"แล้วมันก็ผ่านไป"
Group Blog
 
All blogs
 

ดีกับคนนอก ร้ายกับคนใน

เคยเป็นกันไม๊คะ เวลาอยู่บ้าน ก็พูดไม่ค่อยดีกับคนที่บ้านซักเท่าไหร่ !!! Smiley

เคยเป็นกันไม๊คะ เวลาอยู่นอกบ้าน พูดดีกับทุกคนเลย !!! Smiley

มันอาจจะดูแปลกๆซักหน่อย แต่ก็เชื่อว่าคงโดนเข้ากับหลายคนเหมือนกัน โดนในแง่ที่ตัวเองเป็นคนกระทำกับคนใกล้ตัว หรือ โดนในแง่ที่ถูกคนใกล้ตัวกระทำกับตัวเอง !

คนเรามักจะไม่เกรงใจคนใกล้ตัว ก็คิดไปว่าจะต้องเกรงใจทำไม พูดแบบนี้ ทำแบบนี้ เค้าไม่โกรธร๊อกกก! หรือ อยากโกรธ ก็โกรธไปดิ ไม่เห็นจะสนใจ สุดท้ายก็ต้องมาง้อเราอยู่ดี  !!! มันเป็นพฤติกรรมที่เรียกกันง่ายๆว่า เราเห็นคนใกล้ตัว เป็น "ของตาย" ค่ะ

"ของตาย" นั้นไปไหนไม่ได้ เราจะทำอะไรกับเค้าก็ได้ เช่น เราเป็นลูก เราจะพูดกับ พ่อแม่ ยังไงก็ได้ เพราะสุดท้าย พ่อกับแม่ก็ต้องง้อเราอยู่ดี ก็เราเป็นลูกบังเกิดเกล้า เป็นลูกรักนี่นา  ส่วนบางคนก็เป็นกับแฟนค่ะ หลังจากคบกันมานานก็หมดความเกรงใจ ยิ่งเปลี่ยนแปลงสถานภาพ จากแฟน กลายเป็นสามี หรือ ภรรยา ยิ่งแล้วใหญ่ ความเกรงใจหายไปไหนหมดไม่ทราบ ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ นึกอยากพูดอะไรก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะได้เป็นฝ่ายกุมอำนาจในบ้านก่อนกัน

ส่วนคนนอกบ้านนั้น เราถือว่า เค้าเป็น "ของเป็น" เพราะเราไม่รู้เลยว่า เค้าจะคิดยังไงกับเรา รู้แต่ว่า เราต้องพูดดี ทำดีไว้ก่อน เพื่อผลประโยชน์ของเราเป็นที่ตั้ง เรียกได้ว่าอยู่บ้านเป็นมารร้าย แต่พออยู่นอกบ้านจำแลงกายเป็นนางฟ้า เทวดาซะอย่างนั้น !

เคยได้ยินนิทานเรื่องลูกสองคนไม๊คะ เรื่องนี้ได้ฟังมาจากคนใกล้ตัว ฟังแล้วก็เลยกลายเป็นเรื่องเตือนใจตัวเองไม่ให้ละเลยคนในครอบครัวได้ดีจริงๆค่ะ

    เรื่องมันมีอยู่ว่า มีลูกชาย 2 คน เลี้ยงดูแม่ที่แก่แล้ว ลูกชายคนแรก เป็นคนดี ขยันทำมาหากิน เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ คอยดูแลแม่มาตลอด ให้เงินแม่ใช้ทุกเดือน ส่วนลูกชายคนรอง งานการไม่ทำ ไถเงินแม่ใช้ (เงินที่ได้จากลูกชายคนโตนั่นแหละ)  แล้วยังดื่มเหล้าทุกวัน ไม่เคยอยู่บ้าน ไม่เคยดูแลเอาใจใส่แม่เลย

   แต่แล้ววันหนึ่ง ลูกชายคนแรกก็มีปัญหาเรื่องเงิน ไม่สามารถให้เงินแม่ใช้ได้ในเดือนนี้ ส่วนลูกชาย คนรองไถเงินจากแม่ไม่ได้ ก็เลยหยุดกินเหล้านั่งอยู่บ้านเฉยๆ เรื่องมันกลายเป็นว่า แม่ลุกขึ้นมาต่อว่าลูกชายคนแรก ข้อหาไม่เอาเงินมาให้แม่ใช้ ต่อว่ายังไม่พอ กลับยกลูกชายคนรองขึ้นมาชมต่อหน้าลูกชายคนแรกซะด้วย ชมว่าลูกชายคนรองกลับตัวเป็นคนดี เลิกกินเหล้า อยู่บ้านดูแลแม่ !! (ดูแลตรงไหนเนี่ย แค่นั่งเฉยๆ เพราะไถเงินแม่ไปซื้อเหล้ากินไม่ได้เท่านั้นเอง ฮาาา  Smiley )

