All Blog
พาน้องเข้าถ้ำเชียงดาว(เชียงใหม่)กันจ้า
มาจากมีน้องที่รู้จักกัน มาจากลพบุรี มาเที่ยวเชียงใหม่ค่ะ พอวันหยุดข้าน้อยก็เลยกะพาไปเที่ยวไกลๆ หน่อย ส่วนที่ใกล้ๆ นั้น น้องเคย์ไปเองได้ ก็เลยปิ๊งว่าน่าจะพาไปที่เที่ยวไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป พอโบกรถเช้าไปเย็นกลับได้ ก็จะพาไปถ้ำเชียงดาวนั่นเองจ้า



ถ้ำเชียงดาว อยู่ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ก่อนจะไปถึงอ่างข่างสักชั่วโมง นั่งรถข้ามสองอำเภอ ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ข้าน้อยพาเพื่อนอีกคนไปด้วย รวมกันเป็นสามชีวิต นั่งรถท่าตอน-ไชยปราการ จากอาเขตข้างเผือก คิวรถในตัวเมืองเชียงใหม่ ตกคนละ 40 บาท ออกจากท่ารถราว 10 โมง 15 ถึงที่ปากทางเข้าถ้ำเชียงดาวราวเที่ยง แวะกินข้าวและจ้างรถสองแถวให้เข้าไปส่งในระยะทางถ้ำหากไป 5 กิโลเมตร โดยจ้างเหมาแบบรอรับส่ง 300 บาท



ช่วงนี้เป็นช่วงฮีทซีซั่นของเชียงใหม่ ก็เลยมีทัวร์มาลงเยอะพอสมควร อีกทั้งนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวอ่างข่าง ก็จะแวะเที่ยวถ้ำเชียงดาวไปด้วยค่ะ ข้าน้อยเคยมาที่นี่เมื่อราว 6-7 ปีมาแล้ว ดูอะไรก็จะพัฒนาขึ้นหน่อยๆ ไม่เปลี่ยนแปลงเยอะมาก



ถ้ำเชียงดาวนี่เปิดตั้งแต่เวลา 7.00-17.00 น. นะค่ะ





เท่าที่ถามไกด์มา ถ้ำแห่งนี้ถูกค้นพบมากว่า 300 ปีมาแล้ว มีตำนานเรื่องเล่าถึงเจ้าหลวงคำแดง เจ้าหลวงแห่งเมืองน่าน ได้เดินทางมาล่าสัตว์ และพบกวางเผือกสวยตัวหนึ่ง จึงไล่จับเข้ามาถึงในถ้ำเชียงดาว ปรากฎว่านางกวางนั้น เป็นนางอัปสรของพระอินทร์ จำแลงมาเพื่อให้มาเป็นคู่ของเจ้าหลวง ทั้งคู่อาศัยอยู่ในเมืองใต้พิภพของถ้ำ และไม่ได้กลับออกมาอีกเลย...ทุกวันนี้ก็ยังมีศาลของเจ้าหลวงคำแดงตั้งไว้ที่ด่านตรวจคน ที่รอยต่อระหว่างอำเภอเชียงดาวและแม่แตงค่ะ





อาคารก่อนขึ้นไปยังถ้ำ





บริเวณใกล้ทางขึ้นก็จะมีสระน้ำ ที่เป็นลำธารจากต้นน้ำในป่าเชียงดาวค่ะ น้ำที่นี่ใสมากจนเห็นพื้นข้างล่างเลย









ในสระก็มีเลี้ยงปลามากมาย ขนาดไซส์ L ขึ้นไป

แต่ดูท่าทางปลาไม่ค่อยแย่งกินเท่าไหร่นะงับ อาหารปลาเลยลอยฟ่อนเลย (เมื่อก่อนที่ข้าน้อยมาให้ แย่งกันจะเป็นจะตาย





ตรงฝั่งขวามือก็จะมีสระน้ำเหมือนกันค่ะ แต่ที่นี่จะมีประติมากรรม เรือสุพรรณหงษ์ประดับด้วย









ค่าเข้าชมถ้ำคนละ 10 บาทค่ะ จะเป็นค่าบำรุงไฟฟ้าที่ใช้ส่องสว่างในถ้ำ เมื่อเราซื้อแล้วก็ต้องหย่อนตั๋วลงในตู้รับตั๋วด้วย





เมื่อเข้ามาภายในถ้ำแล้ว รู้สึกถึงอากาศหนาวเย็นเลยค่ะ เพดานถ้ำจะต่ำในช่วงบันไดเดินขึ้น-ลง แต่ถ้าเดินมาถึงห้องโถงแล้วจะเปิดโล่งเลยค่ะ



มาถึงที่แรก เราก็เจอกับกลุ่มพระหมู่บูชาให้กราบไหว้กันก่อน





ประติมากรรมข้างบันไดทางขึ้นไปกราบพระ





ประติมากรรม ถ้าไม่ใช่สิงห์ มอม ก็คงเป็นสุนัขน่ะ





เหนือเพดานถ้ำขึ้นไป ก็มีกลุ่มพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ตามซอกหลีบถ้ำค่ะ









กลุ่มพระประธานใหญ่





ระฆังเก่า ทำจากทองเหลือง





เมื่อเดินเข้ามาอีกนิดเดียว ก็จะมีกลุ่มพระประธานให้ได้กราบไหว้อีกค่ะ ตรงจุดนี่เองจะเป็นจุดรวมไกด์นำเที่ยว มีประมาณ 50 กว่าคน โดยไกด์หนึ่งคนจะดูแลนักท่องเที่ยว 5 คน กลุ่มไกด์นี่ก็จะเป็นชาวบ้านในเชียงดาวนี่แหละค่ะ จะสลับกลุ่มกันทำคนละวัน ช่วงไฮซีซั่นนั้นก็อาจจะนำกันคนละ 2 รอบเลยทีเดียว ในถ้ำที่เราจะไปนั้น ต้องจ้างไกด์ 100 บาท ไม่สามารถที่จะถือตะเกียงเดินไปเองได้ และไม่สามารถเลือกไกด์ได้ค่ะ จะมีเป็นคิวๆ ไป





ถ้ำแรกที่เราจะไป คือถ้ำม้า ถ้ำนี่ต้องมีไกด์ไปด้วยค่ะ ห้ามนักท่องเที่ยวเดินไปเอง เพราะมีความอันตรายอยู่พอสมควร





ไกด์ที่นำเที่ยวกลุ่มข้าน้อย เป็นคุณป้าใจดีอารมณ์ขัน ถามอะไรก็ตอบได้ ไม่มีกั๊ก



นี่ก็เป็นสายแร่ที่เป็นประกายตามหินงอกหินย้อยของถ้ำ





ทางเข้าถ้ำแต่ละที่ก็จะมีระดับที่สูงต่ำแตกต่างกันไป อย่างทางเข้าถ้ำนี่ ต้องเจาะผนังถ้ำออกบางส่วน แล้วก็ต้องย่อตัวลงลอดเข้าไปค่ะ





หินงอกหินย้อยแต่ละอันก็จะมีรูปร่างที่ทำให้เกิดจินตนาการได้เหมือนกัน อันนี้เป็นหินรูปม้าค่ะ





หินรูปดอกบัวตูม





หินรูปสิงห์



ยิ่งถ้าเห็นมีผ้าแพรมาผูก แสดงว่าผ่านการถูกขอบนบานขอหวยมาก่อนแล้ว



หินรูปพญาครุฑ (โปรดใช้เวลาในการพิจารณารูปร่างกันดีๆ)





หินรูปช้างนอน





หินรูปช้างเอราวัณ





ลักษณะโพรงถ้ำ



นอกจากต้องระวังหัวแล้ว ยังต้องระวังพื้นด้วยนะค่ะ เพราะหลุมบ่อตอผุดเยอะมากมาย มีสิทธิ์เดินสะดุดขาพลิกได้ แถมลื่นอีกต่างหาก เพราะข้างในยังมีน้ำหยดจากถ้ำลงมาตลอด



นอกจากนั้นก็จะมีลักษณะหินงอกหินย้อยตามผนังถ้ำที่มีความสวยแปลกอีกเยอะแยะ (บางอันจำชื่อไม่ได้ ขออภัยด้วย









แล้วเราก็มาเจอปากถ้ำลอดอีกทางค่ะ นี่เรียกว่าประตูไถ่บาป ถ้าหากใครผ่านประตูนี้ไปได้ ก็จะได้รับการไถ่บาป ปากถ้ำนี่ต้องคลานเข้า ซึ่งจะลำบากสักหน่อยกับคนที่อ้วนมากหรือตัวสูงมากค่ะ



แต่ข้าน้อยก็ผ่านมาจนได้



แล้วเราก็มาเจอหินรูปสิงห์ อันนี้เหมือนกว่าอันแรกมาก ตา หู จมูก ปาก มีพร้อม





หินรูปพญานาค









ผนังหินนี่มีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปหมูกันตรึมค่ะ (แต่กลุ่มข้าน้อยขี้อายกัน เลยไม่ได้ถ่ายรูปหมูกันไว้)





แล้วก็ต้องมาลอดปากถ้ำประตูสุดท้ายแล้วค่ะ อันนี้ไม่ยากเท่าประตูที่สองเท่าไหร่ แต่เป็นถ้ำระดับเนิน แถมหลุมบ่อเพียบ ลื่นอีกต่างหาก

















