บอกแล้วไม่ฟัง
Group Blog
 
All blogs
 

=> การดูแลเพื่อความมั่นคงสำหรับผู้สูงอายุ

=> การดูแลเพื่อความมั่นคงสำหรับผู้สูงอายุ

รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ


สัปดาห์นี้แขกรับเชิญของคอลัมน์ยังคงเป็น รศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา (อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และรองคณบดี วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ต่อนะคะ ในเรื่องของการเตรียมหลักประกันสุขภาพผู้สูงอายุค่ะ


นอกเหนือจากหลักประกันทางการเงินแล้ว เรื่องของ"การดูแล" เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญในการสร้างความมั่นคงสำหรับผู้สูงอายุในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สังคมไทยยุคปัจจุบันและอนาคต ซึ่งได้ย่างก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว หากผู้สูงอายุต้องตกอยู่ในสภาพไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการประกอบกิจวัตรประจำวันได้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการกินอาหาร การทำความสะอาดร่างกาย การเดิน การลุกนั่ง ต้องนอนติดเตียงตลอดเวลา ไม่สามารถลุกเดินเหินไปไหนมาไหนได้ ต้องอาศัยอุปกรณ์ต่างๆช่วยในการดำรงชีวิต มีอาการหลงหรือมีปัญหาความจำเสื่อม


ในภาพรวมผู้สูงอายุในปัจจุบันอาจจะยังมีลูกหลายคนลูกหลานจึงสามารถแสดงความเป็น "ลูกหลานที่ดี" ด้วยการช่วยกันดูแล อันเป็นการตอบแทนพระคุณของท่านได้ไม่ยากนัก ทว่าผู้สูงอายุในอนาคตเล่าจะมีโอกาสได้รับการเกื้อหนุนในลักษณะเดียวกันหรือไม่ แนวโน้มจากการที่เรามีลูกกันน้อยลง สังคมไทยในอนาคตจะมีผู้สูงอายุที่ขาดหลักประกันด้านการดูแลโดยลูกหลานมากขึ้นเรื่อยๆ กล่าวได้ว่า ในอนาคตคงจะไม่ง่ายที่จะกล่าวแค่ว่าลูกหลานอกตัญญูทอดทิ้งพ่อแม่ของตน




ระบบสนับสนุนอย่างเป็นทางการสำหรับการดูแลผู้สูงอายุหากในปัจจุบันของสังคมไทยเรียกได้ว่ายังไม่ค่อยพร้อมมากนัก ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือที่ครอบครัวไม่สามารถดูแลได้เนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ อาจขอรับการดูแลแบบสงเคราะห์ได้ที่สถานสงเคราะห์ หรือศูนย์บริการรับดูแลผู้สูงอายุของรัฐบาล มูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรทางศาสนา กรณีผู้สูงอายุหรือครอบครัวที่มีฐานะดีสามารถ "ซื้อบริการดูแล"ได้จากสถานประกอบการภาคเอกชนได้ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของการจ้างผู้ดูแลมาดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน หรือการเข้ารับบริการในบ้านพักคนชรา หรือสถานบริบาลเอกชน ซึ่งในการนี้ผู้สูงอายุหรือครอบครัวก็ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง


ผู้เขียนและทีมวิจัยเคยลงสำรวจข้อมูลสถานประกอบการเอกชนที่ให้บริการด้านนี้ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดระหว่างปี พ.ศ. 2552 พบว่าหากจ้างผู้ดูแลมาดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ค่าจ้างผู้ดูแลรายเดือนตกอยู่ที่ระดับ 6,000-15,000 บาท ขึ้นอยู่กับทักษะ ประสบการณ์ของผู้ดูแล และระดับภาวะพึ่งพาของผู้สูงอายุ คำนวณเบื้องต้นกรณีที่ผู้สูงอายุนอนติดเตียงเป็นระยะเวลา 5 ปี และต้องจ้างผู้ดูแลมาช่วยตลอด (สมมติว่าจ่าย 10,000 บาทต่อเดือนตลอด) เราต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อย 600,000 บาท


ทั้งนี้ ยังไม่ได้นับรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลประเภทอื่นๆ ที่ตามมา เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แผ่นรองซับกายอุปกรณ์ เป็นต้น แม้กระทั่งหากลูกหลานต้องหยุดงานหรือลาออกจากงานมาช่วยดูแล นั่นก็นับเป็นต้นทุนด้วยส่วนหนึ่งเหมือนกัน หากผู้สูงอายุเข้ารับบริการดูแลในสถานบริบาลประเภทต่างๆ โดยตรง ค่าใช้จ่ายต่อเดือนแบบเหมาบริการในเขตกรุงเทพฯ ตกอยู่ประมาณ 5,000-57,000 บาท ส่วนในเขตเมืองใหญ่ค่าใช้จ่ายต่อเดือนแบบเหมารวมตกอยู่ประมาณ 12,000-25,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของสถานบริบาล ประเภทของห้องที่เข้าพัก และบริการที่เหมารวมอยู่


ในปัจจุบันเห็นได้ว่าเกิดช่องว่างขึ้นระหว่างระบบการสงเคราะห์และการซื้อบริการจากสถานบริบาลของเอกชน ผู้สูงอายุหรือครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์ในระดับปานกลางคงไม่สามารถที่จะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเหยียบหมื่นทุกเดือนได้ไหว ขณะเดียวกันก็อาจจะไม่ต้องการใช้บริการของสถานดูแลของหน่วยงานของรัฐบาลหรือองค์กรไม่แสวงหากำไร


