Group Blog
 
All blogs
 

การตั้งชื่อกิจการ (ตอนที่ 3)

ชื่อกิจการคุณนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ไม่เพียงมันจะส่งผลกับแบรนด์และการจดจำของผู้คน คุณยังต้องพิจารณาในแง่ของกฎหมายด้วย ชื่อบางชื่อคุณไม่สามารถนำมากำหนดเป็นชื่อกิจการได้ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าชื่อไหนที่เหมาะสมกับคุณที่สุด?

ชื่อกิจการมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของกิจการขนาดย่อม ชื่อที่ดีจะทำให้ธุรกิจเป็นที่พูดถึง (Talk of the town) ในขณะที่ชื่อที่ไม่เหมาะสมจะทำให้กิจการถูกวิจารณาจนพบกับความมืดมนจนอาจทำให้ธุรกิจต้องล้มเหลว ชื่อกิจการคุณควรแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ คุณค่าและความพิเศษเฉพาะของสินค้าหรือบริการคุณ

มีการโต้เถี่ยงกันอย่างมากเกี่ยวกับการตั้งชื่อที่ดี ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าชื่อที่ดีที่สุดคือชื่อธรรมดา เฉยๆ เพื่อให้ผู้คนจินตนาการเอง บางคนว่าควรเป็นชื่อที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ เพื่อคนที่เห็นจะได้ทราบทันทีว่าธุรกิจคุณทำอะไร บางคนก็ว่าชื่อที่คิดขึ้นมาใหม่ (ประดิษฐ์คำขึ้นมาใหม่) เป็นชื่อที่จดจำได้มากกว่าชื่อที่เป็นคำทั่วไป แต่บางคนกลับว่าชื่อประดิษฐ์เป็นอะไรที่จะลืมได้ง่าย ในความเป็นจริง ชื่อประเภทไหนก็ตามที่สนับสนุนหรือมีประโยชน์ต่อกลยุทธ์การตลาดคุณ

คุณควรปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการตั้งชื่อถ้าธุรกิจของคุณ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องแสดงชื่อกิจการให้โดดเด่นและชื่อมีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญจะทราบเกี่ยวกับกฎหมายการตั้งชื่อกิจการ พวกเขาสามารถแนะนำคุณได้ว่าชื่อไหนไม่ดีต่อธุรกิจคุณ และอธิบายได้ว่าทำไม่ชื่ออื่นถึงดีกว่า พวกเขาจะช่วยจัดการกับงานที่น่างงงวยนี้แทนคุณ และให้ผลงานที่น่าชื่นชมแก่คุณ
ค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทที่เชี่ยวชาญการตั้งชื่อเริ่มจากไม่กี่พันเหรียญจนถึง $35,000 หรือมากกว่าในการพัฒนาชื่อ แต่ผลที่ได้ไม่เพียงชื่อที่ดีซึ่งน่าจดจำและง่ายต่อการจดจำแล้ว คุณยังจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายหรือข้อพิพาทอื่นๆ ซึ่งอาจจะทำให้คุณต้องสูญเสียทั้งเงินและเวลา

แต่ถ้าคุณต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเงินส่วนนี้ เพราะอย่างไงชื่อที่คุณเลือกก็สะท้อนถึงแผนการตลาดคุณอยู่ดี ถ้าธุรกิจคุณเป็นธุรกิจขนาดเล็ก คุณก็สามารถตั้งชื่อเองได้ เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็เป็นความรับผิดชอบของคุณ และนี่คือขั้นตอนพื้นฐานที่ผู้เชี่ยวชาญในการตั้งชื่อใช้

เริ่มด้วยการตัดสินใจว่าคุณต้องการจะสื่ออะไรจากชื่อกิจการ เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่สุด ชื่อกิจการควรจะเสริมส่วนประกอบสำคัญของธุรกิจคุณ เช่นถ้าธุรกิจคุณเป็นร้านอาหารทะเลที่สด คุณภาพสูง ชื่อและโลโก้ร้านจะต้องสื่อถึงสิ่งนั้นกับลูกค้า ดังสิ่งที่สำคัญและควรทำเป็นอย่างแรกคือธุรกิจของคุณคืออะไรและมีอะไรเป็นจุดเด่นน่าประทับใจ

