มหาอมตะนิพพาน แดนสราญบรมสุข อยู่ดีไม่มีทุกข์ พบสุขสันติ์นิรันดร์กาล อยากไปก็ไม่ยาก ต้องถอนรากหักโคนราน ตัณหา-อุปาทาน กิเลสมารโลภ-โกรธ-หลง "ละชั่ว"-"ทำดี"พร้อม มนัสน้อมจิตมั่นคง "ชำระใจสะอาด"ยง- ยืนธำรงตราบวันตายฯ.....
Group Blog
 
All Blogs
 

ขอส่งรักและเมตตาวาเลนไทน์.......

กุหลาบวาเลนไทน์wภาษาบอกรัก...ฉบับตะวันตก

โดย คม ชัด ลึก วัน พุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 02:02 น.


เคยสงสัยบ้างไหมว่า ทำไมวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี เราต้องให้ดอกกุหลาบกันด้วย?!
มีบทความจาก กฤษณา พันธุมวานิช แห่งสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

เธออธิบายความว่า กุหลาบเป็นราชินีแห่งดอกไม้ของยุโรปตั้งแต่โบราณกาล เป็นสื่อแสดงถึงความสุข ความมีไมตรีจิต ความน่ารักสวยงาม การเกี้ยวพาราสี ไปจนกระทั่งการเคารพบูชา ดังนั้น กุหลาบจึงเสมือนตัวแทนแห่งความรัก และความอมตะของคนซีกโลกตะวันตกมาช้านาน

กฤษณา บอกว่า ตั้งแต่สมัยกรีก มีตำนานเล่าว่า คลอรีส เทพธิดาแห่งดอกไม้ ได้บันดาลให้ร่างของนางไม้กลายเป็นกุหลาบ และยกให้เป็นราชินีของดอกไม้ จากนั้นต่อมาก็มีการมอบดอกกุหลาบแก่ อีรอส ลูกชายซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก

ในส่วนความเชื่อของศาสนาคริสต์ของคริสตจักร มีอยู่ว่าเมื่อพระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนพระโลหิตไหลหยดลงบนต้นหญ้ามอส และบังเกิดเป็นต้นกุหลาบที่มีสีแดงสด จึงเรียกขานกุหลาบชนิดนี้ ว่า กุหลาบมอส นอกจากนี้ยังมีการสู้รบกันระหว่าง 2 ตระ***ลใหญ่ ปี 1948-2028 ระหว่างราชวงศ์ยอร์ค ใช้สัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบขาว และราชวงศ์แลงแคสเตอร์ใช้ดอกกุหลาบแดงเป็นสัญลักษณ์ โดยเรียกสงครามในครั้งนั้นว่า สงครามกุหลาบ และสมัยต่อมาพวกกุหลาบแดงมาแต่งงานกับพวกกุหลาบขาว ทำให้กุหลาบถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของอังกฤษนับแต่นั้นมา

วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์นี้ ถ้ายึดตำนานวันวาเลนไทน์ ซึ่งมาจากชื่อของ นักบุญเซนต์วาเลนไทน์ ก็น่าจะถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้มอบความรัก ความเมตตา ให้แก่กันอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด โดยสมัยนั้นกษัตริย์คลอดีอุส แห่งกรุงโรม ออกกฎห้ามมีการแต่งงาน เพราะเชื่อว่าผู้ชายจะหันมาสนใจกับการศึกสงครามมากขึ้น ทว่านักบุญวาเลนไทน์กลับขัดบทบัญญัติแห่งกฎหมายของกษัตริย์ด้วยการเป็นบาทหลวงในพิธีแต่งงานอย่างลับๆ ที่สุดเมื่อกษัตริย์ทรงทราบ นักบุญวาเลนไทน์ก็ถูกประหารชีวิต เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 296 ก่อนตายท่านฝากโน้ตสั้นๆ ถึงเพื่อนของท่านและลงท้ายว่า Love from your Valentine อีก 200 ปีต่อมา คริสตจักรได้ยกย่องให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงคุณความดีของนักบุญท่านนี้

