>>>        ชาวพุทธแท้ หรือชาวพุทธในทะเบียนบ้านต่างกันอย่างไร ?       อลัชชีคืออะไร ?        เงินกับพระอย่างไรเหมาะควร ??        กรรมของชาวไทย ปัจจุบันและวิธีแก้ไข            หนทางสู่การปฏิบัติ            อานาปานสติอย่างที่ท่านเข้าใจจริงหรือ ?และFAQ อานาปานสติ

บทที่ 4 วิธีพิจารณาความ อริยสัจจะ


Photobucket





ประเภทของทุกข์ แบ่งตามลักษณะการใช้ ตรัสสอนในที่ต่างๆ มี ๒ กลุ่มใหญ่ๆ คือ

             ก.ทุกข์ ๑๐ ประเภท คือ
๑. สภาวทุกข์ หรือทุกข์ประจำสังขาร ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ
๒. ปกิณณกทุกข์ หรือทุกข์จร ได้แก่ โทมนัส(ทุกข์ใจ) อุปายาส(ความห่วงหาอาลัย)
๓. นิพัทธทุกข์ คือทุกข์เนืองนิตย์ ได้แก่ หนาว ร้อน หิว กระหาย ฯลฯ
๔. พยาธิทุกข์ คือทุกข์เกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย ถูก ศรัตราวุธ
๕. สันตาปทุกข์ คือทุกข์เกิดจากความร้อนรุ่มเพราะอำนาจของราคะ โทสะ โมหะ
๖. วิปากทุกข์ คือทุกข์เกิดขึ้นเพราะผลกรรมตามสนอง
๗. สหคตทุกข์ คือทุกข์ที่เกิดจากโลกธรรม ๘
๘. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ คือทุกข์เกิดขึ้นเพราะต้องการแสวงอาหาร
๙. วิวาทมูลกทุกข์ คือทุกข์ที่เกิดจากการทะเลาะวิวาทเป็นสาเหตุ
๑๐. ทุกขขันธ์ คืออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ บางทีเรียกว่า " ทุกข์รวบยอด"

            ข.ทุกข์ ๑๒ ประเภท
๑. ชาติทุกข์ สัตว์ที่เกิดมาเป็นทุกข์
๒. ชราทุกข์ อินทรีย์ที่คร่ำคร่าเป็นทุกข์
๓. พยาธิทุกข์ ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์
๔. มรณทุกข์ ความตายเป็นทุกข์
๕. โสกทุกข์ ความพลุ่งพล่านในใจเป็นทุกข์
๖. ปริเทวทุกข์ ความร่ำไห้คร่ำครวญเป็นทุกข์
๗. ทุกขทุกข์ ร่างกายนี้เป็นทุกข์
๘. โทมนัสทุกข์ ความทุกข์ใจเป็นทุกข์
๙. อุปายาสทุกข์ ความห่วงหาอาลัยเป็นทุกข์
๑๐. อัปปิเยหิ วิปปโยคทุกข์ ความตรอมใจเป็นทุกข์ (ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก)
๑๑. ปิเยหิ วิปปโยคทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์
๑๒. ยัมปิฉัง น ลภติ ทุกข์ ความวุ่นงายไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาเป็นทุกข์



            สรุปตัวทุกข์ที่แท้จริงนั้นเกิดมาจากอุปทานคือการยึด มั่นถือมั่นในตัวตน อันประกอบขึ้นจากขันธ์ ๕ (เบญจขันธ์) อันได้แก่ รูปและนาม คือตัวทุกข์ที่แท้จริง การยึดมั่นในขันธ์ ๕ที่เรียกว่า " อุปทานขันธ์ " หมายถึงการยึดมั่นใน ๑.รูป ๒.เวทนา ๓.สัญญา ๔.สังขาร ๕.วิญญาณ ว่าเป็นตัวตน


