Life is beautiful
Group Blog
 
All Blogs
 

พม่า 3 วัน 2 คืน – หงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน - ย่างกุ้ง - สิเรียม (ตอนที่ 4.2)

จากนั้นเราก็ออกเดินทางต่อไปเพื่อไปทานอาหารกันค่ะ

ระหว่างทางพบตึกเก่า ไกด์บอกว่าเป็นตึกเก่าสมัยที่ยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษค่ะ เป็นตึกไม่กี่แห่งที่ยังไม่ได้ทำลาย



มื้อนี้เป็นอาหารจีนค่ะ แต่ไม่รู้ทำไมตั้งชื่อว่า Western Park



บรรยากาศภายในร้านค่ะ ที่เห็นลูกค้าทั้งหมดนั้นเป็นคนไทยหมดเลยนะคะ



อุปกรณ์และเครื่องเคียงมาเสิร์ฟก่อนเพื่อนเลยค่ะ



นางเอกถูกเสริฟ์มาเป็นจานแรก สลัดกุ้งมังกรค่ะ จานนี้อร่อยดี



และอาหารจานอื่น ๆ ก็ตามมา มีผักราดน้ำมันหอย เต้าหู้ทรงเครื่องแบบเซี่ยงไฮ้



ตามมาด้วย ขาหมู



และพระเอกก็ถูกเสิร์ฟ เป็ดปักกิ่งค่ะ แต่เป็ดเค้าไม่ได้แล่เพียงแต่หนังมาให้ เค้ามีเนื้อมาให้ด้วย



หลังจากนั้นก็โซ้ยอย่างเดียวเลย อร่อยมาก ลืมถ่ายรูปไปเลย

เมื่ออิ่มหนำกันแล้ว เราก็รีบเดินทางกันต่อค่ะ ไปเที่ยววัดแห่งสุดท้ายของทริปนี้ คือวัดพระตาหวานค่ะ

ระหว่างทางก็ผ่านสถานที่มากมาย เช่นในภาพนี้คือโรงพยาบาลแม่และเด็ก



และเราก็ได้ผ่านสถานทูตไทยประจำประเทศพม่าด้วย ทำด้วยไม้สักทั้งหลังเลย



มาถึงแล้วค่ะ วัดพระตาหวาน หรือ พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี ซึ่งเป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า และมีความงดงามที่สุด ทั้งพระพักตร์และขนตาที่งดงาม รวมไปถึงพระจีวรที่มีความพริวไหวสมจริง และพระบาทมีภาพมงคล 108 ประการ และพระบาทซ้อนกันซึ่งแตกต่างกับศิลปะของไทย



ซูมใกล้สุดได้เท่านี้แหล่ะค่ะ พยายามจะให้เห็นว่าท่านทรงมีขนตาด้วย

ดวงตาของท่านเป็นแก้วค่ะ สั่งผลิตมาจากประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะเลย



ทางวัดได้จัดทำนั่งร้านเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปเก็บภาพองค์ท่านทั้งองค์ได้ค่ะ



ภาพมงคล 108 ประการ ที่ฝ่าพระบาทค่ะ



เมื่อไหว้พระเรียบร้อยแล้ว เราก็พากันไปเดินชมร้านค้าที่อยู่ภายในบริเวณวัดค่ะ สินค้าส่วนมากก็จะเป็นสินค้าที่ทำมาจากไม้ เช่นไม้ฉลุ



หุ่นกระบอกอย่างนี้ ถ้าอยู่รวมกันหลาย ๆ ตัวในมุมมืด ๆ ก็ดูน่ากลัวเหมือนกันนะคะ



สิงห์ไม้ทาสีทองและมีกระจกสีประดับค่ะ



Happy Budda แกะจากไม้



จากนั้นเราเดินทางไปตลาดสก๊อตเพื่อซื้อของที่ระลึกกันค่ะ



สะพานลอยหน้าตลาดสก๊อตค่ะ ป้ายโฆษณาเต็มไปหมด นี่เป็นสะพานลอยไม่กี่แห่งที่เราได้เห็นในพม่าค่ะ



แผงขายทานาคาค่ะ เป็นแท่ง ๆ เลย



คนพม่าก็ฮิตดูหนังเกาหลีเหมือนกันค่ะ



ตอนนี้เราอยู่ในตลาดสก๊อตแล้วค่ะ สองข้างทางก็จะมีร้านขายของเยอะไปหมด ซอยเป็นล็อค ๆ เหมือนไปเดินจตุจักรเลย แต่อากาศร้อนมาก เหมือนว่าไม่มีทางลมระบายอากาศเลย



สินค้าที่ขายที่นี่มีอยู่ไม่กี่อย่างคือ ร้านขายพลอย/ทับทิม ร้านขายผ้า ร้านขายไม้สัก/ไม้หอม(ไม้กฤษณา) แกะสลัก ร้านขายหยก

ไม้หอมที่เค้าแกะสลักแกะได้สวยมากเลยค่ะ



องค์นี้เค้าขาย 5000 บาท



Happy Budda แกะจากไม้กฤษณา



เดินออกจากตลาดกันดีกว่าเพราะร้อนมากและไม่มีอะไรน่าซื้อเลย (สำหรับเรา) เดินมาก็มาเจอร้านขายทองค่ะ แต่ไกด์บอกว่าทองที่พม่าราคาแพงกว่าที่เมืองไทย และคุณภาพสู้ของบ้านเราไม่ได้ค่ะ (มิน่า เมื่อก่อนมาเอาของเราไป )



ร้านนี้เป็นร้านขายผ้าสำหรับไปตัดเสื้อหรือผ้านุ่งค่ะ



เดินออกมาด้านนอกริมถนน ที่ร้านขายผลไม้ เค้าไม่ใช้กิโลชั่งน้ำหนักเหมือนบ้านเรานะคะ ยังใช้ตาชั่งทดน้ำหนักเหมือนสมัยก่อนอยู่เลย



รถแท๊กซี่สาธารณะในพม่าค่ะ



ขณะเดินทางเพื่อจะไปสนามบิน ก็บังเอิญได้เห็นตำรวจจราจรพม่าค่ะ แต่งตัวซะเหมือนทหารในวังเลย



รถเรากำลังมุ่งไปยังเจดีย์สุเลค่ะ เจดีย์สุเลเป็นเหมือนวงเวียนหลักที่ถนนหลายสายมาบรรจบกันที่วงเวียนเจดีย์สุเลแห่งนี้



ด้านฐานเจดีย์เค้าทำเป็นห้อง ๆ ให้เช่าเปิดเป็นร้านค้าค่ะ เก๋ดี



ภาพนี้คืออาคารสถานีดับเพลิงค่ะ



ส่วนภาพนี้คืออาคารศาลากลางกรุงย่างกุ้ง



เสาแหลมสีขาวกลางภาพคืออนุสาวรีย์ประกาศเอกราช สร้างหลังจากพม่าหลุดพ้นการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษค่ะ

คงคล้าย ๆ กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิบ้านเราอ่ะ



นี่ก็เป็นตึกเก่าสมัยยังตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษค่ะ ตอนนี้เป็นอาคารของเอกชน



รถเมล์พม่าค่ะ บนรถจะถูกถอดเบาะนั่งออกเกือบหมดเพื่อให้จุคนได้เยอะ ๆ



ขำกับป้ายสัญญาณจราจรนี้ค่ะ SLOW ตอนนี้วิ่งรถในเมืองเค้าก็จำกัด
ความเร็วไม่ให้เกิน 40 กม./ชม. อยู่แล้ว ถ้าวิ่งช้ากว่านี้คงกะให้เหลือ
แค่ 20



