All Blog
◄ Chapter 17 : นิวยอร์คซิตี้ ... เมืองนี้มีแต่คนป่วย
Chapter 17 : นิวยอร์คซิตี้ ... เมืองนี้มีแต่คนป่วย



(ขอบคุณภาพจาก : http://www.gamespy.com/articles/115/1159120p2.html)


สวัสดีวันสงกรานต์ค่าาาา

ห่างหายจากการอัพบล็อกไปนาน  ต้องขอโทษทุกๆท่านที่ตามมาจากบล็อกที่แล้ว

ที่ลุ้นระทึกให้เล่าต่อให้จบๆ หมดเวรหมดกรรมกันไปเสียที Smiley

จ๊ะๆ ... มาเล่าต่อแล้ว  อย่าเพิ่งเสียอารมณ์กันไป

สำหรับวันนี้ จะเป็นเรื่องอะไรนั้น มาฟังพร้อมๆกันเลยค่ะ




นิวยอร์คซิตี้ ... เมืองนี้มีแต่คนป่วย

โห แค่ชื่อก็น่ากรี๊ด จี๊ดหัวใจแล้วป่ะล่ะ  Smiley

ดูเผินๆ คุณๆอาจจะนึกว่า อะไรวะ? นี่ระบบสาธารณสุขมันห่วยแตกมากหรือยังไง

ชาวบ้านชาวเมืองถึงได้ป่วยเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล

ไอ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ 

แต่ช้าก่อน คำว่า "ป่วย" ของ Nakoze ไม่ได้หมายความถึงอาการทางกายภาพ

อย่างไข้หวัด 2009 หรือโรคท้องร่วงมหาภัยอะไรนั่น แต่อย่างใด

คำว่าป่วยในที่นี้คือ ป่วยจากข้างใน ป่วยจิต ป่วยใจกันดีแท้



ทำไม Nakoze ถึงพูดอย่างนี้นะ ?

มาค่ะ มาย้อนความไปพร้อมๆกันดีกว่า ......



ย้อนกลับไปเมื่อตอนมาถึงใหม่ๆ ตอนที่ Nakoze ยังไม่ได้บ้าน

Nakoze ก็เหมือนคนทั่วไปค่ะ หาบ้านจากทุกแหล่งที่จะหาได้

แล้วเช่นเดียวกัน ก็ได้ไปโพสหาบ้านในเวปดังของอเมริกาที่ชื่อว่า craigslist

ซึ่งมันก็จะมีหมวดหาบ้านแยกต่างหากให้

Nakoze ก็เอาเลยค่ะ บอกว่ามี Asian student 2 คนนะ ต้องการแชร์บ้านกับผู้หญิง

ไม่ปาร์ตี้  ไม่สูบบุหรี่ ไม่แอลกอฮอล์

มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ถูกกฏหมาย ขอตรวจเช็คได้  บลาๆ

แล้วก็ลงท้ายไว้ว่า ถ้ามีให้เช่า กรุณา text มานะคะ 

เวลาทำงานจะปิดเครื่องค่ะ เดี๋ยวจะ text ติดต่อกลับนะ

พอตรวจความเรียบร้อยเสร็จก็คลิก โพสเข้าไป

ซึ่งหารู้ไม่ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Nakoze ได้เจอกับเหล่าคนป่วยเหล่านี้ 




เวลาผ่านไปได้ถึงเช้าวันรุ่งขึ้น  ประมาณ 7 โมงเช้า

ซึ่งแน่นอนว่า Nakoze ยังไปกราบเข้าเฝ้าพระอินทร์

รายงานความเป็นอยู่ของมนุษย์อยู่บนสวรรค์

ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไอ้เราก็เอ๊ะไม่ได้ตั้งปลุกนี่หว่า

ก็งัวเงียๆ สะลึมสะลือ รับโทรศัพท์

Nakoze : ฮัลโหล

ผู้ป่วยรายแรก : ซี๊ด ... อา ... โอ่ว ... ซี๊ด ... อ่าาาา

Nakoze : ตื่นเต็มตาแต่ทันใด กรูเจอ sex phone เข้าให้แล้ว

ผู้ป่วยรายแรก : ยังไม่หยุดเสียงครวญครางปางตายของมัน

Nakoze : ด่าไปชุดใหญ่ ก่อนจะกระแทกหูใส่มัน

กรี๊ด!! นี่โดนปลุกด้วยไอ้โรคจิตแต่เช้าเลยหรือไงวะคะเนี่ย Smiley

แต่ !! ท่าทางไอ้โรคจิตนี่จะติดใจ Nakoze มาก 

เพราะหลังจากที่มันโดนสวดชุดใหญ่วันนั้น  มันก็ปฏิบัติการมัดใจ Nakoze

โดยการโทรมาหาเกือบทุกวัน ที่เก่า...เวลาเดิม  มันโทรมาทุกๆ 7 โมงเช้าค่ะ

Nakoze ก็จัดแจงเมมเบอร์มันไว้ว่า "ไอ้โรคจิต 1" ที่ต้องมีหมายเลขต่อท้าย

เพราะมันมีหลายนัมเบอร์จัดค่ะ เดี๋ยวจะค่อยๆเล่าให้ฟังทีละราย

แรกๆ Nakoze ก็ด่าไอ้โรคจิตเบอร์ 1 เวลาที่มันโทรมา

 แต่ดูเหมือนมันจะไม่สลดแม้แต่น้อย

ท้ายที่สุด Nakoze ก็เลยเปลี่ยนแผนรับมือกับมัน 

ตอนเช้าๆ จากที่เคยด่ามัน แล้วกระแทกหูใส่ ก็เปลี่ยนแผนค่ะเปลี่ยน ......

และแล้วเช้าวันนั้น Nakoze ก็เริ่มดำเนินแผนการ  .... Smiley

7 โมงเช้า มันก็โทรมาตามกิจวัตรของมันปกติ

แล้วก็เริ่มบรรเลงเพลง classic ตามแบบฉบับของมัน

เรียกให้ดูหรูป่ะล่ะ 55+ Smiley

แต่คราวนี้ Nakoze ไม่ด่าค่ะ

Nakoze เปิดสปีกเกอร์โฟนเบาๆค้างไว้ แล้วก็นอนต่อ

ทีนี้ พอมันไม่ได้ยินเสียงเราด่าเหมือนทุกวัน มันก็เริ่มกระวนกระวาย

ส่งเสียงเรียก hey miss , hey , are you there ? hey hey !!

มันก็พยายามเรียกอยู่นานสองนาน Nakoze ก็ไม่โต้ตอบ

นอนฟังมันต่อไป ... กระทั่งมันทนไม่ไหว สบทว่า shit !! แล้วก็วางหูไป

ไอ้โรคจิตรายแรกก็ยังโทรมาก่อกวนอีก 2-3 ครั้ง

Nakoze ก็ทำแผนเดิมนี้ทุกครั้งที่มันโทรมา

จนกระทั่งวันนึง มันคงทนไม่ไหว ตีจาก Nakoze ไป ไม่โทรมาอีกเลย .... Smiley

555555+

 เป็นไงล่ะเมิง  โรคจิตนัก เจอโรคจิตกว่าอย่างกรูนี่ !!


-------------------------------


ไอ้โรคจิตเบอร์ 1 โทรก่อกวนอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน มันก็เลือนหายไปจากชีวิต

หลังทำแผนการนั้น

แต่ในระหว่างนี้ก็มีเบอร์ 2 3 4 5  เพิ่มมาเรื่อยๆ

.... ไอ้โรคจิตเบอร์ 2 นี่มาสุภาพกว่าเบอร์แรกหน่อยนึง

ตรงที่มันไม่บรรเลงเพลง classic ให้ฟังอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

ไอ้โรคจิตเบอร์ 2 นี้ มันโทรมาหา Nakoze โดยคุยธุระเรื่องเช่าบ้าน

ไอ้โรคจิต 2: สวัสดี  เธอกำลังหาบ้านอยู่ใช่ไหม? ฉันมีบ้านให้เช่าสนใจหรือเปล่า

Nakoze : ขอบคุณที่โทรมา แต่ฉันต้องการหา housemate ผู้หญิง

ไอ้โรคจิต 2 : อ๋อๆ ฉันเข้าใจ แต่ฉันมีเมียแล้ว

Nakoze : อือ แต่ฉันต้องการอยู่กับผู้หญิง  Smiley

ไอ้โรคจิต 2 : ก็ฉันมีเมียแล้วนี่ไง

Nakoze : เออ แต่กรูจะเอาผู้หญิง  Smiley

ไอ้โรคจิต 2 : โอเค ถ้างั้น ฉันเสนอให้เธอในราคา $300 สนใจไหม

Nakoze : ฉันยืนยันว่าจะอยู่กับผู้หญิง  Smiley

ไอ้โรคจิต 2 : ฉันให้เธออยู่ฟรีเลย เอาไหม

Nakoze : ไม่เป็นไร ขอบคุณ ฉันมีเงินจ่ายและฉันต้องการอยู่กับผู้หญิง  Smiley

ไอ้โรคจิต 2 ก็ไม่ได้ว่าอะไร  มันก็วางหูไป

แต่ !!! คุณๆ อย่าคิดว่ามันจะหยุดเพียงแค่นั้น

วันต่อมา มันก็โทรมาหาใหม่

ไอ้โรคจิต 2 : ที่เราคุยกันเมื่อวานน่ะ  เธอชื่ออะไรหรอ ?

Nakoze : จะถามทำไม ?

ไอ้โรคจิต 2 : เราเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอ  ฉันอยากรู้จักกับเธอจริงๆ

Nakoze : ฉันยุ่ง ฉันต้องออกไปทำงาน

ไอ้โรคจิต 2 : เธอทำงานที่ไหนหรอ ? ให้ฉันไปรับกลับไหม

Nakoze : Stay away from me

ไอ้โรคจิต 2 : หัวเราะ  นี่เราเป็นเพื่อนกันก็ไม่ได้หรอ ?

แล้ว Nakoze ก็วางหูไป  จนวันที่สาม ไอ้โรคจิต 2 ก็ยังโทรมาไม่เลิก

ไอ้โรคจิต 2 : สวัสดี เธอมีวันหยุดหรือเปล่า

Nakoze : ทำไม ?

ไอ้โรคจิต 2 : ก็เผื่อเธออยากจะออกไปดูหนังหรือเล่นโบว์ลิ่งด้วยกัน

Nakoze : ทำไมไม่ชวนลูก ชวนเมียเมิงไปวะ

ไอ้โรคจิต 2 : ใครบอกเธอว่าฉันมีเมีย ฉันไม่มี๊ ไม่มีเมีย

Nakoze : เมิงบอกกรูวันแรกเองไง จำไม่ได้หรือไง ไอ้ฟาย !! [คำหลังนี่คิดในใจ]

ไอ้โรคจิต 2 : ได้โปรดเถอะ ฉันอยากรู้จักเธอ อยากใช้ชีวิตร่วมกับเธอ

Nakoze : ถ้าเมิงโทรมาอีก กรูจะเอาเบอร์เมิงไปให้ตำรวจจริงๆด้วย

และแล้วไอ้โรคจิต 2 ก็หยุดโทรหา Nakoze ด้วยประการฉะนี้ Smiley

จริงๆจะว่าไป ไอ้โรคจิต 2 นี่ช่วย Nakoze พัฒนาทักษะภาษามากเลยนะ

มันชอบโทรมาคุยครั้งละห้านาที สิบนาที Nakoze ก็บ้าจี้คุยกับมันอี๊กกกก Smiley


-------------------------------


ถัดมาเป็นไอ้โรคจิตที่ 3 ไอ้คนนี้มาแปลก

เพราะไม่ได้มีโทรศัพท์เป็นพาหะ แต่มันมาทางรถไฟใต้ดิน ... 



ไม่ใช่ที่สถานีนี้หรอก แต่หาภาพเจอสถานีเดียว 55+

เรื่องก็มีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว Nakoze ตัวน้อย กำลังหลั่นล้า

เนื่องจากเป็นวัน day off จะไปช็อปปิ้ง ช็อปปิ้งงง ช็อปปิ้งงงงงงงง !!! Smiley

และขณะที่ Nakoze ตัวน้อย กำลังยืนรอรถไฟอยู่นั่นเอง

จู่ๆ ก็มีผู้ชายผิวขาว ไม่ปรากฏสัญชาติคนนึงเดินเข้ามาประชิดตัว

ไอ้โรคจิต 3 : สวัสดี ฉันชื่อรัสตี้ ยินดีที่ได้รู้จัก นี่เธอมาจากที่ไหนหรอ ?

Nakoze : อ่อ หวัดดี มาจาก ไทยแลนด์น่ะ

ไอ้โรคจิต 3 : โอ้ โอ้ !!! ฉันรู้จัก ฉันชอบประเทศไทยมากเลย

นี่เธอมาทำอะไรหรอ ?

Nakoze : [โกหกไปเพราะไม่อยากให้มันรู้ว่าทำงานที่ไหน] อ๋อ มาเรียนภาษา

ไอ้โรคจิต 3 : เฮ้ย ทำไมต้องเรียนอีก ฉันว่าภาษาเธอโอเค

Nakoze : ไม่หรอก ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้น

ไอ้โรคจิต 3 : มาอยู่กี่เดือนหรอ จะกลับเมื่อไร

Nakoze : อ้อ อีกประมาณ 2 เดือนก็กลับแล้ว มาอยู่นานละ

[จริงๆแล้ว .... อยู่มาได้เดือนเดียวจ๊ะ]

ไอ้โรคจิต 3 : ฉันอยากไปเที่ยวประเทศไทยกับเธอจังเลย ฉันเคยไปไทยมาแล้ว

Nakoze : เฮ้ย จริงดิ่ เคยไปเที่ยวด้วยหรอ

ไอ้โรคจิต 3 : เคย เคยไปเชียงใหม่ ชอบมากๆ แล้วก็อีกที่นึง ..... พัทยา

Nakoze : คิดในใจ กรูว่าแล้วววววววว Smiley

ไอ้โรคจิต 3 : เนี่ย ฉันชอบพัทยาเป็นพิเศษเลย เธอรู้ไหมว่าทำไม

Nakoze : เริ่มเบนหน้าหนี ทำเป็นมองหารถไฟ...ที่เมื่อไรจะมาวะ

ไอ้โรคจิต 3 : ฉันชอบมากเลย

" ฉันชอบไป Boom Boom Fucking Thai girls " Smiley

Nakoze : แสยะยิ้ม แล้วกระเถิบไปรวมกลุ่มกับชาวบ้านคนอื่น

ไอ้โรคจิต 3 : นี่เธอ ก็มาจากพัทยาหรือเปล่า เธอทำอาชีพนี้ด้วยมั๊ย ?