            ข้อสังเกต ในทุกข์นั้นบุคคลส่วนใหญ่จะเข้าไปคลุกในทุกข์ กล่าวคือดิ้นรนหาทางออกจากทุกข์ จึงทำให้สร้างทุกข์มากขึ้นไปอีกหลายเท่า ขึ้นอยู่กับ ยึดมั่นในตัวตน(อุปทานขันธ์) ตัวของตัว มากน้อยแตกต่างกัน ในขณะที่วิสัยพุทธะ หรือวิสัยผู้รู้ตามสภาพความเป็นจริงนั้นจะไม่เข้าไปคลุกในทุกข์ เพราะเหตุ รู้ตามสภาพความเป็นจริงว่า ไม่ใช่บุคคลเรา เขา เป็นแต่เพียง สภาพของ ผลแห่งกรรม เย็นร้อนอ่อน แข็ง ตึง ไหว ในคำสอนพุทธองค์ทรงให้กำหนดรู้อันเป็นกิจในอริสัจ คือ อยู่กับ กายและใจ นั้นเอง เมื่อทำต่อเนื่องจดจ่อพร้อมกับมรรค๘ แล้วนั้น อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา ก็จะแสดงตนเพราะ ตัวที่บังลักษณะไตรลักษณ์ หมดอำนาจ คือ


            1.ความสืบต่อ(สันตติ) ปิดบัง อนิจจตา หมายถึงลักษณะความไม่เที่ยงตั้งอยู่ไม่ได้ ในความเป็นจริงแล้วทุกสรรพสิ่งมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลาด้วยความเร็วมหาศาล เกิดดับ ๆ เปรียบดั่ง หลอดไฟฟลูอเรสเซนท์ นั้นกระพริบอยู่ตลอดแต่เรามองเห็นว่ามันเปิดโดยไม่กระพริบ ซึ่งในการศึกษาพุทธธรรมนั้น เราน้อมเข้ามาหาตนเป็นสมรภูมิ คือที่ที่พิจารณาเท่านั้น คือศึกษาเข้าหาภายใน กายและ/หรือใจ ด้วยวิธีรู้เท่านั้น คือเป็นการ รู้อยู่ สักว่ารู้อย่างเดียวไม่ไปก้าวก่ายในทุกข์ เมื่อเราไม่ไปสาลาวนหรือคลุก กับทุกข์ จึงจะมีหนทางที่จะเห็นทุกข์ในอริยสัจ และก้าวต่อไปโดยสงบเพื่อเห็นรากของทุกข์ (สมุทัย) เพื่อไป ดำเนินการกำจัดในขั้นนั้นโดยวิธีอันแยบคาย คือ การประหารตัณหาอย่างเมตตากรุณา ซึ่งจะกล่าวต่อไปในสรุปและข้อสังเกตตัณหา


            2. อิริยาบถ ปิดบัง ทุกขตา หมายถึง ลักษณะความทนได้ยากโดย ทั่วไปตามธรรมชาติของบุคคลนั้นเมื่อเกิดทุกข์ก็จะแก้ด้วยวิธีเปลี่ยน อิริยาบถทางกาย๑ หรือทางใจ๑ ทางกายเมื่อทุกข์ ก็เปลี่ยนท่า ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่อย่างนี้ตลอด ทางใจก็เปลี่ยนงานเช่น ทุกข์ใจก็ฟังเพลง คุยคลายทุกข์จึงเป็นเหตุให้ไม่รู้เห็นทุกข์ตามสภาพความเป็นจริง ด้วยอำนาจของตัณหา แท้ที่จริงแล้วขณะพิจารณาในจุดละเอียด (ไม่พึงพิจารณาตั้งแต่เพิ่งเริ่มต้นกำหนด )ของอาการทุกข์นั้นไม่ควรเปลี่ยนอิริยาบถ เพราะนั้นคือสมรภูมิที่ทุกข์จะแสดงให้เห็น ความไม่เที่ยง คือตัวทุกข์เองก็มีสภาพไม่เที่ยงตั้งอยู่ไม่ได้ และความทนได้ยากในตัวทุกข์เองอยู่ กล่าวคือ

2.1ทุกข์กายกำหนดรู้กาย/เวทนา

2.2ทุกข์ใจกำหนดรู้สัณฐานของใจว่ามีลักษณะอย่างไรรู้จิต/ธรรมในใจ เมื่อทำต่อเนื่องจดจ่อพร้อมกับมรรค๘ แล้วนั้น ธรรมชาติจะแสดงตัวเป็นบทเรียนให้เห็นถึงสภาพ อนิจจตา(ความไม่เที่ยงตั้งอยู่ไม่ได้) ทุกขตา(ความทนได้ยาก)อนัตตตา(ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน)เพราะเหตุจากทุกข์นี่ เองจึงจัดว่า มนุษย์สมบัตินั้นเหมาะสมที่สุดในการที่จะ เห็นธรรม