จะได้กลับบ้านแล้ว ป่านนี้น้องหมาคงคิดถึงเราแย่เลย เข้าคิวรอ check in นานมาก ตอนแรกนึกว่าไฟดับ ที่ไหนได้..printer เสีย... กะจะอาสาช่วยซ่อมแล้ว



555 สุดท้ายเราก็ได้ถ่ายภาพด้านหน้าของภัตตาคารเรือนกการะเวกแล้ว
ถึงแม้จะเป็นภาพวาดก็เหอะ



ภายในอาคารผู้โดยสารหน้า gate ค่ะ เก้าอีหลากสีดี แต่ช่างภาพชักจะหมดแรงแล้ว ภาพเลยสั่นอ่ะ



บรรยากาศลานจอดเครื่องบินตอนขามาเงียบเหงาอย่างไร ตอนขากลับก็ยิ่งดูเงียบเหงาเข้าไปใหญ่



อาหารค่ำบนเครื่องการบินไทยของเราในวันนี้ ไม่ค่อยอร่อยอ่ะ มันชืด ๆ



หลังจากฝืนกินอาหารไป เย้ๆๆ เครื่องบินจะลงจอดแล้ว ถึงบ้านเราแล้ว



เครื่องลงประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง รับกระเป๋าแล้วก็รีบจับแท๊กซี่กลับบ้านเลย

คิดถึงน้องหมาที่บ้านจะแย่อยู่แล้วววว



เก็บตกเล็กน้อยอีก 2 ภาพค่ะ

ภาพแรกเป็นป้ายที่เสมือนใบเสร็จจ่ายค่ากล้องถ่ายภาพ

เราจ่ายไป 2 ที่เองคือที่เจดีย์ไจก์ปุ่น กับ ที่พระธาตุมุเตา



ส่วนภาพสุดท้าย คือเงินขวัญถุงที่ได้รับคืนมาจากตอนที่เราหยดเงินบริจาคที่องค์เทพทันใจบนพระธาตุอินทร์แขวนค่ะ เป็นแบงค์เก่าที่รัฐบาลเค้าเลิกใช้แล้ว



จบแล้วค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

ทริปต่อไปที่จะรีวิวคือทริป กวางเจา - ซัวเถา - เสิ้นเจิ้น - ฮ่องกงค่ะ




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2552 17:55:49 น.
Counter : 2797 Pageviews.  

พม่า 3 วัน 2 คืน – หงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน - ย่างกุ้ง - สิเรียม (ตอนที่ 4.1)

ตอนที่ 4 พาเที่ยวเมืองสิเรียมค่ะ

เมื่อคืนหลังจากรับประทานอาหารที่ภัตตาคารเรือนกการะเวกแล้วพวกเราก็เข้าพักที่โรงแรม CHATRIUM ซึ่งก็คือ NIKKO เก่านั่นเอง



สภาพห้องพักค่ะ ดีมากๆๆๆๆ ทั้งคนทั้งกล้องเลยได้ชาร์จแบตกันเต็มที่เลย

เราได้ดูทีวีไทยกันที่นี่ด้วย



วันนี้เราจะเดินทางไปเมืองสิเรียมกันค่ะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงซึ่งใกล้นิดเดียวเองเพราะรถบัสถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ไม่เกิน 60 กม./ชั่วโมง



เราต้องข้ามแม่น้ำอิระวดีออกไปด้วยค่ะ



แม่น้ำอิระวดีกว้างมากๆๆ เหมือนเอาแม่น้ำเจ้าพระยาของเรามาต่อกันอีก 3 แม่น้ำอ่ะ (ความกว้างนะคะ)



แป๊บเดียวเท่านั้นเราก็ได้มาเข้าเขตเมืองสิเรียมแล้วค่ะ (ประมาณ 45 นาที) จากย่างกุ้ง

สิเรียม ในภาษาพม่า แปลว่า "อยู่ติดกับน้ำ"



เจดีย์ที่เห็นนี้อยู่ที่เมืองสิเรียมค่ะ เป็นองค์จำลองของพระมหาเจดีย์ชเวดากองในกรุงย่างกุ้ง ที่ต้องจำลองมาไว้ที่เมืองสิเรียมก็เป็นเพราะชาวบ้านทั่ว ๆ ไปหากอยากจะไปสักการะองค์พระมหาเจดีย์ที่ย่างกุ้ง จะต้องเก็บเงินสำหรับการเดินทางและต้องใช้เวลาในการเดินทางเพราะส่วนมากมีฐานะยากจน และต้องรอใช้บริการรถโดยสารซึ่งอาจจะมีเพียง 1 หรือ 2 เที่ยว ต่อวัน การจำลององค์พระเจดีย์ชเวดากองมาไว้ที่เมืองสิเรียมจึงทำให้ชาวบ้านเมืองนี้สามารถมาสักการะพระเจดีย์ได้บ่อยตามที่ต้องการ



ใกล้ถึงที่หมายของเราในการมาเมืองสิเรียมในครั้งนี้แล้วค่ะ

ชาวบ้านแถบนี้มีสวนกล้วยกันเยอะค่ะ ร้านขายกล้วยอย่างนี้จึงมึอยู่มากทั้งสองฝั่งถนน



มาถึงแล้วค่ะ พระเจดีย์เยเลพญา หรือ เจดีย์กลางน้ำ ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยพระสงฆ์รูปหนึ่งฝันว่าที่แห่งนี้มีเจดีย์สวยงาม แล้วได้ไปทูลกษัตริย์ในสมัยนั้นเพื่อขอให้สร้างเจดีย์กลางน้ำแห่งนี้ และยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าหากมีน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น (ว่ากันว่าหากมีงานพิธีจัดขึ้นที่นี่ สามารถจุคนได้ถึง 2 หมื่นคน)



ก่อนลงเรือก็มีพ่อค้าแม่ค้ามารุมขายดอกไม้ ธูป เทียน ธง-ฉัตร กับนักท่องเที่ยวค่ะ



ลงเรือข้ามไปไหว้พระกันดีกว่าค่ะ ใช้เวลาไม่เกิน 3 นาทีในการนั่งเรือข้ามมายังพระเจดีย์เยเลพญาค่ะ



ยอดพระเจดีย์ค่ะ ภาพนี้ถ่ายเมื่อตอนลอยเรือข้ามมา



ประตูทางเข้าค่ะ ไม้ฉลุปิดทอง หรือทาสีทองไม่แน่ใจ แต่สวยมากเลย



ที่ประตูทางเข้านี้จะมียักษ์ 2 ตน นั่งขนาบอยู่ซ้าย-ขวา

คนพม่าเชื่อกันว่าหากนำมือไปลูบตามตัวยักษ์เช่น ลูบหลังแล้วจึงมาลูบหลังของตัวเอง อาการปวดหลังก็จะหายไป หากปวดที่จุดอื่นก็ให้ลูบตัวยักษ์ที่จุดนั้นแล้วมาลูบร่างกายตัวเองจะทำให้ความเจ็บปวดหายไปได้ค่ะ



มุมหนึ่งในวัดมองเห็นพระพักตร์ของพระบนหน้าบันยอดเจดีย์



องค์พระประธานในวัดค่ะ วัดส่วนมากจะทำกระจกกั้นองค์พระเอาไว้



สิ่งของที่นำมาบูชาพระจะเหมือน ๆ กันแทบทุกวัดคือ มะพร้าว กล้วย ดอกไม้ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือใบชัยชนะคะ



ส่วน Hi-light ของพระเจดีย์เยเลพญาจะอยู่ที่มุขที่ยื่นไปในน้ำด้านหลังพระเจดีย์ค่ะ เป็นที่ประดิษฐานของพระอุปคุตค่ะ