ซอกหลีบถ้ำนี่ เป็นที่บำเพ็ญศีลของฤาษีตนหนึ่ง ที่เคยเข้ามาในถ้ำแห่งนี้ค่ะ





ไม่ไกลนัก ก็จะมีศาลของฤาษีตั้งอยู่ เห็นได้จากของบูชาแล้ว ไกด์บอกว่ามีคนมาบูชาฤาษีเพื่อแก้บนมากมาย แสดงให้เห็นว่าท่านให้แม่นนะแล





หินรูปผลมะละกอ









หินรูปพญานาค





หินงอกตรงพื้น เป็นรูปไข่ดาวค่ะ



ไกด์บอกว่า ถ้าเอามือถูด้วย จะเป็นไข่แดง (คือถูจนเลือดออกนิ้วนะ)





ทางเดินระหว่างถ้ำนี่ ต้องเอียงซ้ายเวลาเข้า และเอียงขวาเวลาออกค่ะ

































ส่วนตรงนี้เป็นสุดทางของถ้ำม้าค่ะ ตรงนี้ต้องเข้าไปทีละคน เดินระวังอย่างมากด้วย เพราะข้างหน้านั้นเป็นเหวลึก 25-35 เมตรค่ะ หากเผลอตกลงไป 3 วันกว่าจะขึ้นมาได้ นี่จึงเป็นสาเหตุว่าไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไปกันเอง เพราะอาจเผลอเดินตกลงไปก็ได้ เห็นมืดๆ ก็อาจจะนึกว่าตื้น





จากนั้นเราก็จะเดินกลับกันค่ะ แต่จะมีทางออกอีกทาง ไม่ใช่ทางที่เราเดินเข้ามา



ผนังถ้ำตรงขวามือ ดูๆ ไปก็คล้ายหน้าคนเลยนะ





แล้วนี่ก็เป็นบันไดทางลงไปยังทางออกค่ะ ลงได้ทีละคน



ไกด์บอกว่า ถ้าลงช้าๆ เรียกว่าบันได ลงไวๆ เรียกว่าสไลด์เดอร์





เมื่อลงไปชั้นล่าง บนเพดานถ้ำก็จะมีฝูงค้างคาวเกาะกันตรึม ที่เป็นจุดดำๆ บนผนังถ้ำนะค่ะ





เมื่อออกมาได้ ก็จะเป็นทางไปยังถ้ำแก้วค่ะ ถ้ำนี่จะเส้นทางปลอดภัย มีทางเดินราบเรียบ พร้อมไฟส่องสว่างตามผนังติดเอาไว้แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถไปเองได้ แต่กลุ่มข้าน้อยขอให้พี่ไกด์นำทางไปด้วยดีกว่าค่ะ





ข้างในก็จะมีรูปหล่อหลวงปู่ทวดให้สักการะบูชา





ตามทางเดิน





หินรูปฮิปโป









หินรูปหน้าคนนอนค่ะ





แบบภาพนอนเต็ม





เพราะเส้นทางนี่ไม่ต้องมีไกด์นำทัวร์ ก็เลยมีคนมือบอน เขียนฝากข้อความตามผนังถ้ำกันมากมาย





หินรูปพระพุทธรูป









เมื่อเรามาถึงสุดทางถ้ำแก้ว ก็มีพระนอนประดิษฐานไว้อยู่ค่ะ





แต่สุดทางนั้นก็ยังมีถ้ำน้ำค่ะ ไกด์บอกว่าเป็นถ้ำที่มีน้ำไหลออกมา ในช่วงหน้าฝนนั้นจะไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าถ้ำแก้วเลย เพราะน้ำท่วมมาจากถ้ำน้ำหมด แต่ถ้าช่วงหน้าแล้งก็สามารถเข้าไปได้ค่ะ แต่ดูเหมือนไกด์แทบทุกคน จะไซโคนักท่องเที่ยวว่า ถ้ำน้ำนั่นมืดมาก อันตราย ออกซิเจนต่ำ แถมมีเหวลึกๆ อีกต่างหาก แม้เราจะถามย้ำกับไกด์ว่า ถ้าให้พาไปไปไหม? ไกด์ก็บอกว่าไปค่ะ เพื่อนข้าน้อยนั้นอยากรู้อยากเห็นและอยากไป แต่ข้าน้อยห่วงชีวิตน้องมากกว่า ก็เลยบอกไม่ไปดีกว่า ต้องไปที่อื่นอีก ก็เลยไม่ได้ไปกันค่ะ





ผนังถ้ำที่ไกด์บอกว่า เพิ่งมีคนมาแก้บนจากไปขอหวยมาก่อน เห็นเป็นเลขอะไรก็ไปตีกันเอาเองเน้อ





ระดับน้ำที่ขึ้นสูงในช่วงหน้าฝนค่ะ จะเห็นเป็นรอยดินติดผนังถ้ำเลย





หินรูปหน้าคน



พอย้อนกลับไปทางเก่า ก็เป็นอันว่าเราเที่ยวครบ 2 ถ้ำแล้วค่ะ ให้ทิปพี่ไกด์อีก 50 บาท เพราะไกด์พาทัวร์ได้สนุกและใจดีมาก



ออกมาจากถ้ำ เราก็มาไหว้พระที่หลวงพ่อทันใจกัน





หลวงพ่อทันใจ ได้ยินคำร่ำลือกันว่า บนบานศาลกล่าวสิ่งใด ท่านจะให้เร็วอย่างทันใจเลยทีเดียว



จากนั้นเราก็นั่งรถท่าตอนกลับเข้าเมือง ด้วยราคา 32 บาท...ที่ราคาไม่เท่ากัน เพราะเราจะไปที่อื่นต่อค่ะ?



ข้าน้อยพาเพื่อนไปเที่ยว พระตำหนักดาราภิรมย์ พระตำหนักของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เห็นว่าเพื่อนไม่เคยมา และเป็นทางผ่านพอดี ก็เลยพาเที่ยวเลยค่ะ อยู่ในค่ายดารารัศมี ตัวเมืองของอำเภอแม่ริม





พระตำหนักหลังนี้ถือเป็นหลังที่สี่ ในจำนวนสี่พระตำหนักของเจ้าดารา ที่มีอยู่ในปัจจุบันนอกจากหลังนี้แล้ว ก็มีอีกหลังอยู่ที่เป็นกงศุลสหรัฐฯประจำเชียงใหม่ ส่วนหลังนี้เป็นหลังที่เจ้าดาราทรงประดับบ่อยที่สุดค่ะ





ค่าเข้าชมคนละ 20 บาท แต่ต้องถอดรองเท้า และไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปข้างในค่ะ





บันไดทางขึ้น





รูปหล่อเท่าองค์จริงของเจ้าดาราค่ะ









สวนเจ้าสบายนั้น เป็นอาคารหลังเก่าที่สร้างขึ้นตอนที่ทางทหารมาใช้ที่ในการทำสำนักงานค่ะ



จากน้้นเราก็ขึ้นรถกลับไปบ้านข้าน้อยกัน เพราะเพื่อนจอดรถทิ้งไว้บ้านข้าน้อย ส่วนน้อง ข้าน้อยให้เธอนั่งรถกลับไปที่คิวรถเหมือนเดิม แต่แรกเราว่าจะไปถนนคนเดินต่อ แต่น้องบอกเหนื่อยมากแล้ว ก็เลยเป็นอันแคนเซิ่ลค่ะ

จบการท่องเที่ยวถ้ำเชียงดาวแล้วจ้า





Create Date : 18 มกราคม 2554
Last Update : 18 มกราคม 2554 9:54:21 น.
Counter : 2088 Pageviews.

3 comment
ร้านอาหารกรีกซูลาฟสกี้ กินเนื้อย่างอย่างเทพเจ้ากรีก!?
ชื่อร้าน : ซูลาฟสกี้
รายการอาหาร : อาหารกรีก หมูไก่เนื้อแกะกิโร(ย่าง), สลัดกรีก, ขนมหวานบัคคาว่า
เวลาเปิดบริการ : 11.00-02.00 น.
ที่ตั้งร้าน : สีลม ซอย 4 ตรงข้ามร้าน spanish, กรุงเทพมหานคร บางรัก Thailand
พิกัด GPS : 13° 43' 41.72" N 100° 31' 57.96" E


นี่เป็นภาพบรรยากาศการไปมีทติ้งกับเพื่อนกลุ่มเว็บไซต์สำนักพิมพ์ ASKMEDIA จ้า เป็นผู้หญิงทั้งกลุ่ม มีเอวันกับบีทู(ฝาแฝด) กับเจ๊นก ซึ่งเป็นพี่ใหญ่สุด...และข้าน้อยก็เป็นน้องเล็กสุดของกลุ่มนั้นเอง โห่ๆ ดีใจได้เป็นเด็กอีกครั้ง!?



ความเดิมจากที่ป๋าขับรถหลงทางจนทำให้กลับถึงโรงแรมตั้ง 6 โมงครึ่ง จากที่ข้าน้อยคาดว่าจะนอนหลับเอาแรงหน่อย (หลับบนรถแต่ปวดคอมาก) ทำให้ไม่มีเวลานอนหลับเลย เพราะต้องไปเข้าห้อง ตรวจผมเผ้า แต่งหน้าแต่งตาไปพบเพื่อน ไม่ใช่เป็นอีเพิ้งเซอร์ติสต์แบบนี้



1 ทุ่ม เป็นเวลาที่ข้าน้อยนั่งแท็กซี่ออกไป นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าน้อยนั่งแท็กซี่ออกไปข้างนอกคนเดียวด้วย!



แต่ป๋าบอกว่า ถึกอย่างลูก ไม่ต้องกลัวแท็กซี่มันจี้ปล้นหรอก มันเห็นขาเธอเขาก็กลัวแล้ว



ป๋านี่!



