บอกแล้วไม่ฟัง
Group Blog
 
All blogs
 
=> หลักประกันทางการเงินสำหรับผู้สูงอายุ ตอนที่ 1

หลักประกันทางการเงินสำหรับผู้สูงอายุ ตอนที่ 1


รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ

การเตรียมความพร้อมของภาครัฐที่สำคัญและได้รับความสนใจจากคนทั่วไป คือ การเตรียมหลักประกันทางการเงินเพื่อยามสูงอายุสัปดาห์นี้จึงเรียนเชิญ รศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และรองคณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเป็นแขกรับเชิญของคอลัมน์ค่ะ


ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย สิ่งที่สังคมพึงให้ความสำคัญนั้นมิได้มีเพียงแต่ประเด็นจำนวนและสัดส่วนของประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่คงจะต้องตระหนักด้วยว่าอายุขัยเฉลี่ยของผู้สูงอายุเหล่านั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หากเรายึดอายุเกษียณที่ 60 ปีแล้ว หลังเกษียณจากการทำงาน ผู้สูงอายุจะใช้ชีวิตต่อไปอีกประมาณ 20 ปี ประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญก็คือ ผู้สูงอายุจะมีความมั่นใจและความอุ่นใจในการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านหลักประกันทางการเงิน


โดยทั่วไป ผู้สูงอายุมีแหล่งรายได้สำหรับดำรงชีวิตยามชราภาพหลายประเภท นับตั้งแต่รายได้จากการทำงาน การเก็บออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ การเกื้อหนุนจากลูกหลานทั้งในรูปตัวเงินและสิ่งของ บางคนได้รับเงินชดเชยจากบริษัทหรือมีเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อเกษียณ บางคนอาจได้รับเงินโอนประเภทต่างๆจากรัฐบาล เช่น บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น


จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยพ.ศ. 2550 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของผู้สูงอายุมีแหล่งรายได้หลักจากการเกื้อหนุนจากบุตร รองลงมา ร้อยละ 29 ของผู้สูงอายุมีแหล่งรายได้หลักจากการทำงาน แม้ว่าดอกเบี้ยจากเงินออมหรือการใช้เงินออมที่สะสมไว้ รวมทั้งเงินบำนาญยังคงไม่ใช่แหล่งรายได้หลักสำหรับผู้สูงอายุของไทยในปัจจุบัน หากเรามองไปในอนาคต จะพบว่าการเกื้อหนุนจากบุตรนั้นจะค่อยๆ ลดความสำคัญลงไป เนื่องจากสังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการลดต่ำลงของภาวะเจริญพันธุ์ ครอบครัวไทยมีลูกกันน้อยลงหรือไม่มีลูก หลายคนอาจจะไม่ได้แต่งงาน ในภาพรวมบทบาทของการเกื้อหนุนทางการเงินจากบุตรจะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ผู้สูงอายุต้องเตรียมการทางการเงินไว้แต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ช่วงเวลาทำงาน




กระนั้นก็ตามเพียงลำพัง "การออมเงิน" คงมิสามารถสร้างหลักประกันที่มั่นคงและอุ่นใจให้กับผู้สูงอายุได้ ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะพบปัญหาออมเงินน้อยเกินไป เนื่องจากเราไม่ทราบว่าอายุขัยที่แท้จริงของตนเองเป็นเท่าไร ผู้สูงอายุอาจจะขาดความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการเงินออมที่มีอยู่ เงินเฟ้ออาจทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินออมลดลงไป เป็นต้นด้วยสาเหตุที่กล่าวข้างต้น เราคงไม่สามารถปฏิเสธบทบาทของหลักประกันรายได้ยามชราภาพโดยภาครัฐหรือ "บำนาญ" ได้ หากเราต้องการสร้างหลักประกันที่มั่นคงและอุ่นใจตลอดอายุขัยของผู้สูงอายุ


ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบบำนาญโดยภาครัฐอยู่หลายระบบ แต่ละระบบมีกลุ่มเป้าหมาย วิธีการทางการเงินการคลัง หรือระดับของเงินบำนาญแตกต่างกัน"เบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ" จัดเป็นบำนาญประเภทหนึ่งที่รัฐบาลนำเงินจากภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศมาจัดสรรให้กับผู้สูงอายุ ปัจจุบันรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปลี่ยนเบี้ยยังชีพจากระบบแบบคัดเลือกมาเป็นระบบถ้วนหน้า โดยถือว่าเป็นสิทธิสำหรับผู้สูงอายุทุกคน ยกเว้นเฉพาะข้าราชการบำนาญและผู้สูงอายุที่รับเงินเดือนจากรัฐบาลอยู่แล้วจะไม่ได้รับเงินในส่วนนี้ อาจเรียกได้ว่าระบบนี้ก็คือเงินบำนาญพื้นฐานนั่นเอง โดยผู้สูงอายุทุกคนจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ไปตลอดจนสิ้นอายุขัยปัจจุบันมีผู้สูงอายุลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพรวมแล้วทั้งสิ้นประมาณ 5.65 ล้านคน และยังมีผู้สูงอายุที่มีสิทธิแต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนอีกประมาณ 1.22 ล้านคน


ทว่า เบี้ยยังชีพ 500 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น มิใช่จำนวนเงินที่สูงมากนัก แต่นั่นก็มิได้หมายความว่ารัฐบาลควรจะเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพอย่างไม่ลืมหูลืมตา เหตุผลคงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องฐานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลเพียงเท่านั้น ภาระทางภาษีอากรนี้จะตกอยู่กับใครเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง อย่าลืมว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการลดต่ำลงของภาวะเจริญพันธุ์ปัจจุบันประเทศเราเสมือนหนึ่งครอบครัวที่มีคนวัยทำงานประมาณ 6 คน กำลังดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ในอีกสองทศวรรษข้างหน้าภาพนี้จะเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ สังคมไทยกำลังจะกลายเป็นครอบครัวที่มีคนวัยทำงานประมาณ 2.5 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน การสร้างหลักประกันที่มั่นคงและอุ่นใจ โดยใช้เบี้ยยังชีพเพียงลำพังนั้น เท่ากับผลักภาระไปให้กับลูกหลานของผู้สูงอายุเหล่านั้นโดยตรง


สัปดาห์หน้าจะขอมาคุยต่อว่า แนวทางการสร้างหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพสำหรับผู้สูงอายุควรเป็นอย่างไร และปัจจุบันสังคมไทยได้ก้าวมาถึงไหนแล้วสำหรับการเตรียมการในเรื่องนี้--จบ--


ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์





Create Date : 15 กันยายน 2553
Last Update : 20 กันยายน 2553 17:44:34 น. 0 comments
Counter : 376 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

amaridar
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add amaridar's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.