นั่นคือตำนานที่สืบทอดมาช้านาน แต่การมอบดอกกุหลาบแก่กันในวันที่ถือว่าเป็นวันแห่งความรักนี้ยังคงเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง ลองมาฟังความคิดเห็นของ...บิ๊ก ปณิธาน ทองสถิตย์ เจ้าของร้านเรือนบุษบา ร้านขายดอกไม้ชื่อดังในกรุงเทพฯ กล่าวว่า ดอกกุหลาบคือสำเนียงรักอมตะที่เป็นสากลโดยแท้ ปีนี้แม้ภาวะเศรษฐกิจจะไม่แน่นอนไปตามภาวะการเมือง แต่ยอดการขายดอกกุหลาบปีนี้ ถือว่าใช้ได้ พอๆ กับปีที่แล้ว มียอดจองเข้ามาเรื่อยๆ ดอกกุหลาบ 1 ดอก ตกแต่งเรียบง่าย ยังถือเป็นดอกไม้ยอดฮิต ดอกกุหลาบพันธุ์ฮอลแลนด์ดอกใหญ่ กลีบดอกด้านในสีแดงแซมด้านนอกสีขาว ดอกละ 600-1,000 บาท ยามนี้ก็ถือว่าไม่แพงคงสมราคากุหลาบนอก ปณิธานยืนยันว่าดอกไม้ชนิดนี้ยังเป็นสัญลักษณ์บอกถึงความรัก ความมั่นคง และความบริสุทธิ์ สีแดงบ่งบอกถึงความรักร้อนแรงอันแปรเปลี่ยนได้ยาก ปีนี้นอกจากกุหลาบก็ยังมีดอกทิวลิป สีแดง สีขาว ลูกค้าก็ค่อนข้างนิยม แต่สำหรับวาเลนไทน์ก็ไม่มีดอกไม้ชนิดไหนสู้ดอกกุหลาบได้เลย

สีสันของดอกกุหลาบ จะเรียกว่า ภาษาดอกไม้ ก็คงได้ เพราะสื่อความหมายถึงคนที่เรามอบให้ได้ อย่างเช่น กุหลาบแดง หมายถึง ความรักและความปรารถนา เป็นดอกไม้ของเทพคิวปิดและอีรอส จึงเป็นสิ่งนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับอีกด้วย กุหลาบขาว หมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ ความเงียบ และนำโชคมาให้ผู้หญิงที่ได้รับเช่นเดียวกับดอกกุหลาบแดง กุหลาบสีชมพู หมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์ที่สุด กุหลาบสีเหลือง หรือ สีส้ม หมายถึง ความรักร้อนแรงและยาวนาน ไม่จืดจาง หวานชื่นและมีความสุข กุหลาบตูม หมายถึง ความรักและความเยาว์วัย กุหลาบบาน หมายถึง ความรักที่กำลังเบ่งบาน ความอ่อนหวาน สดชื่น

อ่านข่าวทั้งหมดของ คม ชัด ลึก ได้ที่นี่




ขอส่งรักปรารถนาดีนี้มาให้ ผองคนไทยชาวแสงทิพย์นิพพานศรี

ส่งความรัก-เมตตา-ความปรานี คุณความดี-ความถูกต้องป้องภัยพาล

ขอส่งบุญกุศลนำผลส่ง จากใจตรงถึงใจอันไพศาล

แล้วพบกันที่โลกทิพย์พระนิพพาน ได้กลับบ้านแล้วพบกันที่นั่นเอยฯ

ชัย แสงทิพย์
ChaiSangthip@www.com





 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2550 18:59:16 น.
Counter : 149 Pageviews.  

สมาธิสำหรับนักเรียน นักศึกษา และครูบาอาจารย์....หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

นักเรียนและครูขอเชิญทางนี้หน่อย......หลวงพ่อพุธ ฐานิโย



**สมาธิในการศึกษาเล่าเรียน**



1.วิชาความรู้ คือ สภาวธรรม การเรียน คือ การปฏิบัติธรรม!!

