Super Summer Looks “9 ลุคเด็ดที่สาวๆ ไม่ควรพลาด!”

เมื่อย่างเข้าเดือนเมษายนเช่นนี้ แน่นอนว่าสาวๆ หลายคนคงกำลังเตรียมแพลนไปฮอลิเดย์ริมชายหาดสักแห่ง ฉะนั้นเพื่อให้สวยแซบรับซัมเมอร์แบบตัวแม่ Celeb Online จึงจัดเต็มขอเสนอ "9 ลุคสุดชิกพร้อมไอเท็มเก๋"ที่แฟชั่นนิสต้าอย่างคุณไม่ควรพลาดเด็ดขาด!

1รองเท้าสีสดใสจาก DKNY 2.กระเป๋าเลโก้แบคสีเขียวจี๊ด Chanel 3.แมกซี่เดรสสีฟ้าเทอควอยซ์จาก Topshop 4.Stella McCartney กับเดรสสีชมพูหวาน 5. กระเป๋าคัลเลอร์บล็อก Fendi
       :: Keep On Blocking!
       

       เทรนด์คัลเลอร์บล็อกกิ้งยังไม่ไปไหน แต่มาในรูปแบบใหม่สดใสกว่าเดิมด้วยการเลือกโทนสีสุดสว่าง เช่น สีฟ้าเทอร์ควอยซ์กับสีส้มแดง แมตช์กับเครื่องประดับหลากสีรับรองว่าได้อารมณ์คัลเลอร์ฟูลแบบฉบับซัมเมอร์เป๊ะ!

1.เดรสพิมพ์ลายของ Dorothy Perkins 2.บิกินี่พิมพ์ลายหัวใจ DVF x Roxy 3.แว่นกันแดด Super รุ่น Giaguaro Maiolica Gold 4.รองเท้าฮิปสเตอร์โทนสีฟ้าจาก Toms 5.Balmain กางเกงสกินนี่ยีนส์พิมพ์ลาย
       :: Go Graphic
       
       เด่นให้หนักจัดให้เต็มด้วยกราฟิก จะเป็นลายพิมพ์สุดฮิปหรือลายซาฟารีก็ได้ตามใจคุณ สำหรับใครอยากโชว์พาวแฟชั่นนิสต้าต้องเล่นลุคนี้ให้อยู่หมัด จำไว้ว่าคุณควรเลือกใส่เครื่องประดับชิ้นไม่ใหญ่เกินไปและมีสีเรียบ เยอะกว่านี้เดี๋ยวใครเห็นแล้วจะงง

1.ต่างหูเงินประดับมุกจาก Pandora 2.Gomme des garcons กับคลัชต์เล่นแสง 3.รองเท้าแตะล้ำยุค Forever 21 4.กระโปรงสุดเปรี้ยวจากแบรนด์ Marc Jacobs 5.โค้ทสาวเปรี้ยว Burberry Prorsum
       :: Sheen and Shine
       
       เคล็ดไม่ลับสำหรับเทรนด์ Iridescent หรือสีเหลือบ คือให้นำไอเท็มสุดจี๊ดมามิกซ์แอนด์แมตช์กับเสื้อผ้าสีซอฟต์เพื่อใส่ในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนต้องจับคู่สีโทนสว่าง เรียกว่าแจ่มจนแทบแย่งซีนชาวบ้านกันเลยทีเดียว

1.เขียวจี๊ดท้าแดดด้วยบิกินี่จาก H&M 2. Simone Rocha เสื้อเล่นลายปักสีส้มออร์แกนซ่า 3. กางเกงขาสั้น J Brand 4.กระเป๋าหนังแกะของ Alexander Wang 5.Lucy Folk สร้อยข้อมือถักแนวโบฮีเมียนสีเขียว
       :: Fluorescent Adolescent
       
       เป็นอีกหนึ่งลุคที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นศัตรูกับชาวมินิมัลลิสต์สุดๆ นั่นก็คือเทรนด์สีนีออนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชมพูปิ๊งหรือเหลืองเลมอนสุดซี๊ด เมื่อใส่สีนีออนแล้วควรมิกซ์กับไอเท็มอื่นๆ ที่มีสีโทนเดียวกัน

1.Roksanda Ilincic ชุดว่ายน้ำวันพีซ 2.หมวกสานหรูเรียบของ Acne 3.Mango เดรสเข้ารูปสีขาวดำ 4.ปกเสื้อคอลล่าร์ โดย Karl by Karl Lagerfeld 5.รองเท้าส้นเตารีด Alice+Olivia
       :: Monochromania
       
       ในวงการแฟชั่นนั้นมี 2 สีที่ไม่เคยห่างหายไปจากรันเวย์เลย ได้แก่ สีดำและสีขาว เมื่อทั้งสองสีถูกจับมารวมกันจึงเกิดเป็นเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่าโมโนโครมซึ่งกลายเป็นสีคลาสสิกประจำซีซันนี้

1.เดรสสีขาวเล่นลายฉลุจาก Victoria Beckham 2.Chloe มินิสเกิร์ตสีขาว 3.นาฬิกาข้อมือประดับคริสตัล Michael Kors 4.รองเท้าแตะซัมเมอร์ Givenchy 5.แว่นกันแดดสีขาวจาก Mango
       :: White It Out!
       

