ที่พักนักตระเวนแดนฝัน
Group Blog
 
All blogs
 
Don't know why I'm crying...

เมื่อวาน มีคนพูดบางอย่างกระทบเรา ตื่นมาเช้าวันนี้ เราคิดอยากบอกอะไรเขา มานึกตอนนี้จำไม่ได้ คงอยากบอกให้อ่านจริงๆ แล้วค่อยคอมเมนต์ ไม่ใช่สักแต่คอมเมนต์อะไรเรื่อยเปื่อย ไม่เข้ากับเรื่อง ไม่ใช่การติเพื่อก่อกระมัง

ที่จริง เขาทำอย่างนี้มานานเป็นปีแล้ว คิดว่ามีหลายคนไม่ชอบนอกจากเรา เคยคิดอยากอีเมล์บอกเขาให้เลิกคอมเมนต์แนวนี้เสียที แต่ถามเพื่อนคนหนึ่งก่อนนั้น เขาบอกว่าในเมื่อเราจะเป็นอาจารย์ ควรฝึกความอดทนไว้ เราจึงไม่ได้บอก และเราก็ปล่อยมันเฉยๆ มานานแสนนาน

แต่ครั้งนี้ ทำไมถึงรู้สึกว่ามันกระทบรุนแรง คงเป็นเพราะเขาย้ำสิ่งที่เรากลัวตรงๆ ก่อนนี้เขาแค่พูดว่า คำ A ที่เราใช้ทำให้นึกถึงคำ B ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย หรือพูดถึงตัวพล็อต ซึ่งเรารู้แน่อยู่แล้วว่าเปลี่ยนตามที่เขาต้องการไม่ได้ มันต้องเป็นเช่นนั้น แต่ครั้งนี้เขาพูดเรื่องเทคนิคการเขียน พูดถึงข้อจำกัดที่เราเห็นแต่ต้นแล้ว และพยายามรับมือสุดความสามารถ เราหวังว่าเราทำได้ดี แต่จู่ๆ เขาก็มาตอกเปรี้ยงให้ระวังเรื่องนั้น เราอยากรู้มากกว่าว่าคนอ่านเห็นยังไงกับความพยายามรับมือของเรา ไม่ใช่ generalize ว่าวิธีนี้ไม่ควรใช้ จึงรู้สึกว่ามันแรงมาก ย้ำจุดเราซึ่งตอนนั้นไม่เห็นความเห็นของคนอ่านอื่นๆ จนเซ

แต่ที่จริง มาคิดดูตอนเย็นนี้ หลังจากพี่เคียวช่วยให้กำลังใจ และเจอเรื่องดีๆ มาทั้งวัน ก็คิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจก็ได้ คอมเมนต์นั้นอาจไม่ได้แสดงอะไรเลย นอกจากว่าเขาอ่านแบบผิวเผินแค่ไหน

แล้วก็อาจต้องขอบคุณด้วยกระมัง ที่เขาทำให้เรารู้จักตัวเรากับพ่อเพิ่มขึ้นนิดหน่อย

เมื่อเช้า ลองถามพ่อดู เหมือนไม่มีความรู้สึกเกี่ยวข้อง พ่อก็แนะนำว่าหากเป็นเรื่องเราเองก็อย่าออกไปพูดเลย มันจะกลายเป็นเรื่องส่วนตัว ควรพูดเมื่อเป็นเรื่องคนอื่นมากกว่า คิดว่าตัวเองเห็นด้วย แต่มันก็แอบแปลบในใจกระมัง ว่าตอนคนอื่นบ่น เราทำเป็นเฉยๆ ฉันรับได้ ฉันไม่ชอบ แต่โอเค ทว่าตอนนี้ทำตัวเหมือน hypocrite บอกคนอื่นที่รู้สึกไม่ดีกับเขาเหมือนกันว่าเราโอเค แต่พอถึงคราวเรา เรากลับเป็นเสียเอง จากนั้นก็เหมือนพูดให้พ่อเข้าใจว่าอยากบอกอะไรกับเขา ทำนองเราพยายามทำให้เคลียร์ที่สุดแล้ว ขึ้นอยู่ว่าคนอ่านจะอ่านเคลียร์แค่ไหน อยากรู้มากกว่าว่า "ถ้า" เขาอ่านจริงๆ จะคิดว่าเคลียร์แค่ไหน พ่อก็แนะนำวิธีพูดที่เบาลงให้ (ซึ่งคิดว่าตอนอารมณ์เย็นแล้ว เราคงพูดตามที่พ่อว่า มันฟังดูดีกว่าจริงๆ)

