Group Blog
 
All blogs
 

ระดับความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ

ระดับความเสี่ยงต่ำสุด

กองทุนรวมตลาดเงิน ประเภทตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี หรือประเภทที่เป็นเงินฝากธนาคาร บัตรฝากธนาคาร/สถาบันการเงิน

ระดับความเสี่ยงต่ำ

กองทุนรวมตราสารหนี้ :

- พันธบัตรภาครัฐ ประเภทที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุเกิน 1 ปี

- หุ้นกู้คุณภาพดีเยี่ยม ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับตั้งแต่ A- ขึ้นไป หรือเทียบเท่า

ระดับความเสี่ยงกลางๆ ค่อนไปทางต่ำ

กองทุนรวมตราสารหนี้ : หุ้นกู้คุณภาพ ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป

กองทุนรวมเฉพาะเจาะจงตราสารหนี้ เป็นหลักทรัพย์ประเภทราสารหนี้ทุกประเภท ทั้งที่ออกโดยภาครัฐ และเอกชน แต่ไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป

ระดับความเสี่ยงกลางๆ

กองทุนผสม ชื่อก็บอกแล้วเป็นการผสมผสานการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจที่มีสภาพคล่องสูง, หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป, หุ้นของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มั่นคง มีกำไร และมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และหุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีผลกำไรในการดำเนินงาน และมีศักยภาพที่จะสามารถขยายบริษัทได้อย่างดีในอนาคต โดยกองทุนจะคงอัตราส่วนการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 35% และไม่เกิน 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทพันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจที่มีสภาพคล่องสูง

ระดับความเสี่ยงค่อนข้างเสี่ยง

กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เน้นการลงทุนในตราสารทุน ประเภทหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคง มีกำไร และมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และหุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีผลกำไรในการดำเนินงาน และมีศักยภาพที่จะสามารถขยายบริษัทได้อย่างดีในอนาคต

ระดับความเสี่ยงสูง

กองทุนรวมตราสารทุน :

- หุ้นคุณภาพ หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคง มีกำไร และมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานาน

- หุ้นเติบโต หุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีผลกำไรในการดำเนินงาน และมีศักยภาพที่จะสามารถขยายบริษัทได้อย่างดีในอนาคต

ระดับความเสี่ยงสูงที่สุด

กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ คือหุ้นของบริษัทในภาคธุรกิจเดียวกัน หรือในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

กองทุนรวมเฉพาะเจาะจงตราสารทุน แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

ที่มา : สยามอินโฟบิส




 

Create Date : 11 มีนาคม 2551    
Last Update : 11 มีนาคม 2551 10:39:01 น.
Counter : 400 Pageviews.  

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหมายต่างๆ ในตลาดหุ้น

เครื่องหมายเอช (H)
เครื่องหมายนี้ย่อมาจาก halt trade ตลาดหลักทรัพย์ติดเครื่องหมายนี้ไว้บนหลักทรัพย์เพื่อแสดงให้ผู้ลงทุนทราบว่า หลักทรัพย์ดังกล่าวอยู่ระหว่างถูกห้ามซื้อขายสำหรับช่วงเวลาการซื้อขายรอบนั้น ตลาดหลักทรัพย์จะขึ้นเครื่องหมาย H แก่หลักทรัพย์ที่ปรากฏว่า มีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์นั้นในระหว่างเวลาซื้อขายรอบดังกล่าว และอยู่ระหว่างรอการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดเผยได้ทันที


เครื่องหมายเอ็นพี (NP)
เครื่องหมายนี้ย่อมาจาก Notice Pending ตลาดหลักทรัพย์ติดเครื่องหมายนี้ที่หลักทรัพย์เพื่อแสดงให้ผู้ลงทุนทราบว่า ณ เวลาขณะนั้นตลาดหลักทรัพย์กำลังรอคำชี้แจงหรือรายงานข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ดังกล่าว หรือกำลังรอการเปิดเผยงบการเงินหรือรายงานอื่นใดที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ดังกล่าวจะต้องรายงานตามเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด


เครื่องหมายเอ็นอาร์ (NR)
เครื่องหมายนี้ย่อมาจาก notice received ตลาดหลักทรัพย์จะติด NR ไว้บนหลักทรัพย์ที่เพิ่งถูกถอนเครื่องหมาย NP เพื่อแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบว่าตลาดหลักทรัพย์ได้รับแจ้งข้อมูลข่าวสารหรือรายงาน หรือคำชี้แจงจากบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ดังกล่าวอย่างพอเพียงและได้ทำการเผยแพร่เพื่อให้ทราบทั่วกันแล้ว