            3. กลุ่มก้อน ฆานะ ปิดบัง อนัตตา หมายถึงลักษณะความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นแต่เพียง เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึงไหว จาก บทเรียนที่ผ่านมาจะทำให้บุคคลสามารถรู้ได้ว่า ไม่ใช่ตัวตนแต่เพียงเป็นสภาวะ เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป จึงไม่ไปยึดมั่นใน ขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวตนบุคคล เราเขาโดยลักษณะอาการนี้จะแสดงชัดขึ้นๆ ในลำดับแห่งภูมิธรรม


            ประเภทของตัณหา
1. กามตัณหา คือ ความทะยานอยากได้ของตัณหา 6 ประการ คือ ทาง ประสาททั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องทางเพศเท่านั้น
2. ภวตัณหา คือ ความทะยานอยากเป็น อยากมี หรืออยากให้อยู่
3. วิภวตัณหา คือ ความทะยานอยากไม่ให้เป็น ไม่ให้อยู่ หรือให้พ้นไป อยากในไม่อยาก สรุปก็คือ อยาก
ตัณหา ทั้ง 3 ประการนี้ไม่ได้เกิดตามลำพังแต่เกิดต่อเนื่องกัน เช่น กามตัณหา คือ อยากได้ เมื่อได้มาแล้วก็เป็นภวตัณหา คือ อยากให้อยู่ตลอดไป แต่เมื่อเบื่อก็เกิดวิภวตัณหา คืออยากให้พ้นไปจากตน จึงรวมเรียกว่า ตัณหา 3 และที่เกิดภายนอก/ภายใน รวมทั้งที่ เกิดใน กาลเวลาทั้ง ๓ อดีต ปัจจุบัน อนาคต รวมเป็นตัณหา 108 (3 X 6 X 2 X 3 = 108)





                                                




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 27 มกราคม 2554 19:36:17 น.
Counter : 658 Pageviews.  

-สรุปตัณหาและข้อสังเกต /-สรุปมรรคและข้อสังเกต

Photobucket





            สรุปตัณหาและข้อสังเกต การที่จะฆ่าตัณหานั้นพุทธองค์มีวิธีการโดยการสาวหาเหตุที่พิจารณาจากวงจรการ เกิดทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท) ดังภาพ การเกิดทุกข์นั้นเกิดจากอาการสืบต่อไม่สามารถกำหนดต้นไม่มีปลายของสาย เป็นวงจร มีสิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้ก็ให้เกิดสิ่งนั้นไปเป็นวง ดังภาพ


            จากที่กล่าวในเบื้องต้นว่าพุทธวิธีการฆ่าตัณหาการประหารตัณหาอย่างเมตตา กรุณานั้น คือ ทรงใช้วิธีแห่งนักรบเป็นยุทธศาสตร์ ที่ทรงแตกฉานคือการรบที่ไม่เสียเลือดเนื้อหรือเสียน้อยสุด คือพิจารณาจุดอ่อนคู่ต่อสู้และตีกองเสบียง โดยให้ตัวตัณหานั้นขาดเหตุปัจจัยในการเกิด โดยทรงพิจารณามีจุดอ่อนอยู่ที่รอยต่อของวงจร คือรอยต่อของ สฬายตนะ สู่ผัสสะ สู่ เวทนา สุดท้ายก่อนที่เวทนาจะแปลค่าเป็นตัณหา โดยเมื่อเข้าสู่ อุปทานเป็นจุดที่ก่อกรรม เพราะฉะนั้นการละทุกข์จึงไม่ใช่การประหารทุกข์โดยตรง แต่หากเป็นการ ประหารตัว ตัณหาด้วยวิธีไม่เข่นฆ่าโดยตรง ดังกล่าว ด้วยวิธีการต่อเนื่องจดจ่อพร้อมในมรรค๘ คือ๑.สำรวมระวังกายใจ ๒.มีจิตตั้งมั่นจดจ่อเป็นหนึ่งในกรรมฐาน และ๓.เข้าใจธรรมตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่ตัวตน บุคคล เราเขา เป็นแต่เพียง เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึงไหว กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นเอง