ออกจากโรงแรมไปถึง BTS อารีย์ ใช้เวลาเพียงค่าโดยสาร 45 บาทเองจ้า แล้วข้าน้อยก็กดตู้ซื้อตั๋วไปลงสถานีศาลาแดง ซึ่งต้องลงจากสถานีสยามแล้วไปขึ้นสถานีที่จะไปอ่อนนุช



มาถึงที่หมาย 19.37 น.



มองไปยังเบื้องล่าง อันเป็นย่านสีลม ย่านที่ได้ชื่อว่าเป็นย่านคนรวยและชาวสีม่วง แต่วันนี้เป็นวันเสาร์ เพื่อนบอกว่ามีถนนคนเดิน



...แต่คนปริมาณคนแล้ว...ข้าน้อยอยากกลับบ้านจึงแฮะ คนเยอะไม่ชอบอ่ะ





ข้าน้อยโทรหาเพื่อนๆ คาดว่าเขาน่าจะมาถึงก่อนข้าน้อย(นะ) เพราะทั้งกลุ่มอยู่แถวสะพานตากสิน น่าจะออกมาเร็วกว่าข้าน้อย แต่ปรากฎว่า...



"รอพี่ก่อนเน้อ กำลังออกไป" นั้นคือเสียงเจ๊นกบอกมาตามสาย



...คือ ข้าน้อยเข้าใจว่าเจ๊เขามาถึงแล้ว กำลังออกจากร้านไปตามข้าน้อย ซึ่งข้าน้อยก็ยืนรอตรงสะพานทางเดินเชื่อมสีลมคอมเพล็ก ซึ่งเป็นจุดหาคนได้ง่าย...แต่คนเดินผ่านหน้าเราเยอะๆ แบบนี้ มันทำให้กลัวพวกกรีดกระเป๋ายังไงไม่รู้



...แล้วข้าน้อยก็เห็น เจ๊นก เอวัน บีทู มา...แต่ออกมาทางทางออกรถไฟฟ้านะ



แสดงว่าข้าน้อยมาถึงก่อน



แล้วข้าน้อยก็เดินตามพวกเจ๊ๆไปยังสีลมซอย 4 ผ่านกลุ่มผู้คนมากหน้าหลายตา รวมถึงกับได้เห็นแล้วว่า พวกคนขาย DVD โป๊แบบพูด "โป๊ไหมเพ่" กับตาตัวเองก็วันนี้แหละ



แฮะๆ บอกก่อนว่ามีทติ้งนี่ ข้าน้อยเด็ก(อายุน้อย)ที่สุดในทีมนะ



ภาพสีลมซอย 4 ช่างเป็นซอยแห่งแสงสียิ่งนัก





ข้าน้อยเกือบเดินหลงแล้ว เพราะเหล่าเจ๊เดินเร็วกันมาก จนกระทั่งเลี้ยวซ้ายเข้าร้านที่ติดป้ายสีฟ้านี่แหละ



ร้านซูลาฟสกี้ ร้านอาหารกรีกต้นตำรับแท้ดั้งเดิม ต้องเป็นสีฟ้า สีประจำชาติชาวกรีก





พนักงานที่นี่แต่งชุดขาวสะอาดตา ให้เข้าคอนเสร็ปธงชาติกรีกเลยค่ะ มีนิสัยสุภาพ ต้อนรับขับสู้ดีมาก



ที่หน้าเคานเตอร์ต้อนรับแขก มีเคบับ เนื้อย่างหมุนขายกันให้เห็นจะๆเลย





เจ๊นกได้จองโต๊ะไว้ล่วงหน้าแล้วค่ะ แถมเป็นชั้นบนสุดที่กึ่งไพรเวทที่สุดด้วย



ร้านนี้เป็นตึกแถวที่ดัดแปลงเป็นร้าน บันไดทางเดินเลยแคบสักหน่อย แต่สหายASKเคยแบกกระเป๋าหนักเท่าหินขึ้นโรงแรมกาลาโต้ที่เชียงใหม่มาแล้ว ดังนั้นงานนี้เลยชิวๆใช่ไหมเจ๊



ร้านตกแต่งได้ขาวสะอาดตามากค่ะ ออกแนวโมเดิร์นชายทะเล เพราะกรีกเขามีจุดขายที่เป็นประเทศในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน



จุดประสงค์ที่มากินอาหารกรีก เพราะอยากเปลี่ยนและเพิ่มประสบการณ์ชีวิตบ้าง อยากจะลองอาหารกรีกเพราะตัวเองชอบเทพนิยายกรีก และกำลังเขียนฟิคกรีกด้วย อีกอย่าง เชียงใหม่ไม่มีร้านอาหารกรีกดั้งเดิมเลย (มีแต่ร้านอาหารเมดิเตอร์เรเนียนทั่วไป)



บรรยากาศร้านชั้นบน ร้านตรงข้ามเป็นร้านอาหารสเปน





แม้แต่ผ้าปูโต๊ะยังเป็นลายผ้าขาวม้า เอ๊ย ลายตารางสีฟ้าเลย





ประตูที่เห็นนั้นไม่ใช่มีชั้นต่อไปนะงับ อันนั้นเป็นห้องน้ำ





เตาย่างหลังเคานเตอร์คาดว่าน่าจะใช้ย่างในวันที่ลูกค้าแน่นจัด





เบื้องหลังเพลงเพราะบนชั้นบนโนคบุคนั้นเอง





ชั้นวางน้ำมันมะกอก ของคุณภาพดี ต้อง extra virgin นะฮ้า





ภาพติดผนัง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาพทะเลค่ะ เพราะประเทศกรีกมีจุดขายด้านการท่องเที่ยวทางทะเลนีแหละ เพราะประเทศเค้ามีพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินน้อยมาก





ตรงข้างๆ บันไดทางลง ก็ตู้แช่ไวน์ด้วยค่ะ...แต่ข้าน้อยลืมถ่าย เพราะมัวตะลึงเห็นที่พื้นมีของเกลื่อนกลาด นึกว่าขยะเกลื่อนหล่นจากถังขยะ...แต่ปรากฎเป็นว่า...



ดังภาพ...





แต่ก็ถือว่าเป็นจุดน่ารักในการตกแต่งร้านนะแบบตกใจนิดหน่อย



ถ่ายเพลินล่ะ กลับมานั่งโต๊ะต่อ ข้าน้อยนั่งโต๊ะแบบเก้าอี้นะ



...คือ อยากบอกเอวันกับบีทูมากว่า วันนั้นข้าน้อยอยากนั่งโซฟา เพราะตอนกลับจากราชบุรี นอนในรถแล้วปวดคอ อยากพิงโซฟามาก...แต่สองเจ๊เขารีบชิงนั่งไปก่อนอ่ะ ข้าน้อยจะพูดว่าจะนั่งโซฟาก็กระไรอยู่เลยต้องทนปวดคอไปตลอดงาน





ถ้วยไหตะไหลหม้อกรีกโบราณบนชั้นวางของงับ เจ๊นกบอกให้ถ่ายด้วย





ซูมอีกหน่อย (แหม ไม่ปรับแสง ให้อึมครึมแล้วได้อารมณ์จริงแฮะ)

















สั่งออร์เดอร์เตอะ ทั้งคนโพสคนชมกระทู้หิวแล้ว



ผู้จัดการร้านเป็นหนุ่มใหญ่ร่างท้วม หน้าตาอารมณ์ดี นำเมนูมาให้พวกเราเลือก...แต่พอข้าน้อยเห็นหนังสือเมนู...ป๊าดครับภาษาอังกฤษทั้งเล่ม(ดีไม่เขียนภาษากรีกดั้งเดิมมานะ)



ข้าน้อยปล่อยให้พวกเจ๊อ่านไป ส่วนตัวเองควักกระดาษจดลิสต์อาหารแนะนำ(แปลไทย)ที่เช็คจากเว็บไซต์มาสั่งแทน เล่นเอาทั้งโต๊ะฮาซะงั้นทำไมย่ะ อ่านภาษาอังกฤษไม่คล่องมันผิดเรอะ



แล้วเมนูแรกก็ประเดิมด้วย สลัดกรีกค่ะ (160 บาท) หน้าตาก็เหมือนสลัดทั่วไป แต่เขาจะเน้นการใส่ชีส (ก้อนเหลี่ยมขาวๆ เหมือนเต้าหู้) เป็นชีสนมแพะ เพราะการกินแบบชาวกรีกดั้งเดิมนั้น เขาจะทานผักสลัดก่อนกินมื้อหนักค่ะ 

 ข้าน้อยลองทานดูแล้ว...รสชาติมันแปลกๆ นะ แต่เห็นพวกเจ๊ทานอย่างมีความสุขกัน เลยไม่กล้าขัดกลางวงแฮะ ยังดีมีหัวหอมผสมด้วย เลยอร่อย



เจ๊นกคอมเฟิร์มว่า สลัดกรีกนั้นใส่น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์แท้ชั้นดี Extra Virgin (ย้ำจริง) ซึ่งเป็นน้ำมันบริสุทธิ์คุณภาพดีที่สุด ชั้นจากน้ำมันที่อยู่ผิวชั้นบน ส่วนกากมะกอก เขานำไปทำขัดเงาอย่างอื่นค่ะ



...และ Extra Virgin ก็เป็นการสื่อถึง เทพีอธีนา เทพีกรีกที่มีต้นมะกอกเป็นต้นไม้ประจำพระนาง แล้วยังสื่อถึงความที่พระนางเป็นเทพีพรหมจรรย์ที่เหนียวแน่นแบบ Extra Virgin นะซิ 