วิชาความรู้ที่นักเรียน นักศึกษาเรียนกันอยู่ในปัจจุบันนี้ มันเป็นสิ่งที่เราสามารถรู้ด้วยจิตใจ สิ่งที่เราสามารถรู้ด้วยจิตใจ สิ่งนั้น คือ สภาวธรรม

สภาวธรรมอันนี้-มันทำให้เราดีใจ-เสียใจเพราะมัน เราท่องหนังสือไม่ได้ เราเกิดเสียใจ-น้อยใจตัวเอง หนังสือที่เราท่องนั่น คือ สภาวธรรม!! เราจำไม่ได้ นั่นคือ สิ่งที่ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ม้นเข้าหลักอนัตตา บางทีอยู่ดีๆเกิดเจ็บไข้ เราไปของเราไม่ได้ มันก็ส่อถึง อนัตตา-อนิจจัง-ทุกขัง นั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาฝึกสติสัมปชัญญะของเรานี้ ให้มันรู้พร้อมอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นการปฏิบัติธรรม!!....

เดิน เรารู้ ยืน เรารู้ นั่ง เรารู้ นอน รู้ รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เรารู้ เอาตัวรู้ คือ สติ ตัวเดียวเท่านั้น แม้ในขณะเรียนหนังสืออยู่ เราตั้งใจจดจ่อต่อการเรียนในปัจจุบันนั้น นั่นก็ เป็นการปฏิบัติหน้าที่!!!

ทีนี้ ความรู้ ความเห็นที่เราจะพึงทำความเข้าใจ มันอยู่ตรงไหน? มันก็อยู่ที่"กายกับใจ"ของเรานี่ ทำอย่างไรกายของเราจึงจะมีสุขภาพอนามัยเข้มแข็ง? ทำอย่างไรจิตใจของเรา จึงจะมีสติปัญญาแก้ไขปัญหาหัวใจของเราได้? นี่มันอยูตรงนี้ ที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้.....




2.วิธีทำสมาธิในห้องเรียน!!



ขณะนี้ นักเรียนทั้งหลายกำลังเรียน ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะได้พลังของสมาธิ-พลังของสติ เพื่อสนับสนุนการศึกษา?

หลวงตาจะสอนวิธีทำสมาธิในห้องเรียน สมมติว่า ขณะนี้ หลวงตาเป็นครูสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายเพ่งสายตามาที่หลวงตา-ส่งใจมาที่หลวงตา แล้วสังเกตดูให้ดีว่า หลวงตาทำอะไรบ้าง? หลวงตายกมือ หนูก็รู้ เขียนหนังสือให้ หนูรู้ พูดอะไรให้หนูตั้งใจฟัง ถ้าสังเกตจนกระทั่งกระพริบหูกระพริบตาได้ยิ่งดี!!

เวลาเข้าห้องเรียน ให้เพ่งสายตาไปที่ตัวครู-ส่งใจไปที่ตัวครู อย่าเอาใจไปอื่น!!....

พยายามฝึกให้คล่องตัวชำนิชำนาญ เพราะในขณะที่อาจารย์สอนเรา ท่านรวมกำลังจิต และวิชาความรู้ที่จะถ่ายทอดให้เรา เมื่อเราเอาจิตจดจ่ออยู่ที่ตัวอาจารย์ เราก็ได้รับพลังจิต และวิชาความรู้จากอาจารย์ เพียงแค่นี้ วิธีทำสมาธิในห้องเรียน ถ้าพวกหนูๆจำเอาไปปฏิบัติตาม จะได้สมาธิตั้งแต่เป็นนักเรียนเล็กๆชั้นอนุบาล....




ในตอนแรกนี่ การควบคุมสายตา และจิตใจไปไว้ที่ตัวครูอาจจะลำบากหน่อย แต่ต้องพยายามฝึก ฝึกจนคล่องตัวชำนิชำนาญ ภายหลังแม้เราไม่ตั้งใจ พอเห็นใครเดินผ่านหน้า มันจะจ้องเอาๆ พอเข้ามาในห้องเรียนแล้ว พอครูเดินเข้ามาในห้อง สายตามันจะจ้องปั๊บ ใจมันจะจดจ่ออยู่ตรงนั้น หนูลองคิดดูซิว่า การที่มองครู และเอาใจใส่ตัวครูนี่ เราเรียนหนังสือ เราจะเข้าใจดีไหม? ลองคิดดู.....

