ผู้พลิกชะตาชีวิตของเราคือตัวเรา รับปรึกษาดวงชะตาและแก้ไขดวงชะตาแบบไม่ยุ่งยากและส่งผลเร็ว ไหว้พระหรืออธิฐานจิตและ กรวดน้ำ ก่อนโทรเข้ามาปรึกษานะค่ะ
 
บทสวดพระพุทธคุณ หลวงพ่อจรัล

อานิสงส์ของการสวดพระพุทธคุณ ของ หลวงพ่อจรัล

อานิสงส์ของการสวดพระพุทธคุณ
ของพระเทพสิงหบุราจารย์ หลวงพ่อจรัล
เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี
และ
เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
และ
บทสวดมนต์ถวายพรพระ (อิตปิโสฯ,พาหุงฯ,มหากาฯ)
และ คำแปลบทพาหุงฯ

อนุโมทนา

สวดมนต์ไหว้พระเป็นธรรมประจำชีวิตเป็นข้อคิดประจำชีวิตเกิดผลผลิเพื่องอกงามสร้างความดีให้แก่ตนผลกำไรเป็นความดีเพื่อมอบให้แก่เพื่อนร่วมชาติ ร่วมโลกได้อยู่ด้วยความมีโชค ดีทุก ๆ
ท่านขอให้ท่านพร้อมสมาชิกในครอบครัวได้สวดมนต์กันทุกคน ทุกครอบครัว เพื่อเป็นมงคล ในชีวิต จะเกิดฐานะดีมีปัญญาจะได้มีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปในชีวิต
ขอให้ท่านชวนลูกหลานทุก ๆ คนสวดมนต์ก่อนนอน ถ้าท่านทั้งหลาย ตั้งใจ - ศรัทธา เชื่อมั่น ลูกหลานได้สวดมนต์ตามหนังสือนี้แล้ว ผลที่ได้รับจากการสวดมนต์นั้น
ลูกหลานจะมีระเบียบวินัยที่ดี
ลูกหลานจะไม่เถียง จะเคารพเชื่อฟังพ่อ -แม่ เขาจะรู้ว่าเขาเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ - จะวางตัวได้เหมาะสม
เมื่อเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวก็จะเป็นลูกหลานที่ดีของพ่อแม่เป็นพลเมืองดีของสังคมและประเทศชาติ
ผู้ที่สวดและปฏิบัติเป็นประจำจะเจริญรุ่งเรืองพัฒนาสถาพร จะรวย จะสวย จะดีมีปัญญาจะสมประสงค์ในสิ่งที่ดีงาม ตลอดไปทุกประการ


อานิสงส์ของการสวดพระพุทธคุณ


อาตมาสังเกตมาว่า บางคนเขาไปหาหมอดูเคราะห์ร้ายก็ต้องสะเดาะเคราะห์อาตมาก็มาดูเหตุการณ์โชคลางไม่ดีก็เป็นความ จริงของหมอดูอาตมาก็ตั้งตำราขึ้นมาด้วยสติบอก โยมไปสวดพุทธคุณเท่าอายุให้เกินกว่า ๑ ให้ได้ เพื่อให้สติดีเท่าที่ใช้ได้ผลสวดตั้งแต่นะโมพุทธังธรรมมังสังฆังพุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณพาหุงมหากาจบแล้วย้อนกลับมาข้างต้น เอาพุทธคุณห้องเดียว ห้องละ ๑ จบต่อ ๑อาย ุอายุ๔๐ สวด ๔๑ อายุ ๓๕ สวด ๓๖ ก็ได้ผล

มีชาวคริสต์คนหนึ่งอยู่แถวลาดพร้าว อายุ ๕๑ ปี มีลูกชายคนเดียว สามีตาย เป็นเศรษฐีที่ กทม. ราชาที่ดิน ที่ดินข้างคลองแสนแสบของเขาทั้งนั้นไปจรดลาดพร้าวหลายร้อยไร่ เมื่อสมัยก่อนก็ขายได้หลายร้อยล้าน เป็นผู้มีเงิน ลูกชายเรียนหนังสือไม่เก่งก็ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ไปเรียนปริญญาที่อเมริกา ลูกไม่เอาไหน ไปก็ไปซื้อรถเก๋งพาจิ๊กโก๋ไปหาจิ๊กกี๋ ๓ ปีแล้ว ก็มีหนังสือมาหลอกแม่เรื่อยเรียนใกล้สำเร็จแล้วขอเงินอีก ๑ แสน อีก ๕ แสน

แล้วในที่สุด เขาไม่รู้จะไปหาที่พึ่งที่ไหน ก็ไปหาหมอดู หมอดูก็เอาเงินสะเดาะห์เคราะห์ ลูกถึงจะเรียนได้แล้วก็ได้เงินสะเดาะเคราะห์ ไปหาหมอทำก็ไม่สามารถจะทำให้เรียนสำเร็จได้ แต่พอดี ก็มีคนสิงห์บุรีไปเป็นลูกจ้างบ้านนั้น เขาเป็นนายทุนให้ ก็พากันไปนครสวรรค์กลับมาเขาก็เลยอยากจะให้อาตมาช่วย เขาก็พามาแวะ เขาบอกอย่าแวะ ก็เลยแกล้งเพทุบายว่า ปวดท้องแวะเข้ามาวัดนี้หน่อย จะหาห้องน้ำ แวะเข้ามาแล้ว นายทุนคนนี้ก็เข้าห้องน้ำด้วยคนนั้นก็มาบอกกับอาตมาว่าหลวงพ่อ ช่วยทีเถอะ แต่อาตมาก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นคริสต์ บอกช่วยหน่อยเถอะเขามีลูกชายคนเดียว ผมก็ขอยืมเงิน เขาใช้เรื่อย เราก็นึกในใจขอดูหน้าก่อน แล้วเขาก็พามา แล้วก็บอกให้ฟังว่า ลูกชายไปเรียนที่อเมริกา ไม่เอาไหนเลย พอรู้เข้าว่าเขาเรียนไม่สำเร็จ ไปเที่ยวพานักศึกษาไทยไปเสียหายกัน ฉันก็จะเป็น โรคประสาทแล้ว ท่านจะมีทางช่วยได้ไหมดูหน้าแล้วก็รู้ว่าลูกชายต้องสำเร็จปริญญาโท แล้วจะสำเร็จปริญญาเอกด้วยแต่ทำไม่เรียนไม่สำเร็จ เดี๋ยวมีวิธีแก้เพราะลักษณะบอกให้รู้ถึงลูกด้วยว่าลูกชายต้องเรียนสำเร็จ แต่ทำไมถึงเรียนไม่สำเร็จ

มีวิธีแก้ อาตมาก็บอกว่า โยมไปสวดมนต์ สวดพุทธคุณ ๕๒ จบ, เพราะตอนนี้อายุ ๕๑ เขาก็บอก “ฉันสวดไม่ได้ ฉันเป็นคริสต์” “พระบิดา พระบุตร พระจิต สวดได้ไหม ?” “ฉันก็เป็นคริสต์แบบชาวพุทธที่สวดมนต์ไม่เป็น ไปวัดเข้าโบสถ์ก็เข้าไปอย่างนั้นเอง” วันนั้นก็เจ๊าไป ไม่ยอมรับ ก็อยู่ ได้อีก ๔ - ๕ เดือน อาตมาจำหน้าได้ ทีนี้ไม่มีคนพามา เขามากันเอง ๓ คน บอกว่า “ฉันยอมจำนน” บอก “เอาอย่างนี้โยม ไปซื้อหนังสือสวดมนต์เข้าเล่มหนึ่ง” “ฉันไม่อยากให้หนังสือสวดมนต์มีในบ้านฉัน ท่านช่วยเขียนให้หน่อย อาตมาก็ต้องเขียน พอตอนหลังขี้เกียจเขียนต้องพิมพ์เป็นใบ นี่พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา “ฉันไม่นับถือพระ ฉันจะสวดได้หรือ” “ที่นอนนั่นแหละ สวดไปก่อน” อาตมา หาอุบาย เลยก็สวดพาหุงมหากา “ฉันท่องไม่ได้” “อ่านตามตัว” “แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า อายุ ๕๑ สวด ๕๒“ “ใช้ก้านไม้ขีดทิ้งเข้าซิทำไปก่อน” เขาเลยมั่นใจ คิดว่าจะทำได้บอกว่า “โยมสวดมนต์เสร็จแล้วแผ่เมตตาให้ลูก อย่าด่าลูกนะ อย่าแช่งลูก ให้ลูกมีความเจริญสุขและให้ลูกมีความตั้งใจเรียนหนังสือให้สำเร็จ พอไปสวดได้ ๓ เดือน ท่องได้หมดเลย หนักเข้าไม่ต้องใช้ก้านไม้ขีดแล้ว จึงเกิดอานิสงส์ ๒ ประการ

