Life is beautiful
Group Blog
 
All Blogs
 
พม่า 3 วัน 2 คืน – หงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน - ย่างกุ้ง - สิเรียม (ตอนที่ 3.2)

เดินทางกันต่อเลยนะคะ ไปไหว้พระหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในพม่ากันค่ะ และก่อนเข้าวัดเราก็เจอขบวนแห่งานบวชอีกแล้ว คงจะเป็นวันดีจริง ๆ



ทางเข้าค่ะ



สิงห์หน้าประตูวัดค่ะ



และนี่ แม่ค้าขายน้ำเย็นค่ะ ใช่ค่ะ เค้าขายน้ำเย็นค่ะ โดยจะมีน้ำแข็งอยู่ในถุงที่เป็นกรวยสีเขียวด้านบน พอเวลามีคนมาซื้อก็จะเทน้ำให้ไหลผ่านก้อนน้ำแข็งในกรวยและรองน้ำเย็นขายค่ะ



มาถึงแล้วค่ะ พระหินอ่อน หรือชาวพม่าเรียกเป็นหยก เป็นพระที่สลักด้วย
หินอ่อนก้อนเดียวทั้งองค์และมีขนาดใหญ่ที่สุดในพม่า



องค์พระถูกล้อมด้วยกระจกเพราะต้องการควบคุมอุณหภูมิไว้เพื่อป้องกันการเสียหายของหยกหรือหินอ่อนเพราะหากอากาศร้อนเกินไป หยกหรือหินอ่อนอาจเกิดรอยร้าวหรือแตกได้ค่ะ เลยทำให้ถ่ายภาพออกมาไม่ค่อยสวยเลย



พระสาวกแกะจากหินอ่อนเช่นกัน ตั้งอยู่ทั้ง 4 ทิศหันหาองค์พระหินอ่อนค่ะ



หันมาอีกที มาพบขบวนแห่งานบวชเด็กค่ะ ครั้งนี้เด็กเล็กมาก ๆ ยังต้องให้
คุณพ่ออุ้มเดินแห่รอบ ๆ องค์พระเลยค่ะ



คนนี้คุณพ่อบอกให้ยิ้มให้กล้องหน่อย น้องก็จัดให้ ยิ้มซะตาหยีเลย น่ารักมากค่ะ



จากที่ไกด์บอก คาดว่าครอบครัวนี้มีฐานะดีทีเดียว ขบวนแห่ยาวเหยียดเลย



ปิดท้ายด้วย 2 หนุ่มน้อยที่ขี่คอวนรอบองค์พระหินอ่อนค่ะ



แล้วเราก็ออกจากวัดพระหินอ่อนเพื่อเดินทางไปอีกวัดหนึ่ง ซึ่งประดิษฐานพระมัยมุณีองค์จำลองจากมัณฑะเลย์ องค์พระมัยมุณีที่มัณฑะเลย์จะสร้างด้วยทองทั้งองค์ แต่องค์จำลองที่ย่างกุ้งนี้จะสร้างด้วยเงินแท้ทั้งองค์ แต่ทรงเครื่องทองแท้ค่ะ



โคลสอัพใกล้ ๆ อีกสักภาพค่ะ



เดินทางกันต่ออีกแล้วค่ะ เป็นสถานที่สุดท้ายของวันนี้ที่เราจะไปเยี่ยมชมกันและเป็น Hi-light ของการเดินทางครั้งนี้ค่ะ เราจะไปสักการะองค์พระเจดีย์ชเวดากองกันค่ะ

ไกด์พาเรามาเข้าทางด้านที่ขึ้นลิฟท์ไปได้ค่ะ นักท่องเที่ยวจะต้องจ่ายค่าเข้าชมคนละ US$6



ตรงทางเข้าได้เห็นภาพนี้น่าชื่นชมมากค่ะ วัยรุ่นชายหญิงช่วยกันกวาดทำความสะอาดรอบ ๆ บริเวณพระเจดีย์กัน มิน่า วัดในพม่าจึงได้ดูสะอาดเรียบร้อย วัยรุ่นไทยควรตามอย่างเค้าเนอะ



