เป็นผู้จัดการดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”

แอชลีนน์ก้มหน้าลงซ่อนสีหน้าผิดหวัง เธออยากพบอาเมียร์ อยากถามเขาให้รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น อยากดูให้เห็นกับตาว่าเขาปลอดภัย แต่ก็นึกข้ออ้างนอกจากนี้ไม่ได้อีก ถึงจะขอเคียราไปเยี่ยมเขาที่ห้องขังอย่างลับๆ อีกฝ่ายก็ย่อมไม่อนุญาตแน่นอน

“องค์หญิง” ท่านน้าคอนรอยเรียกด้วยเสียงเคร่งขรึมจนเด็กสาวประหลาดใจ “กระหม่อมขอบังอาจกราบทูลสักเรื่องได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ”

“ทำไมหรือ” แอชลีนน์ได้แต่รับทั้งๆ ที่รู้สึกไม่ดีนัก

“กระหม่อมทราบว่าองค์หญิงเคยรู้จักชายชาวทะเลทรายคนนั้นมาก่อน และทรงเห็นว่าเขาเป็นคนดี แต่ความเห็นส่วนพระองค์คงมีความสำคัญไปกว่าพยานหลักฐานที่ชัดเจนไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ ยิ่งทรงแสดงท่าทีว่าเข้าข้างและเป็นห่วงเขาอย่างนี้ กระหม่อมเกรงว่าจะไม่ดีนัก องค์หญิงทรงเป็นประมุขแห่งธีร์ดีเร ย่อมต้องคำนึงถึงอาณาจักรมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

เด็กสาวลอบกำมือแน่นขณะก้มหน้าลง รู้สึกเหมือนตนเป็นเด็กที่ถูกผู้ใหญ่ตำหนิ แต่ก็ยังอยากยืนยันความคิดเดิม

“ก็หลานรู้จักเขา อย่างน้อยก็มากกว่าพวกขุนนางที่จ้องจับผิดเขานี่คะ หลานจะเป็นพยานให้เขาไม่ได้เลยหรือคะ”

“กระหม่อมไม่ได้หาว่าพระวินิจฉัยขององค์หญิงผิดพลาด แต่ว่าคนเราล้วนมากด้วยเล่ห์เหลี่ยมเกินกว่าจะไว้ใจได้เต็มที่พ่ะย่ะค่ะ ถึงอย่างนั้น กระหม่อมเชื่อว่าหากเขาไม่มีความผิดในการลอบสังหาร เราก็ย่อมสืบทราบเรื่องนี้ได้ด้วยพยานหลักฐาน และการยืนยันของพระเถระจากซาเกรดา โซล”

“แต่ถ้าพระจากซาเกรดา โซล เอาผิดเขาเรื่องที่มีเวทมนตร์ละคะ” แอชลีนน์นึกได้อีกเรื่องหนึ่ง “ถ้าเขาไม่ได้ฆ่าเฟลิม แต่ฆ่าหัวหน้าราชมัลหรือทำให้พวกนั้นบาดเจ็บเพื่อป้องกันตัว เราจะทำอย่างไรกับเขาต่อไปคะ”

“นั่นเป็นเรื่องที่พระเถระจากซาเกรดา โซล จะเป็นผู้ตัดสินพ่ะย่ะค่ะ”

คำตอบนั้นไม่อาจทำให้เด็กสาววางใจ หากอาเมียร์มีเวทมนตร์จริงๆ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรลงไปด้วยเหตุใดก็ตาม ศาสนจักรแห่งซาเกรดา โซล จะปล่อยเขาไว้ได้อย่างไร

แอชลีนน์เคยได้ยินว่าผู้มีมนต์มืดเป็นสาวกแห่งปีศาจร้าย เป็นศัตรูของเทพเจ้าแห่งแสงสว่างและมวลมนุษย์ แต่เธอไม่เคยรู้สึกเลยว่าอาเมียร์เป็นเช่นนั้น เด็กหนุ่มเป็นคนดี ยิ้มง่าย มีครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่น สาวกแห่งปีศาจร้ายจะเป็นอย่างนี้ หรือแสดงละครตบตาทุกๆ คนได้แนบเนียนถึงเพียงนี้ชียวหรือ

เธออยากเสี่ยงเชื่อความรู้สึกของตนเองสักครั้ง

“แล้วถ้าพวกพระเถระลามไปจับกุมพ่อแม่กับน้องๆ ของเขามาลงโทษด้วยล่ะคะ” เธอถามต่อ

“ในเมื่อเรื่องนั้นยังไม่เกิด ก็ทรงอย่าเพิ่งกังวลไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”

“แต่ก็มีความเป็นไปได้ไม่ใช่หรือคะ” เสียงของเด็กสาวแข็งขึ้น “ถ้ามีความไปได้ แล้วจะไม่คิดเผื่อไว้เลยได้อย่างไรกัน”

ท่านน้าคอนรอยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ตอบช้าๆ

“หากเป็นอย่างนั้นจริง องค์หญิงก็ต้องทรงชั่งน้ำหนักดูพ่ะย่ะค่ะว่าจะทำสิ่งใดเพื่อช่วยเหลือพวกเขาได้ โดยไม่กระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับซาเกรดา โซล หรือประชาชนชาวธีร์ดีเร ซึ่งอยู่ในพระราชภาระรับผิดชอบโดยตรงของพระองค์ กระหม่อมเห็นว่าดีแล้วที่องค์หญิงทรงตรองเรื่องนี้ด้วยเหตุผลและความเป็นไปได้ แต่ก็ควรทรงวางพระทัยเป็นกลาง ไม่ตัดสินสิ่งต่างๆ ด้วยอารมณ์และความรู้สึกส่วนพระองค์เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วถ้าคนที่จะถูกจับกุมลงโทษเป็นคนที่ท่านน้ารู้จักล่ะคะ!” แอชลีนน์อดพูดไม่ได้ “ถ้าเป็นคนรู้จัก เป็นเพื่อน เป็นญาติ เป็นใครก็ตามที่ท่านน้ารักมากๆ ท่านน้าก็จะปล่อยให้เขาถูกจับถูกลงโทษทั้งๆ ที่รู้ว่าพวกเขาเป็นคนดีได้หรือคะ!”

ชายตรงหน้าเธอนิ่งงันไปเป็นครั้งที่สอง ก่อนจะเอ่ยตอบเบาๆ

“หากกระหม่อมมีหน้าที่ต้องรักษาสิ่งอื่นที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่า กระหม่อมก็ต้องยอมสละความรู้สึกของตน ยิ่งผู้ปกครองเช่นองค์หญิง ก็ต้องทรงเรียนรู้ที่จะสละเพื่อคนส่วนรวมก่อนจะเป็นห่วงคนส่วนน้อยที่รู้จักเป็นการส่วนพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านน้า...” ความเจ็บแปลบในใจทำให้คอของเธอตีบตันจนเอ่ยได้เพียงเท่านั้น

ทั้งๆ ที่มีเรื่องมากมายที่อยากพูด ว่าความคิดเช่นนั้นช่างเลือดเย็น ว่าท่านน้าพูดออกมาได้เพราะไม่เคยต้องทนดูใครที่ตนรักและสนิทสนมด้วยตายไปอย่างอยุติธรรมแท้ๆ

แต่เธอพูดไม่ได้ ท่านน้าเป็นญาติผู้ใหญ่ที่เธอเคารพ และที่จริง ท่านน้าก็สูญเสียเสด็จแม่ที่เป็นพี่สาวไปในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย

ท่านน้าคอนรอยยิ้มเฝื่อนๆ ออกมา

“กระหม่อมเชื่อว่าองค์หญิงทรงหวังดีต่อทุกคน แต่ความหวังดีควรจะมาพร้อมกับความรอบคอบและความคำนึงถึงพระราชภาระด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ชายวัยกลางคนลุกจากเก้าอี้ “กระหม่อมมีงานต้องทำต่อ ขออภัยที่ต้องทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”

“หามิได้ค่ะ” แอชลีนน์จำใจรับ แล้วก็ลุกไปจากห้องนั้นพร้อมกับเคียราที่ยืนเฝ้าอยู่ห่างๆ เช่นกัน

กระนั้น ใจของเธอก็ยังเร่งคิดว่าตนเองจะมีหนทางช่วยอาเมียร์ให้ปลอดภัยโดยเร็วได้อย่างไร แทนที่จะมานั่งห่วงพระราชภาระที่เธอพบว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผลสิ้นดีด้วยซ้ำ

หากเธอไม่อาจปกป้องครอบครัวเดียวได้เพราะต้องรักษาเกียรติของพระราชวงศ์หรือความสัมพันธ์ต่ออาณาจักรอื่นที่เห็นกฎสำคัญกว่าชีวิตคน แล้วเธอจะถือว่าตนเองมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวธีร์ดีเรได้อย่างไรกัน

* * *

ในตลาดอันจอแจ ลีชาก้มลงมองพื้นปูหิน สลับกับแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผมแดงตัวสูงที่นำหน้า ขณะเดินหิ้วตะกร้าใส่เนื้อรมควันกับผักไปตามทางโดยพยายามไม่ใส่ใจกับเสียงอึกทึกรอบด้าน

บางเสียงยืนยันข่าวร้ายที่รูอาร์คบอกว่าพี่ชายของเขาตายแล้ว และอาเมียร์ถูกจับในฐานะคนฆ่า ตอนที่ท่านสิมาเล่าให้ฟังในเกวียนเธอแทบไม่อยากเชื่อ ตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนเรื่องนั้นเป็นความจริงไปไม่ได้ ในเมื่อรูอาร์คยังพูดคุยทักทายบรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ซ้ำยังตอบคำถามที่แม่ค้าร้านขนมปังถามมาได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

“แหม...ไม่เห็นแผล็บเดียว แต่งงานตั้งแต่เมื่อไรกันจ๊ะ ภรรยาน่ารักดีนี่”

“ก็...ก่อนย้ายมาที่นี่เลยนั่นล่ะ”

“น่าอิจฉาจัง” สาวใหญ่ร้านขนมปังถอนใจ “แต่แต่งกันใหม่ๆ ก็ดูแลกันหน่อยสิ ดูซิ มือไม้ไม่ยักกะจับกะจูง เดี๋ยวผู้หญิงเขาน้อยใจแย่หรอก”

รูอาร์คหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะหันมามองเธอแวบหนึ่ง

“ไม่หรอกพี่สาว ภรรยาข้าเป็นคนเรียบร้อยน่ะ จริงๆ ออกมาเดินตลาดด้วยกันนี่นางก็เขินแย่แล้ว”

ลีชาหันหลบเพื่อซ่อนสีบนแก้มของตน เธอบอกตนเองว่าไม่ได้เขินแน่นอน แต่ลำบากใจและโมโหที่ใครคนหนึ่งยังพูดเล่นกับเรื่องแบบนี้ได้ต่างหาก

“โธ่! เอาเถอะ เดี๋ยวอยู่กันไปก็หายเขินเอง แต่ระวังเถอะ เขาบอกว่าผู้หญิงที่ก่อนแต่งงานกับช่วงแต่งงานใหม่ๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจาน่ะ ลองแต่งกันไปนานๆ จะบ่นรัวจนฟังไม่ทัน ยิ่งมีลูกขึ้นมาล่ะก็นะ”

เด็กหนุ่มผมแดงหัวเราะอีกครั้ง เด็กสาวจึงตัดสินใจก้าวยาวๆ ไปจากร้านนั้นโดยไม่รอเขา

ก็รู้อยู่ว่านี่เป็นแค่การเล่นละคร รูอาร์คเป็นคนวางบทและหว่านล้อมเธอให้ยอมร่วมมือด้วยเสร็จสรรพ เขาอ้างว่าตนเองอาจต้องกลับบ้านหรือไปสืบข่าวที่อื่นบ้าง จึงต้องให้ลีชาออกมาซื้อของจำเป็นและอยู่รับหน้าชาวเมืองแทนคนทั้งบ้าน เพราะเธอเป็นคนธีร์ดีเร ซึ่งดูสะดุดตาน้อยกว่าครอบครัวของท่านซิอ์บุล ซ้ำพวกชาวบ้านที่หมู่บ้านเดิมก็ไม่ค่อยได้เห็นหน้าเธอบ่อยๆ จนจำได้ติดใจด้วย

หากต้องทำเพื่อครอบครัวของท่านซิอ์บุลกับท่านสิมาจริงๆ เด็กสาวก็ยินยอม ถึงจะหายใจไม่ทั่วท้องนักเมื่อต้องมาอยู่ท่ามกลางคนไม่รู้จักมากมายในเมืองที่ตนไม่คุ้นเคยอย่างนี้ ทว่ารูอาร์คไม่เพียงเที่ยวแนะนำคนอื่นๆ ไปทั่วว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน แต่ยังไปหาแหวนแต่งงานจากไหนก็ไม่รู้มาสวมติดนิ้วนางซ้ายไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย

“เดี๋ยว! รอด้วยสิลีชา!” อีกฝ่ายวิ่งตามมาจนทันพร้อมกับตะกร้าใส่ขนมปัง “อย่าโกรธสิ ข้าก็แค่พูดไปตามบทเท่านั้นเอง”

“เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแท้ๆ ท่านยังมีแก่ใจพูดเล่นได้อีกหรือ” เด็กสาวพูดเบาๆ

“จะให้ข้าตีหน้าโศกที่ลูกชายคนโตของท่านเจ้ามณฑลตายไป เหมือนรักกับเขามาแต่ชาติปางก่อนหรืออย่างไร” รูอาร์คกลับพูด “เราเล่นเป็นคู่แต่งงานใหม่กัน ข้าก็ต้องทำทุกอย่างให้เราสองคนดูสมเป็นคู่แต่งงานใหม่กันมากกว่าต่างหาก”

“แต่ก็ไม่เห็นจะต้องทำถึงขนาดนี้เลย” ลีชายังแย้ง “ใครเขาทัก ท่านก็ต้องบอกให้หมดหรือ เรื่องแบบนี้น่าอายจะตายไป”

“ก็ถ้าสามีภรรยามาด้วยกัน สามีจะไม่แนะนำภรรยากับคนรู้จักของตัวเองหรือ นี่ข้าอุตส่าห์พูดแทนเจ้าทุกอย่างเพราะเห็นว่าเจ้าไม่อยากพูดหรอกนะ”

เด็กสาวปิดปากเงียบ และก้าวยาวๆ ไปข้างหน้าอย่างพยายามไม่สนใจอะไรอีก

“นี่จะไปไหน” เด็กหนุ่มข้างๆ ยังไม่วายถาม

“กลับบ้าน”

“บ้านอยู่ทางโน้น หรืออยากไปเดินเล่นอ้อมเมืองด้วยกันข้าก็ไม่ว่าหรอกนะ”

ลีชาหยุดเดิน ปล่อยให้รูอาร์คก้าวขึ้นนำอีกครั้งแล้วเลี้ยวไปอีกทาง

“ถึงเจ้าไม่ชอบก็ทนหน่อยเถอะ ออกจากตลาดไปนี่คงไม่ค่อยมีคนแล้ว ข้าก็แค่หวังว่าจะฝากให้พวกเขาช่วยดูแลเจ้ากับ ‘ครอบครัวล่องหน’ ในบ้านเราในตอนที่ข้าไม่อยู่จริงๆ เท่านั้นเอง”

“บ้านของท่าน ไม่ใช่บ้านของข้า” เด็กสาวพูดเสียงแข็ง

“ถึงอย่างไรก็คงต้องอยู่ด้วยกันไปในบ้านนั้นสักพัก คิดเสียว่าเป็นบ้านของตัวเองเถอะ”

“นี่ท่านต้องการอะไรกับข้ากันแน่” ลีชาตัดสินใจถามเบาแทบเป็นกระซิบเมื่อทั้งสองพ้นจากตลาดมายังบริเวณบ้านเรือนที่เรียงรายเป็นแถว “ก็รู้อยู่แล้วว่าข้าเป็นอะไร ทำไมถึงยังยุ่งกับข้าไม่เลิก”

“ก็เจ้าน่ารัก” รูอาร์คพูดตรงๆ อย่างที่เธอเห็นว่าไม่อายฟ้าดิน “ข้าชอบเจ้าเลยอยากมาพูดด้วย อยากมาอยู่ใกล้ๆ มันผิดด้วยหรือ”

“ผิดสิ” เด็กสาวเผลอตัวพูดเสียงดังขึ้น “ข้ามีสามีแล้ว มีลูกแล้ว ไม่ใช่คนที่ท่านจะ...จะชอบได้หรอก”

“ก็แล้วใครตัดสินล่ะว่าข้าชอบเจ้าไม่ได้ เจ้ารู้ก็พามาคุยกันหน่อยสิ”

ลีชาไม่อยากเชื่อเลยว่าในโลกจะมีคนกวนประสาแถมดื้อแพ่งแบบนี้อยู่ ยิ่งไปกว่านั้น...

“พี่ชายของท่านเพิ่งตายไปไม่กี่วัน อาเมียร์ก็ถูกขังอยู่ในคุก ท่านยังมีแก่ใจมาพูดเล่นอย่างนี้อีกหรือ”

คำพูดของเธอทำให้เด็กหนุ่มผมแดงชะงักกึก

“นึกว่าเจ้าจะแยกออกเสียอีก ว่าคนแกล้งพูดเล่นปิดบังความเศร้ากับพูดเล่นจริงๆ มันต่างกันตรงไหน”

เด็กสาวพลอยหยุดเดินตาม ยังดีที่ตอนนี้ทั้งสองเดินผ่านถนนที่ไม่ค่อยมีคนนัก จึงไม่มีใครที่จะมาสนใจให้เธอไม่สบายใจไปกว่าเดิม

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร พูดเล่นปิดบังความเศร้านี่ทำได้ด้วยหรือ”

“ทีเจ้ายังเคยยิ้มปิดบังความเศร้าเลย ทำไมจะไม่มีล่ะ”

ลีชาเสหลบไปทางอื่น บังคับตนเองอย่าให้ถามว่ารูอาร์ครู้ได้อย่างไร เพราะนั่นจะเป็นการยอมรับความจริงต่อหน้าเขา บางทีเด็กหนุ่มก็สายตาแหลมคม มองใจเธอทะลุปรุโปร่งจนเหมือนเกล็นจนเกินไป ทั้งๆ ที่การแสดงออกกลับไม่เหมือนเอาเสียเลย

รูอาร์คถอนใจยาว

“ข้าไม่อยากมานั่งทำหน้าเศร้าทั้งๆ ที่รู้ว่ามีเรื่องอะไรให้ทำได้ดีกว่านั้นตั้งมากตั้งมายหรอกนะ ข้าร้องไห้ให้พี่เฟลิมจนปวดตาแล้ว ส่วนอาจารย์น่ะข้าไม่อยากร้องไห้ให้แกเป็นลาง ต่อให้ถ้าว่ากันตามจริง ข้าตีหน้าเศร้าให้เจ้าดูคงจะเรียกคะแนนเห็นใจได้มากกว่านี้อีกโข”

“เรื่องแบบนั้น...” เด็กสาวกำลังจะแย้งว่าประโยคสุดท้ายไม่เป็นความจริง ก็พอดีเขาพูดต่อไป

“เจ้าก็เคยเล่นละคร น่าจะรู้นี่”

ลีชาเพียงเผยอปากจะบอกว่าไม่เคย รูอาร์คก็พูดต่ออีกครั้ง

“รู้ใช่ไหม นักแสดงน่ะ พอสวมบทบาทตัวละครอยู่ ต่อให้ปวดหัวปวดท้องจะแย่ก็ยังต้องเล่นบทนั้นต่อไปจนกว่าจะลงจากเวที ต่อให้ญาติพี่น้องนอนป่วยร่อแร่อยู่ที่บ้านก็ต้องหัวเราะเล่นตลกได้ ต่อให้ไม่อยากทำก็ต้องทำ ไม่อยากยิ้มก็ต้องยิ้ม มันเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่ก็เป็นหน้าที่ของนักแสดง”

“ข้าไม่เข้าใจว่าท่านจะพูดอะไร” เด็กสาวตัดสินใจบอกดื้อๆ

“ถ้ายังไม่เข้าใจในตอนนี้ เก็บไปคิดทีหลังจนกว่าจะเข้าใจก็ได้ ที่จริงข้าก็แค่อยากบอกว่ารู้ ว่าการจำใจเล่นตามบทที่คนอื่นเขียนให้หรือบทอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ตัวเราน่ะมันเจ็บปวดแค่ไหนเท่านั้นเอง”

ลีชากลืนน้ำลายฝืดๆ แล้วตัดสินใจพูดความจริง ด้วยหวังจะปรามเขาเสียก่อนจะคิดอะไรขึ้นมามากกว่าแค่ล้อเล่นด้วยวาจาอย่างนี้

“หมายความว่า...ท่านรู้สินะ ว่าก่อนแต่งงานข้าเคยเป็นอะไร”

“ฮื่อ” รูอาร์คหันกลับมาสบตากับเธอและพยักหน้าขึงขัง

“แล้วทั้งๆ ที่รู้อย่างนั้น ก็ยังบอกว่า...ชอบ...ข้าได้อีกหรือ ที่ชอบนี่หมายความว่าท่านคิดว่าข้าจะ...ยอมให้ง่ายๆ ใช่ไหม”

“ข้าไม่เคยอยากให้เจ้ายอมให้ง่ายๆ เลย แต่อยากให้เจ้ามอบใจให้ก่อนอย่างอื่นมากกว่า คำว่าชอบคงเบาไป เอาเป็นว่าข้ารักเจ้านั่นล่ะ ข้าอยากแต่งงานกับเจ้า”

เด็กสาวเบิกตากว้างตะลึงงัน มือยิ่งบีบหูตะกร้าแน่นขึ้นไม่ให้เผลอทำมันร่วงลงบนพื้น

“โกหก”

ใช่ ต้องโกหกแน่ๆ มีผู้ชายที่ไหนเขาขอแต่งงานกันดื้อๆ อย่างนี้ ซ้ำยังกับผู้หญิงที่เขารู้ว่าเป็นนางโลมมาก่อนเสียอีก

ไม่มีผู้ชายที่ทำได้เหมือนกันถึงสองคนหรอก แล้วคนที่เคยพูดอย่างนั้นกับเธอก็ต้องมาร่วมแบกรับบาปของเธอ และชดใช้มันด้วยความตายก่อนเวลาอันควรไปแล้วมิใช่หรือ