Nakoze : No !! Smiley Smiley Smiley

แล้วรถไฟก็มาช่วยชีวิตพอดี Nakoze กำลังจะรอขึ้น แต่ไอ้โรคจิต 3 มันก็ถามว่า

นี่เธอจะไปไหนหรอ ใช่รถคันนี้หรือเปล่า ขึ้นมาด้วยกันสิ

จะได้คุยกันต่อ ฉันชอบคุยกับเธอนะ

Nakoze : เอ่อ ... เชิญคุณมึงไปคนเดียวเถอะค่ะ

รถกรูต้องรอคันหน้า คันนี้ไม่ผ่าน

ไอ้โรคจิต 3 : หรอ น่าเสียดายจัง เธอมีเบอร์โทรศัพท์มั๊ย

Nakoze : ไม่มี กูจน อย่ามายุ่งก๊ะกู

ว่าแล้วไอ้โรคจิต 3 ก็หายไปจากชีวิต Nakoze พร้อมๆกับขบวนรถไฟขบวนนั้น

ทิ้งให้ Nakoze ยืนด่ามันในใจ เม่ง...ยืนรอรถมาครึ่งชั่วโมง

เพราะเมิงแท้ๆกรูถึงไม่ได้ไป  ทำไมต้องเสือกมาขึ้นคันเดียวกันด้วยวะ !!


-------------------------------


แล้วก็มาถึงไอ้โรคจิตที่ 4 คนนี้มาแหวกแนว  ไม่หยาบคาย  แต่แทะโลมสิ้นดี

ไอ้โรคจิตที่ 4 มันรักษามารยาทมากค่ะท่านผู้ชม

Nakoze โพสไว้ว่าอย่าโทรมา มันก็ไม่โทร แต่มัน text มา

ไอ้โรคจิตที่ 4 : สวัสดี ผมมีห้องว่างให้เช่า  ผมเป็นครูสอนฟิตเนส

Nakoze : ขอบคุณสำหรับคำชวน แต่ฉันต้องการแชร์กับผู้หญิงเท่านั้น Smiley

ไอ้โรคจิตที่ 4 : ผมเข้าใจ แต่ว่าให้โอกาสผมได้พิสูจน์ตัวเองซักครั้งนึงเถอะ

Nakoze : เมิงบ้าหรือเปล่าเนี่ย กรูไม่รู้จักเมิงนะ  Smiley

ไอ้โรคจิตที่ 4 : ผมรู้ว่ามันอาจจะเร็วไป แต่ได้โปรดเถอะ ผมอยากพบคุณ

Nakoze ก็หยุดโต้ตอบไอ้บ้านี้ไป เพราะมันไร้สาระสุดๆ Smiley

แต่ไอ้โรคจิตที่ 4 ก็มีความพยายามสูงมาก มัน text มาหา

เช้า พักเบรก จิบน้ำชา กลางวัน คุกกี้ยามบ่าย มื้อค่ำ โจ๊กก่อนนอน ข้าวต้มรอบดึก

มัน text มาหาแทบจะทุกช่วงเวลาของชีวิต

เนื้อหาข้างในก็น้ำเน่าเหลือเกิน

ไอ้โรคจิตที่ 4 : ได้โปรดที่รัก ให้โอกาสผมเถอะ Smiley

........

ที่รัก ผมจะดูแลคุณไปตลอดชีวิต หัวใจผมจะเป็นของคุณ  Smiley

........

แม่ยอดยาหยีให้พี่ได้ดูแลเธอเถอะ พี่สัญญาจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง Smiley

........

ฉันจะแต่งงานกับเธอ ฉันจะให้ทุกอย่างที่เธออยากได้ Smiley

ฉันจะทำเรื่องขอยื่นกรีนการ์ดให้เธอแม่ยอดดวงใจ [นี่กรูขอหร่อ !!! Smiley]

Nakoze : ฉันบอกหรอว่าฉันอยากได้กรีนการ์ด Smiley

ไอ้โรคจิตที่ 4 : เธอหายโกรธฉันแล้วใช่ไหมถึง text มา

  แน่นอนเธออยากได้มันแน่

Nakoze : กรูไม่อยากได้ ไอ้ซวกเอ้ย !! Smiley

ไอ้โรคจิตที่ 4 : เธอคิดว่าจะจัดงานแต่งงานของเรายังไงดี

เราจะไปจัดที่โรงแรมพลาซ่าดีไหม ฉันอยากให้เธออยู่ในชุดสีขาว Smiley

........

 ที่รัก ฉันอยากเห็นหน้าเธอทุกเช้า อยากนอนเตียงเดียวกับเธอ Smiley

........

ฉันจะซื้อชุดชั้นใน Victoria Secret แบบที่เธอชอบ Smiley

........

ฉันจะมองดูเธอยามหลับ ยามตื่น แม้กระทั่งยามอาบน้ำด้วยดวงตาของฉัน  Smiley

........

ฉันจะช่วยเธอแต่งตัวไปทำงานในทุกๆเช้า

และจะช่วยปลดเสื้อผ้ายามเธอหลับไหล [เอ้าอิห่า เริ่มอีโรติก Smiley]

........

ฉันจะปลุกเธอด้วยจุมพิตอันอ่อนหวานในในยามเช้า Smiley

........

แล้วไอ้โรคจิตที่ 4 ก็ส่งแมสเสจหวานซึ้ง ขอแต่งงานบ้าง

บอกจะยกมรดก ทรัพย์สมบัติที่ดินให้บ้างอะไรบ้าง

แต่ Nakoze ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร ไอ้โรคจิตที่ 4 กลับแม้แต่คำเดียว

จนกระทั่งวันนึง จะเล่นเน็ต เอ๊ะทำไมมันโทรศัพท์ขึ้นเตือนความจำเครื่องวะ

ก็เลยนั่งไล่ลบรูป ลบเพลง

ปรากฏว่ามันก็ไม่หาย ก็เลยมาจัดการ mail box ปรากฏว่า

เจอแต่ข้อความจาก ไอ้โรคจิตที่ 4 ก็เลยนั่งไล่ลบ

สรุปเสร็จสรรพ มันส่งมาหา Nakoze 119 ข้อความด้วยกัน Smiley

โอ๊ะ แม่ง....พยายาม...

นี่มันโรคจิตทุ่มเทแท้ๆ ดูซิกรู เกือบจะได้ Victoria Secret ฟรีมาละ Smiley

เอาล่ะค่ะ ขอเสียงปรบมือให้ไอ้โรคจิตที่ 4 หน่อยค๊าาาาาาา  Smiley


-------------------------------


มาถึงไอ้โรคจิตที่ 5 รายนี้มีพาหะเป็นโทรศัพท์เหมือนเดิม

แต่มาแนวฮาร์ดคอร์  เฉียบขาด ตรงประเด็น !!

ไอ้รายที่ 5 นี้มาแบบไม่ทันตั้งเลยค่ะ ท่านผู้ช๊มม แกมีจุดยืนเป็นของตัวเองมาก

อยู่มาวันนึง nakoze ก็ได้รับแมสเสจ ก็กดเปิดดูตามปกติ

ก็ปรากฏให้เห็นแมสเสจบอกว่า

อยากเล่น sex cam ก้นไหม ?  Nakoze ก็ส่ง text กลับไปด่า

มันก็เลยส่ง picture text มาให้

ปรากฏเป็นรูป ของไอ้โรคจิตนี้ พร้อมกับกล้วยหอมของมัน

กรี๊ด !!!!! ไอ้นี่ฮาร์ดคอร์ มว๊ากกกกกก!!! Smiley

Nakoze ก็ส่งกลับไปด่าอีก

ทีนี้มันก็เลยส่งรูปมาเพิ่มเป็นคนละอิริยาบถ มาให้เชยชม Smiley

บอกว่ามันชื่อแอนโทนี่ อายุ 28 เป็นลูกครึ่งสเปนอเมริกัน

คนนี้ร้ายแรงมาก เพราะชอบส่งรูปโป๊มา อีกหลายๆรูป

จนสุดท้าย Nakoze ไม่ไหว ก็เลยส่ง text ไปขู่มัน

บอกว่าถ้ามันไม่หยุดส่ง จะถ่ายรูปประจานในเน็ต แล้วก็จะเอาหลักฐานไปให้ตำรวจ

ไอ้โรคจิตแองโชวี่ แอนโทนี่อะไรนี่ ถึงได้หยุดได้



เฮ้อ ..... จริงๆยังมีอีก 2-3 ราย ที่ผ่านเข้ามา แต่ไม่ถึงกับโรคจิต

อย่างเช่น มีคุณพี่ผิวสีคนนึง เดินเข้ามาหากลางดึกตอนเลิกงานออกมาจากร้าน

แกเดินมาหาบอกว่า เป็นลูกค้าที่ร้าน สนใจอยากไปปาร์ตี้กันไหม ?

ตอนนั้นแบบ โคดเหวออ่ะ แล้วมันดึก คนก็เริ่มบางตาแล้วด้วย

โชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานเดินออกมาพอดี

เค้าเลยแบบ ยูมีปัญหาไรกับเพื่อนไอป่ะ  ถ้าไม่มีอะไร ไอพาเพื่อนกลับบ้านก่อนนะ

แล้วเค้าก็พาเราไปส่งรถไฟใต้ดิน 

โอ้โห ... ซึ้งงง




จริงๆแล้ว ประสบการณ์กับคนป่วยเหล่านี้ยังมีอีกเยอะไปหมด

ไม่ใช่แค่กับผู้ชายนะ กับผู้หญิงก็เจอหลายคน

เช่น อยู่มาวันนึง เรากำลังเดินไปที่ทำงาน แล้วปรากฏว่ามีผู้หญิงคนนึง

มันจะเดินตัดหน้าเรา แล้วปรากฏว่าหลบไม่พ้น 

Nakoze ก็เลยเหยียบตรงส้นเท้าของนาง

นางก็ตะโกนโวยวายๆ ด่า Nakoze

ซึ่ง ... บอกตามตรง กรูไม่สะทกสะท้านค่ะ ... กรูไม่เจ็บ

เพราะกรู ... ฟังมึงไม่รู้เรื่องโว้ย !!!!! Smiley

555 +




นี่แหละหนา คงเป็นปกติของเมืองใหญ่ สังคมมันกดดันเค้า

เม่งเป็นบ้ากันทั้งบ้านทั้งเมือง



บางคนก็่ทำงานเป็นหุ่นยนต์  เช้าๆนี่เอาละ รีบวิ่งขึ้นรถไฟใต้ดิน

ประตูจะปิดอยู่แล้ว ยอมเสี่ยงโดนหนีบเพื่อให้ได้ไปทันรถก็มี

จะเดินดีๆก็ไม่ได้ ต้องวิ่ง  กลัวไปไม่ทันเวลา

นี่ถ้าประเทศนี้เค้ามีเวลาขาย เชื่อว่า ทุกคนก็คงอยากจะซื้อเพิ่มซักวันละ 40 ชั่วโมง

แหม ... อยากมีเวลาเพิ่มก็ไม่อยากหรอกจ๊ะ

ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน

แค่นอนให้น้อยลง ตื่นเช้าอีกซัก 10 นาที แค่นี้ก็มีเวลากินข้าวเช้า

ไม่ต้องวิ่งขึ้นรถเมล์แล้ว จริงไหมจ๊ะ




สำหรับบล็อกนี้ขอจบเอาไว้เพียงแค่นี้

ติดตามต่อบล็อกหน้า มันส์เหมือนเดิมจ้าาาาา

ราตรีสวัสดิ์ พี่น้องชาวไทย .... Smiley




Create Date : 14 เมษายน 2555
Last Update : 9 ธันวาคม 2555 14:44:12 น.
Counter : 2388 Pageviews.

13 comment
◄ Chapter 16 : Second job ที่ร้านไทย ร้ายกว่าที่คิด

(แก้ไข ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2555)

Chapter 16 : Second job ที่ร้านไทย ร้ายกว่าที่คิด



(ขอบคุณภาพจาก : http://sandragouvea.blogspot.com/2012/07/word-of-day-argue.html)


สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน หลังจากที่ nakoze หายหัวไปนานมากกว่าจะมาอัพเดทบล็อก หวังว่าทุกท่านคงสบายดี

ตอนนี้เด็ก WAT ทั้งหลายก็คงเตรียมตัวสัมภาษณ์งานกันแล้ว

เย่ๆ สู้เค้านะจ๊ะ ท่องเอาไว้ว่าคุณทำได้ๆ

สำหรับใครที่ส่งเมล์มาถามเรื่องคำถาม เรื่องการเตรียมตัวสำภาษณ์

ก็ยินดีเสมอจ้า ยิ่งตอนนี้ปิดเทอมไม่มีอะไรจะทำแล้ว

ก็ยิ่งยินดีช่วยเกริ่นก่อนว่า nakoze ไม่ใช่คนเก่ง

แต่ nakoze สัมภาษณ์มาเยอะมากๆ แม้แต่ที่ๆเค้าว่าสัมภาษณ์โหด

อย่างงานที่ต้องการภาษา Advance หรือ Walt Disney เราก็ไปสัมภาษณ์มาหมดแล้ว

ดังนั้นแล้ว อย่าได้กลัวที่จะแอดเมล์ แอดเฟส หลังไมค์และอื่นๆมาถามกันยินดีเสมอจ้าาาา Smiley

(แอดเฟสกรุณาส่งแมสเสจมาก่อนนะจ๊ะ)



เข้าเรื่องของเราดีกว่าค่ะ  วันนี้ nakoze มีเรื่องเมาท์มันส์ๆมาอัพเดทชีวิตเด็ก WAT อีกเช่นเคย

วันนี้เป็นเรื่องราวที่ nakoze พยายามหางาน second job ที่ร้านอาหารไทย

 จะดุ เด็ด เผ็ด มันส์ แค่ไหน ไปอ่านกันเลยค๊า




.... หลังจากชีวิตเริ่มลงตัว งานหลักก็ระบุวันและเวลาทำงานได้สมใจ

ที่ซุกหัวนอนก็มีเป็นหลักเป็นแหล่ง กว่าชีวิตจะนิ่งถึงวันนี้ได้ก็กินเวลาไปเกือบเดือน

nakoze ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะออกหางาน หาเงินเพิ่มให้กระเป๋าตุง

ก่อนที่จะไปช็อปให้กระเป๋าฉีกได้อย่างสบายใจ Smiley

ว่าแล้ว nakoze ก็ไปดูประกาศรับสมัครงานจากร้านน้ำตาล [คนนิวยอร์คคงรู้จักดี]

ก็จดเบอร์โทรแล้วเริ่มโทรหาทีละร้านๆ แต่ส่วนมากก็จะเป็นแนวที่ว่า

ได้คนแล้วไม่ต้องการเพิ่มแต่ยังไม่ได้เอาประกาศออก

หรือบางร้านที่มีหลายสาขา เค้าก็จะมึนๆประมาณว่าเป็นสาขาอื่นหรือเปล่า สาขานี้ไม่ได้รับคนเพิ่มนะ

แล้วก็จะมีอีกแนวว่า ร้านจะเปิดในอีก 2 เดือนข้างหน้าแต่ว่าต้องการหาคนก่อน[แต่ตอนประกาศไม่ได้เขียนนะว่าอีก 2 เดือนถึงจะเปิด]

nakoze โทรไปจนเกือบครบทุกร้านใน Manhattan ก็ถอดใจสงสัยจะไม่ได้งานสอง



จนกระทั่งวันนึง โทรศัพท์ nakoze ที่ไม่ค่อยจะมีคนโทรเข้า ก็ดังขึ้น Smiley

ตอนนั้นจำได้ว่า เป็นวันหยุดงาน เลยไปเดินเล่น window shopping ไปตามประสาคน[ไม่]มีอันจะกิน