ในระยะแรก ให้สังเกตดูว่า ถ้าจิตของเราไปจ้องอยู่ที่ตัวอาจารย์ สายตาจ้องอยู่ที่ตัวอาจารย์อย่างไม่ลดละ นั่นแสดงว่าเราเริ่มมีสมาธิขึ้นมาแล้ว แล้วสังเกตดูความเข้าใจ ความจดจำของเราจะดีขึ้น ในตอนแรกๆนี้ ความรู้สึกของเรา จะไปอยู่ที่ตัวอาจารย์หมด ทีนี้เมื่อฝึกไปนานๆเข้าจนคล่องตัวชำนิชำนาญ จิตของเราจะมีกำลังแก่กล้าขึ้น มีความมั่นคงขึ้น มีสติดีขึ้น ความรู้สึกมันย้อนจากตัวอาจารย์มาอยู่ที่ตัวเอง ทุกขณะจิต เรามีความรู้สึกอยู่ที่จิตของเราเท่านั้น ภายหลังมา อาจารย์ท่านจะพูดอะไร สอนอะไร สติสัมปชัญญะจะรู้พร้อมอยู่หมด เพียงแต่กำหนดรู้อยู่ที่จิตอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนั้น อะไรผ่านเข้ามาก็สามารถรู้ทันหมด บางทีพออาจารย์พูดจบประโยคปั๊บ ใจของเรารู้ล่วงหน้าแล้ว ว่าต่อไปท่านจะพูดอะไร เมื่อก่อนหน้าจะสอบ จิตจะบอกว่าให้ดูหนังสือเล่มนั้น จากหน้านั้นไปถึงหน้านั้น แล้วเวลาสอบ มันจะออกมาจริงๆ!!...

เวลาไปสอบพออ่านคำถามจบแต่ละข้อๆ จิตมันจะสงบลงไปนิดหน่อย ใจของเราจะวูบวาบ แล้วคำตอบมันจะผุดขึ้นมา เขียนเอาๆ.....




หลักและวิธีการอันนี้ เป็นสูตรที่หลวงตาทำได้ผลมาแล้ว ตั้งแต่เป็นสามเณรเรียนหนังสือ หลวงตาถือหนังสือเดินท่องไปท่องมาแบบเดินจงกรม อาจารย์สุวรรณ สุจิณโณ ลูกศิษย์ต้นของหลวงปู่มั่น ท่านเห็นก็ทักว่า "เณร ถ้าจะเรียนก็ตั้งใจเรียน จะปฏิบัติก็ตั้งใจปฏิบัติ จับปลาสองมือมันไม่สำเร็จหรอก"

ทีนี้ เราก็อุตริคิดขึ้นมาว่า

"เอ๊....หลักของการเพ่งกสิณนี่ ปฐวีกสิณ-เพ่งดิน อาโป-เพ่งน้ำ วาโย-เพ่งลม เตโช-เพ่งไฟ อากาศ-เพ่งอากาศ วิญญาณ-เพ่งวิญญาณ เราจะเอาตัวครูเป็นเป้าหมายของจิต-ของอารมณ์ เอาตัวครูเป็นอารมณ์ของจิต เป็นที่ตั้งของสติ เอามันที่ตรงนี้แหละ"

เวลาสอบ สามารถรู้ข้อสอบล่วงหน้าได้ทุกวิชา!!!

วิชาที่หลวงตาสอบ มันมี 4 วิชา วิชาแปลภาษาบาลี สัมพันธ์คำพูด หลักภาษา และเขียนตามคำบอก รู้ล่วงหน้าหมดทุกวิชาเลย!!!!.....




3.กรณีตัวอย่าง-ผู้ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง!!!



ขอยกตัวอย่างบุคคลที่สามารถทำได้แล้ว และทำสมาธิเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาจริงๆ ซึ่งพร้อมๆกันนั้น เขาก็สามารถรู้ธรรม-เห็นธรรม ตามหลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ด้วย

คนๆนั้น เป็นนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เป็นนักศึกษาในทุนที่หลวงพ่อส่งไปเรียนเอง ตอนแรกเขาไม่อยากไปเรียน เพราะเขาคิดว่า มันสมองของเขาไม่สามารถจะเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ หลวงพ่อก็เคี่ยวเข็ญให้เขาไป ในเมื่อเขารับปากว่าจะไปเรียน หลวงพ่อก็บอกว่า

"หนูจะไปเรียนมหาวิทยาลัย ต้องฝึกสมาธิด้วย" เขาก็เถียงว่า

"จะให้ไปเรียนมหาวิทยาลัย แล้วให้ทำสมาธิ เอาเวลาที่ไหนไปเรียน" นี่คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาคนนั้น.......