บางกรณีครอบครัวพร้อมที่จะดูแลผู้สูงอายุที่บ้านเป็นหลัก แต่ต้องการบริการอื่นมาเสริมเป็นบางครั้งบางคราวเพื่อลดภาระอันหนักหน่วงและก่อให้เกิดความเครียดในการดูแล จากนี้ไปมีความจำเป็นที่ต้องคิดเรื่องของ "ความหลากหลาย" ของบริการดูแลผู้สูงอายุกันมากขึ้น ทั้งในเรื่อง (หนึ่ง)จะดูแลในรูปแบบอย่างไร เช่น บริการเยี่ยมผู้สูงอายุตามบ้านบริการฟื้นฟูร่างกาย บริการดูแลผู้สูงอายุช่วงเวลากลางวันบริการดูแลระยะสั้น บริการด้านสารสนเทศ บริการด้านจัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง บริการให้คำปรึกษากับผู้ดูแลที่ตกอยู่ในสภาวะเครียด เป็นต้น (สอง) ใครจะเป็นผู้จัดบริการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้ามามีบทบาทได้อย่างไรและมากน้อยเพียงไร หรือจะใช้กลไกชุมชนในการจัดบริการหากพื้นที่ใดชุมชนขาดความเข้มแข็ง ใครจะเข้ามารับผิดชอบ นอกจากนั้นแล้ว (สาม) โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นกฎกติกาที่ชัดเจนเกี่ยวข้องการจัดตั้งสถานบริการประเภทต่างๆ รวมทั้งการให้บริการที่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ กฎหมายคุ้มครองผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในสถานบริบาล โดยเฉพาะเรื่องของทรัพย์สินเงินทองก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเช่นกัน


รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ด้านประชากรศาสตร์ จากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาประจำการบอกเล่าเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับประชากรไทย ทุกๆ วันอาทิตย์ ในคอลัมน์ 100 ปีปรีดิ์เปรม--จบ--


ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์




 

Create Date : 15 กันยายน 2553    
Last Update : 20 กันยายน 2553 9:58:19 น.
Counter : 570 Pageviews.  

=> เติมให้เต็ม…(ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ

เติมให้เต็ม…(ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ

โดย : รองศาสตราจารย์ ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา


ร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันอยู่ในขณะนี้ เป็นความพยายามที่จะสร้างหลักประกันทางการเงินยามชราภาพ ให้กับประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ (ส่วนใหญ่เรามักเรียกประชากรกลุ่มนี้ว่า “แรงงานนอกระบบ”) ที่ยังไม่มีหลักประกันเหมือนกับกลุ่มข้าราชการหรือลูกจ้างเอกชนที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม เพิ่มเติมจากเงินเบี้ยยังชีพ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้ประกาศให้สิทธิสำหรับผู้สูงอายุทุกคน ยกเว้นเพียงข้าราชการบำนาญและผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ทำงานและรับเงินเดือนจากรัฐบาลอยู่แล้ว ภาพของระบบบำนาญโดยภาครัฐในปัจจุบัน หากเกิดกองทุนการออมแห่งชาติขึ้น จะมีลักษณะดังต่อไปนี้

ร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่รัฐบาลเสนอเป็นแบบสมัครใจ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ที่ไม่มีระบบการคุ้มครองเพื่อการชราภาพใดๆ (ยกเว้นเบี้ยยังชีพ) โดยที่สมาชิกต้องมีส่วนร่วมจ่ายโดยกำหนดเป็นระบบแบบกำหนดการจ่ายเข้ากองทุน หรือที่เรียกกันว่า Defined Contribution สมาชิกแต่ละคนจะมีบัญชีรายบุคคล กอช.กำหนดให้สมาชิกจ่ายเงินสะสมเดือนละ 50 บาท และรัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบให้ด้วยตามอายุของผู้ออม (ช่วงอายุ 20-30 ปี จะจ่ายให้ร้อยละ 50 ช่วงอายุ 30-50 ปีจะสมทบร้อยละ 80 และช่วงอายุ 50-60 ปีจะสมทบร้อยละ 100 ของเงินสะสมของสมาชิก) สมาชิกที่ประสบปัญหาทางการเงิน อาจจะขาดจ่ายเงินสะสมได้โดยไม่ขาดสมาชิกภาพ แต่ก็จะไม่ได้เงินสมทบส่วนของรัฐบาลระหว่างการขาดจ่ายเงินสะสม เงินบำนาญจะได้รับเมื่ออายุ 60 ปีในรูปแบบของบำนาญตลอดชีพ โดยที่ระดับเงินบำนาญแต่ละเดือนที่ได้รับนั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของการจ่ายเงินสะสม เงินสมทบจากรัฐบาล และผลตอบแทนจากการลงทุนที่กองทุนการออมแห่งชาตินำไปบริหารจัดการ


นอกจากบำนาญแล้วกองทุนการออมแห่งชาติยังกำหนดสิทธิประโยชน์อื่นๆ ไว้ เช่น เมื่อเริ่มรับบำนาญแล้วและหากเสียชีวิตลงก่อนอายุ 80 ปี ทายาทจะมีสิทธิรับบำเหน็จตกทอด หากสมาชิกที่มีอายุอยู่ในช่วงจ่ายเงินสะสมต้องตกอยู่ในภาวะทุพพลภาพ ส่งเงินสะสมต่อเนื่องไม่ได้ รัฐบาลจะช่วยจ่ายเงินสมทบให้กึ่งหนึ่งของอัตราเงินสมทบที่ประกาศไว้ แล้วค่อยไปรับเงินบำนาญเมื่ออายุถึง 60 ปี เป็นต้น




ในความเป็นจริงแล้ว หากเราอยากให้ร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้ทำหน้าที่ประกันรายได้ยามชราภาพให้กับผู้สูงอายุอย่างแท้จริงแล้ว ยังมีบางประเด็นพึงพิจารณาเพื่อเติมร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติให้เต็ม


ประการแรก ความครอบคลุมควรจะแผ่ขยายไปถึงกลุ่มลูกจ้างเอกชนด้วย เหตุผลสำคัญที่สนับสนุนแนวความคิดนี้ คือ “การเปลี่ยนงาน” ไม่ว่าจะเป็นกรณีเปลี่ยนงานจากการทำงานในระบบ (เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม) ไปสู่นอกระบบ (เป็นสมาชิก กอช.) หรือในทางกลับกัน การเปลี่ยนงานในลักษณะนี้ จะทำให้ประโยชน์ที่ได้รับจากระบบบำนาญที่สังกัดอยู่น้อยลงไป เช่น ระหว่างเป็นสมาชิก กอช.แล้วออกไปทำงานในระบบก็ต้องหยุดสะสมเงินในระบบ กอช. ซึ่งมีผลให้เงินบำนาญที่ได้จากระบบนี้ลดลงไป หรือในช่วงที่ไปทำงานในระบบและเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม อาจจะสั้นเกินไปจนได้รับเพียงบำเหน็จ อีกทั้งการที่รัฐบาลสมทบร่วมกับสมาชิกของ กอช.นั้น ก่อให้เกิดประเด็นความไม่เป็นธรรมกับสมาชิกกองทุนประกันสังคม ซึ่งมิได้รับการสมทบร่วมจากรัฐบาลในกรณีของสิทธิประโยชน์ชราภาพ ไหนๆ จะสร้างระบบแห่งชาติขึ้นมาแล้ว รัฐบาลก็ควรสร้างกองทุนการออมแห่งชาติ ที่ครอบคลุมประชากรวัยทำงานทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ่งจะขจัดปัญหาการเสียประโยชน์จากการย้ายระบบบำนาญเนื่องจากการเปลี่ยนงาน และสร้างความเป็นธรรมระหว่างคนทำงานสองกลุ่มนี้ได้ไปในตัวด้วย


