Group Blog
 
All Blogs
 

+++ How to Macro with SLR - Mirrorless Camera +++

+++ How to Macro with SLR - Mirrorless Camera +++

มีการอ้างอิงหลายส่วน (เช่น เรื่องกำลังขยาย มาโคร vs โคลสอัพ และ ชนิดของอุปกรณ์เสริม) ไปยังบทความก่อนหน้า รบกวนเข้าไปอ่านได้ที่ ../mainblog.php?id=akai-suisei&month=28-01-2011&group=2&gblog=2

ถือว่าเป็นภาคต่อของการใช้อุปกรณ์เสริม เพื่อการถ่ายมาโครสำหรับกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้ละกัน ในบทความ จะใช้รูปตัวอย่างเป็นกล้อง SLR ฟิล์ม OLYMPUS OM-1 MD แต่ภาพตัวอย่าง จะถ่ายด้วยกล้อง DLSR OLYMPUS E-510 โดยใช้เลนส์แมนนวลโฟกัสเป็นหลัก อย่างไรก็ดี หลักการทั้งหมด ก็สามารถนำไปใช้ได้กับกล้อง SLR/DSLR และกล้อง mirrorless ที่เปลี่ยนเลนส์ได้ รวมทั้งการใช้กับเลนส์ออโต้โฟกัสได้เช่นกัน

ในทำนองเดียวกันกับกล้องคอมแพ็คท์ กล้อง SLR ก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อย ดังนี้

ข้อดี
- ระบบออโต้โฟกัส ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และรองรับแมนนวลโฟกัสเต็มระบบ
- คุณภาพของภาพสูงมาก เนื่องจากเซนเซอร์ที่ใหญ่
- การควบคุมกล้องทำได้สะดวก
- ทุกรุ่นมีโหมด A/M ทำให้คุมระยะชัดลึกได้
- ใช้แฟลชนอกได้ ช่วยให้เล่นกับทิศทางของแสงได้
- แฟลชนอกรุ่นสูงๆ จะมีระบบ hi-speed sync ทำให้ใช้แฟลชสัมพันธ์ชัตเตอร์ความเร็วสูงได้
- มีตัวเลือกเรื่องเลนส์ให้ใช้เยอะมาก ทั้งออโต้ และแมนนวลโฟกัส
- หากใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสม จะได้กำลังขยายสูงมาก
- อุปกรณ์เสริมบางชนิด ราคาไม่แพง

ข้อด้อย
- ราคาสูงทั้งตัวกล้อง และอุปกรณ์เสริมเฉพาะ เช่น ท่อเพิ่มระยะระบบไฟฟ้า ตัวแปลงเลนส์เทเลระบบไฟฟ้า เป็นต้น
- หลายรุ่น LCD live view ไม่ค่อยสมบูรณ์ มักจะต้องกระดกกระจกลงอีกครั้งเพื่อถ่ายภาพ (mirrorless ไม่เป็น)
- แฟลชที่มีระบบ HS ราคาสูง การใช้แฟลชแมนนวลกับ x-sync ของกล้องที่มีค่าไม่สูงมาก มีข้อจำกัด
- เลนส์เฉพาะทางราคาแพง
- เลนส์คิทติดกล้องส่วนใหญ่ถ่ายใกล้ได้แค่ระดับโคลสอัพ
- ระยะชัดลึกน้อย ต้องหรี่รูรับแสงมากๆ จึงจะครอบคลุมตัวแบบ (แก้ได้บ้างโดยอาศัยเทคนิค focus stacking) ซึ่งทำให้ได้สปีดต่ำ และภาพเบลอได้ง่าย

กล้อง SLR ก็สามารถใช้อุปกรณ์แบบสวมหน้าเลนส์ตามที่ลงข้อมูลเอาไว้ในบล็อกก่อนได้เช่นกัน แต่ครั้งนี้ จะเน้นไปในอุปกรณ์แบบต่อท้ายเลนส์ คือ ท่อเพิ่มระยะ (Extension tubes) และ ตัวแปลงเลนส์เทเล (Teleconverter) และ แบบอุปกรณ์เฉพาะ คือ เลนส์กลับด้าน (Reversed lens) ส่วนเลนส์มาโคร ไม่มีตังค์ซื้อครับ //ฮ่าฮ่าฮ่า

ทั้งนี้ ก็ขอให้มองข้ามเรื่องความโค้งและความบิดเบี้ยวของภาพออกไป (field curvature and distortion) ซึ่งเลนส์ทั่วไปที่ไม่ใช่เลนส์มาโคร จะให้ไม่ได้ในการถ่ายภาพที่กำลังขยายสูง

จะมีการลงรายละเอียด รวมทั้งทฤษฎีและการคำนวณเล็กน้อย สำหรับอุปกรณ์ที่พอหาข้อมูลได้ หากใครไม่สนใจ ก็ผ่านๆ ไปได้ครับ

ท่อเพิ่มระยะ (Extension tubes)

extension tubes เป็นท่อกลวงที่เชื่อมต่อระหว่างตัวกล้องกับท้ายเลนส์ มีขนาดสั้นยาวต่างกันไปตามแต่ละผู้ผลิต โดยมากมักจะมี 3 ขนาดมาเป็นชุด จะใช้ทีละอัน หรือใช้พร้อมกันก็ได้ ตามแต่กำลังขยายที่ต้องการ



รูปแสดง extension tubes สำหรับ OLYMPUS OM-SYSTEM ขนาด 32/20/12mm

การทำงานของ extension tubes ทำให้ระยะของภาพระหว่างท้ายเลนส์ไปจนถึงตัวรับภาพ มีระยะห่างขึ้น ส่งผลให้ระยะโฟกัสของเลนส์เปลี่ยนไป ไม่สามารถโฟกัสไปที่ระยะอนันต์ได้ แต่จะทำให้เลนส์โฟกัสได้ใกล้ขึ้น ตามแต่ความยาวของ extension tubes และทางยาวโฟกัสของเลนส์ที่ใช้



รูปแสดง OLYMPUS OM-1 ต่อกับ extension tubes ขนาด 32/20 และเลนส์มาตรฐาน 50mm

หลักการของ extension tubes

จาก กำลังขยาย (R - magnification ratio) = ขนาดของภาพบนฟิล์ม-เซนเซอร์ / ขนาดของภาพจริง

เช่น หากถ่ายภาพเหรียญขนาด 22mm และได้ภาพบนฟิล์ม-เซนเซอร์ ขนาด 18.5mm จะได้ว่ากำลังขยาย (R) เป็น 18.5/22 = 0.84 หรือ 1:1.19

จากสูตร R = (t/F)-1 โดยที่ t คือ ระยะระหว่างท้ายเลนส์ถึงฟิล์ม และ F คือทางยาวโฟกัส

ค่า R จะเพิ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเพิ่ม t หรือ ลด F กล่าวคือเพิ่มระยะระหว่างท้ายเลนส์ถึงฟิล์ม หรือ ลดทางยาวโฟกัสของเลนส์ลง