ชื่อควรเป็นคำที่พัฒนาคำที่มีความหมายหรือเป็นคำที่รวมระหว่างคำประดิษฐ์กับคำที่มีความหมาย คนทั่วไปนิยมคำที่สามารถเข้าใดได้หรืออ้างอิงได้ แต่คุณก็ควรระวังมีความหมายแคบเกินไป เช่น ชื่อ “San Pablo Drives” จะทำอย่างไรถ้าบริษัทต้องการขยายกิจการไปอยู่ที่รัฐอื่นเช่นแคริฟอเนีย หรือมีลูกค้าที่รัฐชิคาโก้ และถ้าบริษัทต้องการขยายงานเข้าไปในส่วนของซอฟแวร์หรือส่วนประกอบอื่นของคอมพิวเตอร์

ชื่อที่เฉพาะเจาะจงใช้ได้ถ้าคุณตั้งใจจะให้กิจการคุณอยู่อย่างเดิมตลอดไป ถ้าคุณมีความทะเยอทะยานที่จะโตและขยายสาขา คุณควรมองหาชื่อที่มีความหมายกว้างๆ จำไว้ว่าชื่อจะต้องบอกสิ่งที่กิจการทำ ทำเลที่ตั้ง หรืออื่นๆ แต่ชื่อควรเป็นคำสั้นๆ ดังนั้นคุณควรโฟกัสว่าธุรกิจทำอะไร และอะไรที่คุณจะสื่อ คุณภาพ ความสะดวก หรือความแปลกใหม่ เลือกสิ่งที่สำคญที่สุด

ตัวอย่างเช่น “Italiatour” เพื่อโปรโมทแพกเกจทัวร์ไปอิตาลี มันไม่ใช่คำที่เป็นคำจริงๆ และมันมีความหมาย คนจะทราบทันที่ว่าเราต้องการเสนออะไร ยิ่งไปกว่านั้นชื่อ “Italiatour” ยังช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวอีกด้วย มันอาจแตกต่างออกไปถ้าเราใช้ “Italytour” แต่ “Italia” เป็นคำที่คนพูดภาษาอังกฤษคุนเคยและให้ความรู้สึก และเมื่อรวมกับคำ “tour” มันง่ายที่จะพูด มันพิเศษไม่เหมือนใคร แต่มีกลิ่นไอของอิตาเลียน

ก่อนที่คุณจะเริ่มคิดชื่อธุรกิจคุณ คุณควรกำหนดคุณสมบัติเด่นที่บ่งบอกสิ่งที่คุณต้องการให้ธุรกิจคุณเป็น เช่น ถ้าคุณต้องการเปิดร้านขนมปังที่อบด้วยเตาพิเศษ คุณอาจต้องการชื่อที่สื่อถึงความสด อุ่นจากเตา และบรรยากาศที่เหมือนอยู่บ้าน ชื่อประเภท “Kathy’s Bread Shop” หรือ “Arlington Breads” ไม่ได้สื่อถึงคุณสมบัติเหล่านี้เลย แต่ถ้าเป็น “Open Hearth Breads” จะให้ความรู้สึกโฮมเมด ร้อน และพึ่งออกจากเตา ยิ่งกว่านั้นถ้าในอนาคตคุณมีการขยายสายการผลิตให้มีขนมหลากหลายขึ้น คุณอาจเปลี่ยนชื่อเป็น “Open Heart Bakery” ซึ่งการเปลี่ยนนี้ไม่ได้มากจนทำให้ลูกค้าคุณต้องงง

คุณอาจเริ่มดูจากดิกชันนารี หนังสือ หรือ แมกซีน เพื่อให้เกิดไอเดีย คุณอาจขอให้เพื่อนหรือญาติช่วยคุณคิด ยิ่งมีคนช่วยคิดมากเท่าไหร คำที่ได้ก็จะมากตามไปด้วย ปกติบริษัทที่ให้บริการด้านการตั้งชื่อจะเริ่มจาก 800 ถึง 1,000 ชื่อ แต่สำหรับคุณอาจไม่มีเวลาคิดได้มากขนาดนั้นแค่ 10 ชื่อที่คุณรู้สึกดีกับมัน จากนั้นก็พิจารณามันในแง่มุมต่างๆ คุณจะสามารถตัดคำออกไปได้ครึ่งหนึ่ง สิ่งที่คุณต้องพิจารณาเพิ่มเติมหากคุณต้องการขยายกิจการไปยังประเทศต่างๆ คุณต้องแน่ใจว่าชื่อกิจการคุณไม่มีความหมายในแง่ลบในภาษาอื่น

ที่มา : aimanun.bloggang.com โดย Aimanun




 

Create Date : 22 มกราคม 2551    
Last Update : 22 มกราคม 2551 9:42:44 น.
Counter : 764 Pageviews.  