       ถึงแม้ว่าซัมเมอร์จะเป็นฤดูกาลแห่งสีสัน แต่อีกขั้วหนึ่งต้องมี “สีขาว” อยู่เสมอ วิธีใส่สีขาวล้วนให้เวิร์กคือต้องเลือกให้ไอเท็มแต่ละชิ้นมีเนื้อสัมผัสต่างกัน เช่น ใส่เสื้อลูกไม้กับกางเกงผ้าหนา หรือใส่เดรสผ้าชีฟองกับเข็มขัดหนัง เป็นต้น

1.รองเท้า Sheer Drama ของ Nicholas Kirkwood 2.OYE ชุดว่ายน้ำสุดเซ็กซี่ 3.กระเป๋าพีวีซีแต่งลายหนังงู Burberry 4.กางเกงทรงเบอร์มิวด้าโดย Stella McCartney 5.เดรสยาวสีฟ้าจาก p.i.s.c.e.s.
       :: Just Loose It
       
       ในเดือนที่อากาศร้อนจัดเช่นนี้ สาวๆ ควรปรับการแต่งกายให้เข้ากับอุณหภูมิของเราโดยการเลือกสวมเนื้อผ้าเบาสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าชีฟอง ส่วนดีไซน์ก็ต้องเป็นสไตล์โอเวอร์ไซส์ จะเป็นเสื้อ แจ็กเกต หรือกางเกงทรงเบอร์มิวดาก็เท่ไม่แพ้กัน

1.ผ้าพันคอสีหวานจาก Object of Imagination 2.สร้อยคอสุดอลังการโดย Alex Bittar 3.Kate Spade และกางเกงสีเหลืองหลายดอกสุดแจ่ม 4.บิกินี่เอวสูงสไตล์เรโทรของ Playhound 5.แมกซี่เดรสไล่โทนสีจาก Warehouse
       :: Islanders Spirits
       
       เป็นอีกหนึ่งลุคที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับซีซันแห่งการท่องเที่ยวนี้ “เทรนด์ชาวเกาะ” เป็นเทรนด์ที่ประกอบไปด้วยลายผ้าและเครื่องประดับต่างๆ ที่ให้ความรู้สึกถึงท้องฟ้าสีคราม น้ำทะเลสีฟ้าใส และพระอาทิตย์ตกยามเย็น นอกจากเรื่องของสีสันแล้วเรื่องลายก็นับว่าสำคัญไม่แพ้กัน โดยเน้นเป็นลายดอกไม้ ต้นมะพร้าว รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตเมืองร้อนชนิดอื่นๆ โดยรูปทรงจะเป็นเดรสเกาะอก แม็กซีเดรส เสื้อเชิ้ต และกางเกงขาสั้น

1.เดรสสีเหลืองอ่อนของ Victoria Beckham 2.สร้อยข้อมือของ Dorothy Perkins 3.Jean-Michel Cazabat กับรองเท้าส้นสูงหลากสีพาสเทล 4.กางเกงขายาวสีเขียวมิ้นต์จาก Carven 5.หวานแบบเท่ห์ๆ กับแว่นกันแดด Topshop
       :: Sweet Pastels
       
       สำหรับใครที่เป็นสาวหวานผู้ชื่นชอบโทนสีพาสเทล ขอบอกว่าซัมเมอร์นี้คุณเตรียมแจ้งเกิดได้เลย เพราะไอเท็มสีพาสเทลนั้นสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์ได้หลากหลายมาก ข้อแนะนำคือถ้าคุณเลือกเสื้อผ้าสีพาสเทลแล้วควรใช้แอกเซสซอรีสีเข้ม แต่ถ้าสาวเปรี้ยวคนไหนอยากแอบหวานบ้างให้ลองเลือกกระเป๋า หรือแจ็กเกตสีหวานมาแมตช์ดูก็ได้
* manager.co.th *




 

Create Date : 21 เมษายน 2556    
Last Update : 21 เมษายน 2556 11:01:50 น.
Counter : 709 Pageviews.  

“Facebook Home” ก้าวต่อไปอยู่ที่ไหน?

ทันทีที่ “เฟซบุ๊กโฮม (Facebook Home)” ถูกเปิดตัว หลายคนตั้งคำถามว่า “เฟซบุ๊กโฮมจะเวิร์กหรือ?” แน่นอนว่าคำถามนี้เร็วเกินกว่าที่จะตอบได้ในเวลาที่เฟซบุ๊กโฮมมีอายุ 2 สัปดาห์เท่านั้น แต่ทันทีที่ “เฟซบุ๊กโฮม (Facebook Home)” ถูกเปิดตัว หลายคนตั้งคำถามว่า “เฟซบุ๊กโฮมจะเวิร์กหรือ?” แน่นอนว่าคำถามนี้เร็วเกินกว่าที่จะตอบได้ในเวลาที่เฟซบุ๊กโฮมมีอายุ 2 สัปดาห์เท่านั้น แต่สำหรับคำถามว่า “ก้าวต่อไปของเฟซบุ๊กโฮมคืออะไร?” เราชาวไอทีสามารถมองทิศทางพัฒนาการของเฟซบุ๊กโฮมได้แล้วในวันนี้
       
       นาทีนี้เฟซบุ๊กโฮมกลายเป็นบริการที่เปิดกว้างโกอินเตอร์ ขอเพียงมีอุปกรณ์แอนดรอยด์ที่รองรับ ชาวออนไลน์ทุกชนชาติก็สามารถใช้บริการเฟซบุ๊กโฮมได้ ขณะเดียวกัน หนึ่งในคุณสมบัติเด่นของเฟซบุ๊กโฮมอย่าง “แชตเฮด (chat heads)” ก็เริ่มมีโอกาสวาดลวดลายบ้างแล้วบนไอโฟน (iPhone) ทั้ง 2 ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าเฟซบุ๊กกำลังหาทางแผ่กิ่งก้านเฟซบุ๊กโฮมคลุมโลกโซเชียล
       
       Mike Schroepfer รองประธานฝ่ายวิศวกรรมและประธานฝ่ายเทคโนโลยีของเฟซบุ๊ก และ Cory Ondrejka ประธานฝ่ายวิศวกรรมเทคโนโลยีเคลื่อนที่ กล่าวในงานประชุม AllThingsD Dive into Mobile Conference ซึ่งจัดที่นิวยอร์กซิตีเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ว่าเฟซบุ๊กโฮมเวอร์ชันอัปเดตครั้งแรกจะเริ่มเปิดให้ดาวน์โหลดช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่รวดเร็วหลังจากเฟซบุ๊กโฮมเริ่มเปิดให้ใช้งานบนสมาร์ทโฟนรุ่น HTC First และสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์บางรุ่นในช่วงวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา
       