หากกองทุนการออมแห่งชาติขยายวงออกไปให้ครอบคลุมแรงงานในระบบที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมด้วยแล้ว โดยยึดว่าสมาชิกจ่ายเงินสะสมเดือนละ 50 บาทต่อเดือน งบประมาณที่รัฐบาลจะต้องสมทบร่วมด้วยในแต่ละปี จะประมาณการได้ดังตารางต่อไปนี้


ประการที่สอง กองทุนการออมแห่งชาติควร ที่จะมุ่งเน้นการสร้างสวัสดิการคู่ขนานไปด้วย นอกเหนือจากเงินบำนาญหรือบำเหน็จตกทอดแล้ว กองทุนควรที่จะส่งเสริมการสร้างหลักประกันในรูปแบบอื่นพร้อมกันไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น การสร้างสวัสดิการบำนาญชราภาพ เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นต้น เพื่อให้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างสมาชิก สมาชิกคนใดที่เริ่มรับบำนาญแล้วแต่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร เงินส่วนที่เป็นเงินสะสมของเจ้าตัวยกให้ทายาทในรูปแบบของเงินบำเหน็จตกทอด เงินส่วนเงินสมทบของรัฐที่เหลือก็นำมาเข้ากองทุนเพื่อการกระจายไปสู่สมาชิกคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกที่อาจเสียชีวิตช้า สมาชิกที่อาจตกอยู่ในภาวะทุพพลภาพตั้งแต่วัยทำงาน หรือสวัสดิการประเภทอื่นๆ


ประการที่สาม ภาคประชาชนควรได้เข้ามามีส่วนร่วมในกองทุนบำนาญแห่งชาติด้วยทั้งในระดับคณะกรรมการนโยบายของกองทุนและคณะกรรมการสรรหาผู้บริหารกองทุน อีกทั้งในคณะกรรมกองทุนการออมแห่งชาตินั้น ควรจะสรรหาและแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และมีผลงานเป็นที่ยอมรับด้านการเงิน การลงทุน การบริหารธุรกิจ การบัญชี เศรษฐศาสตร์ คณิตศาสตร์ประกันภัย และกฎหมาย เพื่อกำกับดูแลการบริหารเงินกองทุนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้เกิดดอกออกผลอย่างแท้จริง


แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยมีเงินเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุอย่างถ้วนหน้าแล้วก็ตาม เพื่อที่จะร่วมกันสร้างหลักประกันทางการเงินที่มั่นคง มั่นใจ และอุ่นใจให้ผู้สูงอายุอย่างมีศักดิ์ศรี และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยไม่เป็นภาระทางการเงินการคลังกับสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรวัยทำงานในปัจจุบันหรือลูกหลานของเราในอนาคต รีบเถอะครับ ช่วยกัน เติมให้เต็ม…(ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ


ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/reader-opinion/20100831/350563/เติมให้เต็ม…(ร่าง)-พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ.html

วันที่ 31 สิงหาคม 2553 08:11





 

Create Date : 08 กันยายน 2553    
Last Update : 20 กันยายน 2553 10:05:03 น.
Counter : 315 Pageviews.  

=> เตรียมตัวก่อนวัยเกษียณ เปิดทางเลือก

ทุกคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) มากขึ้นทุกๆปี โดยในปี 2550 ที่ผ่านมา ประชากรไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 10.7% สูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากสิงคโปร์ ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ 10.9% และประเมินกันว่าในปี 2568 หรืออีก 17 ปีข้างหน้าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 20%


ด้วยเหตุนี้การผลักดันการมีหลักประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่เป็นหลักประกันให้สังคมผู้สูงอายุ ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเพียงพอในการใช้จ่ายดูแลตัวเอง ทั้งด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวันด้วยเครื่องมือช่วยเหลือในการออมเงิน ที่เรียกว่า "แบบประกันบำนาญ" โดยทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้กำหนดรูปแบบลักษณะของกรมธรรม์บำนาญไว้ 2 แบบด้วยกัน


1.สินค้าประเภทบำนาญเลี้ยงชีพ (Immediate Annuity) เป็นแบบจ่ายเงินรายปีทันที มีทั้งสำหรับผู้ต้องการวางแผนออมทั้งก่อนเกษียณและหลังเกษียณ ซึ่งบริษัทประกันจะจ่ายรายได้ประจำรายปีให้กับผู้เอาประกันทันที หลังจากที่ได้ตกลงทำประกันแล้วระยะหนึ่ง เช่น 1 เดือน, 3 เดือน ,6 เดือน หรือ 1 ปี โดยต้องมีการจ่ายเงินเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ และการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญจะจ่ายตามการทรงชีพและหรือจ่ายโดยรับรองจำนวนงวดในการจ่ายที่แน่นอน


นอกจากนี้ ต้องมีการกำหนดช่วงอายุการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญ โดยมีอายุเริ่มอย่างน้อยตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไปและต้องจ่ายเงินบำนาญถึงอายุ 85 ปีขึ้นไป ดังนั้น เรื่องการกำหนดผลประโยชน์ กรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในช่วงการรับบำนาญ เช่น ไม่เกินเบี้ยประกันภัยสะสมหักด้วยผลประโยชน์สะสมที่จ่ายให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว หรือไม่เกินจำนวน 20% ของเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว เป็นต้น อีกทั้ง ในขณะที่ช่วงรับเงินบำนาญนั้น จะไม่สามารถเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยได้ แต่สามารถเวนคืนกรมธรรม์ ช่วงก่อนรับเงินบำนาญหรือกู้เงินตามเงื่อนไขกรมธรรม์ช่วงก่อนรับเงินบำนาญได้




