มหาอมตะนิพพาน แดนสราญบรมสุข อยู่ดีไม่มีทุกข์ พบสุขสันติ์นิรันดร์กาล อยากไปก็ไม่ยาก ต้องถอนรากหักโคนราน ตัณหา-อุปาทาน กิเลสมารโลภ-โกรธ-หลง "ละชั่ว"-"ทำดี"พร้อม มนัสน้อมจิตมั่นคง "ชำระใจสะอาด"ยง- ยืนธำรงตราบวันตายฯ.....
Group Blog
 
All Blogs
 

บทกวีทิพย์ :: แด่สมเด็จพ่อองค์ปฐม พระสิขีทศพลที่ ๑

บทกวีทิพย์ :: แด่สมเด็จพ่อองค์ปฐม วัดพระบาทน้ำทิพย์ สกลนคร

(งานหล่อสมเด็จองค์ปฐมทองคำและพระพุทธเจ้าทันใจ ๑๑๘ พระองค์วันเสาร์ที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ หล่อปูนขนาดหน้าตัก ๔ ศอกเสร็จใน ๑ วัน๑คืน)


๐ โอม..."เสด็จพ่อพระปฐมบรมพุทธ" พระวิสุทธิเทวาบุญราศี

ต้นวิมุติ"พุทธวงศ์"ทรงความดี พระนามว่า"พระสิขี"รพีพรรณ

"สิบหกอสงไขยแสนมหากัป" ที่ลูกนับตายเกิดมาเวียนอาสัญ

นานแสนนานสรรเสกอเนกอนันต์ ความผูกพัน"ทำหน้าที่"เหนือชีวา!!!

"เสด็จพ่อ"ทรงความดีเป็นที่หนึ่ง ลูกซาบซึ้งแสนรักเป็นหนักหนา

ลูกของพ่อถือกำเนิดก่อเกิดมา เพื่อรักษา"ชาติ-ศาสนา-ราชาไทย"!!!

จรรโลง"ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์" ใต้ร่มฉัตร ธ นำทางสว่างไสว

"พระ-ชี้ธรรม ธ-ชี้ทาง"กระจ่างใจ สว่างไสวอยู่ในจิตนิจนิรันดร์

บางครั้งลูกทำถูก-ผิดในจิตบ้าง ขอพ่อช่วยกำจัดล้างเสริมสร้างขวัญ

เพื่อ"เพิ่มพูนบารมี"ที่สำคัญ ได้ร่วมกันช่วยพี่น้องไทยผองเรา

จาก"เมืองแก้ว-มาด้วยกัน...ไปด้วยกัน" เมื่ออาสัญใช่ตายลับสิ้นดับเขลา

"คืนนิพพานด้วยกัน"นิรันดร์เนา เร็ว-ช้าเข้า"คืนนิพพานกลับบ้านเดิม"!!!

"หน้าที่ลูกก็จงทำให้สำเร็จ" ให้เบ็ดเสร็จเต็มบารมีที่สร้างเสริม

เมื่อ"จบกิจ-กลับนิพพาน"สู่บ้านเดิม เป็นจุลเจิมแห่งพุทธวงศ์จงเจริญ!!!

"รับแสงทิพย์+พระเจ็ดพระองค์"ดำรงจิต ดำเนินชีวิตเจิดจรัสไม่ขัดเขิน

"ช่วยตนเอง-ช่วยผู้อื่น"ชื่นใจเกิน "พุทธดำเนินตามบาทพ่อ"ไม่ท้อเอยฯ.......


ชัย แสงทิพย์ พุทธกวีทิพย์

chaisangthip@www.com

www.buddha-dhamma.com




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2557 19:04:23 น.
Counter : 361 Pageviews.  

คำแนะนำเรื่องการไหว้พระ-สวดมนต์-ปฏิบัติธรรม-ขออโหสิกรรม-แผ่เมตตา.......



คำแนะนำเรื่องการไหว้พระ-สวดมนต์-ปฏิบัติธรรม-อโหสิกรรม-แผ่เมตตาบุญ-กุศล.........