เครื่องหมายเอสพี (SP)
ย่อมาจาก suspension เป็นเครื่องหมายที่ตลาดหลักทรัพย์ติดบนหลักทรัพย์เพื่อแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบว่าหลักทรัพย์ ดังกล่าวอยู่ในระหว่างถูกห้ามซื้อขายชั่วคราว ตลาดหลักทรัพย์จะสั่งห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทใดเป็นการชั่วคราวเมื่อ


1. บริษัทนั้นฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์
2. ปรากฏข่าวสารหรือข้อมูลเกี่ยวกับฐานะการเงินหรือผลการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งมีผลกระทบหรืออาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ของบริษัทอย่างรุนแรง โดยที่ข่าวสารนั้นยังไม่ได้เปิดเผยต่อ สาธารณชนผ่านตลาดหลักทรัพย์ หรืออยู่ระหว่างที่ตลาดหลักทรัพย์กำลังรอการเปิดเผยข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่สอบถามไป หรือกำลังรอการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเพราะรายงานที่ได้รับยังไม่ครบถ้วนชัดเจนเพียงพอ


บริษัทขอให้ตลาดหลักทรัพย์สั่งพักการซื้อขายหุ้นของบริษัทเนื่องจากมีข่าวหรือข้อมูลสำคัญที่อยู่ระหว่างดำเนิน การ ซึ่งอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ special board (กระดานพิเศษ) #sellingshortเป็นส่วนของระบบ ASSET ที่ใช้วิธีซื้อขายแบบ Put Through เพื่อรองรับการซื้อขายตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ เป็นต้น ทั้งนี้แต่ละรายการซื้อขายจะต้องต่ำกว่า 1 ล้านหุ้น หรือมีมูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาท(การซื้อขายตราสาร หนี้จำนวนมากดังกล่าวหรือมากกว่า จะต้องกระทำบน Big-Lot Board) การซื้อขายบนกระดานนี้ไม่นำเรื่อง Floor Price และ Ceiling Price มาใช้บังคับ


เครื่องหมายแสดงการไม่ได้รับสิทธิต่าง ๆ (X D , X R , X W , X S , X T , XI, XP, XA)
เครื่องหมายที่ตลาดหลักทรัพย์แสดงไว้บนหลักทรัพย์เป็นระยะเวลาล่วงหน้า 3 วันทำการก่อนวันปิดสมุดทะเบียน พักการโอนหลักทรัพย์ ในกรณีตราสารทุน และล่วงหน้า 2 วันทำการก่อนวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหลักทรัพย์ ในกรณีตราสารหนี้ เมื่อตลาดหลักทรัพย์ติดเครื่องหมายประเภทดังกล่าวไว้บนหลักทรัพย์ใด หมายความว่า ราคาที่ เสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในช่วงระยะเวลาที่ขึ้นเครื่องหมายนั้น เป็นราคาที่ไม่รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่บริษัทผู้ออก หลักทรัพย์ให้หรือจะให้แก่ผู้ถือหลักทรัพย์นั้น และ ผู้ซื้อหลักทรัพย์นี้จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ประเภทที่ระบุจากการ ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นที่กำลังจะเกิดขึ้น ดังนี้


XD

(Excluding Dividend) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล


XR

(Excluding Right) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่


XW

(Excluding Warrant) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์


XS

(Excluding Short-term Warrant) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหลักทรัพย์ระยะสั้น


XT

(Excluding Transferable Subscription Right) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้


XI

(Excluding Interest) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับดอกเบี้ย


XP

(Excluding Principal) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินต้นที่บริษัทประกาศจ่ายคืนในคราวนั้น


XA

(Excluding All) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิทุกประเภทที่บริษัทประกาศให้ในคราวนั้น



ทั้งนี้ หากผู้ซื้อผู้ขายตกลงกันที่จะชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์แบบทีละรายการ (gross settlement) และกำหนดวันที่จะชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์เร็วกว่าวันครบกำหนดชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ตามปกติ ผู้ซื้อหลักทรัพย์อาจยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ข้างต้น หากการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์เสร็จสิ้นก่อนวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น