เด็กหนุ่มยักไหล่

“ถ้าข้าคิดจะหาผู้หญิงมาหลอกเล่นๆ แล้วทิ้งสักคน สู้ไปหาคนอื่นตั้งมากตั้งมายที่ข้ารู้ว่าพูดคำเดียวก็ตกลงแล้วไม่ดีกว่าหรือ ข้าพูดจริงนะ ถ้าเจ้าต้องการเวลาพิสูจน์สักห้าปี...ข้ารอได้ สิบปีนานอยู่...แต่ข้าก็รอได้ ยี่สิบปี...เจ้าใจร้าย แต่ข้ารอได้ ห้าสิบปี...เราคงกลายเป็นตาแก่ยายแก่ไปแล้ว แต่ขอแค่มานั่งเลี้ยงหลานด้วยกันหลังขดหลังแข็ง ข้าก็รอได้ ขออย่างเดียวอย่าถึงร้อยปี ‘หลุมศพมันมืดและเงียบดี...แต่คงไม่มีใครไปนอนกอดกันในนั้น’”

ลีชาตกอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก ไม่มีเสียงเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้ไปเสียดื้อๆ อย่างเดียวที่เธอพูดได้เมื่อหากล่องเสียงของตนเจอมีเพียง

“พ...พอแล้ว”

รูอาร์คเดินนำไปโดยไม่พูดอะไร แต่ผิวปากเป็นเพลงเกี้ยวสาวที่เธอจำเนื้อร้องได้รางๆ ว่า “แม่ดอกไม้แรกแย้มจะประวิงเวลาไปไย” ทำให้เด็กสาวได้แต่บังคับสองเท้าให้ยอมก้าวต่ออย่างแข็งขัด

เธอไม่เชื่อหรอก ไม่มีวันเชื่อ นั่นมันก็แค่คำพูดของคนปากหวานที่มีไว้หลอกผู้หญิงชัดๆ ไม่เหมือนคำพูดของเกล็นที่ไม่ประดิดประดอยขนาดนี้และฟังจริงใจกว่ากันเป็นไหนๆ

แล้วถึงรูอาร์คจะจริงใจและจริงจัง นั่นก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เธอเป็นนางโลม เป็นหญิงม่ายลูกติด เป็นเหยื่ออารมณ์ของพวกโจรและชายอื่นๆ อีกมากมายที่เธอไม่เคยและไม่กล้านับ เป็นทุกสิ่งที่ไม่มีวันแต่งงานเคียงคู่กับขุนนางระดับลูกชายเจ้ามณฑลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือเธอไม่ได้รักเขาเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เขามองทะลุความเศร้าที่เธอปิดบังไว้ได้เหมือนอย่างเกล็นก็ตาม


บทที่ ๓๐ เส้นทางใหม่

* * *

กลอนที่รูอาร์คพูดว่า "หลุมศพมันมืดและเงียบดี แต่คงไม่มีใครไปกอดกันในนั้น" แปลมาจากวรรค "The grave's a fine and private place,/ But none, I think, do there embrace." ในบทกวี "To His Coy Mistress" ของกวีชาวอังกฤษ Andrew Marvell ว่าไปก็เป็นเหมือนกลอนจีบสาวเล่นตัวแนวจิกกัดว่า "ฉันไม่มีเวลามานั่งรอนั่งพรรณนาชมโฉมเธอเป็นร้อยปีหรอกนะ" พูดง่ายๆ ก็คือรีบตกลงกันก่อนจะต้องไปจีบกันในหลุมดีกว่ากระมัง ^^a

ส่วนเพลงที่ว่า "แม่ดอกไม้แรกแย้มจะประวิงเวลาไปไย" ได้แรงบันดาลใจมาจากกลอนแนว Carpe Diem หรือแนวหาความสุขกันในวันนี้เพราะชีวีสั้นอีกบทหนึ่ง คือท่อนแรกว่า "Gather ye rosebuds while ye may" ในกลอน "To the Virgins, to Make Much of Time" ของ Robert Herrick ครับ

สรุป นอกจากรูอาร์คจะบ้าบทละครแล้วยังบ้ากลอน (โดยเฉพาะกลอนจีบสาว) ^^a ว่าไปก็เหมือนตัวละครที่แต่งมาสนองตัณหาเด็กอักษรที่อยากแบ่งปันบทกลอนเจ๋งๆ จริงๆ แฮะ

ส่วนเรื่องเครียดกว่าของแอชกับท่านคอนรอย ก็ไม่รู้ว่าแอชค่อนข้างจะมองอย่างแคบและเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเกินไปสำหรับผู้ปกครองหรือเปล่า แต่ผมก็เห็นว่าถ้าแอชทำตัวเป็นผู้ปกครองที่ไม่ดูดำดูดีความเดือดร้อนของครอบครัวหนึ่งซึ่งจะรู้จักกันหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่น่าชื่นชมยิ่งกว่าครับ ต่อให้ซาเกรดา โซล ดึงดันจะให้ส่งตัวครอบครัวของคนที่แอชไม่รู้จักไปให้ได้เพราะพวกนั้นเป็นพวกนอกรีต ผมก็คิดว่าแอชคงอยากปกป้องคนพวกนั้นในฐานะประชาชนของตนเองมากกว่าอยู่ดี

ตอนนี้ผมคิดว่าจะตัดแบ่งภาคของสงครามฯ ใหม่ และจะให้ตอนที่ ๓๐ เป็นตอนจบภาคแรกเพราะคิดว่าลงตัวกว่าตอนที่ ๒๔ ด้วยหลายประการ ตอนนี้กำลังพยายามรีไรท์เนื้อเรื่องที่เคยเขียนมาถึงตอนหน้าให้กระชับขึ้น ถ้ามีความเห็นว่าควรแก้ไขการดำเนินเรื่องช่วงไหนก็เสนอแนะได้นะครับ

แล้วพบกับเส้นทางใหม่ของอาเมียร์ แอช รวมทั้งธีร์ดีเรได้ในตอนหน้าครับ :)




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2552    
Last Update : 19 มิถุนายน 2552 0:59:16 น.
Counter : 283 Pageviews.  

บทที่ ๒๘ - ดำเนินการ

บทที่ ๒๘ ดำเนินการ


เมื่อรู้สึกตัว สิ่งแรกที่กระทบผัสสะของเด็กหนุ่มเต็มๆ คือความหนาวเยือกของร่างกาย

อาเมียร์ไม่เข้าใจในทีแรกว่าทำไมตนจึงหนาว แต่แล้วก็นึกขึ้นได้เมื่อลิ้นสัมผัสความเค็ม และรู้สึกได้ว่าทั่วร่างของเขาเปียกชุ่มโชก

...เขาถูกจับถ่วงทะเล...

แต่ดูเหมือนเขาจะยังไม่ตาย...อย่างนั้นสินะ หากตายไปแล้วคงไม่รู้สึกถึงความหนาว ความเปียก และรสเค็มเป็นแน่ มิหนำซ้ำหูยังได้ยินเสียง...เสียงสาดซ่าของน้ำตกใกล้ๆ ‘คุกกรงน้ำ’ และเสียงเกรื่องกร่างของโซ่...ซึ่งดูเหมือนกำลังกว้านกรงของเขาขึ้นไปเรื่อยๆ

เด็กหนุ่มยันกายลุกขึ้น น้ำหยดเปาะแปะจากปลายผมของเขา แต่เขายังหายใจคล่องคอดีโดยไม่สำลัก พอคืบกายไปชะโงกมองที่ขอบกรงก็เห็นร่างในชุดขาวยืนอยู่เบื้องหน้าราชมัลเฒ่า

...ร่างของพระเถระมาดาย...

“ข้าหวังว่าเรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง” มาดายเอ่ยเย็นชากับคู่สนทนา ซึ่งดูจะไม่สบอารมณ์นัก

“ข้าเพียงแต่ทำตามคำสั่งของนายท่าน ไม่ได้ทราบว่าพระเถระห้ามการทรมานพวกเขา” ราชมัลเฒ่าตอบ

“ไม่ใช่ ‘พวกเขา’ แต่เป็นชายทะเลทรายคนนั้นต่างหาก” อีกฝ่ายแก้คำพูด “ส่วนอีกคนนั่น...จะ ‘เล่น’ กับมันอย่างไรก็ตามใจพวกเจ้า ทว่าพวกเจ้าห้ามทำการใดๆ ที่เป็นการทำร้ายชาวทะเลทรายคนนั้น”

ชายชราทั้งสองเงียบไป ขณะที่อาเมียร์จับตามองอย่างครุ่นคิด

ดูเหมือนที่เขารอดมาได้จะเป็นเพราะมาดายช่วย และที่รู้สึกเหมือนตนเองแหกลูกกรงออกมาได้แต่ว่ายขึ้นมาไม่ทันถึงผิวน้ำเพราะมี...อะไรก็ตามที่ไม่น่าจะเป็นไปได้...มาดึงขาเขาเอาไว้ ก็คงเป็นเพียงความฝันเลอะเลือนตอนหมดสติไปแล้ว แต่มาดายมีจุดประสงค์อะไรกันจึงได้ห้ามพวกนั้นทรมานเขาอีก...แต่อนุญาตให้มีการทรมานชาลัวห์

“ข้าคิดว่าซาเกรดา โซล นิยมการทรมานพวกนอกรีตให้รับสารภาพเสียอีก” ราชมัลเฒ่าเปรย “แล้วข้าก็นึกว่าท่านเห็นด้วยกับท่านแฟคท์นา ที่ว่าเจ้าคนทะเลทรายนั่นเป็นภัยต่อแผนการที่ปล่อยไว้ไม่ได้...ไม่ว่ามันจะมีอาคมจริงๆ หรือไม่ก็ตาม”

แฟคท์นา...เด็กหนุ่มหรี่ตาลง

เขารู้จักชื่อนี้...อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินผ่านๆ มาสักครั้งสองครั้ง แต่คนคนนั้นเป็นใครกัน

“ข้าไม่มีความคิดจะแทรกแซงการเมืองของธีร์ดีเร” มาดายตอบ “ข้าเพียงร่วมมือกับนายของท่านเพื่อเป้าหมายเดียวกันบางประการ และที่ข้าห้ามไม่ให้ทรมานชายคนนั้นเป็นเพราะห่วงความปลอดภัยของพวกท่านต่างหาก ข้าสะกดอำนาจของเขาไว้แล้วก็จริง...แต่ก็ไม่อาจสะกดไว้ได้อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่พวกท่านทำลงไปก็เหมือนการยั่วเสือให้โกรธและอาละวาดทลายกรงออกมา...หรือท่านต้องรอให้ห้องทรมานระเบิดจนพวกท่านตายกันทั้งหมดเสียก่อนจึงจะพอ”

“...ท่านขู่ข้าหรือ” ราชมัลเฒ่าถามเสียงเครียด

“ข้าเพียงแต่พูดถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดเท่านั้น” พระเถระยังคงมีน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม “พวกท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ”

ชายชราทั้งสองจ้องมองกันเงียบๆ อยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนที่มาดายจะเป็นฝ่ายกลับหลังหันและเดินจากไป...โดยไม่มีคำพูดอะไรอีก

ราชมัลเฒ่าแค่นเสียงเมื่อลับร่างของเขา ก่อนจะเงยมองกรงของเด็กหนุ่ม ทำให้อาเมียร์รีบทิ้งศีรษะลงทำเป็นสิ้นสติไปตามเดิม

“แกยังโชคดีไป” ชายชราเปรยก่อนจะพูดดังขึ้น “เอานักโทษอีกกรงลงมา ดูซิว่าเรายังจะทำให้มัน ‘สารภาพ’ อะไรได้อีกบ้าง”

เสียงโซ่ที่ห้อยกรงของชาลัวห์ดังขึ้นแทบพร้อมกับเสียงร้องอย่างหวาดผวาของคนในกรง

นั่นทำให้อาเมียร์กลับผุดลุกขึ้นทันที

“หยุดนะ!!”

ราชมัลหนุ่มที่กำลังชักกรงลงมาหยุดมือทันควัน ขณะที่ราชมัลเฒ่าเงยมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์

“ไม่เกี่ยวกับแก แกรอดตัวไปแล้ว...อย่างน้อยก็จนกว่าพระเถระจากซาเกรดา โซลจะมาถึงนั่นล่ะ”

“เขาก็สารภาพแล้วเหมือนกัน” เด็กหนุ่มผมดำค้านเสียงแข็ง “อย่าคิดจะเอาเขาไปทรมานเล่นๆ เอาสนุกเป็นอันขาด”

ชายชรากลับหัวเราะออกมาเหมือนขบขันเต็มประดา

“ก็ไหนแกยืนกรานว่าไม่ได้เป็นพวกเดียวกันกับไอ้เจ้านี่ไม่ใช่รึ แล้วแกจะช่วยมันไปทำไม”

“ใช่ ข้าไม่ใช่พวกเดียวกับเขา” อาเมียร์พูดหนักแน่น “แต่ข้าไม่วิปริตขนาดจะทนเห็นเขาถูกทรมานจนไม่เป็นผู้เป็นคนต่อหน้าต่อตาได้หรอก!”

“หึ” ราชมัลเฒ่าแค่นเสียง “พวกอย่างแกนี่ล่ะที่ข้ารังเกียจที่สุด ชอบทำตัวเป็นมีคุณธรรมสูงส่งนัก”

“นี่ไม่ใช่เรื่องของคุณธรรม” เด็กหนุ่มแย้ง “แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรม ถ้าเขาต้องถูกลงโทษประหารก็สมโทษของเขาที่ฆ่าท่านเฟลิมแล้ว แต่ความทรมานนอกเหนือจากนั้นมันเกินไป”

“เกินไป...ลองไปพูดอย่างนี้กับผู้หญิงที่มันฉุดไปเป็นนางบำเรอ หรือต่อให้ไม่ได้ฉุดเองก็ถูกโจรของพ่อมันฉุดคร่าไปขายเป็นทาสเป็นนางโลมดูสิ” ชายชราไม่ลดรา “แล้วยังจะบอกว่า ‘ความทรมานนอกเหนือจากนั้นมันเกินไป’ ได้อยู่อีกหรือเปล่า”

อาเมียร์หรี่ตาลง ใช่ว่าเขาเองไม่เคยคิดเรื่องนั้น ถึงจะไม่รู้ว่าชาลัวห์เคยฉุดคร่าผู้หญิงจริงๆ หรือรู้เห็นเป็นใจกับวิธีการขูดรีดข่มเหงชาวบ้านของบิดาหรือไม่...เขาก็เคยเห็นข้อหลังมาจนเกินพอ

ถึงอย่างนั้นบางสิ่งในใจก็ยังบอกเขาว่าไม่ได้...เขาไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์ตัดสินว่าโทษของคนคนไหนสาสมต่อสิ่งที่เคยกระทำหรือไม่ เขาไม่รู้ว่าชาลัวห์ควรได้รับโทษอะไร แต่สิ่งที่พวกราชมัลทำลงไปและกำลังจะทำเป็นเพียงการทำร้ายผู้อื่นเพื่อสนองความสะใจส่วนตัว เป็นสิ่งที่อาจไม่ต่างจากสิ่งที่ชาลัวห์เคยทำ...แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

“พวกท่านไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์ตัดสินโทษของเขา อย่าทรมานเขาอีกเป็นอันขาด” เด็กหนุ่มพยายามเอาชนะด้วยวิธีอื่นนอกเหนือจากเหตุผล “หรืออยากโดนข้าระเบิดคอเสียตรงนี้ อย่างที่เจ้านักบวชคนนั้นพูดนั่นล่ะ ถ้าข้าคิดจะฆ่าท่านเสียจริงๆ ข้าก็ทำได้ไม่ยากเลย”

เด็กหนุ่มเพ่งมองราชมัลเฒ่า...พยายามให้อีกฝ่ายได้สัมผัสแรงกดดันและจิตสังหารจากสายตาของเขา

ชายชรายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบิกตากว้างขึ้น...แล้วยกมือขึ้นจับลำคอของตนก่อนจะส่งเสียงร้องขัดๆ ออกมา

...เหมือนกับที่ชาลัวห์เคยทำ...

กว่าอาเมียร์จะรู้ตัวว่าตนกำลังทำอะไร ชายชราก็ทรุดลงดิ้นทุรนทุรายบนพื้นเสียแล้ว ราชมัลหนุ่มอีกคนผละจากรอกวิ่งเข้ามาหาเขา

“นายท่าน!! ท่านเป็นอะไรไป!!”

ไม่มีเสียงตอบจากราชมัลเฒ่า อาเมียร์เริ่มเบิกตากว้างขณะร้องสั่งตนเอง

ไม่จริง!...ข้าไม่ได้อยากฆ่าเขาจริงๆ!! พอได้แล้ว!...พอ—

สิ่งที่ตอบรับคำพูดของเขามีเพียงเสียงคล้ายถุงหนังใส่น้ำเต็มเปี่ยมตกกระทบพื้นจนแตก...และภาพของเหลวสีแดงที่พวยพุ่งเหมือนน้ำพุสาดกระจาย

ราชมัลหนุ่มร้องดังลั่นก้องทั่วบริเวณกรงน้ำ...ตามมาด้วยเสียงของชาลัวห์

มีเพียงอาเมียร์ที่ไม่อาจส่งเสียง ทั้งๆ ที่สองตาเบิกโพลง...เขาก็ถัดตัวไปด้านหลังจนแผ่นหลังติดซี่ลูกกรง...ในมุมที่เขาไม่เห็นภาพศพและเลือดของชายชรา

ไม่ใช่...ไม่ใช่ข้า...ข้าไม่ได้ทำ...ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น!!

เด็กหนุ่มยกสองมือขึ้นปิดหูแล้วสั่นศีรษะซ้ำๆ ไม่ใช่เขา...เขาไม่ได้ทำ...เขาไม่ได้ตั้งใจ...ก็เขาไม่ได้แตะราชมัลเฒ่าแค่ปลายเล็บด้วยซ้ำ...

“ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจ...” อาเมียร์สะอื้นออกมา “ข้า...ข้าก็แค่คิด...แค่คิดมันผิดด้วยหรือ...”

เด็กหนุ่มนั่งกอดเข่าปิดตาแน่น สองมือยกขึ้นปิดหูกันเสียงใดๆ ก็ตามที่จะดังตามมาหลังจากนั้น

...เขาไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว...

* * *

รูอาร์คควบม้าฝีเท้าดีที่เพิ่งทุ่มเงินซื้อมาแทบไม่หยุดพัก จนเกือบเช้ามืดจึงถึงหมู่บ้านที่ท่านซิอ์บุลกับครอบครัวอาศัยอยู่ เด็กหนุ่มผูกม้าไว้ที่ชายหมู่บ้านเพื่อไม่ให้เกิดเสียงผิดสังเกต แล้วจึงค่อยๆ ย่องเข้าไปในหมู่บ้านอย่างเงียบๆ จนกระทั่งถึงบริเวณบ้านของอดีตนักรบ

เขาตัดสินใจลอดรั้วเข้าไปเคาะประตูหลังบ้านเพื่อไม่ให้ใครเห็นตน

ท่านซิอ์บุลหูไวจริงๆ สมกับเป็นนักรบ เพราะเพียงเขาเคาะประตูเบาๆ ได้ไม่ถึงห้านาทีก็มีเสียงปลดกลอน แล้วเจ้าของบ้านก็ค่อยๆ แง้มประตูออกมาอย่างระแวดระวังพร้อมกับกระซิบ

“ใคร”

“ท่านซิอ์บุล นี่ข้าเอง” คนนอกบ้านตอบเบาพอกัน

“รูอาร์คหรือ นี่เจ้ากลับมาจากเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อไร” อีกฝ่ายถามอย่างประหลาดใจ

“...ท่านยังไม่ได้ข่าวสินะ”

“ข่าวอะไร”

“เรื่องสำคัญมาก แต่ข้าคิดว่าเราควรจะเข้าไปพูดกันข้างในดีกว่า”

อดีตนักรบผละจากหน้าประตูทันที

“รีบเข้ามา”

ในบ้านยังไม่จุดตะเกียง รูอาร์คถือวิสาสะลงกลอนประตูหลังเสียเอง ก่อนจะรีบพูดขณะที่ท่านซิอ์บุลเก็บดาบโค้งเล่มยาวที่ถือติดมืออยู่เข้าฝัก

“พี่เฟลิมถูกลอบสังหาร” เด็กหนุ่มพยายามพูดด้วยเสียงที่เรียบที่สุด “อาเมียร์ถูกจับเป็นผู้ต้องสงสัย”

“เจ้าว่าอะไรนะ!” อดีตนักรบอุทานอย่างร้อนรน แต่ด้วยเสียงที่ข่มให้เบาอยู่ “เรื่องเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร”

“พวกเขาหาว่าอาเมียร์ร่วมมือกับชาลัวห์จ้างแม่มดให้ทำไสยเวทฆ่าเฟลิม แม่มดนั่นบอกว่าอาเมียร์เป็น ‘ท่านจ้าว’ ของนาง นักบวชที่มาตามจับพวกนอกรีตแถวนี้ก็บอกว่าในตัวอาเมียร์มีอำนาจมืดอันยิ่งใหญ่ เขาเสนอให้จับตัวอาเมียร์ไว้ รอจนกว่าพระเถระจากซาเกรดา โซล มาตรวจสอบ อาเมียร์เกรงว่าพวกท่านจะถูกหางเลขเข้าด้วย จึงให้ข้ามาแจ้งข่าวให้พวกท่านรู้ตัวก่อน”

ท่านซิอ์บุลฟังแล้วนิ่งไปโดยไม่ตอบอะไร

“ข้ารู้ว่าพวกท่านคงเป็นห่วงเขา” รูอาร์ครีบเอ่ยต่อ “แต่พวกท่านควรรีบหนีไปก่อน ถ้าพวกศาสนจักรจากซาเกรดา โซลจับตัวพวกท่านไป พวกมันคงจะทรมานพวกท่านทุกๆ คนไม่เว้นทั้งเด็กและผู้หญิงแน่ๆ”

เด็กหนุ่มผมแดงไม่รู้ว่าตนเหมารวมหรือพูดเกินความจริงไปหรือไม่ แต่เขาก็เข้าใจว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็นเช่นนั้น ยิ่งเมื่ออาเมียร์ท่าทางจะมีเวทมนตร์ในตัวจนเผาใบแชมร็อคลงอาคมได้อย่างนี้...คนในครอบครัวของเด็กหนุ่มผมดำคงจะถูกระแวงว่าเป็นแม่มดหมอผียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

รูอาร์คเพียงแต่ไม่อยากให้ทุกๆ คนที่บ้านนี้เป็นอันตรายอะไร ทั้งท่านซิอ์บุล ท่านสิมา เด็กๆ ไร้เดียงสาทั้งสามคน และที่ห่วงเป็นพิเศษก็คือลีชาที่ย่อมต้องถูกลากเข้ามาและขุดคุ้ยประวัติขึ้นมาประจานอีกครั้ง เขาเชื่อมั่นในการมองคนของตนว่าอาเมียร์กับครอบครัวมีจิตใจดีโดยไม่เสแสร้ง...และที่แน่นอนคือไม่มีเจตนาที่จะฆ่าเฟลิม ถึงเด็กหนุ่มผมดำจะมีลับลมคมนัยหรือมีเวทมนตร์อะไรโดยที่เขาไม่รู้ตัวก็ตาม

“ข้ารู้แล้ว” ชายวัยกลางคนกลับตอบด้วยเสียงราบเรียบ “ขอบใจมากที่มาบอก ข้าจะไปบอกสิมาให้เตรียมตัว เจ้าก็รีบกลับไปก่อนจะมีคนรู้เถอะนะ”

“ข้าจะไปด้วยขอรับ” เด็กหนุ่มผมแดงกลับบอกการตัดสินใจที่ตนคิดมาตลอดทางบนหลังม้าอย่างหนักแน่น “ข้าพอรู้จักที่ซ่อนตัวที่น่าจะดี ข้าจะนำทางพวกท่านไปที่นั่นเอง”

“ที่ซ่อนที่ว่านี่คือ?”