หนึ่ง โรคประสาทหาย กินได้นอนหลับ ชื่นอกชื่นใจ นอนหลับ เมื่อนอนหลับก็ใจดี เริ่มแผ่ ส่วนกุศลให้ลูกถึงแล้ว บุญกุศลของแม่จะถึงลูกถึงตอนไหนรู้กันตอนนี้ เพราะลูกนี่เฟ้อในการเงินขอเงินแม่เรื่อยไม่รู้จักบุญกุศลของแม่แต่ประการใด วันนั้นบุญกุศลของแม่ถึงประมาณ ๖ เดือนหลังสวดมนต์ อาตมาจดไว้วันนั้นพอดีลูกชายพาพวกนักศึกษาไทยที่ส่งด้วยทุนของตัวเอง ไปเที่ยวขับรถไปชนเสาไฟฟ้าเพื่อนอยู่ข้างหลังกระเด็นรออกจากรถหมดไม่ตายไม่เป็นอะไรเลย แต่เจ้านี่ต้องไปอัดก๊อบปี้กับเสาไฟฟ้า เสาล้มต้องเสียเงินหลายแสน พวงมาลัยอัดหน้าอกไปโคม่าอยู่โรงพยาบาลไม่รู้สึกตัว แล้วพอดีมีลูกพี่ อยู่คนหนึ่งเป็นแพทย์อยู่ที่อเมริกาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ก็ไปเยี่ยม ถ้าจะไปไม่รอด ตายแน่ ก็ให้อ๊อกซิเยน นายแพทย์อเมริกาบอกว่าไม่รอดแน่ วันนั้นผ่านไป รุ่งขึ้นลืมตาพอรอดมาแล้ว ปวดเมื่อยจะตายน้ำตาร่วงคิดถึงแม่ นี่คนเราพอมีทุกข์ถึงจะคิดถึงแม่ มันเฟ้อไปในสังคมมันจะไม่คิดถึงแม่ บางคนอายุ ๘๐ แก่จะตาย เวลาใกล้ตายหลง คิดถึงแม่ ร้องแม่จ๋า แม้กระทั่งแม่ตายไปตั้งนานแล้ว อย่างนี้แน่นอน มันทุกข์หนักบอกปวดเมื่อยทั่วสรรพางค์กาย คุณแม่จ๋ารำพึงรำพันคิดถึงแม่

ข้อสอง ลูกคิดถึงแม่ ถ้าแม่ทราบว่าหนูไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว แม่จะเสียใจแค่ไหน แม่ทราบ เข้าก็ดีอกดีใจมาวัดเลย เลี้ยงเพลพระ พระสวดธรรมจักรให้ ๑ จบ ในที่สุดพอลูกชายกลับจากอเมริกา พาลูกมาวัดเลย อาตมาให้พระบูชาไป ๑ องค์ แม่ก็เล่าเรื่องให้ลูกฟังเพราะเหตุอย่างนี้ ลูกเลยสวดมนต์ภาวนาแล้วเข้าไปวัดไทยไปนั่งวิปัสสนาที่เมืองนอก เจ้าคุณเทพโสภณ (ปัจจุบันคือพระธรรมราชานุวัตร) หรือหลวงเตี่ย ปัจจุบันจำพรรษาอยู่วัดโพธิ์ท่าเตียน กรุงเทพฯ รู้จักแต่ไม่รู้เรื่องของวัดอัมพวัน รู้ว่าเจ้านี่มันนักกัมมัฎฐานปริญญาเอก เดี๋ยวนี้ไม่ยอมกลับบ้าน แม่บอกหลวงพ่อให้ฉันสวดมนต์อะไรให้ลูกกลับประเทศไทย ไม่มีกลับ เรารู้แล้วไม่กลับแน่
อันนี้ได้ผลแน่นอน ขอฝากไว้ว่าเด็กหรือใครก็ตามต้องประสบทุกข์จึงจะคิดถึงแม่ ถ้าไม่ประสบทุกข์ให้เงินไปมันเฟ้อ ไม่คิดถึงแม่ ต้องประสบทุกข์จึงจะเห็นตัวธรรมะ เห็นอกเห็นใจเลยเชียว เขามาเล่าให้อาตมาฟังบอกหลวงพ่อครับ ผมไม่คิดถึงแม่เลย ๓ - ๔ ปีที่อยู่อเมริกา แต่ก็คิดถึงแม่ ว่าอยู่กับแม่ป้อนข้าวให้ พัดวีให้ได้ คิดอย่างนี้เลยจึงกลับ แม่ก็เลยเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อนี่ช่วยเอาไว้ เขาเลื่อมใส อาตมาบอกว่า ถ้าเชื่อนะไปตัดผมเดี๋ยวนี้ เพราะผมเขายาวประบ่า เลยตัดผมที่สิงห์บุรี เจ้าคนนี้บอกว่า แหมหลวงพ่อผมนี่ผลาญเงินแม่ไปหลายล้านบาท นี่เห็นได้ชัดมาก ดังที่กล่าวมาแล้ว อาตมาก็ตั้งตำรา ถ้าคนไหนเคราะห์ร้ายสวดพุทธคุณ


เมื่ออาตมาได้พบกับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว

คืนวันหนึ่งอาตมานอนหลับแล้วฝันไปว่า อาตมาได้เดินไปในสถานที่แห่งหนึ่งได้พบกับ พระสงฆ์รูปหนึ่งครอบจีวรคร่ำ สมณสารูปเรียบร้อยน่าเลื่อมใสอาตมาเห็นว่าเป็นพระอาวุโส ผู้รัตตัญญู จึงน้อมนมัสการท่าน ท่านหยุดยืนตรงหน้าอาตมาแล้วกล่าวกับอาตมาว่า “ฉันคือสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา ฉันต้องการให้เธอได้ไปที่วัดใหญ่ ชัยมงคล เพื่อดูจารึกที่ฉันได้จารึกถวายพระเกียรติแก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้เป็นเจ้า เนื่องในวาระ ที่สร้างพระเจดีย์ฉลองชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาแห่งพม่าและประกาศความเป็นอิสระของ ประเทศไทยจากหงสาวดีเป็นครั้งแรก เธอไปดูไว้แล้วจดจำมาเผยแพร่ออกไป ถึงเวลาที่เธอจะได้รับรู้แล้ว "

ในฝันอาตมารับปากท่าน ท่านก็บอกตำแหน่งให้แล้วก็ตกใจตื่นนอนใกล้รุ่ง อาตมาก็ทบทวนความฝันก็นึกอยู่ใจในว่าเราเองนั้นกำหนดจิตด้วยกรรมฐานมีสติอยู่เสมอ เรื่องฝันฟุ้งซ่านเป็นไม่มี อาตมาก็ได้ข่าวในวันนั้นแหละว่า ทางกรมศิลปากรทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ใหญ่ในวัดใหญ่ชัยมงคลและจะทำการบรรจุบัวยอดพระเจดีย์ อันเป็นนิมิตหมายการสิ้นสุดการบูรณะ แล้วจะรื้อนั่งร้านทั้งหมดออกเสร็จสิ้น