       แม้ผู้บริหารเฟซบุ๊กจะไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับเฟซบุ๊กโฮมเวอร์ชันใหม่ แต่นักสังเกตการณ์เชื่อว่าอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงในคุณสมบัติที่เกี่ยวกับกล้องดิจิตอลและระบบต่อสายโทรศัพท์ (Phone Dialer) เนื่องจากผู้บริหารเฟซบุ๊ก ระบุว่า 2 พื้นที่การทำงานนี้น่าสนใจ และเป็นพื้นที่ซึ่งนักพัฒนาแอปพลิเคชันแอนดรอยด์เท่านั้นที่สามารถเข้าถึง
       
       ***Facebook Home ผลักทุกคนเข้าวังวนโซเชียล
       
       เฟซบุ๊กโฮมถูกผู้ทดลองใช้งานวิจารณ์ว่า ในช่วงเวลา 3 วันของการติดตั้งเฟซบุ๊กโฮมในสมาร์ทโฟน ปริมาณการใช้งานเฟซบุ๊กของผู้ใช้รายนั้น “มีความถี่” มากกว่าการใช้งานในช่วง 3 เดือนรวมกัน ผู้ใช้เฟซบุ๊กโฮมพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสามารถกด Like ภาพ, เขียนคอมเมนต์ และเช็กอินได้ถี่มากขึ้นจนทุกคนรู้สึกว่าถูกผลักเข้าไปในวังวนของเฟซบุ๊กอยู่ตลอดเวลา
       
       เฟซบุ๊กโฮมนั้นเป็นแอปพลิเคชันที่เรียกว่า Launcher ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา แทนที่จะพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กสำหรับสมาร์ทโฟนทั่วไป เฟซบุ๊กกลับปิ๊งไอเดียสร้างเฟซบุ๊กโฮมออกมาในรูปแอปพลิเคชันที่จะเปลี่ยนหน้าแรกหรือโฮมสกรีนของสมาร์ทโฟน ให้เป็นทางเข้าสู่บริการของเฟซบุ๊กแบบครบวงจร ทั้งการแสดงภาพเต็มจอ พื้นที่โพสต์ข้อความ status update และการแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวในเครือข่ายสังคม (notification)
       
       เฟซบุ๊กโฮมทำให้ผู้ใช้แอนดรอยด์สามารถใช้งานเฟซบุ๊กโดยไม่ต้องคลิกเปิดแอป โดยระบบจะแสดงข้อความล่าสุดของเพื่อนทั้งหมด (News Feed) บนหน้า lock screen และหน้า home screen ของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ ทั้ง Promoted Post หรือข้อความโฆษณาก็จะถูกดึงขึ้นมาแสดงด้วยในหน้านี้ ผู้ใช้สามารถจะกด Like และเขียน Comment ได้สะดวกสบายโดยการปาดหน้าจอเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องสลับแอปพลิเคชันไปมาอย่างเคย
       
       เรียกว่า หนึ่งในจุดประสงค์ที่ชัดเจนของเฟซบุ๊กในการพัฒนาเฟซบุ๊กโฮม คือการนำเฟซบุ๊กมาวางไว้ในลำดับหน้าสุด เหนือทุกสิ่งที่ชาวฮัลโหลจะใช้งานสมาร์ทโฟนของตัวเอง ถือเป็นจุดประสงค์ที่ง่ายและมีโอกาสส่งผลในวงกว้าง
       
       เบื้องต้น เฟซบุ๊กยืนยันแล้วว่ากำลังมองหารูปแบบการทำธุรกิจโฆษณาออนไลน์สำหรับเฟซบุ๊กโฮม ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เฟซบุ๊กจะสามารถทำรายได้จากธุรกิจได้ดีหากสามารถผูกติดกับผู้ใช้ได้ยาวนานและต่อเนื่อง
       
       ***เสริมแกร่งโมบายล์แอป
       
       สิ่งหนึ่งที่ 2 ผู้บริหารเฟซบุ๊กเปิดเผยต่อผู้ร่วมประชุมในนิวยอร์กซิตี คือเฟซบุ๊กกำลังมุ่งพัฒนารูปแบบธุรกิจโฆษณาบนโมบายแอปพลิเคชันของเฟซบุ๊ก รวมถึงในระบบวิดีโอที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ชม จุดนี้ Schroepfer เปิดเผยว่าเฟซบุ๊กได้เทความสำคัญไปที่การทำให้ news feed กลายเป็นประตูสู่โฆษณาที่น่าสนใจกว่ารูปแบบการโฆษณาทั่วไป ซึ่งจากการศึกษาพบว่าวิดีโอคือหนทางยอดเยี่ยมในการสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้บริโภค
       
       แต่ในขณะที่การศึกษารูปแบบโฆษณาผ่านวิดีโอยังไม่เสร็จเรียบร้อย พบว่าเฟซบุ๊ก กำลังพยายามใช้คุณสมบัติใหม่ในเฟซบุ๊กโฮมให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ด้วยการนำคุณสมบัติบางส่วนมาติดเรียกน้ำย่อยผู้ใช้แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กบนแพลตฟอร์มอื่นที่ไม่ใช่แอนดรอยด์
       
       เฟซบุ๊กลงมืออัปเดตแอปพลิเคชัน Facebook 6.0.1 สำหรับไอแพด (iPad) และไอโฟน (iPhone) แล้วเมื่อวันที่ 17 เมษายนด้วยหน้าดีไซน์ใหม่ โดยฟีเจอร์ที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือ ส่วนรับส่งข้อความ “Facebook Messenger” ที่จะมีคุณสมบัติ Chat Heads มาให้ผู้ใช้อุปกรณ์ไอโอเอส (iOS) ของแอปเปิลได้ทดลองรับกลิ่นอายของเฟซบุ๊กโฮม
       