ตำนาน(ย่อ)กล่าวไว้ว่าเมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชเห็นพระอุปคุตที่ได้รับนิมนต์ขึ้นมาจากใต้สมุทรเพื่อป้องกันพระยามารทำลายการฉลองเจดีย์ พอเห็นท่านผอมแห้งจึงไม่ศรัทธาไม่น่าจะปราบมารได้จึงปล่อยช้างตกมันมาทำร้ายเป็นการทดสอบ พระอุปคุตสแสดงฤทธิ์ปราบช้างได้ พระเจ้าอโศกจึงถวายภัตตาหารแต่ใกล้จะเลยเวลาฉันแล้ว และท่านได้กล่าวกับพระอาทิตย์ว่า "หยุดก่อนเถิดท่านพระอาทิตย์ เราเพิ่งปฎิบัติกิจเสร็จและยังไม่ได้ฉันอาหารเลย" ว่ากันว่าพระอาทิตย์ก็หยุดเพื่อรอพระอุปคุตฉันอาหารจนเสร็จ พระอุปคุตจึงมองพระอาทิตย์ไปด้วยฉันอาหารไปด้วย นัยว่าห้ามพระอาทิตย์ไม่ให้เคลื่อนเกินศีรษะเพื่อไม่ให้เลยเวลาฉันเพล ดังนั้นจึงนิยมสร้างเป็นรูปพระสงฆ์ล้วงบาตรเงยหน้ามองพระอาทิตย์

ชาวพม่าเชื่อกันวันพระอุปคุตจะบันดาลให้มีกินมีใช้ไม่ขาด และมีโชคลาภ



อธิษฐานขอพรท่านเรียบร้อยแล้วก็ให้ยกก้อนหินที่วางอยู่ด้านหน้าท่าน 2 ครั้ง หากท่านรับคำอธิษฐานของเรา ผู้ยกหินเองจะรู้สึกได้ว่าการยกก้อนหินทั้ง 2 ครั้งจะมีน้ำหนักไม่เท่ากัน แต่หากไม่พบความแตกต่างก็ถือว่าจะไม่ได้ตามคำขอ ภาพถ่ายมาไม่ได้เช็คให้ดีว่าย้อนแสงและมืดไป ไม่อยากเปิดแฟลชเพราะจะสะท้อนกระจกและส่วนตัวรู้สึกว่าหากเปิดแฟลชจะเป็นการไม่เคารพต่อองค์พระน่ะค่ะ



จากมุขด้านหลังที่ประดิษฐานพระอุปคุต มองย้อนกลับไปยังฝั่งที่เราข้ามเรือมา ระยะห่างระหว่างฝั่งกับพระเจดีย์ก็ประมาณเดียวกันกับเราข้ามเรือไปเกาะเกร็ดน่ะค่ะ



ใกล้ ๆ กันนั้นก็จะพบครอบครัวชาวพม่าที่มาไหว้พระและล้อมวงนั่งกินข้าวกันดูน่ารักอบอุ่นดีค่ะ ชาวพม่ามักจะติดปิ่นโตไปที่วัดและเมื่อไหว้พระเสร็จแล้วก็จะล้อมวงนั่งกินข้าวกันอย่างนี้แหล่ะค่ะ

ไกด์บอกมาว่า ปิ่นโตที่ชาวพม่านิยมกันที่สุด แบบว่าหากถือมาแล้วเป็นอันนี้จะอินเทรนด์ ไฮโซ สุด ๆ ก็คือ ปิ่นโตสเตนเลสตราหัวม้าลาย ยี่ห้ออื่นไม่ได้นะคะ ต้องเป็นหัวม้าลายเท่านั้น



ภาพผู้คนนั่งสวดมนต์ ไหว้พระ ต่อหน้าองค์พระประธานค่ะ

แม่ชีห่มสีชมพู ดูน่ารักดีนะคะ



สิงห์ที่ปกปักรักษาพระเจดีย์เยเลพญาค่ะ

สิงห์ที่นี่เองทำให้เรารู้ว่าสิงห์ที่เฝ้าอยู่หน้าวัดต่าง ๆ ในพม่าเป็นเพศผู้ค่ะ



เมื่อนั่งเรือข้ามกลับมาจากเจดีย์เยเลพญา เราก็มุ่งหน้ากลับเข้าสู่กรุงย่างกุ้งเพื่อจะไปพระเจดีย์โบตะทาวน์กันค่ะ

ระหว่างทางก็พบวัดที่กำลังสร้างอยู่ ชาวพม่านิยมสร้างองค์พระก่อน แล้วจึงสร้างโบสถ์ครอบองค์พระค่ะ



ข้ามสะพานย่างกุ้งเพื่อกลับเข้าสู่ตัวเมืองย่างกุ้งค่ะ

เมื่อครั้งมีการประท้วงของพระสงฆ์เมื่อปีก่อน รัฐบาลต้องปิดสะพานนี้เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้ประท้วงจากเมืองอื่นเข้ามาตัวเมืองย่างกุ้งได้



มาถึงแล้วค่ะ เจดีย์โบตะทาวน์ ที่ซึ่งเป็นที่แรกที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ
จำนวน 8 เส้น ที่สองพี่น้องพ่อค้าได้รับมาจากพระพุทธเจ้า



เจดีย์โบตะทาวน์ หรือวัดเทพทันใจที่คนไทยเรารู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

โบตะทาวน์ ในภาษาพม่า หมายถึง นายทหาร 1000 นาย ตามตำนานเล่าว่าพระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญ ทรงบัญชาให้นานทหารระดับแม่ทัพตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุที่สองพี่น้องพ่อค้าวาณิชได้อัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งที่เมืองตะเกิงหรือดากองก่อนที่จะสร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากอง



มีรูปภาพและคำบรรยายตามตำนานวาดไว้ด้านบนผนังทางเข้าค่ะ

ภาพนี้แสดงตอนที่พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาของพระองค์ให้แก่สองพี่น้องพ่อค้าวาณิชค่ะ



ภาพนี้แสดงการตั้งแถวของนายทหาร 1000 นายที่รอต้อนรับและอัญเชิญพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าเข้าประดิษฐานที่เจดีย์โบตะทาวน์



นับตั้งแต่เมื่อสร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากองเสร็จแล้ว ก็ได้มีการอัญเชิญพระเกศา 7 เส้นของพระพุทธเจ้าไปประดิษฐานที่เจดีย์ชะเวดากองเหลือไว้ 1 เส้นที่เจดีย์โบตะทาวน์ค่ะ

ในภาพเป็นทางเข้าเพื่อไปชมพระเกศาธาตุค่ะ



ผนังด้านในโบสถ์จะเป็นสีทองอร่ามทั้งหมดค่ะ ลักษณะการทำลวดลายบนผนังจะคล้าย ๆ การทำลายบนดีบุกนูนต่ำ ลวดลายวิจิตรสวยงามค่ะ



ด้านบนช่องกระจกที่สามารถมองเข้าไปเห็นพระเกศาธาตุได้จะมีรูปพระเกศาธาตุ พร้อมทั้งคำบรรยายเป็นภาษาพม่าและภาษาอังกฤษไว้ค่ะ



พระเกศาธาตุ 1 เส้นที่ไม่ได้นำไปประดิษฐานไว้ที่เจดีย์ชเวดากองค่ะ



การก่อสร้างพระเจดีย์โบตะทาวน์นี้ ด้านล่างจะเป็นทางเดินวนรอบ ๆ พระเกศาธาตุที่ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง แต่มีเพียงด้านเดียวที่จัดทำเป็นกระจกเพื่อให้สามารถมองเห็นพระเกศาธาตุได้

มีพระสงฆ์นั่งสวดมนต์อยู่ในมุมหนึ่งภายในพระเจดีย์ด้วยค่ะ



เดินมาอีกมุมหนึ่งก็เห็นคุณลุงท่านหนึ่งนำมะพร้าว กล้วย ดอกไม้ และ ใบชัยชนะมาถวายองค์พระเกศาธาตุค่ะ