อาตมาจึงได้ขอร้อง ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร ให้เลื่อนการปิดยอดบัวไปอีกวันหนึ่งเพื่อที่อาตมาจะได้นำซุ้มเสมาชัย ซุ้มเสมาขอ ที่อาตมาได้สร้างขึ้นตามแบบดั้งเดิมที่พบในเจดีย์ใหญ่ใกล้กับวัดอัมพวันซึ่งพังลงน้ำ ที่ก๋งเหล็งเป็นคนรวบรวมเอามาให้อาตมาตั้งแต่เมื่อเริ่มมาพัฒนาวัดใหม่ ๆ แต่แตกหักผุพังทั้งนั้นหลายสิบปี๊บ อาตมาได้ป่นเอามาผสมสร้างเป็นองค์พระใหม่ไปร่วมบรรจุไว้ที่ยอดพระเจดีย์บ้าง วันนั้นอาตมาเดินทางไปถึงก็ได้เดินขึ้นไปบนเจดีย์ตอนที่สุดบันไดแล้ว มองเห็นโพรงที่ทางเขาทำไว้สำหรับลงไปด้านล่าง มีร้านไม้พอไต่ลงไปภายในตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าลงไปคราวนี้ ถ้าพลาดตกลงไปจากนั่งร้านม้าก็ยอมตาย คนที่ร่วมเดินทางมาด้วยเขามัวแต่ไปบนลานชั้นบน อาตมาก็ดิ่งลงไปชั้นล่าง มีไฟฉายดวงหนึ่งเวลานั้นประมาณ ๐๙.๐๐ น. อาตมาลงไปภายในแล้วก็พบนิมิตดังที่สมเด็จพระพนรัตน์ ได้บอกไว้จริงๆ อาตมาจึงได้พบว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ท่านได้จารึกถวายพระพร ก็คือ บทสวดที่เรียกว่า "พาหุง มหาการุณิโก” ท้ายของนิมิตนั้นระบุว่า “เราสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ศรีอโยธเยศ คือผู้จารึกนิมิตรจนาเอาไว้ถวายพระพรแด่มหาบพิตรเจ้าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พาหุงมหากาก็คือบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วก็พรพาหุง อันเริ่มด้วยพาหุงสหัสไปจนถึงทุคคาหทิฏฐิ แล้วเรื่อยไปจนถึงมหากรุณิโก นาโถ หิตายะ และจบลงด้วย ภะวะตุสัพพะ มังคลัง สัพพะพุทธา สัพพะธัมมา สัพพะสังฆานุ ภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต อาตมาเรียกรวมกันว่า พาหุงมหากา อาตมาจึงเข้าใจในบัดนั้นเองว่าบทพาหุงนั้นคือบทสวดมนต์ที่สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ได้ถวายให้พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้สวดเป็นประจำเวลา อยู่กับพระมหาราชวังและ ในระหว่างศึกสงคราม จึงปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้าทรงรบ ณ ที่ใด ทรงมีชัยชนะอยู่ตลอดมามิได้ทรงเพลี่ยงพล้ำเลย แม้จะเพียงลำพังสองพระองค์กับสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า ท่ามกลางกองทัพพม่าจำนวนนับแสนคนก็ทรงมีชัยชนะเหนือกองทัพพม่าด้วยการกระทำยุทธหัตถีมีชัยเหนือ พระมหาอุปราชา ณ ดอนเจดีย์ปูนียสถาน แม้ข้าศึกจะยิงปืนไฟเข้าใส่พระองค์ในตอนที่เข้ากันพระศพของพระมหาอุปราชาออกไปราวกับห่าฝนก็มิปาน แต่ก็มิได้ต้องพระองค์ด้วยเดชะพาหุงมหากาที่ทรงเจริญอยู่เป็นประจำนั่นเอง

อาตมาพบนิมิตแล้ว ก็ไต่ขึ้นมาด้วยความสบายใจถึงปากปล่องที่ลงไปใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงเนื้อตัวมีแต่หยากไย่ เดินลงมาแม่ชีเห็นเข้ายังร้องว่า “หลวงพ่อเข้าไปในโพรงนั้นมาหรือ” แต่อาตมา ไม่ตอบ

ตั้งแต่นั้นมา อาตมาจึงสอนการสวดพาหุงมหากาให้แก่ญาติโยมเป็นต้นมา เพราะอะไร เพราะพาหุงมหากานั้นเป็นบทสวดมนต์ที่มีค่าที่สุด มีผลดีที่สุดเพราะเป็นชัยชนะอย่างสูงสุดของ พระบรมศาสดา จากพญาวัสวดีมาร จากอาฬาวกะยักษ์จากช้างนาฬาคิรี จากองคุลีมาล จากนางจิญมานวิกา จากสัจจุกะนิครนธ์ จากพญานันโทปนันทนาคราช และท่านท้ายผกาพรหม เป็นชัยชนะที่พระพุทธองค์ทรงได้มาด้วยอิทธิปาฏิหารและด้วยอำนาจแห่งบารมีธรรมโดยแท้ ผู้ใดได้สวดไว้เป็นประจำทุกวัน จะมีชัยชนะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน มีสติ ระลึกได้จะตายก็ไปสู่สุคติภูมิ

ขอให้ญาติโยมสวดพาหุงมหากากันให้ทั่วหน้านอกจากจะคุ้มตัวแล้ว ยังคุ้มครองครอบครัว ได้ สวดมาก ๆ เข้า สวดกันทั้งประเทศก็ทำให้ประเทศมีแต่ความรุ่งเรือง พวกคนพาลสันดานหยาบก็ แพ้ภัยไปอย่างถ้วนหน้า

ไม่ใช่แต่พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่านั้นที่พบความมหัศจรรย์ของบทพาหุงมหากา แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงพบเช่นกันโดยมีบันทึกโบราณบอกไว้ว่าดังนี้ “เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว ก็ทรงเห็นว่าสงครามกู้ชาติต่อจากนี้ไป จะต้องหนักหนาและยืดยาวจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระยอดธงแบบศรีอยุธยาขึ้นแล้วนิมนต์พระเถระ ทั้งหลายมาสวดบทพาหุงมหากาบรรจุไว้ในองค์พระ และพระองค์ก็ทรงเจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วยการเจริญพาหุงมหากาจึงบันดาลให้ทรงกู้ชาตสำเร็จ”

สวดพาหุงมหากากันให้ได้ทุกบ้าน สวดให้ได้มาก ๆ จะมีแต่ความรุ่งเรือง สวดพาหุงมหากาก่อนแล้วจึงสวดชินบัญชร เพราะชินบัญชรนั้นเจ้าประคุณสมเด็จท่านใช้สวดบูชาพระอรหันต์ของท่าน ต้องสวดพาหุงมหากาก่อนแล้วจึงมาถึงชินบัญชรให้จดจำกันเอาไว้นั่นแหละมงคลในชีวิต


วิธีสวด

ให้เริ่มสวดตั้งแต่บทกราบพระถึงพาหุงมหากา เพียง ๑ จบ
จากนั้นให้สวดบทอิติปิโส เท่าอายุบวกด้วย ๑
เสร็จแล้วให้แผ่เมตตา
จบแล้วให้แผ่ส่วนกุศล
เสร็จแล้วจึงอธิษฐานตามสิ่งที่ท่านปรารถนา
จากนั้นจึงสวด พระคาถาชินบัญชร


บทกราบพระ

อะระหัง สัมมาสัมพุทธโธ ภะคะวา
พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง
นะมัสสามิ (กราบ)
สุปันฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะ
สังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

นมัสการพระรัตนตรัย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธธัสสะ (สวด ๓ จบ)