ขณะนี้เวลาประมาณ 4 โมงกว่า ๆ ค่ะ รูปนี้ถ่ายย้อนแสง



องค์พระเจดีย์ได้รับความเสียหายจากพายุนากีส ทองบางส่วนหลุดออกจากองค์พระเจดีย์ รัฐบาลพม่าจึงต้องรีบทำการบูรณะ มุมนี้ย้อนแสงอีกล่ะ เราเปลี่ยนมุมกันดีกว่าค่ะ



บริเวณด้านใน รอบ ๆ องค์พระเจดีย์ค่ะ ส่วนมากจะตกแต่งด้วยสีทอง



มีสิงห์อยู่เยอะมากรอบ ๆ องค์พระเจดีย์ค่ะ



รอบ ๆ ฐานและยอดพระเจดีย์บูรณะเสร็จแล้ว ขณะนี้กำลังบูรณะส่วนกลางของเจดีย์อยู่ ตามกำหนดการเดิม การบูรณะน่าจะแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2009 แล้ว แต่เป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจโลก จึงทำให้ยอดเงินบริจาคไม่ได้ตามเป้าหมาย จึงทำให้การบูรณะพระเจดีย์ล้าช้าออกมาค่ะ

แต่เดิม องค์พระเจดีย์ไม่ได้ใหญ่โตอย่างเช่นทุกวันนี้ แต่เป็นเพราะกษัตริย์พม่าองค์ต่อ ๆ มา มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้มีการบูรณะและสร้างโดยนำทองคำมาสร้างเพิ่มจากองค์พระเจดีย์องค์เดิมเพิ่มมาเรื่อย ๆ จนเป็นพระมหาเจดีย์ใหญ่โตดังเช่นทุกวันนี้



ภาพแนวตั้งบ้างค่ะ



เสียดายที่ครั้งนี้ที่เดินทางไป พระเจดีย์ยังบูรณะไม่เสร็จ ไม่อย่างนั้นคงจะได้ภาพเจดีย์สีทองอร่ามสวยงามกลับมาฝากทุกคน



รอบ ๆ องค์พระเจดีย์ จะมีองค์พระ เทวดา และสัตว์ประจำวันเกิดเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสรงน้ำกันค่ะ

การสรงน้ำจะเป็นจำนวนตามกำลังวันเช่น เราเกิดวันศุกร์ ต้องสรงน้ำ 21 ขันก็ต้องเริ่มจากสรงน้ำพระพุทธก่อน 21 ขัน ตามด้วยเทพประจำวัน 21 ขันตามด้วยสัตว์ประจำวัน (หนูหางยาว) 21 ขัน และสุดท้ายคือเสาด้านหลังองค์เทพประจำวัน 21 ขัน ทำเอาเมื่อยเลย



ภาพพระ เทพ และสัตว์ประจำวันเกิดสำหรับวันศุกร์ค่ะ



บนยอดสุดของพระเจดีย์มีการประดับด้วยเพชรพลอยมากมาก มีเพชรอยู่5,448 เม็ด โดยเฉพาะชื้นบนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 1 เม็ด 72 กะรัต และทับทิม 2,317 เม็ดประดับอยู่กลางยอดด้วยค่ะ

ทุกวันช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น พระอาทิตย์จะส่องกระทบเพชรเม็ดใหญ่บนยอดและส่องประกายให้สามารถมองเห็นได้อย่างสวยงาม

แต่วันนั้นเราไม่สามารถอยู่ถึง 6 โมงเย็นได้เพราะต้องรีบออกไปร้านอาหารที่จองเอาไว้ค่ะ เสียดายมากเลย อย่างนี้ต้องไปแก้ตัวอีก



ตามตำนาน พระเจดีย์ชเวดากองนั้นสร้างเมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว (ว่ากันว่าตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชมน์ชีพอยู่) แต่นักโบราณคดีเชื่อกันว่าสร้างระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 6-10 ซึ่งสร้างโดยชาวมอญ