ส่วนผนังโบสถ์อีกด้านหนึ่ง ทำเป็นตู้จัดแสดงพระพุทธรูปและเครื่องเงินประดับอัญมณีซึ่งน่าจะเป็นของโบราณไว้ให้ชม



อาทิเช่น พระพุทธรูปค่ะ



เจดีย์องค์จำลอง ฉัตรประดับด้วยอัญมณี ฯลฯ ส่วนมากทำด้วยเงินค่ะ



ออกมาก็ได้พบมุมที่เก็บภาพองค์เจดีย์โบตะทาวน์เต็ม ๆ องค์ค่ะ



จากนั้นเราเดินต่อมาที่โบสถ์อีกหลังที่สร้างยื่นไปบนน้ำเพื่อสักการะองค์เทพทันใจกันค่ะ

เทพทันใจ หรือ นัตโบโบยี ในภาษาพม่า คือเทพหรือผีตามความเชื่อของชาวพม่าว่า นัตโบโบยี เป็นเทพที่บำเพ็ญเพียรจนมีบุญบารมี จึงมีการสร้าง นัตโบโบยี เอาไว้ในศาสนสถานสำคัญ ๆ เพื่อให้ท่านเป็นผู้คุ้มครองสถานที่สำคัญ ๆ นั้นไว้



ด้านซ้ายมือจะเป็นบริการขายสิ่งของถวายแด่องค์เทพทันใจ ก็จะเป็นมะพร้าว กล้วย ดอกไม้ และใบชัยชนะเช่นเคยค่ะ



จะมีเจ้าหน้าที่แต่งชุดขาวยืนอยู่ด้านข้างเทพทันใจ เค้าจะคอยสวดมนต์ให้เราขณะที่เราถวายของแต่องค์เทพทันใจ บทสวดจะเป็นบทสวดตามวันเกิดของเรา เช่น เกิดวันจันทร์ ก็เป็นบทสวดของวันนั้น ๆ ไป

เมื่อสวดมนต์เสร็จแล้วก็ถวายของ และเตรียมแบงค์ 2 ใบ อธิษฐานต่อหน้าองค์ท่าน จ่ากนั้นม้วนแบงค์เป็นวงกลมเล็กเพื่อสอดเข้าไปที่มือของท่านที่ชี้อยู่ แล้วดึงออก 1 ใบมาเก็บไว้เป็นเงินขวัญถุง จากนั้นก็คล้องผ้าที่มือหรือที่คอของท่าน เดินอ้อมด้านหลังท่านแล้วมาลูบคฑาที่ท่านถือไว้อีกด้านหนึ่ง เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ

สิ่งที่เราขออ่ะ ยังไม่สัมฤทธิ์ผลค่ะ แต่ว่าแอบถูกล๊อตเตอรี่เลขท้าย 2 ตัวจากแบงค์ที่ดึงออกมาจากมือองค์เทพทันใจอ่ะค่ะ



ไกด์เล่าว่า องค์เทพทันใจที่วัดโบตะทาวน์นี้มีกิริยาท่าทางต่างจากองค์เทพทันใจบนพระธาตุอินทร์แขวน นั่นก็เพราะองค์เทพทันใจที่วัดนี้ทำท่าชี้นิ้วออกไป เพื่อบอกทิศทางในการให้ไปเป็นที่สร้างมหาเจดีย์ชเวดากองนั่นเองค่ะ



เดินออกมาก็พบโบสถ์อีกหลัง ประดิษฐานพระพุทธรูปทองเหลืองค่ะ ข้อสังเกตของเราเองคือ องค์พระที่พม่า นิยมสร้างเป็นทองเหลืองเนื้อเงา ในขณะที่บ้านเรานิยมปิดทองเนื้อด้าน ซึ่งก็งดงามกันไปคนละแบบนะ



ขอตัดไปเป็น ตอนที่ 4.2 นะจ๊ะ




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2552 17:02:32 น.
Counter : 1153 Pageviews.  

พม่า 3 วัน 2 คืน – หงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน - ย่างกุ้ง - สิเรียม (ตอนที่ 3.2)

เดินทางกันต่อเลยนะคะ ไปไหว้พระหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในพม่ากันค่ะ และก่อนเข้าวัดเราก็เจอขบวนแห่งานบวชอีกแล้ว คงจะเป็นวันดีจริง ๆ



ทางเข้าค่ะ



สิงห์หน้าประตูวัดค่ะ



และนี่ แม่ค้าขายน้ำเย็นค่ะ ใช่ค่ะ เค้าขายน้ำเย็นค่ะ โดยจะมีน้ำแข็งอยู่ในถุงที่เป็นกรวยสีเขียวด้านบน พอเวลามีคนมาซื้อก็จะเทน้ำให้ไหลผ่านก้อนน้ำแข็งในกรวยและรองน้ำเย็นขายค่ะ



มาถึงแล้วค่ะ พระหินอ่อน หรือชาวพม่าเรียกเป็นหยก เป็นพระที่สลักด้วย
หินอ่อนก้อนเดียวทั้งองค์และมีขนาดใหญ่ที่สุดในพม่า



องค์พระถูกล้อมด้วยกระจกเพราะต้องการควบคุมอุณหภูมิไว้เพื่อป้องกันการเสียหายของหยกหรือหินอ่อนเพราะหากอากาศร้อนเกินไป หยกหรือหินอ่อนอาจเกิดรอยร้าวหรือแตกได้ค่ะ เลยทำให้ถ่ายภาพออกมาไม่ค่อยสวยเลย



พระสาวกแกะจากหินอ่อนเช่นกัน ตั้งอยู่ทั้ง 4 ทิศหันหาองค์พระหินอ่อนค่ะ



หันมาอีกที มาพบขบวนแห่งานบวชเด็กค่ะ ครั้งนี้เด็กเล็กมาก ๆ ยังต้องให้
คุณพ่ออุ้มเดินแห่รอบ ๆ องค์พระเลยค่ะ



คนนี้คุณพ่อบอกให้ยิ้มให้กล้องหน่อย น้องก็จัดให้ ยิ้มซะตาหยีเลย น่ารักมากค่ะ



จากที่ไกด์บอก คาดว่าครอบครัวนี้มีฐานะดีทีเดียว ขบวนแห่ยาวเหยียดเลย



ปิดท้ายด้วย 2 หนุ่มน้อยที่ขี่คอวนรอบองค์พระหินอ่อนค่ะ



แล้วเราก็ออกจากวัดพระหินอ่อนเพื่อเดินทางไปอีกวัดหนึ่ง ซึ่งประดิษฐานพระมัยมุณีองค์จำลองจากมัณฑะเลย์ องค์พระมัยมุณีที่มัณฑะเลย์จะสร้างด้วยทองทั้งองค์ แต่องค์จำลองที่ย่างกุ้งนี้จะสร้างด้วยเงินแท้ทั้งองค์ แต่ทรงเครื่องทองแท้ค่ะ



โคลสอัพใกล้ ๆ อีกสักภาพค่ะ



เดินทางกันต่ออีกแล้วค่ะ เป็นสถานที่สุดท้ายของวันนี้ที่เราจะไปเยี่ยมชมกันและเป็น Hi-light ของการเดินทางครั้งนี้ค่ะ เราจะไปสักการะองค์พระเจดีย์ชเวดากองกันค่ะ

ไกด์พาเรามาเข้าทางด้านที่ขึ้นลิฟท์ไปได้ค่ะ นักท่องเที่ยวจะต้องจ่ายค่าเข้าชมคนละ US$6