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า บางคนทำดีมาตลอด แต่เรามักไม่เห็นคุณค่า แต่กลับบางคนไม่เคยดีกับเราเลย ทำดีขึ้นมาครั้งเดียว (ไม่รู้ดีจริงรึเปล่าด้วย) เรากลับรู้สึกชื่นชมเค้ามากๆ

ก็คงต้องถามตัวเองว่า เราเป็นคน "ดีกับคนนอก ร้ายกับคนใน" รึเปล่า?

ให้ความสำคัญกับคนใกล้ตัวคุณมากๆนะคะ โดยเฉพาะ ครอบครัว เพราะคงไม่มีคนนอกที่ไหนรักและหวังดีกับคุณได้มากเท่ากับคนในครอบครัวอีกแล้วล่ะค่ะ

หรือ ถ้าคุณเป็นฝ่ายโดนกระทำ คุณพร้อมที่จะให้อภัยคนที่คุณรักได้หรือเปล่าคะ บางครั้งเราอาจต้องมาสำรวจตัวเองว่า การกระทำของเรา มันอาจเป็นสาเหตุให้คนใกล้ตัวคุณหมดความเกรงใจในตัวคุณก็เป็นได้

เปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่เปลี่ยนได้ที่ "ใจ"ของคุณเองค่ะ

 Smiley

 




 

Create Date : 19 มีนาคม 2556    
Last Update : 19 มีนาคม 2556 17:21:14 น.
Counter : 3052 Pageviews.  

ปวดหลัง ! ทำไงดี ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เคยปวดหลัง ปวดเอว ปวดไหล่ ปวดคอ กันบ้างไม๊คะ ?

ในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ และยุคที่ tablet ครองเมือง

ตลอดจนโทรศัพท์ smartphone ที่ทำให้ผู้คนก้มหน้าก้มตาอยู่ที่หน้าจอ

การใช้อิริยาบถในชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง ตลอดจนการทำงานหนักทั้งหลาย

ส่งผลให้คุณมีอาการปวด ปวด ปวด แบบเรื้อรัง เป็นๆหายๆ บางคนเป็นไม่หายมาหลายปี

 

ฉันก็เป็นค่ะ !!!

เป็นแบบเรื้อรัง เป็นมานานแล้ว เริ่มจากการยกของหนักตอนย้ายบ้าน ตอนนั้นซ่าส์มาก คิดว่ายกของแค่นี้ธรรมดา !! แต่มันไม่ธรรมดาซะแล้ว เมื่อฉันมีอาการปวด และเจ็บแทบขาดใจ ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวอีกนะคะว่า มันไม่ใช่แค่ปวดหลังธรรมดา แต่มันเป็นอาการของ "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท"

ตอนนั้นโชคดีที่สนใจเล่น โยคะ ทำให้อาการมันบรรเทาลง แต่พอไม่ได้เล่นโยคะ แล้วใช้อิริยาบถที่ผิดๆ เมื่อนั้นความปวดก็มาเยือน !!! มันเจ็บจนน้ำตาร่วงจริงๆค่ะ แค่จาม ก็ชักดิ้นชักงอแล้ว ทรมานสุดๆ

จนกระทั่งได้หนังสือ 14 ลีลาแก้ปวดหลังมา คราวนี้เหมือนได้ยาถูกโรค หลังจากที่ลองทำ อาการปวดก็ค่อยๆหายไป แต่ถ้าช่วงไหนละเลยไม่ทำ ความปวดก็มาเคาะประตูถามหาทันที ทำไงได้คะ เราใช้ร่างกายแบบตามใจตัวเอง ไม่ค่อยทะนุถนอมมัน ตอนนี้ก็เลยต้องเอาใจใส่กันมากหน่อย ไม่ขอโฆษณาหนังสือมากมายนะคะ แต่ถ้าใครมีอาการปวดหลังเรื้อรัง แนะนำหนังสือเล่มนี้เลยค่ะ

ร่างกายเป็นของยืมโลกมาใช้ เสมือนยืมรถยนต์คนอื่นมาขับ ใช้ไปใช้ไป ก็ชอบหลงคิดว่าเป็นของเราอยู่เรื่อยเลย แถมยืมมาแล้ว ยังใช้แบบไม่รักษาอีก !!