            มรรค คือ ทางแห่งการดับทุกข์ วิถีทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ คือนิพพาน ซึ่งมีอยู่ทางเดียวคือ มรรคมีองค์แปด ไม่มีทางอื่นมากกว่านี้ได้แก่
๑- สัมมาทิฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ เห็นอริยสัจ ๔ รู้ธรรมได้ตามสภาพเป็นจริง
๒- สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ คิดจะออกจากกาม คิดออกจากอาฆาตพยาบาท คิดออกจากการเบียดเบียน
๓- สัมมาวาจา วาจาชอบ ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดคำส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เหลวไหล
๔- สัมมากัมมันโต การงานชอบ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๕- สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีวิตชอบ หากินโดยไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม ไม่ผิดประเพณี
๖- สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรไม่ให้อกุศลเกิด เพียรผลิตกุสล เพียรรักษากุศล
๗- สัมมาสะติ การระลึกชอบ ระลึกนึกถึงคุณ อนุสติ ๑๐ ประการ มีพระนิพพานเป็นที่สุด และระลึกในมหาสติปัฏฐาน ๔
๘- สัมมาสมาธิ ฯ การตั้งจิตไว้ชอบ ฌาน ๑ - ๔ ในกองกรรมฐาน ๔๐

สรุปมรรคและข้อสังเกต มรรคทั้ง ๘ ข้อ เป็นส่วนเติมเต็ม บุคคลที่ต้องการพ้นทุกข์ต้องเติมส่วนต่างๆเหล่านี้ให้เต็ม หรือใน มรรคอริยสัจกิจคือ เจริญ ควรหมั่นทำ โดยบุคคลทั่วไปแล้วมีอยู่แล้วบางส่วนแต่ไม่ได้เดินตามพุทธพจน์ก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่ทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวันนั้นๆ อยู่ในทางหรือไม่


            กิจข้อแรกของผู้ศึกษาจึงคือ กำหนดรู้ว่าอะไรอยู่ในทางอะไรไม่ใช่ทาง แล้วเจริญสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจนขึ้น พร้อมทั้ง เจริญส่วนที่ขาดให้ครบ สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น เช่น การเห็นทุกข์ การเห็นต้นเหตุทุกข์ การขจัดต้นเหตุทุกข์ รวมถึงการดับทุกข์ ก็จะเกิด ตามมา เปรียบ ดั่งชาวนาปลูกข้าว เขาเหล่านั้นไม่สามารถทำให้ข้าวเกิดได้โดยตรง แต่สามารถทำองค์ประกอบ เช่น เตรียม ที่ ดำ นา ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว อันนั้นคืองานอันแท้ และผลคือเมล็ด ข้าวก็จะตามมา อีกตัวอย่างเราไม่สามารถบอก ลูก เราให้เรียนเก่งๆ ได้ แต่เราสามารถบอกลูกเราว่าตั้งใจเรียนน่ะลูก การตั้งใจเรียนนำมาซึ่งการเรียนเก่งในที่สุด


            ฉะนั้น มรรคจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ต้องทำในปัจจุบันขณะ โดยจะขออธิบายเป็นข้อและเน้นในส่วนที่ ความเข้าใจในภาษาปัจจุบันคลาดเคลื่อน ดังนี้

๑- สัมมาทิฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ เห็นอริยสัจ ๔ รู้ได้ตามสภาพความเป็นจริงเห็นอริยสัจเป็นหลัก เห็นอื่นอื่นๆเป็นกระพี้ ฉะนั้น เห็นชอบคือเห็นในสิ่งที่พูดถึงอยู่นี้ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ตามสภาพความเป็นจริง

๒- สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ คิด จะออกจากกาม คิดออกจากอาฆาตพยาบาท คิดออกจากการเบียดเบียน อันนี้กล่าวถึงการคิดในชีวิตประจำวันของผู้เจริญ มรรค กาม พยาบาท การเบียดเบียนก็คือตัวอกุศลฉะนั้นจึงเหลือความคิดที่สามารถทำได้ เป็นกุศล คือทาน ศีล ภาวนา เท่านั้น โดยสามารถประยุกต์เข้ากับชีวิตประจำวันได้ เช่น การทำงานในประจำวัน ก็มุ่งให้ประโยชน์แก่ส่วนรวม จัดเป็นทานด้วย ศีลด้วย ภาวนาด้วย(มรรคภาวนา)ในตัว