ตรงทางเข้าได้เห็นภาพนี้น่าชื่นชมมากค่ะ วัยรุ่นชายหญิงช่วยกันกวาดทำความสะอาดรอบ ๆ บริเวณพระเจดีย์กัน มิน่า วัดในพม่าจึงได้ดูสะอาดเรียบร้อย วัยรุ่นไทยควรตามอย่างเค้าเนอะ



ขณะนี้เวลาประมาณ 4 โมงกว่า ๆ ค่ะ รูปนี้ถ่ายย้อนแสง



องค์พระเจดีย์ได้รับความเสียหายจากพายุนากีส ทองบางส่วนหลุดออกจากองค์พระเจดีย์ รัฐบาลพม่าจึงต้องรีบทำการบูรณะ มุมนี้ย้อนแสงอีกล่ะ เราเปลี่ยนมุมกันดีกว่าค่ะ



บริเวณด้านใน รอบ ๆ องค์พระเจดีย์ค่ะ ส่วนมากจะตกแต่งด้วยสีทอง



มีสิงห์อยู่เยอะมากรอบ ๆ องค์พระเจดีย์ค่ะ



รอบ ๆ ฐานและยอดพระเจดีย์บูรณะเสร็จแล้ว ขณะนี้กำลังบูรณะส่วนกลางของเจดีย์อยู่ ตามกำหนดการเดิม การบูรณะน่าจะแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2009 แล้ว แต่เป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจโลก จึงทำให้ยอดเงินบริจาคไม่ได้ตามเป้าหมาย จึงทำให้การบูรณะพระเจดีย์ล้าช้าออกมาค่ะ

แต่เดิม องค์พระเจดีย์ไม่ได้ใหญ่โตอย่างเช่นทุกวันนี้ แต่เป็นเพราะกษัตริย์พม่าองค์ต่อ ๆ มา มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้มีการบูรณะและสร้างโดยนำทองคำมาสร้างเพิ่มจากองค์พระเจดีย์องค์เดิมเพิ่มมาเรื่อย ๆ จนเป็นพระมหาเจดีย์ใหญ่โตดังเช่นทุกวันนี้



ภาพแนวตั้งบ้างค่ะ



เสียดายที่ครั้งนี้ที่เดินทางไป พระเจดีย์ยังบูรณะไม่เสร็จ ไม่อย่างนั้นคงจะได้ภาพเจดีย์สีทองอร่ามสวยงามกลับมาฝากทุกคน



รอบ ๆ องค์พระเจดีย์ จะมีองค์พระ เทวดา และสัตว์ประจำวันเกิดเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสรงน้ำกันค่ะ

การสรงน้ำจะเป็นจำนวนตามกำลังวันเช่น เราเกิดวันศุกร์ ต้องสรงน้ำ 21 ขันก็ต้องเริ่มจากสรงน้ำพระพุทธก่อน 21 ขัน ตามด้วยเทพประจำวัน 21 ขันตามด้วยสัตว์ประจำวัน (หนูหางยาว) 21 ขัน และสุดท้ายคือเสาด้านหลังองค์เทพประจำวัน 21 ขัน ทำเอาเมื่อยเลย



ภาพพระ เทพ และสัตว์ประจำวันเกิดสำหรับวันศุกร์ค่ะ



บนยอดสุดของพระเจดีย์มีการประดับด้วยเพชรพลอยมากมาก มีเพชรอยู่5,448 เม็ด โดยเฉพาะชื้นบนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 1 เม็ด 72 กะรัต และทับทิม 2,317 เม็ดประดับอยู่กลางยอดด้วยค่ะ

ทุกวันช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น พระอาทิตย์จะส่องกระทบเพชรเม็ดใหญ่บนยอดและส่องประกายให้สามารถมองเห็นได้อย่างสวยงาม

แต่วันนั้นเราไม่สามารถอยู่ถึง 6 โมงเย็นได้เพราะต้องรีบออกไปร้านอาหารที่จองเอาไว้ค่ะ เสียดายมากเลย อย่างนี้ต้องไปแก้ตัวอีก



ตามตำนาน พระเจดีย์ชเวดากองนั้นสร้างเมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว (ว่ากันว่าตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชมน์ชีพอยู่) แต่นักโบราณคดีเชื่อกันว่าสร้างระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 6-10 ซึ่งสร้างโดยชาวมอญ

ตามตำนานนั้นเริ่มจากว่า มีสองพี่น้องพ่อค้า 2 คน ได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์จึงประทานพระเกศามา 8 เส้น จากนั้นสองพี่น้องก็ได้อัญเชิญพระเกศาของพระพุทธเจ้ากลับมายังพม่า แต่ตอนนั้นยังไม่ได้สร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากองขึ้น จึงอัญเชิญไปประดิษฐานที่เจดีย์โบตะทาวน์ก่อน (ซึ่งเราจะได้ไปชมกันในวันพรุ่งนี้)

เรามากราบลาองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองกันค่ะ คงต้องหาโอกาสกลับมากราบองค์พระเจดีย์ใหม่เมื่อการบูรณะเสร็จสมบูรณ์แล้ว



เรารีบเดินทางออกจากพระมหาเจดีย์ชเวดากองเพื่อไปยังภัตตาคารการะเวกที่ได้จองเอาไว้แล้ว ที่ต้องรีบเดินทางออกมาเร็วเพราะไกด์ได้ทราบข่าวมาว่าที่สวนสาธารณะอันเป็นที่ตั้งของภัตตาคารจะมีการจราจรคับคั่งมากในวันนี้เป็นเพราะพี่ ๆ พวกนี้ค่ะ ไกด์บอกว่าพวกเค้าเป็นวงร๊อคที่ดังที่สุดในพม่า ดังพอ ๆ กับอัสนี-วสันต์บ้านเราเลย แต่พวกเค้าเป็นวง คล้าย ๆ ไมโคร อ่ะค่ะ



ภาพนี้เป็นภาพทางเข้า ซึ่งเป็นท้ายเรือของภัตตาคารเรือนกการะเวกค่ะ จะมีสาว ๆ แต่ชุดแต่งกายประจำเผ่าต่าง ๆ ของพม่ายืนต้อนรับอยู่ที่ประตูทางเข้า



ในภัตตาคารเป็นอาหารบุฟเฟต์ค่ะ อาหารส่วนมากจะเป็นอาหารไทยนะมีขนมไทยด้วย แอบเห็นแม่ครัวคนไทยด้วยค่ะ เค้าเอาอาหารออกมาวางแต่ไม่ได้ถ่ายภาพอาหารมาเลยเพราะแบตเตอรี่กล้องใกล้จะหมดแย๊ว

อันนี้เป็นการแสดงบนเวทีค่ะ เป็นเด็กน้อยออกมาเต้นท่าทางเดียวกับที่คุณผู้ชายข้าง ๆ เชิดหุ่นกระบอก



มีการแสดงอีกหลายชุดค่ะ แต่เนื่องจากแบตเตอรี่กล้องจะหมดแล้วเลยไม่ได้ถ่ายภาพมา อันนี้เป็นการแสดงการเต้นค่ะ มีคน 2 คน ใส่ชุดเป็นช้างแล้วก็เต้น เดินตามโต๊ะเพื่อถ่ายภาพกับแขกในร้านและรับทิปก่อนที่จะขึ้นไปเต้นต่อบนเวที คุณแม่ได้ถ่ายภาพกับช้างด้วย และก็รีบบอกให้ถ่ายภาพเร็ว ๆ เพราะชุดช้างเหม็นมาก 555



ภาพสุดท้ายของวันนี้แล้วค่ะ ถ่ายภาพนี้เสร็จปุ๊บ แบตเตอรี่หมดปั๊บ และไม่ฟื้นอีกเลย เสียดายมากที่ไม่ได้ถ่ายภาพหัวเรือนกการะเวก เพราะต้องเดินอ้อมไปอีกค่อนข้างไกล อีกทั้งกล้องก็ไม่เป็นใจอีกด้วย





 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2552 14:39:40 น.
Counter : 715 Pageviews.  