เวลาที่เราเจ็บป่วย เวลานั้นเราไม่เคยร้องขออะไร นอกจากขอให้เราหายเจ็บ หายป่วย

แต่พอเวลาที่เราหายดีแล้ว เราก็ลืมความรู้สึกนั้นไป และทำตามใจตัวเองเหมือนเดิมอีก

ขอให้มีสติ อยู่กับอิริยาบถในชีวิตประจำวันมากๆนะคะ

"อโรคยา ปรมาลาภา" ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ จริงๆค่ะ

Smiley




 

Create Date : 18 มีนาคม 2556    
Last Update : 18 มีนาคม 2556 17:55:31 น.
Counter : 1563 Pageviews.  

สาเหตุของการไม่มีสมาธิ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ

ช่วงนี้ทำงานด้วยจิตใจที่ขาดสมาธิ ใจไม่จดจ่ออยู่กับงานเลย ทำนู่นนิด ทำนี่หน่อย จึงเกิดความสงสัยว่า ทำไม่เราไม่มีสมาธิทำงานเลยน๊าา ??? ว่าแล้ว ก็เข้า Google พิมพ์คำถามไปว่า "ทำยังไงให้มีสมาธิ" (สมาธิมีหลายระดับ หลายรูปแบบ ในบล็อกนี้ขอเน้นเป็นสมาธิกับการทำงานในชีวิตประจำวันนะคะ)

คำตอบที่เรียงตัวออกมาด้วยความรวดเร็ว แต่ฉันก็สะดุดตากับผลการค้นหา ลำดับที่ 2 คือ "สาเหตุของการไม่มีสมาธิ จาก ธรรมจักร เว็ปธรรมมะออนไลน์" เข้าอย่างจัง ที่สนใจ เพราะ ฉันอยากมีสมาธิ แต่ฉันไม่เคยทราบเลยว่า แล้วอะไรเป็นสาเหตุให้ขาดสมาธิล่ะ ก่อนจะรู้วิธีการแก้ปัญหา มารู้สาเหตุของปัญหากันก่อนไม๊ ?

จากเรื่องนี้ ทำให้ระลึกถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเรื่อง "อริยสัจ 4 "

1. ทุกข์ คือ ความทุกข์

2. สมุทัย คือ สาเหตุของความทุกข์

3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์

4. มรรค คือ หนทางแห่งการดับทุกข์

นี่ฉันเล่นอยากได้ มรรค หรือหนทางแห่งการดับทุกข์ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ สมุทัย หรือ สาเหตุของความทุกข์เลยนะนี่ ออกจะข้ามขั้นไปหน่อย ว่าแล้วมาลองดู สาเหตุของการไม่มีสมาธิหน่อยซิ

สาเหตุของการไม่มีสมาธิ

1. ขาดความสนใจในสิ่งที่ทำ

2. สนใจในสิ่งที่ทำมากจนเกินไป

3. สนใจหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน

4. ความเป็นคนหัวดี ปัญญาดีทำให้คิดไปที่อื่นเร็ว

5. จิตครอบงำด้วยนิวรณ์ (นิวรณ์ 5 คือ ความพอใจในกาม, ความผูกพยาบาท, ความง่วงเหงา หาวนอน, ความคิดฟุ้งซ่าน, ความลังเลสงสัย ค่ะ)

 แค่ข้อแรกกระเด้งขึ้นมา ก็โดนฉันเข้าอย่างจังเลยค่ะ ที่ฉันขาดสมาธิ ก็เพราะข้อแรก คือ ขาดความสนใจในสิ่งที่ทำนี่หละ เป็นสาเหตุใหญ่  เรียกได้ว่า ขาดคุณสมบัติ สู่ความสำเร็จข้อแรก ที่ว่าด้วยเรื่อง อิทธิบาท 4 ค่ะ

อิทธิบาท 4 คือ ธรรมะที่ใช้ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ได้แก่

1. ฉันทะ คือ ความชอบใจ ความพอใจ

2. วิริยะ คือ ความขยันหมั่นเพียร

3. จิตตะ คือ ความจดจ่ออยู่กับงาน

4. วิมังสา คือ ความหมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญในงาน

 ได้ทราบแล้วว่า ตัวเองขาดฉันทะ หรือความสนใจในงานที่ทำนี่เอง ดังนั้นจึงต้องเพิ่มความสนใจเข้าไปเข้า ฉันจึงเพิ่มพลังด้านบวกด้วยการระลึกว่า งานที่ฉันทำ เป็นประโยชน์ให้กับใครได้บ้าง ฉันเชื่อว่างานสุจริตทุกงาน ก่อให้เกิดประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น ไม่มากก็น้อยค่ะ ถ้าเพื่อนคนไหนที่เจอปัญหาเดียวกับฉัน คือ ขาดความสนใจในงานที่ทำ ลองหาอุบายในการเพิ่มพลังบวกในการทำงานดูนะคะ