๓- สัมมาวาจา วาจาชอบ ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ เหลวไหลคำพูดที่เหลืออยู่จึงคือ พูดจริง พูดเพื่อการสามัคคี พูดไพเราะ พูดอยู่ในธรรม อธิบายเพิ่มส่อเสียดไม่ได้หมายถึง การเหน็บแนม ประชด แต่หากหมายถึง การพูดให้เกิดการขัดแย้งกันโดยเอาความข้างหนึ่งไปบอกข้างหนึ่งอันมีเจตนา ทำลายข้างใดข้างหนึ่ง ส่วนคำหยาบหมายถึง พูดโดยมีเจตนาทำร้ายจิตใจ ด้วยการใช้วาจา กดให้ต่ำ หรือยกให้สูง

๔- สัมมากัมมันโต การงานชอบ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

๕- สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีวิตชอบ หากินโดยไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม ไม่ผิดประเพณี ไม่ควรประกอบอาชีพที่ตรัสห้าม ๕ อาชีพ

๖- สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรไม่ให้อกุศลเกิด เพียรผลิตกุศล เพียรรักษากุศล

๗- สัมมาสะติ การระลึกชอบ ระลึกในมหาสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม

๘- สัมมาสมาธิ ฯ การตั้งจิตไว้ชอบ อันเป็นประธานของมรรคทั้งหมด ได้แก่ฌาน ๑- ๔ ในกองกรรมฐาน ๔๐


จบบทที่ 4



                                                




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 3 ธันวาคม 2553 18:23:23 น.
Counter : 1650 Pageviews.  

บทที่ 5 หนทางสู่การปฏิบัติ

ตารางแสดงจริตและชนิดกรรมฐาน พร้อมทั้งลำดับขั้นสูงสุดของกรรมฐานแต่ละกอง

Photobucket



ที่มาภาพ: หนังสือ พุทธธรรมฉบับขยายความ ป.ประยุตโต หน้า 855

            อธิบายความ ในกรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนนั้นมีลักษณะเฉพาะของแต่ละกองในแง่ที่ ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ได้บรรยายตามตารางนี้ สรุปความได้ว่า
1.กสิณ 10
วรรณกสิณหรือกสิณสี เหมาะกับจริต โทสะจริต ขั้นความสำเร็จ ฌาน 1-4
กสิณอื่นๆ เหมาะกับจริต ทุกๆจริต ขั้นความสำเร็จ ฌาน 1-4
2.อสุภะ 10 เหมาะกับจริต ราคะจริต ขั้นความสำเร็จ ฌาน 1
3.อนุสติ 10
อนุสติ 6 ข้อแรก เหมาะกับจริต สัทธาจริต ขั้นความสำเร็จ อุปจารสมาธิ(สมาธิขั้นกลาง)
อุปสมานุสติเหมาะกับจริต พุทธจริต ขั้นความสำเร็จ อุปจารสมาธิ(สมาธิขั้นกลาง)
มรณสติเหมาะกับจริต พุทธจริต ขั้นความสำเร็จ อุปจารสมาธิ(สมาธิขั้นกลาง)
กายคตาสติเหมาะกับจริต ราคะจริต ขั้นความสำเร็จ ฌาน 1
อานาปานสติ เหมาะกับจริต โมหะจริตและวิตกจริต ขั้นความสำเร็จ ฌาน 1-4
4.อัปปมัญญา 4
เมตตา,กรุณา,มุฑิตา เหมาะกับจริต โทสะจริต ขั้นความสำเร็จ ฌาน 1-3
อุเบกขา เหมาะกับจริต โทสะจริต ขั้นความสำเร็จ ฌาน 4
5.อาหาเรปฎิกูลสัญญา เหมาะกับจริต พุทธจริต ขั้นความสำเร็จ อุปจารสมาธิ(สมาธิขั้นกลาง)
6.จตุธาตุววัฏฐาน เหมาะกับจริต พุทธจริต ขั้นความสำเร็จ อุปจารสมาธิ(สมาธิขั้นกลาง)
7. อรูปฌาน 4 เหมาะกับจริต ทุกๆจริต ขั้นความสำเร็จ เทียบเท่าฌาน4 โดยต่อยอดและละรูปนิมิต จากฌาน 4 ใน กสิณ 10 กองใดกองนึงอันเป็นไปตามลำดับ อรูปฌาน 1-4


                                                




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 8 ธันวาคม 2553 10:10:09 น.
Counter : 794 Pageviews.  