ปัจจุบัน เป็นยุคแห่งการแข่งขันทั้งในด้านธุรกิจ ชีวิต การงาน จนผู้คนทั่วไปไม่ค่อยมีเวลาเป็นของตนเอง มีแต่เป็นขององค์กร จ้าวนาย สังคม และการงาน ที่ล้วนแต่สวมหน้ากากเข้าหากันแทบทั้งนั้น หลายๆคนบอกว่า ไม่มีเวลาไปเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญทำทาน หรือแม้แต่ใส่บาตรพระ เพราะไปทำงานแต่ไก่โห่เช้ามืด(รถติด) กลับมาก็มืดอีก(กลับก่อนก็รถติดอีก)สอบถามขอคำแนะนำมาก็บอกไป สามารถแก้ไขให้ได้ตามต้องการ แต่เขาคิดกันไม่ได้ หรือคิดไม่ออกเอง

จึงขอสรุปเรื่องทำนองนี้มาเพื่อเป็นธรรมทาน แก่ทุกท่าน ที่อาจพบปัญหาคล้ายๆกัน จะได้นำไปประยุกต์ใช้งานในชีวิตประจำวันจริงๆต่อไป ซึ่งจะเริ่มกันแต่ การดำเนินชีวิต การงาน การทำทาน-บุญ-กุศล การกราบไหว้พระ สวดมนต์ ทำสมาธิภาวนา การอโหสิกรรม การแผ่เมตตา แผ่บุญกุศลและสุดท้าย คือ การทำตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์แบบง่ายๆ

ซึ่งเป็นการทำสมาธิแบบธรรมชาติ(มหาสติปัฏฐาน4) ใครๆก็ทำได้ ไม่ว่าเด็ก นักเรียน นิสิต นักศึกษา คนทำงาน นักบวช นักวิชาการ ผู้บริหารทุกระดับ กรรมกร ลูกจ้าง ทุกคนทำได้หมด ขอเชิญติดตามต่อไป หากใครมีข้อสงสัยอะไร ก็สอบถามมาได้เลยครับ.....


ทางดำเนินชีวิตของคนไทยชาวพุทธ คือ ทาน-ศีล-ภาวนา หรือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา.......


ก็ต้องเริ่มกันที่"ทาน"ก่อน.....หลายๆคนที่เป็นผู้ใหญ่ หัวหน้าครอบครัว ทำมาหากิน เลี้ยงครอบครัว บริวาร มีรายได้-รายจ่ายประจำ รายได้ต้องมากกว่ารายจ่าย จึงจะอยู่ได้ดี มีความสุข.......

พระพุทธเจ้าท่านแนะนำไว้ว่า การทำงาน ต้องประกอบสัมมาอาชีวะ เป็นอาชีพที่สุจริต ไม่มีพิษมีภัยต่อตนและผู้อื่น ใครที่ทำอาชีพ ที่เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ค้าขาย ผลิตอาวุธ สิ่งของที่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพกาย-จิตของคน เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ บุหรี่ หรือ การพนัน ซึ่งจัดเข้าประเภททำให้จิตคนมัวเมา ลุ่มหลงในกิเลสตัณหาไม่สิ้นสุด ก็ควรหาหนทางเลิกเสีย หาอาชีพอย่างอื่นทำแทน มันสบายกว่ากันเยอะ แล้วไม่จนหรอกนะ.......