  ทีนี้เมื่อรู้สาเหตุแล้ว และได้ลองแก้ปัญหาแล้ว คราวนี้มาลองดู การสร้างนิสัยให้มีสมาธิในชีวิตประจำวันกันดูค่ะ เป็นการแก้นิสัยกันระยะยาว

การสร้างนิสัยให้มีสมาธิในชีวิตประจำวัน

1. สร้างนิสัย "ลงมือทำทันที"

2. สร้างนิสัย "เรียนล่วงหน้า" มิใช่แค่ "เรียนตาม"

3. สร้างนิสัยมุ่งมั่นว่า "ถ้าทำไม่เสร็จจะไม่ใส่ใจอะไรอื่น"

4. จัดลำดับของเรื่องที่จะทำก่อนลงมือ

5. หัดคิดทีละเรื่อง โดยให้เจาะลึกในเรื่องนั้นๆ อย่างผิวเผิน

6. สร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะแก่การมีสมาธิ

7. รู้จักพักเป็นช่วงๆ

8. สร้างความเต็มใจและจริงใจที่จะทำสิ่งนั้นๆ

9. พยายามหัดคิดในเรื่องสร้างสรรค์

10.เลิกนิสัยมากเรื่องในการจะทำอะไรสักอย่าง

จาก 10 ข้อนี้ โดนฉันเต็มๆหลายข้อเหมือนกันค่ะ ที่ว่าโดนเนี่ย หมายถึงโดนในกรณีที่ฉัน ไม่ค่อยได้ทำนะคะ 555 เช่น เขาให้พักเป็นช่วงๆ ฉันก็มักจะพักเกือบทุกช่วง หรือ เรื่องนิสัยมากเรื่องในการทำงาน ฉันก็เป็นบ่อย กว่าจะทำอะไรได้ซักอย่าง ต้องมีอุปกรณ์พร้อมซะก่อนถึงจะทำ เป็นต้นค่ะ อิอิ

  คราวนี้คงทำงานได้อย่างมีสมาธิซักทีค่ะ ต้องขอบคุณข้อมูลความรู้จากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทั้งหลายที่ร่วมแบ่งปันกันในสังคมอินเตอร์เนตด้วยนะคะ

ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับ เวปธรรมจักรค่ะ ซึ่งบทควาทที่ลงนี้ได้มาจาก พลังจิตดอทคอมอีกทีค่ะ

ขอให้เพื่อนๆทุกท่านมีสมาธิในการทำงานนะคะ และขอให้งานของเพื่อนๆประสบความสำเร็จตามใจปรารถนาทุกประการค่ะ

Smiley




 

Create Date : 16 มีนาคม 2556    
Last Update : 18 มีนาคม 2556 15:11:01 น.
Counter : 3698 Pageviews.  

ผิวงาม ด้วยศีล 5

  พี่คะ ทำยังไงให้หน้าใสคะ ?

     น้องใช้ครีมยี่ห้ออะไรเหรอ ผิวดี๊ ดี ?

     นี่เธอ ทำไงให้หน้ามันเนียนๆ ไม่มีสิวอ่ะ ?

     บอกมานะ หน้าใสแบบนี้ ไปทำเลเซอร์ที่ไหนมา ?

 ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่มีคนถามมาอยู่บ่อยๆค่ะ ตั้งแต่จำได้ ฉันไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณเท่าไหร่นัก ตอนเป็นวัยรุ่น ก็ไม่ได้มีสิวมากมาย และ ถึงมีสิว ก็ไม่เคยแกะ หรือบีบเลย ซึ่งไม่นานมันก็ยุบไปเอง แล้วก็ต้องขอบคุณ คุณพ่อกับคุณแม่ ที่ถ่ายทอดผิวพรรณที่ดีให้ แถมคุณแม่ยังให้ดูแลผิว ทาครีมบำรุงผิว มาตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย

 ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ก็แต่งหน้าบ้าง ใช้แป้งพัฟ ใช้ eyeliner บ้าง ใช้ brush on บ้าง แต่ก่อนเรียนจบ ก็หันมาใช้แป้งฝุ่นธรรมดา ลดการใช้ brush on ลง ส่วน eyeliner ก็เลิกใช้ไปเลย เพราะสงสารหนังตา 555 จริงๆแล้ว ตอนแต่งหน้า ก็สวยดี แต่ตอนที่ต้องลบเครื่องสำอางออกจากผิว กลับรู้สึกสงสารผิวอยากบอกไม่ถูก

  ตอนนี้เข้าวัย 30 แล้ว ก็ดูแลผิวหน้าตามปกติ ล้างหน้าด้วยโฟมที่ไม่มีฟอง เพราะไม่ทำให้รู้สึก ตึงผิว หลังจากล้างเสร็จ ทาครีมที่เหมาะกับเรา ทาครีมกันแดด ตอนนี้เพิ่มทาใต้ตาเข้าไปด้วย ส่วนเรื่องการแต่งหน้า ใช้แค่แป้งฝุ่น ใช้ brush on นิดหน่อย เพื่อไม่ให้หน้าซีดเป็นศพ ปัดมาสคาร่า เพราะทำให้ดูตาโตขึ้น ซึ่ง มาสคาร่านี้ เป็นแบบล้างน้ำอุ่นก็ออก ไม่ต้องมาใช้ eye remover ให้มันทรมานหนังตา

  ทั้งหมดคือการดูแลตัวเองโดยทั่วไปค่ะ เพราะฉันเชื่อว่า ถ้าหนังหน้าเราดีแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องหาแป้งมาโปะให้มันดูเรียบเนียนอีก แล้วเมื่อไม่ต้องใช้เครื่องสำอางมากมาย เราก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องสำอาง ไม่ต้องไปคลีนิกทำเลเซอร์ ทำนู่น ทำนี่ ทำนั่น ไม่ต้องทำร้ายผิว มีแต่ข้อดีจริงๆค่ะ

 ดังนั้นเวลาที่มีคนถามว่าทำอย่างไรให้หน้าใส นอกจากการดูแลผิวโดยทั่วไปแล้ว ยังมีเคล็ดลับอีกมากมายจริงๆ เช่น คุณต้องทำจิตใจให้แจ่มใสนะ, คุณต้องออกกำลังกาย, คุณต้องนอนแต่หัวค่ำ, คุณต้องไม่ดื่มแอลกอฮอล์, คุณต้องไม่สูบบุหรี่, คุณต้อง.... เยอะมากๆค่ะ

 แต่ถ้าจะเอาเคล็ดลับ ที่ทำแล้วใช้ได้ผลจริง ไม่ต้องสาธยายยืดยาวเยอะแยะ รับประกันทำแล้วผิวดีขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ คือ คุณต้อง "รักษาศีล 5" ให้ครบค่ะ รับประกันความสวยได้ภายในชาตินี้ค่ะ ถึงแม้รูปหน้าคุณจะไม่เปลี่ยนเป็น คุณอั้ม พัชราภา แต่คุณก็จะมีผิวพรรณสดใสขึ้นทันทีที่ลองทำค่ะ

ศีลข้อ 1  คุณไม่เบียดเบียนทำร้ายสัตว์

ศีลข้อ 2  คุณไม่ลักทรัพย์ใครทั้งนั้น

ศีลข้อ 3  คุณไม่ประพฤติผิดในกาม

ศีลข้อ 4  คุณไม่พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดหยาบคาย

ศีลข้อ 5  คุณไม่ดื่มสุราและเสพของมึนเมาทุกชนิด

  เพราะศีล คือ ความเป็นปกติ คุณจะมีชีวิตที่เป็นปกติ ไม่บิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนค่ะ ความเป็นปกตินี้จะช่วยให้ร่างกาย และจิตใจของคุณปกติ สิ่งที่ตามมาคือ ผิวพรรณงาม รูปร่างดี จิตใจมีความสุข

  ในสมัยพุทธกาล พระนางมัลลิกา ได้เคยทูลถามพระพุทธเจ้าไว้ดังต่อไปนี้ค่ะ

" ใน มัลลิกาสูตร พระนางมัลลิกา ได้เข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้มาตุคาม หรือ ผู้หญิงในโลกนี้ มีผิวพรรณทราม รูปร่างไม่ดี ไม่น่าดู และเหตุใด ที่ทำให้บางคนรูปร่าง หน้าตาดี ผิวพรรณงาม พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ ถูกว่าเล็กน้อยก็ขุ่นเคือง มากไปด้วยความโกรธ เมื่อกรรมนั้นให้ผล เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้เขามีผิวพรรณทราม มีรูปร่างไม่น่าดู เพราะผลของกรรม คือ อกุศลกรรม คือ ความมักโกรธ

   ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มักโกรธ ไม่ขุ่นเคืองง่าย ถูกว่าก็ไม่โกรธ เมื่อกรรมนี้ให้ผล เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ทำให้มีรูปร่าง หน้าตาดี มีผิวพรรณงาม เพราะกุศลกรรม คือ ความไม่มักโกรธ

  เหตุปัจจัยอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้บุคคลบางคนในโลกนี้ มีหน้าตาดี มีรูปร่างดี ผิวพรรณดี เพราะกุศลกรรมเช่นกัน คือ ความเป็นผู้รักษาศีล เมื่อเป็นผู้ประกอบกุศลกรรม คือ การรักษาศีล เมื่อกรรมนี้ให้ผล ย่อมทำให้เป้นผู้มีรูปร่างดี หน้าตาดี "

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณ paderm ในกระดานสนทนา,สนทนาธรรม จาก www.dhammahome.com ด้วยนะคะ (^^)ตามลิงค์ด้านล่างเลยค่ะ

http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=20898

 เคล็ดลับนี้ เมื่อใช้แล้ว จะได้ผลลัพธ์คือ ผิวพรรณงามอย่างยั่งยืน งามอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

 ลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองสิคะ !!!

Smiley

 




 

Create Date : 15 มีนาคม 2556    
Last Update : 18 มีนาคม 2556 17:59:45 น.
Counter : 1861 Pageviews.  

ทำยังไง ถึงจะมีหนังสือเป็นของตัวเอง(บ้าง)

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ

ช่วงนี้ยุ่งๆกับภารกิจงานประจำ จนทำให้ห่างหายจากการเขียนบล็อคไปพักใหญ่ๆ

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ทำงานอยู่ที่สำนักพิมพ์อมรินทร์ ก็เลยตั้งคำถามธรรมดาๆไปว่า ถ้าเรามีงานเขียน แล้วอยากส่งเข้าสำนักพิมพ์ต้องทำยังไงบ้าง?

เพื่อนก็น่ารัก พิมพ์คำตอบมาให้อย่างละเอียดเลย วันนี้ขอยกเอาคำอธิบายของเพื่อนมาแบ่งปันไว้ในบล็อคนี้แล้วกันนะคะ สำหรับคนที่อยากมีหนังสือเป็นของตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี เชิญอ่านด้านล่างได้เลยค่ะ



กรณี ทำหนังสือเอง เป็นอิสระ ได้เงินเยอะกว่า ไม่ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์เยอะ แต่เหนื่อย

ถ้าจะทำเอง ก็ลงทุนค่าอาร์ท จัดรูปเล่ม ค่าพิมพ์หนังสือ (แล้วแต่ว่าเทคนิคพิมพ์แบบไหน ยอดพิมพ์เท่าไหร่ ให้ A/E โรงพิมพ์เสนอราคามาเปรียบเทียบหลายๆเจ้า หาที่ราคาถูกแล้วก็เครดิตจ่ายตังเหมาะกับตัวเอง) แล้วก็ติดต่อผู้จัดจำหน่ายให้เป็นตัวแทนขายหนังสือให้ทั่วประเทศ เค้าจะหักค่า GP จากราคาปก คูณจำนวนเล่มที่ขายได้ (ส่วนที่เหลือก็คืนให้เจ้าของหนังสือไปเก็บเป็นสต็อกที่บ้าน)

ผู้จัดจำหน่ายก็เช่น อมรินทร์บุ๊คฯ คิดค่าGP 40% , ซีเอ็ด, โอเชี่ยนบุ๊คมาร์ท ฯลฯ

ก็รอรับทรัพย์ที่ได้จากการขายหนังสือไป ถ้าขายดีหรือขายได้เรื่อยๆ ก็จะได้เงินเรื่อยๆ อาจทุกเดือน แล้วแต่เครดิตของแต่ละราย

แต่ต้องดูว่าหนังสือเราเป็นแนวไหน มีโอกาสขายได้รึเปล่า เดี๋ยวนี้หนังสือเต็มร้านไปหมด ส่วนใหญ่ก็พวกนิยาย เพราะซื้อง่ายขายคล่อง ถ้าเป็นแนวอื่นก็ต้องดูเป็นกรณีๆไป