เมื่อเลนส์โฟกัสไปที่ระยะอนันต์ t จะเท่ากับ F ทำให้ R = 0

(ลองสังเกตดู เมื่อหมุนเลนส์ให้โฟกัสในระยะใกล้ขึ้น จะเห็นว่าตัวเลนส์ส่วนใหญ่จะยืดออก ทำให้ระยะระหว่างท้ายเลนส์ถึงฟิล์มเพิ่มขึ้น และเพิ่มค่า R)

การใช้ extension tubes จะทำให้ค่า t เพิ่มขึ้น เป็น t' เช่น การใช้ extension tubes ความยาวรวม 50mm ร่วมกับเลนส์มาตรฐานขนาด 50mm โฟกัสที่ระยะอนันต์ จะได้

R = ((50+50)/50)-1 = (100/50)-1 = 2-1 = 1 หรือ 1:1

แต่เลนส์ส่วนใหญ่ จะมีระยะยืดบนเลนส์ในตัวอยู่แล้ว เพื่อให้โฟกัสได้ระยะใกล้ขึ้น แต่ในบทความนี้ จะไม่ลงรายละเอียดการคำนวณในกรณีดังกล่าว

ส่วนการเสียแสง ให้คิดจาก

Exposure factor = (1+R)^2

และ


Exposure factor = 2^n โดยที่ n คือ จำนวนสต๊อป

ตัวอย่าง ที่กำลังขยาย R = 1 จะได้ exposure factor เท่ากับ (1+1)^2 = 4

และ 4 = 2^n ดังนั้น n = 2 แปลว่า เสียแสง 2 สต๊อป


ใครว่างๆ ก็ลองไปเล่น Javascript Lens Calculator ได้ที่ http://eosdoc.com/jlcalc/ สะดวกดีครับ ใส่ค่าต่างๆ ลงไป แล้วโปรแกรมจะคำนวณให้เสร็จสรรพ

โดยสรุป

หาก extension tubes ความยาวเท่ากับทางยาวโฟกัสของเลนส์ และโฟกัสเลนส์ไปที่ระยะอนันต์ จะทำให้เสียแสง 2 สต๊อป และได้กำลังขยายจริงเท่ากับ 1:1

เช่น เลนส์ 50mm ต่อ extension tubes ความยาวรวม 50mm จะได้กำลังขยาย 1:1 และหากปรับ f/8 จะได้ effective aperture เป็น f/16

หาก extension tubes ความยาวเป็นครึ่งหนึ่งของทางยาวโฟกัสของเลนส์ และโฟกัสเลนส์ไปที่ระยะอนันต์ จะทำให้เสียแสงประมาณ 1+ สต๊อป และได้กำลังขยายจริงเท่ากับ 1:2

เช่น เลนส์ 135mm ต่อ extension tubes ความยาวรวม 67.5mm จะได้กำลังขยาย 1:2 และหากปรับ f/8 จะได้ effective aperture เป็น f/11

หาก extension tubes ความยาวเป็นสองเท่าของทางยาวโฟกัสของเลนส์ และโฟกัสเลนส์ไปที่ระยะอนันต์ จะทำให้เสียแสงประมาณ 3+ สต๊อป และได้กำลังขยายจริงเท่ากับ 2:1

เช่น เลนส์ 28mm ต่อ extension tubes ความยาวรวม 56mm จะได้กำลังขยาย 2:1 และหากปรับ f/8 จะได้ effective aperture เป็น f/22 (ตัวอย่างนี้อาจใช้งานจริงไม่ได้ เนื่องจากโฟกัสไม่ได้นะครับ)

ซึ่งหากขนาดของเซนเซอร์เล็กกว่าฟิล์ม 135 กำลังขยายนี้จะเท่าเดิม แต่เสมือนว่าได้กำลังขยายเทียบเท่าสูงขึ้น (ในกรณีของ OLYMPUS E-Series และ Digital PEN จะได้กำลังขยายเทียบเท่าเป็น 2 เท่าของกำลังขยายบนฟิล์ม 135) ทั้งนี้ ระยะโฟกัส ก็จะแตกต่างกันไปตาม combination ของเลนส์ และ extension tubes ที่ใช้ ส่วนการเสียแสงและอัตราขยายจริง ก็จะแปรไปตามความยาวของระยะยืดบนเลนส์ ซึ่งจะแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย แต่สามารถใช้การคำนวณนี้เป็นพื้นฐานคร่าวๆ ได้



รูปแสดงไม้บรรทัดจาก OLYMPUS E-510 + OM 50mm โฟกัสที่ระยะใกล้สุด ได้ขนาดของเฟรม 120mm คิดเป็นมาโครเทียบเท่า 1:3.33



รูปแสดงไม้บรรทัดจาก OLYMPUS E-510 + Extension tubes 32/20 + OM 50mm โฟกัสที่ระยะใกล้สุด ได้ขนาดของเฟรม 15mm คิดเป็นมาโครเทียบเท่า 2.4:1

ตัวแปลงเลนส์เทเล (Teleconverter)

teleconverter แบบสวมท้ายเลนส์ (สำหรับ SLR) จะทำให้เลนส์เสมือนกับว่ามีทางยาวโฟกัสเพิ่มเป็น 2 เท่า (หรือ x เท่า ตามกำลังขยายระบุ)แต่จะไม่ทำให้คุณสมบัติการโฟกัสใกล้สุดของเลนส์เปลี่ยนไป ส่งผลให้ที่ระยะโฟกัสเดิม จะได้ขนาดของภาพที่ใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า (หรือ x เท่า ตามกำลังขยายระบุ) อย่างไรก็ดี teleconverter แบบสวมท้ายเลนส์ส่งผลให้เสียแสงตามจำนวนเท่า โดยที่ 1.4x และ 2x จะเสียแสง 1 และ 2 สต๊อป ตามลำดับ

เราสามารถใช้ teleconverter มาช่วยในการถ่ายมาโครได้ โดยอาศัยสมบัติที่กล่าวไปข้างต้น ตรงไปตรงมา ถ้าใช้ 2X teleconverter จะได้กำลังขยายเพิ่มเป็น 2 เท่า เช่น จาก 1:3.33 หากใช้ 2X จะได้เป็น 1:1.67



รูปแสดง teleconverter สำหรับ OLYMPUS OM-SYSTEM กำลัง 2X



รูปแสดง OLYMPUS OM-1 ต่อกับ 2X teleconverter และเลนส์มาตรฐาน 50mm



รูปแสดงไม้บรรทัดจาก OLYMPUS E-510 + 2X teleconverter + OM 50mm โฟกัสที่ระยะใกล้สุด ได้ขนาดของเฟรม 60mm คิดเป็นมาโครเทียบเท่า 1:1.67

เลนส์กลับด้าน (Reversed lens)

reversed lens ต่างกับ reversed coupling lens ตรงที่ ไม่จำเป็นต้องมีเลนส์หลัก หากแต่ใช้เลนส์กลับด้านเพื่อการให้ภาพตกลงไปยังฟิล์ม/เซนเซอร์โดยตรง โดยอาศัยแหวนกลับด้าน (reversing ring) ระยะโฟกัสจากเลนส์โดยประมาณจะเท่ากับระยะปกติจากท้ายเลนส์ไปยังฟิล์ม/เซนเซอร์