เม็ดมะกอกที่ใส่มากับสลัดและเนื้อพิต้าด้วย เจ๊นกบอกให้ลองชิมดู จะได้รู้รสชาติความเป็นกรีก(แท้) ซึ่งข้าน้อยลองชิมเนื้อแล้ว...โอ เค็มโครตๆ เลยงับพี่น้องเข็ดจนวันตายเลย รู้ซึ้งเลยว่า ทำไมเขาไม่ค่อยใช้เม็ดมะกอกไปปรุงอาหารกัน

ให้คะแนนไป สลัดกรีกนี่ 8/10 ค่ะ



รายการต่อไป เป็นแป้งพิต้าเนื้อแกะ (พิต้าแผ่นละ 30 บาท) จิ้มซอสถั่วชิกพี่(ถั่วหัวช้าง)เรียกว่า โฮมุทหรือฮัมมูท ที่จริงควรจะเป็นไข่ปลาสีชมพูค่ะ แต่มื้อนี้สงสัยไข่ปลาหมดเลยได้ถั่วไปแทน 



สำหรับแป้งพิต้าที่นี่กรอบมากค่ะ แตกต่างจากพิต้าที่ร้านกินเส้นที่เคยไปกินที่มีทติ้งเชียงใหม่ที่นุ่มเหมือนแป้งพิซซ่า...แต่ก็ยังถือว่าอร่อย เวลาเขากินก็ให้ช้อนซอสถั่วตรงกลางกินพร้อมแป้งพิตต้าที่ทำเป็นสามเหลี่ยม จะได้ช้อนได้ง่าย



ให้คะแนน 9/10





จานต่อไปเป็นใบองุ่นห่อเนื้อแกะและข้าวค่ะ (100 บาท) ดูคล้ายๆ เมี่ยงคำบ้านเรา กินแล้วไส้ไหลไปหน่อย ให้คะแนน 8/10





อันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรค่ะ คาดว่าจะเป็นเกมิสต้า (320 บาท) ลักษณะคล้ายพาย แต่ยัดไส้ผักขมและเนื้อแกะ (ทำไมมีทุกงานเลยฟ่ะ คาดว่าฆ่าตัวเดียวกินทั้งโตีะเลยเนี่ย)



คะแนนความอร่อย 9/10





จานนี้อร่อยมากงับ สูตว์แกะ เพราะเนื้อติดมันเหนียวเคี้ยวกำลังอร่อยเลย ตอนที่เราสั่งเนื้อแกะนั้น ต้องเสี่ยงว่าเนื้อจะเหม็นไหม เพราะเจ๊นกเตือนไว้ก่อนว่า เนื้อแกะนั้นมีโอกาสเหม็นได้ง่ายกว่าเนื้อแบบอื่น...แต่เพราะพวกเราไม่เคยทานเนื้อแกะเลย...ก็เลย เสี่ยงก็เอาว่ะ 

ให้คะแนน 10/10







เพราะอร่อยมาก เลยถ่ายได้แต่ภาพตอนทำลายล้างเกือบหมดจานหมดแล้วส้อมไปก่อนซัตเตอร์



แต่...เห็นสั่งเยอะๆแบบนี้...ที่เห็นนี่เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยนะค่ะ ยังไม่ใช่มื้อหลั(นั)ก



แล้วก็มาถึงจานใหญ่จนข้าน้อยตะลึงนี่เป็นเหล่าบรรดาเนื้อกิโร(แกะ, วัว, ไก่, หมู) เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม เฟรนซ์ฟรายส์ แป้งพิต้า สำหรับกิน 4 คน (480 บาท) มีเนื่อให้เลือกสรรมากมาย พร้อมสลัดกรีกถ้วยเล็ก(อีกแล้วคร้าบท่าน) ซอสนั้นอร่อยมาก แต่เนื้อนี่ซิ...คาดว่าเรามาเป็นรายแรก เขาเลยเฉือนเนื้อกิโรที่เป็นเนื้อย่างจากเคบับเนื้อในผิวแรกๆ ที่ย่างจนเกรียมแห้ง จนทางไปแล้วติดคอ...เห็นกองเนื้อแล้วนึกถึงตำนานกรีกโบราณ ที่โพธิมีอุส หลอกเอาหนังสัตว์หุ้มกระดูกถวายมหาเทพเลย



เห็นมีกระดูกแกะติดมาด้วย เฉือนซะกระดูกเรียบกริบ แบบเจสัน ศุกร์ 13 อายเลย



จานนี้เหมาะไปกินกัน 4 คนพอดีค่ะ ดีกว่าจะแยกสั่งเนื้อมาทีละอย่าง



ส่วนคะแนนให้ 9/10 (ถ้าเนื้อไม่แห้งติดคอสักก่อน)





แน่นอนค่ะ เพราะสั่งออร์เดอร์น้ำย่อยมาเยอะ ทำให้เรากินมื้อหนักได้น้อย ส่วนข้าน้อยขอกำจัดเฟรนฟรายกับแป้งพิต้าให้หมด เพราะย่อยง่าย (จริงๆ แป้งอร่อยต่างหาก) เจ๊นกเลยขอให้พนักงานห่อเนื้อกลับบ้านให้ ซึ่งทางร้านก็น่ารักมากค่ะ ห่อให้อย่างดีเลย ข้าน้อยไม่ขอแบ่งกลับด้วย เพราะเก็บที่โรงแรมได้ยาก อยู่ไม่นาน...และยังมีรายการทัวร์มิตติ้งทีอื่นอีก



แล้วก็สั่งของหวานตบท้าย...มาถึงบัคคาว่า ขนมกรีก แป้งอบกรอบสอดไส้ถั่วราดน้ำผึ้ง ผสมมะนาวกับชินนามอน (180 บาท) ที่เจ๊นกเตือนไว้ว่ามันหวานเจี๊ยบมากเป็นอันตรายมาก...แต่ในเมื่อเรามาถึงที่หมายแล้ว ไม่กินอาหารกรีกไม่ครบถ้วน มันก็จะไม่ถึงที่สุด...ก็เลยสั่งมาในที่สุดเพราะข้าน้อยกินหวานเป็นของชอบ จะต้องขอลองสักตั้ง มันหวานเจี๊ยบแค่ไหนสักเชียว



แล้วมันก็มางับ...เจ๊นกเห็นครั้งแรกแล้วว่า ทำไมคราวนี้ชิ้นเล็กจัง (แสดงว่าคราวก่อนชิ้นใหญ่กว่านี้) แต่ข้าน้อยเห็นว่า...ให้มันเล็กเหอะ เดี๋ยวถ้ามันหวานเข้าจริงๆ จะกินไม่หมด



เมื่อลองชิม...โอ๊ย มันหวานเจี๊ยบมาก หวานกว่าของหวานที่เคยกินมาก่อนในชีวิต...แต่ในเมื่อสั่งแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบกินให้หมดข้าน้อยจึงต้องค่อยๆ ละเลียดงับ นี่ดีที่ป๋าบังคับให้กินน้ำผึ้งทุกวัน เลยคุ้นลิ้นรสน้ำผึ้งมาบ้างแล้ว



ส่วนคะแนนให้ 7/10 ค่ะ (แต่ถ้าคนชอบหวานอาจให้คะแนนสูงได้นะ) แนะนำว่าถ้าใครอยากไปลองดี เอ๊ย ไปกิน แนะให้สั่งกาแฟกรีกรสขมๆ มาทานแกล้มลบรสหวานด้วยนะค่ะ (ข้าน้อยไม่ได้สั่งมาดื่มด้วย เพราะช่วยกันโช้ยกันเกือบหมดจานแย้ว)



ของหวานชิ้นสุดท้ายคือ โยเกิร์ตกรีก (160 บาท) ซึ่งจะใส่ผลไม้ตามฤดูกาล คราวนี้เป็นมะม่วงค่ะ เราสั่งมาถ้วยเดียว แล้วมารุมยำกินด้วยกัน โยเกิร์ตนี่ทำจากนมควายค่ะ



ไส้ตรงก้นถ้วยนั้นเป็นมะม่วงปั่น แต่กว่าจะตักผ่านโยเกิร์ตชั้นบน เล่นเอาต้องกินโยเกิร์ตให้หมดหลายอึกเลยทีเดียว



ถ้วยนี้ให้คะแนน 9/10 ค่ะ



มื้อนี้หมดไป 1,690 บาท (หรือเปล่า? จำไม่ได้) แต่เจ๊นกช่วยเป็นสปอนเซอร์ให้ ต้องขอขอบคุณมากค่ะ เจ๊นก ข้าน้อยก็มีของฝากเป็นกางเกงสดอจากเชียงใหม่ฝากสามเจ๊ด้วย



เมื่อลงบันไดเตรียมออกจากร้านลงไปชั้นล่าง เราก็ได้เจอเจ้าของร้านพอดีค่ะ ชื่อคุณ ฟอตินี่ เป็นหญิงชาวกรีกโดยแท้เลย เธอเป็นคนอารมณ์ดีค่ะ เจ๊นกก็ทักทายอย่างเป็นกันเอง ไม่แปลกเลยว่าทั้งเจ้าของร้านและพนักงานต่างอารมณ์ดีและให้บริการลูกค้าดีมาก แถมยังแจกนามบัตรและโปรชัวร์กลับบ้านไปด้วย