ตามตำนานนั้นเริ่มจากว่า มีสองพี่น้องพ่อค้า 2 คน ได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์จึงประทานพระเกศามา 8 เส้น จากนั้นสองพี่น้องก็ได้อัญเชิญพระเกศาของพระพุทธเจ้ากลับมายังพม่า แต่ตอนนั้นยังไม่ได้สร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากองขึ้น จึงอัญเชิญไปประดิษฐานที่เจดีย์โบตะทาวน์ก่อน (ซึ่งเราจะได้ไปชมกันในวันพรุ่งนี้)

เรามากราบลาองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองกันค่ะ คงต้องหาโอกาสกลับมากราบองค์พระเจดีย์ใหม่เมื่อการบูรณะเสร็จสมบูรณ์แล้ว



เรารีบเดินทางออกจากพระมหาเจดีย์ชเวดากองเพื่อไปยังภัตตาคารการะเวกที่ได้จองเอาไว้แล้ว ที่ต้องรีบเดินทางออกมาเร็วเพราะไกด์ได้ทราบข่าวมาว่าที่สวนสาธารณะอันเป็นที่ตั้งของภัตตาคารจะมีการจราจรคับคั่งมากในวันนี้เป็นเพราะพี่ ๆ พวกนี้ค่ะ ไกด์บอกว่าพวกเค้าเป็นวงร๊อคที่ดังที่สุดในพม่า ดังพอ ๆ กับอัสนี-วสันต์บ้านเราเลย แต่พวกเค้าเป็นวง คล้าย ๆ ไมโคร อ่ะค่ะ



ภาพนี้เป็นภาพทางเข้า ซึ่งเป็นท้ายเรือของภัตตาคารเรือนกการะเวกค่ะ จะมีสาว ๆ แต่ชุดแต่งกายประจำเผ่าต่าง ๆ ของพม่ายืนต้อนรับอยู่ที่ประตูทางเข้า



ในภัตตาคารเป็นอาหารบุฟเฟต์ค่ะ อาหารส่วนมากจะเป็นอาหารไทยนะมีขนมไทยด้วย แอบเห็นแม่ครัวคนไทยด้วยค่ะ เค้าเอาอาหารออกมาวางแต่ไม่ได้ถ่ายภาพอาหารมาเลยเพราะแบตเตอรี่กล้องใกล้จะหมดแย๊ว

อันนี้เป็นการแสดงบนเวทีค่ะ เป็นเด็กน้อยออกมาเต้นท่าทางเดียวกับที่คุณผู้ชายข้าง ๆ เชิดหุ่นกระบอก



มีการแสดงอีกหลายชุดค่ะ แต่เนื่องจากแบตเตอรี่กล้องจะหมดแล้วเลยไม่ได้ถ่ายภาพมา อันนี้เป็นการแสดงการเต้นค่ะ มีคน 2 คน ใส่ชุดเป็นช้างแล้วก็เต้น เดินตามโต๊ะเพื่อถ่ายภาพกับแขกในร้านและรับทิปก่อนที่จะขึ้นไปเต้นต่อบนเวที คุณแม่ได้ถ่ายภาพกับช้างด้วย และก็รีบบอกให้ถ่ายภาพเร็ว ๆ เพราะชุดช้างเหม็นมาก 555



ภาพสุดท้ายของวันนี้แล้วค่ะ ถ่ายภาพนี้เสร็จปุ๊บ แบตเตอรี่หมดปั๊บ และไม่ฟื้นอีกเลย เสียดายมากที่ไม่ได้ถ่ายภาพหัวเรือนกการะเวก เพราะต้องเดินอ้อมไปอีกค่อนข้างไกล อีกทั้งกล้องก็ไม่เป็นใจอีกด้วย





Create Date : 30 กรกฎาคม 2552
Last Update : 30 กรกฎาคม 2552 14:39:40 น. 3 comments
Counter : 731 Pageviews.

 
อนุโมทนาสาธุด้วยคนคะ


โดย: บุปผาลีลาวดี วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:04:23 น.  

 
อยากไปมั่งจัง


โดย: natalee IP: 124.120.143.87 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:23:54 น.  

 
อยากไปมั่งจัง


โดย: natalee IP: 124.120.143.87 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:24:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

anapple
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add anapple's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.