รูปแสดง reversing ring สำหรับ OLYMPUS OM-SYSTEM ขนาดเกลียว 52mm

เลนส์ที่ใช้กลับเป็น reversed lens ควรจะเป็นเลนส์ที่สว่าง ซึ่งจะทำให้โฟกัสได้ง่าย หากแต่เวลาถ่ายควรจะหรี่รูรับแสงลงมาเพื่อให้ระยะชัดลึกมาขึ้น ในบางระบบ (น่าจะเป็น EOS) จะมี reversing ring ที่สามารถเชื่อมต่อระบบไฟฟ้ากับเลนส์ออโต้โฟกัสได้เช่นกัน

ในทางปฏิบัติแล้ว หากเลนส์ที่นำมากลับด้านยิ่งมีทางยาวโฟกัสสั้น จะยิ่งทำให้ได้กำลังขยายสูง (ไม่มีสูตรคำนวณ)



รูปแสดงไม้บรรทัดจาก OLYMPUS E-510 + reversed OM 50mm โฟกัสที่ระยะใกล้สุด ได้ขนาดของเฟรม 28mm คิดเป็นมาโครเทียบเท่า 1.28:1



รูปแสดงไม้บรรทัดจาก OLYMPUS E-510 + reversed OM 28mm โฟกัสที่ระยะใกล้สุด ได้ขนาดของเฟรม 10mm คิดเป็นมาโครเทียบเท่า 3.6:1

เทคนิคผสมผสาน (Combination techniques)

จากเทคนิคที่กล่าวไปข้างต้น เราสามารถใช้ extension tubes มากกว่า 3 ชุด หรือใช้ extension tubes + teleconverter หรือใช้ teleconverter + reversing ring หรือแม้แต่ใช้กับอุปกรณ์แบบสวมหน้าเลนส์ตามข้อมูลในบล็อกที่แล้ว เพื่อเพิ่มกำลังขยายได้

ทั้งนี้ มีโจทย์มาให้ท่านผู้อ่านลองคิดตาม โดยลองคิดกำลังขยายในระหว่าง 2 กรณี ดังนี้

1. กล้อง + 2x teleconverter + extension tubes 32/20 + OM 50mm

2. กล้อง + extension tubes 32/20 + 2x teleconverter + OM 50mm

ว่า 2 กรณีนี้ จะให้กำลังขยายและมีการเสียแสงเท่ากัน หรือแตกต่างกันอย่างไร ?



รูปแสดง OLYMPUS OM-1 ต่อกับ 2X teleconverter + extension tubes 32 และเลนส์มุมกว้าง 28mm (เพื่อเป็นตัวอย่าง)



รูปแสดง OLYMPUS OM-1 ต่อกับ extension tubes 32 + 2X teleconverter และเลนส์มุมกว้าง 28mm (เพื่อเป็นตัวอย่าง)

คำตอบ

กรณีที่ 1 จะเสมือนว่า 2x teleconverter จะไปขยายภาพที่ได้จาก extension tubes 32/20 + OM 50mm ให้ใหญ่ขึ้นไปอีก 2 เท่า และทำให้เสียแสงเพิ่มอีก 2 สต๊อป (รวมเป็นประมาณ 4 สต๊อป)



รูปแสดงไม้บรรทัดจาก OLYMPUS E-510 + 2X teleconverter + extension tubes 32/20 และเลนส์มาตรฐาน 50mm โฟกัสที่ระยะใกล้สุด ได้ขนาดของเฟรม 8mm คิดเป็นมาโครเทียบเท่า 4.5:1

กรณีที่ 2 จะเสมือนว่า extension tubes 32/20 จะไปเพิ่มระยะชองภาพที่ได้จาก 2x teleconverter + OM 50mm ซึ่งเท่ากับ 100mm ส่งผลให้เป็นการเพิ่มระยะ 52mm บนเลนส์ 100mm และได้กำลังขยายประมาณ 1:1.92 ที่ระยะอนันต์ (หรือเทียบเท่า 1.04:1 บน E-510) และทำให้เสียแสงเพิ่มอีกประมาณ 1 สต๊อป (รวมเป็นประมาณ 3 สต๊อป)



รูปแสดงไม้บรรทัดจาก OLYMPUS E-510 + extension tubes 32/20 + 2X teleconverter และเลนส์มาตรฐาน 50mm โฟกัสที่ระยะใกล้สุด ได้ขนาดของเฟรม 20mm คิดเป็นมาโครเทียบเท่า 1.28:1

combination ของ extension tubes และ teleconverter ในแบบอื่นๆ เช่น กล้อง extension tubes 32 + 2X teleconverter + extension tubes 20/12 และเลนส์มาตรฐาน 50mm ก็จะทำให้กำลังขยาย และการเสียแสงต่างกันไป (ไม่ลงรายละเอียดการคำนวณ) แต่การทดลองก่อนนำออกไปใช้งานจริง จะทำให้ทราบถึงกำลังขยายที่ต้องการได้จากอุปกรณ์ที่มีอยู่

นอกจากนี้ ยังสามารถต่อ extension tubes + reversing ring ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ได้ขนาดของเฟรมใหญ่ขึ้น เมื่อเทียบกับไม่ได้ต่อท่อ



รูปแสดงไม้บรรทัดจาก OLYMPUS E-510 + extension tubes 32/20 + reversed OM 50mm โฟกัสที่ระยะใกล้สุด ได้ขนาดของเฟรม 9mm คิดเป็นมาโครเทียบเท่า 4:1 (รูปซอฟท์ไปหน่อย ขออภัย ไม่สามารถหรี่รูรับแสงในขณะถ่ายภาพได้)

เขียนมาซะยาว เอาเป็นว่า ถ้าใครมีทุนทรัพย์ ก็ขยับไปเล่นเลนส์มาโครแท้ไปเลยก็สมเหตุสมผลดี เพราะไม่ต้องยุ่งยากเรื่องกำลังขยาย (มีระบุบนเลนส์) แต่หากต้องการกำลังขยายสูงกว่าที่เลนส์จะให้ได้ การใช้อุปกรณ์เสริมจำพวก extension tubes หรือ bellow ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการถ่ายภาพครับ

เอกสาร/เว็บอ้างอิง
http://www.jr-worldwi.de/photo/macro_technique.html
http://xoomer.virgilio.it/ripolini/Close_up.pdf
John Shaw (1987), John Shaw's Closeups in Nature (Practical Photography Books)






Free TextEditor




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2554    
Last Update : 3 มิถุนายน 2554 12:01:27 น.
Counter : 1856 Pageviews.  