ปลายสายโทรมาจากร้านไทยใน Manhattan ร้านนึงที่ nakoze เคยโทรไปสมัคร

ซึ่งตอนที่โทรไปคราวที่แล้ว เค้าก็ถามเรื่องประสบการณ์ร้านอาหารไทย

ซึ่ง Nakoze ก็บอกไปว่าไม่มีประสบการณ์ เคยมีแต่แบบไปช่วยเสริฟเป็นครั้งคราว

แต่ไม่ได้จริงจังขนาดทำเป็นหลักเป็นแหล่ง

ซึ่งตอนนั้นร้านนี้เค้าก็ปฏิเสธไป ไอ้เราก็ไม่ได้อะไรเพราะเข้าใจว่าร้านไหนๆก็ต้องการคนที่มีประสบการณ์มาก่อน

จนกระทั่งร้านนี้โทรมาอีกครั้งนึงเค้าก็ถามเรื่องประสบการณ์อีกรอบ

nakoze ก็บอกไปอย่างที่ท่านผู้อ่านทราบว่าไม่มีประสบการณ์อย่างจริงจัง

แต่เคยไปช่วยงานร้านไทยตอนช่วงที่เค้า Busy ครั้งสองครั้ง

แล้วตอนนั้นไปเป็น เด็กเสิร์ฟ ไม่ได้ทำงานในครัว

แล้วปลายสายก็ถามบอกว่าแล้วอย่างนี้จะทำงานได้ไหมล่ะเนี่ย

[อ้าวตอนกรูโทรไปครั้งก่อน กรูก็บอกตรงๆไม่มีประสบการณ์ เจ๊ไม่สนใจหนู แล้วเจ๊จะโทรมากระแนะกระแหนหนูทำไมคะเนี๊ย Smiley]

แต่ด้วยความที่อยากได้งานเราก็่บอกกลับไปว่า อ๋อคงต้องลองค่ะ หนูก็ไม่ใช่คนเกี่ยงงานอยู่แล้ว

ว่าแล้วปลายสายก็ถามย้ำๆเรื่องประสบการณ์ ที่จะย้ำยังไง nakoze ก็บอกไปตามตรงว่าไม่มี

แล้วสุดท้ายเจ๊คนนี้ก็บอกว่า ให้มาเทรนงานตอนนี้เลยได้ไหม ให้ไปให้ถึงภายใน 1 ทุ่ม!! Smiley

ไอ้เราก็ตกใจ  ตอนนั้น 6 โมงกว่าค่ะเดินช็อปอยู่ Queens Mall อยู่เลย

ให้เข้าไปฝั่ง West Side ภายใน 1 ชั่วโมงนี่ยาก

ถ้าคุณอยู่นิวยอร์ค ก็จะรู้ว่าเวลาที่มันไม่มีรถ express train มันใช้เวลานานขนาดไหน

แต่เอาวะ ไหนๆก็มีคนมาเสนองานให้แล้ว

สรุป nakoze ก็รีบไป ไปถึงก็สายไปพอสมควร มัวแต่เดินหลงทาง Smiley

ไปฝั่ง West ทีไรงงแตก....ไม่ค่อยได้ไป
ปกติเป็นสาว Gossip girl อยู่แต่ฝั่ง Upper East Side อุ้ย..เลิศศค่าาาา

กลับมาเข้าเรื่องของเราต่อ  พอไปถึงร้านก็มีพี่ปู้จายคนนึงเดินออกมาทักทายแบบอัธยาศัยดีมากกก

แต่พอบอกว่ามาสมัครงานเท่านั้นแหละ หน้ามือ พลิกปั๊ปเป็นหลังส้น....ทันที Smiley

จริงๆไอ้เรื่องแบบนี้ได้ยินมาเยอะว่าเค้ากลัวเราจะไปแย่งงาน แย่งทิป

แต่ขอทีเถอะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมบ้างจะได้ไหม

ถ้าเค้าไม่จำเป็นต้องใช้คนจะมีใครอยากเทรนคนใหม่มาเพิ่มให้เปลืองค่าจ้างวะ

พอบอกเค้าไปเสร็จ เค้าให้เข้าไปรอด้านใน จนสักพักนึงเจ๊คนที่โทรมาหา nakoze เค้าก็ออกมารับ

เค้าก็ถามด้วยสีหน้าเหยียดๆคนนี้ใช่มั๊ย ที่ไม่มีประสบการณ์ ?

[เอ่า ตกลงจะเรียกกรูมาเหยียดหยามใช่มั๊ย]

และต่อไปจะเป็นบทสนทนาที่เกิดขึ้นจริงระหว่างเรากับอิเจ๊

อิเจ๊ : เอาชุดมาเปลี่ยนมั๊ย ?

Nakoze : ไม่ได้เตรียมตัวเลยค่ะ หนูรีบมามากๆ

อิเจ๊ : แค่นี้ก็ไม่รู้หรือไง ว่าต้องเตรียมชุดมา

Nakoze : [คิดในใจว่า เออ ... กรูไม่รู้] แต่ภายนอกทำได้แค่ยิ้มหวานนนนนน Smiley

อิเจ๊ : หมวกล่ะ หมวกๆ

Nakoze :ขอโทษค่ะ หนูไม่ได้เตรียมมาเลยจริงๆ
หนูอยู่ข้างนอก พอพี่โทรมา หนูอยากได้งานก็รีบมาเลยค่ะไม่ได้เตรียมตัวจริงๆ

อิเจ๊ : เดินไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาผืนนึงวางแปะบนหัว nakoze [จะให้กรูเอามาทำอะไร ช่วยบอกกรูที ]

nakoze ผู้โง่เขลาก็ยังไม่รู้ว่าอิเจ๊เอาผ้าเช็ดหน้ามาโปะหัวกรูทำไม

หรือเค้ากลัวรังแคกรูจะกระเด็นลงหม้อก๋วยเตี๋ยว ?

หรือเค้ากลัวแขกเห็นว่าหัวกรูล้านผมหายไปครึ่งหัว ?

หรือเค้าให้ปิดหน้าปิดตาแบบในหนังแขก ประมาณว่าตื่นเต้นเร้าใจดี ?

หรือให้มาซับน้ำตาตอนโดนเค้าไล่ออก ? ในหัวมีแต่คำถาม ????? เต็มไปหมด

แต่แล้วอิเจ๊ก็มาสกัดความคิดบ้าๆบอๆที่กำลังจะตามมาด้วยการบอกว่าให้เอาผ้าผืนนั้นแหละมาทำเป็นหมวก

nakoze ก็ยังไม่เข้าใจว่าอิผ้าบานๆผืนนี้จะมาเป็นหมวกได้ไงวะ ??

ก็เลยตอบออกไปอย่างเขินอายว่า พี่ขาช่วยผูกให้หน่อยได้ไหมหนูทำไม่เป็น

โอ้ยคุณ คุณจะหัวเราะอิฉันก็เอาเถอะค่ะ

นี่คุ๊ณการใช้ผ้าเช็ดหน้าผูกหัว มันเป็นปัญหาระดับชาติเลยนะ

อิฉันเชื่อว่า มีประชากรอีกหลายสิบล้านคนที่เค้าผูกไม่เป็น Smiley

แหม แค่ผูกด้านหน้าอิฉันก็ว่ามันลำบากแล้วนะ อันนี้ยังให้ขมวดปมอยู่ด้านหลังอีก โอ้ยใครจะทำได้วะ (จริงๆแล้ว nakoze อาจจะเป็นคนเดียวในประเทศไทยที่ทำไม่เป็น 555)

ว่าแล้วอิเจ๊ก็เดินกระแทกเท้ามาผูกให้ด้วยอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจ ก่อนจะพา nakoze เข้าไปในครัว

ในครัวก็มีมือผัดคนไทยอยู่ 3 คน และก็มีแม็กซิกันอีก 3 คน คอยทำเมนูง่ายๆบางชนิด

nakoze ก็ยังคงมองดูด้วยความตื่นเต้นโดยไม่รู้ว่าช่วงเวลาอันเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้น



อิเจ๊ที่ยังหงุดหงิดอยู่ก็ดุ่มๆก็พูดขึ้นมาว่าให้ทำแบบพวกเค้าเนี่ยทำได้มั๊ย ?

Nakoze ก็ว่าค่ะ เดี๋ยวต้องลองทำดู ช่วงแรกๆหนูอาจจะยังไม่ค่อยคล่อง พร้อมยิ้มหวานมัดใจไป 1 ที

แทนที่อิเจ๊จะรับคำ ให้กำลังใจ สอนงานหรืออะไรก็ตาม

อิเจ๊กลับเลือกที่จะปาลูกดอกอันเบอเริ่มเข้ากลางหัว nakoze ด้้วยการตอกกลับว่า

" ก็แน่สิ ไม่มีประสบการณ์มาเลยนี่ อย่างเธอเดือนนึงจะจำเมนูจะทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ "Smiley

ตอนนั้น nakoze ก็ไม่รู้จะทำหน้าตายังไง ก็ได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน พร้อมยิ้มหวานให้อีกรอบ

อิเจ๊ก็ยังไม่ปรานี ถามคำถามต่อมาอีก ทำไมถึงอยากมาทำงาน ?

Nakoze ก็ว่าอยากได้เงินเพิ่มอีกค่ะ [เอ๊า ก็เรื่องจริง ใครๆก็อยากได้เงิน]

แต่สิ่งที่ nakoze ไม่คิดว่าจะได้ยินจากอิเจ๊คนไทยด้วยกันคนนี้

คือการที่มันหันกลับไปตะโกนให้มือผัดฟังว่า

" เฮ้ย ฟังดิวะพวกเรา เค้าบอกว่า เค้าอยากได้เงินว่ะ แล้วก็หัวเราะแบบนางอิจฉาในละคร " Smiley

ไอ้เราก็เฮ้ย หัวเราะเยาะเราทำไมวะ มันผิดตรงไหนกับการอยากทำงานอยากได้เงิน

แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยิ้มไป แล้วก็อธิบายว่าตอนมาถึงแรกๆค่าใช้จ่ายหนูเยอะ หนูก็อยากได้เงินเพิ่มก่อนกลับไทยบ้าง



แล้วซักพักนึง ออเดอร์ก็เริ่มทยอยเข้ามา ออเดอร์แรกเป็นขนมจีบ

อิเจ๊ก็อธิบายมาว่าขนมจีบนี้ ต้องหยิบกี่อัน แล้วเอาไปนึ่งในไมโครเวฟกี่นาที

ซึ่ง nakoze แอบมองเข้าไปในไมโครเวฟที่ใช้อบ

คุณขา คุณรู้ไหม ภาชนะที่เขาใช้บรรจุขนมจีบเข้าไปอบ มันเป็นแค่กล่องพลาสติกบางๆค่ะ

โอเคถ้าเป็นแบบพลาสติกหน้าเราก็จะไม่อะไรใช่ไหม

แต่นี่คือพลาสติกแบบที่เวลาคุณสั่งข้าวยำไก่แซบของ KFC กลับบ้าน

หรือข้าวไก่เผ็ดจากซิสเลอร์กลับบ้าน มันคือกล่องแบบนั้น !!!!! Smiley

ซึ่งว่าโอเคมันอาจจะทนความร้อนได้ แต่นี่ความร้อนในไมโครเวฟนะ

วันๆนึง ใช้มันไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งแน่นอน ซึ่งเห็นสภาพแล้ว บอกตรงๆว่าอึ้งจริงๆ Smiley

แทนที่จะอยู่เฉยๆ nakoze ก็เสือกหาเรื่องเข้าตัวอีก ก็ดันหันไปเห็นว่าขนมจีบมันมี 2 สี

มีสีเหลืองกับสีเขียว ก็หันเลยถามอิเจ๊ไปว่า พี่ขาขนมจีบ 2 สีนี้มันต่างกันยังไงหรอคะ

อิเจ๊ก็ตอบด้วยความกวนตรีนว่า " ก็ไม่เห็นหรือไง อันนึงมันเป็นสีเขียว อีกอันมันเป็นสีเหลือง "

....... ทึ่ง ทึง ทึ๊ง หน้าเสียไปเลยค่ะ ดูคำตอบแกสิคะ

คือใจเราเนี่ยที่ถามเพราะอยากรู้ว่าสีเขียวนะเป็นหมู สีเหลืองเป็นกุ้งหรือเป็นปูเป็นอะไรก็ว่าไป

คือ...จะตอบแบบนี้อย่าตอบเลย กวนตรีนแบบไร้สาระ แบบนี้เค้าเรียกว่า "แก่กะโหลกกะลา"

แต่ nakoze จะทำอะไรได้ ได้แต่ท่องไว้ในใจว่าพระพุทธเจ้าท่านยังมีมารฤทธิ์เดชแกร่งกล้ามาผจญแต่ท่านก็เฉย

ส่วนเรากับแค่อิมารอารมณ์ตัวนี้ ทำไมเราจะผ่านมันไปไม่ได้ ถ้าอยากได้งานก็ต้องอดทน!! Smiley

พอสติมาปัญญาก็เกิด ก็ได้แค่ยิ้มหวานให้เหมือนเดิมแล้วก็เปลี่ยนเรื่อง ชวนคุยเรื่องอื่นแทน

Nakoze : พี่ทำงานที่นี่มานานแล้วหรอคะ พี่เก่งจังทำอะไรดูคล่องไปหมด

อิเจ๊ : ทำนานหลายปีแล้ว อย่างเธอเดือนนึง อย่างดีก็คงจะท่องได้แค่บางเมนู

..... ทึ่ง ทึง ทึ๊ง ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะนี้ระดับความดันในสมอง nakoze พุ่งมาที่ 160 มม.ปรอท

เฮ้อ ~ อุตสาห์ชวนนอกเรื่อง ทำไม๊มันวกกลับมากัดกรูได้วะเนี๊ย ....

เป็นอะไรมากไหมอิเจ๊นี่ด่าอย่างเดียว ปากว่างไม่ได้ต้องพูดจาดูถูกดูแคลน แล้วอิเจ๊ก็เริ่มบทสนทนาอันเลวร้ายของมันต่อ

อิเจ๊ : นี่เธอทำอาหารไทยเป็นไหม ?

Nakoze : เป็นค่ะหนูชอบทำอาหาร แต่ทำเป็นแค่บางเมนูยังไม่ค่อยเก่งค่ะ

อิเจ๊ : ทำอะไรได้บ้าง ?

Nakoze
: ก็เป็นแกงง่ายๆค่ะ พวกมัสมั่น แกงเขียวหวาน พะแนง ราดหน้า ผัดซีอิ๊ว

อิเจ๊ : รู้จักอาหารไทยแค่นี้หรือไง ? ไม่เคยกินอาหารไทยหรอ ?