2.ประกันบำนาญแบบจ่ายเงินรายปีที่เลื่อนการรับเงินออกไป (Deferred Annuity) ซึ่งผู้รับผลประโยชน์หรือผู้เอาประกันขอเลื่อนเวลาการรับเงินออกไป เช่นหลังตกลงทำสัญญา 2 ปีไปแล้ว เป็นต้น ซึ่งแบบประกันเงินรายปีที่เลื่อนการรับเงินออกไป ถือเป็นเรื่องใหม่ในตลาดประกันชีวิตไทย เพราะปัจจุบันยังเป็นการผสมผสานของแบบชั่วระยะเวลากับแบบตลอดชีพเข้าด้วยกัน หรือแบบบำนาญเลี้ยงชีพปกติ (Immediate Annuity) แต่แบบประกันที่ช่วยบริหารรายได้และค่าใช้จ่ายหลังการเกษียณหรือแบบประกันบำนาญแท้ยังไม่มี


ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทประกัน ยังต้องรอการสนับสนุนจากกรมสรรพากรในการแก้ไขกฎการสำรองเงินประกัน ให้สอดคล้องกับลักษณะการบริหารเงินของประกันประเภทนี้ จะช่วยลดภาระภาษีให้กับธุรกิจ และทำให้มีโอกาสที่จะผลักดันผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญแท้ๆ ออกมาเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น


สิ่งสำคัญที่ผู้เอาประกันบำนาญควรรู้ คือ กรณีที่บริษัทจะไม่คุ้มครอง หากไม่เปิดเผยความจริงหรือแถลงความเท็จ บริษัทสามารถบอกเลิกสัญญาภายใน 2 ปี นับจากวันทำสัญญา รวมถึงการฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี หรือถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตาย โดยผู้เอาประกันภัยต้องพิสูจน์การมีชีวิตช่วงรับบำนาญด้วยตัวเอง


ขณะเดียวกันนอกจากคำนึงถึงผลประโยชน์จากกรมธรรม์ที่ตรงกับความต้องการแล้ว ต้องไม่ลืม ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทประกัน โดยเฉพาะเงินกองทุนและเงินสำรองประกันภัย เพราะแบบประกันบำนาญ เป็นกรมธรรม์ระยะยาว หากบริษัทประกันใดตั้งสำรองต่ำ ก็จะทำให้ขาดทุนได้


ดังนั้นจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า บริษัทประกันชีวิตใดที่ยังไม่มีความพร้อมเรื่องนี้ จะไม่ค่อยขายสินค้าประเภทบำนาญมากนัก เพราะสุดท้ายแล้วอาจต้องประสบปัญหาขาดทุนและส่งผลกระทบต่อลูกค้าโดยรวมได้


ที่มาจากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,557 15-18 สิงหาคม พ.ศ. 2553





 

Create Date : 17 สิงหาคม 2553    
Last Update : 20 กันยายน 2553 10:13:34 น.
Counter : 526 Pageviews.  

=> แนะวัย(ใกล้)เกษียณ มองหางานเพิ่มเงินออม-ลงทุนรอบคอบ

แนะวัย(ใกล้)เกษียณ มองหางานเพิ่มเงินออม-ลงทุนรอบคอบ
โดย : อุไรวรรณ ภู่วิจิตสุทิน


แม้ว่าบั้นปลายชีวิตของคนไทยวัยใกล้เกษียณหรืออาจเกษียณแล้ว ถูกมองว่าเป็นวัยไม่ควรทำงานเหน็ดเหนื่อย


แต่ความไม่ประมาท คือ สัจธรรมชีวิตที่คนไทย โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ และกำลังเข้าสู่วัยเกษียณหรืออยู่ในวัยเกษียณแล้ว ต้องยึดถือไว้เป็นอย่างมาก เพราะการใช้จ่ายเงินอย่างเดียว โดยไม่คิดหารายได้หรือทำเงินออมให้งอกเงย ถือเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต้องระวังที่สุด


จากประเด็นข้างต้น Fundamentals ฉบับนี้จึงขอเป็นสื่อกลางเลือก " 8 อาชีพเหมาะสมกับวัยเกษียณ" ของ ยาฮู ดอท คอม และ "ข้อเตือนใจวัยเกษียณระวังลงทุนพลาด" จากแบงก์เรท ดอทคอม มานำเสนอหวังช่วยเติมความรู้ ให้ข้อมูลคนไทยวัยเกษียณและใกล้เกษียณ เกิดไอเดียคิดลงทุนระวัง และกระตือรือร้นอยากหางานเหมาะสมทำเพื่อเพิ่มเงินออม


กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เคยหยิบยกข้อมูลและสถิติมาเสนอว่า ในปี 2548 ประเทศแถบเอเชียมีสัดส่วนผู้สูงอายุ ช่วงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 9% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และอีก 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นเป็น 15% แนวโน้มดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกันในญี่ปุ่นและประเทศในยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนผู้สูงอายุคิดเป็น 26% และ 21% ตามลำดับ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 35% และ 28% ตามลำดับอีก 20 ปีข้างหน้า


โดย กบข. ชี้ว่า ประเทศไทยก็มีลักษณะเดียวกัน คือในปี 2548 ไทยมีประชากรผู้สูงอายุคิดเป็น 10% ของประชากรทั้งหมด และจะเพิ่มเป็น 20% อีก 20 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ไทยจะมีอัตราประชากรวัยทำงาน มีอายุ 15-59 ปี ต่อผู้สูงอายุที่จะต้องดูแล คิดเป็น 6 ต่อ 1 และจะเปลี่ยนเป็น 3 ต่อ 1ในอีก 20 ปีข้างหน้า


จากข้อเท็จจริงข้างต้น มีส่วนทำให้เกิดโครงการเกษียณยิ้ม ซึ่งเป็นโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ระดมหน่วยงานที่มีอุดมการณ์เพื่อพัฒนาความรู้เรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคลช่วยกันจัดตั้งขึ้นมา เพื่อส่งเสริมความรู้ให้ผู้สูงวัยหรือคนอยู่ในวัยเกษียณแล้ว เกิดความเข้าใจเรื่องการบริหารเงินและลงทุน เพื่อเตรียมความพร้อมกับการอยู่ในวัยเกษียณเปี่ยมสุข