+++ Review +++ JJC Wireless remote shutter release for PANASONIC GF1

+++ Review +++ JJC Wireless remote shutter release for PANASONIC GF1

Product page - http://www.jjc.cc/products_info.asp?id=75&cid=0&pid=1&s_series=all

Package Contains:
- JM transmitter x1 (ตัวส่ง)
- JM receiver x1 (ตัวรับ)
- CR-2 battery x1
- 23A battery x1
- Connecting cord x1 (สายเชื่อมต่อ)
- Manual Instruction x1 (คู่มือ)

DSC07565

มาแนะนำ รีโมทไร้สายสำหรับกล้อง PANASONIC GF1 รวมถึงรุ่น FZ20, FZ30, FZ50, G1, GH1 และ GH2 ยี่ห้อ JJC



เนื่องมาจาก กล้องทั่วไปในยุคหลังๆ ไม่ค่อยรองรับการใช้งานรีโมทไร้สาย จะมีก็แต่ใช้สายลั่นชัตเตอร์แบบอิเล็คโทรนิค ทำให้การใช้งานค่อนข้างจำกัด เนื่องจากความยาวของสายลั่น เช่น การถ่าย self portrait เป็นต้น กล้อง PANASONIC ก็เป็นอีกยี่ห้อหนึ่ง ที่มักจะรองรับเพียงแค่รีโมทแบบมีสาย

ด้วยข้อจำกัดนี้เอง ผู้ผลิตรีโมทไร้สายหัวใส จึงได้คิดค้นอุปกรณ์ที่ต่อเข้ากับชุดควบคุมแบบมีสาย เพื่อลั่นชัตเตอร์แบบไร้สายขึ้นมา ทำให้กล้องสามารถลั่นชัตเตอร์แบบไร้สายได้ ตัวชุดอุปกรณ์ชิ้นนี้ ก็หาซื้อได้ใน ebay หรือร้านค้าออนไลน์ทั่วไป

DSC07568

การใช้งาน สามารถใช้ได้ทั้งแบบมีสาย และไร้สาย โดยอาศัยแบตเตอรี่ที่แถมมากับชุดอุปกรณ์ ชนิด CR-2 ที่ตัวรับ และ 23A ที่ตัวส่ง

แบบมีสาย จะทำหน้าที่เหมือนกับสายลั่นชัตเตอร์อิเล็คโทรนิคทั่วไป โดยต่อแจ็คขนาด 2.5mm 4 pins (3 ขีด) เข้ากับช่องรับบนตัวกล้อง และ ต่อแจ็คขนาด 2.5mm 3 pins (2 ขีด) เข้ากับตัวรับ โดยที่ตัวรับนี้จะมีสวิทช์เพื่อเปิด-ปิดการทำงาน และปุ่มลั่นชัตเตอร์ที่สามารถทำงาน 2 จังหวะ สำหรับออโต้โฟกัส/ล็อคโฟกัส และลั่นชัตเตอร์ตามลำดับ นอกจากนี้ ตัวรับยังมีแท่นสำหรับเสียบเข้ากับฐานเสียบแฟลช (hot shoe) เพื่อความสะดวกในการใช้งานด้วย

DSC07583

ในขณะที่แบบไร้สาย เมื่อเชื่อมต่อตัวรับเข้ากับกล้องแล้ว ตั้งช่องสัญญาณให้ตรงกับตัวส่ง (4 ช่อง) ซึ่งจะได้รูปแบบของสัญญาณมากถึง 16 แบบให้เลือกใช้งาน ทำให้สามารถใช้งานตัวส่งตัวเดียวร่วมกับตัวรับหลายตัวได้ จากนั้น ดึงเสาสัญญาณขึ้นเพื่อเพิ่มความแรงในการส่ง และเลือกเวลาในการลั่นชัตเตอร์ที่ 0 วินาที (0 S) หรือลั่นหลังจากกดปุ่มแล้ว 3 วินาที (3 S) ที่ตัวส่งจะมีปุ่มลั่นชัตเตอร์ทำหน้าที่เหมือนกับปุ่มลั่นชัตเตอร์บนตัวรับเช่นกัน สามารถสังเกตการทำงานระหว่างตัวรับและตัวส่งได้ จากสัญญาณไฟสีแดงและสีน้ำเงินที่ปรากฎขึ้น

DSC07586

DSC07584

DSC07576

DSC07577

จากการใช้งาน พบว่า สามารถลั่นชัตเตอร์บนกล้อง GF1 ได้ตามคุณสมบัติ ทั้งแบบมีสายและแบบไร้สาย ล็อคโฟกัสได้เมื่อกดปุ่มค้างไว้ มีเวลาหน่วง (Lag time) สั้นมาก และรองรับโหมดการถ่ายภาพอย่างเต็มระบบ (เลือกจากตัวกล้อง) ทั้ง ถ่ายภาพเดี่ยว (Single shot) ภาพต่อเนื่อง (Continuous) ถ่ายภาพคร่อม (Bracketing) และ ชัตเตอร์บี (Bulb) คาดว่าจะสามารถใช้งานกับกล้อง PANASONIC รุ่นอื่นๆ ได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ระบบไร้สายสามารถทำงานได้แม้ห่างถึง 10+ เมตร (ในหน้าผลิตภัณฑ์เคลมไว้ว่า 30 เมตร แต่ไม่ได้ทดสอบ และระยะขนาดนี้ก็มอง LCD ไม่เห็นแล้ว)

DSC07582

สำหรับกล้องยี่ห้อ/รุ่นอื่น ที่มีช่องรับบนตัวกล้องไม่เหมือนกัน ก็จะใช้หลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ตัวหัวแจ็คจะเปลี่ยนรูปแบบไปตามแต่ละรุ่น

ข้อดี
- เลือกใช้งานได้ 2 แบบ คือ มีสายและไร้สาย
- ทำ AFL ได้ ทั้งแบบมีสายและไร้สาย
- มีแบตเตอร์รี่แถมมาให้ในชุดอุปกรณ์
- วัสดุที่ผลิต ค่อนข้างดี
- เวลาหน่วงสั้นมาก
- ระยะห่างในการลั่นชัตเตอร์แบบไร้สายไกลถึง 30 เมตร
- รองรับการทำงานเต็มระบบ ทั้งถ่ายภาพเดี่ยว ภาพต่อเนื่อง ถ่ายภาพคร่อม และ ชัตเตอร์บี
- สามารถใช้กับตัวรับได้หลายตัว โดยใช้ตัวส่งเพียงตัวเดียว

ข้อด้อย
- สายเชื่อมต่อที่ให้มาด้วยค่อนข้างสั้น ทำให้การใช้งานแบบมีสายจำกัด
- แบตเตอร์รี่เป็นแบบเฉพาะ ราคาแพงกว่าแบตเตอร์รี่แบบกระดุม

ขอบคุณ - คุณเพื่อน Sharingan ที่ให้ยืมกล้องและรีโมท มาเพื่อทดสอบในครั้งนี้

แนะนำร้านค้าออนไลน์ที่ขายของไม่แพง ที่นี่ ถ้าต้องการซื้ออุปกรณ์ที่รีวิวไว้เข้า ที่นี่


ช่วยเกันอุดหนุนจากลิ๊งค์ด้วยจ้า 




 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2554 16:22:33 น.
Counter : 1010 Pageviews.  