ให้คะแนนร้านนี้ 10/10 เลยค่ะ เพื่อนๆ คนไหนอยากไปลองทานอาหารกรีกดั้งเดิม ดูข้อมูลได้จากลิงค์นี่นะค่ะ

http://writer.dek-d.com/Anemone2526/story/viewlongc.php?id=235961&chapter=16







บรรยากาศสีลมยามขากลับ คึกคักมากยิ่งนัก





เมื่อออกมานอกซอย 4 เราก็เจอกับร้านแผงลอยขายเสื้อผ้าในโครงการช่วยชาติ เป็นเสื้อยืดสีดำที่นำมาสกรีนโลโก้ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดค่ะ แหม เจอของโปรดข้าน้อยเลย



ที่นี่มีเสื้อโลโก้หนังเกือบทุกเรื่อง มีไซต์ให้เลือกมากมาย แต่ก็ไม่ครบทั้งหมด ข้าน้อยเลือกของ 300 กับ Phantom ไป แต่คนขายบอกว่าให้เลือกอีกตัว เพราะซื้อ 3 ตัว 500 บาท (ถ้าซื้อเดี่ยวตัวละ 199 บาท) เลยให้บีทูเลือก ทรานฟอเมอร์ไปอีกตัว



เจ้าของร้านเป็นคนอารมณ์ขันมากค่ะ เจอหน้าลูกค้าอย่างกะเคยเจอกันมาหลายร้อยชาติงั้นล่ะ ไม่แปลกว่าจะขายดีเพราะวาทศิลป์ของเขา



ถ้าใครได้แวะแผงนี้ แนะนำสำหรับคนไทยตัวใหญ่ไม่มากอย่างข้าน้อย เลือกไซต์ L ก็พอนะค่ะ เพราะ XL นั้นเป็นไซต์ฝรั่งใหญ่โครต แบบคลุมขาข้าน้อยนอนได้เลย



ให้คะแนนร้านนี้ 10/10 ค่ะ



ตอนแรกว่าจะเดินดูถนนคนเดินสีลม(ใหญ่กว่าถนนคนเดินเชียงใหม่ 3 เท่า) แต่ 3 ทุ่ม กาดก็วาย(เลิก) แล้ว ข้าน้อยก็คิดว่ารีบกลับโรงแรม เดี๋ยวป๋าเป็นห่วง โดยจะกลับไปทาง BTS ศาลาแดง ไปลงอารีย์ ต่อแท็กซี่แบบที่มาขามาค่ะ



ตอนที่มากรุงเทพฯ คราวก่อน ให้เจ๊นกนั่งแท็กซี่กลับเป็นเพื่อนด้วย แต่คราวนี้ต้องลองกลับเองบ้าง จะได้ไม่รบกวนคนอื่น เพราะบ้านเจ๊นกอยู่คนละโยชน์กับอารีย์เลย...เจ๊นกแนะนำว่า ถ้าขึ้นแท็กซี่แล้ว ให้โทรหาพ่อบอกว่ากำลังกลับ และส่งข้อความทะเบียนรถแท็กซี่กลับไปที่เจ๊นกด้วย เพราะนี่เป็นวิธีป้องกันภัยโจรแท็กซี่ ซึ่งมีสติกเกอร์ติดที่ประตูด้านผู้โดยสารด้วย



ข้าน้อยก็ทำตามที่เจ๊นกว่าค่ะ ขึ้นแท็กซี่ไปก็มองหน้าพิจารณาแท็กซี่...ดูก็เป็นคนดี แต่ไว้ใจไม่ค่อยได้แฮะแล้วก็ทำอย่างที่เจ๊ยกว่าทุกอย่างค่ะ จนกระทั่งกลับถึงโรงแรมโดยปลอดภัย




Create Date : 17 มกราคม 2554
Last Update : 8 กรกฎาคม 2555 6:22:11 น.
Counter : 2201 Pageviews.

4 comment
ซุปมักกะโรนีหมูสับสาหร่ายญี่ปุ่น
อาหารสูตรนี้ เป็นสูตรที่ปรับปรุงมาจากคุณน้าสาวเคยทำให้กินตอนเด็กๆ แล้วติดใจ ก็เลยลองหัดทำเอง ทำกินเองมาเกือบ 20 ปีแล้วค่ะ ก็เลยมาแบ่งปันสูตรให้เพื่อนๆ ชาวก้นครัวเสียหน่อย อาหารแนวนี้เหมาะทำให้เด็กๆ แทนก็ได้นะค่ะ



งวดแล้วไม่ได้ถ่ายรูปขั้นตอนวิธีการทำมา งวดนี้(ว่างมาก)เลยมาถ่ายรูปวิธีการทำซุปมักกะโรนีหมูสับสาหร่ายญี่ปุ่น อาหารสูตรโปรดของข้าน้อยมา (ส่วนภาพจะสวยหรือไม่ ถ่ายได้ที่สุดก็เท่านี้ล่ะ) คราวนี้สูตรของจริง วัดตวงปริมาณอะไรเรียบร้อยล่ะ



เวลาในการทำ 15 นาที

สำหรับ 4 ที่



วัตถุดิบ

- มักกะโรนีแบบงอ 1 ถ้วยตวง

- หมูสับ 100 กรัม

- ไข่ไก่ 1 ฟอง

- ซุปสาหร่ายญี่ปุ่นสำเร็จรูป ตราโวโน (ถ้าไม่มีใช้ซุปก้อน กับสาหร่ายวากาเมะแทนได้) 1 ซอง

- ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ

- น้ำ 4 ถ้วยตวง

- พริกไทยนิดหน่อย (จะขาวหรือดำก็ไม่เกี่ยง)





สูตรเดิมของข้าน้อย จะใช้ซุปก้อนสำเร็จ เพราะอันนี้เป็นหัวใจสำคัญของรสชาติเลย



แต่พอมีซุปสาหร่ายญี่ปุ่น ตราโวโน ออกมาวางจำหน่าย ก็เลยใช้อันนี้มาประยุกต์เสีย มีทั้งแบบหมูและไก่ เลือกแบบไหนก็ได้ตามใจชอบ



ปล. แต่ทำไมช่วงนี้ออกไปซื้อแล้วมันไม่มีขายอีกแล้วอ่ะ ไม่ใช่ไม่ทำออกมาอีกแล้วนะ (ถ้าไม่ทำออกมาขายแล้วจริงก็เสียดายอ่ะ อะไรอร่อยๆ (สำหรับเรา)ดันไม่ทำขายหลายยี่ห้อแล้วน่ะ ตั้งแต่บะหมี่ตรา ยูมี อ่ะ)





1. ต้มน้ำในหม้อ รอจนกว่าจะเดือด ขึ้นอยู่กับความแรงของแก๊สแต่ละบ้าน จากนั้นก็ใส่มักกะโรนีลงไปเลย ตรงนี้จะหรี่ไฟลงระดับกลางก็ได้ถ้ากลัวไหม้ แต่สูตรข้าน้อยจะไม่หรี่นะ และไม่รอต้มให้สุกแบบ 8 นาทีที่เขียนไว้ตามซองของมักกะโรนีด้วย (เพราะเคยต้มนานแล้วกลายเป็นว่ามักกะโรนีอืดและแป้งเละ)





2.ระหว่างต้มมักโรนีอยู่ ให้ใส่หมูสับ ขนาดเท่าหยิบมือ(ในรูป)



จะเปลี่ยนเป็นเนื้ออย่างอื่นก็ได้ตามใจชอบค่ะ (หรือจะใส่แครอทกับมันฝรั่งเพิ่มก็ได้ แต่สูตรนี้ ข้าน้อยไม่มีทั้งสองอย่าง เพราะไม่สะดวกเรื่องการเดินทางไปซื้อวัตถุดิบ เลยเอาสูตรพื้นฐานไว้ก่อน)





3. ใส่ในหม้อในขณะที่กำลังต้มมักโรนีลงไปเลย จะก้อนเล็กคำใหญ่ก็แล้วแต่ผู้ปรุง





4. เมื่อใส่หมูลงไปหมดแล้ว ก็คนไม่ให้มักกะโรนีติดก้นหม้อ จะเห็นได้ว่าหมูสุกเร็วทันใจดีนักแล (สังเกตตัวมักกะโรนีให้ได้แบบนี้ แสดงว่าต้มสุกพอประมาณ ไม่แข็งไม่เละจนเกินไป)





5. ตอกไข่ใส่ลงไป แล้วตีไข่ในหม้อไปเลย





6. ฉีกซองเทซุปผงลงไป ขั้นตอนนี้ให้หรี่ไฟลงหน่อย เพราะซุปจะฟูล้นหม้อได้ จากนั้นก็คนให้เข้ากัน





7. ใส่ซีอิ๊วขาวลงไป (ปริมาณที่บอกไว้ข้างต้นนี่บอกสำหรับคนที่เพิ่งทำครั้งแรก แต่ของข้าน้อยทำจนชำนาญแล้ว เลยกะด้วยสายตาเอา) ความเค็มจืดแล้วแต่ความชอบของผู้ปรุง (แต่ข้าน้อยชอบเค็มหน่อยๆ)



ต้มต่อไปถึง 1 นาที ก็ปิดไฟได้





ยกขึ้นเสิร์ฟ เหยาะพริกไทยลงไป คราวนี้ให้น้ำท่วมจานสมเป็นซุปหน่อย (ที่จริงข้าน้อยชอบกินน้ำคลุกคลิกนะ)





ดูกันชัดๆ ว่ามีอะไรในมักโรนีมาก (เกือบ)ครบห้าหมู่ (ส่วนเห็ดอบแห้งในภาพ มาจากในซองซุปสาหร่ายนะค่ะ)



จบแล้วค่ะ



Create Date : 13 มกราคม 2554
Last Update : 13 มกราคม 2554 11:14:29 น.
Counter : 927 Pageviews.