เติมความรู้ให้ผู้สูงวัย

นอกจากโครงการที่ดีอย่างโครงการเกษียณยิ้มแล้ว Fundamentals ยังพบว่าในต่างประเทศอย่างสหรัฐมีสื่อมากมายพยายามให้คำแนะนำข้อมูลเป็นความรู้ เพื่อช่วยผู้สูงวัยสามารถพัฒนาตนเอง มีความพร้อมความเข้าใจ ในการบริหารเงินให้งอกเงย และหากคิดลงทุนก็ดำเนินการอย่างระมัดระวัง


โดยสื่อมากมายข้างต้น รวมถึง ยาฮู ดอท คอม เว็บไซต์สื่อสารยอดนิยมของนักท่องโลกออนไลน์ ที่นำเสนอเรื่อง


" 8 อาชีพเหมาะสมกับวัยเกษียณ"
ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สูงวัยทั้งที่เกษียณแล้วและใกล้เกษียณ นำไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกทำงานที่เหมาะสมกับวัย เพื่อเพิ่มรายได้ให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง


ที่ปรึกษา

เหมาะสำหรับผู้มีความรู้การศึกษาขั้นสูง หรือมีประสบการณ์การทำงานยาวนานหลายสิบปี และยังสามารถใช้ความชำนาญเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ให้ความเห็นหรือความรู้ถ่ายทอดแก่ผู้บริหารบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในงานอาชีพหรือวงการธุรกิจเดียวกัน


ยิ่งเชี่ยวชาญเข้าขั้นกูรู เป็นเหมือนใบเบิกทางช่วยผู้ใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้ว สามารถหางานที่ไม่ต้องตอกบัตรเข้าเช้าเลิกเย็น หรือคิดค่าเหนื่อยนับชั่วโมงในการใช้ความคิดไม่ต้องออกแรงหนัก โดยอาจทำให้บริษัทเก่าที่เคยทำงานอยู่แล้ว หรือเป็นบริษัทใหม่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน


ทำขนม-อาหารขาย
หากคุณมีพรสวรรค์บวกความสามารถ ชื่นชอบที่จะทำขนมอร่อยหรืออาหารรสชาติดี ให้ทั้งครอบครัวและเพื่อนฝูงรับประทาน คำชมมากมายที่ได้จากพวกเขาเป็นเหมือนผลสำรวจความเห็น สะท้อนได้ว่าการทำอาหารหรือขนมขายจะช่วยเพิ่มเงินออมให้คุณในยามเกษียณได้ไม่มากก็น้อย


เพียงแต่กำหนดปริมาณของที่จะผลิต และตลาดที่จะรับของที่ทำแล้วไปจำหน่ายให้ชัดเจน เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพ หรือความสามารถตามวัย เพื่อไม่ให้เป็นการทำงานบั่นทอนสุขภาพได้


พนักงานดูแลลูกค้า

ตามห้างสรรพสินค้าบางแห่ง มีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการผู้อาวุโสมีประสบการณ์มาดูแลเป็นพิเศษ หากผู้สูงวัยรายใดมีนิสัยส่วนตัวชอบการสังสรรค์เข้าสังคม ควรเผื่ออาชีพนี้เป็นทางเลือกทำเงินในวัยเกษียณได้


อาชีพนี้ไม่ต้องอาศัยความคิดหรือข้อมูลกับความรู้ขั้นสูง เพียงแต่มีใจรักอยากเข้าสังคม พบปะผู้คนช่วยเหลือผู้เข้ามาใช้บริการซื้อหาสินค้า ที่มีรายละเอียดตรงกับความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด ถือเป็นงานให้ความสบายใจช่วยคลายเครียดและความกังวลของลูกค้า ที่สำคัญไม่ต้องทำเต็มเวลา ได้ค่าเหนื่อยตามชั่วโมงการทำงาน


ผู้ช่วยร้านดอกไม้
อาชีพนี้เหมาะสำหรับผู้สูงวัยชื่นชอบธรรมชาติ รักต้นไม้ดอกไม้ ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญมากมายนัก


ขอเพียงมีตารางเวลาทำงานยืดหยุ่น เพราะร้านดอกไม้เป็นงานบริการ ที่สามารถรับออเดอร์ลูกค้าได้ตลอดเวลา เพียงมีความตั้งใจ รักความสะอาดสวยงามและความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะยิ่งช่วยให้ผู้สูงวัยมีโอกาสได้งานนี้ทำ เพื่อต่อยอดเงินออมที่มีอยู่ให้งอกเงยมากขึ้น


ลูกจ้างชั่วคราว

ในสหรัฐคนว่างงานมีไม่น้อย และยังคงเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงวัยเกษียณที่ว่างงาน กลุ่มคนเหล่านี้มีไม่น้อยที่ยื่นเรื่องหางานทำกับสำนักงานจัดหางานชั่วคราวที่มีอยู่หลายแห่ง รวมถึงแมนเพาเวอร์ อิงค์ สำนักจัดหางานชั้นนำของสหรัฐเป็นที่รู้จักทั่วโลก

ทั้งนี้สำนักจัดหางานชั่วคราว จะคอยป้อนงานที่คิดค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงให้ ซึ่งอาจคิดให้ระหว่าง 10-13 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง หรือประมาณ 330-430 บาทต่อชั่วโมง แต่การทำงานชั่วคราวนี้ อาจให้โชคช่วยให้ได้งานประจำ เพราะที่สหรัฐมีสถิติ 30% ของผู้รับงานชั่วคราว ได้โอกาสเข้าไปทำงานประจำเต็มเวลา


ไกด์นำเที่ยว

อาชีพนี้ไม่เกี่ยงวัย เพียงอาศัยความรู้จักเข้าใจที่มาประวัติศาสตร์ของสถานที่นั้นๆ และฉลาดที่จะถ่ายทอดออกมาให้นักท่องเที่ยว รู้สึกชื่นชอบประทับใจกับสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ อาชีพนี้นอกจากไม่ต้องทำแบบเข้าเช้าออกเย็นแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ผู้สูงวัยร่วมแบ่งปันความรู้ ได้เข้าสังคมพบปะผู้คนที่สนใจการท่องเที่ยวจากทั่วโลกด้วย