การทำวิจัยตลาด (ตอนที่ 2)

แนวคิดอันยอดเยี่ยมทางธุรกิจของคุณอาจจะสุดยอดจริง หรืออาจต้องการการแก้ไข จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ที่แนวคิดคุณพร้อมที่นำไปทำเป็นธุรกิจได้

เมื่อคุณมีไอเดียดีๆ ที่จะทำเป็นธุรกิจ คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไอเดียนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ บางครั้งการนำไอเดียที่คิดได้ไปทำธุรกิจเลยก็ประสบความสำเร็จ แต่ต้องไม่ลืมว่ามีอีกไม่น้อยที่ล้มเหลว การทำวิจัยตลาดเกี่ยวกับไอเดียคุณ จะช่วยให้คุณทราบถึงโอกาสความสำร็จของธุรกิจคุณ

Marketing Research การวิจัยตลาดนั้นจะช่วยให้คุณทราบถึงศักยภาพของตลาด ทราบว่าตลาดมีความต้องการสินค้าหรือบริการคุณหรือไม่ กลุ่มที่สนใจเป็นกลุ่มไหน (เพศ อายุ ฐานะ ฯลฯ) ราคาเท่าไหร่ที่พวกเขาเต็มใจซื้อ สภาพการแข่งขันในตลาดเป็นอย่างไร เป็นต้น

การวางแผนวิจัยจะช่วยให้เป้าหมายมีความชัดเจน และช่วยให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ การกำหนดคำถามที่คุณต้องการในการวิจัย และวางแผนเพื่อให้ได้คำตอบของคำถามเหล่านั้น บางครั้งคุณอาจต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย พวกเขาจะทรายดีว่าการวิจัยประเภทไหนที่เหมาะกับธุรกิจคุณ ช่วยพัฒนากลุ่มตัวอย่างทางสถิติให้น่าเชื่อถือ และช่วยเขียนแบบสอบถามที่เหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้ ประเภทของข้อมูลก็มีความสำคัญ โดยประเภทข้อมูลนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าหรือบริการ รวมถึงเป้าหมายของการวิจัย คุณอาจจะวิจัยศักยภาพของตลาด ขนาดของคู่แข่งในตลาด หรือทดสอบตำแหน่งสินค้าหรือบริการคุณในตลาด (positioning) ถ้าสินค้าคุณสามารถจับต้องได้คุณควรให้กลุ่มผู้ทดสอบเห็นและสัมผัสสินค้าตั้นแบบของคุณ แต่สำหรับสินค้าที่จับต้องไม่ได้คุณจะต้องอธิบายให้ชัดเจนและละเอียด

ในการทำงานร่วมกับบริษัทพัฒนาแบรนด์ อย่างแรกต้องพิจารณาไอเดียธุรกิจจาก 4 ส่วนคือ

1. บริษัท
คิดถึงไอเดียคุณในลักษณะของผลิตภัณฑ์หรือบริการ ผลประโยชน์อะไรที่ลูกค้าจะได้รับจากผลิตภัณฑ์คุณ ลักษณะของบริษัทคุณ อะไรคือสิ่งสำคัญที่คุณสัญญาจะทำให้ลูกค้า
2. ลูกค้า
ลูกค้าที่คุณควรพิจารณามีอยู่ 3 ลักษณะดังนี้ ผู้ซื้อ (ผู้ซึ่งตัดสินใจและจ่ายเงินซื้อสินค้า) ผู้มีอิทธิพล (อาจเป็นบุคคล องค์กร หรือกลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ) และสุดท้ายคือผู้ใช้ (บุคคลหรือกลุ่มคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์โดยตรง)
3. คู่แข่ง
เช่นกัน คุณต้องพิจารณาคู่แข่งทั้ง 3 กลุ่มคือ คู่แข่งหลัก คู่แข่งรอง และคู่แข่งลำดับที่ 3 โดยตำแหน่งของคู่แข่งในแต่ละระดับขึ้นอยู่กับความรุนแรงในการแข่งขันของคุณกับคู่แข่งรายนั้น
4. ผู้มีส่วนรวมอื่นๆ
คือองค์กรหรือบุคคลที่สนใจในความสำเร็จของธุรกิจคุณ แต่ไม่ได้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากความสำเร็จของธุรกิจคุณ เช่น สมาคม สื่อ และองค์กรอื่นๆ