คนเราหากินมีรายได้ต่อเดือนเท่าใด? ใช้จ่ายส่วนตัวเท่าไร? ครอบครัวเท่าไร? พระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า รายได้ควรแบ่งเป็นส่วนๆสัก3-4 ส่วนหลักๆ

1)ใช้จ่ายส่วนตัว ครอบครัว
2)ใช้จ่ายในการศึกษา หาความรู้ พัฒนาตนเอง เพื่อความเจริญก้าวหน้าของ ลูก เมียบริวารในครอบครัว เช่น เรียนต่อ ซื้อหนังสือดีๆมาอ่าน เป็นต้น
3)ส่วนหนึ่งเก็บออมไว้สำหรับครอบครัว สำรองเผื่อการเจ็บไข้ได้ป่วย เหตุฉุกเฉินต่างๆ และ 4)ส่วนสุดท้าย คือ การทำบุญทำทาน การกุศล อย่างน้อยสักร้อยละ 5 ก็ยังดี ก็อยู่ในเกณฑ์ 5-10% แล้วแต่อัตภาพ เรียกว่าทำบุญอย่าให้ตนเองและครอบครัวเดือดร้อน เป็นดีที่สุด.......


การทำบุญทำทาน-การทำบุญทำได้มากมายหลายแบบ หลายประการ มีเป็นหลายสิบ หลายร้อยรูปแบบ ตั้งแต่สิ่งเล็กๆน้อยๆที่สุด ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆงานใหญ่ๆ คนเราทำบุญได้ตั้ง 10 แบบ ที่เป็นหลักการใหญ่ๆ การทำบุญทานด้วยเงินทอง ทรัพย์สิน วัตถุ เป็นเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นเอง และที่ไม่น่าเชื่อ คาดการณ์ไม่ถึง ก็คือ การทำบุญแบบอื่นๆที่เหลืออีก 9 แบบนั้น ไม่ต้องใช้เงิน สิ่งของเลย แต่กลับได้บุญมากกว่าเสียอีกนะ แปลกไหมล่ะ?.......


ยกตัวอย่าง เช่น การอนุโมทนาในบุญกุศลที่คนอื่นทำ เห็นคนตักบาตรพระข้างถนน เขาไปทำบุญกันที่วัด เขาสวดมนต์-นั่งสมาธิกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เหล่านี้ เราทำจิตให้เป็นกุศล อนุโมทนา พลอยยินดีไปกับการทำความดีของเขา เราก็ได้บุญเหมือนกับเขาด้วย บางคนบอกว่าได้น้อยกว่าคนทำ ไม่จริงหรอก

มันขึ้นอยู่กับกำลังใจ ความบริสุทธิ์ของจิตใจเราต่างหาก หากเราบริสุทธิ์ใจจริง เราก็ได้เต็ม 100%เท่ากับคนทำเอง หรือได้น้อยลงตามส่วนของกำลังใจ ความบริสุทธิ์ในจิตใจเรา

นอกจากนี้ ก็มีการทำบุญทานด้วยแรงกาย ความคิด สติปัญญา คำแนะนำ ให้คำปรึกษา การชักชวนคนมาทำบุญ การแบ่งบุญให้ผู้อื่น การอุทิศส่วนกุศล การแผ่บุญกุศล แผ่เมตตา เหล่านี้ ล้วนเป็นบุญมากทั้งนั้น ยิ่งถ้าทำด้วยความบริสุทธิ์จริงใจ ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนด้วยแล้ว ผลบุญที่ได้จะเป็นทวีตรีคูณทีเดียว และได้แบบไม่คาดคิดมาก่อนด้วย.....เพราะเราได้ตั้งแต่ก่อนทำ-ขณะทำ-และหลังทำ มันอิ่มอกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูกเลย.......


ทั้งนี้ นอกจากที่เราทำเอง รู้เอง ได้เองแล้ว พระ เทพเจ้า เทวดา พรหมเบื้องบน ก็รับรู้ รับทราบ ติดตามจดบันทึกความดี-ชั่วของเราไว้ทุกขณะจิต ถึงเวลาก็จะมีผลตอบแทนมาให้เราเองโดยอัตโนมัติ นี่เป็นกฎแห่งกรรม กฎธรรมชาติ ที่ว่า"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"นั่นแหละ หากใครทำก็ได้ ไม่ทำไม่ได้ ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น เป็นกฎที่ยุติธรรมที่สุดอยู่แล้ว และไม่มีการต่อรองใดๆทั้งสิ้น......ในโลกและอนันตจักรวาลนี้ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่า"กรรม"หรอกนะ ขอให้เข้าใจและพึงระลึกไว้ตลอดเวลาด้วย........