พนักงานร้านค้าปลีก

ที่อเมริกาทั้งโฮม ดีพอท หรือ ทาร์เก็ต สองห้างค้าปลีกชั้นนำ เปิดรับตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับวัยเกษียณมากมายหลายตำแหน่ง และในอนาคตห้างลักษณะนี้ในไทยน่าจะเป็นลู่ทางให้ผู้สูงวัยอยากใช้เวลาว่างหลังเกษียณทำงานเพิ่มเงิน ซึ่งควรเป็นหางานที่เหมาะสมกับความสามารถของตัวเอง


เพราะงานในธุรกิจค้าปลีก ยังมีงานรับเก็บเงิน ผู้ช่วยฝ่ายจัดเก็บสินค้าเข้าคลัง ผู้ตรวจสอบพื้นที่ หรืองานบริหารการจัดจำหน่ายสินค้าขายปลีก รอผู้สูงอายุวัยเกษียณที่ยังอยากหางานหาเงิน ด้วยความสามารถทำงานมีตารางเวลายืดหยุ่นกันได้ และยังได้สังสรรค์พบปะผู้คนอยู่


งานเดิมแต่เงื่อนไขใหม่

ในช่วงเวลาเศรษฐกิจย่ำแย่ ยังมีวัยเกษียณกลุ่มหนึ่งที่ไม่อยากเปลี่ยนงานที่ทำมานานหลายสิบปี แม้เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณอย่างเป็นทางการแล้ว แต่พวกเขาอาจร้องขอนายจ้างเก่าทำงานต่อภายใต้เงื่อนไขใหม่ คือลดเวลาทำงานลง และค่าจ้างลดลงด้วย เพียงแต่เงื่อนไขควรรับได้ทั้งสองฝ่าย


และเงื่อนไขใหม่น่าจะช่วยให้วัยเกษียณสามารถทำงานที่ตัวเองรัก ขณะเดียวกันก็ได้เวลาพักผ่อน ทำงานอดิเรกที่ตัวเองชื่นชอบมากขึ้น




ข้อคิดพึงระวังลงทุนพลาด

และนอกจากอาชีพหลากหลายน่าสนใจ ซึ่งเหมาะสมกับวัยใกล้เกษียณหรือวัยเกษียณ ที่ยาฮู ดอท คอม สำรวจและรวบรวมมาจากตลาดงานในสหรัฐแล้ว Fundamentals ยังมีเรื่อง "ข้อเตือนใจวัยเกษียณระวังลงทุนพลาด" จากแบงก์ เรท ดอท คอม เพื่อช่วยผู้สูงวัยก้าวข้ามความผิดพลาด สามารถลงทุนประสบผลสำเร็จให้ได้มากที่สุดมาฝาก


ลงทุนไม่ดูเป้าหมาย
เกล มาร์คจาร์วิส เจ้าของงานเขียน "ออมเพื่อรีไทร์โดยไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยาจก" แนะนำว่า ผู้สูงวัยที่มีเป้าหมายออมเพื่อเกษียณ หากมีเป้าหมายอื่นควบคู่ เช่น ภาระส่งบุตรหลานจนจบการศึกษาชั้นสูง ขอให้ใช้เหตุผลคิดลงทุนแบบผสมผสาน ที่สำคัญอย่าโหมเล่นกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ร้อนแรง

"หากคุณกำลังออมเพื่อวัยเกษียณ ควบคู่กับออมเพื่อการศึกษาของลูก เมื่อลูกเหลือเวลาอีก 3 ปีต้องเข้าศึกษาระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย ทำให้คุณมีเวลาอีก 7 ปีกว่าจะไปถึงปีสุดท้ายที่ลูกของคุณจะจบการศึกษา ดังนั้นเงินออมส่วนใหญ่ควรลงทุนกับแหล่งปลอดภัยมากๆ เช่น ตั๋วเงินฝาก (ซีดี), ตราสารหนี้ระยะสั้น หรือฝากแบงก์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ส่วนที่เหลือเล็กน้อยอาจนำไปลงทุนหุ้นได้ เป็นข้อห้ามเลยว่าเงินที่ต้องใช้อีก 5 ปีข้างหน้าไม่ควรเอาไปลงทุนในหุ้น" มาร์คจาร์วิส เตือน


ไม่คิดแผนกลยุทธ์ลงทุน

ทุกคนอาจคิดว่าสิ่งต้องทำก่อนลงทุน คือการเลือกกองทุนดีที่สุด แต่ แบงก์เรท ดอท คอม ยืนยันว่าผิด เพราะก่อนเลือกกองทุน ผู้สูงวัยต้องคิดถึงสองเรื่อง คือ


ด้วยการกำหนดประเภทสินทรัพย์ ที่สามารถทำเงินให้คุณได้ดีและมากที่สุด จากนั้นให้เลือกเอาการลงทุนสามารถทำได้ดีในสินทรัพย์ประเภทนั้นๆ


ถัดมาให้แน่ใจก่อนว่า มีการเปรียบเทียบตัวเลือกแต่ละตัวอย่างละเอียด เพราะกองทุนบางกองทุนไม่สามารถทำเงินได้ดีหรือมากเท่ากองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนตราสารหนี้ไม่สามารถแข่งขันกับกองทุนหุ้นได้ เพราะพื้นฐานรูปแบบการลงทุนแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของกองทุน หมายถึงการสนองตอบวัตถุประสงค์ของผู้ลงทุนแตกต่างกันไป แต่กองทุนตราสารสามารถทำหรือคุมผลกระทบที่เกิดกับพอร์ตลงทุนให้อยู่ในระดับมีเสถียรภาพได้


ไม่ค้นคว้าหาข้อมูล

แบงก์ เรท ดอท คอม ย้ำว่า ผู้สูงวัยคิดลงทุนหวังเพิ่มเงินออมต้องทำการบ้าน ซึ่งหมายถึงการขยันค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเลือกกองทุนที่ตัวเองชื่นชอบบ้าง

ก่อนอื่นต้องดูประเภทกองทุน ว่าลงทุนในลักษณะใด คือลงทุนในหุ้นเติบโตมีมูลค่าตลาดรวมมาก หรือจะเป็นกองทุนเล่นหุ้นมูลค่าขนาดเล็ก เป็นต้น จากนั้นให้ดูผู้จัดการกองทุน ที่ดูแลบริหารกองทุนนั้นๆ มานานกี่ปีแล้ว ให้ดูด้วยว่าต้นทุนกองทุนใช้ในการบริหารจัดการ การลงทุนขั้นต่ำและไส้ในของพอร์ตการลงทุนเป็นรายชื่อหลักทรัพย์ที่ลงทุน สุดท้ายประวัติผลประกอบการ ต้องไม่ลืมว่าผลประกอบการในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต


ละเลยพอร์ตลงทุนตัวเอง
การซื้อและถือครองไว้เป็นการเดินตามกลยุทธ์ที่ดีและฉลาด แต่การซื้อและละเลยไม่หันกลับมาดูเลย กลับเป็นพฤติกรรมการลงทุนไม่ช่วยสนับสนุนการลงทุนของผู้สูงวัยในระยะยาวเพื่อการเกษียณ นี่คือข้อผิดพลาดสุดท้ายที่ผู้สูงวัยพึงระวัง

เพราะการไม่ทบทวนพอร์ตการลงทุนของตัวเอง จะไม่ช่วยผู้สูงวัยปรับพอร์ตให้สมดุล และไม่ช่วยให้เจ้าของพอร์ตพบกับความสำเร็จไปถึงเป้าหมายเป็นวัยเกษียณเปี่ยมสุข หรือช่วยให้เจ้าของพอร์ตจัดการกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในชีวิต


และแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นแตกต่างกัน เกี่ยวกับช่วงเวลาที่ต้องทบทวนพอร์ต แต่ทุกคนเห็นตรงกันหมดว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่การทบทวนพอร์ตอย่างน้อยปีละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพอร์ตที่อยู่นอกหรือในแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณ ซึ่งบริษัทที่ผู้สูงวัยทำงานอยู่ด้วยนั้นมีส่วนสนับสนุน


คัดลอกจาก
การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/investment/20100725/344808/แนะวัย(ใกล้)เกษียณ--มองหางานเพิ่มเงินออม-ลงทุนรอบคอบ.html
วันที่ 25 กรกฎาคม 2553 01:00
ขอขอบคุณเจ้าของบทความมาพร้อมนี้




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 20 กันยายน 2553 11:14:55 น.
Counter : 2343 Pageviews.  

=> แห่ผุดอสังหารับ"สูงอายุ" เกาะเทรนด์คนชราพุ่ง

เทรนด์ตลาดบ้านผู้สูงอายุมาแรง ทั้งภาครัฐ-ดีเวลอปเปอร์ เล็งผุดโครงการนำร่อง การเคหะฯประเดิมที่ดินริมแม่น้ำป่าสัก สระบุรี ขึ้นอาคารชุด-ทาวน์โฮมหลายร้อยยูนิต กทม. เตรียมลุย 2 ทำเล ริมแม่น้ำนครชัยศรี-หนองจอก ขณะที่เอกชนอีกหลายกลุ่มพร้อมบุกตลาดใหม่ ค่ายผู้ผลิตวัสดุ เด้งรับ "คอตโต้" ส่งห้องน้ำ-สุขภัณฑ์แบบปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ กลุ่มเฟอร์นิเจอร์พร้อมออกแบบสินค้าให้เข้าคอนเซ็ปต์


นอกจากแนวโน้มในการขยายตัวของตลาดผู้สูงอายุจะปรากฏให้เห็นในหลายประเทศของยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น ทั้งในแง่การผลิตสินค้า-บริการเพื่อตอบสนองความต้องการในลักษณะเฉพาะของผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่องแล้ว


ขณะที่ประเทศไทยก็มีการคาดการณ์ว่า สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้สอดคล้องกับเทรนด์ของตลาดผู้สูงอายุในประเทศไทยก็เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้น หลังจากภาคเอกชนบางกลุ่มเริ่มลงทุนพัฒนาที่ดินในรูปแบบที่อยู่อาศัยเจาะตลาดผู้สูงอายุ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นการเคหะแห่งชาติหรือกรุงเทพมหานครก็สนใจที่จะลงทุนพัฒนาโครงการเพื่อผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ประกอบการด้านวัสดุ ตกแต่ง ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ ก็ยอมรับว่า หันมาให้ความสนใจที่จะผลิตสินค้าเพื่อรองรับกลุ่มตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุด้วยเช่นเดียวกัน


กคช.เล็งผุดที่ดินริมน้ำป่าสัก 16 ไร่


นายสุชาติ ศิริโยธิพันธุ์ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า กคช.ได้ทำการศึกษาโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับประชากรที่เตรียมเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ และครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่ต้องการหาที่อยู่ใหม่ โดยโครงการนำร่องตั้งอยู่ที่บ้านสวนปากเพรียว ถนนพหลโยธิน ก.ม. 5 อ.เมือง จ.สระบุรี เนื้อที่ 16 ไร่เศษ อยู่ติดกับเคหะชุมชนสระบุรี ริมแม่น้ำป่าสัก


รูปแบบการพัฒนาประกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัย 5 ชั้น (เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์) 2 อาคาร พื้นที่ใช้สอย 32-50 ตร.ม. 116 ยูนิต, อาคารชุดพักอาศัย 5 ชั้น ประเภทเช่า-ซื้อ 4 อาคาร 32-50 ตร.ม. 232 ยูนิต, ทาวน์โฮม 3 ชั้น 8 ยูนิต, ศูนย์สุขภาพ 2 ชั้น พร้อมสระว่ายน้ำ และอาคารสปา 2 อาคาร เน้นจับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางเป็นหลัก การออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าหากประเมินตลาดพบว่ามีดีมานด์รองรับเพียงพอก็พร้อมจะพัฒนาโครงการได้ทันที


"โครงการบ้านพักผู้สูงอายุที่สระบุรีจะเป็นโปรเจ็กต์นำร่อง เพราะถ้าประสบความสำเร็จก็สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้ แต่ตอนนี้ปัญหาอยู่ที่ดีมานด์ซัพพลายในตลาด ต้องรอจังหวะที่จะเปิดตัวโครงการ" ผู้ว่าการ กคช.กล่าว




กทม.ดึงเอกชนร่วมลงทุน


นายไทยวัฒน์ ตรียาภิรมย์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัยกรุงเทพ มหานคร กล่าวว่า กทม.สนใจจะสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุเช่นกัน โดยเตรียมวงเงิน 1-2 ล้านบาท จัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาประเมินความเหมาะสมโครงการภายในเดือนกรกฎาคมนี้