ยังมีการวิจัยอื่นอีกคือการวิเคราะห์ SWOT เป็นการพิจารณาจุดแข่ง จุดอ่อนของธุรกิจ สินค้า รวมถึงการวิเคราะห์โอกาส และอุปสรรคของตลาด สภาพเศรฐกิจ การวิเคราะห์ SWOT จะช่วยให้คุณเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะประสบความสำเร็จหรือไม่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน

ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีการใดในการวิจัยความเป็นไปได้ของไอเดียคุณ คุณต้องแน่ใจว่าวัตถุประสงค์ในการวิจัยนั้นอยู่ในกรอบที่คุณกำหนด การวิจัยจะช่วยให้คุณเห็นช่องโหว่ที่จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข

สมมติว่าการวิจัยของคุณช่วยให้คุณได้พบคู่แข่งขันในตลาดคุณ คุณต้องรู้ว่าคู่แข่งคุณกำลังทำอะไรอยู่ โดยคุณอาจเข้าไปเป็นลูกค้าของคู่แข่ง ซึ่งคุณอาจเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการของคู่แข่งด้วยตัวคุณเองหรือจะเป็นเพื่อนคุณก็ได้ หากคู่แข่งคุณมี web site คุณก็ควรเข้าไปลงทะเบียนเป็นลูกค้าหรือสมาชิก พูดคุยกับลูกค้าของคู่แข่งดูว่าอะไรที่พวกเขาชอบและไม่ชอบเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของคู่แข่ง และปกติเขาหรือเธอจะไปซื้อหรือใช้บริการที่ไหน ทำไม

เป้าหมายของคุณคือเข้าใจว่าคู่แข่งคุณทำอะไรอยู่เพื่อคุณจะได้ทำให้ดียิ่งกว่า บางทีบริการของเขาไม่ดี สินค้าเขามีจุดด่อยบางอย่างซึ่งคุณอาจรู้จากการลองใช้จริงด้วยตัวคุณเอง เพราะอาจทำให้คุณคิดออกว่าควรทำอย่างไรเพื่อให้สินค้าหรือบริการคุณดีกว่า สวยกว่า หรือต้นทุนถูกกว่า หาจุดขายของคุณให้ได้ มันจะกลายเป็นหลักสำคัญสำหรับโปรแกรมการตลาดของคุณ

ภายหลังจากการวิเคราะห์ไอเดียคุณ คู่แข่ง คุณอาจพบว่าไอเดียคุณมีช่องโหว่ หรือไม่เป็นอย่างที่คุณคาดหวัง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณต้องกลับไปทำงานเป็นลูกจ้างเหมือนเดิม มันแค่ต้องการการปรับปรุง หรืแก้ไข หรือทำมันใหม่ หรือใช้วิธีการใหม่ๆ เพื่ออุดช่องโหว่นั้นและทำให้มันเป็นธุรกิจได้จริง แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ และคุณยังต้องการประกอบธุรกิจของตัวเอง คุณก็ควรพยายามหาไอเดียใหม่ๆ ขึ้นแทน

มันคงทำให้คุณท้อไม่น้อยหลังจากทุ่มเททั้งเงินและเวลากับการประเมินความเป็นไปได้ของไอเดียคุณและวิจัยตลาด แล้วพบว่าไอเดียคุณมีข้อบกพร่องและคุณต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ลองถามตัวคุณเองสิว่า จุดอ่อนนี้คุณสามารถแก้ไขได้หรือไม่ และมันคุ้มค่าที่คุณจะลงทุนหรือไม่ ถ้าได้ คุณก็สามารถนำแนวคิดนี้มาทำเป็นธุรกิจได้