แล้วก็แปลกมากด้วย ที่"ยิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งหวง ยิ่งอด หมดก็ไม่มา ยิ่งให้ ยิ่งให้ จะหมดก็มาอีกเรื่อยๆ....." นี่คือ คำสอนของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ที่เป็นสัจธรรมความจริง ที่พิสูจน์ได้ โดยต้องลองทำดูเอง นั่นแหละ......



อะไร คือ ทาน-บุญ-กุศล ?.....

อะไร คือ หน้าที่ ? อะไร คือ ความรับผิดชอบ ?.......

ใคร คือ เจ้าหนี้? และใคร คือ ลูกหนี้?......

กรรม ผลของกรรม และกฎแห่งกรรม เป็นอย่างไร ? มีจริงหรือเปล่า?พิสูจน์ได้ไหม?......

ชีวิตคนเราเกิดมาเพื่ออะไร?อยู่เพื่ออะไร? เป้าหมายในชีวิตของท่านคือ อะไร ? ตายแล้วท่านจะไปไหน?......


เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าท่านยังหาคำตอบไม่ได้ โอกาสที่จะบรรลุถึงความสำเร็จในชีวิตแห่งการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่เรียกว่า "สัตว์ประเสริฐ" ก็ยังนับว่าหางไกลนัก เราจะช่วยท่านได้ในเรื่องนี้ โปรดติดตามต่อไปครับ....



ทาน-คือ การให้ ให้ทั้งเงิน ทอง วัตถุ สิ่งของ ให้ความเมตตากรุณา ให้น้ำใจ ให้ความรู้ ให้ปัญญา เรียกว่า ธรรมทาน ยกโทษให้ไม่เอาเรื่องราว เรียกว่า อภัยทาน


การให้-ที่พ่อแม่ให้ลูก หรือลูกให้พ่อแม่นั้น ถือว่าเป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบและมีความสำคัญมาก มีอานิสงส์มาก.....


แต่การให้ผู้อื่น-ที่ไม่ใช่ลูกเมีย ครอบครัว เป็นคนอื่นจริงๆ นั้นยิ่งได้อานิสงส์มากกว่า ยิ่งถ้าเขาเดือดร้อน ตกทุกข์ได้ยาก ลำบากเลือดตากระเด็น ไม่มีใครสนใจช่วยเหลืออนุเคราะห์เหลียวแลเขา นั่นยิ่งได้บุญกุศลแรงมาก จะได้รับผลตอบแทนอย่างไม่คาดฝันไม่เกิน 7 วัน-10 วันทีเดียว ไม่เชื่อลองดูซิ พิสูจน์ไดด้วย ผมเอกับตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว !!.....


ในกระบวนการให้ทั้งหมด ธรรมทานและอภัยทาน มีอานิสงส์สูงสุด ท่านว่าเท่าเทียมกับ"พุทธะ"ทีเดียวนะ จะบอกให้ อย่างอื่นก็รองๆกันลงมา............


บุญ-คือ การทำความดี ความถูกต้องไม่ว่าจะเป็นด้วยกาย-วาจา-ใจ หรือหลายๆทางรวมกัน ก็ยิ่งเป็นบุญมากขึ้น เช่น การกราบไหว้ บูชาพระ ฟังเทศน์ ฟังธรรม รักษาศีล เป็นต้น.....


บุญ-มีมากมายหลายวิธีการ หลักๆมี 10 รูปแบบ มีแบบเดียวเท่านั้น ที่ใช้เงินทอง สิ่งของ วัตถุ นอกนั้นทั้งหมดไม่ได้ใช้เงินทองเลย แล้วก็น่าแปลก แทบไม่น่าเชื่อว่า ที่ไม่ได้ใช้เงินทองนั่นแหละ ได้บุญมากกว่าการใช้เงินทองเสียอีก มีทั้งทางกาย-วาจา-และใจ.....