2 comment
เมื่อสาวเหนือไปติดบนดอยอ่างข่างในหน้าฝน!?
คนอื่นเขาติดน้ำท่วม แต่เราติดดอย(ในหน้าฝนซะงั้น)



มูลเหตุจากการท่องเที่ยวเชิงแอดเวนเจอร์นี่ เกิดจากการที่ป๋าข้าน้อยพาเพื่อนป๋า และข้าน้อยไปอ่างข่างด้วย เพื่อที่จะนำน้ำผึ้งของป๋าไปส่งขายที่โครงการ ส่วนข้าน้อย ป๋าให้ติดตามมาด้วยเพื่อไปเขียนแบบสวนภูมิทัศน์ให้สำนักสงฆ์สัมมะนะ ที่เชียงดาว แล้วก็เลยติดตามพวกเขาขึ้นเชียงดาวไปด้วย วันก่อนถึงได้ทวิตถามเพื่อนๆ ในบอร์ดอาคว่าอยากได้อะไรบนอ่างข่างไหม จะซื้อไปให้



เมื่อขึ้นดอยมาได้ราวบ่ายสองโมง ข้าน้อยก็ตื่นจากการนอนในรถ พบว่าข้างนอกหมอกลงจัดมากๆ การขับรถต้องใช้ความระมัดระวังตลอด เพราะไม่เห็นทางอะไรเลย...สำหรับข้าน้อยแล้วไม่ค่อยห่วงรถป๋า เพราะวันก่อนป๋าก็ขับขึ้นดอยอินทนนท์ ดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทยมาแล้ว สำหรับอ่างข่างก็คงไม่เท่าไหร่



...แต่ชะรอยว่า สงสัยจะหนักจากอินทนนท์มากเกินไป ควันก็เลยโชยออกมาจากกระโปรงรถ ข้าน้อยตกใจมากจนบอกให้ป๋ารีบดับรถเถอะ แต่ป๋ากลับบอกว่าถ้าดับรถอาจจะสตาร์ไม่ติดอีกรอบ แต่ป๋าก็ยอมจอดรถ(แต่ไม่ดับเครื่อง) ข้าน้อยก็หวังว่าเครื่องจะเย็นลง เลยเดินลงไปถ่ายรูป



ที่ไหนได้ ลงไปไม่ถึงนาที ได้ยินเสียงระเบิดตูมดังข้างหลังแล้ว



...เปล่าค่ะ รถไม่ได้ระเบิด แต่คาดว่าหม้อน้ำคงระเบิดไปแล้ว



ป๋าถึงกับหน้าเสียเลย เพราะถ้าหม้อน้ำระเบิด ก็ขับไปไหนไม่ได้แล้ว เพื่อนป๋าก็เลยต้องช่วยโบกของความช่วยเหลือจากคนที่ขับผ่านไปมา (ที่น่าเสียใจหน่อยคือ คนขับผ่านไม่สนใจพวกเราหลายคน เหมือนกับว่าธุระไม่ใช่) จนกระทั่งได้คนขับรถบรรทุกของโครงการหลวงผ่านมา เขาจะลงไปข้างล่างพอดี ก็เลยรับปากว่าติดต่ออู่ซ่อมรถขึ้นมาให้ เพราะข้างบนไม่มีช่างซ่อม แล้วก็พี่ชาวเขาคนหนึ่งที่ป๋าวานไปซื้อเสื้อกันหนาวจากข้างบนให้หน่อย เพราะอากาศเริ่มหนาว ฝนก็เริ่มตกแล้ว



ในระหว่างที่รอ ข้าน้อยก็ถ่ายรูปไปเลย เพราะโอกาสจะมาเจออะไรอย่างนี้คงไม่ใช่มีบ่อยๆ แน่





ที่จริงหน้าฝน มันไม่ใช่หน้าท่องเที่ยวด้วยซิ เพราะฝนนี่แหละทำให้ถนนลื่น อันตรายมาก แม้แต่จุดที่เราจอดรถอยู่ก็ถือเป็นทางลาด ต้องใช้ก้อนหินมายันล้อไว้ด้วยซ้ำ





รถป๋าข้าน้อยเอง





ฝนเริ่มตกลงมาอีก (เอาเข้าไป T^T) หนาวด้วยวุ๊ย ดีที่พกเสื้อกันหนาวมา (พ่อข้าน้อยขี้ร้อนมากเปิดแอร์ในรถกระหน่ำ แต่พอเจออากาศหนาวข้างนอกแล้วขี้หนาวขึ้นมาเชียว)













เสียตรงจุดพิกัดดีเสียด้วย ตรงหลักกิโลเมตรที่ 18 อีก 7 กิโลจะถึงโครงการแล้วเชียว



จนอยากร้องเพลงป๋าเบิร์ด "กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง"





























เปลี่ยนมาถ่ายรูปต้นไม้ยามหน้าฝนแบบใกล้ๆ เห็นเม็ดน้ำบ้าง





ดอกไม้ป่า





















หลักกิโลเมตร





กลับไปที่ภาพหมอกอีกครั้ง (ก็รถยังไม่มาอ่ะ T^T)





ระหว่างที่รอรถลากขึ้นมา ป๋าก็หักกิ่งไม้ข้างทาง มาทำเป็นไลน์กลางถนน ให้รถเขาเห็นค่ะ จะได้ไม่ขับผ่านเลยไป





ระหว่างรอรถ ก็ยังคงถ่ายรูปต่อ(ไป)













รถมาแย้ว เข้าใจการคอย 10 นาที เหมือน 10 วันเลยง่ะ



ช่างดูสภาพรถก็บอกว่่า ต้องลากลงข้างล่างลูกเดียว แต่ต้องนำรถลากขึ้นไปจอดบนค่ายทหารที่เป็นเนินราบก่อน เพราะจุดที่เราจอดอยู่ตรงนี้อันตรายมาก





รถป๋าใหญ่มาก เป็นระดับทูมเบอร์เลย จึงไม่มีรถที่ขับผ่านไปมาที่ไหนกล้าลากไปได้ เพราะรถเล็กกว่า ต้องใช้รถลากอย่างเดียวโดยเฉพาะ





แล้วเราก็ขึ้นมาพักรออยู่ที่ค่ายทหารก่อนค่ะ เพราะรถลากต้องรีบไปลากรถคันอื่นก่อนที่ติดด้วย แล้วเดี๋ยวเขาจะกลับมาลากเราลงไปใหม่ (ตอนนั้นพ่อกับเพื่อนขึ้นรถจนเต็ม ข้าน้อยเลยสละสิทธิ์ เดินขึ้นไปเอง แต่คล้อยหลังสักพัก ก็มีรถกระบะไททันดำมาจอดรับให้ข้าน้อยนั่งไปด้วย คนขับเป็นคู่รักมาท่องเที่ยวอ่างข่างค่ะ เขาก็ขับพามาส่งข้าน้อยถึงที่ค่ายทหารเลย เสียดายไม่ได้ถามชื่อเอาไว้ แต่ถ้าพี่ทั้งสองได้มาอ่านมาเจอ ก็ขอขอบพระคุณในน้ำใจนะค่ะ)



ค่ายทหารที่เราไปพักรอ









ข้างซ้ายนั้นเป็นแผงตลาด จำได้ไหม?





เอารถมาจอดรอหน้าตลาดเอาไว้





ค่ายทหาร





พี่ทหารเขาเชิญเข้าไปหลบฝนและทานข้าวเย็นด้วยกัน ขอบคุณมากค่ะ





พี่ทหารเหล่านี้เพิ่งผลัดเปลี่ยนกับชุดเดิมเมื่อสองเดือนที่แล้วค่ะ มาจากสระบุรี กับข้าวกับปลาเลยมีกลิ่นอีสานหน่อยๆ อาหารก็กินพอให้อิ่ม ไม่ได้ทำอะไรมากนักค่ะ





ห้องหับหลับนอนของพี่ทหาร เห็นเขาว่ามาอยู่นี่สองเดือนแล้ว ยังไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเลย ขนาดวิ่งออกกำลังกายเหงื่อยังไม่ไหลเลย อาบน้ำก็อาทิตย์-สองอาทิตย์ครั้ง





เต็นท์นอน (ใช้โหมดกล้อง AUTO เลยได้ภาพควันหมอกมัวในกล้องไปด้วย ต้องเปลี่ยนกลับไปใช้โหมดถ่ายรูปวิวแบบเมื่อกี้แทน)





สมบุกสมบันจริงๆ





ออกไปถ่ายข้างนอกต่อ









ชั้นวางกับข้าวและทีวี (แต่ทีวีโดนน้ำหยดเสียไปซะล่ะ





บรรยากาศภายในค่าย





บริเวณล้างจาน (น้ำเย็นมากจนไม่กล้าแตะ)





(เล่นมันสวยดีเลยถ่ายอ่ะ





น้องหมาภายในค่าย





โดยเฉพาะเจ้าตัวนี้เป็นจ่าฝูง ชื่อ เก๋า งับ (เก๋าสมชื่อมาก เป็นพ่อของลูกหมาตั้ง 12 ตัวที่เกิดจากหมาร่วมค่ายด้วยกัน) พี่ทหารบอกว่า นักท่องเที่ยวที่มาค่ายนี้ ก็มักจะถ่ายรูปเจ้าเก๋าทั้งนั้น ใครมาเที่ยวอ่างข่างก็แวะทักทายเจ้าเก๋าได้นะค่ะ ถึงหน้าโหดแต่ไม่ดุเลยสักตัว



พี่ทหารยังพูดเล่นๆ เลยว่า แบ่งเอาลูกหมาไปหน่อยไหม (แต่ก็บอกอีกว่า เวลาทหารเปลี่ยนผลัดกัน ก็เอาหมาแต่ละตัวไปด้วยนะ)



นี่เป็นรถที่ลากรถลงไปค่ะ ใครจะไปเที่ยวอ่างข่างก็จดเบอร์โทรไว้ด้วยนะค่ะ เผื่อรถเสียกลางทางแบบข้าน้อย จะได้โทรมาเรียกเขามาลากไปได้ (อ้าว นี่เตือนหรือแช่งฟ่ะ?