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณั คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ถวายพรพระ (อิติปิโส)

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุต ตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุส สานัง พุทโธ ภะคะวาติ (พุทธคุณ)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฎฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหีติ (อ่านว่า วิญญูฮีติ)(ธรรมคุณ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ (สังฆคุณ)


พาหุง

พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะ สุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถัง คุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธีนา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะ ภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิ ภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง (อ่านว่า พรัมมัง) วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะ เนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ (ถ้าสวดให้ตัวเอง เปลี่ยน เต*เม )


มหากา

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะ ปาณินัง ปูเราวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุต ตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโหตุ เต* ชะยะมังคะลังฯ

ชะยันโตโพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมัง คะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโตจะ สุยิฏฐัง พรัหมะ (อ่านว่า พรัมมะ) จาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต* ฯ (ถ้าสวดให้ตัวเอง เปลี่ยน เต* เป็น เม)

อิติปิโส เท่าอายุ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
(ให้สวดเกินอายุ ๑ จบ เช่น อายุ ๔๒ ปี ต้องสวด ๔๓ จบ)

บทแผ่เมตตา

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิด ฯ


บทแผ่ส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้าจงมีความสุข

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุข

อิทัง เม คุรู ปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ สัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพสัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข ทั่วหน้ากันเทอญ

คำแปลคาถาพาหุง

คาถาพาหุงบทที่ ๑

(๑) พระจอมมุนีได้ทรงชนะพญามารผู้นิรมิตแขนมากตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่คชสารชื่อ ครีเมขละ พร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องก้องกึก ด้วยธรรมวิธีคือทรงระลึกถึงพระบารมี ๑๐ ประการที่ทรงบำเพ็ญแล้ว มีทานบารมี เป็นต้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

พญาวสวัตดีมาร

ในเย็นวันที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ซึ่งเป็นวันเพ็ญเดือนวิสาขะ ตอนเช้าพระองค์ได้ทรงรับข้าวมธุปายาส (ปายาสเป็นข้าวชนิดหนึ่งที่หุงเจือด้วยน้ำนมและน้ำตาลมธุปายาสเป็นข้าวปายาสเจือน้ำผึ้ง ใช้เป็นของหวานในงานรื่นเริง) จากนางสุชาดา ตอนเย็นทรงรับหญ้าคาจากโสตถิยะพราหมณ์ที่นำ มาถวายจำนวน ๘ กำและทรงใช้หญ้าคาลาดเป็นที่ประทับนั่งที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราโดยนั่งขัดสมาธิ (นั่งคู้เข่าทั้งสองข้างให้แบะลงที่พื้น แล้วเอาขาไขว้กันทับฝ่าเท้า) พระบาท (เท้า) ขวาวางทับพระบาทซ้าย พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย แล้วทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าถ้ายังไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตราบใด จักไม่ยอมลุกขึ้นตราบนั้น แม้ว่าเนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตามที ซึ่งเทพยดาและพรหมทุกชั้นต่างพากันมาสักการบูชากันอย่างพร้อมพรั่ง ฝ่ายพญาสวัตดีมาร ผู้ครอบแดนหนึ่งในสวรรค์ชั้นสูงสุดในระดับกามาวจร ซึ่งได้ติดตามหาโอกาสขัดขวางพระพุทธองค์มาตั้งแต่เสด็จออกผนวช มาครั้งนี้หมายจะมากล่าวตู่ยึดเอาบัลลังก์ที่ ประทับ จึงได้เนรมิตแขนข้างละพัน แต่ละแขนถืออาวุธต่าง ๆ เช่น ดาบ หอก ธนู หลาวเหล็ก ฯลฯ ขึ้นคอช้างครีเมขละได้ยกกำลังเสนามารมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ทั้งบนเวหา บนดินและใต้บาดาล ส่งเสียงโห่ ดัง กึกก้อง จนเทพยดาและพรหมที่มาประชุมกันต่างตกใจกลัวหนีไปคนละทิศคนละทางพระพุทธองค์ทรงระลึกถึงบารมี ๓๐ ทัศ (บารมี ๑๐ ประการ แต่ละประการมี ๓ ระดับ) ที่ทรงบำเพ็ญแล้วมีทานบารมี เป็นต้น แล้วประทับสงบนิ่งอยู่ พญาวสวัตดีมารสั่งเสนามารเข้ารุกไล่พลางระดมอาวุธเข้าใส่ อาวุธ เหล่านั้นกลับกลายเป็นเครื่องสักการบูชาไปหมดสิ้น พญามารได้ใช้วาจาให้พระพุทธองค์ลุกขึ้นโดย อ้างว่าบัลลังก์ที่ประทับเป็นของตนโดยให้เสนามารทั้งหลายเป็นพยาน ฝ่ายพระพุทธองค์มองหาใคร เป็นพยานไม่ได้จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาแล้วทรงชี้พระดรรชนี (นิ้วชี้) ลงกับพื้นธรณี แม่พระธรณีจึง ผุดขึ้นพร้อมกับบีบน้ำออกจากมวยผม น้ำนั้นคือ ทักษิโณทก ที่พระพุทธองค์ทรงกรวดน้ำทุกครั้งที่ทรงบำเพ็ญบุญบารมีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ซึ่งแม่พระธรณีเก็บไว้ที่มวยผม เมื่อนางบีบมวยผมน้ำก็ไหล ออกมากลายเป็นท้องทะเลท่วมทัพพญามารพ่ายแพ้ไปจนหมดสิ้น


คาถาพาหุงบทที่ ๒

๒) พระจอมมุนีได้ทรงชนะอาฬวกยักษ์ผู้มีจิตกระด้างดุร้ายเหี้ยมโหดมีฤทธิ์ยิ่งกว่าพญามาร ผู้เข้ามาต่อสู้ยิ่งนักจนตลอดรุ่งด้วยวิธีที่ทรงฝึกฝนเป็นอันดี คือ ขันติบารมี ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมี แก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