พม่า 3 วัน 2 คืน – หงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน - ย่างกุ้ง - สิเรียม (ตอนที่ 3.1)

ตอนที่ 3 พาเที่ยวเมืองหงสาวดีกันต่อค่ะ
สัญลักษณ์ของเมืองหงสาวดีคือรูปหงส์ 2 ตัว (ตัวผู้อยู่ข้างล่าง ตัวเมียบินมาเกาะข้างบน)



กลับเข้าเมืองหงสาวดีเช้าวันนี้ พวกเราโชคดีมากค่ะ ได้พบขบวนแห่งานบวชระหว่างทาง



ตอนนี้เราจะมุ่งหน้าสู่วัดพระไฝเลื่อน หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่าวัดไจ้ท์ปอลอ (พระไฝเลื่อน)



แล้วเราก็ได้มาเจอขบวนแห่งานบวชที่กำลังเดินแห่รอบวัดอีกค่ะ ขบวนนี้มีบวชกันหลายองค์เลยรีบวิ่งลงไปถ่ายภาพด้วยความตื่นเต้นเพราะไม่คิดว่าจะได้เห็นระยะประชิดเช่นนี้



เอาละ เข้าวัดไปไหว้พระกันดีกว่าค่ะ ทางเข้าก็จะคล้าย ๆ กันเกือบทุกวัดที่เป็นที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันส่วนใหญ่ คือ จะมีร้านค้าต่าง ๆ ขายสินค้าอยู่สองฝั่งทางเข้าวัด



ด้านบนประตูก่อนเข้าโบสถ์ที่ประดิษฐานพระไฝเลื่อนค่ะ เป็นสัญลักษณ์ว่าอยู่ในกรุงหงสาวดี



พระไฝเลื่อน หรือ พระไจ้ท์ปอลอ ค่ะ ไฝจะอยู่ที่เศรียรพระ (ขมับ) ด้านขวามือ



เดินมาด้านข้างเพื่อชมไฝบนขมับขององค์พระค่ะ

พยายามถ่ายอยู่หลายภาพเพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าไฝของท่านเลื่อนหรือไม่แต่ไกด์ก็มาเฉลยค่ะว่า ไฝบนองค์พระจะเลื่อนก็เฉพาะวันดีเท่านั้นเช่น วันที่ 9 เดือน 9 เป็นต้น



ผนังด้านในของโบสถ์ค่ะ เหมือนเป็นดีบุกนูน ลวดลายวิจิตรสวยงามมากค่ะ



โฉมหน้าแบงค์ของพม่าค่ะ (สภาพแย่มาก แทบไม่อยากจับเลย เห็นแล้วก็นึกขอบคุณธนาคารแห่งประเทศไทยที่พยายามพิมพ์แบงค์ใหม่ ๆ ให้พวกเราได้ใช้กัน รักเธอประเทศไทย!)



เดินทางกันต่อเลยค่ะ มุ่งหน้าสู่วัดพระธาตุมุเตา



พระเจดีย์ชเวมอดอว์หรือพระธาตุมุเตา ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในหงสาวดีเป็นสัญลักษณ์ ยืนยันความเจริญรุ่งเรืองของกรุงหงสาวดี ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า



พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ทั้ง 4 ทิศ รอบ ๆ องค์พระธาตุมุเตา พวกเราจุดธูปเทียนไหว้พระกันตรงนี้ และเหลือธูปไว้ 1 ดอกค่ะ

เหลือไว้ทำไม..ต้องติดตามต่อไปค่ะ



องค์พระธาตุมุเตานี้ เดิมอยู่ในอาณาเขตของบริเวณพระราชวังบุเรงนอง (ซึ่งหากเป็นความจริง พื้นที่จะกว้างใหญ่มากๆๆๆๆ)

พระองค์ดำ หรือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชของไทยเราได้มาอธิษฐานจิตที่พระธาตุแห่งนี้เพื่อขอให้ท่านได้ออกจากแผ่นดินพม่ากลับประเทศไทย



จะเรียกว่าอะไรดี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปรอบ ๆ พระธาตุมุเตา



นี่คือจุดอธิษฐานค่ะ ให้นำธูปที่เราตั้งใจเหลือไว้ 1 ดอกตั้งแต่ตอนเข้ามาไหว้พระด้านหน้าองค์พระธาตุมาอธิษฐานตรงนี้



อธิษฐานอะไรก็ได้ค่ะ ถ้าโลภหน่อยก็อธิษฐานหลายข้อ จากนั้นก็ให้เอาธูป 1 ดอกนั้นมาโค้งและค้ำตามรอยต่อของอิฐ ถ้าค้ำหรือโค้งได้โดยที่ธูปไม่หักหรือไม่กระเด็นหลุดออกจากก้อนอิฐ เชื่อกันว่าคำอธิษฐานจะเป็นจริงค่ะ (คำอธิษฐานของเราที่ขอไว้เป็นจริงแล้วด้วยแหล่ะ



ตามธรรมเนียม คนพม่ามักจะเดินวนรอบองค์พระธาตุตามเข็มนาฬิกา 1 รอบ หรือ 3 รอบค่ะ

ภาพองค์พระธาตุในอีกมุมหนึ่งค่ะ



พระพุทธรูปอีกทิศหนึ่งค่ะ



มุมยอดฮิตค่ะ



ขึ้นรถต่อไปอีกนิดเพื่อเข้าชมพระราชวังบุเรงนองค่ะ จากข้อมูลที่ไกด์เล่าให้ฟัง พื้นที่บริเวณพระราชวังเดิมกว้างใหญ่มาก ใหญ่ขนาดว่าพื้นที่ขององค์พระธาตุมุเตาที่เราเพิ่งไปมากันเนี่ย เป็นส่วนหนึ่งในเขตพระราชวังเลยค่ะ

ปัจจุบัน ชาวบ้านมีการสร้างรกรากบุกรุกเขตพระราชวังกันมานานหลายสิบปี รัฐบาลจึงไม่สามารถไล่ทีพวกเค้าออกไปได้ และคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในแถบนี้จะเป็นคนโยเดีย (คำใช้เรียกคนไทยหรือคนอยุธยาในภาษาพม่า) ตอนรถบัสเราแล่นเข้าไปก็มีชาวบ้านมาแอบถามเหมือนกันว่า "คนโยเดียมาเที่ยวกันหรอ" เหมือนเค้าได้พบญาติอ่ะค่ะ



พระราชวังบุเรงนองนี้เป็นหลังใหม่ที่รัฐบาลพม่าสร้างขึ้นมาใหม่ เพราะหลังเก่าถูกระเบิดไหม้เสียหายไปทั้งหลังเหลือแต่ตอไม้



อีกภาพด้านหน้าค่ะ



ด้านในของพระราชวังค่ะ



เมื่อตอนรัฐบาลเข้ามาบูรณะพระราชวัง ได้พบเพียงไม้แผ่นนี้แผ่นเดียวที่มีสภาพสมบูรณ์ นอกนั้นเหลือเพียงตอไม้เท่านั้น



ไม้แผ่นนี้เป็นไม้สักหนาประมาณ 2 นิ้ว เค้าเชื่อกันว่าบุรุษท่านนี้ (อยู่ตรงกลาง) คือท่านบุเรงนองค่ะ



เรามาดูด้านในพระราชวังกันค่ะ นี่เป็นประตูกลางพระราชวัง เป็นไงค๊ะ ดูคุ้น ๆ กันบ้างไหม