Nakoze : ยิ้มแห้งๆ

อิเจ๊ : ทำไม ? หรือเด็กรุ่นใหม่มันทำอาหารไม่เป็น คงจะทำเป็นแต่อาหารฝรั่งสินะ

กินก็คงจะกินแต่อหารฝรั่ง อยู่บ้านว่างๆก็คงจะไม่เคยทำอะไรได้แต่ใช้เงินพ่อแม่เล่น

..... ทึ่ง ทึง ทึ๊ง ขณะนี้ ปรอทวัดความดัน พุ่งมาที่ 190

 เส้นเลือดในสมอง เรียงตัวใหม่ อ่านเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า S H I T !! Smiley

ใครก็ได้ช่วยเอาอิเจ๊ไปแดรกยาระงับประสาทที มันเป็นอะไรมากไหมคะเนี่ย

และก่อนที่ nakoze จะได้บีบคออิเจ๊ตายห่า คาหม้อต้มพะแนงของมัน

ชาวแม๊กซิกันในครัวที่ไม่รู้ว่า เราคุยกันเรื่องอะไร แต่ก็คงพอจะจ้ับน้ำเสียอิเจ๊เวรนี่ได้ ก็พยายามส่งสายตาเห็นใจมาให้

ประมาณว่า โชคดีจังที่กรูฟังภาษาไทยไม่ออก ไม่งั้นพวกกรูพรุนเหมือนเมิงแน่ nakoze เอ้ยย

และแล้วก็มีแขกใจดีสั่งอาหารมาขั้นเวลาสงครามประสาทของ nakoze กับ อิเจ๊

อิเจ๊ก็สอน nakoze ทำอาหารเป็นอย่างแรก แล้วก็ทำให้ nakoze รู้ซึ้งว่า

ร้านไทย[บางร้าน]กับร้านฝรั่งมันต่างกันตรงไหน ?

fast food ธรรมดาๆของฝรั่ง ที่ราคากลางๆแต่เค้าให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาดเป็นเลิศ ของทุกชิ้นต้องใช้ถุงมือจับ

เปลี่ยนถุงมือชั่วโมงละ 2 คู่ หรือเมื่อรู้สึกว่ามันสกปรกเปลี่ยนทันที

ตอนทำงานร้านฝรั่ง Nakoze เปลี่ยนถุงมือ วันนึงไม่ต่ำกว่า 10 คู่ อาจจะถึง 20 ด้วยซ้ำไป

แต่คุณขา ร้านไทยร้านนี้ให้อิฉันใช้มือเปล่าหยิบเครื่องปรุงค่ะ

แล้วคุณขา คุณๆกล้ากินหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าอิฉันจกมันฝรั่งที่ผ่านการบดและต้มเละๆมาแล้ว

เอามาทำมัสมั่นให้คุณๆ ลองนึกถึงภาพมันฝรั่งมันติดอยู่ในซอกเล็บอิฉันสิคะ

แหวะ

แล้วนอกจากเรื่องมันฝรั่งในซอกเล็บแล้ว ก็มีอีกเรื่องที่ nakoze รับไม่ได้อย่างแรงนั่นก็คือ

มีออเดอร์นึงเค้าสั่งปลาแซลมอน ราดซอสอะไรซักอย่าง

ซึ่งพอทำสเต็กแซลมอนเสร็จ ก็จะให้แม็กซิกันเป็นคนบีบซอส แล้วเอาไปวางเตรียมเสิร์ฟ

ซอสนี้ก็เป็นสูตรของทางร้านที่ทำเอง

ทีนี้พอแม็กซิกันคนนี้บีบซอสราดปลาแล้ว ปรากฏว่ามันออกมาเป็นฟอง ลักษณะว่าบูด

ซึ่งก็คือเปื้อนปลาหมดแล้วนะ คนแม็กซิกันก็เลยเอาไปให้อิเจ๊

บอกประมาณว่า นี่ๆมันเสียแล้วมันเป็นฟอง

คุณขาอิเจ๊ทำไงรู้ไหมคะ?

คุณอาจจะคาดหวังให้เค้าทำสเต็กปลาใหม่ แต่สิ่งที่อิเจ๊ทำก็คือ

อิเจ๊คนนี้เอาปลาตัวนั้นไปล้างน้ำเปล่า แล้วเทซอสใหม่ราดลงไปค่ะ !!!!!!

เฮ้ย !!

เฮ้ย !!!

เฮ้ย !!!!

อิเจ๊แรงมาก เจ๊กล้าทำอย่างงี้ได้ไงวะ

นอกจากให้กรูเอามือเปล่าจกส่วนผสม ยังเอาปลาไปล้างซอสเน่าหน้าตาเฉย

กรูอยากจะไปเรียก inspector มาเดินตรวจซะเดี๋ยวนั้นเลยอ่ะ

จบจากการคั่นรายการโดนด่า ด้วยการอึ้งกับการทำอาหารของอิเจ๊

อิเจ๊ก็คงนึกได้ว่าควรจะด่าnakozeต่อ

อิเจ๊ก็หันมาวีน nakoze ที่พึ่งไปถึงวันแรก และเพิ่งทำงานได้แค่ราวๆ 2 ชั่วโมง

ตอนนั้นไม่มีออเดอร์อะไรมาเลย แล้ว nakoze ก็เช็ดมีด เช็ดเขียงสะอาดทุกอย่างแล้ว

ก็เลยยืนดูคนแม็กซิกันเค้าปิ้งหมูสะเต๊ะ

ปรากฏอิเจ๊ก็วีนแตก "นี่ จะมาทำงาน มายืนงอมืออยู่เฉยๆแบบนี้ไม่ได้นะ"

เอ่า....แล้วจะให้กรูทำอะไร คุณขาาาาา คนเพิ่งมาถึงแค่ 2 ชั่วโมง

แค่หาที่เก็บมือเก็บไม้แก้เขิน มันยังไม่รู้จะเอาไว้ตรงไหนเลย

จะให้กรูทำงานให้คล่องเหมือนเมิงได้หรอ? ให้กรูกินยาซุปเปอร์แมนไป กรูยังจะทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้

เรียกกรูมาเทรน คือสอนกรูดีๆก็ได้หรือถ้าไม่เอาก็อย่าเรียกกรูมา โอเคไหม

พอโดนด่ารอบสุดท้าย nakoze ก็ถามอิเจ๊ไปว่าร้านเปิด-ปิดกี่โมง

อิเจ๊ก็ยังคงไว้ลายกวนตรีน ตอบกลับมาว่าปิดดึก ตี 1 โน่นแหละกว่าจะเก็บร้านถ้าจะกลับไปเลยก็ได้นะ

อ่าว...ตกลงไล่ให้กรูกลับบ้านซะงั้น nakozeก็โอเคพอแล้ว ไม่ทนต่อ โอเคงั้นกลับเลยแล้วกัน

อิเจ๊ก็ถาม จะกินอะไรไหมก่อนกลับ ?

เราก็บอกไปว่าไม่เป็นไรค่ะไม่รบกวน

แต่คุณลุงใจดีมือผัดในร้านก็แย้งขึ้นมาเบาๆว่าเอาผัดไทยไหม เดี๋ยวลุงทำให้กินซะหน่อยเถอะ

nakoze ก็เลยไม่ปฏิเสธคุณลุง ตอนแรกจะขอให้เขาใส่ถุงกลับบ้าน

เพราะไม่อยากหายใจเอาอากาศเข้าร่วมกับอิเจ๊อีกแม้แต่ 1 วินาที

แต่อิเจ๊ก็บอกว่าไม่ให้กลับบ้านให้กินที่นี่ ซึ่งตรงนี้เราโอเค

เราพอจะทราบมาว่าบางร้านจะไม่ให้ห่อกลับบ้านเราก็ไม่มีปัญหา

พอคุณลุงทำผัดไทยให้เสร็จ คุณลุงก็เอามาให้

เราก็หันไปถามอิเจ๊ว่าให้ไปนั่งกินตรงไหน

คุณขา...อิเจ๊มันพูดว่า " ไม่มีหรอกที่นั่งกินข้าว ยืนกินตรงนี้แหละ!! "

เอ่า อิห่า แล้วกรูจะกินยังไง เมิงทำงาน หั่นผัก ฉั่บ ฉั่บ ฉั่บ แล้วให้กรูก้มลงไปกิน

เกิดหั่นผิดหั่นถูก หั่นหัวกรูไปใครจะรับผิดชอบ !!

จริงๆปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอก แต่ประเด็นคือ

นึกออกไหมแค่กรูอยู่ของกรูเฉยๆอิเจ๊เม่งยังขุดเรื่องมาด่ากรูได้

ถ้ากรูเพิ่มความแรงเข้าไปโดยการยืนโซ้ยผัดไทยต่อหน้าเจ๊ตอนเจ๊ทำงานความผิดกรูจะโดนลงอาญาถึงขนาดไหนวะเนี่ย !!

ว่าแล้ว nakoze ก็รีบยัด แล้วก็ทนไม่ไหวเพราะอิเจ๊เล่นยืนมองแล้วส่ายหน้าพร้อมกับสายตาดูถูก

แล้วส่ายหน้าอีกรอบ ทำซ้ำๆอยู่อย่างนี้

nakoze กินไปได้ประมาณ 7 คำ ก็เลยหยุดกินแล้วบอกว่า เอ่อ..หนูอิ่มแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ

อิเจ๊ก็ยังทิ้งท้ายไว้ลายปากเสีย อิ่มแล้วหรอไงเห็นตัวอ้วนขนาดนี้

....... ตึ่ง ตึ่ง โป๊ะ ความดันพุ่งขึ้นไปที่ 200 มิลลิเมตรปรอท

nakoze เอาถ้วยไปเก็บหลังร้าน แล้วก็ลาอิเจ๊ ลา Manager

ก่อนกลับ Manager ยังถามอีก บอกว่าพรุ่งนี้มาเทรนกี่โมง

เราก็บอกคงไม่ได้มาแล้วค่ะ

เค้าก็ถาม อ้าวทำไมล่ะทำไม่ไหวหรอ ?

เราก็บอกไปว่างานหนักหนูไหวนะคะพี่ แต่มายืนด่าหนูแบบนี้หนูไม่ไหวค่ะ

แล้วก็เดินออกจากร้านด้วยท่าทีดุจนางพญา[ยม] Smiley

ก่อนกลับบ้านด้วยอารมณ์ค้างๆ เหมือนเป็นกระโถนอะไรซักอย่างที่คอยรองให้อิเจ๊ถ่มน้ำลาย




คือคุณจะสอน คุณก็สอนดีๆ คุณไม่ต้องมาจวกกันแบบนี้ก็ได้

ถ้าคุณเห็นว่าไม่ไหว คุณก็พูดดีๆ ว่าเออเห็นท่าทางแล้วไม่น่าไหวนะ

พูดจารักษาน้ำใจกันหน่อย เอาใจเขามาใส่ใจเรา

นึกถึงวันแรกที่คุณเริ่มงาน หากคนที่เขาสอนคุณ เขาสอนคุณดีๆ

คุณก็ happy ก็เอาความดีนั้นมาสอนต่อ สอนแบบที่คนอื่นจะ happy ไปด้วย

แต่ถ้าคนที่สอนคุณ เค้าสอนคุณแบบเลวร้าย ก็ขอให้จำว่าคุณรู้สึกยังไง

จำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาทำใส่คนอื่น ไม่ใช่จำแล้วมาทำเพื่อการแก้แค้นหรือเพื่อสนุกสะใจ

จะว่าไปนี่เหมือนตอนรับน้องมหาวิทยาลัยเลยเนอะ

ตอนปี 1 อิพวกเด็กปี 1 ก็ด่ารุ่นพี่

พอตัวเองมาเป็นรุ่นพี่ ก็กลับไปทำรุ่นน้องเพื่อความสะใจ

เฮ้อ ...




เอาล่ะค่ะเห็น nakoze จวกร้านไทย ยับขนาดนี้

เพื่อนเด็ก WAT ที่คิดจะไปหางาน 2nd job ก็ทำใจไว้แล้วกันจ่ะ

บางร้านเขาก็ดี บางร้านเขาก็ร้ายและส่วนมากบอกได้เลยนะ

ว่าร้านอาหารไทยในอเมริกา ขึ้นชื่อเรื่องการเทรนยาว

และการเทรนของร้านไทย มักจะไม่ให้เงินค่ะ แต่อาจจะได้กินข้าวฟรี 1 มื้อ

บางคนโดนเทรนฟรีไปแค่ 3-4 วันแล้วไม่ได้งาน เค้าก็บอก อย่างนี้นี่ยังดี

เพื่อน nakoze บางคน โดนเทรนงานไป 3 อาทิตย์ค่ะแล้วไม่ได้งาน ก็ไปเสียเวลาฟรีๆ

แต่คนที่เทรนสั้นแล้วได้งานจริง ก็มีนะคะ ไม่อยากเหมารวมด่าร้านอาหารไทยทุกร้าน

เพราะร้านดีๆก็คงยังมีอีกเยอะ   แต่สงสัย nakoze จะบุญน้อย เจอแต่คนร้ายๆ

ส่วนเรื่อง 2nd job ร้านไทย มีแต่คนถามทั้งในบอร์ดพันทิป ส่งเมล์ หลังไมค์ อะไรก็ตามแต่อยากบอกคุณไว้ว่าให้เผื่อใจค่ะ

จะเข้าร่วมโครงการนี้ต้องเผื่อใจจริงๆ ถ้าคุณเจอคนดี เจอเรื่องดีๆ คุณก็จะมองว่ามันดี

ถ้าคุณเจอแต่เรื่องร้ายๆ คุณก็จะมองว่าโครงการมันไม่ดี

สรุปแล้วจะมาโครงการ WAT ให้ทำความเข้าใจในจุดประสงค์ของโครงการค่ะ

ลองคิดดูว่าคุณอยากมาจริงๆหรือเปล่า

แล้วคนบางประเภทที่มาตั้งคำถามแล้วพอตอบไปไม่โดนใจ

มาด่าว่ากันแบบนี้วันหลังก็อย่ามาถาม

ถ้าถาม nakoze นะ ว่าสรุปแล้ว WAT มันดีหรือไม่ดี

ถ้าคุณอ่าน Blog nakoze มาตั้งแต่ปี 2010 หรือก่อนหน้านั้น 2009 ที่ออสเตรเลีย

คุณจะรู้ว่า nakoze เจอเรื่องร้ายมาเยอะมาก

ยิ่ง WAT งานก็หนัก โดนโกงเงินเป็นหมื่น ทำไมยังไปอีก

ก็เพราะ nakoze รับได้ไง เราไม่ได้เห็นแค่ด้านโป้ง หรือด้านก้อยของเหรียญ

แต่เรามองจากสัน ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันจะออกโป้งหรือก้อย

ความสนุกของชีวิตมันก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ เราไม่รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น

และมันไม่สำคัญด้วยว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่มันสำคัญที่ว่า ถ้าด้านที่คุณกลัวเกิดขึ้นแล้วคุณจะแก้ไขมันยังไง

โอเคเข้าเรื่องของเราต่อ เอ๊ะทำไมออกไปไกลจังวะ

เอาล่ะเรื่อง 2nd job ที่ร้านอาหารไทย

โอเคคุณฟังจากคนอื่น เขาอาจจะบอกคุณว่าเค้าได้ทำหลายงานเขาหางานได้

แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าเบื้องหลังมันมีอะไรอีกเยอะ

จะเมาท์ให้ฟังก็ได้นะ มาๆเอาหูมาใกล้ๆ รู้แล้วเหยียบให้แซ่ดเลยนะ

เด็ก WAT ส่วนมาก ร้านไทยเค้าไม่จ้างค่ะ

เหตุผล

1. เด็ก WAT เป็นนักศึกษา ซึ่งน้อยคนนักที่จะมีประสบการณ์ในครัว
ซึ่งเดี๋ยวนี้มันน้อยจริงๆค่ะ เด็กที่จะเข้าครัวพร้อมคุณย่า แล้วไปนั่งร้อยมาลัยกับคุณยาย