“ข้าเคยซื้อบ้านเล็กๆ อยู่ในเมืองระหว่างหมู่บ้านนี้กับเมืองหลวงขอรับ” รูอาร์คตอบ “ไว้พักแรมโดยไม่มีใครรู้เวลาข้าเดินทางไกล คนแถวนั้นไม่รู้ว่าข้าเป็นลูกชายเจ้ามณฑล ข้าพอจะหาเรื่องไปบอกพวกเขาว่าจะมาอยู่ที่นั่นสักพักได้ไม่ยาก แล้วก็ให้พวกท่านซ่อนตัวอยู่ในบ้านโดยไม่มีใครรู้ ส่วนข้าจะจัดการเรื่องเสบียงที่จำเป็นให้”

อดีตนักรบสอบถามที่ตั้งของบ้านหลังนั้นแน่ชัด เมื่อได้ความแล้วก็พยักหน้าในที่สุด

“ตกลง เดี๋ยวข้าจะไปปลุกสิมาขึ้นมาเก็บของ ขอบใจเจ้ามาก”

อดีตนักรบกลับเข้าไปในห้องนอนของตนอีกพักหนึ่ง ท่านสิมาผู้เป็นภรรยาก็ตามออกมา นางตรงไปปลุกลีชาซึ่งพักอยู่ที่ห้องของอาเมียร์ ก่อนที่เจ้าบ้านจะไปเตรียมเกวียน และหญิงทั้งสองช่วยกันเก็บรวบรวมสัมภาระในบ้านที่จำเป็นซึ่งก็ไม่ได้มีมากนัก ไม่นานรูอาร์คก็อุ้มนาสิราซึ่งยังหลับสนิทไปขึ้นเกวียนที่ถูกขับมาจอดในสวนหลังบ้าน ขณะที่ลีชาอุ้มฟาร์ฮานาห์และท่านสิมาอุ้มอาซิซ

“ข้าผูกม้าของข้าไว้ที่ชายหมู่บ้าน” เด็กหนุ่มผมแดงบอกอดีตนักรบ หลังจากส่งตัวเด็กหญิงให้ผู้เป็นแม่ที่รอรับอยู่บนเกวียน “ไว้ถึงที่นั่นแล้วให้ปล่อยม้าตัวนี้ไป แล้วใช้ม้าของข้าเทียมเกวียนแทน ข้าซื้อผ้าคลุมเกวียนใหม่มาด้วย หากเปลี่ยนผ้าคลุมแล้วให้ข้าขับเกวียนออกไปโดยที่พวกท่านอยู่ข้างใน ยิ่งเช้ามากอย่างนี้คนคงไม่สังเกต”

ท่านซิอ์บุลมองเขานิ่งไปอีกครั้ง

“เจ้ารอบคอบจริงๆ วางแผนทุกอย่างไว้เรียบร้อยหมดเลยนี่”

รูอาร์คยักไหล่

“ข้าก็แค่...คิดและทำตามที่อาเมียร์สอนข้ามาเท่านั้นล่ะขอรับ เสียดายก็แต่คงต้องทำให้ท่านเสียม้ากับปศุสัตว์กับไร่ไปอีกเท่านั้นเอง”

อดีตนักรบกลับหัวเราะเฝื่อนๆ

“ข้าเสียอะไรต่อมิอะไรพวกนี้มาจนชินแล้ว เห็นทีชะตาข้าคงไม่เหมาะจะเป็นชาวไร่ชาวสวนจริงๆ กระมัง” เขาพอพูดเล่นได้...แต่ก็ไม่นานนัก “ห่วงแต่อาเมียร์ เจ้าคิดว่าพอมีทางช่วยเขาออกมาได้ไหม ให้ภรรยาข้ากับพวกเด็กๆ ไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อน แล้วข้าจะหลบไปพาเขาหนีออกมาสมทบ”

รูอาร์คนิ่งเงียบไป ไม่กล้าบอกความคิดของตน หากเป็นคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขาและเป็นเวลาปกติที่เขาไม่ต้องพะวงถึงชะตากรรมของคนคนนั้น เด็กหนุ่มผมแดงคงจะพูดทีเล่นทีจริงออกไปได้ว่าอีกฝ่ายคงแขนขาหลุดเป็นชิ้นๆ สิ้นสภาพไปแล้ว

เด็กหนุ่มเคยได้ยินข่าวลือเรื่องความแน่นหนาของ ‘คุกกรงน้ำ’ ในพระราชวังหลวงมาแต่ไหนแต่ไร ไม่นับพิษสงและความโหดเหี้ยมของราชมัลที่ดูแลคุกนั้นตั้งแต่สมัยสร้างเสร็จใหม่ๆ เขาได้แต่ภาวนาเป็นหลักว่าอาเมียร์จะเอาชีวิตรอดจากคุกกรงน้ำได้จนพระเถระลูเธียนมาถึง...ก่อนจะหวังว่าอีกฝ่ายจะปลอดภัยครบสามสิบสองประการตามเดิมด้วยซ้ำ ตอนนี้รูอาร์ครู้ว่าตนช่วยอะไรตัวอาเมียร์เองโดยตรงไม่ได้ เขาทำได้เพียงสองอย่าง หนึ่งคือเตือนครอบครัวของผู้เป็นทั้งอาจารย์และเพื่อนให้รู้ตัว...ตามที่อีกฝ่ายขอร้อง

และอย่างที่สอง...ช่วยพวกเขาไม่ให้ถูกจับกุมโดยศาสนจักรแห่งซาเกรดา โซล หรือพวกใครก็ตามที่ต้องการป้ายความผิดให้ผู้อพยพกลุ่มนี้เรื่องการลอบสังหาร ข้อนี้รูอาร์คเป็นผู้กำหนดและมอบหมายหน้าที่ให้ตนเองเสร็จสรรพ

“เอาเถอะ ข้ารู้ว่านี่ยังไม่ใช่เวลาจะมาคิดถึงเรื่องนั้น” ท่านซิอ์บุลตัดบท “ไว้พาทุกคนไปถึงที่ปลอดภัยแล้วค่อยว่ากันดีกว่า ข้ายังอยากฟังเรื่องที่เกิดขึ้นจากเจ้าโดยละเอียดด้วย”

“ขอรับ” รูอาร์คพยักหน้า

เขาเองก็ได้แต่หวังว่าเรื่องทั้งหมดจะเรียบร้อย...ไม่เพียงแต่ในส่วนที่เขาทำได้ แต่ในส่วนของคนที่มีโอกาสสูงว่าจะถูกจับเข้าห้องทรมาน...หรืออาจจะถูกจับเข้าห้องทรมานไปก่อนหน้านี้แล้วด้วย

* * *

แอชลีนน์อยากไปเยี่ยมอาเมียร์ อยากไปถามเขาให้รู้แน่ชัดเหลือเกินว่าความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ก็รู้ว่าตนไม่อาจทำได้ คงได้แต่ฝากใครสักคน...เธอมองไม่เห็นใครนอกจากดูลัส...ให้คอยมารายงานเธอเรื่องความคืบหน้าของคดีรวมทั้งความเป็นอยู่ของเด็กหนุ่มเท่านั้น

อันที่จริงเวลาก็ล่วงเลยไปแล้วถึงหนึ่งวันนับจากการสอบสวน แต่เด็กสาวยังไม่มีโอกาสพบองครักษ์หนุ่มเลย วันนั้นทั้งวันที่เหลือเธอมัวแต่สับสนและร้อนใจเรื่องอาเมียร์ ถึงอย่างนั้นก็ต้องอยู่ร่วมพิธีศพของเฟลิมในอารามเล็กๆ ในพระราชวังกับครอบครัวของท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธ ก่อนที่พวกเขาจะนำศพกลับไปฝังที่มณฑลตามที่ตั้งใจไว้ทีแรก ในงานนั้นเธอได้ยินข่าวที่ไม่รู้เหมือนกันว่าน่ากังวลหรือไม่ คือรูอาร์คหายตัวไปโดยไม่แม้แต่จะเข้าร่วมพิธี หลังจากการไต่สวนแล้วเด็กหนุ่มก็ออกนอกพระราชวังก่อนบิดาโดยไม่บอกใครเลยว่าจะไปที่ไหน เป็นอันว่าไม่มีใครที่เธอพอจะพูดคุยสอบถามเหตุการณ์ที่เปลี่ยนผันไปอย่างคาดไม่ถึงนี้ได้เลย

ซ้ำร้าย ในเช้าวันต่อมา ดูลัสที่เธอจำได้ขึ้นใจว่าควรอยู่อารักขาเธอก็กลับกลายเป็นราชองครักษ์คนอื่นที่เธอไม่สนิทด้วยเลย

“ดูลัสไปไหนหรือ เคียรา” แอชลีนน์ถามหลังจากกลับห้องของตนหลังอาหารเช้า

“ท่านดูลัสได้รับอนุญาตให้ลาพักเพคะ” สีหน้าของคนตอบดูแจ่มใสขณะพูดจนคนฟังประหลาดใจ

“ลาพัก...เรื่องอะไรกัน” เด็กสาวขมวดคิ้ว “ทำไมมาลาพักตอนนี้”

“สัปดาห์หน้าจะมีการจัดประลองใหม่เพคะ” เคียราอธิบาย “ท่านดูลัสจึงได้รับอนุญาตให้พักผ่อน เพื่อไปเตรียมตัวสู้กับผู้กองคาเฮียร์ในการคัดเลือกพระคู่หมั้นคนใหม่”

“อะไรกัน!” แอชลีนน์อุทาน...ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก “แล้วเรื่องคดีล่ะ...ยังสอบสวนไม่เรียบร้อยเลยไม่ใช่หรือว่าใครฆ่าเฟลิมกันแน่”

“เมื่อคืนวาน ชาลัวห์สารภาพแล้วเพคะ”

ถูกคุมขังไว้เพียงคืนเดียวชาลัวห์ก็สารภาพแล้ว เรื่องนั้นทำให้แอชลีนน์ประหลาดใจอยู่แต่ก็ไม่มากนัก เธอเป็นห่วงใครอีกคนที่ถูกส่งเข้าคุกไปพร้อมกับชายคนนั้นมากกว่า

“แล้ว...อาเมียร์”

“ยังไม่ยอมรับสารภาพเพคะ แต่เมื่อพระเถระลูเธียนมาถึงก็คงจะยอมจำนน...ไม่ก็ถูกจัดการขั้นเด็ดขาดล่ะเพคะ”

บางสิ่งลุกวูบในใจของแอชลีนน์เมื่อได้ยินอย่างนั้น

“เคียราก็เชื่อว่าเขาผิดหรือ!”

นางกำนัลสาวชะงักไป ก่อนจะออกตัวเบาๆ

“หม่อมฉันทราบว่าองค์หญิงทรงเคยสนิทกับเขา แต่...เขาอาจจะวางแผนอะไร...หรือมีอำนาจอะไรที่พวกเราคาดไม่ถึงหนุนหลังอยู่จริงๆ นะเพคะ ได้ยินมาว่าทั้งๆ ที่อยู่ในคุกเขายังฆ่าราชมัลตายไปได้อีกคน ซ้ำยังทำให้อีกสามคนบาดเจ็บหนักได้ด้วย”

เด็กสาวพยายามสะกดความประหลาดใจไว้

“ใครที่ไหนพูดอย่างนั้น”

“พวกทหารยามลือกันไปทั่วเพคะ ไม่ใช่คนเดียว” เคียราเอ่ยหนักแน่น “องค์หญิงก็ทรงเห็นแล้วนี่เพคะ แม่มดนั่นฆ่าทหารตายได้ต่อหน้าพระพักตร์โดยไม่ต้องแตะตัวอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ ทำไมเขาจะฆ่าพวกราชมัลในแบบเดียวกันไม่ได้”

“แล้วเขาจะทำไปทำไม” แอชลีนน์ยังแย้ง “ถ้าฆ่าราชมัลได้จริงๆ ใครจะกล้าขวางเขา เขาคงหนีไปแล้ว”

“ก็...ก็พระเถระมาดายสะกดอำนาจของเขาไว้นี่เพคะ”

“แล้วถ้าพระเถระมาดายสะกดอำนาจของเขาไว้ ทำไมเขาถึงยังฆ่าคนได้อีก”

นางกำนัลสาวนิ่งอึ้งไป แต่แล้วก็ออกตัว

“หม่อมฉันไม่ทราบเรื่องเวทมนตร์ จะไปทราบได้อย่างไรเล่าเพคะ”

เด็กสาวกลั้นเสียงถอนใจไว้ เธอเองก็ไม่รู้เรื่องเวทมนตร์เลยเช่นกัน ถึงอย่างนั้นเธอยังเชื่อว่าอาเมียร์คนที่เธอเคยรู้จัก กับอาเมียร์ที่ใครๆ ร่ำลือกันว่าใช้เวทมนตร์ได้และอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารเฟลิมไม่อาจเป็นคนเดียวกันไปได้เป็นอันขาด อาเมียร์ไม่มีวันทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้แน่

ในเมื่อไม่มีดูลัสคอยช่วยแล้วอย่างนี้...คงมีแต่เธอจะต้องพยายามทำอะไรสักอย่างด้วยตนเอง

“ไปตามราชมัลที่อยู่ในเหตุการณ์มาซิ”

เคียรากลับมีสีหน้าประหลาดใจถึงขีดสุด

“ว่าอะไรนะเพคะ”

“ไปตามราชมัลที่อยู่ในเหตุการณ์มาพบเราเดี๋ยวนี้เลย” แอชลีนน์ย้ำหนักแน่น “เรามีเรื่องจะถามเขา”

“แต่ว่า...เรื่องแบบนี้...ให้ท่าน....ท่านผู้สำเร็จราชการเป็นผู้จัดการจะไม่ดีกว่าหรือเพคะ”

“แล้วหมายความว่าเราจะจัดการอะไรเองไม่ได้เลยใช่ไหม!” เด็กสาวย้อนเสียงแข็ง “เราไม่ใช่เด็กอมมือแล้วนะ ถ้าแค่เรื่องถามงานจากข้าราชบริพารเรายังทำไม่ได้...แล้วเราจะเป็นราชินีไปทำไม!”

เคียรามีสีหน้าหวาดหวั่นทันทีก่อนจะรีบค้อมศีรษะ

“ข...ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันจะไปแจ้งท่านผู้สำเร็จราชการให้นะเพคะ”

แอชลีนน์มองอีกฝ่ายเดินจากไปด้วยกิริยาเหมือนตัวลีบเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะถอนใจออกมาดังๆ เมื่อไม่มีใครอยู่ด้วยในห้องอีก

เรื่องทั้งหมดเริ่มสับสนยุ่งยากจนแทบจับต้นชนปลายไม่ถูกเสียแล้ว เด็กสาวได้แต่หวังว่าเรื่องนี้จะสามารถจัดการให้เรื่องนี้สิ้นสุดลงได้โดยไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายอะไรเกิดขึ้นอีก

...โดยเฉพาะในส่วนของอาเมียร์...

* * *

“เจ้าหญิงทรงมีรับสั่งอย่างนี้หรือ” ท่านพ่อถามขึ้นหลังจากที่เคียรามาแจ้งข่าวในห้องสมุดของพระราชวัง...อันเป็นเสมือนที่ทำงานของท่านกลายๆ นับแต่ได้รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ

“เจ้าค่ะใต้เท้า” หญิงสาวตอบอย่างเป็นการเป็นงาน

“เข้าใจล่ะ ข้าจะจัดการตามนั้น กลับไปกราบทูลพระองค์ด้วยแล้วกัน”

“เจ้าค่ะ” เธอค้อมศีรษะ “ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

นางกำนัลสาวกลับหลังหันทำท่าจะเดินจากไป ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกตามมา

“เดี๋ยวก่อน เคียรา”

“เจ้าคะใต้เท้า?” เธอเหลียวหน้ากลับไป เห็นสีหน้าเป็นกังวลของชายวัยกลางคนตรงหน้า

“เรียกพ่อก็ได้นี่ เราก็ใช่จะเป็นคนอื่นคนไกล แล้วอันที่จริง...เราสองคนก็ไม่ได้พูดคุยกันอย่างพ่อลูกมานานด้วย ลูก...สบายดีหรือ”

หญิงสาวกลับมองที่ปรึกษาของท่านพ่อซึ่งยืนอยู่ด้วยอย่างลำบากใจ แม้ว่าเขากับบรรดาข้าราชบริพารใกล้ชิดคนอื่นๆ จะรู้เรื่องที่เธอเป็นธิดาของท่านเสนาบดีคอนรอยในครั้งนั้นและผู้สำเร็จราชการในบัดนี้แล้วก็ตาม

ดูเหมือนชายวัยกลางคนจะเข้าใจและหันไปทางชายคนนั้น

“ไปตามรองราชมัลของคุกกรงน้ำมาที่นี่ซิ บอกว่าข้ามีเรื่องตั้งใจจะสอบถาม”

“ขอรับ” อีกฝ่ายค้อมศีรษะแล้วผละไปตามคำสั่ง ยังผลให้เหลือเพียงทั้งสองอยู่ในห้องสมุดกว้างขวางอีกครั้ง

“นั่งลงก่อนเถอะ” ท่านพ่อผายมือมาทางเก้าอี้ตรงหน้า

เคียราจำใจเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงอย่างแผ่วเบาที่สุด กระนั้นเสียงผ้าไหมเสียดสีกับเบาะยังดังก้องเหลือเกินในห้องที่มีเพียงหนังสือนับพันๆ เล่มกับคนสองคน

“ลูก...สบายดีใช่ไหม” ชายตรงหน้าเธอค่อยๆ ถามอย่างลังเล

“ข้า...สบายดีเจ้าค่ะ” หญิงสาวพยายามยิ้มน้อยๆ ขณะตอบ

ช่างเป็นบทสนทนาที่ห่างเหินอย่างคุ้นเคยเสียนิกระไร เคียรายังจำได้ ในวัยเด็กเมื่อท่านพ่อแวะมาเยี่ยมท่านแม่กับเธอที่บ้านพักในชนบทเพียงนานๆ ครั้งทีไรก็มักจะถามเธอเช่นนี้

และทั้งเด็กหญิงกับแม่ก็มักจะตอบไปว่าสบายดีทุกครั้ง แม้แม่จะเพิ่งหายป่วยหรือเคียราไปเล่นซุกซนจนแทบจมน้ำในลำธารใกล้ๆ มาเมื่อสองสามวันก่อนหน้านั้น ในความทรงจำของเธอ แม่เป็นผู้ปลูกฝังให้เธอคิด...ด้วยการกระทำมากกว่าวาจา...ว่าพ่อเป็นเหมือนผู้มีอำนาจเหนือกว่าและผู้มีพระคุณที่เธอต้องเกรงใจ เพราะเขายังอุตส่าห์ ‘รับ’ เลี้ยงดูส่งเสียเธอกับแม่ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แม้จะมีความใกล้ชิดเพียงผู้อุปถัมภ์มากกว่าจะเป็นพ่อหรือสามี

เคียราเมื่อโตขึ้นค่อยตระหนักได้ว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดของพ่อแม่ของเธอดูเหมือนจะสิ้นสุดลงก่อนที่เธอจะจำความได้เสียอีก พ่อมาเยี่ยมทั้งสองแค่สองสามชั่วโมงต่อครั้ง อยู่พูดคุยซักถามความเป็นอยู่และปรึกษาเรื่องสิ่งใดก็ตามที่ขาดเหลือตามจำเป็น แล้วก็นั่งรถม้ากลับไปยังบ้านของท่านกับภรรยาหลวงก่อนตะวันตกดิน

“เราไม่ค่อยมีโอกาสพูดคุยกันเลยนะ” ท่านพ่อเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ทั้งๆ ที่ช่วงหลังๆ นี้ก็พักอยู่ใกล้กันมากกว่าแต่ก่อนแท้ๆ”

“คงเพราะต่างคนต่างมีงานยุ่งกระมังคะ” หญิงสาวรับ

นั่นคงถือว่าเป็นความจริงได้ เมื่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เคียราอายุแค่สิบสองปี เธอก็ได้รับพระกรุณาจากพระราชินีให้เข้ามาเป็นนางกำนัลในวัง และรับใช้ใกล้ชิดเจ้าหญิงแอชลีนน์มาแต่นั้น ส่วนท่านพ่อก็เหมือนได้รับอภัยโทษกลายๆ จากคดีคบชู้กับแม่เธอ เพื่อเข้ามารับหน้าที่ผู้สำเร็จราชการในวังหลวงหลังจากเกิดเหตุลอบปลงพระชนม์เมื่อเกือบสี่ปีก่อนเท่านั้นเอง แต่ทั้งสองก็แทบไม่มีเวลาอยู่เป็นส่วนตัวกันตามประสาพ่อลูกเลย เช่นเดียวกับที่ไม่เคยมีมาตั้งแต่ต้น

“นั่นสินะ”

ความเงียบอีกครู่...

“ลูกอายุเท่าไรแล้วนะ เคียรา”

“...ปีนี้ก็...จะยี่สิบเอ็ดปีได้แล้วเจ้าค่ะ” นางกำนัลสาวหลบสายตาขณะตอบ

“ยี่สิบเอ็ดปีแล้วหรือ...นั่นสินะ” ชายวัยกลางคนพยักหน้าน้อยๆ อย่างเคร่งขรึม “หลังงานอภิเษกของเจ้าหญิงแอชลีนน์ ลูกก็ควรคิดถึงเรื่องแต่งงานได้แล้ว”

“...สุดแต่ท่านพ่อเจ้าค่ะ” เคียราตอบง่ายๆ

เมื่อครั้งยังเยาว์วัยกว่านี้ เธอเคยหวังเรื่องแต่งงานไว้เหมือนกัน...กับท่านดูลัสผู้แสนสง่างาม แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พระราชินีเองก็ไม่ได้มีพระประสงค์ให้เธอรู้เรื่องนี้เลย แต่เสียงซุบซิบในวังกลับเล็ดลอดออกมาได้ง่ายดายกว่าที่คิด

“ใครกันจะอยากแต่งงานกับลูกของผู้หญิงแบบนั้น”

หญิงสาวเคยเจ็บปวดใจเมื่อได้ยินนางกำนัลที่อายุมากกว่านินทาเธออย่างนั้น แต่ตอนนี้เธอยอมรับความจริงข้อนี้ได้แล้ว เธอเป็นลูกนอกสมรส เป็นเด็กที่เกิดมาจากการคบชู้ ไม่แปลกหรอกที่จะไม่มีชายใดมาสู่ขอ หรือต่อให้องค์ราชินีทรงทาบทามชายใดให้ ตระกูลของเขาก็ย่อมจะปฏิเสธอยู่ดี อายุของเคียราล่วงเลยจากสิบห้าถึงสิบเก้าอันเป็นวัยที่หญิงส่วนมากออกเรือนกันไปเรียบร้อยแล้ว ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็พยายามไม่ใส่ใจนัก

“พ่อจะหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ ลูกก็เป็นถึงนางกำนัลคนสนิทของเจ้าหญิงแอชลีนน์ ฐานะในตอนนี้ก็นับว่าเกื้อหนุนฝ่ายชายได้มาก อย่าห่วงไปเลย”

“...เจ้าค่ะ” นางกำนัลสาวรับลอยๆ

...ความเงียบครั้งที่สาม...