เครื่องหมายดีเอส (DS)
เครื่องหมายนี้ย่อมาจาก designated securities ตลาดหลักทรัพย์จะติด DS ไว้บนหลักทรัพย์ เพื่อให้ผู้ลงทุนทราบว่าหลักทรัพย์นั้นมีภาวะซื้อขายผิดไปจากสภาพปกติในด้านราคาและ/หรือด้านปริมาณซื้อขายโดยที่ยังไม่ทราบเหตุผล และตลาดหลักทรัพย์กำลังตรวจสอบการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ติดเครื่องหมาย DS ตลาดหลักทรัพย์กำหนดข้อปฏิบัติว่า ผู้ซื้อจะต้องใช้เงินสดชำระค่าหุ้นทันที และผู้ขายจะต้องส่งมอบใบหุ้นทันทีเช่นเดียวกัน บริษัทสมาชิกต้องงดซื้อขายหุ้นที่ติดเครื่องหมาย DS เพื่อบัญชีตนเองและจะต้องรายงานรายชื่อผู้ซื้อขายหลักทรัพย์นั้น ๆ ให้ตลาดหลักทรัพย์ภายในเที่ยงวันของวันทำการถัดไป

ช่วงเวลาห้ามขายหุ้น (SILENT PERIOD)
ช่วงระยะเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดห้ามผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้เกี่ยวข้องกับผู้บริหารและ/หรือผู้เกี่ยวข้อง กับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนใหม่ ในการนำหุ้นบริษัทดังกล่าวที่ตนถือครองอยู่ออกขาย โดยทั่วไปช่วงเวลาห้ามขาย หุ้นจะประมาณ 6 เดือนนับแต่วันแรกที่ให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แต่ในบางกรณีอาจจะกำหนดให้นานกว่า 6 เดือนก็ได้ แต่ไม่เกิน 3 ปี

ข้อมูลจาก http://www.set.or.th นำเสนอโดย สยามอินโฟบิส

เพิ่มเติม : คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาดหุ้น




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2551 17:51:15 น.
Counter : 417 Pageviews.  

ข้อดีและข้อเสียที่ควรทราบก่อนใช้เครคิต

สภาพของสังคมในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปมาก การผู้บ้านผ่อนส่ง ขับรถผ่อนส่ง และใช้เครดิตซื้อของถือว่า เป็นเรื่องปกติ จนอาจพูดได้ว่า คนจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบาย หรูหร่า ทันสมัย ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วยังไม่อาจมีได้เนื่องจากยังมีเงินไม่เพียงพอ

ทำอย่างไรจึงจะให้การใช้เครดิตของคนเราไม่เป็นภาระ แต่ก่อให้เกิดประโยชน์และเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ให้กับเขาได้ สิ่งแรกที่คุณควรทราบคือข้อดีและข้อเสียของการใช้บัตรเครคิต

ข้อดีของการใช้เครดิต

1. Increase total consumption benefits เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการบริโภค บุคคลสามารถซื้อสินค้าหรือบริการได้มากกว่าจำนวนเงินที่เขามีอยู่ ซึ่งเหมาะกับผู้เริ่มต้นทำงาน หรือกำลังสร้างครอบครับ ที่ระยะแรกยังมีรายได้ไม่มากนัก แต่มีความจำเป็นที่ต้องการใช้จ่ายมาก


2. Convenience คือความสะดวกสบาย การซื้สินค้าและชำระค่าบริการด้วยบัตรเครดิตนั้นมีความสะดวก และปลอดภัยที่ไม่ต้องพกเงินทีละมากๆ และวิธีการชำระเงินก็สะดวกเพราะพอสิ้นเดือนหรือครบกำหนดทางสถาบันการเงินของบัตรเครดิตก็จะส่งสเตทเมนท์มาเรียกเก็บเงิน

3. Emergency use เป็นแหล่งเงินยามฉุกเฉิน เช่น เมื่อเกิดการว่างงานหรือเจ็บป่วยเงินออมที่มีอยู่อาจไม่พอ ก็สามารถเบิกมาใช้จ่ายก่อนได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

4. Protection against inflation ในภาวะเงินเฟ้อ การใช้บัตรเครดิตเป็นสิ่งจำเป็น และมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อได้ อย่างไรก็ตาม หากสังเกตจะเห็นว่า เมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็มักจะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจึงควรใช้เครดิตด้วยความระมัดระวัง