ตามแผนจะมี 2 ระยะ คือระยะแรก กทม.ร่วมกับกระทรวงการคลังศึกษาความเป็นไปได้การพัฒนาโครงการบ้านผู้สูงอายุ ในระยะถัดไป กทม.จะนำผลการศึกษาไปขยายผลการลงทุน ทั้งในรูปแบบเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนและ กทม.ดำเนินการเอง 100% โดย กทม.มีที่ดินที่สามารถนำมาพัฒนาคือ ที่ดินติดริมน้ำ อ.นครชัยศรี 100 ไร่ และที่ดินย่านหนองจอก 60 ไร่


"กทม.หารือกับคลังว่า โครงการนี้น่าจะ ขอสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนเพื่อจูงใจเอกชนเข้าร่วมลงทุน" นายไทยวัฒน์กล่าว


ก่อนหน้านี้นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็กล่าวถึงแนวโน้มที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการอสังหาฯไม่ควรมองข้าม นั่นคือตลาดบ้านสำหรับผู้สูงอายุซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่และน่าสนใจ โดยในเร็ว ๆ นี้จะมีโครงการเพื่อผู้สูงอายุระดับไฮเอนด์เกิดขึ้นที่บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ของกลุ่มแกรนด์ คาแนล ที่จะเป็นตลาดที่ใหญ่สำหรับชาวเดนมาร์กและญี่ปุ่นด้วย


คอตโต้ขายโถสุขภัณฑ์-อ่างล้างหน้า


นายธนศักดิ์ สาคริกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บมจ.สยามซานิทารีแวร์ อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ "คอตโต้" กล่าวว่า บริษัทให้ความสนใจกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2549 โดยเริ่มพัฒนาสุขภัณฑ์เฉพาะรุ่นที่จับกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุ ใช้หลักการออกแบบ เพิ่มฟังก์ชั่น และปรับระดับความสูง เพื่อให้ใช้งานสะดวก


บริษัทวางแผนว่าในช่วงปลายปี 2553 นี้จะเริ่มทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น โดยนำสุขภัณฑ์รุ่นดังกล่าวบรรจุลงในแค็ตตาล็อก ขณะเดียวกันก็นำเสนอวิธีออกแบบห้องน้ำเพื่อผู้สูงอายุให้ลูกค้าด้วย เช่น ออกแบบให้ไม่มีธรณีประตูกั้น ใช้ประตูแบบบานเลื่อนเพื่อความสะดวกกรณีนั่งรถเข็น ใช้กระเบื้องที่มีพื้นผิวหยาบเพื่อกันลื่น ฯลฯ


ทั้งนี้สุขภัณฑ์เพื่อผู้สูงอายุรุ่นแรกที่ออกในปี 2549 ยังเป็นโถสุขภัณฑ์แบบตักน้ำราด ออกแบบให้มีช่องเปิดบริเวณด้านหน้าโถเพื่อให้ผู้ช่วยสามารถสอดมือเข้าไปชำระล้างให้กับผู้สูงอายุ กรณีที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โถนั่งจะมีความสูงวัดจาก พื้น 45 เซนติเมตร สูงกว่ารุ่นปกติ 7-8 เซนติเมตร ช่วยลดการทิ้งน้ำหนักลงหัวเข่าขณะลุกขึ้นยืน


ในปี 2552 ได้พัฒนาโถสุขภัณฑ์เป็นแบบฟลัชชำระล้าง โดยออกแบบก้านฟลัชให้มีความยาวจากปกติอีกเท่าตัว ผู้สูงอายุไม่ต้องเอี้ยวตัวมากดฟลัช เวอร์ชั่นล่าสุดปี 2553 ได้ปรับวัสดุฝารองนั่งจากพลาสติกเป็นโฟม EVA (โฟมชนิดพิเศษ) หุ้มด้วยซิลิโคนเพื่อลดแรงกดทับขณะนั่ง และพัฒนาสินค้าขายเป็นเซตคู่กับอ่างล้างหน้าที่ออกแบบให้มีส่วนเว้าด้านหน้าเพื่อเพิ่มความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็น นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริม ได้แก่ ราวจับในห้องน้ำ


นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาอินเด็กซ์ให้ความสนใจในกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุมีการพัฒนาเตียงนอนที่มีระดับความสูงต่ำกว่าปกติคือไม่เกิน 30 เซนติเมตร ที่นอนมีความหนาไม่เกิน 8 นิ้ว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ


ชี้ 10 ปี ตลาดผู้สูงอายุโต 10 เท่า


นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัทในเครือเวลเนส ซิตี้ กรุ๊ป เจ้าของโครงการเวลเนส ซิตี้ ซึ่งเป็นรายแรก ๆ ในการพัฒนาที่ดินเจาะกลุ่ม เป้าหมายคนสูงอายุ โดยชูจุดขายบริการครบวงจร เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดบ้านผู้สูงอายุในไทยอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าน่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 10% ของตลาดที่อยู่อาศัย จากปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 1%


"ประเทศไทยตอนนี้มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 11% ของประชากรทั้งประเทศ ถือ ว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ แต่การทำตลาดยังไม่กว้างเพราะลูกค้าที่จะเข้ามาอยู่อาศัยต้องเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูงและมีการศึกษาดีเท่านั้น"


ทั้งนี้โครงการเวลเนสโฮม ซิตี้ ที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งบนเนื้อที่ 1,400 ไร่ ประกอบด้วยโรงแรม, โรงพยาบาล และบ้านพักอาศัย 2,000 ยูนิต มีพื้นที่ใช้สอย 70 ตร.ว.-1 ไร่ ราคาขายเฉลี่ย 3 ล้านบาท/ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท มียอดขายแล้ว กว่า 300 ยูนิต ภายในโครงการจะให้บริการด้านการแพทย์ เช่น ห้องตรวจโรค ห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน ห้องพยาบาล ห้องพักผู้ป่วย ห้องกายภาพ บำบัด ห้องฝึกอบรมให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ห้องออกกำลังกาย รวมทั้งการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก (alternative medicine)


ที่มา วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4226 ประชาชาติธุรกิจ





 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 20 กันยายน 2553 12:01:21 น.
Counter : 285 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

amaridar
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add amaridar's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.