+++ CANON AF35ML (SUPER SURE SHOT) +++

CANON AF35ML + LUCKY ISO 200 Negative Film

Review
- http://www.mattdentonphoto.com/cameras/canon_af35ml.html
- http://www.kenrockwell.com/canon/sure-shot/af35ml.htm
- http://www.lomography.co.th/magazine/reviews/2010/01/06/canon-af35ml-the-super-sure-shot

ภาพที่โพสต์ ตั้งใจเอาไปฝากชมรมกล้องเก่า โต๊ะกล้อง Smiley แม้จะไม่ใช่กล้องกลไก เป็นกล้องฟูลออโต้ แต่ก็เก่าใช้ได้ (ตั้งแต่ปี 1981) เอามาใช้งานหลังจากผ่านมา 30 ปี ก็ยังพบว่าใช้ได้ดีอยู่ครับ


DSC07563
DSC07559


แสงเปรียบต่างสูง ฟิล์มเนกเก็บได้สบายๆ (วัดนครหลวง อยุธยา)


000046


โบเก้เป็นสามเหลี่ยมทรงมน เข้าใจว่ามาจากกลีบชัตเตอร์ 2 ใบ


000045


เลนส์ f/1.9 ใช้งานได้จริงในที่แสงน้อย ... ข้อดีอีกอย่าง คล้ายกล้อง RF คือ ไม่มีกระจก ทำให้กล้องค่อนข้างนิ่ง อันนี้สปีดน่าจะราวๆ 1/8s (โบสถ์เล็ก วัดพนัญเชิง อยุธยา)


000041


ชดเชยแสงได้ด้วยการหลอก ISO ก็พอไหวสำหรับการเซ็ท ISO 400 ... แต่ข้อจำกัดมากๆ เลย ก็ที่มันฟูลออโต้นี่แหละ รูรับแสง-สปีดเท่าไหร่ก็ไม่รู้


000038


สีก็สวยใช้ได้ สดดี


000029


แสงน้อยๆ อีกรูป ก็ได้ภาพมานะ แม้ว่าจะออกซอฟท์ไปบ้าง ... และขอคอนเฟิร์ม เป็นกล้องที่ขี้โวยวายจริง เสียงดังตลอด ชัตเตอร์ดัง เลื่อนฟิล์มดัง แสงน้อยก็ร้องเตือน ฟิล์มจะหมดก็ร้องเตือน กรอฟิล์มกลับเสียงดังมากๆ เอาไปใช้งานเงียบๆ แบบกล้อง RF ไม่ไหว

(เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก วัดพนัญเชิง อยุธยา)


000026


ข้อด้อยอีกมากๆ คือ รู้สึกว่า parallax มีมากไปหน่อย ภาพชอบหลุดเฟรม และระบบโฟกัสที่ชอบคอนทราสต์จัดๆ เข้าร่มหน่อยก็โฟกัสไม่ค่อยได้แล้ว


000025


ขากลับไปแวะตลาดโก้งโค้ง ที่อยุธยา เป็นตลาดที่ อบต. ร่วมกับชาวบ้านช่่วยกันเปิด ในวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ มีของพื้นบ้าน ของกิน ของใช้ ขายมากมาย แนะนำให้ลองแวะไปอุดหนุนกันครับ

ภาพมุมซ้ำๆ กันเยอะไปหน่อย คัดมาฝากกันได้แค่นี้ ถ้ามีโอกาสจะนำภาพจากกล้องฟิล์มออโต้ตัวอื่นมาฝากกันอีกครับ Smiley


000021




Free TextEditor




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2554 20:58:49 น.
Counter : 806 Pageviews.  

+++ REVIEW +++ GODOX Slave Flash CF-18

+++ REVIEW +++ GODOX Slave Flash CF-18

Product Page - http://www1.godox.com/_d270068527.htm

Specification

Guide Number (ISO100): GN18M
Power: 2AA Battery
Angle of illumination: 60*40°
Recycle time: 6s
Color temperature: 5600K*200K

สำหรับกล้องดิจิทัลที่ไม่มีขาเสียบแฟลช (hot shoe) และมีแฟลชในตัว (น่าจะทุกรุ่น) ตัวนี้ฝากเพื่อนซื้อผ่าน ebay มา ได้มาราวๆ 700+ บาท รวมค่าส่ง เลยเอามารีวิวเผื่อจะมีคนสนใจครับ

ถือเป็นทางเลือกของผู้ที่ไม่สามารถใช้แฟลชนอกผ่านการเชื่อมต่อกับตัวกล้องได้ GN ไม่สูงมาก แต่อยู่ในระดับราคาที่ไม่แพง และใช้งานได้กับทั้งกล้องที่มีและไม่มี pre-flash ทั้งนี้ กล้องดิจิทัลโดยทั่วไป จะยิง pre-flash ออกมาเพื่อวัดแสงและปรับ WB ก่อนยิงแฟลชหลัก  ทำให้ สเลฟแฟลชปกติ จะทำงานก่อนแฟลชหลัก และส่งผลให้ความเร็วในการยิงแฟลชไม่สัมพันธ์กับการถ่ายภาพ

ตามสเป๊ค แฟลชตัวนี้ มี GN = 18 เมตร ที่ ISO 100 ทำให้ระยะการยิงแฟลชไกลสุดที่ f/2.8 เท่ากับ 6.4 เมตร และ 12.8 เมตร ที่ ISO 100 และ ISO 400 ตามลำดับ หากกล้องเปิดหน้ากล้องได้สูงสุด f/2.0 จะสามารถยิงได้ไกลถึง 9.0 เมตร และ 18 เมตร ที่ ISO 100 และ ISO 400 ตามลำดับ (มีประโยชน์ในการ bounce เพดาน หากไม่สูงนัก)




แพ็คเกจ




ด้านหน้า - ช่องปล่อยแฟลช และตาแมว




ด้านหลัง - ไฟแสดงสถานะพร้อม ปุ่มเลือกความไวของสเลฟโหมด (S1-S4) ปุ่มเลือกโหมดใช้งาน (ปิด ไม่เป็นสเลฟ และ เป็นสลฟ) และปุ่มเทสต์การปล่อยแสง




ด้านข้าง - ช่องใส่แบตเตอร์รี่




Flash bracket ที่แถมมาให้ เวลาใช้งาน ก็หมุนเกลียวเข้ากับรูเสียบขาตั้งบนตัวกล้องได้เลย




ทดสอบความไวของสเลฟโหมด ด้วยกล้อง SONY DSC-W1 (ได้ทดสอบด้วย CANON A470 เช่นกัน ได้ผลในทำนองเดียวกัน เลยไม่นำมาแสดง)
S1 - สเลฟแฟลชจะยิงก่อน ทำให้แฟลชกล้องคิดว่าแสงมาพอแล้ว จึงปล่อยแสงออกไปในปริมาณน้อยกว่าปกติ
S2 - ยิงอย่างสัมพันธ์กัน
S3 - ไม่ยิง
S4 - ไม่ยิง

ที่ S1 น่าจะเหมาะกับกล้องที่ไม่ปล่อย pre-flash เช่นกล้องฟิล์ม หรือกล้องดิจิทัลในโหมดแมนนวลแฟลช

ที่ S3 และ S4 อาจจะเหมาะกับกล้องบางตัวที่จังหวะระหว่าง pre-flash กับแฟลชหลักหน่วงกว่ากล้องที่นำมาทดสอบ ซึ่งกล้องบางตัว จังหวะในส่วนนี้ ไม่ตรงกับกล้องรุ่นอื่น แม้จะเป็นยี่ห้อเดียวกัน (อ้างอิง -  http://www.cs.mtu.edu/~shene/DigiCam/User-Guide/Potpourri/Slave-Firing-Test/slave.html) หรือใช้กับโหมดลดตาแดง (Red-eye reduction - ไม่ได้ทดสอบ)