2. อยู่ได้แค่ 3 - 4 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่กว่าชีวิตจะลงตัว กว่าจะออกหางานสองได้เวลาก็ผ่านไประยะนึง ก็ยิ่งเหลือน้อยเข้าไปใหญ่ พอเค้ารับคุณเทรนคุณเสร็จจนคุณเป็นงาน คุณก็ต้องกลับ คุณอย่าลืมว่าร้านอาหารไทยที่เมืองนอก กับเมืองไทยมันต่างกันนะ

3. เค้าจะจ้างคุณทำไม ในเมื่อคนไทยที่ไปโดยวีซ่าอื่นๆ ที่เค้าไม่มีข้อผูกมัดกับงานหลัก มีอยู่ตั้งเยอะแยะ ขณะที่คนอื่นพร้อมทำงานให้เค้า full time แต่คุณต้องไปเอาดีกับงานหลักให้ได้ก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าคุณมีปัญหา นายจ้างจะส่งเรื่อง terminate visa คุณ ยิ่งเมืองใหญ่ๆคนไทยอยู่หลายร้้อย หรือหลักพันค่ะ เค้าไม่แคร์คุณหรอก เค้ามีคนอื่นที่พร้อมกว่าคุณ

อันนี้ไม่ได้ว่าคนที่ได้ทำงานที่ร้านอาหารไทยนะ เค้าอาจจะมีความสามารถจริงๆก็ได้

แต่เอาคนที่เราสัมผัสมาแล้วกันสิ่งที่ทำให้เค้าได้งาน

คือเค้าไปโกหกกว่าเค้าไม่ได้มา WAT คือโกหกว่ามาวีซ่าท่องเที่ยว

บางคนก็โกหกว่ามาเรียนภาษา เพราะวีซ่าพวกนี้มัน อยู่ครึ่งปีหรืออาจอยู่ได้เป็นปี

หรือกรณีคนที่ไม่ได้โกหกเรื่องวีซ่า มันก็โกหกว่าจะไม่กลับไปรับปริญญาอยู่ได้นานก็เป็นซะแบบนี้

เราเห็นใจร้านไทยหลายๆร้านนะ ที่โดนโกหกแล้วแบบนี้เค้าก็ติดลบกับเด็ก WAT อย่างเราๆ

ไม่อยากจะช่วยแล้ว เพราะช่วยเรามันก็ทำให้เค้าเสียโอกาส

แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอด

แต่อย่างน้อย nakoze คนนึงหล่ะ ที่จะไม่โกหกเพื่อให้ได้ทำงาน

หรือคุณไม่เชื่อ ว่าเวรกรรม มันมีจริง ....

ราตรีสวัสดิ์ประเทศไทย

Smiley

Smiley คลิกเพื่ออ่านต่Chapter 17 : นิวยอร์คซิตี้ ... เมืองนี้มีแต่คนป่วย

Smiley คลิกเพื่อย้อนกลับไป Chapter 15 : ทำงานที่นี่คุณต้องทน ถ้าคุณไม่ทนเราก็ไม่มีงานให้คุณทำ ... คุณถูกไล่ออก



Create Date : 11 ตุลาคม 2554
Last Update : 9 ธันวาคม 2555 14:37:05 น.
Counter : 3667 Pageviews.

18 comment
◄ Chapter 15 : ทำงานที่นี่คุณต้องทน ถ้าคุณไม่ทนเราก็ไม่มีงานให้คุณทำ ... คุณถูกไล่ออก

(แก้ไข ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2555)

Chapter 15 : ทำงานที่นี่คุณต้องทน  ถ้าคุณไม่ทนเราก็ไม่มีงานให้คุณทำ...คุณถูกไล่ออก




(ขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.habitformingsuccess.com/leadership/day-10-youre-fired/)


สวัสดียามบ่ายท่ามกลางอากาศร้อนจนอยากจะควักไส้ตัวเองออกมารับลมข้างนอก

วันนี้ก็ได้ฤกษ์ดี ที่ nakoze จะมาอัพบล็อกต่อ

จากคราวที่แล้ว nakoze ได้บ่นเรื่องงานคร่าวๆ ให้ท่านผู้อ่านรำคาญไปแล้วรอบนึง

วันนี้ก็ถึงทีเม้าท์มอย เผาขนเพื่อน[อดีต]เพื่อนร่วมโครงการอย่างบักกล้ามโต

อย่าได้ช้าไปตั้งวงเม้าท์เผาขนกันเลยดีกว่า




หลังจากทำงานร้าน Shake Shack ไปได้เกือบอาทิตย์

nakoze ก็เกิดสำรวจเห็นความผิดปกติที่ท้องแขนตัวเอง

อยู่ดีๆ มันก็เป็นผื่นแดงขึ้นมาทั้งๆที่ปกติผิวหนัง nakoze หนายังกับอุ้งตีนหมีควาย

แค่ผื่นแดงยังไม่พอมันยังคันๆๆๆๆ คันมากจนทนไม่ไหว กลายเป็นผื่นจ้ำๆแบบในรูป



ปล.ดิฉันสาบานค่ะว่านั่นแขน มิใช่ขาหมูแต่อย่างใด Smiley

ว่าแล้วก็เริ่มย้อนอดีตชาติว่าไปทำอะไรมา[วะ]

แล้วก็ระลึกชาติได้ว่าไอ้ผื่นแดงๆที่เกิดขึ้น

มันมาจากการที่ nakoze ต้องเอาท้องแขนไปต่อสู้กับน้ำมันที่มันกระเด็นขึ้นมา

 เห็นมั๊ยคะท่านผู้ชม ทำงานร้านนี้สวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องถึกและบึกบึน Smiley

ตอนนั้นแบบ โอ้ยกรูไม่อยากทำงานแล้ว มาทำแค่แป๊ปเดียวได้แผลซะแล้วเนี่ย

nakoze ก็ไปบ่นๆๆๆให้คนรอบข้างฟัง พี่จากที่เอเจนซี่ก็ขอร้องว่าอย่าลาออก

จริงๆไม่คิดจะลาออกหรอก เพราะมั่นใจว่าหางานใหม่ไม่ได้แน่ๆ 55 Smiley

ประกอบกับถ้าลาออก น้องๆ WAT รุ่นต่อๆไป

ที่เค้าตั้งใจจะทำงานจริงๆก็คงหมดโอกาสเพราะรุ่นพี่อย่าง nakoze ไปสร้างชื่อเสียไว้

ว่าแล้ว nakoze ก็ทนทำงานที่ Shake Shack ต่อไป

จนกระทั่งวันนึง เป็นวันที่ดวงอาทิตย์โคจรไปบังดาวพลูโต

จนเกิดปรากฏการณ์ เอลนินโย่ ลานินย่า ปาปาย่า ป๊อก ป๊อก [ใครสอนวิทยาศาสตร์มันฟะ]

เป็นวันที่ nakoze และ บักกล้ามโตได้มาทำงานร่วมกะกันพอดี [ปกติไม่เจอกันค่ะ]

nakoze ได้รับหน้าที่ยืนปิ้งขนมปังอยู่ ก็เห็นบักกล้ามโตเดินเข้างานมา

แล้วซักพักเค้าก็เดินออกไปคุยกับแมเนเจอร์ใหญ่แล้วกลับเข้ามาใหม่

แปปนึงแมเนเจอร์ใหญ่ก็เดินตามออกมา แล้วก็เริ่มพูดเสียงดังอย่างไม่พอใจ

สรุปเรื่องได้ว่า บักกล้ามโตไม่สามารถทำงานในตำแหน่งใดๆได้ ถ้าตำแหน่งนั้นต้องโดนควัน

ว่าแล้วแมเนเจอร์ชายใจสาว ก็ตวาดขึ้นมาว่าแล้วยูจะไปทำตรงไหน ยูเป็นแคชเชียร์ได้รึไง ?

บักกล้ามโตผู้แสนซื่อก็เสือกพยักหน้าว่าทำได้ [ห่า .... เค้าประชดมึง] Smiley

แมเนเจอร์ใหญ่ก็ยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ บอกว่าทำงานที่นี่ต้องเปลี่ยนหน้าที่กันไม่มีใครเลือกได้

แล้วเค้าก็หันมาพูดกับ nakoze ว่าช่วยไปพูดกับบักกล้ามโตให้มาปิ้งขนมปังได้ไหม

nakoze ก็ถามบักกล้ามโตว่าให้มาปิ้งขนมปัง แต่มันก็ทำหน้านิ่งไม่ตอบอะไร

พอเห็นอย่างนั้นแมเนเจอร์ใหญ่ที่กำลังโกรธจัด แกก็ตวาดว่าที่นี่เป็นร้านฟาสฟู้ด

ไม่มีตรงไหนที่ไม่มีควัน ถ้าคุณจะทำงานตรงที่ไม่มีควันที่นี่ไม่มีงานให้คุณทำ

เลือกเอาว่าจะทำหรือจะออกไป!!! Smiley

สุดท้ายแล้วบักกล้ามโตก็เลยเลือกทางเดินชีวิตตัวเองโดยการถูกไล่ออก




จริงๆแล้วเรื่องนี้บักกล้ามโตผิดเต็มประตู

ถามว่าก่อนมาได้ Job offer หรือเปล่า

ตอบเลยว่าบักกล้ามโตน่ะได้ แต่อ่านไหมอันนี้ไม่รู้

ใน Job offer ก็บอกแล้วว่าคุณสมบัติต้องมีอะไรๆบ้าง ลักษณะงานเป็นอย่างไร

อีกทั้งก่อนมา nakoze เคยเตือนมันแล้วว่างานฟาสฟู้ดมันไม่เหมือนกับงานที่บักกล้ามโตเคยทำมานะ

 ตอนเตือนมันไปแบบนี้ มันก็ตอบกลับมาว่า โห nakoze ไมรู้หรอก ตอนเราทำงานนะต้องยกโน่นยกนี่

[งานที่มันเคยทำก็คือบริษัทย้ายของ แบบเวลาคนย้ายบ้าน หน้าที่มันก็คือการนั่งรถไปรัฐต่างๆ ช่วยยกของขึ้น ลง รถ ขนเข้าบ้าน]

แต่มันต่างกันที่ว่าไอ้งานของมันนั้น ไม่ได้ทำตลอดทุกลมหายใจ

มันจะเหนื่อยก็ตรงที่ต้องลงมือยกข้าวของ แต่งานฟาสฟู้ดคุณต้องทำตลอดเวลา

เพราะว่าลูกค้าเข้ามาซื้ออยู่ตลอด คุณนั่งพักไม่ได้ คุณอู้ไม่ได้

ถึงแม้ไม่มีลูกค้าคุณก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะนั่ง

และจริงๆแล้วบักกล้ามโตก็คงไม่ได้อยากมาทำงานตั้งแต่แรก

เพราะพอมันทำงานได้ 2 วัน มันก็บอกจะไปขอลดวันทำงานซะอย่างนั้น




หลังจากบักกล้ามโตถูกไล่ออก[ที่เจ้าตัวเค้าพูดว่าเป็นคนลาออกเอง Smiley]

nakoze ก็โดนคนในร้านเข้ามาแวะเวียนถามว่ารู้ไหมว่าทำไม a Thai guy

ถึงถูกไล่ออก ... คำตอบเดียวที่ nakoze จะมีให้ก็คือยักไหล่แล้วส่ายหน้า

[อันมาจากกรูเรียบเรียงประโยคภาษาอังกฤษจะเม้าท์ให้เมิงฟังไม่ถูกนี่เอง ไม่ได้อยากทำเท่อะไรหรอก ]



ในตอนค่ำๆของวันนึงหลังจากบักกล้ามโตโดนไล่ออกแล้วก็ได้คุยกับพี่เอเจนซี่

เค้าเล่าให้ฟังว่าตอนนี้บักกล้ามโต ถูก US sponsor ขู่ว่าจะ terminate visa

เพราะก่อนหน้านั้น He ก็ไปทำเรื่องไว้

โครงการเค้ามีกำหนดเลิกงานประมาณ ต้นเดือน มิ.ย

แต่ด้วยความที่ He ไม่อยากทำแล้ว [เหตุผลที่คุณๆรู้กัน]

He ก็เลยไปขอเมเนเจอร์ว่าจะเลิกงานปลายเดือน เม.ย นายจ้างก็ไม่พอใจ

ส่งเรื่องไปให้องค์กร องค์กรก็เลยแจ้งเตือน ว่าถ้าเลิกงานก่อนกำหนด

จะถูก terminate visa บลาๆ และตอนนั้นเอง บักกล้ามโตก็มั่นมาก

he ส่งเมล์กลับไปด่าองค์กรประมาณว่า ไม่มีสิทธิ์จะมาตัดวีซ่า He บลาๆ

เอากับเขาสิท่านผู้ชม ยิ่งพอเกิดเรื่องครั้งนี้องค์กรที่คงจะหมั่นไส้ He พอสมควร

ก็ยิ่งตัดสินใจง่ายมาก He ถูก terminate visa อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

พี่เอเจนซี่จาก Itworks ก็ดีใจหาย พยายามหาทางติดต่อจะช่วยมัน

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เรียกเค้าด้วยคำที่ไม่ให้เกียรติบ่อยเหลือเกิน

ด้วยที่บักกล้ามโต เป็นแมนแท้ 1000% ซึ่งคุณๆก็รู้ว่าไอ้พวกแมนแท้

มันเกลียดเพศที่ 3 มาก [nakoze ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม]

ตอนที่คุยโทรศัพท์มันยังไม่รู้ แต่พอมาเจอ มาคุย ตั้งแต่นั้นมันเรียกเค้าว่า

"ตุ๊ดxxx" บางทีก็แรงขนาดเรียกว่า "อ๋อ อีตุ๊ด อ่ะนะ" เรียกแบบนี้หลายรอบมาก

จนเราซึ่งเป็นคนฟังรู้สึกแย่อ่ะ แบบว่า เอ๊ะทำไมวะ เค้าจะเป็นอะไร มันก็เรื่องของเค้า เค้าไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้มึงเลย

แล้วตอนแรกๆก็ดีๆ พอรู้ว่าเค้าเป็น มาพูดแบบนี้ nakoze เลยเกลียดมาก

ถามมันกลับไป ทำไมถึงไปเรียกพี่เค้าแบบนั้น ? มันก็เงียบ

แล้วสุดท้าย จากที่เกลียดตุ๊ด เกลียดกระเทยนักหนา He ก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ต้องไปแชร์บ้านกับกระเทย ..... อาเมน




บล็อกนี้ไม่มีอะไรเลยระบายอารมณ์ล้วนๆ

แต่นั่นแหละอยากจะฝากถึงคุณๆทั้งหลายที่กำลังจะตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ Work and Travel นะคะ

ดิฉันอยากจะบอกกับคุณว่า ก่อนที่จะตัดสินใจมา

คุณกรุณาทำความเข้าใจจุดประสงค์ของโครงการนิดนึง

คือโครงการนี้หน้าที่หลักของเรา คือการ "ทำงาน"

ถ้าคุณหวังจะมาเที่ยวมาหาญาติ กรุณาขอวีซ่าท่องเที่ยวมาค่ะ

ถ้าจะเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว คุณต้อง "ทำงาน" ให้ได้เท่ากับที่คนอเมริกันเค้าทำ