กุศล-เป็นบุญระดับสูง ได้แก่ การสวดมนต์ ภาวนา ที่เรียกว่า ปฏิบัติบูชา ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ยกย่องว่าดีที่สุด ดีและมีค่ามากกว่า เงินทอง ข้าวของ สิ่งสวยงามต่างๆที่นำมาบูชากราบไหว้ถวาย ที่เรียกว่า"อามิสบูชา"เสียอีก เทียบกันไม่ได้เลย.....


ข้อนี้สำคัญมากที่สุด คนไทยชาวพุทธส่วนใหญ่ จำนวนมาก อาจเกินกว่า 50-60% ด้วยซ้ำไป ที่ไม่ได้สนใจการปฏิบัติธรรมเหล่านี้ โดยไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ หรือรู้บ้างไม่รู้บ้าง(ไม่รู้จริง) ก็เลยพาลพะโลว่า ตัวเองไม่มีเวลาจะปฏิบัติ ไม่มีเวลาจริงๆ อ้างไปน้ำขุ่นๆ.....


จริงๆแล้ว ทุกคนมีเวลาเท่าๆกันทุกคน คือ วันละ 24 ชั่วโมง ทำงาน/กิน-เล่น-บันเทิง/พักผ่อน-หลับนอน ประมาณช่วงละ 8 ชั่วโมง 2 ช่วงหลังมากกว่าช่วงแรกเป็น 2 เท่า มีเวลามากมายที่จะทำได้ แต่บริหารเวลากันไม่เป็นเอง เอาแต่เพลิดเพลินสนุกสนานไม่เป็นเรื่อง หรือเอาแต่หลับนอน ขี้เกียจ แล้วจะเอาดีได้อย่างไร? ขี้เกียจแล้วได้ดี น่ะมีไหมล่ะ.....


ความจริงแล้ว-เวลาที่จะปฏิบัติมีมากมายเกินกว่าที่คาดคิด ยิ่งพระอริยะ-ท่านทำเกือบ 24 ชั่วโมง หรือน้อยกว่าเล็กน้อย คือ ทำได้ทั้งวันทั้งคืน ทุกเวลา ไม่ว่ายืนเดิน-นั่ง-นอน ทำงาน หรือทำอะไร ก็ทำสมาธิภาวนาได้หมด ท่านเรียกว่า"ทรงฌาน" นั่นแหละ คือ การทำสมาธิภาวนา มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา ทำอะไรก็รู้อยู่เสมอ ว่ากำลังทำอะไร นั่นเท่ากับปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว อย่างนี้ ข้ออ้างว่าไม่มีเวลา น่าจะตกกระป๋องไปได้แล้วนะ ฟังไม่ขึ้นหรอก....



ใครคือเจ้าหนี้? ลูกหนี้?.....


ครอบครัว ลูกเมียเรานี่แหละ -เป็นเจ้าหนี้เรา รายใหญ่เสียด้วย เราก็เป็นลูกหนี้รายใหญ่เขาไงล่ะลูกนี่ต้องเลี้ยงดู ให้การศึกษา จนแต่งงานก็หาคู่ครอง ปลูกบ้าน ซื้อรถให้อีก แถมเงินก้อนใหญ่เป็นทุนให้อีกต่างหาก มีหลานก็เลี้ยงหลานให้อีก

หลายๆคนเงินเดือนมากมาย แต่ได้ใช้ได้กินนิดหน่อยเอง นอกนั้นประเคนให้เจ้าหล่อนหมด ลูกเมียเจ้าหนี้ใหญ่ก็สบายไปแปดอย่าง นี่เรียกว่า เกิดมาใช้กรรม ใช้หนี้เขาจริงๆ.....