มีคนซื้อเรื่อยๆ ร้านค้าก็สั่งหนังสือกับผู้จัดจำหน่ายเรื่อยๆ อาจได้พิมพ์ซ้ำ เพื่อป้อนหนังสือเข้าตลาดเพิ่ม ก็รับทรัยพ์ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเลิกขายหนังสือเล่มนี้

แต่ถ้า.....เป็นหนังสือที่ขายยาก ไม่ใช่แนวตลาดหรืออยู่ในกระแส ก็จะลำบากตรงที่ อาจวางขายอยู่ในร้านได้ 3 เดือนแล้วถูกส่งคืนกลับโกดังของผู้จัดจำหน่าย กลายเป็นสต็อกในคลังที่อยู่นิ่งๆ (แต่ถ้าร้านไหนขายได้ จะสั่งของไปขายต่อก็ได้นะ ทำได้ตลอดเวลา) หนังสือก็จะเสียโอกาสการขายแหละ

คราวนี้ จะต้องหาวิธีผลักดันหนังสือออกไปที่หน้าร้านอีกครั้ง อาจด้วยการทำโปรโมชั่น ลดราคาให้คนอ่าน โดยเจ้าของหนังสืออาจต้องยอมให้ GP เพิ่มเพื่อเอาไปให้เป็นส่วนลดกับร้านและคนอ่าน เงินที่ได้ก็จะลดลง แต่มีโอกาสสร้างยอดขายและระบายสต็อก หรือใช้กลยุทธ์พวกของแจก เช่น ซื้อหนังสือแจ่มใส แถมฟรีสมุดโน๊ตลายจิดริด อะไรยังงี้ เพื่อจูงใจทั้งร้านค้าและคนอ่าน

ปัญหาที่น่ากลัวของหนังสือเล่มก็คือ สต็อกหนังสือที่ขายไม่ได้ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ให้ปลวกกินก็ใช่ที ลงทุนค่าพิมพ์ไปเยอะแล้ว ก็อาจต้องขายเลหลังลดราคาถูกสุดๆ แบบที่เราอาจเคยเห็นหนังสือราคาไม่กี่สิบบาทน่ะ หรือขายชั่งกิโลให้ยี่ปั๊วเอาไปย่อยเป็นกระดาษ

เราต้องวิเคราะห์ให้ดีว่าหนังสือของเรามีจุดเด่นอะไรบ้าง จะขายได้มั้ย จะโดนใจตลาดรึป่าว คนอ่านหนังสืออาจดูเหมือนเยอะนะ แต่มีสักกี่คนที่ซื้ออ่านหลายเล่ม หลายแนว ทำไมเค้าจะหยิบซื้อหนังสือของเรา ทำไมเค้าไม่หยิบซื้อของคนอื่น แล้วก็กลุ่มคนอ่านเป็นใคร วัยไหน วัยรุ่นมีเงินซื้อ ชอบนิยาย ซื้อได้ซื้อดี หนังสือท่องเที่ยวก็ยังขายได้ หนังสือดาราก็ได้ตามกระแสของแต่ละคน หนังสือธรรมะตอนนี้ก็ฮิตอยู่แต่ต้องดูคนเขียนด้วยว่าเป็นใคร ปกสวยมั้ย ราคาแพงไปรึป่าว เงินในกระเป๋ามีเท่าเดิมแต่รายจ่ายมากขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ ทำให้คนคิดเยอะขึ้น



กรณี ขายลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ สะดวก ง่ายไม่เหนื่อย แต่ไม่เป็นอิสระ โดนแบ่งเปอร์เซ็นต์เยอะ

• อีก วิธีหนึ่งของคนอยากมีหนังสือของตัวเองโดยไม่ต้องทำอะไรที่เราว่าไป คือ ขายลิขสิทธิ์หนังสือให้สำนักพิมพ์ ไม่ต้องตั้งสำนักพิมพ์ของตัวเอง เอางานเขียนไปเสนอสำนักพิมพ์ที่สนใจ ถ้าเค้าตกลงพิมพ์งาน หนังสือเราก็จะอยู่ในเครือของสำนักพิมพ์นั้น เค้ามีทีมงานช่วยทำให้มันเป็นรูปเล่มแล้วก็หาที่ขายให้พร้อม ไม่ต้องทำอะไร สะดวกดี เค้าจะจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ให้ แล้วแต่ว่าสำนักพิมพ์ไหนใช้วิธีไหน ที่พอจะรู้ๆมาก็มี
1. จ่ายเป็น % ของยอดพิมพ์ เช่น 3% ของยอดพิมพ์ 5,000 เล่ม
2. เหมาจ่ายเป็นก้อนไปเลย เค้าจะพิมพ์เท่าไหร่ก็แล้วแต่เค้า จ่ายตู้มให้เลยก้อนเดียว