หลวงพ่อก็ให้คำแนะนำว่า การทำสมาธิแบบนี้ไม่ขัดต่อการศึกษา หลวงพ่อก็ให้คำแนะนำเบื้องต้นว่า

"เมื่อเวลาหนูเข้าไปอยู่ในห้องเรียน ให้กำหนดจิต มีสติรู้อยู่ที่จิต คือ ระลึกรู้อยู่ที่จิตของตัวเอง ถ้าหากมีจุดใดจุดหนึ่งที่จะต้องเพ่งมอง ก็เพ่งมองไปที่จุดนั้น เช่น กระดานดำ เป็นต้น ....

เมื่ออาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียน ให้เอาความรู้สึก และสายตาทั้งหมด ไปรวมอยู่ที่ตัวอาจารย์ ให้มีสติรู้อยู่ที่ตัวอาจารย์เพียงอย่างเดียว อย่าส่งใจไปอื่น.....

แล้วคอยสังเกตจับตาดูความเคลื่อนไหวไปมาของอาจารย์ ให้เรามีสติตามรู้อยู่ที่กิริยาอาการของอาจารย์ที่แสดงออกทุกขณะจิตของเรา เมื่ออาจารย์ท่านพูดอะไรให้เราฟัง เรากำหนดหมายเอาเสียงที่ได้ยินเป็นอารมณ์จิต ให้มีสติรู้อยู่กับเสียงที่อาจารย์พูดออกมาแต่ละคำ เมื่ออาจารย์เขียนอะไรให้ดู ให้เอาสติ และสายตาจดจ่อดูอยู่ที่สิ่งที่อาจารย์ทำให้ดู ให้ฝึกหัดทำอย่างนี้

เขาก็พยายามไปทำ ทำในระยะแรกๆ ก็รู้สึกว่าลำบากหน่อย.....




เมื่อก่อนนี้ เขาคิดว่า สมองหรือกำลังใจในการศึกษาของเขานี่ ไม่สามารถที่จะรับความรู้ระดับมหาวิทยาลัยได้ เขาไม่อยากไปเรียนในหลักสูตรที่เขาเรียน เขาใช้เวลาเพียง 4 ปีก็จบแล้ว ทีแรกเขาคิดว่า เขาอาจจะเรียนถึง 6 ปีกว่าจะจบได้ แต่มันก็ผิดคาด ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยน ความรู้สึกว่ามันสมองไม่ดี มันเปลี่ยนเป็นดีขึ้นมาหมด ก็เป็นอันว่า เขาสามารถฝึกสมาธิให้จิตมีสมาธิ มีสติสัมปชัญญะ เพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาที่เขาเรียนอยู่ในปัจจุบันได้

นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาที่เรียนสำเร็จปริญญาโทแล้ว เขาเริ่มฝึกสมาธิแบบนี้ ตั้งแต่เริ่มเรียนปริญญาตรี เมื่อเขาปฏิบัติต่อเนื่องกัน จนกระทั่งจบปริญญาโท ครั้งสุดท้ายตอนสอบวิทยานิพนธ์ ก่อนวันที่เขาจะสอบสัมภาษณ์ เขามานั่งนึกว่า วันนี้จะถูกสัมภาษณ์เรื่องอะไร? พอคิดขึ้นมาเท่านั้น คำถามมันก็ผุดขึ้นมา คำตอบก็โผล่ขึ้นมาตอบ รู้ล่วงหน้าหมด ทุกข้อที่กรรมการเขาถาม !!

พอมาถึงสนามสอบ พอถามปั๊บ ตอบปุ๊บๆ จนกระทั่งกรรมการสอบเขาแปลกใจ เขาบอกว่า เราก็สอบคนมามากต่อมากแล้ว ทำไมไม่เหมือนเด็กคนนี้สักคน เจ้าคนนี้ถามแล้วเหมือนกับว่า ไม่ต้องคิด พอถามจบตอบปั๊บ เขาเลยถามดูว่า ทำไมหนูถึงได้เก่งนัก เขาบอกว่า"หนูฝึกสมาธิ"......