กรรม ผลของกรรม กฎแห่งกรรม-ล้วนมีจริง เป็นจริง เห็นจริงทั้งนั้น ....ทำชั่ว ก็ได้รับความทุกข์ ตั้งแต่ก่อนทำ ขณะทำ หลังทำ ไม่มีความสุขเลย ตรงข้ามหากทำดี ก็ได้ดีมีความสุขกาย สุขใจตลอดเห็นๆกันอยู่ ตายไปผลบุญ-บาปก็ตามไปอีกนะ จะพิสูจน์ ก็ต้องปฏิบัติธรรม จึงจะเห็นกฎแห่งกรรม ผลกรรมจริงๆ เผลอๆระลึกชาติเก่าๆได้ด้วย หรือไม่ก็ลองตายดู รับรองเห็นแน่ๆ....


ส่วนเรื่องหลังก่อนจะเข้าเรื่องการปฏิบัติธรรมต่อไป คือ เรื่องเกิด-อยู่-ตาย-เป้าหมายแห่งชีวิต ที่เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่เป็นหญ้าปากคอก มองกันไม่ค่อนเห็น ไม่รู้เป็นไงนะ เอาไว้ต่อพรุ่งนี้ก็แล้วกัน เพราะคงต้องยืดยาวพอสมควรละ....



คนเกิดมาจากไหน? เกิดมาทำไม? อยู่เพื่ออะไร? เป้าหมายของชีวิต คืออะไร? ตายแล้วจะไปไหน?



คำถามง่ายๆเหล่านี้ ดูง่าย แต่ตอบยากนะ ขนาดผู้ใหญ่ระดับผู้บริหาร ประสบผลสำเร็จในกิจการงาน การเมืองทั้งหลาย ยังตอบกันไม่ค่อยได้เลย อึกๆอักๆ ตอบได้ไม่เต็มปาก อ้อมๆแอ้มๆ ส่วนมากแล้ว ก็ยังไม่รู้กันอยู่ดี รู้ก็รู้ไม่จริง แบบนี้เอาตัวรอดปลอดภัยได้ยาก ยังไม่พ้นวังวนวัฏฏะง่ายๆหรอก.....


คนเราเกิดมาจากกามกิเลส ที่เรียกว่า ความรักของพ่อแม่ ที่เกิดเพราะต้องมาใช้หนี้กรรมเก่า และมาศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติ เร่งรัดตนเองไปสู่เส้นทางแห่งมรรค-ผล-นิพพานในที่สุด เป้าหมายสุดท้าย คือ ความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ไม่ต้องมาเกิดอีก

เพราะการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ไม่เกิด ก็ไม่ต้องแก่-เจ็บ-ตาย ปัญหาก็จบ แต่ตราบใดที่ยังมีกิเลสหลงเหลืออยู่ในดวงจิต ตราบนั้นก็ยังต้องเกิด-ตายๆๆวนไปวนมาในสามโลกนี้ ไม่รอดพ้นไปได้ จนกว่าจะตัดกิเลสออกไปจากจิตใจได้หมดสิ้น จึงเข้านิพพานไปไม่ต้องเกิดอีก

หรือถ้าจะมาเกิดช่วยเหลือคนอีก ก็เข้าแดนโพธิสัตว์ไปรออยู่ที่พุทธเกษตร หรือสุขาวดีโน่น เพื่อบำเพ็ญรอเวลาที่เหมาะสมต่อไป นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วแต่มหาปณิธานของตนที่ตั้งอธิษฐานจิตเอาไว้แต่ในอดีต....


ต่อไป สุดท้าย เป็นเรื่องการปฏิบัติธรรม ซึ่งจะแนะนำเฉพาะที่สำคัญๆและเห็นว่าจำเป็น เพื่อประโยชน์ของผู้ปฏิบัติและผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น วันนี้ขอเอวังลาไปก่อนนะครับ......



การปฏิบัติบูชา นอกเหนือจากการทำทาน บุญ รักษาศีลซึ่งเป็นพื้นฐานแล้ว ก็ต้องต่อยอดด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง ทำแทนกันไม่ได้ ใครทำใครได้ ไม่ทำไม่ได้ ทำแล้วจึงได้ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน



เริ่มต้นคือ การกราบไหว้พระ ในห้องพระ ในบ้าน ที่ทำงาน หรือ บนที่นอน ก็แล้วแต่สะดวก ทำที่ไหนก็ได้ ดีเหมือนกันหมด อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง บางคนชอบทำก่อนนอน บางคนชอบตื่นนอนเช้ามืด บางคนชอบทำตอนพักเที่ยงหลังรับประทานอาหาร....