5. Investment purposes ในการซื้อสิ่งของหรือทรัพย์สินลงทุนบางรายการซึ่งมีมูลค่าสูงและราคาแพง บางคนไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะซื้อได้ เช่น บ้าน ที่ดิน หรือรถยนต์ เป็นต้น แต่ถ้าเปิดโอกาสให้มีการใช้เครดิตก็จะช่วยให้คนจำนวนมากได้มีโอกาสเป็นเจ้าของทรัพย์สินลงทุนที่มีค่าดังกล่าว

ข้อเสียของการใช้เครดิต

1. Overspending การใช้จ่ายเกินตัว เพราะสิ่งของบางอย่างไม่จำเป็นไม่ควรซื้อก็ซื้ออย่างไม่รังเร และมักซื้อโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้าก่อน จึงมักทำให้เกิดปัญหาทางการเงินในภายหลัง และเพื่อเป็นการป้องกันบุคคลควรวางแผนทำงบประมาณล่วงหน้า และควบคุมการใช้จ่ายให้อยู่ในขอบเขตของงบประมาณที่วางไว้

2. Contributory to inflation เป็นการส่งเสริมให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ เพราะถ้าคนส่วนใหญ่หันมาใช้เครดิตมากแล้ว ก็จะก่อภาวะ demand มากกว่า supply ซึ่งพลักดันให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น

3. High cost นอกจากต้นทุนของการใช้บัตรเครดิตที่เป็นอัตราดอกเบี้นที่ต้องจ่ายแล้วยังมีค่าธรรมเนียม ค่าสมาชิก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย ส่วนเรื่องการคำนวณต้นทุนของการใช้เครดิตจะอธิบายรายละเอียดภายหลัง

ที่มา : สยามอินโฟบิส โดย Chaiyanun




 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2551 17:40:34 น.
Counter : 221 Pageviews.  

กลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ถ้าผู้มีหน้าที่เสียภาษีศึกษาถึงระเบียนข้อบังคับในการปฏิบัติ และทางเลือกต่างๆ ของกฎหมายภาษีอากร ก็จะสามารถวางแผนการเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง และยังช่วยประหยัดเงินค่าภาษีที่ต้องจ่ายได้อีก โดยสิ่งที่ต้องตระหนักก่อนวางแผนภาษีคือ ศึกษากฎหมายภาษีอากรทุกมาตรา ติดตามการเปล่ยนแปลงของกฎหมายและข้อเท็จจริงอยู่เสมอ อย่าตามอย่างคนอื่นโดยไม่ศึกษาก่อน และสุดท้ายคือระลึกไว้เสมอว่า การวางแผนภาษีมีข้อจำกัด

การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

1. การเลือกหน่วยภาษี เช่น บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เป็นต้น แต่ละหน่วยภาษีมีความสามารถในการหัดลดหย่อนแตกต่างกัน ดังนั้นถ้าผู้เสียภาษีสามารถแยกหน่วยภีออกเป็นหลายๆ หน่วยเงินได้สุทธิก็แยกออกเป็นหลายจำนวน แต่ละหน่วยจะเสียภาษีในอัตราไม่สูงก็จะสามารถประหยัดเงินภาษีลงได้

เช่น นาย ก เป็นพนักงานบริษัทมีเงินได้ในปีที่ผ่านมา 300,000 บาท และนาย ก ยังเป็นเจ้าของร้านขายของชำด้วยซึ่งมีรายได้ในปีที่ผ่านมาอีก 200,000 บาท ถ้าไม่แยกหน่วยภาษีนาย ก ต้องนำเงินได้รวมทั้งสิ้น 500,000 บาท เสียภาษีโดยได้หักค่าลดหย่อน แต่ถ้าแยกหน่วยภาษีออกมาโดยร้านขายของชำจัดตั้งในรูปของคณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล รายได้ของแต่ะหน่วยภาษีนี้แยกจากกัน สามารถหักลดหย่อนของแต่ละหน่วยภาษีได้

การแยกหน่วยภาษีจะช่วยให้เสียภาษีน้อยลง อย่างไรก็ตามในบางกรณีแม้ว่าจะเป็นภีเพียงหน่วยเดียว แต่เลือกใช้วิธียื่นภาษีต่างกันก็ทำให้จำนวนภาษีที่ชำระต่างกันด้วย เช่นกรณีของสามีภรรยาใช้วิธีแยกยื่นหรือรวมยื่น เป็นต้น