“เรามาดื่มน้ำชากันสักหน่อยไหม”

“อย่าเลยเจ้าค่ะ เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงรออยู่” เคียรารีบปฏิเสธทันที

“พ่อหมายถึง...ตอนที่เราสองคนมีเวลาว่างกว่านี้” ชายวัยกลางคนขยายความ “ก็คงเป็นช่วงก่อนอภิเษก ไม่ก็หลังจากนั้นอีกสักพัก เราจะได้มีเวลาพูดคุยเป็นส่วนตัวกันสักหน่อย พ่อมีเรื่องอยากพูดกับลูก...มากมายเหลือเกิน”

“...เจ้าค่ะ” หญิงสาวตัดสินใจว่าตนควรรีบไปเสียที “ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวเจ้าหญิงแอชลีนน์จะทรงรอนาน”

“นั่นสิ ไปเถอะ” ท่านพ่อรับพร้อมกับพยักหน้า “ทูลเชิญเจ้าหญิงมาที่นี่ก็แล้วกัน ไม่นานรองราชมัลก็น่าจะมาถวายรายงานได้”

“เจ้าค่ะ” เคียราลุกจากเก้าอี้ ก่อนจะค้อมคำนับแล้วกลับหลังหันออกเดินไป

เธอไม่เหลียวกลับไปมองบิดาของตนอีกครั้งก่อนออกจากห้องเสียด้วยซ้ำ


บทที่ ๒๙ ปิดบังความเศร้า

* * *

ตอนนี้ตัดฉากเป็นสถานการณ์หลายด้าน อาเมียร์ได้ชื่อที่น่าสงสัยมาใหม่คือ "แฟคท์นา" (เป็นชื่อที่เคยออกมาแล้ว มีผู้อ่านจำกันได้บ้างใช่มั้ยครับ :) ) ราชมัลเฒ่าก็ร่วงดับดิ้นไม่รู้ตัว รูอาร์คพาครอบครัวของซิอ์บุลหนีออกมาอย่างรัดกุม แอชเริ่มระเบิดลงใส่เคียรา (เคียราคงคิดว่าเจ้าหญิงไปเสวยอะไรมา ทำไมดุจัง ^^a ) แล้วก็ปฏิสัมพันธ์ของเคียรากับคุณพ่อที่ไม่ค่อยจะสนิทกันเท่าไหร่

เนื่องจากตารางชีวิตผมตอนนี้เป็นไปได้สูงว่าจะไม่ว่างในวันพฤหัส ดังนั้นอาจมีการเปลี่ยนไปลงวันศุกร์แทน หรือช่วงค่ำจนถึงดึกวันพฤหัสนะครับ




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2552    
Last Update : 11 มิถุนายน 2552 9:54:06 น.
Counter : 163 Pageviews.  

บทที่ ๒๗ - คุกกรงน้ำ

บทที่ ๒๗ คุกกรงน้ำ


เสียงกรีดร้องอื้ออึง...กลิ่นคาวของเลือด...

...สีดำของความมืด...

....ร่างของเสด็จพ่อที่มีผิวซีดเผือดทอดบนแท่นหินยาว...นิ่งไม่ไหวติงประหนึ่งคนตาย...

...ความมืด...

...แผ่นหลังที่มีรอยแผลยับเยินของแม่...กองซากศพบนพื้นทราย...เลือดที่ย้อมเม็ดทรายใต้แสงแดงฉานแห่งสนธยา...

...ความมืด...

...แผ่นหลังของใครสักคนที่เขารู้จัก...เฟลิม...รอยยิ้มอ่อนๆ ของชายหนุ่ม...เสียงประหลาดเหมือนถุงหนังใส่น้ำตกลงแตกกระจาย...เลือดที่พวยพุ่งเป็นน้ำพุ...รอยแผลปริแตกน่าสยดสยองที่คอ...เฟลิมล้มลงกับพื้นเหมือนหุ่นชักที่ถูกตัดสาย...นัยน์ตาเบิกกว้างไร้แวว...

...ความมืดอีกครั้ง...

...ที่ใดสักแห่งที่ดูเหมือนอาคารก่อด้วยหินทราย...นาสิราตัวน้อยสวมชุดเมื่อตอนอยู่ทะเลทรายกำลังร้องไห้ข้างๆ เตียง...บนเตียงมีแม่นอนหลับอยู่...สีผิวซีดขาวผมแผ่สยายบนหมอน...ความอึดอัดที่คอ...ใบหน้าเหี้ยมเกรียมของใครคนหนึ่ง...ชายชราที่มีผมสีขาว...ตาสีน้ำเงินเยียบเย็นเหมือนประกายเหล็ก...แขนของเขายื่นตรงมาข้างหน้าแต่ไม่เห็นมือ...ความอึดอัดที่คอทวีขึ้นอีกจนลมหายใจแทบขาดห้วง...นัยน์ตาของชายชราสะท้อนภาพอีกใบหน้าหนึ่ง...ใบหน้าของเด็กชายเพิ่งเข้าวัยรุ่น...ผมสีดำยาวสยาย...นัยน์ตาหรี่อย่างเจ็บปวด

...ใบหน้าของเขาเอง...


อาเมียร์รู้สึกได้ว่าตนสูดหายใจเฮือกใหญ่ อากาศที่เข้าจมูกไปนั้นเย็นชื้น ยิ่งทำให้ศีรษะปวดหนึบ ซ้ำร้ายหูเต็มไปด้วยเสียงสาดซ่าอื้ออึง และร่างกายเย็นเยือกแทบเข้ากระดูก

ใช้เวลาครู่หนึ่งเด็กหนุ่มจึงรู้ว่าตนกำลังนอนตะแคงอยู่บนพื้นแข็งซึ่งเย็นเฉียบเป็นจุดๆ ข้อมือข้อเท้ามีอะไรหนักๆ...ขยับดูก็ได้ยินเสียงเหล็กกระทบกัน

นี่มันอะไรกัน...

เขาลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือเส้นยาวสีดำเรียงเป็นแนวนอนตัดกับสีเทามัวและสีขาว แต่พอลุกขึ้นนั่งก็พบว่าที่จริงมันเป็นแนวตั้ง เรียงรายไปรอบพื้นวงกลมสีดำสลับน้ำตาลรายรอบตัวเขา...เป็นซี่ลูกกรงเหล็กกล้าของกรงเหล็กทรงกระบอกที่มีรัศมีพอให้เขานอนเหยียดยาวได้ พื้นและเพดานกรงปูด้วยไม้บนโครงเหล็ก ไม้นั้นค่อนข้างมีอายุและผุไปแล้วบางส่วน กระนั้นยังคงดูพอทนทาน

อาเมียร์ยังงุนงงอยู่อีกพัก แล้วจึงค่อยๆ นึกได้ว่าตนคงอยู่ในห้องขัง...ถึงจะดูหน้าตาพิลึกพิลั่นไปสักหน่อย ขณะยันตัวลุกขึ้นยืน...เขาก็เห็นชัดแล้วว่าข้อมือข้อเท้าของตนสวมตรวนเหล็กหนาทึบและแข็งแรง เพดานกรงเตี้ยจนเขาต้องค้อมหลังน้อยๆ เวลายืน พื้นกรงไหวส่ายไปมาขณะที่เขาก้าวไปที่ขอบกรงตรงหน้าซึ่งมีพื้นหลังเป็นสีเทาขาว เด็กหนุ่มเบิกตาโพลงเมื่อเห็นภาพด้านนอกชัดเจน

นั่นคือน้ำตกในถ้ำใต้ดิน น้ำไหลโจนจากที่สูงลงสู่โขดหินเบื้องล่าง ใกล้ๆ เขายังมีห้องขังหรือกรงแบบเดียวกันแขวนไล่ๆ กันอยู่สามสี่ใบด้วยโซ่เส้นโตซึ่งไม่รู้ว่าทอดสูงขึ้นไปอีกเท่าไร กรงพวกนั้นว่างเปล่า อาเมียร์ค่อยๆ ก้าวไปที่อีกฟากหนึ่งของกรงซึ่งอยู่ตรงข้ามกับน้ำตก เห็นหอคอยไม้สลับซับซ้อนและรอกกลไกเรียงราย...คงเพื่อใช้ชักดึงกรงเหล็กพวกนี้

มองลงไปข้างล่าง...เด็กหนุ่มก็พบว่าข้างใต้กรงมีเพียงพื้นน้ำเชี่ยวกราก แต่ก่อนลงไปถึงพื้นน้ำมียกพื้นไม้ซึ่งดูเหมือนจะมีกลไกให้หมุนไปรองใต้กรงต่างๆ ได้ทีละใบ

ถ้าพูดถึงระบบป้องกันนักโทษนี้ในฐานะคุก...ที่ที่เขาเข้าใจว่าเป็นเรือนจำพิเศษในพระราชวังหลวงของธีร์ดีเรดูเหมือนจะไร้ที่ติ แต่ก็เป็นคุกที่ดูซับซ้อน ซ้ำเปลืองทรัพยากรในการสร้างและดูแลไปสักหน่อย

อาเมียร์หัวเราะขื่นๆ เมื่อนึกไปว่าตนคิดอย่างนี้ออกมาได้...ทั้งๆ ที่สถานการณ์ของเขาในตอนนี้ไม่ได้เหมาะสมจะมานั่งวิเคราะห์สถาปัตยกรรมหรือรสนิยมอันแปลกประหลาดของชาวธีร์ดีเรเลย

“แกบ้าไปแล้วรึ” เสียงขุ่นเขียวดังแทรกมากับเสียงน้ำตก

เด็กหนุ่มหันไปตามเสียง เห็นกรงอีกใบหนึ่งซึ่งแขวนอยู่ในด้านที่เขาไม่ได้เห็นแต่แรก ข้างในนั้นคือชาลัวห์ที่ถูกจำตรวนเช่นเดียวกัน สีหน้าของอีกฝ่ายดูจะบอกอารมณ์บูดได้ที่กว่าทุกครั้งที่เขาเคยเจอ

“คงอย่างนั้นกระมัง” อาเมียร์ยักไหล่น้อยๆ “แล้วเจ้าล่ะ วิญญาณของท่านเฟลิมมาหลอกหลอนจนบ้าไปแล้วหรือยัง”

“ทำเป็นปากดี...ข้าไม่ยอมมาเน่าตายกับแกอยู่ที่นี่หรอก!!” ชาลัวห์เข่นเสียง “ข...ข้าไม่ผิดอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวข้าก็จะได้ออกไปจากที่นี่แล้ว แกนั่นล่ะจะต้องถูกเผาโทษฐานเป็นพ่อมดหมอผี ต...เตรียมตัวไว้เถอะ!!”

เด็กหนุ่มจับได้จากเสียงสั่นๆ ของอีกฝ่ายว่านั่นเป็นเพียงข้อแก้ตัว โทสะของอาเมียร์ลุกวาบกับความคิดที่ว่าชาลัวห์ร่วมมือกับแม่มดนั่นฆ่าเฟลิมอย่างทารุณ...เพียงเพราะความละโมบและโอหังอยากเป็นราชาของตนแท้ๆ

“อย่ามาทำเป็นไขสือไปเลย คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าร่วมมือกับแม่มดคนนั้นจริงๆ!!”

“นั่นเป็นเพราะแกชักนำข้าต่างหาก! แก...ที่จริงแกคิดจะยืมมือข้าแล้วกำจัดข้า แต่เกิดผิดแผนเพราะกำจัดยายแม่มดนั่นไม่สำเร็จใช่ไหมล่ะ!!”

“กระทั่งเจ้าก็ยังเชื่อว่าเป็นข้าหรือ” เด็กหนุ่มย้อนถาม “ขอโทษเถอะ ถ้าข้าวางแผนจะกำจัดเจ้าจริงๆ เจ้าคงตายไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ!!”

“ทำไม...แกจะใช้ใครมาระเบิดคอข้าเหมือนไอ้งั่งเฟลิมนั่นรึยังไง!!”

อาเมียร์หรี่ตาลงอย่างเย็นชา ความคิดเกิดแวบขึ้นมาว่า...หากเขาทำได้จริงๆ ก็คงดีไม่น้อย

“แล้วถ้าข้าทำได้ล่ะ”

ชาลัวห์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับเบิกตาโพลง ยกสองมือขึ้นกุมคอของตนพร้อมกับส่งเสียงขัดๆ คล้ายหายใจไม่ออก...แล้วก็ล้มลงกับพื้นกรงอย่างแรงจนกรงแกว่งดังเอียดอาด

ความโกรธของเด็กหนุ่มผมดำผู้มองอยู่กลับกลายเป็นความประหลาดใจถึงขีดสุด เขาได้แต่มองต่อไปขณะที่ชาลัวห์กลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น...พลางภาวนาว่าคนตรงหน้าคงไม่ได้กำลังจะตายจริงๆ ใช่ไหม

ดูเหมือนในที่สุดชาลัวห์ก็หยุดดิ้น และงอตัวไอโขลกสลับหอบหายใจแรงๆ ราวกับเพิ่งถูกเค้นคอมา

“เจ้า...เป็นอะไรไปหรือเปล่า” อาเมียร์ตัดสินใจถาม

“ย...อย่าฆ่าข้า!!” ชายหนุ่มร้องเสียงหลง “ย...อย่าฆ่าข้า!! อย่าทำอะไรข้าเลย!!”

“ข้าไม่ได้ทำอะไรเจ้าสักหน่อย”

“อย่ามายุ่งกับข้า!! อย่ามายุ่งกับข้าอีก!! ไอ้...ไอ้ปีศาจ!!”

ชาลัวห์ตะเกียกตะกายคลานออกห่างเขาจนชิดลูกกรงอีกด้านหนึ่ง แล้วก็นั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่เช่นนั้น

เด็กหนุ่มผมดำมองอีกฝ่ายนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เดินไปที่อีกฟากกรงแล้วทิ้งตัวลงนั่งเช่นกันพร้อมกับถอนใจเฮือกใหญ่

...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่...

เมื่อครู่เขาแค่คิดว่าหากฆ่าชาลัวห์ได้เสียแต่ตอนนี้คงดี...ชายหนุ่มก็ทำท่าเหมือนจะขาดใจตายเสียเฉยๆ เมื่อวานตอนไปพูดกับรูอาร์ค...เขาก็ดึงประตูจนกลอนหักได้โดยไม่รู้สึกเลยว่าตนออกแรงมากอะไรขนาดนั้น คืนหลังจากงานประลองและพิธีหมั้น...เขาก็เดินผ่านทหารยามเข้าไปยังวังชั้นในและพูดกับแอชได้ตามใจนึกโดยที่พวกทหารไม่แม้แต่จะหันมามอง ดูลัสบอกว่าใบแชมร็อคที่ไหม้คามือเขาลงอาคมให้ทำลายตนเองเมื่อผู้มีเวทมนตร์สัมผัสพวกมัน แล้วยังโจรคนแรกที่เขาฆ่า...คนที่ล้มลงตายพร้อมกับเสียงประหลาดในคอ...เหมือนทหารที่แม่มดคนนั้นฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาเขาวันนี้

...ทั้งหมดนี้หมายความว่าเขามีเวทมนตร์อย่างนั้นหรือ...

เด็กหนุ่มกุมหน้าผาก เขาไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองมีเวทมนตร์ได้อย่างไร ที่รู้แน่ก็คือเขาบริสุทธิ์ เขาคิดว่าตนเองเป็นเหตุให้เฟลิมต้องตาย...แต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจวางแผนฆ่าชายหนุ่ม ไม่ได้ร่วมมือกับชาลัวห์หรือหญิงชราคนนั้น...แม้จะไม่รู้เลยว่าเหตุใดนางจึงเรียกเขาว่า ‘ท่านจ้าว’

...หรือ ‘เจ้าชายทัมมุซ’ จะมีเวทมนตร์จริงๆ...

หลังอาณาจักรล่มสลาย ทุกสิ่งดูจะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ราชินีสิมาริเมสกับเจ้าชายทัมมุซถูกประณามและตราหน้าว่าเป็นบุตรแห่งอสุรเทพ หรือที่บัดนี้เรียกกันว่าจอมปีศาจ ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็ยังเป็นที่สักการบูชาของผู้ศรัทธาในอำนาจมืด...เท่าที่เขารู้มาบ้าง แต่แม่มดคนนั้นถึงกับรู้ได้เชียวหรือว่าเขาคือเจ้าชายทัมมุซพระองค์นั้น...

แล้วนักบวชชื่อมาดายที่จู่ๆ ก็เข้ามาในห้องไต่สวนเล่า...

อาเมียร์รู้สึกเหมือนเขาเคยพบนักบวชคนนั้นมาก่อน...แต่ก็นึกไม่ออกแน่ชัด เมื่อครู่เขารู้สึกเหมือนฝัน...ฝันถึงนาสิราในตอนที่เด็กกว่านี้กับแม่...แม่ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง...แม่ไม่สบายเป็นอะไรหรือ...หรือจะเกี่ยวอะไรกับภาพแม่ได้รับบาดเจ็บหนักที่หลังซึ่งเขาจำได้เลือนราง...แล้วยังนักบวชคนนั้น...นักบวชที่เคยบีบคอเขาแน่นจนแทบขาดใจ...

...เมื่อไรกัน...

ไม่ใช่พระมหาเถระที่เขาพบกับท่านผู้กล้าลูเธียนแน่ๆ ถึงจะเคยพบแค่ครั้งเดียว...เด็กหนุ่มก็ยังจำได้ว่าพระเถระในตอนนั้นดูแก่ชรากว่ามาดายด้วยซ้ำ

ประหลาด ทำไมเขานึกไม่ออกเลย แต่ตอนที่มาดายบุกเข้ามาหาทั้งสามอย่างไม่เป็นมิตรน่าจะเป็นตอนที่พวกเขายังอยู่ที่ทะเลทราย เพราะนาสิรายังเด็กอยู่และสวมชุดเช่นนั้น เขาไม่เห็นชุดของแม่เพราะร่างของแม่คลุมผ้าห่มยาวจนถึงคอ แล้ว ‘พ่อ’ ไปอยู่ที่ไหน ฟาร์ฮานาห์ด้วย...หรือฟาร์ฮานาห์จะยังไม่เกิด

เดี๋ยวก่อน...แล้วฟาร์ฮานาห์เกิดตอนไหน

อาเมียร์สะกิดใจกับความคิดนั้น

เขาจำได้ตอนที่แม่ตั้งท้องนาสิรา แต่ฟาร์ฮานาห์เล่า เด็กหนุ่มจำวันเกิดของฟาร์ฮานาห์ได้...จากคำบอกของแม่ แต่จำเหตุการณ์ในวันที่แม่คลอดฟาร์ฮานาห์ไม่ได้ เวลาตั้งเก้าเดือน...ทำไมเขาจำไม่ได้เลยว่าแม่บอกกับทุกๆ คนในครอบครัวว่ากำลังจะมีฟาร์ฮานาห์เมื่อไร จำไม่ได้เลยว่าตอนฟาร์ฮานาห์อยู่ในท้องแม่ พวกเขาอยู่ที่ไหน ใช้ชีวิตอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นบ้างในตอนนั้น

ไม่มี...นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก

...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับความทรงจำของเขากันแน่...

อาเมียร์แทบเค้นสมองครุ่นคิด แต่ไม่ทันได้ความอะไร เขาก็ได้ยินเสียงโซ่เหล็กดังเกรื่องกร่าง...และรู้สึกได้ว่ากรงของตนค่อยๆ เลื่อนลงไปข้างล่าง

เด็กหนุ่มชะโงกมอง เห็นคนกลุ่มหนึ่งรออยู่ข้างล่าง...รวมแล้วราวๆ ห้าหกคน คนหนึ่งในนั้นกำลังหมุนรอกให้กรงของเขาเลื่อนลงมา

เมื่ออยู่ในระนาบใกล้กันจนเห็นได้ชัดเจน อาเมียร์ก็พบว่าพวกเขาสวมเครื่องแบบคล้ายๆ พวกทหารยาม แต่สวมหมวกคลุมสีดำคล้ายถุงเปิดเผยเพียงนัยน์ตาแทนที่จะเป็นหมวกเกราะ

คงเป็นราชมัลผู้ดูแลคุกนี้กระมัง

เด็กหนุ่มพยายามมองโลกในแง่ดีว่าคนกลุ่มนั้นคงไม่ได้มาร้าย แต่นัยน์ตาเป็นประกายซึ่งจ้องมองเขาเหมือนสัตว์กินเนื้อเห็นเหยื่ออันโอชะกลับบอกเขาอีกอย่าง

เมื่อกรงลงมาถึงยกพื้นไม้ คนพวกนั้นก็ไขเปิดประตู ชายสองคนที่ร่างกำยำที่สุดเข้ามาดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นยืนแล้วคุมตัวไว้ กระนั้นอาเมียร์ก็ไม่ได้มีความคิดจะหนี และถึงอยากก็ไม่มีทางทำได้อยู่แล้ว

“นำนักโทษอีกคนลงมา” ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มร้องสั่งคนที่อยู่หน้ารอกกลไกร้องสั่ง ยังผลให้กรงของชาลัวห์ถูกหมุนลงมาช้าๆ เช่นกัน

“พวกท่านจะพาเราไปไหน” อาเมียร์เสี่ยงถาม

“หึ” ชายคนเดิมหัวเราะเบาๆ “ก็ ‘ไต่สวน’ น่ะสิ”

“ไต่สวน...โดย...ท่านมาดายหรือ” เด็กหนุ่มตัดสินใจถามต่อ

“อะไรกัน นี่จำไม่ได้จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่” ชายอีกคนพูดหยันๆ เสียงแหบพร่าของเขาฟังดูมีอายุไม่น้อย อาจเข้าวัยชราซึ่งถือว่าแก่เกินกว่าจะเป็นทหารองครักษ์ต่อไปด้วยซ้ำ “พวกแกช่างเป็นคนนอกรีตที่มีเกียรตินัก ไอ้หนูทะเลทราย ทางการธีร์ดีเรถึงกับต้องเชิญพระเถระลูเธียนจากซาเกรดา โซล มาเพื่อไต่สวนพวกเจ้าโดยเฉพาะทีเดียว”

“พระเถระลูเธียน...” อาเมียร์พึมพำเบาๆ

หมายถึงท่านผู้กล้าลูเธียนที่เคยมาเยือนอาณาจักรของเขาเพื่อขอความช่วยเหลือจากเสด็จแม่ และเคยเป็นคู่ซ้อมผู้แนะนำกลวิธีดาบให้กับเขา ก่อนจะนำกำลังพลมาบุกทำลายอาณาจักรของเขาในครั้งต่อมาน่ะหรือ

เด็กหนุ่มไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาออกบวชแล้ว ซ้ำยังได้รับการแต่งตั้งเป็นพระเถระ อดีตผู้กล้าจะยังจำเจ้าชายทัมมุซได้หรือไม่...ยังคงเคืองแค้นอาณาจักรของเขาอยู่หรือไม่...และจะทำอย่างไรกับเด็กหนุ่มกันแน่

“แล้วเขา...พระเถระลูเธียนมาถึงที่นี่แล้วหรือ”

“ต่อให้ยังไม่มาถึง...” ชายชราเอ่ยช้าๆ “...เราก็ดำเนินการ ‘ไต่สวน’ ได้”

สังหรณ์ของอาเมียร์เริ่มทำงาน...ในทางที่ไม่ดีนัก แต่เขาก็คิดปลอบใจว่าตนคงคิดมากไปเอง

“ป...ปล่อยนะ นี่พวกเจ้าจะพาข้าไปไหน!!” ชาลัวห์โวยวายทันทีที่ถูกชายอีกสองคนคุมตัว

เด็กหนุ่มปิดปากเงียบแต่กวาดมองรอบด้านเท่าที่สภาพการถูกฉุดดึงไปตามทางของตนจะอำนวย ดูเหมือนเขาจะอยู่ในถ้ำใต้ดินที่มีน้ำตก เพดานถ้ำสูง คนกลุ่มนั้นนำตัวเขากับชาลัวห์ไปจนถึงอาคารหินทรงสี่เหลี่ยมทึมทึบหลังหนึ่งใต้เงาเงื้อมของผาที่มีเสียงคลื่นซัดสาดดังก้อง ท้องฟ้ามืดมิดเต็มไปด้วยเมฆ บ่งบอกว่าเวลาในยามนี้คงเป็นกลางคืน

ในอาคารนั้นเป็นห้องกว้างห้องเดียว มีคบไฟปักไว้เป็นระยะๆ ให้สว่างไสว ทว่ากลิ่นภายในกลับเหม็นอับอย่างประหลาด อาเมียร์ถึงกับเบิกตาโพลง ผงะเมื่อชายที่นำหน้าเดินเลี่ยงไปอีกทาง ให้เขาได้เห็นเต็มตาว่าสถานที่นี้คืออะไร

ในห้องมีกระถางไฟใส่ถ่านคุแดงตั้งอยู่มุมหนึ่ง...คีมคีบและตะกร้อใส่ถ่านวางอยู่ใกล้ๆ มีมีดขนาดใหญ่เล็ก ลูกตุ้มหนาม และของมีคมที่เขาไม่อาจบรรยายรูปร่างได้ชัดเจนแขวนเป็นแถวกับตะขอบนผนัง มีโซ่หลายเส้นห้อยลงมาจากเพดาน ส่วน ‘เครื่องเรือน’ ชิ้นใหญ่ในห้องนั้นมีทั้งแท่นนอนรูปร่างหน้าตาประหลาดติดเชือกเส้นใหญ่กับรอก เก้าอี้ที่มีปลอกเหล็กไว้รัดแขนขา กับหนามเหล็กแหลมพราวเป็นแถวบนที่นั่งกับพนักพิง ซ้ำยังมีโลงเหล็กที่มีรูปทรงรับกับรูปร่างของคน ซึ่งบัดนี้เปิดแง้มไว้จนเห็นหนามแหลมยาวหลายอันอยู่ภายใน

เด็กหนุ่มเข่าอ่อน แทบทรุดล้มเมื่อตระหนักได้ว่าตนกำลังจะพบเจอสิ่งใด ถึงอย่างนั้นริมฝีปากของเขาก็ได้แต่เผยอค้างโดยไร้เสียง ผิดกับชาลัวห์ที่ร้องเสียงหลง

“ย...อย่า!! อย่าทำอะไรข้าเลย!! ถ้าพ่อข้ารู้...ถ้าพ่อข้ารู้ต้องเล่นงานพวกแกทั้งหมดแน่ๆ!!”

“พ่อของแกจะมาคุ้มหัวอะไรแกได้ ไอ้ฆาตกร ลิ้มรสความเจ็บปวดแล้วสารภาพมาเสียโดยดี” ชายชราซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าราชมัลผู้ทรมานนักโทษเอ่ยเสียงเย็น “ไอ้อ่อนอย่างแก...ดูแล้วก็เห็นๆ กันอยู่ว่าโกงการประลองแน่ๆ ปากพล่อยอย่างนี้มีปัญญาได้คะแนนสูงสุดด้วยรึ”

“ไอ้แก่! ก...แกเป็นใครถึงมีหน้ามาดูถูกข้า!!”

“เป็นคนที่จะทำให้เจ้าจำความเจ็บปวดไปจนวันตาย...ในอีกไม่ช้านี้...อย่างไรเล่า” ชายชราหันไปมองเพื่อนร่วมงานทุกคน “ว่าอย่างไร เราจะเริ่มจากใครก่อนดี”

ชาลัวห์หันมาทางอาเมียร์

“ม...มันก่อน!! ถ้าจะทรมานก็ทรมานมันก่อนเถอะ!!”

เด็กหนุ่มผมดำกลืนน้ำลายฝืดๆ ขณะก้มลงมองจี้เขี้ยวสัตว์ของเสด็จพ่อที่แกว่งไกวอยู่เหนืออกของตน พยายามระลึกถึงสิ่งที่เสด็จพ่อตรัสต่อเขา

...จงอย่าให้ความเจ็บปวดทำลายศักดิ์ศรีของตน...

ผู้มีสายเลือดขัตติยะย่อมเป็นเป้าหมายที่ชาติศัตรูหมายปอง...การทรมานคนเหล่านั้นให้กระทำสิ่งที่อดสูคือการทำลายศักดิ์ศรีอย่างร้ายแรงที่สุด อาเมียร์ตั้งใจว่าถึงอย่างไรเขาจะสารภาพความเท็จออกไปด้วยความเจ็บปวดไม่ได้ ถึงอย่างนั้น...

...เขาก็นึกไม่ออกเลยว่าตนจะอดทนต่อความเจ็บปวดมหาศาลได้อย่างไร อย่าว่าแต่จะรอดพ้นจากเครื่องทรมานเหล่านี้ไปในสภาพปลอดภัยครบถ้วนทุกประการเลย...

“ดี” ชายชราพยักหน้า ก่อนจะโบกมือให้ผู้คุมที่คุมตัวชาลัวห์ดึงเขามาข้างหน้า

“ไอ้เวร! ข...ข้าบอกให้ทรมานมันก่อนอย่างไรเล่า!! หูตึงรึ!!!”

“ก็เพราะหูไม่ตึงน่ะสิ...ถึงได้เคารพการเสียสละของแก” ชายชราหันไปพยักพเยิดกับราชมัลอีกคน “เอาอย่างเบาที่สุดก่อน”

อาเมียร์เห็นราชมัลคนนั้นหยิบเครื่องมือเหล็กที่มีลักษณะเป็นแถบเหล็กยาวโค้งหยักสองเส้นขนานกัน แต่ละแถบหนาราวหนึ่งข้อนิ้ว ยึดไว้ด้วยตะปูเกลียวซึ่งดูจะหมุนให้แถบเหล็กทั้งสองขยับเข้าชิดกันได้

เด็กหนุ่มหลับตาลงทันทีเมื่อเห็นพวกราชมัลดึงมือข้างหนึ่งของชายหนุ่มออกมา แล้ววางปลายนิ้วของเขาลงบนร่องเหล็กแต่ละร่อง

“ถ้าอยากให้หยุดก็สารภาพมา”

“สารภาพอะไร!! ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด!! อย่า...อย่าทำอย่างนี้กับข้าเลย!!”

เสียงพูดละล่ำละลักกลับกลายเป็นเสียงร้องโหยหวนในไม่ช้า...พร้อมๆ กับเสียงเอียดอาดของเหล็กที่บิดอย่างฝืดฝืน

...และเสียงพูดกลั้วสะอื้นก็ตามมา...ดูเหมือนจะในเวลาไม่ถึงนาที

“ยอมแล้ว!! ข้ายอมแล้ว!!”

เด็กหนุ่มผมดำลืมตาขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้ามองอีกฝ่ายเช่นเดิม

“มีอะไรก็รีบคายออกมา”

“อ...เอาไอ้เครื่องนี่ออกไปก่อน...”

“มีอะไรก็คายออกมาก่อน” ชายชรายังพูดเสียงเหี้ยมตามเดิม “เจ้าวางแผนฆ่าพระคู่หมั้นของเจ้าหญิงจริงๆ ใช่ไหม”

“จ...จริง...แต่ข้า...ข้าไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน...” ชาลัวห์เค้นคำพูดออกมาเป็นห้วงๆ “ข้า...ข้าถูกบังคับ...มัน...มันบังคับข้า...”

“ใครบังคับเจ้า”

“ไอ้คนทะเลทรายนี่...มัน...มันนั่นล่ะที่บังคับข้า!”

เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากกลั้นคำผรุสวาท แล้วพยายามพูดอย่างใจเย็นที่สุด

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า ในศาลก่อนหน้านั้นนางแม่มดบอกว่าคนที่พาเจ้าไปหานางสวมผ้าคลุมปกปิดหน้าตาตลอดไม่ใช่หรือ”

“แล้วจะไม่ใช่แกไปได้อย่างไร! ก็นังแม่มดนั่นเรียกแกว่า ‘ท่านจ้าว’ ให้ข้าเห็นจะๆ อย่างนั้น!”

“เรื่องแค่นั้นใช้เป็นหลักฐานได้เสียที่ไหน!!”

“นั่นสินะ” ชายชราเอ่ยราบเรียบ “เรื่องแค่นั้นใช้เป็นหลักฐานยังไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น...”

เสียงบิดของเหล็กดังขึ้นอีกครั้ง...เช่นเดียวกับเสียงร้องไม่เป็นภาษา

“ไอ้นี่น่าจะกระตุ้นความจำของแกได้มากกว่านี้นะ”

“ข...ก็ข้าสารภาพแล้ว...จะเอาอะไรกับข้าอีกเล่า!!”

“แค่นี้ยังไม่พอ” ราชมัลเฒ่าสำทับ “จงนึกดู มันมีตำหนิอะไรที่จะชี้ตัวได้อีก ตรงแขนขาน่ะมีไหม นึกดูให้ดีๆ”

อาเมียร์เบิกตาโพลงกับคำถามนั้น

มันประหลาดเกินไป...มันชี้เฉพาะจนเกินไป แต่ทว่า...

“ข...ข้านึกออกแล้ว” ชาลัวห์ละล่ำละลักทันควัน “มัน...มันมีแผลเป็น...เป็นรอยเหมือนรอยบาดแถวข้อมือ...ข...ข้าเคยเห็นตอนมันยื่นมือออกมา...”

แผ่นหลังของเด็กหนุ่มเย็นวาบ เขามีรอยหินบาดที่ข้อมือซ้ายจริงๆ ตอนที่ช่วยเสด็จอาเนมอสดึงเสด็จแม่ขึ้นมาจากเหวเมื่อครั้งอาณาจักรล่มสลาย แต่ชาลัวห์จะรู้ได้อย่างไร...หรือสังเกตเรื่องนี้ได้อย่างไร

คำถามนี้มันชี้นำเกินไปจริงๆ เสียด้วย!

“ข้อมือข้างไหนข้าจะไปรู้ได้เล่า!! อยากรู้ก็ดูข้อมือมันเองสิ!!”

อาเมียร์รู้สึกได้ว่าข้อมือของตนถูกบิดไพล่หลังทั้งสองข้าง ตรวนมือถูกขยับจนขอบเหล็กบาดผิวเนื้อให้แสบแปลบ

“มันมีแผลเป็นเล็กๆ ตรงข้อมือซ้ายขอรับ”

“อือม์” ชายชราทำเสียงรับ

“เห็นไหม! เป็นอย่างที่ข้าบอกจริงๆ! ข...ข้าพูดความจริงทั้งหมดนะ...ป...ปล่อยข้าได้แล้ว!!” ชาลัวห์พูดได้เท่านั้นก็ร้องโหยหวนอีกครั้ง

ตะปูเกลียวของเครื่องบีบเล็บส่งเสียงเอียดอาดบาดแก้วหู...ตามมาด้วยเสียงดังกร็อบ...ไล่ๆ กันสองสามเสียง...แล้วก็เสียงร้องปานจะขาดใจของเจ้าของกระดูกนิ้วที่คงจะเพิ่งแตกละเอียดไป

เหมือนเสียงร้องที่เคยตามหลอกหลอนเขา...เสียงกรีดร้องในความมืดของคนที่กำลังจะตาย...

“พอเถอะ!” อาเมียร์กลั้นใจพูดทั้งๆ ที่หลับตาอยู่และน้ำตาเริ่มรื้น “เขายอมสารภาพก็พอได้แล้ว!!”

“ถึงไม่อยากพอก็คงต้องพอแล้วนั่นล่ะ” ชายชรารับ “เพราะเครื่องบีบเล็บบีบเข้าจนสุดพอดี บีบต่อไปไม่ได้อีกหรอก”

ปีศาจ...เด็กหนุ่มผมดำนึกขึ้นมา พวกนี้มันปีศาจชัดๆ!!

“พาตัวมันกลับไป แล้วก็ ‘จัดการ’ กับแผลกับคราบสกปรกนี่ให้เรียบร้อยด้วย”

ชาลัวห์ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะที่เสียงฝีเท้าโซเซของเขากับผู้คุมทั้งสองห่างออกไป เด็กหนุ่มไม่กล้าเงยมองชายคนนั้น...กระนั้นกลิ่นคาวเลือดก็โชยมาเข้าจมูกของตน...พร้อมกับกลิ่นเหม็นของสิ่งขับถ่ายที่คงเล็ดลอดออกมาจากร่างของชายหนุ่มด้วยความกลัว

ใจของอาเมียร์เริ่มเต้นรัว ท้ายทอยร้อนผ่าว เขาไม่อยากตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับชายอีกคน...ไม่อยากเจ็บปวดและอับอายอย่างนั้น

แต่เขาจะทนได้หรือ...ความเจ็บปวดขนาดนั้น...แล้วยังความพิการที่จะตามมา เด็กหนุ่มรู้ว่าหากกระดูกปลายนิ้วของตนแหละเละไปเสียทุกนิ้ว...มือข้างถนัดของเขาคงจะใช้การอะไรไม่ได้คล่องอีก ไม่ว่าจะจับดาบจับอาวุธหรือเขียนหนังสือ...ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม

หรือจะสารภาพ...แกล้งสารภาพไปก่อนเพื่อเอาตัวรอด แล้วรอให้พระเถระเดินทางมาสอบสวนเอง ท่านลูเธียนดูเหมือนจะไม่ได้เห็นเขาเป็นศัตรูจริงๆ ไม่ใช่หรือ หากสารภาพไปเขาก็คงพอไปตายเอาดาบหน้าได้...

...จริงๆ หรือ...

ข้อกังขานั้นตีแสกหน้าเด็กหนุ่มจังๆ จนมึนชา ราชมัลพวกนี้ไม่ได้ต้องการคำสารภาพ หากต้องการเท่านั้นก็คงจะหยุดมือไปตั้งแต่ตอนที่ชาลัวห์ซัดทอดเขาแล้ว

พวกนั้นต้องการทรมาน...แววตาของราชมัลเฒ่าบอกมาตั้งแต่ต้นแล้วแท้ๆ ว่าแค่ต้องการใครสักคนให้ทรมาน ไม่มีหนทางที่เขาจะหนีจากพวกมันได้เลย

เขากลัว...พระวิญญาณของเสด็จพ่อหรือเทพเจ้าพระองค์ใดก็ตามช่วยทีเถอะ เขากลัวจริงๆ

“ทีนี้ก็ตาแกแล้ว” ชายชราเอ่ยเสียงเย็น

อาเมียร์พยายามดิ้นรนบ้างแต่ไม่เป็นผล พวกผู้คุมกดตัวเขาให้คุกเข่าลง แขนซ้ายถูกบิดไพล่หลังขณะที่แขนขวาถูกดึงออกมาข้างหน้า เด็กหนุ่มปิดตาแน่นและกัดฟันที่สั่นระริกเพื่อข่มเสียงร้อง...ขณะที่ปลายนิ้วของเขาถูกบังคับให้กางออกและทาบลงบนร่องเหล็กแต่ละร่อง...ซึ่งยังมีของเหลวข้นหนืดติดอยู่ให้สัมผัสได้

ใครก็ได้!! ใครก็ได้ช่วยข้าที!!

เขาได้ยินเสียงบิดตะปูเกลียวดังเอียดอาด

เหล็กบีบอีกชิ้นคงกำลังเคลื่อนลงมา...เคลื่อนลงมาเรื่อยๆ ...แล้วอีกไม่นานมันก็คงจะบีบอัดนิ้วของเขา...ความเจ็บปวดกำลังจะตามมา

...ทว่าความเจ็บปวดนั้นไม่เคยมาถึง...

จู่ๆ เสียงบิดตะปูเกลียวก็หยุดลง

“เกิดอะไรขึ้น” ชายชราถามอย่างประหลาดใจ

“มัน...มันแข็งมากจนบิดไม่ไปขอรับ” ผู้บิดคงเป็นคนตอบ...เพราะเสียงของเขาครางตามมาเหมือนกำลังออกแรง

“เจ้าลองดูซิ”

อาเมียร์ลืมตาอย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้าหันไปมอง เขาได้ยินเสียงฝีเท้า ดูเหมือนผู้คุมจะผลัดเปลี่ยนที่กัน ใครอีกคนส่งเสียงครางยาวขณะพยายามบิดตะปูเกลียว

“ไม่ไหว ไม่ไปเลยขอรับ”

“อะไรกัน กับคนตะกี้ยังบีบได้สุดอยู่เลยนี่นา” ชายชราเปรยอย่างสงสัย “ไปเอาน้ำมันมาหยอดเพิ่มซิ”

“ขอรับ”

เครื่องบีบเล็บยังคงคาอยู่กับนิ้วของเขา แต่เด็กหนุ่มก็ภาวนาอย่าให้มันบีบลงได้อีก...ภาวนาอย่างแรงกล้าให้เจ้าเครื่องบีบเล็บนี้พังไปเสีย

น้ำมันเย็นๆ สองสามหยดตกลงบนปลายนิ้ว ก่อนที่เขาจะรู้สึกได้ว่ามีคนออกแรงบิดตะปูเกลียวอีกครั้งจนตนเองเผลอหลับตาลง

แทนที่จะมีเสียงเอียดอาดและความเจ็บปวด...กลับมีเสียงเหล็กแตกกระจาย...และเสียงร้องโหยหวนที่ไม่ใช่ของเขา

อาเมียร์เงยหน้าขึ้นมองทันทีตามสัญชาตญาณ แล้วก็ก้มหลบแทบไม่ทัน...กระนั้นภาพที่เห็นยังติดตา ราชมัลที่พยายามหมุนตะปูเกลียวมีปลายตะปูเกลียวปักคาท่อนแขนของตน เลือดไหลชุ่มโชกแดงฉานอาบแขน

“อะไร...นี่มันอะไรกัน!!”

เด็กหนุ่มอยากถามอย่างนั้นเช่นกัน เขาไม่รู้เลยว่าตะปูเกลียวหักครึ่งแล้วกระเด็นไปทิ่มราชมัลคนนั้นได้อย่างไร

“เจ้าพาเขาไปทำแผลเสีย” ชายชราตัดสินใจร้องสั่งในเวลาไม่นาน ตามมาด้วยเสียงตอบของคนรับคำสั่ง

อาเมียร์รู้สึกได้ว่าชายคนหนึ่งที่คุมตัวเขาอยู่ผละออกไป แต่เขารู้สึกอ่อนเปลี้ยและสับสนเกินกว่าจะใส่ใจ เด็กหนุ่มได้เสียงร้องกลั้วสะอื้นของคนเจ็บ และเสียงฝีเท้าของทั้งคู่ดังออกห่าง

“แล้ว...” เสียงอีกเสียงถามอย่างลังเล “จะทำอย่างไรกับมันต่อไปขอรับ”

“ลากตัวมันไปตรงนั้น”

อาเมียร์หวังว่าพวกนั้นจะพาเขากลับเข้าห้องขัง ทว่าดูเหมือนจะไม่เป็นผล ชายชราเข้ามาช่วยราชมัลวัยกลางคนคุมตัวเขาแทน เขาถูกบังคับให้ลุกขึ้นยืน...ก่อนจะกระชากตัวไปยังแท่นเอียงที่มีเชือกและรอก

พวกนั้นปลดโซ่ข้อมือข้อเท้าเขาทีละข้าง...แล้วรัดไว้ด้วยปลอกหนังที่สี่มุมของกระดานนั้น

“อย่าคิดว่าไอ้เครื่องนี่ไม่ทรมานมากไปกว่าเครื่องบีบเล็บล่ะ” ชายชราพูดเหี้ยมเกรียม “สารภาพออกมาเสีย ก่อนที่ข้อต่อในตัวแกจะหลุดเป็นชิ้นๆ จนหมด โชคดีไม่มีเป็นครั้งที่สองหรอกนะ”

เด็กหนุ่มพยายามกัดฟันข่มความกลัว

“ไม่ว่าข้าจะพูดอะไร...พวกแกก็ตั้งใจจะทำอย่างนั้นอยู่แล้วนี่!”

“หึ...” ราชมัลเฒ่าหัวเราะสั้นๆ “เอาอย่างนั้นก็ตามใจ แต่บอกไว้ก่อนว่าพวกเราไม่มีบริการต่อข้อกลับ...ลงมือได้!”

รอกส่งเสียงเอียดอาดเมื่อชายวัยกลางคนหมุนรอกที่ข้างแท่น...

อาเมียร์หลับตาลง รู้สึกได้ว่าข้อมือข้อเท้าของเขาถูกยืดออกห่างจากกันจนแขนขาเริ่มตึง เด็กหนุ่มพยายามอย่างหนักที่จะผ่อนลมหายใจ พยายามนึกถึงเสด็จพ่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวให้เขารับความทรมานเหล่านี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี...