คนที่ขับรถลากเขาบอกว่า มีให้มาลากลงทุกวัน เดือนที่แล้วบางคันที่ขั้นพุ่งข้ามเขาไปเลยก็มี



เตรียมตัวจะกลับกันล่ะ เวลานั้นประมาณ 5 โมงเย็นค่ะ (5 โมงก็ดูมืดแล้วนะนั้น)





ค่าลากรถลงมาประมาณ 3,500 บาทค่ะ (เฉพาะในกรณีทัศนวิสัยไม่ดีด้วย ตามระยะทางอีก)

แสงที่เห็นไม่ใช่พระอาทิตย์นะงับ นั่นมันไฟสปอต์ไลต์





ส่งท้ายด้วยรูปป่าสนเมืองหมอกก่อนกลับค่ะ มีความรู้สึกสวยแบบลึกลับเอามากๆ








Create Date : 12 มกราคม 2554
Last Update : 12 มกราคม 2554 19:49:13 น.
Counter : 570 Pageviews.

5 comment
ร้านเฮือนห้วยแก้ว ชมน้ำตก กินอาหารเหนือ แต่ไม่มีข้าวเหนียว!?
ชื่อร้าน : เฮือนห้วยแก้ว
รายการอาหาร : อาหารไทย-พื้นเมืองเหนือ
เวลาเปิดบริการ : ทุกวัน 11.00-23.00 น.
ที่ตั้งร้าน : ไปทางขึ้นดอยสุเทพ เลี้ยวซ้ายหน้าร้านขายดอกไม้ครูบาศรีวิชัย เจอป้ายร้านแล้วเลี้ยวซ้ายเลย, เชียงใหม่ Thailand
พิกัด GPS : 18° 48' 40.01" N 98° 56' 49.17" E


เรื่องมีอยู่ว่า...เมื่อคืนนี้ ป๋าจะพาเพื่อนๆ ป๋า ซึ่งเป็นเจแปนนิสออริจินอลไปกินอาหารเมืองเหนือในมื้อค่ำค่ะ



...แต่ป๋าไม่รู้ว่าจะพาไปที่ไหนดี เลยให้ข้าน้อยหาให้หน่อย...(ข้าน้อยหาร้านให้ได้นะ แต่เรื่องอร่อยไม่รู้อ่ะ เพราะข้าน้อยเป็นคนทานจืดได้ เลยมีลิ้นประเภทจะเหมือนจระเข้หน่อยๆ แฮะ เลยการันตีไม่ได้ เอาเป็นว่ายังไม่เคยเจอร้านประเภท เจี๊ยม่ายล่ายลังจาย ล่ะกัน)



ตอนแรกข้าน้อยว่าไปกินเฮือนเพ็ญไหม (ที่เคยพาเพื่อนจากกรุงเทพไปกิน) เพราะการตกแต่งร้านก็สวยดี คนแก่ๆเขาน่าจะชอบ...ปรากฎว่าพอโทรไปจองโต๊ะ...โทรตั้งแต่ 9 โมงเช้ายันบ่าย 3 ก็ไม่มีใครรับสายงับ!? (หมายถึง เว้นช่วงการโทรเป็น 9 เที่ยง บ่าย 3 นะ ไม่ได้โทรติดต่อกันยาว)



นี่ตรูโทรไปติดบ้านร้าง หรือร้านมันขายดีมากจนพนักงานไม่มีเวลารับโทรศัพท์หว่า?



และพอดีเมื่อยายมาถามว่า จะพาเขาไปกินร้านไหม (ยายไม่ได้ไปด้วยหรอกงับ แต่เรื่องลูกหลาน แกก็ถามด้วยความเป็นห่วง) พอบอกว่าร้านเฮือนเพ็ญ ยายถึงกับส่ายหน้ายี้เลยว่า บ่จ๊ายหาลำ (แปลว่า ไม่ใช่จะอร่อย ขนาดเป็นคนเมืองแต้ๆ ยังว่าไม่อร่อยเลย) ก็เลยเป็นอันว่ายกเลิก ไม่โทรไปแล้ว (ตอนจะยกเลิก หาเจอเบอร์โทรมือถือเจ้าของร้านพอดี แต่มาเจอยายว่าอย่างนี้ก็เป็นอันเลิก)



...แล้วก็เลยหาร้านใหม่งับ คราวนี้ลองไปดูในพันทิปชวนชิมดู ก็ปรากฎสนใจ...ร้านเฮือนห้วยแก้ว เห็นภาพรีวิวมีน้ำตกชมบรรยากาศ แถมก็เป็นอาหารเหนือ ที่จอดรถง่ายด้วย เข้าเงื่อนไขดี ก็เลยให้ป๋ามาดู ป๋าก็โอเช เลยโทรถามราคาก่อน พนักงานบอกว่า ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 70 บาท...



...เลยหันกลับไปถามป๋าให้แน่ใจอีกทีว่าจะเอาอยู่ไหม ป๋าก็ว่าจะเอาอยู่ เพราะเห็นบรรยากาศใช่ได้ ก็เลยโอเค จองโต๊ะไป 6 คนโลด



แล้ว 6 โมงเย็น ก็ออกเดินทางจ้า



ร้านอยู่ก่อนถึงอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ทางขึ้นดอยสุเทพ เลี้ยวซ้ายผ่านร้านขายดอกไม้ ก็จะเจอซอยมีป้ายไฟนีออน บอกให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปแค่อึดใจเดียว ไปยังที่จอดรถของทางร้านเลย



ปล.ในภาพบอกว่าร้านอาหารเหนือ ทำไมมีทอดมันสุพรรณได้ฟ่ะ?









ทางเข้าร้านตกแต่งอลังการงานสร้างเสียจริง





เคาน์เตอร์ฟรอนต์ (แต่ไม่มีพนักงานต้อนรับ?)



ร้านตั้งอยู่ริมน้ำตก ทำให้ลักษณะของร้านต้องตั้งสโลปไปกับความชันของพื้นที่ ทำให้ร้านมีบันไดมากนะงับ ใครพาคนเฒ่าคนแก่ไปด้วย ก็ช่วยจูงท่านหน่อยล่ะกัน



ระเบียงทางเดินเข้าไปยังตัวร้าน อย่างกะเวทีแคตวอทต์แนะ





ร้านนี้มีบริเวณโต๊ะอยู่ 3 แบบนะค่ะ



แบบ indoor จะเอาไว้ใช้จัดงานเลี้ยงใหญ่จริงๆ ประเภทงานแต่งงานประมาณเนี้ย เป็นห้องมีกระจกกั้นเสียงไม่ให้ดังไปรบกวนคนข้างนอก มีเวทีดนตรีด้วย (แต่ส่วนนี้ปิดเอาไว้ ในกรณีโต๊ะไม่พอถึงจะเปิดห้องส่วนนี้จริงๆ)



แบบ outdoor ก็ไม่มีหน้าต่าง เห็นวิวน้ำตกชัดเจนที่สุด (แต่วันนั้นฝนตกก็ต้องทำจาย) (ไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะส่วนนี้ก็ปิด เพราะฝนตก แถมถ่ายมา รูปไม่สวยอีก) ในส่วนนี้จะแบ่งเป็นชั้นๆ ตามความลาดชันของพื้นที่ค่ะ



และก็แบบ in & outdoor คือ อยู่ในภายในอาคาร แต่นั่งติดระเบียงชมวิวน้ำตกได้ เพียงแต่ไม่ใกล้ชิดเท่าแบบ outdoor ค่ะ



ซึ่งตอนมาถึง พนักงานเขาก็ถามว่าจะเปลี่ยนโต๊ะไหม เพราะแขกไม่ได้เต็มร้าน สามารถเปลี่ยนได้อยู่ ก็เลยเลือกไปนั่งแบบที่ 3 บริเวณทิศใต้ของร้านค่ะ นั่งกันบนชั้นสองที่เขาทำเป็นระเบียงยื่นออกไปชมวิวริมธารน้ำตก...