2. การเลือกปีภาษี เนื่องจากตามประมวลรัษฎากรถือเอาเกณฑ์เงินสดเป็นเกณฑ์ในการเสียภาษีเงินได้ กล่าวคือ ได้รับภาษีเงินได้ในปีใดก็เอาเงินได้ที่ได้รับมาเสียภาษีในปีนั้น ดังนั้นหากสามารถยืดเวลาการรับเงินได้ที่จะพึงได้รับออกไป โดยเลื่อนไปรับในปีภาษีถัดไปก็สามารถลดภาระภาษีลงได้

3. การเลือกประเภทของเงินได้ เงินแต่ละประเภทมีการหักค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน เช่น เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานก็หักค่าใช้จ่ายได้ลักษณะหนึ่ง หรือเงินได้จากวิชาชีพอิสระ อันได้แก่ วิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และปราณีตศิลปกรรม มีการหักค่าใช้จ่ายได้อีกลักษณะหนึ่ง

4. การเลือกใช้ประโยชน์จากข้อยกเว้นที่กฎหมายยอมให้ ในมาตรา 42 แห่ง ประมวลรัษฎากรได้ระบุเงินได้บางประเภทที่ได้รับการยกเว้น เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะ เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม ค่าสินไหม เป็นต้น

5. การกระจายรายได้ที่จะได้รับให้แก่ผู้อื่น เช่น นาย ก มีเงินได้จากเงินเดือนบริษัทและเงินได้จากกิจการบ้านเช่าอีก ซึ่งเงินได้ดังกล่าวเมื่อรวมกันจะเป็นจำนวนมาก และต้องเสียภาษีในอัตราสูง แต่ถ้านาย ก ให้บุตรของตนซึ่งไม่มีรายได้มีสิทธิเก็บเงินในบ้านเช่า และให้ผู้เช่าทำสัญญาเช่ากับบุตร นาย ก โดยตรง รายได้ค่าเช่าจะเสียในนามของบุตรนาย ก

6. การถือเอาประโยชน์จากการหักค่าลดหย่อน เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้เสียภาษี และเป็นการส่งเสริมการลงทุน การออม การสร้างสวัสดิการทางสังคม ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มีการหักค่าลดหย่อนได้หลายประเภท ซึ่งสามารถดูรายละเอียดได้ที่ กรมสรรภากร ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง?

7. การพิจารณากำหนดประเภทเงินได้ เพื่อดูว่าเงินได้ดังกล่าว จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ถ้าผู้เสียภาษีสามารถกำหนดรูปแบบข้อตกลงของสัญญากับผู้ว่าจ้าง ซึ่งหากสามารถตกลงกำหนดประเภทเงินได้ โดยไม่ต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ผู้เสียภาษีซึ่งเป็นผู้รับเงินก็สามารถนำเงินนั้นไปหาผลประโยชน์ได้ก่อน แล้วค่อยนำมาเสียภาษีอากรในภายหลัง

ที่มา : สยามอินโฟบิส โดย Chaiyanun




 

Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2551 21:26:12 น.
Counter : 365 Pageviews.  

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้น

การขึ้นหรือลงของหุ้นนั้นเกิจจากปัจจัยหลายอย่าง แต่ถ้าพูดโดยกว้างๆ แล้ว ราคาหุ้นจะสะท้อนถึง ข่าว หรือข้อมูลที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการได้รับงานโครงการใหม่ๆ ของบริษัท , กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น/ลดลง , สถานการณ์ทางการเมือง หรือแม้แต่เหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ข่าวเกือบทุกประเภทสามารถส่งผลกระทบต่อราคาของหุ้นได้เสมอ แม้แต่ข่าวพยากรณ์อากาศ

ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการปรับอัตราดอกเบี้ย ราคาของหุ้นบางกลุ่มจะมีการเคลื่อนไหว นั่นก็เพราะว่ามีนักลงทุนบางกลุ่มพยายามที่จะคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดไป เพื่อที่จะได้ปรับพอร์ตของตนให้เหมาะสมกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งบางครั้งอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้

ถ้าคุณต้องการจะประสบความสำเร็จในการลงทุน คุณต้องรู้ว่าข่าวไหนที่คุณควรให้ความสนใจ และข่าวไหนที่ไม่ต้องให้ความสนใจเลย นี่จะทำให้คุณสามารถตัดสินใจจะซื้อหรือขายหุ้นได้อย่างถูกต้อง