       Chat Heads เป็นรูปแบบการสนทนาที่เฟซบุ๊กพัฒนาเพื่อให้ผู้ใช้ได้อารมณ์การคุยมากกว่าเดิม ผู้ใช้สามารถแตะที่ Chat Heads หรือวงกลมแสดงภาพโปรไฟล์ของเพื่อนเพื่ออ่านและโต้ตอบกับข้อความที่ถูกส่งมาได้ตามต้องการ ในเฟซบุ๊กโฮม ไม่ว่าผู้ใช้จะใช้งานแอปพลิเคชันใดอยู่ หากมีข้อความเข้า ระบบจะแสดงภาพ Chat Heads พร้อมข้อความที่ถูกส่งมาได้แบบทุกที่ทุกเวลา ซึ่งผู้ใช้สามารถเลื่อน Chat Heads ไปริมหน้าจอหากยังไม่ต้องการตอบข้อความในทันที เหมือนการเลื่อนให้ฟองสบู่ลอยไปอย่างอิสระ
       
       Chat Heads ใน Facebook 6.0.1 สำหรับไอโอเอสจะไม่สามารถปรากฏตัวทุกที่ทุกเวลาเหมือนบนอุปกรณ์แอนดรอยด์ แต่จะปรากฏเมื่อผู้ใช้เปิดแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กเท่านั้น จุดนี้พบว่าเฟซบุ๊กได้เพิ่มความสามารถในการส่งสติกเกอร์ หรือภาพการ์ตูนน่ารักถึงกันได้ไม่ต่างจากแอปพลิเคชันสนทนาจากฝั่งเอเชียอย่างไลน์ (Line) และ เกาเก๋าทอล์ก (KaokaoTalk)
       
       Adam Mosseri ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊กให้สัมภาษณ์ถึง Facebook 6.0.1 แบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงในแอปพลิเคชันไอโอเอสจะถูกเรียกว่าเฟซบุ๊กโฮมหรือไม่ แต่เฟซบุ๊กก็จะเน้นพัฒนาความสามารถของเฟซบุ๊กบนไอโอเอสต่อไป เหตุที่ผู้บริหารเฟซบุ๊กกล่าวเช่นนี้ คือคุณสมบัติการเป็น Launcher ของเฟซบุ๊กโฮมเองที่ทำให้เฟซบุ๊กต้องเจรจากับผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการระบบปิดทั้งไอโอเอสและวินโดวส์โฟนก่อน เนื่องจากทั้ง 2 ระบบปฏิบัติการไม่ยอมให้อำนาจนักพัฒนารายอื่นปรับแต่งหน้าโฮมสกรีนของสมาร์ทโฟน ซึ่งในกรณีของแอนดรอยด์นั้นไม่มีปัญหา เพราะความเป็นมาตรฐานเปิดทำให้กูเกิลให้สิทธิแอปพลิเคชันประเภทนี้สามารถให้บริการบนแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ได้อย่างเสรี
       
       ดังนั้น อีกหนึ่งในจุดประสงค์ที่สามารถสรุปได้จากการพัฒนาเฟซบุ๊กโฮมของเฟซบุ๊ก คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรูปแบบอินเทอร์เฟซใหม่ที่เฟซบุ๊กต้องออกแบบให้ชาวไอโอเอสอยู่แล้ว ซึ่งทำให้เฟซบุ๊กสามารถทดลองบริการใหม่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
       
       ***ก้าวต่อไปคือแท็บเล็ต
       
       นอกจากสมาร์ทโฟน ผู้บริหารเฟซบุ๊กย้ำด้วยว่า เฟซบุ๊กกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้เฟซบุ๊กโฮมสามารถทำงานบนแท็บเล็ตแอนดรอยด์ โดยยอมรับว่าขณะนี้การพัฒนายังไม่สมบูรณ์ และอยู่ในขั้นตอนการทดสอบระบบเฟซบุ๊กโฮมบนแท็บเล็ต
       
       Schroepfer ระบุว่าการทดสอบระบบเฟซบุ๊กโฮมบนแท็บเล็ตนั้นถือเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ เฟซบุ๊กจึงมองว่าบริษัทยังต้องพัฒนาให้ระบบสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้นบนแท็บเล็ต จุดนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าเฟซบุ๊กจะยังต้องจำกัดให้เฟซบุ๊กโฮมสามารถทำงานบนแท็บเล็ตแอนดรอยด์บางรุ่นเท่านั้น เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนที่เฟซบุ๊กจำกัดไว้เฉพาะรุ่น HTC One, HTC One X, HTC One X+, Samsung Galaxy S III, Samsung Galaxy Note 2 และ Samsung Galaxy S4 โดยผู้ใช้สมาร์ทโฟนนอกเหนือจากนี้ จะไม่สามารถติดตั้งระบบเฟซบุ๊กโฮมได้ตามปกติ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการขยายรุ่นให้มีความหลากหลายมากกว่าเดิมหรือไม่ในอนาคต
       
       อีกสิ่งที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับเฟซบุ๊กโฮม คือการพัฒนาคุณสมบัติในภาพรวมให้โดนใจผู้ใช้มากกว่านี้ เนื่องจากในช่วงเวลา 3-4 วันแรกของการดาวน์โหลด เฟซบุ๊กโฮมมียอดดาวน์โหลดไปมากกว่า 1-5 แสนครั้ง และมีผู้รีวิวเฟซบุ๊กโฮมทั้งหมดประมาณ 5,500 ราย แต่ปรากฏว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ให้คะแนนไว้เพียง 1 ดาวมากกว่า 2,700 ราย ทำให้คะแนนเสียงตอบรับของเฟซบุ๊กโฮมไม่สวยงามเท่าที่ควรในระยะแรก
       
       ที่สำคัญ โลกกำลังลุ้นกันมากกว่าเฟซบุ๊กโฮมจะสามารถขยายฐานไปสู่อุปกรณ์ระบบปฏิบัติการอื่นได้หรือไม่ จุดนี้ 2 ผู้บริหารเฟซบุ๊กนั้นเรียกแอปเปิล (Apple) ว่าเป็น “พันธมิตรที่ดี (great partner)” ซึ่งยังต้องรอข้อตกลงและการเจรจาอีกหลายชั้น และยังเป็นความหวังที่ริบหรี่เหลือเกินในขณะนี้

* manager.co.th *




 

Create Date : 21 เมษายน 2556    
Last Update : 21 เมษายน 2556 11:00:11 น.
Counter : 281 Pageviews.  