-ลักษณะของผู้ที่มีจริตต่างๆ (จริต 6)

ลักษณะของผู้ที่มีจริตต่างๆ (จริต 6)
ที่มา: http://www.moral.is.in.th/?md=content&ma=show&id=18

            ลักษณะของผู้ที่หนักในราคจริต
๑. มายา มายา เจ้าเล่ห์
๒. สาเถยฺยํ โอ้อวด
๓. มาโน ถือตัว
๔. ปาปิจฺฉตา ปรารถนาลามก
๕. มหิจฺฉตา ปรารถนามาก มีความอยากใหญ่
๖. อสนฺตุฏฺฐิตา ไม่สันโดษ
๗. สิงฺคํ แง่งอน
๘. จาปลฺยํ ขี้โอ่

ลักษณะของผู้ที่หนักในโทสจริต
๑. โกโธ มักโกรธ
๒. อุปนาโห ผูกโกรธ
๓. มกฺโข ลบหลู่คุณท่าน
๔. ปลาโส ตีตนเสมอท่าน
๕. อิสฺสา ริษยา
๖. มจฺฉริยํ ตระหนี่

ลักษณะของผู้ที่หนักในโมหจริต
๑. ถีนํ หดหู่
๒. มิทฺธํ เคลิบเคลิ้ม
๓. อุทฺธจฺจํ ฟุ้งซ่าน
๔. กุกฺกุจจํ รำคาญ
๕. วิจิกิจฺฉา เคลือบแคลง
๖. อาทานคฺคาหิตา ถือมั่นในสิ่งที่ยึดถือ ถืองมงาย
๗. ทุปฺปฏินิสฺสคฺคิตา สละ (สิ่งที่ยึดถือ เช่น อุปาทาน) ได้ยาก

ลักษณะของผู้ที่หนักในสัทธาจริต
๑. มตฺตจาคตา บริจาคทรัพย์เป็นนิจ
๒. อริยานํ ทสฺสนกามตา ใคร่เห็นพระอริยะ
๓. สทฺธมฺมํ โสตุกามตา ใคร่ฟังพระสัทธรรม
๔. ปาโมชฺชพหุลตา มากด้วยความปราโมทย์
๕. อสฐตา ไม่โอ้อวด
๖. อมายาวิตา ไม่มีมารยา

ลักษณะของผู้ที่หนักในพุทธิจริต
๑. โสวจสฺสตา ว่าง่าย
๒. กลฺยาณมิตฺตตา มีมิตรดีงาม
๓. โภชเน มตฺตญฺญุตา รู้ประมาณในโภชนะ
๔. สติสมฺปชญฺญํ ระลึกและรู้สึกตัว
๕. ชาคริยานุโยโค ประกอบความเพียร
๖. สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ สํเวโค สลดใจในสิ่งที่ควรสลด
๗. สํวิคฺคสฺส โยนิโส ปธานํ เริ่มตั้งความที่ใจสลดไว้โดยแยบคาย

ลักษณะของผู้ที่หนักในวิตกจริต
๑. ภสฺสพหุลตา พูดมาก
๒. คณารามตา ยินดีคลุกคลีในหมู่คณะ
๓. กุสลานุโยเค อรติ ไม่ยินดีในการประกอบกุสล
๔. อนวฏฺฐิกิจฺจตา มีกิจไม่มั่นคง จับจด
๕. รตฺติธูมายนา กลางคืนเป็นควัน
๖. ทิวาปชฺชลมา กลางวันเป็นเปลว
๗. หุราหุรํ ธาวนา คิดพล่านไปต่างๆ นานา

วิธีแก้ไขในจริตฝ่ายต่างๆ
“พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบว่า บุคคลนี้เป็นราคจริต บุคคลนี้เป็นโทสจริต บุคคลนี้เป็นโมหจริต บุคคลนี้เป็นวิตกจริต บุคคลนี้เป็นศรัทธาจริต บุคคลนี้เป็นญาณจริต”พระผู้มีพระภาคย่อมตรัสบอกอสุภกรรมฐาน แก่บุคคล ผู้เป็นราคจริตย่อมตรัสบอก เมตตาภาวนา แก่บุคคล ผู้เป็นโทสจริต
ย่อมทรงแนะนำบุคคลผู้เป็นโมหจริตให้ดำรงอยู่ในการเรียน ในการไต่ถามในการฟังธรรมตามกาล ในการสนทนาธรรมตามกาล ในการอยู่ร่วมกับครู