ยักษ์มาจากไหน

มีคนกล่าวว่าเริ่มเดิมทียักษ์ก็เหมือนกับพวกเราแต่เป็นคนเจ้าโทสะ มีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ แม้ใจเป็นบุญจึงได้บุญแบบตก ๆ หล่น ๆ พอละโลกไปแล้วแทนที่จะเป็นเทวดา กลับต้องไปเป็นยักษ์ที่มี ร่างกายโตเหมือนเทวดาแต่หยาบกว่า มีขนที่หยาบแข็งเหมือนเส้นเชือก ตาแดงก่ำเหมือนโกรธอยู่ ตลอดเวลา ทำให้จะนั่งจะนอนก็ไม่เป็นสุข เนื่องจากขนและผมที่แข็งเหมือนขนเม่นคอยทิ่มตำให้ ระคายเคือง นอกจากนี้ยังต้องลากกระบองที่แสนหนักติดตัวไปด้วย เนื่องจากตอนเป็นมนุษย์ความที่เป็นคนเจ้าโทสะจึงไปก่อเวรกับผู้อื่น เกิดผวากลัวจะถูกแก้แค้นจึงต้องพกอยู่เสมอ แม้จะไปทำบุญก็ยังเหน็บตะพดไปด้วย ดังนั้นเมื่อเกิดเป็นยักษ์จึงต้องลากกระบองติดตัวตลอด ครั้นจะขว้างทิ้งไปกระบองก็จะกลับมาอีก ในสมัยพุทธกาลมียักษ์ตนหนึ่งชื่อ อาฬวกยักษ์ อาศัยอยู่ในเขตเมืองอาฬวี ประเทศอินเดีย เป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มาก ดุร้าย ชอบกินคน เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ทำบุญทำทานไว้มาก จึงเป็นยักษ์ที่เหาะเหินเดินอากาศได้ แต่มีขอบเขตจำกัดเรื่องบริเวณที่จะหาอาหาร คือ จะจับกินคนหรือสัตว์ได้ต้องเป็นพวกที่ล่วงล้ำเข้าไปในบริเวณต้นไทรในป่าลึกที่ยักษ์อาศัยอยู่เท่านั้น ถ้าพ้นจากบริเวณนี้แล้วจะจับกินไม่ได้ วันหนึ่ง กษัตริย์เมืองอาฬวีได้เสด็จออกล่าสัตว์จนพลัดหลงเข้าไป แต่โชคดีที่ยักษ์ยังไม่หิว กษัตริย์เมืองอาฬวีจึงทรงขอให้ปล่อย แล้วพระองค์จะส่งคนในเมืองมาให้กินวันละคน กษัตริย์อาฬวี รักชีวิตตัวเอง แต่ก็รักษาสัจจะ ทรงก่อเวรโดยการส่งนักโทษไปให้ยักษ์กินจนนักโทษหมดเรือนจำ ต่อมาก็ส่งเด็กไปให้ จนในที่สุดถึงคราวพระราชโอรสซึ่งเป็นรัชทายาทเพียงพระองค์เดียวยังแบเบาะอยู่ก็จะส่งไปให้ยักษ์กิน เช้ามืดวันหนึ่งขณะที่พระพุทธองค์ทรงตรวจสอบดูว่า มีสัตว์โลกที่ไหนบ้างที่พอจะ บรรลุธรรมได้ ปรากฏว่า อาฬวกยักษ์ผ่านเข้ามาในข่ายพระญาณ ทรงทราบว่าบุญเก่าในอดีตของยักษ์ ตนนี้มีไม่น้อย ถึงคราวบุญนั้นจะส่งผลให้บรรลุธรรมจึงทรงตั้งพระทัยที่จะสงเคราะห์ยักษ์ให้พ้นทุกข์ เสียทีทรงดำริว่า เว้นจากพระพุทธองค์แล้ว ไม่มีใครจะช่วยโอรสกษัตริย์นั้นได้ พระองค์เท่านั้นจะ ปราบทิฐิของอาฬวกยักษ์จนพ้นเวรได้บรรลุโสดาปัตติผล พระองค์จึงเสด็จไปช่วยเหลือ เข้าไปในที่อยู่ของยักษ์เมื่อยักษ์กลับมาเห็นพระพุทธองค์นั่งสมาธิอย่างสงบก็โกรธแค้นมากจะจับกินเป็นอาหาร แต่จับไม่ได้ จึงส่งเสียงด่าว่าต่าง ๆ นานา พระพุทธองค์มีสติมั่นคงนั่งสมาธินิ่งอยู่ ไม่หวั่นไหว ในที่สุดยักษ์ออกคำสั่งว่า "ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้" พระพุทธองค์ก็ทรงลุกขึ้นอย่างว่าง่าย ยักษ์กลับออกคำสั่งอีกว่า "นั่งลงในที่เดิม" พระพุทธองค์ก็ทรงนั่งลง ยักษ์ได้ใจก็ออกคำสั่ง อีกว่า "ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้" พระพุทธองค์ตรัสว่า "เราไม่ลุกขึ้นอีกแล้ว" เมื่อยักษ์ถามเหตุผล พระพุทธองค์ ตรัสว่า "เมื่อเรานั่งครั้งแรกไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าผู้เป็นเจ้าของเจ้าสั่งให้ลุกเราจึงลุกขึ้น ครั้งเจ้าบอกให้เรานั่งลงที่เดิม เราก็ได้นั่งตามคำอนุญาตของเจ้าแล้ว เรื่องอะไรจะลุกไปตามคำสั่งของเจ้าอีก เจ้ายักษ์เอ๋ยการอนุญาตให้ใครเขานั่งแล้วออกปากไล่เขานั้นเป็นกิริยาที่ไม่ดี ไม่มีมารยาท ไม่มีใครเขานับถือ" อาฬวกยักษ์เป็นยักษ์ที่มีความละอายอยู่บ้าง แปลกใจในความฉลาดของพระพุทธองค์ จึงได้ถามปัญหาหลายข้อ พระพุทธองค์ก็ตรัสตอบได้หมด ซึ่งมี ๕ ข้อดังนี้
"คนได้ปัญญาอย่างไรหนอ"
"ทำอย่างไรจึงจะหาทรัพย์ได้"
"คนได้ ชื่อเสียงอย่างไรหนอ"
"ทำอย่างไรจึงจะผูกมิตรไว้ได้"
"คนละโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศก"
พระพุทธองค์ตรัสตอบปัญหาทีละข้อตามลำดับ ดังนี้
"บุคคลเชื่อธรรมะของพระอรหันต์ เพื่อบรรลุนิพพาน ฟังอยู่ด้วยดีย่อมได้ปัญญา"
"ผู้ไม่ประมาท มีวิจารญาณ ทำการต่าง ๆ ได้เหมาะเจาะไม่ทอดธุระ เป็นผู้หมั่นย่อมหาทรัพย์ได้"
"คนได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์"
"ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้"
"บุคคลใดอยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธามีธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ บุคคลนั้นแลละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก"
ยักษ์จึงเลื่อมใสและคลายความเหี้ยมโหดลงพระพุทธองค์จึงทรงเทศนาให้ยักษ์เห็นบาปบุญ คุณโทษ ยักษ์จึงยอมเชื่อว่าที่ตนต้องเกิดมาเป็นยักษ์กินคนนั้น เพราะกรรมเก่าที่เคยทำไว้ แล้วจะมาสร้างกรรมใหม่ขึ้นอีกจะเป็นบาปหนักไม่มีที่สิ้นสุด ยักษ์จึงรู้สำนึกในความผิดของตนและสัญญาว่าจะไม่ ทำบาปอีก เมื่อเสนาของ พระราชานำพระราชโอรสมาให้ตามสัญญา อาฬวกยักษ์ก็ละอายใจไม่กล้ารับ พระพุทธองค์ตรัสให้รับ ยักษ์ต้องยอมรับแล้วรีบส่งให้พระพุทธองค์ พระองค์รับพระราชโอรสแล้วส่ง ใส่มือยักษ์ พร้อมทั้งตรัสให้ยักษ์คืนทารกนั้นแก่เสนาเพื่อนำไปถวายคืนแก่พระราชาต่อไป


คาถาพาหุงบทที่ ๓

(๓) พระจอมมุนีได้ทรงชนะพญาช้างชื่อนาฬาคิรี เป็นช้างเมามันยิ่งนัก ดุร้ายประดุจไฟป่า และร้ายแรงดังจักราวุธและสายฟ้า (ขององค์อินทร์) ด้วยวิธีรดลงด้วยน้ำคือพระเมตตา ขอชัยมงคล ทั้งหลาย จงมีแก่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