ด้านในค่ะ เหมือนฉากพระราชวังบุเรงนองในหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเลยไหม ไกด์บอกว่าท่านมุ้ยทรงมาดูและจำลองไปเป็นฉากในหนังของท่านค่ะ



จากอาคารท้องพระโรง มองเห็นอีกด้านคือพระตำหนักของพระเจ้าบุเรงนองค่ะ พระตำหนักนี้ห้ามผู้ใดเข้าไปนอกจากพระเจ้าบุเรงนองเพียงพระองค์เดียว
เหมือนเป็นที่บรรทมของท่านอ่ะค่ะ



จากนั้นเราเดินทางกันต่อไปทานข้าวกันค่ะ วันนี้เป็นร้านอาหารอีกร้านแต่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมื่อวานที่มาทาน

จานนี้คือไก่ทอดค่ะ พ่อครัวเค้าช่างทำ แกะตัวไก่แครอทมาประดับน่ารักดีค่ะ



จานนี้หน้าตาแปลกไหมค๊ะ ไอ้ที่เหมือนไข่เจียวยักษ์ตรงกลางเนี่ยมันคือแป้งค่ะ รสชาดเหมือนปาท่องโก๋ซาลาเปาทอดบ้านเราอ่ะ ข้างล่างเป็นน้ำเหนียวข้นเหมือนน้ำราดหน้าอ่ะคะ รสชาดเฉย ๆ ค่ะ แต่หน้าตาดูแปลกดี



อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อ เรากำลังมุ่งหน้ากลับสู่กรุงย่างกุ้งกันค่ะ

ระหว่างทางแวะวัดจีนในพม่า!!

Happy Budda เทพแห่งความสุข หรือพระสังคจายน์ค่ะ



บริเวณภายในวัด



ประธานในโบสถ์ ดู ๆ ก็คล้าย ๆ วัดจีนในไทยนะคะ



องค์เล็กนี้ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเทพอะไร แต่เห็นกิริยาชี้นิ้วขึ้นฟ้าแล้วชอบค่ะ น่ารักดีเลยถ่ายภาพมา

เพิ่งจะนึกขึ้นได้ค่ะว่า หรือเค้าจะจำลองตอนพระพุทธเจ้าประสูตหรือเปล่าน๊า?



พระแม่กวนอิมค่ะ



Happy budda ปราบมังกรค่ะ



แผนการเที่ยววันนี้ยังไม่หมดค่ะ แต่หน้า blog ชักจะยาวไปแล้ว ขอตัดตอนไปเป็น ตอนที่ 3.2 นะคะ




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2552 14:10:22 น.
Counter : 1300 Pageviews.  

พม่า 3 วัน 2 คืน – หงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน - ย่างกุ้ง - สิเรียม (ตอนที่ 1.1)

ตอนที่ 1 เที่ยวเมืองหงสาวดี

คือว่าได้ไปเที่ยวพม่ามาเมื่อเดือนมีนาคม 2552 ค่ะ ทริปนี้เป็นทริปครอบครัวค่ะ ไปทั้งหมด 15 คน 3 วัน 2 คืน เน้นไหว้พระค่ะ



ออกเดินทางวันศุกร์ ไฟลท์ 8 โมงเช้า กับการบินไทย สายการบินแห่งชาติ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจากสนามบินสุวรรณภูมิไปสู่สนามบินมิงกลาดง กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่าค่ะ ทานอาหารบนเครื่องเสร็จก็ถึงเวลาเครื่องลงจอดพอดี



สนามบินบ้านเค้าเป็นแบบพอเพียงจริง ๆ ค่ะ ดูแล้วเหงา ๆ ผิดกับสุวรรณภูมิบ้านเรามากเลย หลังออกจากเครื่องก็เดินแถวกันผ่าน ตม. มีเจ้าหน้าที่แค่ 2 เคาน์เตอร์ แต่ก็ทำงานรวดเร็วดีค่ะ แล้ว ตม. บ้านเค้าก็ไม่ดุด้วย เป็นเจ้าหน้าที่หญิงค่ะ หลังจากผ่าน ตม. เรียบร้อยแล้ว เราก็ได้พบไกด์ท้องถิ่นที่จะพาเราเที่ยวตลอด 3 วันนี้และลำเลียงสัมภาระขึ้นรถกัน



ด้านหน้าสนามบิน จะเห็นชาวพม่ามารอรับกันเยอะเลย ผู้ชายทุกคนสวมเสื้อเชิ้ต นุ่งโสร่งและสวมรองเท้าแตะหนีบ เป็นเหมือนชุดฟอร์มประจำของเค้าเลยอ่ะค่ะ



วันนี้เราจะไม่อยู่ที่ย่างกุ้งค่ะ แต่จะเดินทางไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวนกันและจะมีจุดแวะเที่ยวระหว่างทางด้วย



สถานที่แรกในทริปนี้คือ เจดีย์ไจ๊ปุ่น เป็นศาสนสถานที่ไม่เหมือนในบ้านเราคือสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่วัด พอเข้าไปก็จะพบเจดีย์เพียงอย่างเดียวเลย

เจดีย์ไจ๊ปุ่น มีพระพุทธรูปปางประทับนั่งโดยรอบทั้ง 4 ทิศ ประกอบด้วยองค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า (ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ) กับพระพุทธเจ้าในอดีต สามพระองค์คือ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน (ทิศใต้) พระพุทธเจ้ากกุสันโธ (ทิศตะวันออก)และพระพุทธเจ้ามหากัสสปะ(ทิศตะวันตก) ฝีมือศิลปินชาวมอญ ซึ่งสร้างโดยสี่สาวพี่น้องที่อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาสร้างพระพุทธรูปแทนตนเอง และสาบานตนไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ



แต่แล้วต่อมา น้องเล็กสุดท้องผิดคำสาบานไปแต่งงานมีครอบครัว แล้วก็เกิดอัศจรรย์ขึ้นที่ว่าองค์พระที่น้องสาวคนเล็กสร้างไว้ก็พังทลายลงมา จึงต้องมีการบูรณะใหม่ แต่การบูรณะใหม่นี้ไม่ได้เป็นการบูรณะโดยศินปินชาวพม่าจึงทำให้เราสามารถเห็นความแตกต่างที่องค์พระได้เลยเพราะพระพุทธรูปที่สร้างโดยศิลปินชาวมอญจะมีความอ่อนช้อยสวยงามกว่า

พระพุทธรูปองค์ที่สร้างใหม่โดยศิลปินชาวพม่าคือองค์ที่ 2 จากทางซ้าย จะสังเกตุได้จากพระพักตร์ และความอ่อนช้อยของจีวรซี่งสวยสู้องค์อื่น ๆ ที่สร้างโดยศิลปินชาวมอญไม่ได้



จากนั้นเดินทางต่อไปสักการะ พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว บริเวณทางเข้าวัดจะมีร้านค้าของฝากมากมาย เช่น ไม้แกะสลัก ผ้าปักพื้นเมือง ฯลฯ บนเพดานและกรอบประตูทางเข้าประดับด้วยไม้สักฉลุและแกะสลัก สวยงามมากเลย




พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวพม่าและเป็นพระนอนที่งดงามที่สุดของพม่า



พระนอนในพม่าจะมีพระอิริยาทบแตกต่างจากศิลปะในไทยตรงที่พระบาทของพระนอนที่พม่าจะเกยกันเหมือนจริงมากกว่าพระนอนที่บ้านเราจะว่างพระบาทต่อกันขึ้นไป