ถ้าคุณทำโน่นทำนี่ไม่ได้ โดนควันไม่ได้ อยู่ในที่ๆร้อนไม่ได้

จับมีดไม่ได้ กลัวแป้งสาลี ล้างจานไม่เป็น โรคดัดจริตกำเริบอย่ามาค่ะ

เพราะนอกจากคุณจะเสียแล้วมันทำให้คำว่า Thai มันเสียด้วย

 เพราะเวลาเขาด่า เขานินทา เค้าไม่ได้แค่เรียกชื่อคุณ

แต่เค้าจะเรียกคุณว่า "a Thai boy, a Thai girl" แล้วคุณไม่ละอายใจกันบ้างหรอ

อีกเหตุผลนึงคือการที่มาทำชื่อเสียไว้แบบนี้ รุ่นต่อๆไป ที่จะมาทำงานที่นี่

ก็อาจจะยาก เพราะแมเนเจอร์เค้ารู้สึกไม่พอใจ กับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว

(และเป็นจริงตามที่ nakoze เขียนไว้ค่ะ  รุ่น nakoze เป็นรุ่นแรกและรุ่นสุดท้าย

ที่ได้มาทำงานที่ Shake Shack สาขานี้  แมเนเจอร์ไม่รับเด็กไทยแล้วค่ะ Smiley)

เค้าก็จะมองว่า Thai people ไม่สู้งาน ดังนั้นแล้วก่อนมา เตรียมตัวเตรียมใจให้ดี




โครงการ Work and Travel มันไม่ได้เป็นเหมือนแรงงานพม่าที่มานั่งปอกกุ้งแบบที่หลายๆคนชอบเรียก มันมีอะไรที่ดีกว่านั้น

ถ้าคุณมองมันถูกจุด คาดหวังอย่างเป็นไปได้ คุณก็จะได้รับประสบการณ์ที่ดี

แต่่ถ้าคุณเป็นคนประเภทที่แบบว่า ไม่หาข้อมูล , พึ่งเพื่อน , มาเพราะเพื่อน

มาเพราอยากได้เงินล้วนๆ ดิฉันอยากบอกว่าอย่ามาเลยอยู่บ้านน่ะดีแล้ว

เพราะถ้าคุณมา คุณน่ะจะไม่มีความสุข พอคุณไม่มีความสุขคุณก็ไม่อยากทำ

พอคุณไม่อยากทำทุกอย่างมันก็จะแสดงออกทางสีหน้า ทางการกระทำ

แล้วพอคนอื่นสังเกตเห็น มันไม่ได้เสียแค่คุณ

ทำอะไรนึงถึงคนรุ่นหลังบ้าง ... อย่าเอาตัวรอดแค่คนเดียว

วันนี้ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


Smiley คลิกเพื่ออ่านต่อ Chapter 16 : second job ที่ร้านไทย  ร้ายกว่าที่คิด

Smiley คลิกเพื่อย้อนกลับไป Chapter 14 : ทิ้งชีวิตคุณหนูที่เมืองไทย เริ่มต้นใหม่กับร้านแฮมเบอร์เกอร์



Create Date : 13 กรกฎาคม 2554
Last Update : 9 ธันวาคม 2555 13:47:06 น.
Counter : 3086 Pageviews.

5 comment
◄ Chapter 14 : ทิ้งชีวิตคุณหนูที่เมืองไทย เริ่มต้นใหม่กับร้านแฮมเบอร์เกอร์

Chapter 14 : ทิ้งชีวิตคุณหนูที่เมืองไทย เริ่มต้นใหม่กับร้านแฮมเบอร์เกอร์



ก่อนเข้าร่วมโครงการ W&T ปี 2010 Nakoze ก็แบบว่าประกาศตนอย่างแรงกล้า

ว่ากรูจะไม่ทำงาน ร้าน Fast food ใดๆเป็นอันขาด หัวเด็ดตีนขาดตูก็ไม่ทำ

ทำไมน่ะหรอ ... ก็เพราะได้ยินมาจากเขาว่างานมันหนักอย่างโน้นอย่างนี้

และแล้วสวรรค์ก็เล่นตลก จับ Nakoze ยัดใส่บั้งไฟ ยิงส่งไปไกลถึงร้าน McDonalds ที่อเมริกา

ครั้นครั้งนั้นก็ทำงานอย่างแบบว่าโคดเหนื่อย ด้วยค่าแรงเพียง $7.25 ซึ่งมัน

ไม่พออยู่และไม่พอกิน ไอ้ครั้นจะลาออกก็เกรงว่าจะโดน terminate visa เข้าให้

ก็เลยต้องทำงานไปตลอดจนจบโครงการ



พอมาปี 2011 นี้ ก็ประกาศกร้าวอีกรอบนึง ว่ายังไงๆ Work and Travel ปีนี้

กรูจะมาเพียงแค่รัฐเดียว คือ New York เท่านั้น [โว้ยยยยย]

หากท่านติดตามมาตั้งแต่บล็อกแรกๆ จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมากมายกว่าที่ Nakoze

จะได้งานที่ New York ครั้นจะสละสิทธิ์ไปทำงานที่อื่นก็ใช่เรื่อง

คราวนี้ก็เลยต้องจำใจมาทำ Fast food อีกเหมือนเดิม

แต่คราวนี้โหดกว่าเดิม แค่อ่านใบสมัครตอนแรก ตูยังรู้เลยว่ามันต้องโหด

มีข้อนึงระบุไว้ว่า " Ability to stand for extended periods of time, walk back and forth to work stations, use kitchen equipment & tools, climb, balance, stoop, kneel, crouch or crawl "

แม่เจ้า!! จะเอาตูไปรบกับเกาหลีเหนือเรอะ Smiley

แต่หลังจากชั่งใจดูแล้ว Nakoze ก็คิดได้ว่า เอาก็เอาวะมาถึงนี่แล้ว

ตูจะต้องมาลูบต้นขาเทพีเสรีภาพให้จงได้ ว่าแล้วก็ละทิ้งชีวิตอันแสนสบาย

ไว้ที่บ้าน ก่อนหอบกระเป๋าข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นแรงงานให้พี่ๆชาวมะกันเขากันล่ะ




หลังจากถึงอเมริกาได้ 3 วัน พร้อมทั้งตอนนั้นยังหาบ้านไม่ได้

นายจ้างสุดหล่อ ก็เรียก Nakoze เข้าไปเทรนงานในวันที่ 4 นั้นเอง

งานของ Nakoze เป็นร้านฟาสฟู้ด brand new แต่ว่าดังมากกกกกกกกกกกกที่นิวยอร์ค

ตอนแรกมีแค่ 3 สาขาในแมนฮัตตัน แต่ตอนนี้ขยายเพิ่มเป็น 5-6 แล้ว

ร้านที่ว่านี้ก็คืออออ แท่น แทน แท๊นนนนนน



ร้าน Shake Shack สาขา Upper East Side นั่นเอง

แหมให้มันได้อย่างนี้สิมา NYC ทั้งที มันต้องมาแหล่ง Gossip girl



หลังจากฟังบรรยายชีวประวัติของผู้ก่อตั้ง shake shack แล้ว

Nakoze ผู้ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมกูต้องฟัง ก็ครึ่งหลับครึ่งตื่น สะลึม สะลือ

ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างสลับกันไปอย่างสนุกสนาน

ก็ได้ยินแมเนเจอร์บอกว่า โอเค เอาตารางงานไปแล้วพรุ่งนี้เจอกันนะ

ว่าแล้ว Nakoze ก็รับตารางมาพลิกซ้ายพลิกขวาดู ก่อนตาจะเหลือก เถลือกถลน

ตารางงาน อาทิตย์ละ 4 วัน หยุด พุธและเสาร์ อาทิตย์

ในตารางงานบางวันด้านหลังมันเขียนว่า CL

nakoze ก็เดินทางกลับไปนอนตีพุงนอนต่อที่บ้านทรายทองของพี่รัตน์

โดยไม่สงสัยเลยว่าไอ้ตัว CL มันคืออะไร [ตอนแรกเข้าใจว่า Call later]

กร๊ากๆ คิดได้ไงวะ นึกว่าจะแบบถ้าจะให้กลับบ้านจะบอกเอง

และแล้วเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนเช้า Nakoze ก็ตื่นเต้นมากกกกกกก

กับการทำงานวันแรก ก่อนจะเข้าร้านก็รวบรวมกำลังใจ จะก้าวขวา หรือก้าวซ้ายก่อนดีวะ คิดไม่ตก

พอพ้นประตูร้านเข้ามา ก็ไปรับชุด uniform

เป็นเสื้อสีเขียวเข้มกับกางเกงสีกากี  [ มันไปเรียนแฟชั่นสถาบันไหนมาวะ มีคนบอกไหมว่ามันไม่เข้ากัน ]

ก่อนจะตรงดิ่งไปที่หลังร้าน พอเปิดประตูไปเท่านั้นแหละ

แม่เจ้าทุกสายตาของพี่มืดทั้งหลาย จ้องมองมาที่ Nakoze ผู้เป็นเอเชียคนเดียวในร้าน

จากเดิมที่ตื่นเต้นอยู่แล้ว คราวนี้เม่งหน้าหดเหลือ 3 เซ็นต์ แขนขามันเกะกะไปหมด

ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน ยืนหน้าหดอยู่ได้พักใหญ่ๆ แมเนเจอร์ shift นั้น

ก็มาเช็คชื่อ พร้อมประชุมก่อนเข้างาน

แมเนเจอร์วันนี้ชื่อ Jill เป็นผู้หญิงฝรั่งที่ สวยมากน่ารักสุดๆ

จมูก ตา คิ้ว ปาก ทุกอย่างแบบว่า ลงตัวกันมาก ไม่มีขาดไม่มีเกิน

เชื่อว่าอยู่ไทย เธอได้เป็นดาราแน่นอน ว่าแล้ว Jill ก็ให้แนะนำตัวรอบวง

พร้อมกับบอกด้วยว่ามาจากไหน ปรากฏเพื่อนร่วมงาน 98% เป็นคนผิวสีหมดเลย

หน้าตาแต่ละท่านก็แบบโหดมาก ตอนแรกๆกลัวสุดๆ

ยิ่งฟังเรื่องพวกนี้มาเยอะเรียกได้ว่า หัวหด จะเหมาะสมกว่า Smiley

พอแนะนำตัวเสร็จ แมเนเจอร์ก็จะมาบอกว่า วันนี้ไฮศกรีมร้านเราเป็นอะไร

คือปกติจะมีไอศกรีมอยู่ 3 รส คือ วานิลา , ช็อกโกแลต และ special



ซึ่งไอ้ special นี่ก็จะเปลี่ยนไปทุกวัน แล้วแต่ละรส ขอบอกว่าอร่อยมากกกก

พอแนะนำไอศกรีมจบ ก็จะต่อด้วยว่าวันนี้เรามีเบียร์ มีไวน์อะไรพิเศษ

อย่างที่ร้านจะทำอะไรเวอร์มาก คือร้านมีแบรนด์เบียร์เป็นของตัวเอง



ตามรูปเลย อันสีเขียวๆขาวๆ เราจะเรียกมันว่า Shackmiester ส่วนเรื่องรสชาด

อย่าได้ถามเพราะไม่เคยกินแอลกอฮอล์ เด็กดี๊ เด็กดีเนอะ Smiley

แล้วก็จะมีเบียร์อีกแบบเรียกว่า seasonal draft อันนี้ก็จะเวียนไปตามวาระโอกาส

และแล้วพอแนะนำทุกอย่างจบ เราก็จะปิดท้ายการประชุม

ด้วยการ quiz ประจำวัน ถาม-ตอบ โดยแต่ละวันหัวข้อก็จะสลับกันไป

แล้วแต่ว่าเค้าจะยกคำถามจาก station ตรงไหน

อย่างเช่น ถ้า station ทำฮอทดอก ก็จะถามว่า ไส้กรอกของเรามีกี่แบบ

เป็นเนื้อหรือเป็นหมู ผลิตจากที่ไหน มีต่างกันยังไง ขนมปังผลิตจากแป้งอะไร

ยี่ห้อไหน จากบริษัทไหน โอ้ย!!แม่มึงเอ้ยยยย ถามอะไรขนาดนั้น

แต่ถามเยอะแบบนี้จริงๆ พอทุกคนไม่มีข้อสงสัย เค้าก็จะเรียกชื่อ

แล้วบอกว่าจะให้ไปทำ station ไหน




วันแรกของ Nakoze ไม่ได้ต่างจาก McDonald เลย คือไปหย่อนขนมปัง

ออกจะสบายกว่าด้วยซ้ำ ก็ขนมปังที่ร้านน่ะ มีแค่ชนิดเดียวแต่ไอ้ที่ลำบาก

คือการที่มันไม่มีจอให้ดู ว่าเราควรจะทำขนมปังกี่อัน ไอ้เราก็ป้ำๆเป๋อๆ

ใส่มากเกินมั่งใส่น้อยไปมั่ง ก็ต้องค่อยๆปรับ ส่วนไอ้ที่ยากอีกอันนึง

ก็คือเวลาปิ้งขนมปังมันต้องทาเนยก่อน เวลาอุ่นเนย เค้าจะเอาใส่ภาชนะสแตนเลส

แล้วเอาไปวางบนเตาทอดเนื้อ ซึ่งร้อนมากกกกกกกก

แล้วด้วยความไปวันแรก ก็ใช้มือไปจับขอบภาชนะโดยตรง

แม่เจ้า ปล่อยแทบไม่ทัน มือพองเลย

แล้วด้วยความที่ ร้านยุ่งมากกก ยุ่งขนาดไหนถ้าคิดไม่ออก

ขอให้คิดไปที่ร้าน Krispy Kreme สาขา Siam paragon คนต่อคิวแบบนั้นแหละ

มันจะกินอะไรกันนักหนาววะ [บ่นในใจ]

มันทำให้ Nakoze ต้องทำงานด้วยความรวดเร็วและมีจังหวะ

มีจังหวะยังไง ก็ตอนที่เติมเนยเสร็จ ก็ต้องแกะเนยใหม่แล้วเอาไปหลอมที่เตา

อีเนยนี่มันก็ดันใส่ไว้ในตู้เย็น ที่มีคนยืนอยู่ตลอดเวลาจะหยิบก็ยาก

หยิบมาเยอะเกินก็ไม่ได้ ยิ่งตอนวางเนยกลับไปที่เตามันจะต้องผ่านคนทอดเนื้อ

ซึ่งมันจะยุ่งมากๆ Nakoze ก็ต้องอาศัยจังวะ โฉบเข้าไปวาง ก่อนจะรีบเด้งตัวออกมา

ว่าแล้วก็ทำงานแค่นี้จนถึงร้านปิดตอนห้าทุ่ม ไอ้เราก็ไชโยโห่ฮี๊ววว เลิกงานแล้ว

กำลังจะไปเปลี่ยนชุดเลย แมเนเจอร์เดินมาบอกว่า เดี๋ยววันนี้จะให้เทรนปิดร้าน

Nakoze ก็เลยได้ถึงบางอ้อว่าไอ้ CL มันมาจาก CLOSE โว้ยย ไม่ใช่ call later




และแล้วก็ได้คุณพี่มืดนางหนึ่งมาสอนเก็บ วันแรกนี้ได้เก็บ station bun

ก็คือไอ้ขนมปังนี่แหละ โอ้โห่การเก็บก็ต้องชำแหละเครื่องปิ้งออกมา

เอาไปวางไว้ใครครัวให้เขาล้าง แต่มันไม่ง่ายค่ะคู๊ณ ไอ้ตัวที่ต้องถอด

มันหนักมากๆ แล้วมันไม่สามารถยกด้วยมือได้ เพราะว่า

1.มันร้อนมากกกกก

2.มันเป็นเหมือนเป็นสายพานที่เลื่อนไปมาได้ [ไม่เห็นภาพล่ะสิ]