ช้างนาฬาคิรี

พระเทวทัต ได้คิดวางแผนทำร้ายพระพุทธองค์ โดยครั้งแรกส่งขมังธนู (พรานธนู) ไปสังหาร แต่ขมังธนูกลับมาเลื่อมใสพระพุทธเจ้า ต่อมาพระเทวทัตขึ้นไปซุ่มบนยอดเขาแล้วกลิ้งหินลงมาจะให้ทับพระพุทธองค์ แต่ไม่สำเร็จอีก มีเพียงสะเก็ดหินไปกระทบพระบาททำให้โลหิตห้อเท่านั้น ครั้งที่สาม ไปที่โรงช้างแล้วสั่งคนเลี้ยงช้างว่า พรุ่งนี้ให้ช้างนาฬาคิรีดื่มเหล้า ๑๖ หม้อ แล้วจงปล่อยไปในเวลาที่ พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาต โดยอ้างตนว่าเป็นญาติกับพระเจ้าอชาตศัตรู มีอำนาจในการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือนให้กับคนที่ทำงานให้ซึ่งคนเลี้ยงช้างทั้งหลายก็ยอมเชื่อและทำตาม วันรุ่งขึ้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุตามเสด็จจำนวนมาก คนเลี้ยงช้าง ก็ปล่อยนาฬาคิรีซึ่งเป็นช้างดุร้าย เคยแทงคนตายมาแล้วออกมาทันที พระอานนท์ซึ่งตามเสด็จอยู่เบื้องหลังได้รีบมาขวางหน้า ยอมสละชีวิตตนเพื่อพระพุทธองค์เหล่าภิกษุต่างร้องบอกให้พระพุทธองค์ถอยหนี แต่พระพุทธองค์ตรัสว่า อย่ากลัวเลย พระพุทธองค์จะไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น ครั้งนั้น มีหญิงผู้หนึ่งพาเด็กเดินข้ามถนน ช้างเห็นหญิงผู้นั้นก็ไล่ติดตาม พระพุทธองค์ตรัสว่า " นาฬาคิรีเธอไม่ได้ถูกส่งมาฆ่าหญิงนั้น เธอจงมาทางนี้ " ช้างได้ยินดังนั้นก็วิ่งมุ่งหน้ามาทางพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ ทรงแผ่เมตตาออกไป ช้างนาฬาคิรีเมื่อได้รับสัมผัสกระแสเมตตาจิต เลยกลายเป็นช้างไม่มีภัย กลับค่อย ๆ เดินสงบเสงี่ยมเข้าไปหมอบลงแทบพระบาท พระพุทธเจ้าทรงเอาพระหัตถ์ขวาลูบกระพองช้างแล้ว ตรัสว่า การประทุษร้ายต่อพญาช้าง คือ พระพุทธเจ้าเป็นเหตุแห่งความทุกข์ เมื่อจากโลกนี้ไปย่อมไม่ได้ไปสู่สุคติเลย ช้างนาฬาคิรีได้ฟังดังนั้นจึงเอางวงดูดฝุ่นที่พระบาทของพระพุทธเจ้ามาโรยลงบนกระพองของตน จากนั้นถอยกลับมายืนมองดูพระพุทธเจ้าก่อนจะกลับไปยืนสงบนิ่งอยู่ในโรงช้างต่อไป


คาถาพาหุงบทที่ ๔

(๔) พระจอมมุนีได้ทรงบันดาลอิทธิฤทธิ์ทางใจอันยอดเยี่ยม ชนะโจรชื่อองคุลิมาล (ผู้มี พวงมาลัยคือนิ้วมือมนุษย์) แสนร้ายกาจมีฝีมือ ถือดาบวิ่งไล่พระองค์ไปสิ้นทาง ๓ โยชน์ ขอชัยมงคล ทั้งหลาย จงมีแก่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

องคุลิมาล

ที่เมืองสาวัตถี ปุโรหิตเป็นพราหมณ์ที่ปรึกษาของพระราชา มีภรรยาชื่อ นางมันตานี ได้คลอดบุตรชายคนหนึ่ง ซึ่งขณะที่คลอดปรากฎว่าอาวุธในคลังแสงใกล้ที่บรรทมของพระราชาเกิดประกายแสงขึ้น และเป็นเวลาเดียวกับดวงจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวโจรพอดี ท่านปุโรหิตได้ผูกดวงชะตาของลูกชาย ปรากฏว่าเกิดอยู่ใต้ดาวโจรจึงตั้งชื่อให้เป็นสิริมงคลว่าอหิงสกะ ซึ่งแปลว่าผู้ไม่เบียดเบียนใคร ปุโรหิตให้การศึกษาลูกเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ลูกเป็นโจรตามชะตาที่กำหนด เมื่อเป็นหนุ่มจึง ส่งไปเรียนที่สำนักตักศิลา อหิงสกะเป็นคนมีสติปัญญาเฉียบแหลมตั้งใจเล่าเรียน และคอยปรนนิบัติอาจารย์ จนเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์ ทำให้ศิษย์ร่วมสำนักเกิดความไม่พอใจจึงอิจฉาริษยา เมื่อเรียน ใกล้จะจบ เพื่อน ๆ จึงวางแผนอันชั่วร้ายโดยจะผลัดกันเข้าไปฟ้องอาจารย์ว่า อหิงสกะประทุษร้ายอาจารย์ ครั้งแรกอาจารย์ไม่เชื่อ แต่เมื่อถูกฟ้องหลายครั้งโดยกล่าวว่าอหิงสกะเป็นชู้กับภรรยาของอาจารย์ ทำให้อาจารย์เชื่อและคิดจะกำจัดอหิงสกะเสีย โดยบอกว่าอาจารย์จะสอนวิชาวิษณุมนตร์ให้ (มนต์สรรเสริญพระนารายณ์) แต่ต้องฆ่าคนให้ครบ ๑,๐๐๐ คนก่อน เพื่อเป็นเครื่องประกอบในการเรียนวิชา อหิงสกะ จึงเริ่มเข้าป่าฆ่าคนตามคำสั่งจนเป็นหัวหน้าโจร เมื่อฆ่าคนแล้วก็จะตัดนิ้วมือคนละนิ้วมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องคอ ชาวบ้านต้องพากันย้ายหนีไปอยู่ที่อื่น และเรียกอหิงสกะว่า องคุลิมาล แปลว่า ผู้มีนิ้วมือ ทำเป็นพวงมาลัย เมื่อนางมันตานีได้ทราบข่าวจึงคิดจะไปช่วยเหลือขณะที่องคุลิมาล ฆ่าคนได้ ๙๙๙ คน และกำลังคิดถึงมารดา เพราะหาคนฆ่าไม่ได้ ในคืนนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเข้าฌานดูความเป็นไปของสัตว์โลก เห็นว่า องคุลิมาลกำลังจะฆ่ามารดาตนเอง วันรุ่งขึ้นจึงเสด็จพระราชดำเนินไปตามเส้นทางที่องคุลิมาลจะผ่าน เมื่อองคุลิมาลพบพระพุทธเจ้า จึงคิดจะฆ่าโดยไปหลบซ่อนตัวอยู่ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จฯ ผ่านไปแล้ว องคุลิมาลได้หยิบลูกธนูขึ้นมายิงทางด้านหลัง แต่ยิงพลาดสร้างความแปลกใจให้กับองคุลิมาลมากจึงเปลี่ยนเป็นถือดาบวิ่งไล่ตามไป วิ่งอย่างไรก็ไม่ทัน เมื่อหยุดวิ่งพระพุทธองค์อยู่ใกล้ ๆ ครั้งวิ่งไล่ก็กลับมองเห็นห่างออกไป องคุลิมาลจึงตะโกนขึ้นว่า "หยุดก่อนพระ" แต่กลับได้ยินคำตอบว่า;"เราหยุดแล้ว องคุลิมาล แต่ท่านสิยังไม่หยุด ท่านจงหยุดเถิด" องคุลิมาลตอบว่า ";ท่านยังเดินอยู่ไฉนจึงบอกว่าหยุดเล่า" พระพุทธองค์ตรัสว่า "เราหยุดทำบาป เลิกเบียดเบียนผู้อื่น ท่านสิยังไม่หยุดทำบาป ยังคิดฆ่าคน ทิ้งอาวุธเสีย เลิกทำบาปแล้วจะพบความสุข" องคุลิมาลผู้มีความเฉลียวฉลาด จึงโยนดาบทิ้งก้มลงกราบ ขอเป็นศิษย์ บวชในพระพุทธศาสนา เมื่อพระองคุลิมาลบวชในเวลาเช้าได้ไปบิณฑบาต ผู้คนต่างขว้าง ปาก้อนหินใส่จนศีรษะแตก แต่ก็ต้องอดทนตามคำสอนของพระพุทธองค์ วันหนึ่งมีหญิงมีครรภ์ ใกล้คลอดเห็นพระองคุลิมาลเกิดความกลัวแล้วหนีมุดเข้าไปติดในรั้วออกมาไม่ได้ พระองคุลิมาลสงเคราะห์ทำน้ำมนต์ให้และอธิษฐานว่า "น้องหญิงตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยตั้งใจแกล้งฆ่าสัตว์เลย ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ครรภ์ของเธอเถิด" ผลสุดท้ายหญิงมีครรภ์ผู้นั้นก็คลอดลูกออกมาง่าย ตั้งแต่ นั้นมาเมื่อคนมีความทุกข์ร้อนก็มักจะไปหาพระองคุลิมาล พระองคุลิมาล พระองคุมาลก็เมตตาช่วยสงเคราะห์ให้โดยไม่รังเกียจจนมีคนเคารพนับถือมากขึ้น และพระองคุลิมาลได้เร่งทำความเพียรจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา


คาถาพาหุงบทที่ ๕

(๕) พระจอมมุนีได้ทรงชนะคำกล่าวร้ายของนางจิญจมาณวิกาผู้ทำอาการประหนึ่งว่ามีครรภ์ เพราะทำไม้มีสัณฐานกลม (ผูกติดไว้) ให้เป็นประดุจมีท้อง ด้วยวิธีสมาธิอันงาม คือความสงบระงับ พระหฤทัย ในท่ามกลางหมู่ชน ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

นางจิญจมาณวิกา

เมื่อประชาชนส่วนใหญ่มานับถือพุทธศาสนากันมากขึ้น เหล่าเดียรถีย์ (นักบวชภายนอก พระพุทธศาสนา) รู้สึกร้อนใจมากจึงได้วางแผนให้นางจิญมาณวิกา หรือนางจิญจา มาทำลายพระพุทธเจ้าโดยเมื่อชาวเมืองฟังธรรมจบแล้ว กำลังเดินออกจากวัดจะกลับบ้านนางก็ทำทีเหมือนเดินมุ่งหน้าไป วัดพระเชตวันที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ทั้ง ๆ ที่นางไปพักอยู่กับเดียรถีย์ใกล้ ๆ นั่นเอง ตอนเช้าชาวเมืองไปถวายสักการะพระพุทธเจ้า นางจิญจาก็ทำทีท่าว่าอยู่ในวัดนั้นแล้วเดินออกจากวัดเพื่อกลับเข้าเมือง เมื่อมีใครถามไปอยู่ที่ไหนมานางก็ตอบเป็นปริศนาว่า "ท่านจะรู้ไปทำไม"จนทำให้คนเกิดสงสัยขึ้น ครั้นเวลาผ่านไป ๓ - ๔ เดือน นางก็เอาผ้ามารัดท้องแสดงให้เห็นว่ากำลังตั้งครรภ์ เมื่อครบ ๙ เดือนนาง ก็เอาแผ่นไม้กลมมาผู้ไว้ที่ท้องพร้อมกับเอาไม้มาทุบหลังมือ หลังเท้าให้บวม เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมในเย็นวันหนึ่งท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก นางก็ไปปรากฎตัวขึ้นแล้วพูดให้คนเข้าใจว่านางมีท้อง กับพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า"ที่นางพูดนั้นจริงหรือเท็จมีเรา ๒ คนเท่านั้นที่รู้" ท้าวสักกะ จึงส่งเทพบุตร ๔ องค์ปลอมเป็นหนูมากัดเชือก เมื่อเทพบุตรปฏิบัติแล้วเกิดลมพัดผ้าปลิว ท่อนไม้ก็ตก ลงมาถูกหลังเท้านางจนเลือดแดงฉาน ประชาชนเห็นดังนั้นก็กรูกันเข้าด่าทอทุบตี ฉุดกระชากนาง ออกจากวัด พอลับสายตาพระพุทธเจ้าแผ่นดินก็แยกออก เปลวไฟจากนรกก็ลุกท่วมร่างของนางจมหายไปในอเวจีมหานรก

คาถาพาหุงบทที่ ๖

(๖) พระจอมมุนีทรงรุ่งเรืองแล้วด้วยประทีป คือปัญญา ได้ชนะสัจจกนิครนถ์ ผู้มีอัชฌาสัย ในที่จะสละเสียซึ่งความสัตย์ มุ่งยกถ้อยคำของตน ให้สูงล้ำดุจยกธงเป็นผู้มืดมนยิ่งนัก ด้วยเทศนาญาณวิธี คือรู้อัชฌาสัยแล้วตรัสเทศนาให้มองเห็นความจริง ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

สัจจกนิครนถ์

นิครนถ์ เป็นนักบวชพวกหนึ่งในสมัยพุทธกาล มีนิครนถ์ผู้หนึ่งชื่อว่า สัจจกนิครนถ์ (สัด-จะ-กะ -นิ-ครน) อาศัยอยู่ในกรุงเวสาลี เป็นผู้ชอบโต้เถียง ยกตนว่าฉลาด เป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ มีวาทะที่แหลมคม จึงได้รับยกย่องจากมหาชนทั่วไปและมีบริวารมากมาย เมื่อคนนับถือมาก มีความรู้มาก จึงเกิดความหลงตัวเอง ถึงกับพูดว่าเมื่อตนโต้ตอบกับใครแล้ว ไม่มีใครเลยจะไม่หวั่นไหวจนไม่มีเหงื่อไหลออกจากรักแร้ ถ้าตนโต้ตอบกับต้นเสา ต้นเสาก็ยังหวั่นไหว และพวกเขาจะนำ เข็มขัดเหล็กมามัดไว้รอบท้องเพื่อไม่ให้ความรู้ในท้องแตกสลายกระจายออกมา วันหนึ่งได้พบกับ พระอัสสชิเถระ และถามว่า "พระพุทธองค์ทรงแนะนำสาวกว่าอย่างไร" พระอัสสชิตอบว่า"ขันธ์ ๕ (หรือ เบญจขันธ์ ส่วนประกอบ ๕ อย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต ได้แก่ ๑. รูป ร่างกาย ๒. เวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ ๓. สัญญา ความจำได้หมายรู้ เช่น รู้รส รู้กลิ่น รู้เสียง เป็นต้น ๔. สังขาร สภาพที่ ปรุงแต่งจิตให้ดีชั่วหรือเป็นกลาง ๆ ๕. วิญญาณ ความรู้ อารมณ์ เช่น ทางการเห็น การได้ยิน เป็นต้น) ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน" สัจจกนิครนถ์มีความเห็นตรงกันข้าม จึงประกาศจะขอฟาดฟันกับพระพุทธองค์ด้วยวาทะ ดังนั้นจึงไปยังป่ามหาวัน พร้อมด้วยเจ้าลิจฉวีอีก ๕๐๐ เพื่อขอโอกาสให้พระพุทธองค์ ตอบปัญหา เมื่อพระพุทธองค์ตรัสตอบอย่างที่พระอัสสชิ ตอบ และตรัสถามว่า"ถ้าขันธ์ ๕ เป็นตัวตน ของเราจริงแล้ว ท่านสามารถจะสั่งร่างกายท่านเองได้หรือไม่ว่าจงเป็นอย่างนี้เถิด จงอย่าเป็นอย่างนั้นเถิด" สัจจกนิครนถ์นิ่ง พระพุทธองค์ตรัสถามย้ำถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดก็ยอมจำนน และเมื่อตรัสถามถึงความเที่ยง สัจจกนิครนถ์ก็สิ้นภูมิปัญญาเหงื่อไหลจนต้องขอยอมรับว่าตนเองผิด และได้นิมนต์พระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหารพระพุทธองค์ก็ทรงรับนิมนต์และเสด็จไปฉัน ณ อารามของนิครนถ์ในวันรุ่งขึ้น