ที่พระแทนด้านหลังพระนอนจะมีภาพปูนปั้นบอกเล่าเรื่องราวตำนานการสร้างพระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียวเอาไว้ ตำนานคือ กษัตรย์องค์หนึ่งซึ่งปกครองพม่าในสมัยก่อนมีความนับถือยักษ์เป็นอย่างมาก จะต้องมีการฆ่าคนเพื่อบูชายันต์ต่อยักษ์เป็นประจำ กษัตริย์องค์นี้มีพระโอรสพระองค์หนึ่ง วันหนึ่งเกิดไปพบและชอบพอกับพระธิดาต่างเมืองและได้อภิเษกกัน พระธิดาก็ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนี้ แต่ด้วยความที่พระธิดาเป็นชาวพุทธและนับถือพระพุทธเจ้า จึงไม่เห็นด้วยกับการบูชายันต์และนับถือยักษ์ ความทราบไปถึงกษัตริย์และจับพระโอรสและพระชาญามาประหารชีวิต ก่อนประหารชีวิต พระชาญาได้อธิษฐานว่าตนไม่ได้มีความผิดใด ๆ เป็นกษัตริย์เองที่มีความมัวเมาหลงผิดไปบูชายักษ์และทำลายชีวิตมากมายเพื่อบูชายันต์ พระชาญาขอให้กษ้ตริย์สำนึกได้และกลับตัวกลับใจเสีย หลังจากประหารชีวิตพระโอรสและพระชาญาแล้ว ก็เกิดไฟลุกไหม้รูปปั้นยักษ์เสียหายทั้งหมด กษัตริย์จึงเชื่อและกลับใจมานับถือพุทธศาสนาและโปรดให้สร้างพระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียวขึ้นมาเพื่อลบล้างบาปที่ได้เคยก่อเอาไว้



ออกจากวัดเราเดินทางกันต่อเข้าตัวเมืองหงสาวดีเพื่อแวะรับประทานอาหารกลางวันกัน



ที่หงสาวดีนี้เค้านิยม taxi แบบนี้กันค่ะ ไม่นับคนขี่ก็จะสามารถจุผู้โดยสารได้ 2 คน ที่นั่งคือเก้าอี้สีฟ้าด้านข้างนั่นแหล่ะค่ะ ผู้โดยสารจะต้องนั่งหันหลังชนกัน ท่าทางน่าสนุกดี



ร้านอาหารที่เราไปทานกันวันนี้ชื่อร้าน 555 ค่ะ ใช่ค่ะ ไม่ผิดค่ะ 555 จริง ๆ เมนูแนะนำขึ้นชื่อของเค้าคือกุ้งแม่น้ำ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะกินหมดซะก่อน และ น้ำพริกกุ้งเสียบ (รูปขวาบน) ซึ่งชิมแล้วก็เหมือนน้ำพริกปลาป่นบ้านเราแต่มันไม่เผ็ดนะ หนักไปทางเค็มมากกว่า ส่วนรูปล่างคือปลาอะไรสักอย่างทอดพริกค่ะ อาหารก็โอเคค่ะ ดีกว่าที่คิดเอาไว้ตอนแรกมาก ๆ เลย



หลังจากอิ่มหนำแล้ว ก็เดินทางกันต่อ จุดหมายคือเชิงเขาไจ้ก์เที่ยว เพราะเราต้องสละรถบัสเพื่อขึ้นรถขนหมูขึ้นเขาไปยังคินปูนแคมป์ ทางขึ้นเขาชันและเป็นโค้งหักศอกซะเยอะ เสียวมากเลย รถคันเราร้องก้นเป็นระยะ ๆ เหมือนเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกเลยค่ะ



ระหว่างนั่งรถขึ้นเขาเสียวก็เสียว แต่ก็พยายามรวบรวมสติถ่ายภาพมาได้เท่านี้แหล่ะ



ไม่รู้เวลาเดินทางขึ้นเขาที่แน่นอนว่าเท่าไหร่เพราะมัวแต่จดจ่อกับความหวาดเสียว แล้วเราก็มาถึงคินปูนแคมป์จนได้ จากจุดนี้เราก็ต้องนั่งเสลี่ยงเพื่อขึ้นไปบนยอดเขาที่ประดิษฐานพระธาตุอินทร์แขวนค่ะ

เสลี่ยง 1 อัน มีคนแบก 4 คน ตอนแรกว่าจะไม่นั่งอ่ะ อยากเดินขึ้นเอง แต่ทุกคนเค้านั่งกันหมด กลัวเป็นตัวถ่วงเพราะคงเดินช้ากว่าพนักงานแบกเสลี่ยงเลยยอมนั่ง



พนักงานแบกเสลี่ยงก็สุภาพดีนะคะ แบกดีเลยแหล่ะ คนนั่งไม่หวาดเสียวเลย ก็เลยได้ถ่ายภาพวิวมาเรื่อย ๆ ประมาณ 20 นาทีก็ถึงทางเข้าพระธาตุอินทร์แขวนแล้ว



ที่พักเราคือโรงแรมไจ้โท เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้กับพระธาตุอินทร์แขวนมากที่สุด (ประมาณ 200 เมตรจากโรงแรมถึงประตูทางเข้าพระธาตุ) ก็แวะโรงแรมเก็บสัมภาระ ล้างหน้าล้างตาแล้วพากันไปนมัสการพระธาตุกัน

ชาวพม่าเชื่อกันว่าใน 1 ปี ควรจะมานมัสการพระธาตุให้ครบ 3 ครั้ง แต่เนื่องจากเรามีเวลาน้อย เลยมีทริกว่า วันนี้ (ประมาณ 4 โมงเย็น) นมัสการครั้งที่ 1 ดึก ๆ ก็เดินมานมัสการอีกครั้ง และ ครั้งที่ 3 ในวันรุ่งขึ้นก่อนเดินทางกลับ

ภาพบรรยากาศระหว่างทางเดินไปนมัสการพระธาตุครั้งที่ 1 ตรงปากทางเข้าก็มีพระธาตุจำลองด้วย



และก็มีจุดชมวิวซี่งสามารถถ่ายภาพองค์พระธาตุกับทัศนียภาพโดยรอบได้ พวกเราเดินไปซื้อกระดิ่งทองเหลืองและทองคำเปลวสำหรับติดองค์พระธาตุกันก่อนแล้วจึงเดินไปที่ลานอฐิษฐานเพื่อนมัสการพระธาตุกัน เค้ามีมีเหล็กดัดกั้นเป็นประตูไว้ที่องค์พระธาตุ ซี่งบริเวณพระธาตุห้ามผู้หญิงเข้าไปค่ะ เราเลยต้องฝากคุณพ่อเขาไปปิดทองคำเปลวให้ แต่อีกด้านหนึ่งใกล้ ๆ กันเค้าก็มีทำเป็นลานให้ผู้หญิงเข้าไปสวดมนต์หน้าพระธาตุได้ก็ค่อนข้างใกล้ชิดทีเดียว



อากาศบนพระธาตุดีมาก ๆ เลยและรู้สึกอัศจรรย์มากที่ก้อนหินก้อนใหญ่ยักษ์ตั้งหมิ่นเหม่อยู่บนเขาโดยที่ไม่หล่นลงมา



ถัดจากพระธาตุ จะมีเทวดาอีกองค์อยู่ในห้องกระจก ไกด์บอกว่านี่คือองค์เทพทันใจที่คอยปกป้ององค์พระธาตุค่ะ

เราว่าวัดเค้าวางผังดีมากเลยอ่ะ เราสามารถเดินชมและถ่ายภาพได้รอบ ๆ องค์พระธาตุในหลาย ๆ มุม โชคดีมากที่เอาขาตั้งกล้องไปด้วยเลยได้ภาพองค์พระธาตุสวย ๆ ในตอนค่ำมาเยอะเลย




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2552 18:06:23 น.
Counter : 1259 Pageviews.  


anapple
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add anapple's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.