เลือก สำนักพิมพ์ที่คิดว่าจะฝากฝังอนาคตของหนังสือเราให้เค้าดูแลได้ ทำหนังสือสวยดูดี ไม่ใช่ทำกะลั่วๆ ไม่น่าซื้อ แล้วก็มีมืออาชีพที่คอยดูแลงานขายให้ตลอดรอดฝั่ง แต่ก็จะเสียอิสรภาพของตัวเองไปนะ เค้าคิด เค้าทำ เค้าอาจฟัง แต่จะทำรึป่าว ว่าตามที่ประชุม 55

แต่ถ้าไม่ใช่นักเขียน ดัง เรื่องผลตอบแทนก็ค่อยเป็นค่อยไป ตามประสาคนที่ยังไม่มีอำนาจต่อรอง ทางที่ดี เขียนให้มีหลายๆเล่มต่อเนื่อง 555
• เท่าที่รู้ตอนนี้ หนังสือมีอายุการขายที่สั้นกว่าสมัยก่อน เพราะการแข่งขันสูงขึ้นมาก ใครๆก็แห่กันเขียนหนังสือ รอดบ้างไม่รอดบ้าง สังเกตดู หนังสือที่วางอยู่ในร้านได้นานๆ อยู่ในทำเลดีๆ มักจะเป็นของนักเขียนหรือสำนักพิมพ์ที่เรารู้จัก แต่ถ้าไม่ใช่ หนังสือก็จะหลบอยู่ตามซอกหลืบให้คนอ่านเสาะหาแทบเป็นแทบตาย (เพราะอย่างนี้ สำนักพิมพ์ถึงชอบงานสัปดาห์หนังสือไง วางขายที่บูทของตัวเองเลย ลูกค้าหาซื้อง่ายดี)

พอมีหนังสือเยอะ ก็ต้องแย่งชิงพื้นที่วางกันเอง เล่มไหนขายได้ก็ยึดพื้นที่ได้นานหน่อย เล่มไหนขายไม่ได้ก็ถูกเบียดกระเด็นโดยหนังสือออกใหม่ ไรงี้ ถ้ายังโชคดี ร้านก็เก็บไว้เผื่อหยิบออกมาขายอีก แต่ถ้าโชคร้าย ร้านก็ทำคืนผู้จัดจำหน่าย มานอนนิ่งสงบอยู่ในโกดัง

แล้วหนังสือแนวไหนที่ขายดีในตอนนี้? สังเกตง่ายๆ ตอนนี้มีหนังสืออะไรอยู่ในร้านเยอะสุด นิยาย แจ่มใสยังเป็นแชมป์อันดับหนึ่ง เพราะออกหลายเล่มมากๆ มีนักเขียนเยอะเป็นกองทัพ

ส่วนแนวอื่นๆ ที่ขายได้เรื่อยๆ เช่นท่องเที่ยว สุขภาพ อาหาร บ้านและสวน วรรณกรรม เรื่องสั้น หนังสือเด็ก (ก็แทบจะครบทุกหมวดแล้วนะ 555)

อ่อ ธรรมะก็ขายได้ติดลมบนมาหลายปีแหละ แต่ต้องเป็นธรรมะที่อ่านง่ายๆนะ ถ้าอ่านยากเมื่อไหร่ ก็เหมือนหนังสือเรียนที่หลบอยู่ตามซอกหลืบเมื่อนั้น

ต้องขอบคุณข้อมูลจากเพื่อนคนนี้มากๆ ข้อมูลด้านบนทั้งหมด ยกมาจากเพื่อนล้วนๆ หากจะทำประโยชน์ให้ท่านผู้ใดได้บ้าง ขอยกความดีให้เพื่อนคนนี้แต่เพียงผู้เดียว แต่หากผิดพลาดประการใด ผู้เขียนบล็อคขอรับเองคนเดียวค่าาา



สุดท้ายที่อยากฝากไว้ เหนือกว่าความภาคภูมิใจที่ได้มีหนังสือเป็นของตัวเอง คือ การได้เขียนสิ่งดีๆที่เป็นประโยชน์ และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ไม่มากก็น้อยค่ะ

ขอให้ความฝันของทุกท่านเป็นจริงนะค๊ะ

:)






 

Create Date : 27 สิงหาคม 2554    
Last Update : 27 สิงหาคม 2554 12:21:53 น.
Counter : 4272 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

newanatta
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Friends' blogs
[Add newanatta's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.