การวิจัยตลาดทำให้คุณทราบว่า คุณควรทำอะไรต่อไปกับไอเดียของคุณ ปัจจัยแรกที่คุณควรพิจารณาคือ การกำหนดราคา สินค้าคุณ Keller แนะนำว่า ถ้าสินค้าคุณไม่ได้โดดเด่น หรือสำคัญกับลูกค้าอย่างมากจนทำให้ต้องซื้อสินค้าคุณแทนที่จะเป็นของคู่แข่ง คุณก็ควรกำหนดราคาสินค้าคุณให้ใกล้เคียงกับราคาคู่แข่ง
Shenker เสริมด้วยว่า คุณต้องทำให้คุณค่าของสินค้าคุณในสายตาของลูกค้าสูกกว่าเมื่อเทียบกับราคาที่คุณกำหนด ถ้าเป็นไปได้ให้ทำการทดสอบราคา โดยการกำหนดราคาให้แตกต่างกันเพื่อดูว่าราคาไหนดีที่สุด

เมื่อคุณพร้อมที่จะเริ่มธุรกิจ คุณจะต้องมองหาทำเลที่ตั้งร้านให้อยู่ในบริเวณ (area) ที่มีกลุ่มเป้าหมายที่จะซื้อสินค้าคุณอยู่ นอกจากนี้ คุณต้องมีการวางแผนการตลาดและงบประมาณให้เหมาะสมกับธุรกิจคุณด้วย ซึ่งต้องรวมกลยุทธ์การกระจายสินค้า เช่น ถ้าคุณขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต คุณต้องมีงบโฆษณาที่จะดึงลูกค้ารายใหม่ให้มา web คุณ หรือถ้าคุณต้องการกระจายสินค้าคุณผ่านร้านค้าปลีกทั่วไป คุณควรมีผู้ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้ มาช่วยคุณหาตลาดเป้าหมายที่เหมาะสม

จำไว้ว่า คุณสามารถขอความช่วยเหลือหรือขอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไดตลอดเวลา จากอินเตอร์เน็ต ห้องสมุดสาธารณะ มหาวิทยาลัยทางด้านบริหารหรือธุรกิจ หน่วยงานของรัฐที่ให้ความช่วยเหลือธุรกิจ และงานแสดงสินค้าและงานสัมนาต่างๆ เพราะการทำไอเดียคุณให้กลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องใช้เวลาและยากลำบาก Keller ยังแนะนำให้คุณหาข้อมูลจากหลายแหล่ง ถึงเวลาที่คุณควรจะลดความอวดดีของคุณ และเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ มันไม่ใช้การทำธุรกิจเพียงเพื่อให้อยู่รอดได้ และมันควรเติบโตงอกงาม ในการทำธุรกิจถ้าคุณกล้าที่คิดใหม่ ทำใหม่ แก้ไขใหม่ ก่อนที่จะเปิดกิจการ ปัญหาที่คุณต้องมาตามแก้ไขก็จะน้อยลง ความเสียหาย หรือเจ็บปวดก็จะน้อยลงตามไปด้วย

ที่มา : aimanun.bloggang.com โดย Aimanun




 

Create Date : 21 มกราคม 2551    
Last Update : 21 มกราคม 2551 21:10:37 น.
Counter : 1135 Pageviews.  

ประเมินความเป็นไปได้ของไอเดียและเป้าหมายทางธุรกิจคุณ (ตอนที่ 1)

จะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าที่น่าทึ่งของคุณจะขายได้ และคุ้มที่คุณจะลงทุน

ผมเป็นเจ้าของบริษัทซอฟแวร์แห่งหนึ่ง วันหนึ่งทีมของเราก็มีคิดซอฟแวร์ที่เยี่ยมยอดมากขึ้นมาได้ และคิดว่ามันเป็นซอฟแวร์ที่เมื่อนคนเห็นแล้วจะต้องชอบและยากได้จนต้องซื้อ หลังจากการทุ่มเททั้งเวลาและเงินทุนเป็นจำนวนมาก ซอฟแวร์ของเราก็พร้อมออกสู่ตลาด และเราก็ได้ต้องพบกับความประหมาดใจเพราะแทบไม่มีคนที่สนใจซอฟแวร์ของเรา