3.มือมันยัดเข้าไปไม่ได้

แล้วทำไงหล่ะตู มือยกไม่ได้ มีอะไรเล็กกว่ามือมั๊ยวะ

ถูกแล้วค่ะท่านผู้ชม Nakoze ต้องใช้นิ้วเกี่ยวยกมันขึ้นมา

คาดว่าน้ำหนักมันไม่ต่ำกว่า 7 กิโลอย่างแน่นอน

คิดดูต้องทำอย่างนี้ทุกครั้งที่ปิดร้าน ตอนนี้ Nakoze ได้เป็นดัชนีนางอย่างแท้จริงแล้ว

นิ้วเดียวก็ล้มหมีควายได้ค่ะ รับประกันเด้อออ Smiley

ยังไม่หมดเวรหมดกรรมกับอีเครื่องปิ้งนี่ พอถอดเขาออกก็ต้องใส่เขาเข้าไปใหม่

ยังดีที่ขากลับนี้มันไม่ร้อน เลยใช้มือช่วยประคองได้ แต่เวลาใส่ก็ต้องใช้นิ้วอยู่ดี

พอทำความสะอาดเครื่องปิ้งเวร เครื่องปิ้งกรรมนี่เสร็จ

ก็ต้องไปเช็ดตู้เย็น เอาพลาสติกคลุมผักเหลือๆ ต้องไปเอาใบมีดโกน

มาขูดเศษชีส ที่มันติดอยู่ใน plate พักแฮมเบอร์เกอร์

เช็ด station ของเราให้สะอาดพร้อมใช้งานในว้ันต่อไป

พอNakoze มั่นใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย เตรียมพร้อมกลับบ้าน

ก็ปรากฏว่า แมเนเจอร์ก็เดินมาเช็คความเรียบร้อยของทุก station

เริ่มด้วยการรับน้องใหม่อย่าง Nakoze แมเนเจอร์[ขอเรียกว่าพี่หล่อ]

พี่หล่อก็เอามือลูบบนโต๊ะ เสร็จรูปโต๊ะไม่พอเอามือไป "รูด" ตามขอบ+ขาโต๊ะ

แล้วบอกว่า ตรงนี้ไม่สะอาด แม่ง!!!! ขอบกะขาโต๊ะ เอากับเค้าสิ Smiley

ไอ้เราก็ก้มไปเช็ดๆ ถูๆใหม่ พี่หล่อก็เปิดตู้เย็นสำรวจ

เอามือเข้าไปล้วงตรงพลาสติก ระหว่างตู้กับฝาตู้ ที่มันจะยืดหดได้

แล้วบอกว่า ตรงนี้ต้องล้วงเข้าไปเช็ดออกให้หมด กรี๊ดด!!! พอเถอะ !!!Smiley

แล้วยังไม่พอ พอพี่หล่อปิดตู้เย็นเท่านั้นแหละ เอิ่ม Nakoze เดี๋ยวเช็ดตรงนี้ด้วยนะ

มันมีรอยมือติดเต็มเลย อ๊ากกกกกก อย่าฆ่าคนหน้าตาดี Smiley

นี่เมิงกะจะเช็ดแบบไม่ให้มีรอยนิ้วมือใช่มั๊ย

คือสรุปแล้ว ทุก station ต้องสะอาดมาก - สะอาดเวอร์ๆ

ปิดร้านแต่ละวัน เหมือนพรุ่งนี้จะไม่เปิดขาย เมิงจะสะอาดไปไหน Smiley

ว่าแล้ววันแรกของการปิดร้าน Nakoze ก็ได้ clock out ตอน ... ตีหนึ่งครึ่ง

ออกมาจากร้านก็โคดโหวงเหวง มีคนเดินอยู่ 2-3 คนบนถนน

Nakoze ก็เข้า subway ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง ก็ถึงบ้านทรายทอง

น้ำก็ไม่อาบ ชุดก็ไม่เปลี่ยน สลบเหมือดคาหมอน





ได้ทำงาน ปิ้งขนมปังอยู่ 3 วันเต็มๆ ก็ได้เลื่อนตำแหน่ง

ไปทำสิ่งที่เขาเรียกกันว่า Shake ชื่อฟังดูอร่อย แต่คนทำเนี่ยน่ะสิง่อยแดรกเลย

ไอ้หน้าที่ๆว่า มันเป็น station ที่เรียกว่า คัสตาร์ด station

หน้าที่ก็คือ ตักไอศกรีม หรือที่ร้านจะเรียกว่าคัสตาร์ด

ตักใส่แก้วสแตนเลสอันใหญ่ๆ แล้วเค้าก็จะมีรสให้เลือก

ว่าแบบ สตอเบอร์รี่ ช็อกโกแลต peanut better , caramel บลาๆ

แล้วหน้าที่ของ Nakoze คือการใส่นมสดลงไปในไอ้แก้วนั้น แล้วปั่นมันให้เข้ากัน

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ไอ้ความลำบาก มันอยู่ตรงที่ แก้วมันเป็นสแตนเลส

แล้วไอ้ที่อยู่ข้างในน่ะมันเย็น เวลาเอาเข้าเครื่องปั่น มันไม่ใช่เครื่องปั่น

แบบปั่นน้ำผลไม้ ที่แค่ใส่ลงไปแล้วรอ

แต่อันนี้คือมือเราต้องจับแก้วไว้ตลอด พร้อมกับคอยเขย่าๆ บิดไปบิดมา

เพื่อให้มันเข้ากัน ทีนี้น่ะคุณขา โอ้ยโคดเย็นมือเลย

ทำได้แค่วันแรก โบกมือลาขอกลับไปยืนปิ้งขนมปังเหมือนเดิมดีกว่า

วันๆนึง ไม่ได้ทำแค่ 10-20 แก้ว แต่พ่อคุณแม่คุณชาวอเมริกัน

จะกินอะไรกันขนาดนั้น เบ็ดเสร็จรวมแล้ว วันๆนึง Nakoze ต้องทำ shake นี้

ไม่ต่ำกว่า 500 แก้ว แม้ว่าขณะนั้นอากาศจะยังหนาวอยู่ก็ตาม



ทำ shake ได้วันนึงเต็ม ย้ำว่าเต็มจริงๆ ก็ถึงคราวได้เปลี่ยนตำแหน่งอีกรอบนึง

คราวนี้ไปทำตรงที่เขาเรียกว่า beverage station ตรงนี้ง๊าย ง่าย แค่ยืนกดน้ำ

มันก็จะมีหน้าจอให้ดูแบบในรูป



หน้าที่ของเราก็แค่ดูว่า สั่งน้ำ size ไหน หยิบแก้วให้ถูก

แล้วก็กดน้ำให้ถูก พอน้ำเต็มแก้ว ก็ไปวางบนชั้นให้ถูกตำแหน่ง เวลาน้ำแข็งหมดก็ไปตักมาเพิ่ม

แล้วก็ต้องรู้ว่าเบียร์มียี่ห้อไหน ไวน์ยี่ห้ออะไรเก็บไว้ตรงไหน

แลดูเป็น station ที่ง่ายที่สุด แต่ปัญหามันจะมาก็ตรงที่ เวลาลูกค้าสั่งไวน์

เราจะต้องเปิดจุกไวน์ ซึ่งตอนแรกๆไม่รู้วิธี ดึงมันอยู่นั่นแหละ

จนหลังๆค่อยๆเรียนรู้ ตอนนี้เปิดคล่องที่สุดในร้านละ

แล้วมีอยู่เหตุการณ์นึง วันนั้น Nakoze ก็เปิดจุกเบียร์ปกติ

แต่แมเนเจอร์สาว นางก็เดินมาบอกว่า Nakoze ชั้นไม่รู้หรอกนะว่าที่ประเทศเธอ

เค้ามีกฏหมายยังไง แต่ในนิวยอร์คเธอไม่สามารถให้ค๊อกไวน์กับใครได้

แม้ว่าลูกค้าจะขอก็ตาม มันผิดกฏหมาย

บร๊ะ!! อะไรวะ มันจะเอาจุกไวน์ไปยิงกันตายหรือไง นี่ยังงงถึงตอนนี้

แต่ตั้งแต่นั้นก็รอบคอบมากขึ้น เช็คก่อนทุกครั้งพยายามมีสติ [ปกติไร้สติ ]




และแล้ว Nakoze ก็ทำงานอยู่ station นี้มานานมาก เรียกได้ว่าคล่องสุดๆ

แต่แล้ววันหนึ่ง ก็เกิดเหตุการณ์ว่า ใช้ข้อมือมากเกินไปแบบว่ามันปวด

คือนึกออกมั๊ยว่าตักน้ำแข็งตลอดทั้งวัน แล้วเวลาน้ำแข็งหมดก็ต้องไปเติม

ด้วยการใช้ที่ตักอลูมิเนียมอันใหญ่ๆ ตักจนกว่าจะเต็มถัง แล้วก็ต้องยกมันมาเท

nakoze ก็นั่งภาวนาขอให้ได้เปลี่ยนที่ซักที

จนวันนึงคำภาวนาสัมฤทธิ์ผล เมื่อพี่หล่อให้ย้ายไปทำอีก station นึง

ตรงนี้งานสบายมากกกก แค่ยืนเอาสลิปมาเรียงให้ถูก ว่าใครมาก่อนมาหลัง

แล้วก็ดูว่าเค้าสั่ง to stay หรือ to go ถ้า to stay ก็จะวางใส่ถาดที่มีแผ่นรอง

ถ้า to go ก็ต้องไปพับถุงแล้วใช้แม็กเย็บสลิปติดถุงกระดาษไว้

เหมือนจะง่าย แต่ว่างานนี้ต้องใช้สติจริงๆ คือว่าเวลาสลิปออกมาจากเครื่องปริ้น

เราต้องดูว่า อันไหนมาก่อนมาหลัง ซึ่งจริงๆแล้ว มันมีเวลาบอก ว่าสั่งเข้ามากี่โมง

แต่ทีนี้ด้วยความที่บางวันมีแคชเชียร์ถึง 4 คน ทำให้ลูกค้าไหลเร็วกว่าปกติ

20 คน อาจจะเป็นเวลาเดียวกันก็ได้ ทีนี้แหละคุณเอ๋ยสติหลุดเมื่อไรซวยแน่

จะถึงคราวซวยอีกทีนึง ก็ตอนที่เค้าเปิดแคชเชียร์ 4 เครื่อง

ลูกค้าก็ออเดอร์ได้ไว สลิปก็ออกไว ไอ้เราก็ต้องรีบดึงสลิปมาเรียง

เรียงสลิปไปด้วย สลับกับแยกออเดอร์ to stay กับ to go

ทำไปซักพัก ถาดเม่งเจือกหมด ตูต้องวิ่งไปเอาจากหลังร้าน แบบเปียกๆ

เปียกๆก็ใส่ให้ลูกค้าไม่ได้ ก็ต้องเช็ดอีก คือมันเร่งมากๆ

เรียกว่าไม่ได้หายใจหายคอ เพราะพอเราติด มันจะทำให้อาหารออกไม่ทัน

พอไม่มีสลิป คนหยิบอาหารเค้าก็หยิบไม่ได้ แล้วอีพวกที่ทำตรงหยิบอาหาร

มักจะเป็นพวกแมเนเจอร์ หรือว่าพวกคนใจร้อน เพราะมันจะต้องทำไว เดินไว

[มือไวด้วย] ทีนี้ Nakoze ก็จะค่อนข้างเกร็งมากๆ แรกๆ กลัวทำผิด

แต่ก็ไม่เคยเกิดเรื่องอะไร จนกระทั่งวันนึง มีเพื่อนร่วมงานเด็กเวิร์คคนใหม่จากจาไมก้า

นางมาทำตำแหน่งนั้นพอดี ประจวบเหมาะกับวันนั้นเป็นวันที่คนเยอะมาก

ด้วยความวุ่นวาย นางจึงดึงสลิปผิด และขณะที่นางพยายามแก้ไข

ก็ปรากฏว่า นางคงมือไม้สั่นด้วยความลนลาน นางทำสลิปทั้งหมดในมือร่วงลงสู่พื้น

นาทีนี้เหมือนโลกหยุดหมุน ทุกคนหันไปมองที่นางตาเดียว

แมเนเจอร์เลยบอกให้ Nakoze ไปตามแมเนเจอร์ในห้องที่เหลือออกมาให้หมด

แล้วแมเนเจอร์ทั้งหมด ก็พากันระดมสมอง นั่งเรียงสลิปขณะที่ตอนนั้นงานชะงัก

งานไปต่อไม่ได้ ลูกค้าก็มาเร่งว่าไม่ได้อาหาร จำได้ว่าแมเนเจอร์อันเป็นที่รักสองคน

เถียงกันเสียงดังโวยวายใหญ่โต

จากเหตุการณ์นั้น มันทำให้ Nakoze ยิ่งต้องรอบคอบกว่าเดิม

นอกจากจะรอบคอบแล้ว ต้องทำให้เร็วขึ้นกว่าเดิม

เพื่อที่ว่าสลิปจะได้ไม่มากองกันเยอะจนทำไม่ทันแล้วเกิดความลนลาน




หลังจาก Nakoze ต้องทำตำแหน่งฝึกสมองประลองปัญญานั่นแล้ว

พี่หล่อ ก็โยกย้าย Nakoze มาทอดเฟรนช์ฟราย

ซึ่งไม่มีอะไรยากเลย แต่ว่า... ร้อนมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

มันไม่ใช่แค่อากาศร้อน แต่พอทอดเสร็จ เราต้องเอาเฟรนช์ฟรายมาวางในเครื่อง

เครื่องอะไรซักอย่างที่มันจะแผ่รังสีความร้อนออกมาตลอดเวลา เพื่อทำให้เฟรนช์ฟราย ร้อนตลอดเวลา

คิดดูสิคุณๆขา เฟรนช์ฟรายมันยังร้อนตลอดเวลา แล้วอิชั้น คนที่เอามือไปจับเฟรนช์ฟราย มันจะร้อนแค่ไหน

ทำตำแหน่งนี้ไม่ค่อยบ่อย เพราะว่ากะไม่ค่อยถูกของเลยออกไม่ค่อยทัน

คือมันไม่มีหน้าจอให้ดู ว่าตอนนี้นะ เอาเฟรนช์ฟรายกี่อัน

แต่เราต้องกะเอาเอง จากจำนวนลูกค้าที่ยืนอยู่หน้าร้าน

แล้วบางที คนที่รับสลิปมันปลวก มันไม่ยอมตะโกนบอกเวลาออเดอร์ใหญ่ๆมา

มีครั้งนึง ออเดอร์เดียว สั่งเฟรนช์ฟราย 15 อัน

เขาก็ไม่บอก Nakoze ไอ้เราก็ไม่รู้ทอดเรื่อยเปื่อยไปตามประสา

ปรากฏว่าเฟรนช์ฟรายส์ทอดไม่ทัน อีคนหยิบของส่งแขกก็มาเร่งๆๆๆๆ

อยากจะตะโกนบอกว่า " เมิงเร่งตูก็ไม่ทำให้มันสุกเร็วหรอกโว้ย

ถ้าอยากให้สุกเร็วๆ เมิงมาเร่งไฟนี่ ไม่ใช่เร่งตู "

หลังจากรู้ว่า Nakoze สถิตอยู่ station นี้นานไม่ได้แน่ๆ

พี่หล่อแกก็เลยส่ง Nakoze ไปทำฮอทดอก ซึ่งมันกลายเป็น station โปรดไปแล้ว

เพราะว่าพี่หล่อเค้าว่า Nakoze ทำฮอทดอกสวยมากน่ากิน Smiley

น๊าน ลอยเลย แต่ก็มีเรื่องบางเรื่องของฮอทดอกซึ่งหลังจากคุณๆฟัง Nakoze เล่าแล้ว

คงจะระแวงไปพักใหญ่ ก็มีอยู่วันนึงไอ้เราก็เผลอทิ้งฮอทดอกไว้บนเตา

ปรากฏว่าหันมาอีกที แม่เจ้าโว้ย ฮอทดอกตูดำปิ๊ดปี๋เลย ไอ้เราก็ไม่กล้าทิ้ง

หันไปถามเพื่อนร่วมงาน ยูๆ ไอทำมันไหม้อ่ะ ทิ้งเลยมั๊ย

เพื่อนสาวชาวมะกันก็ตอบว่า ไม่ๆ อย่าทิ้งนะ แบบนั้นแหละ perfect !!!