สรุป
ข้อดี

- ราคาไม่แพง
- (น่าจะ) ใช้กับกล้องได้ทุกตัว
- น้ำหนักเบา ขนาดเล็ก
- ใช้แบตเตอร์รี่ AA หาง่าย
- มี flash bracket มาให้ พร้อมมีรูหมุนขาตั้งด้วย
- เลือกยิงได้หลายทิศทาง ใช้งานเป็นแสงรองได้
- เลือกความไวของสเลฟโหมดได้ ทำให้ใช้ได้กับทั้งกล้องที่มีและไม่มี pre-flash
- เลือกโหมดใช้งานได้ ทำให้ใช้งานเป็นแฟลชปกติได้ (หลายรุ่นเลือกไม่ได้ ต้องปิดตาแมวเท่านั้น)

ข้อเสีย
- วัสดุของตัวแฟลช และตัวช่องใส่แบตเตอร์รี่ ดูก๊องแก๊งไม่หน่อย (แต่ก็นะ ราคาขนาดนี้)
- สเป็คระบุ GN = 18 เมตร แต่จากการใช้งาน ผมว่า 12 น่าจะใกล้เคียงค่าจริงมากกว่า
- องศาการให้แสง ไม่น่าจะครอบคลุมช่วงมุมกว้าง (28mm)

จบการรีวิวเท่านี้ เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับบางท่านที่ต้องการใช้งานแฟลชเสริมราคาประหยัดครับ Smiley


แนะนำร้านค้าออนไลน์ที่ขายของไม่แพง ที่นี่ ถ้าต้องการซื้ออุปกรณ์ที่รีวิวไว้เข้า ที่นี่


ช่วยเกันอุดหนุนจากลิ๊งค์ด้วยจ้า Smiley




Free TextEditor

Free TextEditor




 

Create Date : 28 มกราคม 2554    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2554 16:21:08 น.
Counter : 799 Pageviews.  

+++ How to Macro with Point & Shoot Digital Camera +++

+++ How to Macro with Point & Shoot Digital Camera +++

ขึ้นว่า How to Macro with Point & Shoot Digital Camera ก็จริง แต่จริงๆ แล้ว กล้องคอมแพ็คท์โดยทั่วไป ก็โฟกัสได้ใกล้มากอยู่แล้ว ถ้าพอใจกับขนาดของเฟรมที่ได้จากมาโครติดกล้องแล้ว ก็ขอให้ผ่านเนื้อหาไปเลยนะครับ ปวดหัวเปล่าๆ แต่ส่วนใครไม่พอใจกับขนาดของภาพที่ได้ และคิดว่าควรจะถ่ายได้ของชิ้นเล็กกว่านี้ ก็หวังว่าเนื้อหาที่เขียนจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ

จริงๆ แล้ว ข้อจำกัดของการใช้กล้องคอมแพ็คท์มาถ่ายมาโครมันก็มีนะ ถ้าตัดปัญหาเรื่องความโค้งและความบิดเบี้ยวของภาพออกไป (field curvature and distortion) มันก็มีข้อดีดังนี้

ข้อดีของการใช้กล้องคอมแพ็คท์
- มี LCD live view ที่สมบูรณ์
- ระยะชัดลึกสูง ทำให้ไม่ต้องหรี่ f-number ก็ได้ระยะชัดลึกมากพอ ส่งผลให้ได้ความเร็วชัตเตอร์สูง
- แฟลชสัมพันธ์ได้ทุกความเร็วชัตเตอร์ (ในกล้องส่วนใหญ่)
- เลนส์ติดกล้องส่วนใหญ่โฟกัสได้ระยะใกล้มาก
- ราคาไม่สูง
- อุปกรณ์เสริมส่วนใหญ่ ราคาไม่แพง เพราะขนาดเลนส์ที่เล็ก
- สำหรับกล้อง superzoom (+10x zoom) จะได้กำลังขยายสูงมากหากใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสม

ข้อด้อย
- โฟกัสอาจจะช้าไปบ้าง หรือบางรุ่นไม่มีโหมดแมนนวลโฟกัส
- การควบคุมกล้องและคุณภาพของภาพสู้ DSLR ไม่ได้
- บางรุ่นไม่มีโหมด M ทำให้คุมชัดลึกไม่ได้
- หลายรุ่นใช้แฟลชนอกไม่ได้ ทำให้เล่นกับทิศทางแสงไม่ได้ (ช่วยได้บ้างโดยใช้ optical slave flash)

ก่อนจะเข้าเนื้อหาเรื่องอุปกรณ์ อยากให้ทำความเข้าใจกับศัพท์ 2 คำนี้ก่อน คือ กำลังขยาย และ มาโคร vs โคลสอัพ

กำลังขยาย (magnification)

ในระบบฟิล์ม 135 ขนาดของฟิล์มเท่ากับ 24x36mm การถ่ายภาพให้ได้ขนาดของสิ่งของเท่ากับขนาดบนฟิล์ม เรียกได้ว่า ได้กำลังขยาย 1:1 (life size) ถ้าขนาดสิ่งของใหญ่กว่าฟิล์ม 2 เท่า ก็จะได้ กำลังขยาย 1:2 อย่างไรก็ดี ในระบบของกล้องดิจิทัล หากกำหนดกำลังขยายโดยใช้คำจำกัดความเดียวกัน (ขนาดของสิ่งของต่อขนาดของเซนเซอร์) คงจะปวดหัวดีพิลึก โดยเฉพาะกับระบบของกล้องคอมแพ็คท์ ที่ขนาดและอัตราส่วนของเซนเซอร์มีมากมาย (ยังไม่รวมถึงพื้นที่ใช้งานจริง ซึ่งไม่เท่ากันในแต่ละยี่ห้อ/รุ่น) และการคร็อปภาพที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในระดับซอฟแวร์ของกล้อง

โดยส่วนตัว ผมเลยกำหนดคำจำกัดความเองว่า ถ้า ขนาดของภาพที่ถ่ายได้ในด้านยาวหรือแนวนอน เท่ากับ 36mm นั่นคือ มาโครเทียบเท่า 1:1

จากคำจำกัดความนี้ หากถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาด 18mm ได้เต็มเฟรมแนวนอน จะคิดเป็น มาโครเทียบเท่า 2:1 หรือ ถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาด 72mm ได้เต็มเฟรมแนวนอน จะคิดเป็น มาโครเทียบเท่า 1:2 เป็นต้น และจะใช้คำจำกัดความนี้ไปตลอดบทความนี้

หากต้องการศึกษาแบบละเอียด เกี่ยวกับกำลังขยายเทียบกับขนาดของเซนเซอร์ อ่านได้ที่ http://www.cs.mtu.edu/~shene/DigiCam/User-Guide/Close-Up/BASICS/Magnification.html

มาโคร vs โคลสอัพ (Macro vs Close-up)

อ่านมา 2-3 ตำรา แต่ไม่ค่อยมีอันไหนลงความเห็นตรงกัน ผมขอกำหนดคำจำกัดความเอาเองตามใจชอบเลยละกัน

โคลสอัพ คือการถ่ายภาพที่กำลังขยายเทียบเท่า 1:4-1:10 (ขนาดของวัตถุเต็มเฟรมเท่ากับ 14.4-36cm)