ถ้าเพียงเพราะคุณคิดว่าสิ่งที่คุณคิดขึ้นมาได้นั้นดี และคุณก็สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความต้องการในตลาด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นความคิดทางธุรกิจที่ดีเสมอไป ในกลับกัน ตลาดสินค้าที่ไม่มีคู่แข่งขันหรือมีคู่แข่งขันน้อยรายไม่ได้หมายความว่าไม่มีความต้องการสินค้านั้น

แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าที่น่าทึ่งของคุณจะขายได้ และคุ้มที่คุณจะลงทุน? ความจริงก็คือ คุณไม่มีทางที่จะแน่ใจได้ 100% ว่าไอเดียคุณจะขายได้ ไม่ว่าคุณจะชอบมันแค่ไหน หรือเพื่อนคุณจะชื่นชอบมันอย่างไร ความสำเร็จของธุรกิจใหม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งบางอย่างก็อยู่เหนือการควบคุมของคุณ

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจใหม่ประกอบไปด้วย
1. ไอเดียสินค้าคุณต้องขายได้ มีคนที่พร้อมจะซื้อสินค้าคุณในราคาที่ทำให้คุณมีกำไร คุณต้องประเมินมันด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ความรู้สึกว่ามันน่าจะดี
2. มีคนที่จะสนับสนุนไอเดียคุณ การมีทีมที่ดีมีผลต่อความสำเร็จอย่างมาก
3. คุณมีความมานะ ความรู้ เงินทุน กลุ่มคนที่จะสนับสนุน และอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการทำให้ไอเดียคุณเป็นธุรกิจได้หรือไม่
4. ความต้องการสินค้าของคุณในตลาด สินค้าคุณป็นสิ่งจำเป็นหรือสามารถตอบสนองความพึงพอใจของตลาดได้หรือไม่
5. คู่แข่งขัน ตลาดสินค้าคุณมีการแข่งขันสูงหรือไม่ ถ้าใช่ อะไรที่จะทำให้สินค้าคุณโดดเด่นและเป็นที่ต้องการมากกว่าคู่แข่ง

ก่อนที่คุณจะทุ่มเทเวลาและเงินทองไปกับไอเดียธุรกิจคุณ คุณควรทำวิจัยเบื่องต้นก่อนว่ามันคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่ วิจัยตลาดสำหรับสินค้าที่คล้ายคลึงกับคุณว่ามีตลาดหรือความต้องการสินค้าคุณอยู่หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีสินค้าที่ใกล้เคียงกับคุณก็อาจจะเป็นเพราะไม่มีความต้องการหรือมีความต้องการอยู่น้อยมากๆ อีกกรณีที่เป็นไปได้คือสินค้าคุณเป็นอะไรที่ใหม่มาก คุณอาจต้องมองหาสินค้าที่ใกล้เคียงในแง่การใช้งาน การวิจัยของคุณควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ราคา ส่วนแบ่งตลาด สภาพการแข่งขัน และอื่นๆ

กำหนดกลุ่มเป้าหมายคุณ และถามพวกเขาเกี่ยวกับสินค้าหรือไอเดียคุณเพื่อนำมาประเมินความเป็นไปได้ในทำตลาด หลีกเลี่ยงเพื่อนหรือครอบครัว เพราะพวกเขามักจะบอกเฉพาะสิ่งที่คุณต้องการได้ยินเท่านั้น ถ้ากลุ่มเป้าหมายคุณคือหญิงอายุราว 35 ปี คุณก็ควรสอบถามจากกลุ่มที่อยู่ในเกณฑ์ที่คุณกำหนดเพื่อดูผลตอบรับจากพวกเธอ

สุดท้ายนี้ ผมมีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการเริ่มทำธุรกิจคือ คุณควรใช้เหตุผลพิจารณา ไม่ใช่ความรู้สึก

ที่มา : aimanun.bloggang.com โดย Aimanun




 

Create Date : 21 มกราคม 2551    
Last Update : 21 มกราคม 2551 12:12:23 น.
Counter : 455 Pageviews.  

1  2  3  

ice coffee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Myspace Layouts & CommentsMyspace Layouts @ JellyMuffin.com
Friends' blogs
[Add ice coffee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.