Dodge SRT Viper TA:อสรพิษพันธุ์ดุ มีแค่ 35 คันเท่านั้น

ต่อจากรุ่นปกติที่มีขายทั้งรุ่นธรรมดา GTS และ GTS-R คราวนี้ดอดจ์จัดการเพิ่มความเร้าใจให้กับสปอร์ตพันธุ์ดุอย่าง SRT Viper ครั้งใหม่ ด้วยการเปิดตัวเวอร์ชันพิเศษ TA ที่มีฝีเท้าจัดจ้านขึ้น และที่สำคัญมีการผลิตออกสู่ตลาดเพียงแค่ 35 คันเท่านั้น

       ตัวรถเวอร์ชันนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นคูเป้ และถือว่าเป็นไวเปอร์ที่มีน้ำหนักตัวเบาสุด ณ วินาทีนี้ (3,348 ปอนด์ หรือ 1,521 กก.) โดยชื่อ TA ย่อมาจากคำว่า Time Attack ซึ่งเป็นการผลิตมาเพื่อใช้งานทั้งในและนอกสนามแข่ง เรียกว่าจะซิ่งในชีวิตประจำวันก็ได้ หรือพาลงสนามแข่งเพื่อขับลุยกับตัวแรงรุ่นอื่นๆ ก็ดี
       
       การปรับปรุงในเชิงวิศวกรรมนั้นทางดอดจ์เผยว่ามีการนำ Package ใหม่ที่เรียกว่า TA package มาใช้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ บนตัวรถเพื่อลดน้ำหนัก และลดระดับความสูงลงเพื่อให้ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วง หรือ CG ที่ต่ำลงจากรุ่นธรรมดา ขณะที่อัตราส่วนในการกระจายน้ำหนักหน้าและหลังอยู่ที่ 50-50%

       ขณะที่รูปลักษณ์ภายนอกมีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นกันชนหน้า กันชนท้าย ล้อแม็ก และชุดสเกิร์ตรวมถึงฝากระโปรงหน้าซึ่งผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ หรือสีตัวถังที่เปลี่ยนมาเป็นสีส้มพิเศษ Crusher Orange
       
       ราล์ฟ จิลล์ ซีอีโอของดอดจ์ กล่าวว่า TA ได้รับการผลิตมาเพื่อตอบรับกับความต้องการใช้งานในสนามแข่ง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมากกว่า 150 แห่ง
       
       เครื่องยนต์ที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้ายังเป็นเบนซินวี10 แบบ OHV ที่มีความจุ 8,400 ซีซี รีดกำลังออกมาได้ 640 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 82.8 กก.-ม. ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องยนต์แบบไร้ระบบอัดอากาศ หรือ NA ที่มีแรงบิดสูงสุดที่วางอยู่ในรถสปอร์ตที่ขายอยู่ในโลก ณ ปัจจุบันนี้

       ส่วนระบบช่วงล่างเป็นหน้าที่ของระบบ Damptronic ของ Bilstien ซึ่งสามารถเลือกปรับระดับความหนืดได้ 2 แบบ และได้รับการปรับเซ็ตมาเพื่อการใช้งานทั้งในและนอกสนามแข่ง
       
       จำนวนผลิตทั้งหมดจะอยู่ที่ 33 คัน และทางดอดจ์จะนำออกเปิดตัวครั้งแรกในงานนิวยอร์ก มอเตอร์โชว์ ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 29 มีนาคมนี้ ส่วนการผลิตจะอยู่ที่โรงงาน Conner Avenue Assembly ที่เมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และจะมีการผลิตขายในช่วงไตรสมาสที่ 3 ของปีนี้
* manager.co.th *




 

Create Date : 21 เมษายน 2556    
Last Update : 21 เมษายน 2556 10:57:36 น.
Counter : 318 Pageviews.  

ยลวัดงาม ตึกเก่าในเมืองกรุง ย่านคลองผดุงฯ-เจริญกรุง-ตลาดน้อย

ด้านหน้าพระอุโบสถวัดมหาพฤฒาราม
       ในกรุงเทพฯ มีย่านเก่าหลายแห่งที่แม้ปัจจุบันจะกลายเป็นย่านการค้าขายหรือมีคนอยู่อาศัยมากขึ้น แต่ร่องรอยเก่าแก่ที่แสดงถึงอดีตอันน่าจดจำก็ยังคงมีให้เราเห็น ดังเช่นที่ย่านตลาดน้อยและถนนเจริญกรุง ที่มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่วันนี้ฉันได้มาร่วมทริป “สรรพ์สารศิลป์ ครั้งที่ 7” กับสองวิทยากรคนเก่ง พี่นัท จุลภัสกร พนมวัน ณ อยุธยา และพี่เกริก เกริกเกียรติ ไพบูลย์ศิลป ที่พาเดินซอกแซกและให้ความรู้คู่กับการ “ยลศิลป์ศาสนสถาน ตึกโบราณ ย่านค้าเก่า หลากเรื่องเล่า คลองผดุงฯ-เจริญกรุง-ตลาดน้อย”
       