เสียดายมาว่ามาตอนกลางคืน เลยมองไม่เห็นวิวอะไรเลยอ่ะร้านนี้สมควรมากินตอนกลางวันมากกว่าแฮะ



ในร้านมีดนตรีแบบ outdoor ด้วยนะค่ะ แต่ไม่เล่นเพลงเหนือ (ซะงั้น) มีลำโพงกระจายเสียงไปตามจุดต่างๆ เล่นพอน่าฟัง ไม่รำคาญเป็นผับเธคมากนัก





ระหว่างบันไดทางเดินก็มีการตกแต่งน้ำตกจำลองด้วย



...แต่น้ำเยอะไปหน่อยไหม เลอะบันไดจนเกือบลื่นได้เลยเนี่ย





น้ำตกงับ จัดไฟน้อยไปหน่อย ปรับโหมดถ่ายกลางคืนก็ได้ภาพแค่เนี้ยแหละ วิวจะเห็นน้ำหลากจริงๆ คงต้องมาช่วงหน้าฝนล่ะ





ตอนแรกเราถามทางร้านว่า นั่ง outdoor ยุงเยอะไหม (เพราะเคยไปกินท่าจีนวังจันทร์ ยุงอย่างชุมเลย) เขาก็บอกว่า...มีบ้าง เพราะนั่งข้างนอกต้องมีอยู่แล้ว (ก็ดีนะที่เขาบอกตรงๆ ไม่ได้บอกว่าไม่มี)



แต่ป๋าก็ยืนยันว่านั่ง outdoor นี่แหละ ไม่เป็นไร หน้าหนาวยุงมันหนาว ไม่บินมากัดหรอก (ตรรกะป๋าเรา)



...ก็ปรากฎว่า ไม่มีจริงๆ ค่ะ ไม่มีมากัดซะตัว แถมไม่ต้องมีมาจุดยากันยุงด้วย (ที่ร้านท่าจีนฯ ขนาดจุดยังเอาไม่อยู่เลย)...ก็เลยโอเค นั่งสบายไป



เมนูอาหารบางอย่างข้าน้อยถ่ายมาไม่ครบนะงับ บางรูปขนาดปรับแล้วยังไม่สวยก็มี ถ่ายไม่ได้เพราะเกรงใจผู้ใหญ่ที่มาด้วยก็มี ก็จะเลือกมาเพียงบางส่วนนะงับ



มากับแขกญี่ปุ่น เขาไม่สั่งน้ำผลไม้อย่างบ้านเรา เจแปนนิช เขาสั่งน้ำชากับเบียร์มางับดีที่ร้านมีชาเขียวด้วย



แก้วดินเผาใส่ชา รูปช้างอย่างน่ารักเลย แขกญี่ปุ่นชอบมาก เขาบอกว่าเคยไปขี่ช้างด้วย...แต่ไม่หนุกเลย เพราะหวาดเสียวกลัวตกหลังช้า (มันโยกเยกเอยนี่นา) แต่ยังไงเขาก็รักช้างนะ แล้วก็ทึ่งกับช้างวาดรูปด้วย คงเพราะเป็นสัตว์ที่ไม่มีในญี่ปุ่นนั่นเอง



มากินอาหารเมืองก็ต้องสั่งออร์เดิร์ฟเมืองก่อนงับ...แต่ที่น่าตกใจคือ



ร้านนี้ ไม่มีข้าวเหนียว!?



เฮ้ยเป็นไปได้ยังไง เราถามพนักงานสองรอบแล้ว เขาก็บอกว่าในเมนูไม่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าหมด สองคนไทย(ป๋ากับข้าน้อยถึงกับอึ้ง) อาไรว้า ไม่มีข้าวเหนียวแล้วมันจะเป็นอาหารเหนือได้ไงเนี่ย



ที่สุดก็ต้องสั่งข้าวสวยมาโถหนึ่งงับ มองในแง่ดีว่า แขกญี่ปุ่นเขาจะได้ไม่งงว่าจะกินข้าวเหนียวยังไง (แขกคนหนึ่งขอสั่งตะเกียบมาด้วย บอกว่าใช้ช้อนส้อมไม่ถนัด)





ในภาพนี่ ไม่ใช่เขาให้มาเท่านี้นะงับ แต่ข้าน้อยถ่ายตอนโช้ยกันไปแล้ว ขนาดว่าโช้ยกันไปเยอะขนาดนี้ แขกญี่ปุ่นถึงกับหน้าเขียวพอกับน้ำพริกหนุ่มเลย เพราะน้ำพริกหนุ่มเผ็ดมาก เผ็ดชนิดที่คนเหนืออย่างข้าน้อยยังกินนิดเดียวเลย แล้วคนญี่ปุ่นที่ไม่เคยกินเผ็ดเลยจะทำหน้าขนาดไหน (คือเขาแบบเต็มที่กับชีวิต จิ้มน้ำพริกหนุ่มเข้าไปเต็มช้อนเลยอ่ะ)



ป๋าเลยต้องรีบแนะให้เขากินข้าว ผัก หรือแคบหมู แก้เผ็ดแทนงับ แล้วถึงสั่งเมนูที่ไม่เผ็ดมาแก้สถานการณ์(อย่างด่วน)



แต่ก่อนหน้านี้ก็สั่งแกงแคไปแล้วนะงับ เห็นสีสันแล้วแขกญี่ปุ่นถึงกับหน้าซีด ยังดีว่ามีคนหนึ่งพอกินเผ็ดได้ ก็เลยโช้ยเฉพาะผักเข้าไป แต่ซดน้ำแกงนั้นมิกล้า กลัวเผลอเป็นอย่างที่ซัดน้ำพริกหนุ่มเข้าไปเต็มเหนี่ยว





ไส้อั่ว





แล้วอาหารช่วยกู้หน้าก็มาแล้วงับ นั่นคือ แกงฮังเล



แกงฮังเลที่นี่พิเศษหน่อย ไม่ค่อยเน้นมันหมูมากนัก(เหมาะกับคอสุขภาพ) ไม่มีกระดูกหมูมาขัดจังหวะการกิน แถมเสริมด้วยถั่วลิสงเข้าไปด้วย รสชาติไม่มันเลี่ยนจนเกินไป



หลังจากใช้อาหารเมืองพอกู้หน้าได้แล้ว ป๋าก็เลยคิดว่าสั่งอาหารที่ดูจะเป็นญี่ปุ่นมาหน่อยดีกว่า แขกญี่ปุ่นจะได้กินไปเบาใจไป ไม่หวาดผวาในความเผ็ด



แกงจืดสาหร่าย (อันนี้ตักแยกถ้วยเล็กออกมานะ ไม่ใช่มีเสิร์ฟมาแค่นี้)





สั่งไปแกงจืดเดียว แป็บเดียวก็กินจนหมด เลยสั่งอีกแกงจืดหนึ่งมาเสริมค่ะ



แกงจืดปลาหมึกยัดไส้ (แต่แขกญี่ปุ่นตักกันอย่างเร็ว ไม่เหลือปลาหมึกให้ข้าน้อยเลยอ่ะเอ็งเป็นคนพาเค้าไปกิน ยังจะบ่นอีก = = " )





ไข่เจียวหมูสับ เอามากินแทนข้าวเลย เพราะอิ่มข้าวแย้ว





กินหนักเสร็จ ก็ส่งท้ายด้วยผลไม้ มีเป็นเบสิก แตงโม สับปะรด เสริมด้วยสาลี่ และแอปเปิ้ล





น้ำแตงโมปั่น แก้วละ 40 บาท



กินกันไป 6 คน เมนูเกือบ 10 อย่าง ก็หมดไป 1,469 บาท งับ



...ร้านนี้ราคาแพงแบบราคาฝรั่ง ถือว่าบวกค่าบรรยากาศด้วย จะไปกินต้องเตรียมอัฐไปให้มากพอเน้อ





ตบท้ายด้วยห้องน้ำงับ (ไว้ตอนท้ายๆ แม้ตอนไปถ่ายรูปจะไปถ่ายระหว่างรออาหารก็ตาม) ห้องน้ำก็ถือเป็นหัวใจสำคัญของร้านอาหารด้วยนะงับ



ห้องน้ำอย่างสวยเลย แถมข้างนอกมีที่นั่งพักสูบบุหรี่ด้วย (ร้านไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่ที่โต๊ะอาหารค่ะ)





ห้องน้ำแต่ละส่วนมี 2 ห้องค่ะ...ที่ดูน่ารักก็คือ ประตูปิดแบบไทยๆ นี่แล





เวลาปิด-เปิดนั้น ให้เราดึงบานประตูเข้ามาให้ปิดสนิท แล้วค่อยสอดกลอนนะค่ะ ตัวไม้กลอนนั้นทำออกมายาวพอดี และมีขอบประตูกันไม้กลอนตกด้วย เวลาประตูปิดเข้ามา ไม้กลอนจะตั้งเฉียง 45 องศา ไม่ต้องใช้น็อตยึด ก็ไม่ทำให้กลอนตก ฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่ามันจะตกลงใส่เท้าทั่นแต่อย่างใด



...สงสารก็แต่แขกต่างชาตินี่แหละ มาเจอประตูแบบนี้ อาจทำให้มึนงงได้





ต่อไปคะแนนของร้านอาหาร



รสอาหาร



สถานที่



บริการ




ต่อไปเป็นข้อเสีย-ดีของร้านค่ะ (ติก่อนค่อยชม คนฟังจะรู้สึกดีกว่า ชมแล้วติ)



ข้อเสียของร้าน

- ไม่มีข้าวเหนียว!

- เสิร์ฟอาหารช้า (ไม่มากนัก)

- ส่วนบริการแขก กับ ส่วนเก็บล้างทำอาหาร ควรจะมีการตกแต่งนำฉากมากั้นให้สวยและแยกมีกิจลักษณะหน่อย คือบางทีแขกนั่งกินข้าวแล้วเห็นมีโต๊ะวางจานชามที่กินแล้วบ้างล่ะ เห็นคนนั่งล้างจานบ้างล่ะ ดูแล้วเป็นภาพไม่ค่อยดี ทำลายบรรยากาศนะค่ะ



ข้อดีของร้าน

- บรรยากาศวิวดี ไม่มียุง (แต่ควรมาชมวิวตอนกลางวันจะสวยกว่า)

- บริการดี พนักงานคอยเติมน้ำ คอยถาม ดูแลลูกค้าดี

- ห้องน้ำสะอาด ตกแต่งสวยงาม

- การตัดโต๊ะ สถานที่ รองรับได้ทุกสถานการณ์

- ที่จอดรถกว้างขวาง




Create Date : 12 มกราคม 2554
Last Update : 12 มกราคม 2554 16:45:48 น.
Counter : 5275 Pageviews.

5 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

สาวเหนือเซาะกิ๋น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวย ถึก และบึกบึน