คาถาพาหุงบทที่ ๗

(๗) พระจอมมุนีได้ทรงโปรดให้พระโมคคัลลานะเถระพุทธชิโนรส นิรมิตกายเป็นนาคราช ไปทรมานพญานาคราช ชื่อนันโทปนันทะ ผู้มีความหลงผิดมีฤทธิ์มาก ด้วยวิธีให้ฤทธิ์ที่เหนือกว่าแก่ พระเถระขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

พญานาคนันโทปนันทะ

พญานาค เป็นงูใหญ่มี ๒ ประเภท คือ นาคที่ฤทธิ์และไม่มีฤทธิ์ นาคที่มีฤทธิ์นั้นสามารถ แปลงกายเป็นคนได้ ตราบใดที่ยังมีสติควบคุมอยู่ แต่เมื่อเวลาหลับร่างจะกลับเป็นนาคเหมือนเดิมทันที สมัยหนึ่ง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้นิมนต์พระพุทธองค์เสด็จไปฉันภัตตาหารที่บ้านในวันรุ่งขึ้น ตอนใกล้รุ่งพระพุทธองค์ได้ทรงตรวจบุคคลที่จะเสด็จไปโปรด ก็ทรงเห็นว่าเป็นพญานาคนันโทปนันทะ เนื่องจากเส้นทางที่ผ่านมีลำธาร ห้วย คู คลอง ช่องภูผา ป่าดงดิบ สัตว์มีพิษหลายสิบชนิด พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวนหนึ่งซึ่งล้วนได้บรรลุอภิญญา (อ่านว่า อะ - พิน - ยา = ความรู้ยิ่ง) เก่งกล้าในฌาน (อ่านว่า ชาน = ภาวะที่จิตสงบแน่วแน่เนื่องมาจากการเพ่งอารมณ์) และสมาบัติ (อ่านว่า สะ - มา - บัด = การบรรลุฌาน) จึงตัดสินพระทัยเสด็จไปโดยทางลัดด้วยการเหาะไปยังถิ่นที่อยู่ของ พญานาค ฝ่ายพญานาคเห็นดังนั้นก็โกรธตามวิสัยพาล เพราะเห็นว่าทำให้ฝุ่นที่ติดเท้าร่วงหล่นลงมา บนศีรษะเป็นการกลั่นแกล้งกัน จึงบันดาลฤทธิ์ให้มีหมอกควันบดบังดวงตะวันจนมองไม่เห็นหนทาง พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้พระมหาโมคคัลลานะเถระ สำแดงฤทธิ์แปลงกายเป็นพญานาคใหญ่กว่าและยาวกว่า นันโทปนันทะหนึ่งเท่า เข้าบีบรัดพญานาคนันโทปนันทะเข้ากับเขาพระสุเมรุ เมื่อพญานาคนันโทปนันทะสำแดงฤทธิ์อย่างไร พระเถระก็สำแดงบ้างอีกเท่าหนึ่งเสมอจนในที่สุด พญานาคก็สิ้นฤทธิ์ยอมแพ้จำแลงกายเป็น มาณพ (ชายหนุ่ม) น้อยเข้าไปกราบไหว้พระเถระเพื่อยอมตัวเป็นศิษย์พระเถระ พามาณพไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้แสดงธรรมให้นันโทปนันทะทำใจให้บริสุทธิ์ ยกเว้นจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์) นันโทปนันทะจึงเป็นนาคราชที่ประเสริฐด้วยศีลธรรม บำเพ็ญแต่สิ่งที่เป็นบุญกุศลตั้งแต่นั้นมา

คาถาพาหุงบทที่ ๘

(๘) พระจอมมุนีได้ทรงชนะพรหม ผู้มีนามว่าพกาพรหม ผู้มีฤทธิ์ สำคัญตนว่าเป็นผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทธิ์ มีความเห็นผิดประดุจถูกงูรัดมือไว้อย่างแน่นแฟ้นแล้ว ด้วยวิธีวางยาอันพิเศษ คือ เทศนาญาณขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

พกาพรหม

พกาพรหม อยู่บนพรหมโลกซึ่งมีอายุขัยยืนยาวมากจึงมีความเข้าใจผิดคิดว่า สรรพสิ่งทั่วโลกนี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งเที่ยงแท้คงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการแตกสลายเป็นอย่างอื่น เป็นอย่างไรก็จะมั่นคงเป็นอย่างนั้นชั่วนิรันดร ซึ่งนอกจากมีความเห็นไปในทางที่ผิดแล้ว พกาพรหมยังถือตัวว่าเป็นผู้รู้แจ้ง ไม่มีสิ่งใดที่ตนไม่รู้ไม่เห็นแม้จะลี้ลับอย่างไรก็จะสามารถหยั่งรู้ได้จนหมดสิ้น พระพุทธองค์จึงเสด็จไปยังพรหมโลก ตรัสเตือนพกาพรหมว่ากำลังหลงผิดแต่พกาพรหมกลับท้าทายให้พระพุทธองค์ประลองวิชาซ่อนตัว พระพุทธองค์ทรงรับคำท้า เมื่อพกาพรหมจะสำแดงฤทธิ์หายตัวไปซ่อน ณ ที่ใดพระพุทธองค์ ก็ทรงทราบและทรงชี้บอกได้ทุกแห่ง เมื่อพระพุทธองค์ทรงซ่อนพระองค์บ้าง พกาพรหมค้นหาจนทั่วจักรวาล ก็สิ้นปัญญาที่จะค้นหา ในที่สุดก็ต้องยอมจำนน พระพุทธองค์จึงเสด็จออกจากมวยผมของ พกาพรหมให้ปรากฎแก่สายตาแห่งหมู่มหาพรหมและทวยเทพทั้งปวง เมื่อเห็นพกาพรหมยอมจำนนแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าให้พกาพรหมฟังว่าเคยเกิดเป็นอะไรมาในชาติก่อน ๆ บ้าง ทำให้พกาพรหม ยอมละจากมิจฉาทิฐิ (เป็นผิดเช่น เห็นว่าทำดีได้ชั่ว ทำชั่วได้ดี) กลับตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิ (ปัญญาอันเห็นชอบตามคลองธรรมว่า ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่ว) และได้ดวงตาเห็นธรรม

ที่มาจาก

http://www.geocities.com/gogfox/jarun.html



Create Date : 26 สิงหาคม 2551
Last Update : 26 สิงหาคม 2551 17:38:14 น. 2 comments
Counter : Pageviews.  
 
 
 
 
กราบนมัสการพระอาจารย์ผู้รู้

ใคร่ขอความรู้เป็นวิทยาทานด้วยครับ ผมจะนำไปสอนลูกศิษย์ อยากทราบว่า โดยปกตอแล้ว ในการทำบุญกระดูกให้ญาติ(บิดามารดา) พระท่านจะสวดบทใดบ้าง ขอความเมตตา เรียงลำดับให้ทราบด้วยนะครับ ทางweb นี้แหละครับ
 
 

โดย: บทสวดทำบุญกระดูกบทใดบ้าง (หมีมุ่ยมน ) วันที่: 3 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:08:02 น.  

 
 
 
ขออนุโมทนาบุญคะ ขอบคุณมากๆ ที่นำสิ่งดีๆ มาแบ่งปัน
 
 

โดย: P.A IP: 124.120.4.183 วันที่: 10 ตุลาคม 2555 เวลา:0:26:26 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
aetarot
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รับดูดวงชะตาและแก้ไขดวงชะตา ตั่งแต่เวลา 9:00-12:00 น กรุณาโทรนัดล่วงหน้า โทร 0866595912 จงจำไว้เสมอ มนุษย์เรียนรู้การดูดวง ดูฮวงจุ้ยเพื่อเอาชนะโชคชะตา สิ่งที่เราจะได้รับคือแนวทางชีวิต และได้ร่วมกันทำบุญ กรรมคือความคิด คำพูด การกระทำ แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน ผู้พลิกชะตาชีวิตของเราคือตัวเรา ขอให้มีความสุข นะค่ะ
New Comments
[Add aetarot's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com