...แต่แล้วเชือกทั้งสองเส้นก็พลันขาดดังผึงก่อนความทรมานจะมาถึง...

เด็กหนุ่มเสี่ยงลืมตาขึ้น เห็นชายชรามองแท่นดึงตัวที่เพิ่งใช้การไม่ได้ตาค้างอยู่อีกครู่หนึ่ง

กระนั้น เมื่อราชมัลสองคนที่คุมตัวชาลัวห์กลับไปเข้าห้องขังย้อนมา...เขาก็ได้ยินคำสั่งที่ทำให้รู้ว่าความทรมานยังไม่จบสิ้น

...เพียงแต่เด็กหนุ่มเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่ามันเป็นความทรมานของใครกันแน่...

* * *

ดูเหมือนราชมัลเฒ่าจะเป็นพวกไม่ยอมแพ้...

เขาสั่งให้พวกราชมัลนำตัวอาเมียร์ไปนั่งเก้าอี้ตะปู...ตะปูบนพนักพิงและที่นั่งทุกอันก็ดูจะหักงอราบไปกับพื้นผิวเก้าอี้ก่อนร่างของเขาจะทันสัมผัส เขาสั่งให้พวกนั้นนำปลอกขาเหล็กมาสวมและตอกลิ่มลงไปตามรูบนปลอกให้กระดูกขาของเด็กหนุ่มแตก...ราชมัลที่ได้รับคำสั่งก็เหวี่ยงค้อนหลุดมือไปถูกมือของอีกคน...รุนแรงเสียจนราชมัลคนนั้นคงกระดูกมือแตกไปสักชิ้นและต้องถูกพาไปพยาบาลอย่างเร่งด่วน เขาสั่งให้พวกนั้นคีบถ่านร้อนมานาบตัวเขา คีมก็หลอมเหลวไปเสียก่อนในกองถ่าน...ยิ่งไม่นับว่าตะกร้อถ่านซึ่งทำด้วยเหล็กหลุดมือและลวกแขนราชมัลผู้ถือเสียเอง จนเป็นอันว่าราชมัลอีกคนต้องถูกพาตัวไปพยาบาลแผลไฟลวกอย่างรุนแรงอีกคนไปโดยปริยาย

อาเมียร์เริ่มไม่แน่ใจว่าตนกลัวหรือไม่...และกลัวอะไรมากกว่ากันแน่ ระหว่างความเป็นไปได้ที่ยังเหลืออยู่ว่าเขาจะไม่โชคดีทุกครั้งไปกับเครื่องทรมานที่ยังไม่พังไปด้วยวิธีใดสักวิธี...หรืออำนาจลึกลับที่ยังคงคุ้มกันเขาอย่างเหนียวแน่น

ราชมัลลำดับรองลงมาที่เหลือปลอดภัยอยู่เพียงคนเดียวเริ่มหน้าเสียและขอร้องให้พอ...หลังจากเห็นเพื่อนร่วมงานบาดเจ็บอย่างไม่น่าเชื่อไปถึงสามคน แต่ดูเหมือนราชมัลเฒ่าจะเป็นพวกชอบเอาชนะยิ่งกว่านั้น...

“ลองสาวพรหมจรรย์เหล็กอีกเครื่องเดียวพอ ถ้ายังไม่ได้อีกก็ค่อยว่ากัน!”

เด็กหนุ่มถูกผลักหัวซุนไปยังโลงเหล็กที่มีหนามภายใน...ซึ่งทำให้เขาเริ่มใจคอไม่ดีขึ้นมาจริงๆ อีกครั้งเมื่อแผ่นหลังถูกปลายหนามบางอันสะกิดเข้า

ดูจากหนามแหลมที่ปักพราวไม่เว้นกระทั่งใบหน้า...มิหนำซ้ำยังมีจุดที่ตรงกับดวงตาทั้งสองข้าง ดูเหมือนพวกนี้จะตั้งใจให้เขาพิการไม่ก็ตายเสียแน่แล้ว

ถึงอย่างนั้น...เขาก็ได้แต่สูดลมหายใจลึกก่อนจะหลับตารอรับชะตากรรม

โลงเหล็กปิดลงพร้อมเสียงสะท้อนก้องดังปึง...แต่อาเมียร์ก็ยังไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดตามเดิม

ข้างนอกมีเพียงความเงียบ จนกระทั่งมีเสียงโลงเหล็กเปิดและแสงไฟ เด็กหนุ่มเสี่ยงลืมตาขึ้น เห็นว่าหนามยาวทุกอันในโลงเหล็กนั้นหักงอไปตั้งแต่มุมฉากหรือมุมที่แหลมกว่านั้น กระทั่งไม่มีอันใดเลยที่สามารถทิ่มแทงเข้าเนื้อเขา

“ท...ท่านหัวหน้า” ราชมัลที่เสียงหนุ่มกว่าพูดเสียงสั่น “ข...ข้าว่ามันไม่ใช่คนเสียแล้วนะ”

“พูดบ้าๆ!” ชายชราตวาด “มันก็แค่มี ‘เวทมนตร์’ เท่านั้นเอง! ซ้ำพระเถระยังสะกดเวทมนตร์ในตัวของมันไว้แล้วด้วย!!”

“แต่ถ้าสะกดไว้แล้วมันยังทำได้ถึงขนาดนี้...ข...ข้าว่ามันน่ากลัวเกินไปนะขอรับ! พอทีเถอะ!!”

ราชมัลเฒ่ายังแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ แต่แล้วก็ออกคำสั่งกับอีกคนว่า “คุมตัวมันไป!” พร้อมกับปราดมากระชากตัวอาเมียร์ออกจากโลงเหล็กที่เสียหายยับเยินอย่างประหลาดไปแทน ถึงราชมัลผู้อายุน้อยกว่าจะจับตัวเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ชายชราก็ยังคงมีแรงมากเกินวัยจนเด็กหนุ่มที่ถูกจำตรวนไม่กล้าเสี่ยงขัดขืน...ในเมื่อยังไม่เห็นทางหนีทีไล่ที่มีโอกาสสูงว่าจะหลบรอดไปได้

“อย่าเพิ่งนึกล่ะ...ว่ามันจะจบแค่นี้!” ชายชราเข่นเสียง

“ทำไม เจ้าคิดจะทำอะไรกับข้าอีก” อาเมียร์รู้สึกได้ว่าน้ำเสียงของตนฟังเหนื่อยหน่ายอย่างพิกล

อีกฝ่ายหัวเราะขึ้นมาเหมือนคลั่ง

“เขาว่ากันว่าพวกแม่มดหมอผีมัน ‘กลัวน้ำ’ ใช่ไหมนะ”

เด็กหนุ่มฟังแล้วกลืนน้ำลายฝืดๆ เขาก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งใดกันที่คุ้มครองตนจากเครื่องเคราทรมานทั้งหลาย แต่...การจมน้ำตายน่าจะเป็นคนละเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดก็คุ้มกันไม่ได้เสียแล้ว

“เบื้องบนจะไม่ลงโทษพวกท่านหรือ...หากว่านักโทษตายไปเสียก่อนการพิจารณาคดีจริงๆ” อาเมียร์พยายามใช้เหตุผลเอาตัวรอด “แล้วอีกอย่าง...ข้าคิดว่าเจ้าหญิงกับท่านผู้สำเร็จราชการคงไม่ทราบเรื่องที่พวกท่านทรมานเราสองคนใช่ไหม หากหยุดเสียตอนนี้...พวกท่านยังมีโอกาสเก็บเรื่องเงียบไว้ และข้าก็จะไม่บอกคนอื่นเรื่องที่เกิดขึ้นด้วย”

“ช่างมัน!” ชายชราแผดเสียง “ข้าไม่สน! ข้าทำงานมาที่นี่ตั้งแต่เจ้าหญิงหรือแม้แต่ฝ่าบาทรัชกาลก่อนจะเกิดเสียอีก!! ข้าไม่ยอมให้นักโทษคนไหนมาหยามข้ากับห้องทรมานของข้าได้เป็นอันขาด!! ต่อให้มันเป็นจอมขมังเวทหรือปีศาจจากนรกขุมไหนก็เถอะ!!”

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไป ไม่ใช่เพราะจำนน...แต่เพราะคำคำหนึ่งที่ชายชราพูดตอกย้ำบางสิ่งในใจของเขาเสียจนไม่อาจนึกว่าจะเอ่ยอะไรได้อีก

อย่าบอกนะว่า...ที่ ‘เจ้าชายทัมมุซ’ รอดจากเครื่องทรมานพวกนั้นมาได้เป็นเพราะตัวเขาเป็นปีศาจจริงๆ ตามที่สาวกของเทพเจ้าแห่งแสงสว่างเคยกล่าวหา...

อาเมียร์สั่นศีรษะอยู่ในใจ

บ้าที่สุด! เขาจะเป็นปีศาจทั้งๆ ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเป็นปีศาจได้อย่างไร!

* * *

ครั้นกลับมาถึงบริเวณกรงแขวน...อาเมียร์ก็ถูกผลักหัวคะมำเข้าไปในกรงของตน น้ำหนักของตรวนที่ข้อมือข้อเท้าทำให้เขาล้มลงกระแทกพื้น แล้วประตูกรงก็ปิดลง

“หย่อนกรงลงไปในน้ำ” ราชมัลเฒ่าเอ่ยอย่างเย็นชาทันที

“ต...แต่ว่า...”

“นี่เป็นคำสั่ง! กะแค่นักโทษประหารตายไปสักคนจะเป็นอะไรหนักหนา!!”

“ต...แต่เขายังไม่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดนะขอรับ”

“หรือเจ้าอยากเข้าห้องทรมานแทนมัน ข้าวของที่ยังใช้ได้ก็พอมีอยู่นี่”

เวลาผ่านไปครู่หนึ่งโดยไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่าย...ก่อนจะมีเสียงโซ่ที่ค่อยๆ ขยับเกรื่องกร่างให้กรงของเด็กหนุ่มลดต่ำลงไปเบื้องล่างดังแว่วมา

อารามเร่งร้อนทำให้อาเมียร์ผุดลุกขึ้นไปเกาะลูกกรงทันควัน

“พวกท่านจะถูกลงโทษ! ถ้าข้าตาย...พวกท่านต้องถูกลงโทษแน่ๆ!!”

“แล้วอย่างไร” ชายชรากลับเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ

“พวกท่าน...พวกท่านอยากถูกให้ออกจากราชการ...หรืออยากถูกลงโทษหนักกว่านั้นหรือ! คิดถึงครอบครัวของพวกท่านไว้บ้างเถอะ!! พวกเขา...พวกเขาย่อมไม่อยากให้ท่านถูกคุมขัง...ทรมาน...หรือกระทั่งประหารชีวิตไม่ใช่หรือ!!”

“ไอ้หนู เจ้าคิดว่าราชมัลประจำคุกกรงน้ำอย่างพวกเราจะมีครอบครัวได้หรือ”

คำถามนั้นทำให้เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งไป

“เจ้าเป็นคนต่างชาติ คงยังไม่รู้สินะ เอาเป็นว่าข้าจะสงเคราะห์เรื่องประวัติของ ‘คุกกรงน้ำ’ นี่ให้สักเล็กน้อยก่อนตายก็แล้วกัน” ราชมัลเฒ่าเอ่ยช้าๆ “นี่เป็นคุกที่ฝ่าบาทรัชกาลก่อนหน้าฝ่าบาทพระองค์ก่อน หรือก็คือพระราชอัยกาของเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงมีพระบัญชาให้สร้างขึ้นหลังจากการกบฏของพระอนุชา...เพื่อกักขังพระอนุชาของพระองค์เอง...รวมทั้งพระญาติและครอบครัวของขุนนางคนอื่นๆ ที่สนับสนุนพระอนุชาให้ค่อยๆ ตายไปช้าๆ เครื่องทรมานที่เจ้าเห็นพวกนั้นลิ้มรสเลือดและความทรมานของพวกเขามานานนมแล้ว และพวกเราราชมัลที่ดูแลคุกนี้แต่เดิม...ก็ล้วนเป็นเด็กกำพร้าไม่มีครอบครัวทั้งนั้นจึงได้ถูกคัดเลือกมา ตอนเริ่มทำงานในทีแรก...ข้ายังมีอายุน้อยกว่าเจ้าเสียด้วยซ้ำ!”

อาเมียร์เบิกตาโพลง คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ใจของเขาเย็นวาบยิ่งกว่าน้ำทะเลที่ท่วมถึงอกของเขาเสียอีก

“ชีวิตของพวกเราเหลือแต่คุกกรงน้ำ...แต่พอผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน คุกกรงน้ำก็ถูกปลดประจำการเป็นคุกว่างเปล่า ถึงอย่างนั้น...พระราชบิดาของเจ้าหญิงแอชลีนน์ก็ยังทรงให้พวกเรารับราชการเฝ้าคุกเปล่าๆ ต่ออย่างเสียไม่ได้ พวกเราทำอะไรอย่างอื่นไม่เป็น...ทำเป็นแต่ทรมานนักโทษเท่านั้น เจ้าไม่รู้หรอก...ว่าการได้รับคำสั่งให้ทรมานนักโทษใหม่อีกครั้งมีความหมายอย่างไรสำหรับพวกเรา!” ชายชราหัวเราะออกมา

“แล้วใคร!!” เด็กหนุ่มอดร้องถามไม่ได้ “ใครเป็นคนสั่งพวกเจ้า!!”

ไม่มีคำตอบจากราชมัลเฒ่า...หรือมิเช่นนั้นเขาก็ให้คำตอบหลังจากที่กรงของอาเมียร์จมลงไปในน้ำจนมิด

เด็กหนุ่มกลั้นหายใจ พยายามลอยตัวอย่างไม่เป็นผลนักในเมื่อต้องรบกับโซ่ตรวนที่ถ่วงทั้งข้อมือข้อเท้า เขาว่ายไปที่ลูกกรงด้านหนึ่ง พยายามอย่างจนตรอกเพื่อที่จะแหกซี่กรงให้ห่างออกจากกันเพียงเล็กน้อย...ให้เขาแทรกตัวออกไปได้ก็พอ

ข้ายังตายไม่ได้...แม่...’พ่อ’...นาสิรา...ฟาร์ฮานาห์...อาซิซ....พวกเขายังรอข้าอยู่...ยังอยากให้ข้ากลับไป...ข้าจะตายไม่ได้!!

และยังมีคนอื่นๆ อีก...รูอาร์คจะต้องเสียใจมาก...เด็กหนุ่มผมแดงเพิ่งเสียพี่ชายไปโดยที่เขามีส่วนเป็นต้นเหตุแท้ๆ...แต่ก็ยังเชื่อใจเขาและรับปากจะรีบกลับไปแจ้งข่าวให้ครอบครัวของอาเมียร์โดยเร็วที่สุด

แล้วก็แอช...แอชจะเสียใจเพียงไร...หากเขาต้องมาตายในคุกตามเฟลิมเพราะคำสั่งที่เธอไม่รู้เรื่องอะไรเลยอย่างนี้

ลูกกรงเหล็กแยกออกห่างจากกันในที่สุด อาเมียร์ไม่มีเวลาจะคิดว่าเขาใช้เพียงมือเปล่าถ่างพวกมันได้อย่างไร เขาถีบขาพยายามว่ายขึ้นมา อากาศคือสิ่งที่เขาต้องการ เขาต้องรีบขึ้นสู่ผิวน้ำและหาทางขึ้นฝั่งโดยเร็วที่สุด

แต่แล้วเด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งยึดขาของตนไว้

น่าแปลก...น้ำทะเลในตอนกลางคืนน่าจะยิ่งมืดมิด ทว่าอาเมียร์กลับรู้สึกเหมือนเห็นสิ่ง...หรือที่ถูกควรจะเป็น ‘คน’ ที่ใช้มือทั้งสองจับขาของเขาไว้แน่นหนาอย่างชัดเจน ร่างนั้นมีผิวขาวเผือดร่างเปลือยเปล่าท่ามกลางห้วงน้ำ...เส้นผมสีดำยาวสยายพัดปลิวเหมือนสาหร่าย...และใบหน้าเย็นชาของเด็กผู้ชายอายุราวๆ สิบสามสิบสี่...

เด็กนั้นมีหน้าตาเหมือนเขาไม่มีผิด เว้นเพียงนัยน์ตาที่เป็นสีทองส่องประกาย...เหมือนไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์

เด็กหนุ่มมองร่างนั้นตะลึงงัน...กระทั่งตระหนักได้ว่าอากาศในปอดของเขากำลังจะหมดลงกับพรายฟองอากาศ

...อาเมียร์พยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้าย...แต่ก็ไม่อาจเอาชนะภูตพรายตนนั้น...และสติที่เริ่มรางเลือนไปในห้วงน้ำมืดของคุกกรงน้ำ...

บทที่ ๒๘ ดำเนินการ

* * *

คุกกรงน้ำหน้าตาพิลึกพิลั่น ได้แรงบันดาลใจจากคุกในเกม ICO และนิยาย อิโคะกับปราสาทแห่งม่านหมอก ของอ. มิยาเบะ มิยูกิ ครับ นึกดูตามภาพก็เป็นทั้งคุกที่สวยและน่ากลัว (เสียวโซ่ขาดกรงตกลงมาจริงๆ) แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโซ่รับน้ำหนักกรงไหวได้ยังไงกัน แล้วใครเป็นคนออกแบบกลไกชักรอกกรง แต่ผมเองก็ไม่เคยเรียนทางวิทย์มาลึกซึ้งพอจะนั่งคำนวณแบบแปลนเสียด้วยสิ ^^a

ที่จริงตอนคิดเรื่องคุกนี่ก็นึกไว้แล้วว่าอาเมียร์งานเข้าชัวร์ๆ ถูกพาทัวร์ห้องทรมานพร้อมกับชาลัวห์แน่ๆ ตอนแรกยังไม่ได้คิดว่าจะทรมานเต็มรูปแบบอะไรแต่อาจโดนซ้อมสะบักสะบอมชิมลาง แต่เพื่อให้น่ากลัวขึ้นเช่นเดียวกับชาลัวห์ที่ต้องมาผจญกรรมด้วยกันทั้งๆ ที่ไม่เคยไปทำชั่วอะไรด้วยกันเลย จึงลองไปค้นเรื่องเครื่องทรมานต่างๆ ในยุคกลาง จนออกมาเป็นฉากอย่างที่เห็นในตอนนี้...ท่ามกลางความสยดสยองหน่อยๆ ของผู้เขียนที่ว่าคนสมัยนั้นช่างจินตนาการล้ำลึกในด้านความเจ็บปวดจริงๆ - -a

อาเมียร์จะทำอย่างไรเมื่อถูกถ่วงน้ำ จะมีเหงือกงอกออกมาเหมือนแฮรี่ภาค 4 หรือได้หญิงแอชมาช่วยผายปอดด้วยความรัก (???) ขอให้ติดตามชมในตอนหน้าครับ




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2552    
Last Update : 4 มิถุนายน 2552 18:18:15 น.
Counter : 99 Pageviews.  

บทที่ ๒๖ - การไต่สวน

บทที่ ๒๖ การไต่สวน


โถงเล็กบนชั้นหนึ่งของอาคารซึ่งลงไปสู่คุกใต้ดินเป็นที่ที่จัดไว้สำหรับการไต่สวน ดูเหมือนผู้ที่เข้าใจกันว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ครบถ้วนดี มีท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธกับบุตรชายคนรองและอาเมียร์อยู่ในฝ่ายหนึ่ง ส่วนท่านเจ้ามณฑลชอร์ซากับชาลัวห์ลูกชายอีกฝ่ายหนึ่ง เจ้าหญิงแอชลีนน์ประทับแยกอยู่อีกมุมหนึ่งเยื้องจากเสนาบดีตุลาการกับท่านผู้สำเร็จราชการคอนรอยซึ่งนั่งเป็นประธาน และมีเคียราตามเสด็จมาพร้อมกับดูลัส

หญิงชราผมขาวทั้งศีรษะ ตัวเล็กร่างผอมเกร็งถูกคุมตัวเข้ามาทั้งที่สวมตรวนไม้หนักอึ้งบนข้อมือข้อเท้าที่แทบมีแต่หนังหุ้มกระดูก นัยน์ตาของนางกลอกไปทั่วอย่างรวดเร็วราวกับลิงลม ดูตื่นหวาดเหมือนสัตว์ป่ามากกว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน

สิ่งผิดปกติอย่างแรกที่นางทำ...และคงจะทำให้ทุกคนประหลาดใจไม่น้อยรวมถึงดูลัส...คือการทิ้งตัวลงบนพื้นและก้มศีรษะแทบโขกแผ่นหินเมื่อหันไปเห็นใครคนหนึ่ง

“ท่านจ้าว! อภัยให้ข้าน้อยด้วย...ข้าน้อยไม่ทราบเลยว่าเป็นท่าน!! ข้าน้อยผิดไปแล้วที่บังอาจหันคมอาวุธใส่นายท่าน!!”

ผู้ถูกคำนับ...ซึ่งดูประหลาดใจและตกใจถึงขีดสุดไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในที่นั้น...ไม่ใช่ใครเลยนอกจากอาเมียร์

“นี่มันเรื่องอะไรกัน เจ้ารู้จักกับนางด้วยหรือ” เสนาบดีตุลาการตั้งคำถามหลังจากทุกคนเงียบไปพักหนึ่ง มีเพียงหญิงชราที่ยังละล่ำละลักร้องขออภัยต่อ ‘ท่านจ้าว’ ไม่หยุดหย่อน

“ข้าไม่เคยพบนางเลยขอรับ” เด็กหนุ่มรีบตอบ “นางคงเข้าใจผิดไปเอง”

“ท่านจ้าว...อภัยให้ข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ...ข้าน้อยผิดไปแล้วจริงๆ!!”