มาโคร คือการถ่ายภาพที่กำลังขยายเทียบเท่า 2:1-1:2 (ขนาดของวัตถุเต็มเฟรมเท่ากับ 18-72mm)

มาโครสุดๆ (extreme macro) คือการถ่ายภาพที่กำลังขยายเทียบเท่า 10:1-4:1 (ขนาดของวัตถุเต็มเฟรมเท่ากับ 3.6-9mm)

ส่วนตัวเห็นว่า ทั่วๆ ไป ถ่ายเป็นงานอดิเรก และไม่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางนัก ถ่ายมาโครก็สนุกพอแล้ว ถ้ามากกว่านี้ มันค่อนข้างเฉพาะทางเกินไปหน่อยและไม่ค่อยสนุกแล้วครับ :-)

ชนิดของอุปกรณ์เสริม

อันนี้ผมแบ่งเองตามรูปแบบการใช้อุปกรณ์เสริม ก็ได้คร่าวๆ 3 แบบใหญ่ๆ ใครนึกภาพไม่ออก ก็ลองเข้าไปศึกษาได้ที่ http://www.jr-worldwi.de/photo/macro_technique.html

แบบสวมหน้าเลนส์
- โคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ (close-up filter/lens)
- เลนส์กลับด้านแบบต่อหน้าเลนส์หลัก (Reversed lens in front of lens)

แบบต่อท้ายเลนส์
- ท่อเพิ่มระยะ (extension tubes)
- ตัวแปลงเลนส์เทเล (Teleconverter)
- ตัวแปลงเลนส์เทเลแบบโฟกัสระยะใกล้ (Macro focusing teleconverter)
- ตัวแปลงเลนส์มาโคร (Macro converter)

แบบอุปกรณ์เฉพาะ
- เลนส์กลับด้าน (Reversed lens)
- มาโครเลนส์มือหมุน (Manual focus macro lens)
- มาโครเลนส์ออโต้ (AUto focus macro lens)

แต่ละอุปกรณ์จะมีข้อดี ข้อด้อย ข้อจำกัดแตกต่างกันออกไป ในที่นี้จะไม่ลงรายละเอียดของอุปกรณ์ที่ใช้ได้เฉพาะระบบ SLR (หมายถึง 2 แบบหลัง) สำหรับกล้องคอมแพ็คท์ ก็มีตัวเลือกไม่มากนัก ซึ่งก็จะอยู่ในกลุ่มของอุปกรณ์ที่ใช้สวมหน้าเลนส์เป็นหลัก

โคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ แบบเลนส์เดี่ยว (Single element close-up filter/lens)

close-up filter ทำหน้าที่คล้ายเลนส์นูนสำหรับคนสายตายาว เมื่อสวมเข้าหน้าเลนส์ จะทำให้กล้องสายตาสั้น มองไกลๆ ได้ไม่ชัด และส่งผลให้ ระยะโฟกัสใกล้ที่สุดของชุดเลนส์บนกล้อง "ลดลง" ทำให้เอากล้องเข้าใกล้วัตถุเพื่อจะโฟกัสได้มากขึ้น

จะใกล้ได้มากขึ้นเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับกำลังขยายที่ระบุไว้ในสเป็คของชุดเลนส์ close-up filter set ทั่วไปที่ขายๆ กัน ก็จะเป็น +1 +2 +4 โดยหลักการแล้ว สามารถใส่ซ้อนทับกันได้ (ตัวที่กำลังสูงสุดควรอยู่ใกล้กล้อง) และจะให้กำลังขยายเพิ่มขึ้นโดยประมาณเท่ากับเอาตัวเลขมากบวกกัน

กำลังขยาย +1 +2 +4 นี้ หมายถึง ค่า diopter ของเลนส์ ซึ่งจะเป็นสัดส่วนผกผันกับ ทางยาวโฟกัสในหน่วย 1 เมตร โดยที่ diopter value = 1 metr (100 cm) / focal length (cm) ดังนั้นค่า diopter ไม่มีหน่วย





รูปแสดงโคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ แบบเลนส์เดี่ยว PANASONIC DMW-LC52 กำลังขยาย +3

โคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ แบบเลนส์อรงค์ (Achromatic close-up filter/lens)

โคลสอัพที่เป็นเบอร์ diopter ที่เห็นขายกันอยู่ทั่วไปนี่มันเป็นเลนส์เดี่ยวที่มีเพียงแค่ 1 element ต่างกับโคลสอัพเลนส์ที่มียี่ห้อและมีราคาแพง ที่มีลักษณะเป็น เลนส์อรงค์ (achromatic lens) เพื่อลดปัญหาการคลาดสี เช่น NIKON 6T ที่มี 2 element(s) เวลาถ่ายภาพออกมาแล้วเปรียบเทียบกันดู จะเห็นได้ชัดว่าพวกเลนส์เดี่ยว จะมีอัตราการบิดเบือนของภาพสูงกว่ามาก โดยเฉพาะบริเวณขอบภาพ และ เมื่อใช้ซ้อนกันหลายๆ ชั้น ใครอยากศึกษาเรื่องเลนส์อรงค์ ลองเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Achromatic_lens







รูปแสดงโคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ แบบเลนส์อรงค์ RAYNOX Macroscopic lens 2x / 4x กำลังขยายประมาณ +6 และ +12 ตามลำดับ

ส่วนนี่ เป็นรายการของเลนส์อรงค์ที่มีขายในท้องตลาด http://www.angelfire.com/ca/erker/closeups.html (ข้อมูลไม่ค่อยอัพเดท) ในปัจจุบัน ebay รวมถึงเมืองไทย ก็น่าจะหาบางตัวที่ไม่มีในลิสต์ได้ในราคาไม่แพงนัก เช่น Opteka 10x HD Achromatic Macro Lens และ Marumi DHG Macro +5/+3 ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องตามหาไอเท็มในตำนาน (อะไรซักอย่าง+6 นี่แหละ) ก็ได้นะครับ Smiley

ตัวแปลงเลนส์เทเล (Teleconverter) ต่อกับโคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์

teleconverter แบบสวมข้างหน้าเลนส์ มีคุณสมบัติต่างจากแบบสวมหลังเลนส์ กล่าวคือ แบบสวมท้ายเลนส์ (สำหรับ SLR) จะไม่ทำให้คุณสมบัติการโฟกัสใกล้สุดของเลนส์เปลี่ยนไป ส่งผลให้ที่ระยะโฟกัสเดิม จะได้ขนาดของภาพที่ใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า (หรือ x เท่า ตามกำลังขยายระบุ) อย่างไรก็ดี teleconverter แบบสวมท้ายเลนส์ส่งผลให้เสียแสงตามจำนวนเท่า โดยที่ 1.4x และ 2x จะเสียแสง 1 และ 2 สต๊อป ตามลำดับ ในขณะที่ teleconverter แบบสวมข้างหน้าเลนส์ จากประสบการณ์ พบว่าจะทำให้เลนส์เสียคุณสมบัติการโฟกัสใกล้สุดไป และไม่สามารถโฟกัสใกล้ๆ ได้ ทั้งนี้ teleconverter ชนิดนี้ ไม่ทำให้เสียแสงเหมือนแบบสวมท้ายเลนส์