ข่าวเศรษฐกิจ

สภาพเศรษฐกิจของโลกเป็นพื้นฐานสำคัญที่มีผลกับราคาหุ้น หากเศรษฐกิจดี บริษัทต่างๆก็จะขายสินค้า/บริการ ได้มาก กำไรก็จะดี ราคาหุ้นก็น่าจะขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี บริษัทมีกำไรลดลง ราคาหุ้นก็น่าจะตก

นักลงทุนนั้น พยายามที่จะวิเคราะห์ข้อมูลมากมาย เพื่อคาดการณ์เศรษฐกิจว่าอะไรจะเกิดขึ้น แล้วปรับพอร์ตของตนให้เหมาะสม โดยจะเห็นว่า บ่อยครั้งที่ตลาดหุ้นแสดงสัญญาณทางเศรษฐกิจล่วงหน้า

ดังนั้น หากคุณต้องการประสบความสำเร็จ คุณต้องติดตามข้อมูลข่าวสารทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลที่คุณต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงาน, ตัวเลขยอดค้าปลีก, ตัวเลขด้านการผลิต, รายงานเศรษฐกิจต่างๆ (เช่น การขึ้น/ลดของอัตราดอกเบี้ย) และยอดการนำเข้า-ส่งออก

เมื่อคุณพิจารณาข้อมูลเหล่านี้แล้ว ไม่เพียงแต่ต้องรู้ว่า มันจะส่งผลกระทบอย่างไร แต่ต้องรู้อีกว่า มันกระทบต่ออุตสาหกรรมใดมากที่สุด และอุตสาหกรรมใดน้อยที่สุด ตัวอย่างเช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างมากที่สุด ในขณะที่กลุ่มค้าปลีกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะผู้คนจะมีการจับจ่ายน้อยลง แต่ในส่วนของกลุ่มผู้ผลิตยา อาจจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย เพราะเป็นปัจจัยสี่ ยังไงคนก็ต้องกิน ต้องใช้

บริษัทที่กำไรค่อนข้างผูกติดอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ เราเรียกว่า Cyclical Stocks ส่วนบริษัทที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบเรียกว่า Defensive Stocks คุณจึงเห็นได้ว่า เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี นักลงทุนจะย้ายเงินลงทุนจาก Cyclical Stocks ไปยัง Defensive Stocks

ข่าวของบริษัทเอง

ข่าวของบริษัทจะมีผลต่อราคาหุ้นอย่างมาก เช่น ถ้าบริษัทส่งสัญญาณว่ากำลังลำบาก ราคาหุ้นจะตกลงอย่างมาก แต่ถ้าผู้บริหารบริษัทเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทเอง มันก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังจะปรับตัวดีขึ้น

ข่าวของบริษัทส่วนใหญ่จะถูกตีความโดยนักวิเคราะห์ หรือสื่อต่างๆ ซึ่งอาจจะผิดพลาดได้ ดังนั้นเพื่อที่จะก้าวนำคนอื่น คุณจะต้องใช้ความระมัดระวังในการวิเคราะห์ข่าวที่บริษัทแจ้งออกมา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูกแสดงไว้ในเว็บของบริษัทนั้นๆ

คุณต้องพยายามพิจารณาข้อมูลที่ได้มาในทุกแง่มุม ตัวอย่างเช่น บริษัท B ที่เป็นคู่แข่งกับบริษัท A ออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อยอดขายและกำไรของสินค้าของบริษัท A ก็อาจทำให้ราคาหุ้นของบริษัท A อาจตกลงได้ หรือในอีกตัวอย่างหนึ่ง บริษัทผู้ผลิตมือถือได้ออกผลิตภัณฑ์ เป็นมือถือที่ถ่ายรูปได้ บริษัทที่เป็นซัพพลายเออร์ ให้กับบริษัทนี้ก็น่าจะได้รับผลดีตามไปด้วย ก็อาจทำให้ราคาหุ้นของบริษัทซัพพลายเออร์เพิ่มสูงขึ้นได้ เป็นต้น

อ่านต่อ...




 

Create Date : 30 มกราคม 2551    
Last Update : 30 มกราคม 2551 12:46:14 น.
Counter : 2419 Pageviews.  

1  2  

ice coffee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Myspace Layouts & CommentsMyspace Layouts @ JellyMuffin.com
Friends' blogs
[Add ice coffee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.