“เงียบเสีย!” เสนาบดีตุลาการตัดสินใจออกคำสั่ง ทว่านางดูเหมือนจะไม่ฟังเลยแม้แต่น้อย

ดูลัสจับตามองเรื่องไม่คาดฝันนี้อย่างตั้งใจ เขาเห็นอาเมียร์มีสีหน้าลำบากใจก่อนจะพูดขึ้น

“เลิกขออภัยข้า แล้วตอบคำถามของท่านเสนาบดีตุลาการตามตรงทุกข้อ...ได้ไหม”

“เจ้าค่ะ! ข้าน้อยทราบแล้ว...ข้าน้อยจะทำตามที่ท่านจ้าวสั่งทุกประการเจ้าค่ะ!!” หญิงชรารับ แต่ก็ยังคุกเข่าหันหน้าไปทางเด็กหนุ่มชาวทะเลทรายนิ่งอยู่เช่นนั้น...ราวกับสุนัขที่กำลังรอคำสั่งจากนาย

“...หากเจ้าไม่รู้จักนาง แล้วเจ้าออกคำสั่งให้นางทำตามได้อย่างไร” เสนาบดีตุลาการกลับถามอาเมียร์แทน

“ข้า...ก็แค่คิดว่า...ถ้านางเห็นข้าเป็นคนที่นางเชื่อฟัง นั่นน่าจะทำให้นางยอมเงียบได้ และท่านเสนาบดีจะได้ดำเนินการไต่สวนได้สะดวกขึ้นขอรับ” อีกฝ่ายตอบก่อนจะตัดสินใจพูดต่ออย่างลังเล “หันหน้าไปทางท่านเสนาบดีแล้วตอบคำถามเขาดีๆ อย่าเรียกข้าอีก”

“เจ้าค่ะ! ข้าน้อยจะทำตามนั้นเจ้าค่ะ!!” นางใช้สองมือและเข่ากระวีกระวาดหมุนตัวไปอีกทาง

ดูเหมือนท่านเสนาบดีจะยังมองทั้งสองด้วยสายตาเคลือบแคลง แต่ก็เริ่มการไต่สวนนับแต่นั้น

หญิงชรากลับมาพูดจารู้เรื่องดีอย่างน่าประหลาดใจเมื่อถูกถามชื่อและพื้นเพ...แม้คำตอบของนางจะฟังเลอะเลือนไปบ้าง จนกระทั่งมาถึงคำถามสำคัญ

“เจ้าเป็นผู้สังหารท่านเฟลิม พระคู่หมั้นของเจ้าหญิงแอชลีนน์จริงหรือ”

“จริง...ตามคำสั่งของท่านจ้าวกับชายธีร์ดีเรที่ชื่อชาลัวห์”

“พูดจาพล่อยๆ!” ชาลัวห์โพล่งขึ้นทันที...อย่างที่ดูลัสใช่ว่าจะไม่คาดการณ์ไว้ “ข้าไม่เคยรู้จักเจ้าเลยสักนิด!”

“แล้วเจ้าไปทำตามคำสั่งของ ‘ท่านจ้าว’ กับคุณชายชาลัวห์ได้อย่างไร”

“’ท่านจ้าว’ เป็นผู้พาชายคนนั้นมาพบข้า...และบอกให้ข้าช่วยให้เขาได้แต่งงานกับเจ้าหญิง ข้าได้รับคำสั่งจากท่านจ้าวให้มอบใบแชมร็อคลงอาคมให้คู่ประลองที่สู้กับเขาทั้งสองคนพ่ายแพ้ไป แต่...แต่กลับสำเร็จไปเพียงคนเดียวเพราะมีผู้แก้มนต์ให้คู่ประลองคนหลัง สุดท้าย...ท่านจ้าวกับเขาจึงสั่งให้ข้าใช้มนต์สังหารผู้ชนะเสียในคืนก่อนคืนวาน”

“นังไพร่! กล้าดีอย่างไรมากล่าวหาข้า!!” ชาลัวห์ผุดลุกขึ้น “ข้าไม่เคยรู้จักคนชั้นต่ำอย่างเจ้าเลยด้วยซ้ำ!!”

หญิงชรากลับหันขวับมาทางเขา

“หากท่านจ้าวไม่บัญชาให้ข้าช่วยแก ก็อย่าหวังเลยว่าข้าจะยอมเสียมนต์อันมีค่าให้คนน่ารังเกียจเบาปัญญาอย่างแกแค่กระผีกริ้น!!”

“นังนี่!!”

“ทั้งสองคนจงอยู่ในความสงบ!” เสนาบดีตุลาการสั่งก่อนจะหันมาทางหญิงชราอีกครั้ง “ท่านจ้าวเป็นใคร เหตุใดเจ้าจึงเชื่อฟังเขา จงตอบมาตามความจริง”

“ท่านจ้าว...” หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งชื่นชมกึ่งกริ่งเกรง “ท่านจ้าวคือผู้เกรียงไกรสำหรับพวกเรา คือนายแห่งอาณาจักรสาบสูญ คือจ้าวแห่งโลกมืด...จ้าวแห่งมหาอาคมอนธการผู้จักโค่นล้มองค์สุริยเทพ”

จอมปีศาจ... ดูลัสขมวดคิ้วครุ่นคิด นางพูดถึงจอมปีศาจอย่างนั้นหรือ...

แม่มดผู้ใช้มนต์ดำจะนับถือจอมปีศาจ เทพมารผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อเทพแห่งแสงสว่างย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าแม่มดที่ทึกทักเป็นตุเป็นตะว่ามารตนนั้นนำคนอย่างชาลัวห์มาให้นางทำงานให้ มิหนำซ้ำยังเห็นแค่เด็กหนุ่มชาวทะเลทรายคนหนึ่งเป็น ‘ท่านจ้าว’ ผู้เกรียงไกรพระองค์นั้นเป็นเรื่องที่ออกจะเกินไปหน่อย

จะเป็นไปได้หรือ...ต่อให้อาเมียร์มีอาคมจริงๆ แต่ปิดบังไว้หรือมีโดยไม่รู้ตัวก็ตาม ดูลัสก็ยังเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับตนนี่เอง ไม่มีทางจะเป็นสิ่งใดที่เหนือกว่านั้นไปได้เด็ดขาด...

“แต่...เมื่อครู่เจ้าเรียกชายชาวทะเลทรายคนนั้นว่า ‘ท่านจ้าว’ ของเจ้าไม่ใช่หรือ” เสนาบดีตุลาการถามช้าๆ

“ใช่แล้ว เขาผู้นั้นคือท่านจ้าวของข้า”

“...แล้วเป็นคนเดียวกับท่านจ้าวแห่งโลกมืดของเจ้าหรือ”

“ใช่แล้ว เป็นท่านเดียวกัน”

“นังนี่มันบ้าไปแล้ว! ท่านอย่าเชื่อคำพูดของมันนะ!!” ชาลัวห์พูดขึ้นอีก “ข้าไม่เคยรู้จักหรือพบนางมาก่อน แล้วถ้านางเห็นไอ้คนทะเลทรายนั่นเป็นนายบ้าบออะไรของนาง...ข้ากับมันก็เกลียดกันจะเป็นจะตาย! ใครหลายคนในนี้ก็รู้อยู่! ข้าจะไปตามมันไปหานางได้อย่างไรกัน!!”

“ข้า...ข้าก็สาบานได้ว่าไม่เคยรู้จักนางเลยเหมือนกันขอรับ” อาเมียร์เอ่ยขึ้นบ้างด้วยเสียงที่สงบกว่า “อันที่จริงข้าพอระแคะระคายเรื่องที่ท่านดูลัสถูกอาคมทำให้แพ้ในการประลองรอบแรกบ้าง แล้วข้าก็เป็นคนทำลายใบแชมร็อคลงอาคมที่ถูกส่งมาให้ท่านเฟลิมเอง...ถึงจะโดยไม่ตั้งใจก็เถอะ หากข้าร่วมมือกับชาลัวห์จริงๆ ข้าจะทำอย่างนั้นไปทำไม สู้ให้ท่านเฟลิมแพ้ไปตั้งแต่ตอนนั้นจะไม่สะดวกกว่าต้องมาเสี่ยงลอบฆ่าทีหลังหรอกหรือ”

องครักษ์หนุ่มเห็นด้วยกับคำพูดในตอนหลังของเด็กหนุ่ม การที่ชาลัวห์ชนะผู้เข้าแข่งขันทั้งสองคนซ้อนกันเพราะคู่ต่อสู้มีอาการอ่อนเพลียกะทันหันในวันนั้นทั้งคู่อาจดูมีพิรุธ...แต่ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ทำง่ายดายและมีปัญหาน้อยกว่าลอบสังหารผู้เข้าแข่งขัน และหากการกำจัดลูกชายของเจ้ามณฑลหรือขุนนางอื่นๆ ที่จะขวางผลประโยชน์ชาลัวห์ในฐานะราชาองค์ต่อไปเป็นส่วนหนึ่งในแผนการ พวกเขาก็น่าจะเลือกเวลาและสถานการณ์ที่ไม่โดดเด่นกว่านี้...ไม่ท้าทายอุกอาจถึงเพียงนี้

แล้วเฟลิมก็เป็นคนที่ดูจะไม่มีความรู้ความสามารถหรือชั้นเชิงด้านการเมืองเป็นพิเศษจนถึงขั้นปล่อยไว้ไม่ได้เลยสักนิด ตัวดูลัสเองหรือคาเฮียร์ยังดูเหมือนมีอันตรายมากกว่าสำหรับชาลัวห์ด้วยซ้ำ...หากว่าเฟลิมไม่มีอาเมียร์เป็นอาจารย์และที่ปรึกษาอย่างเมื่อก่อน

เสนาบดีตุลาการไม่ตอบทั้งคู่ แต่ออกคำสั่งต่อหญิงชราต่อไป

“จงเล่ามาตั้งแต่ต้น ว่าเจ้าพบ ‘ท่านจ้าว’ ของเจ้ากับคุณชายชาลัวห์ตั้งแต่เมื่อไรและอย่างใด”

“ท่านจ้าวมาพบข้าที่บ้านตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ โดยพาชายธีร์ดีเรคนนั้นมาด้วย”

“เจ้าพอระบุวันที่แน่นอนได้ไหม”

“ทำไมจะไม่ได้เล่า ข้าจำเวลาที่ท่านจ้าวเสด็จมาหาข้าได้ดีทีเดียว” หญิงชราบอกอย่างมั่นใจ “คืนของวันที่สิบสามเดือนหนึ่ง คืนที่พวกเราเหล่าสาวกแห่งความมืดทำพิธีบูชาพระองค์”

ดูลัสคิดทบทวนตามแล้วก็พบว่า...นั่นเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ผลการทดสอบรอบที่สองออกแล้ว และผู้เข้าประลองรอบสุดท้ายทั้งสี่คนก็ย่อมต้องเข้ามาเตรียมตัวในเมืองหลวง เท่ากับว่าทั้งชาลัวห์และอาเมียร์ย่อมอยู่ในเขตเมืองหลวงในช่วงเวลานั้น

“ทั้งสองมาทำอะไร”

“มาขอให้ข้าช่วยให้ชายคนนั้นชนะผู้เข้าแข่งขันทุกคนในวันประลองที่มาถึง เพื่อที่เขาจะได้แต่งงานกับเจ้าหญิง ท่านจ้าวเป็นผู้สั่งข้าให้ทำใบแชมร็อคลงอาคมและปลอมตนเป็นแม่ค้าเร่นำพวกมันไปให้กับคนสองคนตามคำบอกของท่าน ซึ่งจะผ่านจัตุรัสกลางในวันก่อนประลองกับวันประลองและสนใจพวกมัน”

“คนสองคนนั้นคือใคร”

“นางกำนัลที่ยืนอยู่ตรงนั้น” นางพูด เคียราสะดุ้งก่อนจะรีบก้าวหลบเมื่อนางชี้นิ้วผอมและเหี่ยวย่นมาทางเธอ “กับชายผมแดงคนนั้น”

หญิงชราหันกลับมาชี้ลูกชายคนรองของเจ้ามณฑลยาร์ลาธ ซึ่งขมวดคิ้วเคร่งเครียด

“เจ้าทั้งสอง เป็นความจริงอย่างที่นางพูดหรือ” เสนาบดีหันไปถามทั้งสอง

“จ...เจ้าค่ะ” เคียราตอบตะกุกตะกัก “ข้า...ข้าออกไปเข้าอาราม ตอนก่อนกลับเห็นแม่ค้าเร่ชาวทะเลทรายคนหนึ่งมีใบแชมร็อคจึงเข้าไปซื้อของของนาง และได้นำมามอบให้ท่านดูลัสเจ้าค่ะ”

“เจ้าหมายถึงราชองครักษ์ดูลัสน่ะหรือ”

“เจ้าค่ะ”

“แล้วเจ้าล่ะ” เสนาบดีตุลาการหันไปทางลูกชายคนรองของเจ้ามณฑลยาร์ลาธบ้าง

“จริงขอรับ” เด็กหนุ่มตอบ “วันนั้นอาจารย์ให้ข้าออกไปซื้ออาหารกลางวันให้พี่เพราะกลัวว่าอาหารที่สนามประลองจัดให้จะมียาบางอย่าง ข้าเลยบังเอิญเจอร้านของนางแล้วได้ใบแชมร็อคมาเหมือนกัน แต่พออาจารย์แตะใบไม้พวกนั้น พวกมันก็ไหม้เป็นเถ้าถ่านเองจนหมด พี่เฟลิมจึงไม่ได้พกติดตัวไว้”

“‘อาจารย์’ ที่เจ้าพูดถึง หมายถึงชาวทะเลทรายคนนี้น่ะหรือ”

“ขอรับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...เจ้าได้พบนางเพราะอาจารย์สั่งให้ออกไปในวันนั้นและเวลานั้นแท้ๆ”

“แต่ถ้าเขาตั้งใจจะให้ชาลัวห์ชนะจริงๆ จะทำลายใบไม้นั้นต่อหน้าต่อตาข้าทำไมเล่าขอรับ” เด็กหนุ่มผมแดงย้อนถาม

“ข้าเองก็คำนึงถึงเรื่องนั้นเช่นกัน” เสนาบดีตุลาการพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาเรียกหญิงชราอีกที “ท่านจ้าวที่มาหาเจ้ากับคุณชายชาลัวห์มีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร”

“ท่านจ้าวสวมผ้าคลุมสีดำล้วนปกปิดหน้าตา”

“แล้วเจ้าทราบได้อย่างไรว่าชายทะเลทรายที่อยู่ที่นี่เป็นคนเดียวกับท่านจ้าวของเจ้า”

“ข้าทราบเพราะสัมผัสอำนาจเวทมนตร์อันแรงกล้าของท่านได้ พวกเราเหล่าสาวกแห่งความมืดไยจะไม่รู้จักอำนาจของนายตนเอง”

ในห้องไต่สวนมีเพียงความเงียบพักหนึ่ง ก่อนเสนาบดีจะถามต่อไป

“ในตอนนี้ เจ้ายังสัมผัสอำนาจเวทมนตร์ที่ว่าได้จากชาวทะเลทรายคนนั้นน่ะหรือ”

“บัดนี้ท่านจ้าวมิได้แผ่อำนาจออกมา แต่ข้าจดจำพระองค์ได้จากรูปร่างหน้าตา”

“แล้วเจ้าไปเห็นหน้าตาของเขาตั้งแต่ตอนไหน”

“เมื่อสามคืนก่อน...” สีหน้าของหญิงชราดูหวาดหวั่นขึ้น “ข้าได้รับคำสั่งจากท่านจ้าวและชายธีร์ดีเรนั่นให้ฆ่าคู่หมั้นของเจ้าหญิง และเมื่อท่านจ้าวออกไป...ชายธีร์ดีเรนั่นก็บอกให้ข้าฆ่าผู้ติดตามของคู่หมั้นที่เป็นคนทะเลทรายอีกคนหนึ่งด้วย ข้าจึงลงมือฆ่าทั้งสองพร้อมกันในคืนวาน แต่ว่า...ไม่นึกเลยว่าผู้ติดตามคนนั้นที่แท้คือท่านจ้าว! ที่แท้ท่านจ้าวปิดบังอำนาจของตนไว้...ข้าเพิ่งได้ทราบเมื่อท่านจ้าวทำลายอาคมของข้าได้!! ซ้ำยังทำให้อาคมนั้นย้อนกลับมาสู่ข้าเอง!!” นางยกมือขึ้นกุมสีข้างใต้ชุดนักโทษแบบเรียบๆ ที่สวมอยู่

“นั่นเป็นเหตุให้เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือ”

“ใช่! ท่านจ้าว...ท่านจ้าวช่วยข้าน้อยด้วย!!” หญิงชราหันไปพูดกับอาเมียร์อีกครั้ง “ข้าน้อยปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอย่างเคร่งครัด ข้าน้อยเพียงพลาดไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่บังอาจทำร้ายท่าน...โปรดอภัยและรักษาข้าน้อยด้วย!!”

นางเริ่มร้องไห้คร่ำครวญ เกลือกศีรษะกับพื้นเบื้องหน้าเด็กหนุ่มที่มีสีหน้าทั้งสงสัย กังวล และลำบากใจ

เสนาบดีตุลาการนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะประกาศ

“ขอให้ทุกท่านอยู่ในความสงบ ขณะที่เจ้าหญิงทรงมีพระวินิจฉัยร่วมกับท่านผู้สำเร็จราชการ” เขาหันมาทางทั้งสองแล้วเอ่ยเบาลง “กราบทูลฝ่าบาท เรื่องทั้งหมดนี้สุดที่กระหม่อมจะตัดสินใจว่าจริงเท็จประการใด กระหม่อมคิดว่า...เราควรประสานศาสนจักรแห่งซาเกรดา โซล เพื่อขอให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีความรู้หรือความรับผิดชอบด้านอาคมจริงๆ เข้ามาตรวจสอบพ่ะย่ะค่ะ”

“แต่นั่น...จะไม่ถือเป็นการดึงอำนาจต่างชาติเข้าแทรกแซงหรือ” เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงติง “ในเมื่อซาเกรดา โซล...”

เด็กสาวเงียบไปเท่านั้น ทว่าดูลัสเข้าใจดีว่าพระองค์ต้องการจะตรัสอะไร หากเหตุลอบสังหารไม่เกิดขึ้น...เจ้าหญิงก็คงจะอภิเษกสมรสกับเจ้าชายรัชทายาทของซาเกรดา โซล ไปแล้ว ตามพระวินิจฉัยของพระราชาและพระราชินีผู้ล่วงลับ ซึ่งกำลังดำเนินการให้มีการหมั้นหมายกันเมื่อสามปีก่อน...ก่อนจะมีอันต้องล้มเลิกไปเพราะเหตุร้ายที่เกิดขึ้นและบีบให้เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงกลายเป็นรัชทายาทพระองค์สุดท้ายไปโดยปริยาย

“กระหม่อมคิดว่าคณะสังฆราชาคงจะไม่นำเรื่องการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวหรอกพ่ะย่ะค่ะ” ท่านคอนรอยออกความเห็น “และเหตุครั้งนี้ก็ดูเหนือธรรมชาติจนเกินความคาดคิดของพวกเราแล้วจริงๆ”

“เช่นนั้น เราควรจะคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสองไว้ก่อนตั้งแต่ตอนนี้เลย ขณะรอให้พระเถระผู้ตรวจสอบไสยเวทและพฤติกรรมนอกรีตมาถึง” เสนาบดีตุลาการสรุป

“ต้องถึงขั้นคุมตัวเชียวหรือ!” เด็กสาวกลับพูดอย่างตกใจ

“เราจะปล่อยให้พวกเขาหนีไปไม่ได้นี่พ่ะย่ะค่ะ”

“แต่อาเมียร์...ข้าหมายความว่าทั้งสองคนจะหนีไปที่ไหนได้”

“โอกาสและที่ให้หนีหรือหลบซ่อนตัวมีมากมาย เราจะประมาทไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”

“แต่ว่า...แล้วครอบครัวของเขาล่ะ”

“ครอบครัว?” ดูเหมือนเสนาบดีตุลาการจะตีความเป็นคนละทางอย่างสิ้นเชิง “เจ้าหญิงทรงมีพระสติปัญญานัก กระหม่อมจะให้มีการตรวจสอบครอบครัวของทั้งสองว่ามีส่วนร่วมใดหรือไม่แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ โดยเฉพาะครอบครัวผู้อพยพชาวทะเลทรายนั่นยิ่งน่าสงสัย”

“ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย” เจ้าหญิงแอชลีนน์รีบแก้ “เรา...เพียงแต่คิดว่าสอบสวนแค่เจ้าตัวก็พอแล้ว คนในครอบครัวของเขาไม่น่าจะรู้เรื่องได้อย่างไรไม่ใช่หรือ”

“หากไม่สอบสวน...แล้วจะทรงทราบได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”

“ก็เรา...” เด็กสาวกลับเงียบไป

ดูลัสภาวนาอย่าให้เจ้าหญิงทรงแพร่งพรายความจริงที่ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองย่อมไม่ยินดีที่ได้ฟังออกไปเลย แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล...

เด็กสาวกลืนน้ำลายก่อนจะตัดสินใจพูด

“เราเคยไปที่บ้านของเขามาก่อน”

สีหน้าของทั้งสองผู้ฟังเปลี่ยนไปทันที

“ตรัสว่าอะไรนะพ่ะย่ะค่ะ” ท่านคอนรอยถามซ้ำ

“เรา...ตอนที่เราไปแสวงบุญที่อารามในยาร์ลาธ...เราได้ข่าวเรื่องเขาในฐานะอาจารย์ของคุณชายเฟลิม เราจึงได้สนใจและลองไปที่บ้านของเขาดู...แต่แค่ครั้งเดียวนะ ครอบครัวของเขาก็เป็นครอบครัวผู้อพยพธรรมดาๆ เท่านั้นเอง ไม่มีใครที่น่าสงสัยเลยสักนิดเดียว มีแค่พ่อแม่ของเขากับน้องๆ อายุมากสุดแค่ห้าขวบเท่านั้นเอง”

องครักษ์หนุ่มไม่เคยพบครอบครัวของเด็กหนุ่มมาก่อน แต่ความรู้สึกแวบแรกก็บอกว่า...ลองเจ้าหญิงทรงรับรองหนักแน่นเสียว่าไม่น่าสงสัยเช่นนี้แล้ว ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองซึ่งมากประสบการณ์กว่าก็ย่อมสงสัยขึ้นมาแทนที่พระองค์ทรงออกหน้าปกป้องคนพวกนั้น...ต่อให้ไม่ได้สืบประวัติของครอบครัวของอาเมียร์ซึ่งมีแต่ความคลุมเครือทั้งพ่อแม่และเจ้าตัวอย่างละเอียด

“ถึงอย่างนั้นก็ควรตรวจสอบดูเพื่อความปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีตุลาการตัดสินใจทูล

“ตรวจสอบนี่ไม่ได้หมายความว่าจะจับกุมพวกเขาใช่ไหม”

“หากไม่มีหลักฐานความผิด จะไปจับกุมประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ” ท่านเสนาบดีตอบแฝงนัยอย่างแยบยล

เมื่อเจ้าหญิงแอชลีนน์พยักหน้ารับอย่างดูเหมือนไม่ติดใจอะไร เขาจึงได้หันไปประกาศต่อคนอื่นๆ

“เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงมีพระดำริให้คณะสังฆราชาจากซาเกรดา โซล เข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งนี้เพื่อพิสูจน์เรื่องการใช้ไสยเวทและพฤติกรรมนอกรีต และพวกเราจะคุมตัวคุณชายชาลัวห์ ผู้อพยพชาวทะเลทรายชื่ออาเมียร์ กับนางแม่มดคนนี้ไว้ในเรือนจำพิเศษก่อน”

“พวกท่านจะจับข้าเข้าคุกไม่ได้นะ!!” ชาลัวห์ขึ้นเสียงทันที “ในเมื่อไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้นนอกจากคำพูดของยายแก่บ้านี่!!”