       เริ่มต้นสถานที่แรกของทริปนี้ที่ “วัดมหาพฤฒาราม” วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของคลองผดุงกรุงเกษม แต่เดิมชาวบ้านเรียกว่าวัดตะเคียน เพราะมีต้นตะเคียนขึ้นอยู่หนาแน่นรอบบริเวณวัด
       
       เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 4 ยังผนวชเป็นพระภิกษุวชิรญาณภิกขุ พระองค์ได้เสด็จมาพระราชทานผ้าป่าที่วัดนี้ ในคราวนั้น พระอธิการแก้วซึ่งเป็นเจ้าอาวาสได้ทูลถวายพยากรณ์ว่า “จะได้เป็นเจ้าชีวิตเร็วๆ นี้” พระองค์จึงมีรับสั่งว่า “ถ้าได้ครองแผ่นดินจริงจะมาสร้างวัดให้อยู่ใหม่” ดังนั้น หลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดขึ้นใหม่ รวมถึงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานสมณศักดิ์พระอธิการแก้วเป็นพระมหาพฤฒาจารย์ ส่วนวัดนั้นก็ได้พระราชทานนามว่า “วัดมหาพฤฒาราม” ซึ่งหมายถึง อารามอันเป็นที่อยู่ของพระผู้เฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ และทรงสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวง

พระนอนในวิหารพระพุทธไสยาส
       ฉันได้เจอกับสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างในวัดมหาพฤฒารามแห่งนี้ หลังจากเข้าไปกราบพระในพระอุโบสถแล้ว วิทยากรชี้ชวนให้ดูสิ่งที่น่าสนใจที่แตกต่างจากวัดอื่น นั่นก็คือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นเรื่องธุดงควัตร 13 หรือเรื่องกิจวัตรของพระธุดงค์ และภาพการไปสืบพระพุทธศาสนาที่ลังกา แทนการเขียนเรื่องทศชาติชาดกหรือพุทธประวัติตามที่นิยมในเวลานั้น
       
       วัดมหาพฤฒารามยังมีวิหารพระพุทธไสยาส หรือพระนอนขนาดใหญ่องค์หนึ่งของกรุงเทพฯ มีความยาว 19.25 เมตร เป็นพระพุทธรูปลงรักปิดทอง มีมาตั้งแต่ครั้งสร้างวัดแต่เดิม ต่อมารัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นดังที่เห็นในปัจจุบัน

อุโบสถแบบจีนของวัดอุภัยราชบำรุง
       

ชมสิ่งต่างๆ ในวัดไปแล้ว เราออกเดินเท้าต่อไปยัง “วัดอุภัยราชบำรุง” หรือวัดญวนตลาดน้อย ริมถนนเจริญกรุง วัดแห่งนี้เป็นวัดฝ่ายอนัมนิกาย มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยในสมัยรัชกาลที่ 1 องเชียงสือและพวกพ้องซึ่งเป็นชาวญวนได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งถิ่นฐานบริเวณย่านนี้ ชาวญวนจึงได้สร้างวัดตามศรัทธาของตนขึ้นสองวัด คือวัดคั้นเยิงตื่อ (วัดญวนตลาดน้อย) และวัดกว๋างเพื๊อกตื่อ (วัดญวนบางโพ) ในสมัยนั้นยังไม่มีวัดจีนในบางกอก ชาวจีนที่นับถือพุทธลัทธิมหายานจึงอาศัยทำบุญที่วัดแห่งนี้ด้วย

พระประธานงดงามในพระอุโบสถวัดอุภัยราชบำรุง
       วัดแห่งนี้มีชื่อไทยว่า “อุภัยราชบำรุง” อุภัยแปลว่า สอง ชื่อวัดจึงหมายความว่า วัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์สองพระองค์ คือรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 โดยเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 4 ยังทรงผนวชอยู่นั้น พระองค์ทรงสนพระทัยศึกษาเรื่องพุทธศาสนามหายาน จึงทรงรู้จักกับองฮึง เจ้าอาวาสวัดญวนตลาดน้อยในขณะนั้น องฮึงได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งถวายวิสัชชนาเรื่องศาสนาพุทธฝ่ายมหายานและภิกษุสามเณรในคณะญวน เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ ทรงทราบว่าทางวัดกำลังปฏิสังขรณ์อยู่ จึงพระราชทานเงินช่วย ต่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็เช่นเดียวกัน พระญวนจึงได้รับยกย่องในทางราชการให้เข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระพรชัยมงคลแต่นั้นมาจนบัดนี้

ขึ้นมาสักการะร่างของอดีตเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อยบนวิหารบูรพาจารย์
       ตัวพระอุโบสถเป็นศิลปะแบบจีนดูงดงาม เมื่อเข้ามาด้านในก็ได้พบกับพระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่และพระสาวกดูงดงามอลังการ ส่วนบริเวณด้านหลังพระอุโบสถเป็นวิหารบูรพาจารย์ ที่ด้านบนจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติวัดและประวัติเจ้าอาวาสท่านต่างๆ ฉันได้ขึ้นไปกราบสังขารของพระครูคณานัมสมณาจารย์ (โผซ้าย) เจ้าอาวาสองค์ที่ 4 ของวัดแห่งนี้ ท่านมรณภาพไปเมื่อปี 2501 แต่สังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย ผู้ที่ศรัทธามักมากราบไหว้ขอพรจากท่านเสมอ
       
       ยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของวัด นั่นก็คือต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าวัด ต้นโพธิ์ต้นนี้รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานหน่อพระศรีมหาโพธิ์ที่ทรงเพาะขึ้นจากเมล็ดพันธุ์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ได้มาจากรัฐบาลอินเดียให้แก่วัด และได้ทรงเสด็จมาทรงพระสุหร่ายประพรมต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยพระองค์เองอีกด้วย และต้นโพธิ์ต้นนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 136 ปีแล้ว