ยูแค่บีบซอสทับลงไปแล้วปรุงตามปกติได้เลย

โว้ย ดำๆแบบนี้นะ เค้าเรียกว่า perfect โอ๊ะ โอ่ มันชอบกินมะเร็งกันจัง

ปกติ Nakoze จะไม่ให้มันดำตามสไตล์คนไทย แต่ที่โน่นค้าจะเรียกว่ายังไม่สุก

ถ้าสุก perfect มันต้องดำๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ป๊าดดดดด มะเร็งจงเจริญ



ว่าแล้วก็มาถึงหน้าที่สุดท้ายที่ Nakoze จะได้ทำ

ก็คือมาแก้แค้นทุกๆตำแหน่ง เป็นคนหยิบอาหารส่งแขก

แรกๆก็เกร็งมาก กลัวหยิบผิด เพราะอย่างที่คุณๆรู้ คนอเมริกันขี้วีน

แต่เค้าวีนก็เพราะเค้ารู้จักรักษาสิทธิ์ตัวเอง อะไรผิดนิดผิดหน่อย

นางๆทั้งหลาย จะเดินมาเปลี่ยนด้วยหน้าตามู่ทู่

หรือบางที มันผิดตั้งแต่แคชเชียร์ อีคนรับหน้าก็ Nakoze นี่แหละ

ก็จะอาศัยวิธี ยิ้มสยาม โดนด่าก็ยิ้มไว้ก่อน ยิ้มมมมม แล้วขอโทษ

ผิดไม่ผิดไม่รู้ ตูขอโทษแหลก

แขกบางคนตอนเดินมาเปลี่ยนนี่หน้าตาเอาเรื่องมากกกก

แบบว่า หล่อนยะ!!ทำไมมะเขือเทศชิ้นนี้มันเป็นแกน ร้านเธอทำอย่างนี้ได้ไง

นี่มันแกนมะเขือเทศชัดๆ ชั้นเป็นลูกค้านะยะ ให้มาแบบนี้ได้หรอ

หน้าที่ Nakoze ก็คือ ยิ้มสยาม แล้วพยายามไกล่เกลี่ยแบบว่า

Oh .... i'm so sorry about that madam , let me get you a new one

ว่าแล้วก็ทิ้งเบอร์เกอร์นั่นไปทั้งชิ้น ก่อนจะสั่งให้เค้าทำอันใหม่ให้

แล้วก็เดินมา i'm really sorry บลาๆๆๆ ขอโทษจนอีคนเดินมาเปลี่ยนรู้สึกผิด

คือหล่อนก็ว่า ไม่ต้องเปลี่ยนให้ทั้งอันหรอก แค่อยากได้มะเขือเทศชิ้นใหม่

[แหม่ ตอนเมิงเดินมานี่วีนตูมากเลย]

หล่อนไม่ถือโทษโกรธใดๆ อีกทั้ง happy มากและจะกลับมากินใหม่อีกแน่นอน

น่านเห็นมั๊ย ยิ้มสยามชนะเลิศทุกรายการค่ะท่านผู้ช๊มมมมมม.......



ด้านบนนี่เป็นอุปกรณ์ทำมาหากินของที่ร้านค่ะ

แบบว่าพอสั่งออเดอร์เสร็จแล้วแคชเชียร์ก็จะหยิบอันนี้ให้

แล้วพออาหารที่สั่งพร้อมเสิร์ฟแล้ว nakoze จะเป็นคนกดหมายเลขเพื่อเรียกลูกค้าค่ะ




จริงๆหน้าที่ยังไม่จบแค่นี้ยังมีอีกหลายหน้าที่ แต่กลัวท่านๆจะเบื่อซะก่อน



เอาไว้มีคนสงสัยจะมาเล่าต่อแล้วกันนะ

วันนี้ลาไปก่อน บล็อกหน้าจะเข้มข้นมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

จะเกิดอะไรขึ้นกับ Nakoze ! เพื่อนร่วมงานจะดีร้ายแค่ไหน !!

เอ๊ะ แล้วทำไมบักกล้ามโตถึง...ถูกไล่ออก !!!!!

พบกันใหม่ตอนหน้า วันนี้ลาไปก่อน ราตรีสวัสดิ์พีน้องชาวไทย





Smiley คลิกเพื่ออ่านต่อ Chapter 15 : ทำงานที่นี่คุณต้องทน ถ้าคุณไม่ทนเราก็ไม่มีงานให้คุณทำ ... คุณถูกไล่ออก

Smiley คลิกเพื่อย้อนกลับไป Chapter 13 : บ้านหลังใหม่



Create Date : 26 มิถุนายน 2554
Last Update : 30 ตุลาคม 2555 1:03:28 น.
Counter : 3460 Pageviews.

20 comment
◄ Chapter 13 : บ้านหลังใหม่


Chapter 13 : บ้านหลังใหม่






ต่อจากตอนที่แล้วที่ nakoze เจอกับสองคนไทยใจร้าย

หลังจากไม่ได้ย้ายเข้าบ้านใหม่ nakoze ก็ยังคงอยู่กับพี่รัตน์

ช่วงนั้นก็เริ่มเครียด เพราะค่าบ้านก็เพิ่มขึ้นทุกทีๆ เงินที่ได้ก็เท่าเดิม

จนวันนึง nakoze ก็ไปดูบอร์ดจากร้านน้ำตาลใหม่อีกรอบ

ก็ได้เจอบ้านหลังนึงเข้าราคา $550 ต่อเดือน รวมทุกอย่างแล้ว

เอาล่ะสิ เลิศๆ ว่าแล้วก็นัดขอดูบ้าน บ้านใหม่นี้อยู่ใน Elmhurst ซึ่งค่อนข้างเป็น Asian community

ซึ่งเป็นอะไรที่ Nakoze ชอบมากกกกกก เพราะของกินหาง่าย ราคาถูก อีกทั้งคนพลุกพล่าน

พอดูบ้านเสร็จ ปรากฏว่าเป็นห้องดัดแปลงมาจาก Living room ซึ่งกับราคานั้นแล้วถือว่าค่อนข้างแพง

แต่ด้วยโลเคชั่น เดินแค่ 3 นาทีก็ถึง Subway สถานีใหญ่ ก็โอเควางมัดจำเลยบางส่วนทันที

เวลาผ่านไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน ก็ได้เวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ ศิริรวมอยู่บ้านพี่รัตน์ 37 วันถ้วน



นี่เตียงนอน nakoze เองค่ะ  พี่เจ้าของบ้านใจดีให้ sofa bed มานอน

ส่วนผ้าปูที่นอน หมอนและผ้าห่มนั้น..เป็นอภินันทนาการจากพี่รัตน์ผู้แสนดีค่ะ Smiley



มีทีวีแล้วก็โต๊ะให้ด้วยล่ะค่ะ




บ้านใหม่นี้ มีทั้งหมด 4 ห้องนอน เป็นคนไทยอยู่กันทั้ง floor

เค้าอยู่กันห้องละ 2 คน แต่มีห้องน้ำแค่ห้องเดียว แล้วทุกคนก็จะทำงานกลับดึก เนื่องจากทำร้านไทย

nakoze อยู่ก็สุขสบายดี ไม่มีปัญหาอะไรกับใคร




 จนวันนึงก็ออกไปต้มมาม่าในห้องครัว

ก็มีเพื่อนร่วมบ้านนายหนึ่ง เดินออกมาแจ้งให้ทราบว่า

"เอ่อ น้องครับ ตอนนี้พวกพี่ตกลงแบ่งตู้เย็นกันแล้วนะครับ ของน้องได้ตรงส่วนนี้ไปนะ"

ว่าแล้ว Nakoze ก็เหลือบไปมองไอ้ส่วนที่เป็นของเรา

แม่เจ้า!! ยุติธรรมม๊ากมาก ของห้องตัวเองได้ชั้นใหญ่ทั้งชั้น

แต่ดูของ Nakoze ซิ๊ ได้ชั้นผัก ไม่ชั้นผักธรรมดาด้วย ชั้นผักแล้วแบ่งครึ่งใช้กับอีกห้องนึง

คือพื้นที่ๆได้แค่ยัดหัวกะหล่ำไปหัวเดียว มันก็แน่นแล้ว โถ...เมิงไปตกลงแบ่งกันตอนไหน

และจากที่ห้องของ Nakoze เป็นห้องติดประตูทางเข้า อีกทั้งเป็นไม้กระดานธรรมดาๆ

เวลาใครคุยอะไรเสียงมันก็จะได้ยินหมด ก็จะได้ยินเสียงบ่น บลาๆ ทำไมไม่ทิ้งขยะกันบ้างวะ

ไม่รักษาความสะอาดกันเลย โน่น นี่ นั่น ...

แต่มันก็จริงๆนะ ห้องน้ำสกปรกมาก อ่างล้างหน้า เวลามีคนมาล้างหน้าเสร็จ น้ำจะนองทันที

โดยอีคนล้าง ทำไมไม่เช็ดก็ไม่เข้าใจ ยิ่งอ่างอาบน้ำ พออาบเสร็จ ก็ไม่มีหันมาดูเลย

พอ Nakoze จะเข้าห้องน้ำแต่ละที ก็จะได้ลุ้นว่า เอ๊ะ จะมีเศษอะไรมั๊ยว๊าาา สนุกสนานกันไป




อีกเหตุการณ์นึงที่เจอ ก็คือว่าตอนย้ายเข้าบ้านใหม่ๆ ได้เจอกับพี่คนนึง เรียกว่าพี่โนเนะแล้วกัน

พี่โนเนะแกเป็นเพื่อนของใครซักคนในบ้านนี่แหละ

ว่าแล้ววันแรกที่ได้เจอกัน พี่โนเนะก็คุยด้วยถามว่ามาทำอะไร ไอ้เราก็บอกไปมาเวิร์ค บลาๆ

เค้าก็ถามทำงานที่ไหนยังไง โน่นนี่นั่น เสร็จแล้วแกก็ถามมาเอเจนซี่ไหน

Nakoze ก็ตอบไป แกก็พูดกร่างๆเชิงว่า หรอ อ๋อรู้จัก นี่รู้มั๊ยพี่ทำงานให้บริษัท Worantxx นะ

เราก็ อ่อค่ะ [ในใจก็ แล้วไงคะ worantxx แล้วไง] ก็จบไปไม่ได้เจอกับพี่โนเนะอีก

จนกระทั้งวันนึง Nakoze พาเพื่อนมานอนที่ห้อง แล้วเพื่อน Nakoze ก็เล่าว่า

ก็ได้ยินเสียงมีคนเข้าบ้านมา ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็น พี่โนเนะกับเพื่อนของแก

พี่โนเนะ ซึ่งทำงานให้บริษัท WAT แห่งหนึ่ง ก็พูดราวๆว่า

เนี่ยไม่ชอบเลย บ้านเนี้ยมีน้องอยู่คนนึงทักก็ไม่ทักตอบ มันเดินเข้าห้องไปเลย

พี่เพื่อนแกก็พยายามแก้ต่างให้แบบว่า โอ้ยเค้าไม่เห็นหรือเปล่า

อีพี่โนเนะก็ว่า ทำไมจะไม่เห็นนั่งหัวโด่อยู่ขนาดนั้น ถ้าไม่เห็นมันก็ตาบอดแล้ว บลาๆ

ว่าแล้วแกก็ถกกันเรื่องที่ nakoze ไม่ทักทายอีพี่โนเนะต่อ

ทำไมถึงรู้ว่าเป็น nakoze น่ะหรอ ก็ตอนจบ อีพี่โนเนะ มันพูดว่า

เนี่ยเกลียดมาก อีพวกเด็กเวิร์ค .... อ่าว ตัวเองก็ทำงานให้เด็กเวิร์คไม่ใช่หรอจ๊ะ ลืมได้ไงน้าา

เข้าทำนองเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงซะอย่างงั้น

พอได้ยินเค้าว่างั้น Nakoze ก็ยิ่งเกลียดมันเข้าไปใหญ่ ก็คุณขาาา คุณนึกออกมั๊ยคะ

ว่านี่บ้านอีชั้น  อิชั้นจ่ายตังนะคะคู๊ณณ  ส่วนคุณน่ะไม่ได้มีสิทธิ์อะไรด้วยซ้ำไป

แล้วอีชั้นกลับบ้านมาก็กี่โมงกี่ยามแล้วคุณขา

จะให้มาปั้นหน้ายิ้มชวนคุย ตอนตีหนึ่ง ตีสอง มันไม่ใช่นะค๊าาา

กลับถึงบ้าน กรูก็อยากนอนค่าาาาาา....

แต่เอ๊ะไม่เข้าใจ เรื่องแค่นี้ทำไมต้องเอามานินทา แต่ซ้ำร้ายนินทาซะดัง โดยไม่รู้ว่าผนังมันบางงงง

บล็อกนี้ไร้สาระมากๆ จริงๆมีอะไรจะเล่าอีกเยอะ

เอาไว้บล็อกหน้า จะพยายามทำให้มันเข้มข้นกว่าเดิมนะจ๊ะ

วันนี้สวัสดีค่า



Smiley คลิกเพื่ออ่านต่อ Chapter 14 : ทิ้งชีวิตคุณหนูที่เมืองไทย เริ่มต้นใหม่กับร้านแฮมเบอร์เกอร์ 

Smiley คลิกเพื่อย้อนกลับไป Chapter 12 : คนไทย.....ใจร้าย



Create Date : 23 มิถุนายน 2554
Last Update : 30 ตุลาคม 2555 0:24:21 น.
Counter : 2215 Pageviews.

6 comment
1  2  3  4  

nakoze
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]



free counters
New Comments