แต่แล้ว พ่อก็ลงท้ายเหมือนเดิม "ในโลกยังมีอะไรที่หนักกว่านี้อีกมาก อย่าอ่อนไหวเกินไป"

เราไม่ชอบคำนี้ ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนอ่อนไหว คิดมาก พอได้ยินอย่างนี้จะรู้สึกเหมือนพ่อบอกว่าเราอ่อนแอ รับมือกับเรื่องเล็กๆ ในโลกที่มีอะไรหนักหนามากกว่านี้ไม่ได้ เราจะรู้สึกเหมือนอ่อนแอเป็นความผิด ไม่ควรแสดงออก ไม่ควรให้ใครรู้ เวลาได้ยินพ่อพูดแบบนั้นจะรู้สึกตาร้อนๆ อยากร้องไห้ แต่ไม่ค่อยอยากร้องให้พ่อเห็น แต่เราก็คิดอยู่ดีนั่นล่ะว่าคนเราก็มีเวลาที่อ่อนแอได้เหมือนกัน มีเวลาที่ไม่อยากเฟคเข้มแข็งเหมือนกัน ขอเราล้มก่อนได้ไหม ล้มแล้วอาจนิสัยเสียที่อยากได้คนปลอบ ไม่อย่างนั้นก็ทิ้งเราไว้เงียบๆ ก่อน อย่าเพิ่งมาพูดอะไรกระทบใจเรา สงบแล้วเราจะลุกขึ้นเอง ไม่ใช่บอกว่ามีการล้มที่เจ็บกว่านี้อีกเยอะ เจอแค่นี้อย่าร้องไห้เลย

ว่าไป เป็นเรื่องแปลกแต่จริงเหมือนกัน เวลาร้องไห้จะไม่อยากให้พ่อเห็น แต่รู้สึกดีกว่านิดหน่อยเวลาร้องไห้กับแม่ แม่ไม่ชอบอ่านหนังสือมาก แต่แม่ฟัง บางทีก็ปล่อยให้เราพูดใส่อารมณ์ของเราไป แค่ฟัง...ฟัง โวยวายสักพักเราก็สงบลงเอง อ่อนแอให้แม่เห็นจะรู้สึกดีกว่าอ่อนแอให้พ่อเห็น

ที่จริง เราอาจมีปมอะไรสักอย่างก็ได้ เรารู้สึกเหมือนตัวเองเหมือนพ่อมากกว่า พ่อชอบอ่านหนังสือ ดูหนัง รู้รอบตัวเยอะ ถึงจะไม่ค่อยอ่านนิยายแฟนตาซี เคยเอาเรื่องที่เราชอบให้พ่ออ่าน พ่อก็คอมเมนต์ว่ายังมีช่องใส่อะไรได้อีกมาก พ่อไม่เคยอ่านเรื่องที่เราแต่งแล้วได้ตีพิมพ์ เคยแต่อ่านบทนำของเรื่องที่เราค้างไว้นานแล้ว แต่งด้วยความเด็ก พ่อตั้งคำถามเกี่ยวกับการนำเสนอของเรา ตอนนั้นจำไม่ได้ว่ารู้สึกยังไงเหมือนกันที่พ่ออ่านแล้ววิจารณ์อย่างนั้น มันผ่านไปนานแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องแปลกอีกนั่นล่ะ แม่ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ และหลับคานิทานที่อ่านให้เราฟัง กลับอ่านนิยายที่ได้ตีพิมพ์ของเราจนจบ ถึงแม่จะบอกว่าอ่านไว้จะได้รู้ เผื่อบอกให้เพื่อนแม่ฟังว่าเป็นแนวอะไร โฆษณาได้ถูก แม่ถามเล่นๆ ว่าทำไมในเรื่องมีพระชนนีที่ร้ายมาก ไม่รักลูกของตัวเอง แถมอายุเท่าแม่พอดี (เป็นความบังเอิญ ตอนคิดอายุตัวละครนั้นเป็นราวปีก่อน คิดด้วยเหตุผลแค่ว่าอยากให้เห็นว่าชีมีลูกช้าตามบรรทัดฐานของคนสมัยนั้น ไม่เกี่ยวกับอายุของแม่เลย) ถามอีกว่าทำไมมีตัวละครพ่อที่กินเหล้าจนอ้วน แล้วก็ (คนเขียนคาดว่าตับแข็ง แต่มันอาจถูกอีแม่คนนั้นวางยาก็ได้) ตายไป เพราะพ่อชอบกินเหล้า (แต่ก็ไม่ได้กินมากอีกนั่นล่ะ) คิดว่าตัวเองบอกแม่ไปว่าสองตัวนี้ไม่เกี่ยวกันเลย แม่ไม่ได้ชมว่าเราเขียนดี แต่ก็รู้สึกดีจังที่แม่อ่าน