เราสามารถใช้ประโยชน์จากทางยาวโฟกัสที่เพิ่มขึ้น ร่วมกับการใช้โคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ ได้ โดยที่ เมื่อใช้โคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ตัวเดิม กับระบบกล้องที่เพิ่ม teleconverter เข้ามา จะได้เฟรมที่เล็กลงด้วยทางยาวโฟกัสที่เพิ่มขึ้น





เลนส์กลับด้านแบบต่อหน้าเลนส์หลัก (Reversed lens in front of lens)

เราสามารถใช้เลนส์ของกล้อง SLR มากลับด้านเพื่อต่อเข้าสู่หน้าเลนส์หลักของกล้องได้ โดยอาศัยแหวนจับคู่ (Reverse coupling ring) ซึ่งเป็นแหวนที่มีเกลียวตัวผู้ทั้ง 2 ด้าน



รูปแสดง Reverse coupling ring ขนาด 52-52mm



เลนส์ที่เหมาะจะนำมากลับด้านนั้น ควรเป็นเลนส์ที่ค่อนข้างสว่าง (f-number ต่ำกว่า 2 ลงไป) เพื่อลดปัญหาขอบมืด (vignette) โดยทั่วไปเลนส์ที่นิยมนำมากลับด้านมักจะเป็นเลนส์นอร์มอล (50mm) โดยเลนส์กลับด้านนี้ จะทำหน้าที่เป็นโคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ กำลังขยายและคุณภาพสูง กล่าวคือ เลนส์ 50mm เมื่อคิดเป็น diopter จะได้กำลังขยาย 1000/50 = +20 diopters







รูปแสดงการต่อ step ring 37-52mm กับ reverse coupling ring 52-52mm และ step ring 49-52mm เข้ากับเลนส์ ZUIKO OM 50mm f/1.8 เพื่อแปลงเกลียวให้สามารถต่อกับ adapter tube ของ SONY W1 ที่ 37mm

ป.ล. กล้องคอมแพ็คท์ หรือ SLR ที่มีเกลียวด้านหน้าเลนส์ และออโต้โฟกัสโดยอาศัยการหมุนเลนส์ชิ้นหน้า อย่าได้ลองใช้วิธีเลนส์กลับด้านนี่เชียว มอเตอร์โฟกัสไหม้จะหาว่าไม่เตือน

ระยะโฟกัสและกำลังขยายเทียบเท่าโดยประมาณ เมื่อใช้โคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์

ผู้ใช้งาน close-up filter แรกๆ ส่วนใหญ่มักจะงง เพราะว่ากล้องโฟกัสไม่ได้ แต่มีวิธีคำนวณคร่าวๆ ดังนี้

เมื่อโฟกัสเลนส์ไปที่ระยะอนันต์ ระยะโฟกัสจากหน้าเลนส์โดยประมาณในหน่วย cm คือ 100/diopter เช่น หากใช้ +10 โคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ จะได้ระยะโฟกัสจากหน้าเลนส์ ราวๆ 100/10 = 10cm

เมื่อโฟกัสเลนส์ไปที่ระยะใกล้สุด ระยะโฟกัสจากหน้าเลนส์โดยประมาณในหน่วย cm คือ 100/total diopter โดยที่ total diopter คือ ค่า diopter ของโคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ บวกกับ ระยะโฟกัสใกล้สุดของเลนส์ที่แปลงเป็นค่า diopter เช่น หากใช้ +10 โคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ และระยะโฟกัสใกล้สุดของเลนส์คือ 40cm (100/40 =2.5) จะได้ระยะโฟกัสจากหน้าเลนส์ ราวๆ 100/(10+2.5) = 100/12.5 = 8cm

ในระบบฟิล์ม 135 ถ้ากลับเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสเท่ากับเลนส์หลัก (เช่นเลนส์หลักและเลนส์กลับด้าน เป็นเลนส์ 50mm ทั้งคู่) และให้เลนส์หลักโฟกัสไปที่ระยะอนันต์ จะได้กำลังขยาย 1:1 ในทำนองเดียวกัน ถ้าใช้เลนส์ 100mm เป็นเลนส์หลัก กลับเลนส์ 50mm สวมด้านหน้า และให้เลนส์หลักโฟกัสไปที่ระยะอนันต์ จะได้กำลังขยาย 2:1

เราสามารถใช้หลักการเดียวกันมาคำนวณกำลังขยายเทียบเท่าได้ หากทราบค่า diopter ของโคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ หรือ ทางยาวโฟกัสของโคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์

โดยคำนวณได้จาก กำลังขยายเทียบเท่า (เมื่อโฟกัสที่ระยะอนันต์) เท่ากับ ทางยาวโฟกัสเทียบเท่าฟิล์ม 135 ของเลนส์หลัก / ทางยาวโฟกัสของโคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์

หากทราบเพียงค่า diopter ของโคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ ให้แปลงกลับมาเป็นค่าทางยาวโฟกัสในหน่วย mm ก่อน คือ ทางยาวโฟกัส (mm) = 1000 mm / ค่า diopter

เช่น กล้อง SONY W1 ซูม 3x ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 38-114mm หากใช้เลนส์ 50mm กลับด้าน จะได้กำลังขยายเทียบเท่า เท่ากับ 114 / 50 = 2.28:1 หรือคิดเป็นขนาดของวัตถุเต็มเฟรมเท่ากับ 36/2.28 = 15.8mm

หรือ กล้อง SONY W1 ซูม 3x ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 38-114mm หากใช้โคลสอัพฟิลเตอร์/เลนส์ +3 (คิดเป็น ทางยาวโฟกัส 1000/3 = 333mm) จะได้กำลังขยายเทียบเท่า เท่ากับ 114 / 333 = 0.34:1 (หรือ 1:2.94) หรือคิดเป็นขนาดของวัตถุเต็มเฟรมเท่ากับ 36/0.34 = 105.9mm เป็นต้น

แต่หากเลนส์หลักโฟกัสที่ระยะใกล้สุด ขนาดของวัตถุเต็มเฟรมที่ได้ จะเล็กกว่าที่คำนวณได้จากการโฟกัสที่ระยะอนันต์ ต้องทดสอบเอาเอง

ก็คงจบเพียงเท่านี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วย

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการถ่ายภาพครับ

เอกสาร/เว็บอ้างอิง
http://www.cs.mtu.edu/~shene/DigiCam/User-Guide/Close-Up/BASICS/Magnification.html
http://www.jr-worldwi.de/photo/macro_technique.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Achromatic_lens
http://www.angelfire.com/ca/erker/closeups.html
John Shaw (1987), John Shaw's Closeups in Nature (Practical Photography Books)



ป.ล. เอาภาพมาฝากด้วย

DSC07251

DSC07198

DSC06635-1

DSC06626-1

DSC07296

DSC07664-2

DSC07689-1

DSC07738-1

DSC07756-1

DSC07799-1

DSC07837-1

DSC07854-1

DSC07876-1

DSC07889-1

DSC07945-1

DSC07881-1

DSC08056-1

DSC08073-1

DSC08079-1

Free TextEditor




 

Create Date : 28 มกราคม 2554    
Last Update : 14 มีนาคม 2554 16:36:52 น.
Counter : 656 Pageviews.  

1  2  

Akai Suisei
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Akai Suisei's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.