เพราะฉะนั้น หลักนี้ นักเรียนทุกคนขอได้โปรดจำเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติไปทุกวันๆ ในที่สุด เราจะได้กำลังสมาธิสนับสนุนการเรียนการศึกษาได้เป็นอย่างดี

ถ้าหากว่าเรามีเวลาที่จะมานั่งสมาธิ พอเริ่มนั่งลงไป ไม่ต้องบริกรรมภาวนา หรือไปท่องมนต์ใดๆทั้งสิ้น ให้เอาบทเรียนที่เราเรียนมาในแต่ละวันๆ มาคิดทบทวนดูว่า เราจะจำได้กี่มากน้อย ถ้ามีหนังสือมาวางไว้ข้างๆยิ่งดี พอคิดเรื่องนี้ คิดไปๆมันติดตรงไหน? เราคิดไม่ออก เปิดหนังสือมา แล้วเอาดินสอขีดเส้นใต้เอาไว้ พอเลิกนั่งสมาธิแล้ว มานั่งท่องเอาแต่ตรงที่เราจำไม่ได้ ให้ปฏิบัติอย่างนี้......




4.สำหรับครูอาจารย์



ก่อนที่จะเริ่มทำการสอน ถ้าหากว่าไม่ถือว่า เป็นวิธีที่แปลกใหม่เกินไป จะกล่าวเตือนนักเรียนในห้องเรียนทุกคนว่า ให้มองจ้องมาที่ตัวข้าพเจ้า ส่งจิตมารวมไว้ที่ตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะถ่ายทอดพลังจิต และวิชาความรู้ให้พวกเธอทั้งหลาย พวกเธอจงตั้งใจรับพลังจิต และวิชาความรู้จากข้าพเจ้าอย่างตรงไปตรงมา อย่าบิดพลิ้ว!!!

มีอะไรก็สอนๆไป และเตือนเป็นระยะๆในทำนองนี้ ปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกวัน ทุกชั่วโมง เราจะได้สมาธิในการเรียน ในห้องเรียน อันนี้ คือ วิธีปฏิบัติสมาธิให้สัมพันธ์กับการเรียนการศึกษา นอกจากที่เราจะทำสติในขณะที่เรียน

ถ้านักเรียน นักศึกษาพยายามฝึกสมาธิแบบนี้ สิ่งที่จะบังเกิดขึ้นในจิตในใจเราอีกอย่างหนึ่ง คือ เราจะรู้สึกสำนึกในพระคุณของบิดามารดา ครูอาจารย์ ความเคารพ ความเอาใจใส่ ความกตัญญูกตเวที ความรู้สึกซึ้งในพระคุณของครูบาอาจารย์ มันจะฝังลึกลงสู่จิตใจ

เราจะกลายเป็นคนกตัญญูกตเวที ไม่อาจลบหลู่ดูหมิ่นครูบาอาจารย์ได้ เราจะมีพลังจิตในการเรียนหนังสืออย่างเข้มแข็ง เมื่อครูบาอาจารย์ว่ากล่าวตักเตือนอย่างไร เราจะเป็นผู้เชื่อฟัง เป็นผู้ว่านอนสอนง่าย และผลประโยชน์มันก็จะเกิดขึ้นกับเราเอง

อันนี้ ขอให้นักเรียนจงจำเอาไปปฏิบัติจริงๆ เมื่อเราปฏิบัติได้คล่องตัว ชำนิชำนาญ ประโยชน์มันไม่เฉพาะแต่อยู่ในห้องเรียนนะ เมื่อเราเรียนจบไปแล้ว เรายังจะนำสมาธิดังกล่าว ไปใช้ประโยชน์อันเป็นเรื่องชีวิตประจำวันของเราได้อีกด้วย.....

พุทธญาณ
Buddhayan@gmail.com






 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2549 9:08:41 น.
Counter : 193 Pageviews.  


AmataNippan
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




พุทธญาณ แสงทิพย์/เนิน แสงทิพย์/ชัย แสงทิพย์ ฯลฯ

สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม -บ้านฉัตรไชย บางเขน

http://www.buddhapoem.com
http://www.buddha-dhamma.com

อีเมล์- BuddhayanSangthip@gmail.com
NernSangthip@yahoo.com
ChaiSangthip@www.com
Friends' blogs
[Add AmataNippan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.