บางที นี่อาจเป็นเหตุที่เราชอบเขียนให้ตัวละครชายมีปมขัดแย้งกับพ่อก็ได้ ทั้งคนจรและอาเมียร์ อนิมัส (ด้านผู้ชาย) ในตัวเราคงอิหลักอิเหลื่อกับพ่อ ไม่ได้รู้สึกว่าพ่อไม่รัก แต่รู้สึกเหมือนพ่อคาดหวังอะไรบางอย่างกับเรา หรือไม่เข้าใจอะไรสักอย่างในตัวเรา ซึ่งนั่นเป็นส่วนที่เราอยากให้เข้าใจ แล้วก็ อาจเป็นเหตุอีกเหมือนกันนั่นแหละที่ทำให้เราชอบเขียนแม่ที่ดี เสียสละได้เพื่อลูกอย่างยิ่ง อย่างแม่บุญธรรมของสิมา สิมา กับกิลดา (ยกเว้นพระชนนีข้างต้น) ไม่งั้นก็ให้ตัวละครชายแบลงค์ไปเลยในเรื่องแม่แท้ แต่พบ mother-figure ในตัวละครหญิงอื่นๆ แต่บางทีอาจมีอะไรมากกว่านั้น เราอาจ generalize ไปเองในตอนนี้ อย่างไรก็ดี อยากบอกว่าเห็นพ่อกับแม่เราเองเป็นเหมือนพ่อแม่บุญธรรมของสิมา เป็นพ่อแม่ที่รักและอยู่ข้างลูกเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

พิมพ์ไปเราร้องไห้ ตอนนี้ก็ยังตันจมูก น้ำตาอาบแก้มอยู่ พ่อแม่กับน้องกินข้าวอยู่ข้างหลัง ไม่รู้ว่ารู้หรือยังว่าเราร้องไห้ แต่คิดว่าถึงรู้ก็ไม่เป็นไร ตอนนี้ไม่ได้คับแค้นใจอะไร มันแค่ไหลออกมาเฉยๆ เราไม่อยากบอกอะไรคนคนนั้นอีกแล้ว เข้าสู่ช่วงที่เชื่อว่ามีบางอย่างที่ตะโกนจนคอแตก...คนที่ไม่อยากได้ยินก็จะไม่ได้ยินต่อไป เราคิดว่าคงไม่บอกอะไรพ่อ เราอาจคิดมากไปเอง พ่อเป็นคนมองอย่าง realistic ก็อยากให้เรามีภูมิคุ้มกันไว้บ้าง เราไม่รู้ว่าภูมิคุ้มกันเป็นอย่างไร เราเป็นคนอ่อนไหว และบางครั้งก็ภูมิใจในความอ่อนไหวนั้น ถึงอย่างนั้น เราก็รู้ว่าเราเป็นคนที่ล้มแล้วลุก ถึงจะฟูมฟายงอแงก่อนลุก เราก็จะลุกเองเมื่อมีแรงเดินต่อ เรามาได้ไกลแล้ว เราดีใจที่มีคนคอยประคอง...บางครั้งอย่างไม่คาดฝัน และเราอยากเดินไปเรื่อยๆ เราไม่อยากอยู่นิ่งกับที่

ถ้าพ่อถาม เราจะบอกว่าร้องไห้ตอนเขียนนิยาย การร้องไห้ตอนเขียนนิยายไม่ผิดอะไรนี่นา อาจารย์ชมัยภรท่านเพิ่งบอกวันนี้เอง


Create Date : 26 กันยายน 2552
Last Update : 26 กันยายน 2552 19:38:09 น. 1 comments
Counter : 225 Pageviews.

 
ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี
เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ต้องผ่านอะไรหลายอย่างนะค่ะ
สำหรับถนนของนักเขียนนะค่ะ
เคยอ่าน รู้สึกจะ มงกุฎที่ไร้บัลลังค์ ของทมยันตี (ถ้าจำไม่ผิดนะค่ะ นานแล้ว)
ให้กำลังใจกับนักเขียนมากมาย

สู้ ๆ ต่อไปนะค่ะ จขบ.Anithin

พี่พีพีจ้า



โดย: สองพี (SongPee ) วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:21:51:20 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Anithin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add Anithin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.