“ใช่!” เจ้ามณฑลชอร์ซาซึ่งมีร่างอ้วนใหญ่เสริมขึ้น “ข้าไม่ยอมให้ลูกข้าถูกจับเข้าคุกเหมือนคนชั้นต่ำแค่เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างคำพูดของยายแก่เสียสติอย่างนี้หรอก!!”

“นี่เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของพวกเรา ขอให้พวกท่านเข้าใจด้วย” ท่านเสนาบดีตุลาการตัดบท “หากผู้ใดก็ตามคัดค้านก็เท่ากับหมิ่นพระราชอำนาจและพระวินิจฉัยของเจ้าหญิงแอชลีนน์”

“ข้าทราบขอรับใต้เท้า” เด็กหนุ่มชาวทะเลทรายกลับพูดขึ้นบ้าง “เพื่อรูปคดี ข้ายินดีถูกคุมตัวไว้ขอรับ แต่ข้า...ข้าจะขอเพียงเวลาเดินทางกลับไปยังยาร์ลาธครู่เดียวก่อนจะมามอบตัวได้ไหมขอรับ ข้าเป็นห่วงทางบ้าน ข้าไม่ได้กลับไปหาพวกเขาเลยตั้งแต่ต้นฤดูหนาวมาแล้ว ขอได้โปรดอนุญาตให้ข้าได้กลับไปเยี่ยมพวกเขาเถอะขอรับ...ให้ทหารคุมตัวข้าเดินทางไปกลับก็ได้”

“อาเมียร์” เจ้ามณฑลยาร์ลาธเอ่ยขึ้นช้าๆ แม้จะดูลังเลอยู่บ้าง “ถ้าเจ้าบริสุทธิ์ใจก็ให้พวกเขาคุมตัวเจ้าไปตั้งแต่ตอนนี้เถอะ ข้าเชื่อว่าไม่เป็นอะไรหรอก ข้าจะแจ้งครอบครัวเจ้าให้เอง และจะดูแลพวกเขาให้เป็นอย่างดีในช่วงที่เจ้าไม่อยู่”

เด็กหนุ่มยังดูเหมือนไม่วางใจนักกับคำพูดนั้น แต่ก็ยอมพยักหน้ารับ

“ขอบคุณมากขอรับ”

จากนั้นก็ดูเหมือนอาเมียร์จะหันไปพูดอะไรเบาๆ กับลูกชายคนรองของเจ้ามณฑลยาร์ลาธก่อนจะลุกจากที่นั่ง พวกทหารยามเข้ามาคุมตัวเขา หญิงชราที่ยังหมอบพึมพำอยู่เบื้องหน้าเขา และชาลัวห์

หญิงชรายอมให้พวกทหารพยุงตนเองขึ้นมาโดยไม่ขัดขืนแต่ประการใด ทว่าเมื่อทหารยามทำท่าจะเข้าไปคุมตัวเด็กหนุ่มทะเลทราย นางก็เบิกตากว้างและร้องขึ้นมาทันที

“อย่าบังอาจเอามือสกปรกของพวกแกมาแตะต้องท่านจ้าว!!”

ทหารยามสองนายที่อยู่ใกล้อาเมียร์ผงะออกไปทันทีพร้อมกับส่งเสียงร้อง บนแขนของพวกเขาปรากฏรอยแผลคล้ายเส้นเลือดบวมและแตกออกมาโดยตัวของมันเอง...ทั้งๆ ที่หญิงชราเพียงแต่จ้องมองพวกเขาอยู่เท่านั้นโดยมิได้ขยับตัวเลย

ดูลัสรู้สึกเหมือนมีลมเย็นเยือกอย่างประหลาดพัดเข้ามาในห้องวูบหนึ่ง และเห็นทหารยามที่อยู่ใกล้อาเมียร์ที่สุดคนหนึ่งยกมือขึ้นกุมลำคอของตน ในแวบต่อมามีเสียงดังซึ่งเขาบรรยายไม่ถูก...เลือดที่พุ่งกระฉูดเป็นสายเหมือนน้ำพุ...และแล้วร่างของทหารยามคนนั้นก็ล้มลงจมกองเลือดของตนโดยไม่มีโอกาสร้องสักครั้งเดียว

เคียราต่างหากที่กรีดร้องอย่างตกใจ องครักษ์หนุ่มปราดมายืนขวางหน้าเจ้าหญิงแอชลีนน์ไว้ ใครหลายคนในห้องลุกขึ้นยืนในทันที กระทั่งทหารยามที่คุมตัวหญิงชราอยู่ก็ถอยกรูดไปจากนางซึ่งเริ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

“ท่านจ้าว...อา!! ท่านจ้าว!!! ข้าจะปกป้องพระองค์เอง!! รีบหนีเถิด!! รีบ—“

นางพูดได้เท่านั้น ดูลัสก็เห็นใครสักคนเปิดประตูผัวะเข้ามา เขาเบิกตากว้างเมื่อพบว่านั่นคือมาดายซึ่งสวมชุดคลุมสีขาวทับด้วยผ้าทอลวดลายสัญลักษณ์ซับซ้อน บ่งบอกสถานะพระเถระชั้นผู้ใหญ่แห่งซาเกรดา โซล และถือคทาที่มีตราสัญลักษณ์แห่งองคสุริยเทพ...

“ปีศาจร้ายจงถูกกำราบสิ้น!”

สิ้นเสียงประกาศ หัวคทาประดับแก้วใสที่ชายชราถืออยู่ก็ดูเหมือนจะสว่างแวบขึ้นมาแวบหนึ่ง หญิงชราเบิกตาโพลง...ปากอ้ากว้างโดยไร้เสียงร้องขณะที่ร่างของนางเริ่มสั่นเทิ้ม

ของเหลวรินเป็นสายจากดวงตา...หู...ปาก...และรูจมูกของนางเหมือนเลือด ทว่าเป็นเลือดที่มีสีดำสนิทและหลั่งไหลไม่หยุด นางส่งเสียงกลั้วน้ำเหมือนกับสำลักเลือดของตน และอีกครู่เดียวถัดมาก็ล้มฟาดลงกับพื้น

ทุกคนในห้องนั้นตะลึงงันไปครู่ใหญ่ ก่อนที่เสนาบดีตุลาการจะตั้งคำถามกับชายผู้เข้ามา

“ท...ท่านเป็นใคร”

“ถวายบังคมเจ้าหญิงแอชลีนน์แห่งธีร์ดีเร ขอประทานอภัยที่กระหม่อมเสียมารยาท” ชายชราค้อมศีรษะ “กระหม่อมมีนามว่ามาดาย เป็นพระเถระแห่งซาเกรดา โซล ผู้ได้รับมอบหมายให้ปราบปรามปีศาจและพวกนอกรีต กระหม่อมติดตามคนนอกรีตกลุ่มหนึ่งมาจากดินแดนทะเลทรายจนกระทั่งสืบทราบมาว่าพวกเขากบดานอยู่ ณ ธีร์ดีเรแห่งนี้ ทว่าพวกเขากลบลบอำนาจเวทมนตร์ของพวกตนได้แนบเนียนนัก กระหม่อมจึงต้องใช้เวลาจับสังเกตพวกเขาอยู่นานจนกระทั่งเผยร่องรอย โปรดอภัยด้วยที่กระหม่อมมาช้าเกินไป จึงไม่อาจรักษาชีวิตของท่านเฟลิมไว้ได้”

ในห้องดูเหมือนจะมีเพียงความเงียบนิ่งนานอีกครั้ง กระทั่งดูลัสยังประหลาดใจมากที่เพิ่งได้รู้ว่าจอมเวทมาดายผู้ติดตามของท่านพ่อที่แท้เป็นใคร

“ล...แล้วท่านเข้ามาได้อย่างไร” เสนาบดีตุลาการเป็นผู้ถาม

“ขอประทานอภัยเจ้าหญิงแอชลีนน์ กระหม่อมเป็นผู้นำเขาเข้ามาเอง” องครักษ์หนุ่มเห็นบิดาของตนเดินเข้ามา “กระหม่อมเป็นผู้ให้การรับรองพระเถระมาดายขณะพักอยู่ในธีร์ดีเรโดยไม่เปิดเผยตัว เมื่อเช้านี้เพิ่งทราบว่าจะมีการไต่สวนผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มด ท่านมาดายจึงขอให้กระหม่อมรีบพาเขามาที่นี่เพื่อป้องกันเหตุร้าย แต่ในทีแรกพวกทหารที่เฝ้าอยู่ไม่ยอมให้พวกเราเข้ามา ไม่นึกเลยว่า...เพราะเจรจากันอยู่พวกเราจึงมาช้าไป”

“ที่ท่านทั้งสองมาทันให้เจ้าหญิงแอชลีนน์ไม่ได้รับอันตราย และผู้กระทำผิดหลบหนีไปก็นับว่าดียิ่งแล้ว” เสนาบดีตุลาการเอ่ยขึ้น ก่อนจะร้องสั่งทหารอีกครั้ง “คุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไป”

“ต...แต่ว่า...” เสียงสั่นๆ กลับมาจากทหารอีกคนที่มองศพเพื่อนร่วมงาน ซึ่งนอนแน่นิ่งเบื้องหน้าอาเมียร์ผู้ทรุดล้มลงนั่งและเบือนหน้าไปอีกทาง สีหน้าของเขากลับกลายเป็นหวาดหวั่นถึงขีดสุดตั้งแต่เมื่อใดดูลัสก็ไม่ทันสังเกต

“ให้ข้าจัดการเอง” มาดายรับด้วยเสียงเรียบๆ ก่อนจะรีบก้าวเข้ามาด้วยความกระฉับกระเฉงราวกับคนหนุ่ม เป้าหมายของเขาคืออาเมียร์ซึ่งดูจะไม่หายตกใจ คงเพราะเลือดที่ไหลนองและคนที่ล้มลงตายต่อหน้าต่อตา เด็กหนุ่มเหลือบมองเขาแวบเดียวก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้น

“น...นี่มัน...”

“ไม่ได้พบกันเสียนาน” นักบวชชราเอ่ยแล้วแค่นยิ้ม “แต่...เจ้าคงจำไม่ได้แล้วสินะ”

มาดายวาดคทาเป็นสัญลักษณ์บางอย่างพร้อมกับพึมพำอะไรสั้นๆ แค่ชั่วแวบนั้นเด็กหนุ่มผมดำก็ยกสองมือขึ้นกุมศีรษะพร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา เขางอตัวดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นแวบหนึ่งก็แน่นิ่งไป

“อาจารย์!!” คนร้องออกมาเช่นนั้นเป็นคนแรกคือเจ้าหญิงแอชลีนน์ “นี่เจ้า...เจ้าทำอะไรเขา!!”

“พระอาญามิพ้นเกล้า...” ชายชราค้อมศีรษะให้กับพระองค์ “กระหม่อมเพียงแต่ร่ายมนต์สะกดอำนาจมืดในตัวเขาไว้เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของพวกทหารที่คุมตัวเขาพ่ะย่ะค่ะ”

เสนาบดีตุลาการทำมือเป็นการออกคำสั่งอีกครั้ง พวกทหารยังคงรีรออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยุงเด็กหนุ่มที่หมดสติออกไป...ตามมาด้วยชาลัวห์ซึ่งหน้าเสียนิ่งเงียบไปอีกคน ดูเหมือนเขาจะตกใจกับเหตุการณ์ประหลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเกินกว่าจะมีสติร้องโวยวาย

“จากนี้เราต้องนำศพของนางแม่มดไปเผาเสีย แล้วปล่อยเถ้าถ่านให้ลอยไปในสายลม ข้าจะเจรจากับอารามใกล้ๆ นี้ให้จัดการเอง ส่วนพวกท่าน...ก็ขอให้ดำเนินการติดต่อศาสนจักรแห่งซาเกรดา โซล ตามสมควรเถิด”

“แต่...ท่านมาดายก็มีความรู้ความสามารถเรื่องเวทมนตร์ จะเป็นผู้ช่วยเราสืบคดีนี้โดยตรงเลยไม่ได้หรือ” เสนาบดีตุลาการตั้งคำถาม

“เรื่องนั้นข้าคงต้องขอปฏิเสธ ความรู้เรื่องอาคมของข้ายังจำกัดนัก และ...หากว่าชายชาวทะเลทรายผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องกับ ‘อำนาจมืดอันยิ่งใหญ่’ แล้ว อำนาจของข้าเพียงลำพังคงไม่เพียงพอที่จะรับมือกับเขาได้ ผู้ที่ข้าคิดว่าเหมาะสมกับหน้าที่นี้มีเพียง...พระมหาเถระลูเธียนเท่านั้น”

“พระมหาเถระลูเธียน...ท่านหมายถึงพระมหาเถระลูเธียนท่านนั้นน่ะหรือ” ผู้สำเร็จราชการเอ่ยขึ้น

ดูลัสเองรู้ว่านั่นคือพระมหาเถระลูเธียนคนใด ผู้มีศรัทธาในองค์สุริยเทพน้อยนักจะไม่รู้จักพระมหาเถระลูเธียน...พระมหาเถระซึ่งได้รับการแต่งตั้งแต่ยังเยาว์ และสืบสายเลือดจากผู้กล้าลูเธียนผู้ถือครองดาบศักดิ์สิทธิ์ในกาลก่อน ดูเหมือนเมื่อสามปีก่อนจะมีเรื่องร่ำลือกันว่าพระมหาเถระลูเธียนเป็นผู้ปราบปีศาจร้ายที่ออกอาละวาด ณ เมืองแห่งหนึ่งในทะเลทรายอยู่เช่นกัน ทว่าองครักษ์หนุ่มซึ่งไม่ได้สนใจเรื่องของภูตผีปีศาจก็ไม่รู้เรื่องราวนัก

“เดี๋ยวก่อน” เจ้าหญิงแอชลีนน์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “นี่ท่านกำลังจะบอกว่าอาเมียร์เป็นปีศาจ...หรือเป็นพ่อมดที่ชั่วร้ายหรือ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะเป็นอย่างนั้น”

เคียรารีบเข้าไปแตะแขนของเจ้าหญิง คงหมายจะให้รู้สึกพระองค์ กระนั้นก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล

“ข้า...ข้ารู้จักเขา...ข้าเคยพูดคุยกับเขา...เขาเป็นคนดี...ข้าไม่เคยเห็นเขายุ่งเกี่ยวกับเวทมนตร์เลย...ข้าเชื่อว่านี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด...ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ๆ! เขาจะฆ่าเฟลิมไปทำไมกัน!!”

“‘ปีศาจ’ สามารถปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงของตนได้แนบเนียนนักพ่ะย่ะค่ะ ขอให้เจ้าหญิงทรงใคร่ครวญและระวังให้ดีเถิด” มาดายติง

“แต่ว่า...แต่ว่า...”

“การไต่สวนสิ้นสุดแล้ว เจ้าหญิงคงจะทรงเหนื่อยมาก ขอให้เสด็จกลับไปทรงพักผ่อนก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ” ท่านผู้สำเร็จราชการคอนรอยตัดบท “เรื่องนอกเหนือจากนี้พวกกระหม่อมจะจัดการเอง”

เด็กสาวยังมีสีหน้าสับสนและไม่ยอมรับ...กระนั้นเมื่อเคียราพยุงเธอให้ออกไปทางประตูด้านหลังโดยมีราชองครักษ์หนุ่มตามไป เธอก็ทำตามแต่โดยดี

ดูลัสเหลือบมองด้านหลังแวบหนึ่งก่อนออกจากห้อง เขาแลเห็นพวกทหารนำผ้ามาห่อศพหญิงชรากับทหารอีกคนออกไป เห็นร่างอ้วนท้วนของเจ้ามณฑลชอร์ซาเดินออกไปช้าๆ อย่างสลดและเงียบงัน เห็นคนอื่นๆ นอกจากนั้น...ทั้งท่านคอนรอยผู้สำเร็จราชการ ท่านเสนาบดีตุลาการ ท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธ รวมทั้งท่านเจ้ามณฑลอุลทูร์บิดาของเขายืนสนทนากันอยู่เงียบๆ

องครักษ์หนุ่มสะกิดใจว่าไม่เห็นลูกชายของเจ้ามณฑลยาร์ลาธซึ่งเป็นคนเดียวที่มีผมสีแดงโดดเด่นกว่าใครอยู่ที่นั่นเลย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้สลักสำคัญอะไรกับตนนัก

เขาพบว่าเรื่องของ ‘พระเถระมาดาย’ เป็นเรื่องที่ควรสืบรู้มากกว่า

* * *

“ท่านพ่อทราบเมื่อไรหรือขอรับ ว่าท่านมาดายเป็นพระเถระจากซาเกรดา โซล” ดูลัสปลีกตัวออกจากพระราชวังในเย็นนั้น มายังคฤหาสน์ของตระกูลในเมืองหลวงซึ่งบิดากำลังพักอยู่ และได้รับคำชวนให้มาพักดื่มน้ำชาด้วยกัน

ในตอนนั้นมาดายไม่ได้อยู่ที่คฤหาสน์ด้วย เขาถามบิดาเมื่อก่อนหน้านี้และได้รับคำตอบว่าชายชราออกไปจัดการธุระบางอย่างที่อาราม ซึ่งควรจะรวมถึงเรื่องพิธีสะกดวิญญาณของแม่มดที่ตายไปในห้องไต่สวนด้วย

“ทราบมาตั้งแต่ต้นแล้ว” ชายชราเบื้องหน้าเขาตอบเรียบๆ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“แล้วทำไมท่านพ่อถึงไม่บอกข้าเลย” ชายหนุ่มตั้งคำถามอีกครั้ง

“เรื่องแบบนี้...ให้คนรู้น้อยเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น”

ก็จริง...ทั้งบิดาและตัวดูลัสเองล้วนยึดหลักการนี้ ชายหนุ่มเองก็พร้อมจะกระทำการใดๆ ลับหลังผู้เป็นพ่อของตนได้ทุกเมื่อ...หากจำเป็น...

“แล้วท่านพ่อเชื่อได้อย่างไรว่าเขาเป็นพระเถระจากซาเกรดา โซล จริงๆ”

“เขามีสัญลักษณ์รับรองตนเองว่าเป็นนักบวชชั้นเถระจากซาเกรดา โซล และพ่อก็ไปสืบมาแล้ว ว่ามีพระเถระจากซาเกรดา โซลที่ชื่อว่า ‘มาดาย’ จริงๆ”

“แต่มาดาย...ออกจากซาเกรดา โซล และมาอยู่กับท่านพ่อโดยปิดบังฐานะที่แท้จริงของตนไว้ตั้งสามสี่ปีเพื่ออะไรกันแน่ล่ะขอรับ” ดูลัสติง

“ก็ดูเหมือนเขาจะติดตามครอบครัวของผู้อพยพพวกนั้นมาตั้งแต่ตอนนั้นไม่ใช่หรือ สามปีก่อน...ไม่สิ...นับถึงตอนนี้ก็เป็นสี่ปี...มีเรื่องปีศาจที่เมืองเมืองหนึ่งในทะเลทราย...เจ้าคงได้ยินมาบ้าง ถึงศาสนจักรจะไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมาก...ก็ดูเหมือนเรื่องครั้งนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ประกาศผลการจับกุมสืบสวน ไม่มีการลงโทษคนนอกรีตเป็นสาธารณะเหมือนทุกๆ ครั้ง เท่ากับว่า...คงจะจับคนนอกรีตมาไม่ได้กระมัง แล้วถ้าพวกนั้นจะหนีเข้ามาในธีร์ดีเร เป็นเหตุให้ศาสนจักรต้องส่งพระเถระที่รับผิดชอบเรื่องนี้มาสืบอย่างลับๆ ก็คงไม่แปลกอะไร”

“แต่ว่า...” ชายหนุ่มตัดสินใจพูดออกไป “มาดายมาอยู่กับท่านพ่อถึงสี่ปี ขณะที่ข้าสืบมาแล้วว่าผู้อพยพพวกนั้นเพิ่งเข้ามาอยู่ที่นี่ได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ในช่องว่างสามปีนั้นพวกเขาไปอยู่ที่ไหน และมาดายกำลังรออะไรอยู่เล่าขอรับ ถ้าพวกเขาอพยพซอกซอนไปตามอาณาจักรอื่นๆ จริง มาดายก็ควรจะติดตามพวกเขา ไม่ใช่มาอยู่กับท่านพ่อตั้งแต่ต้นอย่างนี้เหมือนกับรู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะมาที่นี่ เพราะถ้ารู้ล่วงหน้าจริงก็คงจะป้องกันไม่ให้เฟลิมถูกฆ่าเสียตั้งแต่ต้นแล้ว”

เขาพูดเองแล้วก็ชะงักไปแวบหนึ่ง เมื่อคิดไปว่า...หากคนคนนั้นรู้ล่วงหน้าแต่หวังผลว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปในรูปนี้เพื่อผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งของตนเล่า

ชายชราเบื้องหน้าเขาหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะย้อนถามเรื่องที่ดูลัสพบว่าไม่เกี่ยวกันเลย

“ดูลัส เจ้าเชื่อในชะตากรรมไหม”

ชายหนุ่มยิ่งขมวดคิ้ว

“ทำไมหรือขอรับ”

“พ่อกับมาดายเชื่อในชะตากรรม และกำลังรอสิ่งนั้นอยู่” บิดาของเขาลุกจากเก้าอี้เป็นการตัดบททางอ้อม “เมื่อ...ถึงเวลาที่ทุกสิ่งกระจ่างแล้ว พ่อจะเล่าให้เจ้าฟังในตอนนั้น”

ชายหนุ่มได้แต่มองตามหลังบิดาของตนไปอย่างสงสัย...เจือด้วยความหวาดระแวงอันเกิดจากสังหรณ์ของตน ว่าการตายของเฟลิมกับนางแม่มดเสียสติ การจับกุมอาเมียร์กับชาลัวห์ การเผยตนของ ‘พระเถระ’ มาดาย และ ‘ชะตากรรม’ ที่ท่านพ่อพูดถึงนั้นมีความเกี่ยวข้องกันมากกว่าที่คิด

บทที่ ๒๗ คุกกรงน้ำ

* * *

เพิ่งเริ่มไต่สวน คดีก็มีกลิ่นตุๆ ชัด พระเอกที่ควรเป็นนักสืบก็กลับถูกจับเข้าคุกโดยไม่รู้ตัว ขอเชิญผู้อ่านทุกท่านเดาตัว "คนร้ายที่แท้จริง" ไปพลางๆ ก่อนจะมาพบชะตากรรมของอาเมียร์ในคุกชื่อแปลกตาในตอนหน้านะครับ

ปล. มีใครคิดเหมือนผมมั้ยนะ ว่ามาดายเล่นมุขคลับคล้าย 'ร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา' อย่างไรก็ไม่รู้แฮะ ^^a




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2552 11:46:29 น.
Counter : 167 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

Anithin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add Anithin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.