การกราบไหว้พระ จะมีดอกไม้ ธูป เทียน หรือไม่ก็ได้ ไม่ต้องกังวล มีก็ดี ไม่มีก็ได้ ใช้มือสองข้างนี่แหละพนมกราบไหว้ก็ใช้ได้แล้ว ถ้ามีไฟฟ้าในห้องให้เปิดไฟฟ้าไว้ด้วย พร้อมกล่าวคำถวายไฟฟ้าแก่พระด้วยดังนี้


"อัคคีไฟฟ้า พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา".....


ตั้งนโม 3 จบก่อน หรือบางท่านก็สวดบูชาพระก่อนว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ" แล้วให้รำลึกถึงพระคุณของพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ตามไปด้วยขณะสวด แล้วกราบ 3 หน บางคนจะกราบไหว้ต่ออีก 2 หน ให้พ่อแม่ ครูบาอาจารย์อีกก็ได้...จะตั้งนะโม 3 จบก่อน หรือสวดบูชาพระก่อนก็ได้ เสร็จแล้วก็สวดบทสรรเสริญพระรัตนตรัย คือ บท"อิติปิโสฯ" แล้วจะต่อด้วย"พาหุงมหากาฯ" หรือยอดพระกัณฑ์ปิฎก ก็ได้ สวดสั้นหรือสวดยาว ก้ดี ทำให้จิตสงบได้เหมือนๆกันนั่นแหละ......


ต่อไป ก็นั่งทำสมาธิ จะใช่ท่าไหนก็ได้ ที่เราทำแล้วสบาย ลืมตาก็ได้ หลับตาก็ดี....ท่าปกติ คือ นั่งสมาธิ มือซ้อนเอาหัวแม่มือชนกัน เพื่อรักษาสุขภาพด้วย....

คำภาวนา-จะใช้อะไรก็ได้ "พุทโธ" หายใจเข้า "พุท" หายใจออก"โธ" -พองหนอ-ยุบหนอ สัมมา-อรหัง หรือ ดูลมหายใจเข้า-หายใจออก ไม่มีคำภาวนาเลยก็ได้ ถ้ามันคิด ก็ปล่อยให้มันคิดไปเรื่อยๆ แต่ตามความคิดดูมันไปเรื่อยๆ นานเข้ามันเบื่อ มันก็หยุดเอง ลมหายใจจะอ่อนเบาลงแผ่วลงเรื่อยๆ อย่าตกใจ ไม่มีอะไรหรอก ถ้ามันหยุดก็หยุดไป ไม่ตายหรอก เพราะมันหายใจเหมือนไม่หายใจ พวกฤาษีไม่หายใจได้เป็นเดือนเป็นปี จนปลวกขึ้นท่วมตัวเป็นจอมปลวกได้ ไม่เห็นตาย เพราะหายใจทางรูขุมขนแทนได้ ใช้พลังงานน้อยมากๆ....



การนั่งสมาธิ-จะนั่งนานขนาดไหนก็ได้ ไม่สำคัญ ใหม่ๆที่ฝึกกันคือเดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที เพิ่มเป็นอย่างละ 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง ต้องกำหนด นั่นเป็นการฝึก ตามตำรา เพื่อให้สติว่องไว ตามทันการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหว แต่เมื่อทำคล่องเป็นปกติแล้ว ไม่ต้องกำหนดก็ได้ เต็มที่เมื่อไหร่มันก็คลายตัวออกจากสมาธิเอง เหมือนการชาร์จแบตเตอรี่นั่นแหละ ไฟเต็มหลอดไฟก็เปลี่ยนสี หรือเด้งออกเอง นั่งน้อยนั่งมาก็ไม่สำคัญอีก ถ้าให้ดีจริงๆ คือ ทำตลอด 24 ชั่วโมงไปเลย (นอนก็นอนในสมาธิได้นะ) .....