วัดกาลหว่าร์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิค
       ชมวัดไทยและวัดญวนกันไปแล้ว ต้องมาชมวัดฝรั่งกันบ้าง ในย่านตลาดน้อยมีโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิคแห่งสำคัญตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา นั่นก็คือ “วัดแม่พระลูกประคำ” หรือวัดกาลหว่าร์ ความเป็นมาของวัดแห่งนี้เริ่มต้นหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ชาวโปรตุเกสที่นับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคที่รอดจากการถูกจับได้อพยพจากกรุงศรีอยุธยาล่องลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา โดยนำเอาทรัพย์สมบัติที่มีค่ายิ่งสองสิ่งคือ รูปแม่พระลูกประคำ และรูปพระศพของพระเยซู มาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนี้ และได้สร้างวัดหลังแรกขึ้น ส่วนบริเวณด้านหลังวัดจัดเป็นสุสาน มีกางเขนปักเด่นเป็นสง่า ชาวบ้านเรียกว่า “กาลวารีโอ” ซึ่งเป็นชื่อภูเขาที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนเป็น “กาลหว่าร์” อย่างในปัจจุบัน

บรรยากาศงดงามภายในโบสถ์กาลหว่าร์
       โบสถ์หลังปัจจุบันที่ฉันยืนอยู่นี้เป็นหลังที่ 3 ที่สร้างขึ้นในปี 2440 หลังจากที่สองหลังแรกผุพังไปตามกาลเวลา โบสถ์หลังปัจจุบันอยู่ในบริเวณโรงเรียนกุหลาบวิทยา ตัวโบสถ์สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค มีจุดเด่นคือมียอดแหลมเสียดฟ้า ซึ่งหมายถึงการรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกลับไปสู่อ้อมกอดของพระเจ้า ภายในตกแต่งด้วยกระจกสีเป็นภาพจากเรื่องราวในพระคัมภีร์ ส่วนองค์พระแม่ลูกประคำที่ชาวคริสต์ได้นำมาด้วยจากกรุงศรีอยุธยานั้นประดิษฐานอยู่ด้านหน้าทางขวาของโบสถ์ และทางวัดจะนำมาแห่ในงานฉลองวัดทุกๆ ปี ส่วนรูปพระศพของพระเยซูก็ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี และจะนำมาแห่รอบวัดปีละหนึ่งครั้งในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์

รูปพระแม่ลูกประคำ ศาสนวัตถุชิ้นสำคัญของวัด
       ไม่ไกลจากวัดกาลหว่าร์ เป็นที่ตั้งของอีกหนึ่งสถานที่น่าสนใจ นั่นก็คือ “ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย” ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นธนาคารที่สวยคลาสสิคที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธานาคารแห่งแรกของไทยที่ก่อตั้งโดยคนไทย หลังจากที่มีแต่ธนาคารของต่างชาติ การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจึงตกอยู่ในมือชาวต่างชาติเนื่องจากขาดสถาบันทางการเงินของไทยมารองรับ

อาคารอันสวยงามคลาสสิคของธนาคารไทยพาณิชย์สาขาตลาดน้อย
       ธุรกิจการเงินโดยคนไทยจึงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย โดยในตอนแรกริเริ่มกิจการธนาคารขึ้นเป็นการทดลองในนาม “บุคคลัภย์” (Book Club) ในปี 2447 โดยใช้อาคารของกรมพระคลังข้างที่ที่ถนนบ้านหม้อเป็นสำนักงาน เมื่อกิจการประสบความสำเร็จจึงนำความกราบบังคมทูลพระมหากรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษเพื่อจัดตั้ง “บริษัท แบงค์ สยามกัมมาจล ทุนจำกัด” ขึ้น และในปี 2451 จึงได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ที่อาคารสำนักงานใหม่ที่ตลาดน้อย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และได้เปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เมื่อปี 2482 อีกทั้งได้ใช้อาคารสำนักงานที่ตลาดน้อยนี้เป็นธนาคารสำนักงานใหญ่มาจนถึงปี 2514 ก่อนจะเปลี่ยนใช้เป็นสาขาตลาดน้อยจนมาถึงปัจจุบัน
       
       ทีนี้มาดูความสวยงามของอาคารกันบ้าง ตัวอาคารเป็นตึก 3 ชั้น สถาปัตยกรรมแบบโบซาร์ส (Beaux Arts) กับ Neo-Classic ออกแบบโดยนายอันนิบาลเล ริก็อตติ และนายมาริโอ ตามานโญ สถาปนิกชาวอิตาลี ผู้เป็นนายช่างออกแบบรับราชการอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย และยังเป็นสถาปนิกชุดเดียวกับที่ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคมอีกด้วย ตัวอาคารตกแต่งด้วยองค์ประกอบคลาสสิคจากยุคต่างๆ ผสมผสานกัน อาทิ ลาดบัว หัวเสา ปูนปั้น อีกทั้งทำเลที่ตั้งของอาคารยังเป็นรูปถุงเงิน ทางเข้าแคบแต่ปลายบาน ให้เงินเข้าง่ายแต่ออกยาก ตามหลักฮวงจุ้ยอีกด้วย

พระพุทธมหาชนก พระพุทธรูปทรงเครื่องแห่งวัดปทุมคงคา
       มาปิดท้ายทริปกันที่ “วัดปทุมคงคา” อีกหนึ่งวัดสำคัญในย่านตลาดน้อย วัดนี้แต่เดิมเรียกกันว่าวัดสำเพ็ง เป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้าในรัชกาลที่ 1 พระองค์โปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์และทรงอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
       
       ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการปฏิสังขรณ์วัด พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า วัดนี้เป็นวัดที่วังหน้าได้สร้างถวายแต่พระราชบิดา จึงโปรดเกล้าให้ปรับปรุงยกฐานพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถขึ้น และทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง และต่อมาในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระราชทานนามให้พระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธมหาชนก”
       
       จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของวัดที่ไม่ควรพลาดชมก็คือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างวังหน้า ชุดเดียวกับที่วาดภาพในพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ซึ่งประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งแน่นอนว่ามีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง โดยด้านหลังพระประธานวาดเป็นรูปเวชยันต์มหาปราสาทของพระอินทร์และวิมานเทวดา ฝั่งตรงข้ามพระประธานเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ผนังด้านข้างตอนบนเป็นภาพเทพชุมนุม ส่วนด้านล่างเป็นภาพทศชาติชาดก
       
       และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเส้นทางเดินเที่ยวชมวัดและชมเมืองที่น่าสนใจ หากวันหยุดเสาร์อาทิตย์ใครมีเวลาก็ขอชวนมาเดินเล่นชมเมืองกรุงกันให้สนุก
* manager.co.th *




 

Create Date : 21 เมษายน 2556    
Last Update : 21 เมษายน 2556 10:53:32 น.
Counter : 590 Pageviews.  

“ไข่น้ำร้อน” เมนูเด็ดแจ้ซ้อน ไม่ลองไม่รู้

ไข่ไก่และไข่นกกระทาที่แช่อยู่ในบ่อน้ำร้อน
       ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยวยังสถานที่ไหนๆ แต่ละแห่งก็มักจะมีเมนูเด็ดที่นักท่องเที่ยวควรจะไปลิ้มลอง อย่างเช่นที่ “อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน” จ.ลำปาง อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าไปพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความร่มรื่นของสถานที่ มีทั้งน้ำตก เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และบ่อน้ำร้อน ซึ่งเป็นที่มาของเมนูเด็ดขึ้นชื่อของที่นี่
       
       “ไข่น้ำร้อน” ก็คือการนำไข่ไก่ (หรือไข่นกกระทา) ลงไปแช่ลงในบ่อน้ำร้อนตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งบ่อน้ำร้อนแจ้ซ้อนนี้ จะมีอุณหภูมิความร้อนเฉลี่ยที่ประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส เรียกว่าหากตกลงไปก็สุกพอกินได้พอดี
       
       ด้วยอุณหภูมิของน้ำที่ค่อนข้างสูง จึงทำให้กิจกรรมการแช่ไข่ในน้ำร้อนเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว มีทั้งไข่ไก่และไข่นกกระทา โดยเฉพาะไข่ไก่นั้นจะมีใส่ชะลอมวางขายตามร้านค้าต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวซื้อแล้วนำมาแช่และรอคอยที่จะชิมอย่างใจจดใจจ่อ สำหรับไข่ไก่จะใช้เวลาแช่ในน้ำร้อนประมาณ 17 นาที จะได้ไข่แดงที่ค่อนข้างแข็ง รสชาติมันอร่อย ส่วนไข่ขาวจะค่อนข้างเหลวคล้ายๆ วุ้น ขอกระซิบบอกหน่อยว่า ถึงจะแช่นานกว่า 17 นาที ไข่ขาวก็จะไม่สุก แต่ไข่แดงจะแข็งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นข้อแนะนำให้แช่เพียง 17 นาที จะได้ไข่ไก่ที่อร่อยกำลังดี

กิจกรรมยอดฮิตเมื่อมาเยือนแจ้ซ้อน
       แต่นอกจากจะกินไข่แช่น้ำร้อนที่เหยาะซอสลงไปเล็กน้อยแล้ว อีกเมนูที่น่าลิ้มลองไม่แพ้กันก็คือ “ยำไข่น้ำแร่แจ้ซ้อน” เมนูนี้คิดค้นขึ้นโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ จากการนำไข่ไก่ลงไปแช่ในบ่อน้ำร้อนของแจ้ซ้อน จากนั้นนำมาปรุงรสแบบยำครบเครื่อง ใส่หอมแดง พริกซอย และโรยหน้าด้วยกุ้งแห้งป่น ถ้าหากอยากลองชิมว่ารสชาติเป็นอย่างไร ก็ต้องมาลองที่ร้านอาหารสวัสดิการของทางอุทยานฯ
       
       หลังจากชิมเมนูเด็ดของแจ้ซ้อนไปแล้ว อีกกิจกรรมที่น่าสนใจก็คือ การทำสปาน้ำแร่ ธาราบำบัด ซึ่งทางอุทยานก็มีการจัดโซนห้องแช่น้ำแร่ไว้คอยบริการ อุณหภูมิของน้ำอยู่ที่ประมาณ 42 องศาเซลเซียส โดยในทางการแพทย์นั้น อุณหภูมิของน้ำที่สูงพอเหมาะจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต มีผลต่อการผ่อนคลายความตึงเครียดกล้ามเนื้อ

ยำไข่น้ำแร่แจ้ซ้อน
       นอกจากนี้ ในน้ำแร่ยังมีธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วย อาทิ แคลเซียม มีส่วนช่วยในการแลกเปลี่ยนไอออนระหว่างเลือดกับเยื่อหุ้มเซลล์ แมงกานีส ช่วยในการย่อยโปรตีนและไขมัน แมกนีเซียม ช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
       
       ใครที่มีโอกาสไปเยือนถึงถิ่นแจ้ซ้อน ขอแนะนำว่าให้ลองชิมเมนูเด็ด ทั้งไข่น้ำร้อน และยำไข่น้ำแร่แจ้ซ้อน และไปลองกิจกรรมธาราบำบัดด้วย รับรองว่าการไปพักผ่อนครั้งนี้จะได้ทั้งสบายกายและสบายใจ
* manager.co.th *




 

Create Date : 21 เมษายน 2556    
Last Update : 21 เมษายน 2556 10:51:19 น.
Counter : 575 Pageviews.  

1  2  3  

angelica0819
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add angelica0819's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.