เมื่อจบแล้ว ก็ขออโหสิกรรมต่อพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูอาจารย์ เทพ-พรหม องค์บารมีประจำตัวที่ดูแลคุ้มครองเราอยู่ ว่าเราล่วงเกินท่านจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ประมาทพลั้งเผลอไปก็ดี ขอให้ทุกท่านอโหสิกรรมให้เราด้วย จนกว่าเราจะเข้าพระนิพพาน

จากนั้นจึงแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล จะสวดบาลีหรือไม่ก็ได้ นึกเอาในใจก็ได้ หรือ ว่าทั้งสองอย่างก็ดี โดยแผ่เมตตาอุทิศบุญกุศลที่เราทำมาตั้งแต่อดีตชาติถึงปัจจุบันให้แก่ตนเอง(ห้ามลืม-ถ้าใครไม่เคยทำก็ลองใหม่)ก่อน แล้วให้พ่อแม่ ครูอาจารย์ ญาติพี่น้อง ปู่ย่าตายาย ทวดให้หมดเลย ระบุชื่อได้ก็ยิ่งดี

ต่อไปให้เจ้ากรรมนายเวร สรรพสัตว์ไม่มีประมาณ แล้วก็ให้เทพ พรหม องค์ในของลูกเมียครอบครัวเราทุกคนด้วย(ห้ามลืมนะ ถ้าเรารักหวังดีกับเขาจริง)

อนึ่ง ถ้าใครมีเพื่อน มีญาติมิตร คนรู้จักที่ฆ่าตัวตาย ก็แผ่บุญกุศลให้เขาด้วยระบุชื่อไปเลย เพราะบุญจากการปฏิบัติบูชา สวดมนต์ หรือทำสมาธิภาวนานี้แรงมาก บุญอย่างอื่นไม่ถึงเขาหรอก แต่ถ้าบุญแบบนี้ถึงแน่ๆ ขอรับประกัน.....


การทำสมาธิ-ทำได้ตลอดเวลา(รู้ตัวทั่วพร้อม) ไม่ว่าจะทำอะไร ยืน เดิน นั่ง นอน เวลานอนทำสมาธิ ทำได้ดีมาก(หลวงพ่อพุธแนะนำ) ผมก็ทำประจำดีจริงๆ จะดูลมหายใจ ดูท้อง ดูลิ้นปี่ ภาวนาพุทโธ สัมมาอรหัง อะไรก็ดู ก็ภาวนาไปเถอะ ดูหรือภาวนาจนหลับไปเลย แล้วพยายามจับให้ได้ว่าหลับไปตอนไหน หายใจเข้าหรือออก ทองพองหรือยุบ พุทหรือโธ ถ้าจับได้ ก็เก่งมากทีเดียว ใกล้บรรลุธรรมเต็มทีแล้ว ผมเองทำมาตลอดชีวิต นี่ จับได้แค่ 2 ครั้งเอง คือตอนท้องพอง(หายใจเข้า)ทั้ง 2 ครั้ง ท่านว่าทำได้ยากมากนะ ส่วนมากหลับไปโดยไม่รู้ตัวเสียมากกว่า ลองทำดูนะครับ.....


พุทธญาณ
Buddhayan@gmail.com




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2549 23:10:16 น.
Counter : 441 Pageviews.  


AmataNippan
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




พุทธญาณ แสงทิพย์/เนิน แสงทิพย์/ชัย แสงทิพย์ ฯลฯ

สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม -บ้านฉัตรไชย บางเขน

http://www.buddhapoem.com
http://www.buddha-dhamma.com

อีเมล์- BuddhayanSangthip@gmail.com
NernSangthip@yahoo.com
ChaiSangthip@www.com
Friends' blogs
[Add AmataNippan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.