ย่อมตรัสบอก อานาปาณสติ แก่บุคคล ผู้เป็นวิตกจริตย่อมตรัสบอกพระสูตรอันเป็นนิมิตดีความตรัสรู้ดีแห่งพระพุทธเจ้า ความเป็นธรรมดีแห่งพระธรรม
ความปฏิบัติดีแห่งพระสงฆ์ และศีลทั้งหลายของตนอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความเลื่อมใสแก่บุคคลผู้เป็นศรัทธาจริต

ย่อมตรัสบอกธรรมอันเป็นนิมิตแห่งวิปัสสนาซึ่งมีอาการไม่เที่ยง มีอาการเป็นทุกข์มีอาการเป็นอนัตตา แก่บุคคล ผู้เป็นญาณจริต

********************************
กรรมฐานกรรมฐานที่เหมาะสมกับคนที่มี " จริต " ต่างกัน หรือ การภาวนาสมาธิ วิธีใดบ้างครับ ? จึงจะเหมาะสมกับคนที่มี " จริต " ต่างกันดังกล่าว เพื่อทำให้จิตตั้งมั่นง่าย (เป็นสมาธิ) คู่ควรไปใช้งานทางปัญญาได้โดยเร็ว
(1) คนบางคนชอบรวย อยากรวยเงินทอง อยากรวยกล้วยไม้ อยากรวยเครื่องประดับ อยากรวยบริวาร อยากรวยเครื่องแต่งกาย
อยากรวย ฯลฯ เขาเป็นคนที่..... " หนักไปทางโลภะจริต "
(2) คนบางคนขี้โมโห ขุ่นเคืองขัดใจง่าย เมื่อไม่ได้ดั่งใจ เขา... " หนักไปทางโทสะจริต "
(3) คนบางคนเชื่อง่าย งมงาย ตื่นข่าว ได้ยินแล้วก็เชื่อทันที เขา... " หนักไปทางโมหะจริต "

จริต 6 ได้แก่
1. ราคจริต หมายถึง ผู้ที่มีความประพฤติหนักไปทางรักสวยรักงาน กรรมฐานสำหรับแก้ คือ อสุภกรรมฐาน และกายคติ (การพิจารณากาย)
2. โทสจริต หมายถึง ผู้มีความประพฤติหนักไปทางใจร้อน ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด กรรมฐานสำหรับแก้ คือ พรหมวิหาร และกสิณ
3. โมหจริต หมายถึง ผู้มีความประพฤติหนักไปทางเขลา งมงาย กรรมฐานที่จะช่วยคือ การเจริญอานาปาณสติ การสนทนาธรรมกับผู้รู้
4. สัทธาจริต หมายถึง ผู้มีความประพฤติหนักไปทางน้อมใจเลื่อมใสสิ่งต่างๆ ได้ง่าย มีจิตซาบซึ้งง่าย กรรมฐานที่จะช่วยคือการพิจารณาอนุสติ
5.พุทธจริต หรือญาณจริต หมายถึง ผู้มีความประพฤติหนักไปทางใช้ความคิดพิจารณา กรรมฐานที่เหมาะสมคือ มรณานุสติ อุปสมานุสติ จตุธาตุววัฏฐาน อาหาเรปฏิกูลสัญญา
6. วิตกจริต หมายถึง ผู้มีความประพฤติหนักไปทางความคิดฟุ้งซ่าน กรรมฐานที่เหมาะสมคือ การเจริญอานาปานสติ การเพ่งกสิณ
****************
สำหรับกรรมฐานที่กล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น
เพราะกรรมฐาน หรือเครื่องมือในการฝึกจิตมีถึง 40 ชนิด
*****************************
กระทู้นี้ อุปมาเหมือน ถาดใบใหญ่ใส่ผลไม้ ที่เชิญให้นำผลไม้หลากหลายชนิดมาใส่ไว้ ผลไม้ดังกล่าวเปรียบเป็น "จริต" ให้ผู้สนใจได้ตรวจตนว่ามีจริตเช่นใด เพื่อไปเลือกกรรมฐานบำเพ็ญสมาธิให้ตรงกับจริตตนจริต คือ ความประพฤติ พื้นนิสัย พื้นเพแห่งจิต ของคนที่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง จริต 14 ได้แก่ ราคจริต โทสจริต โมหจริต สัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต ราคโทสจริต ราคโมหจริต โทสโมหจริต ราคโทสโมหจริต สัทธาพุทธิจริต สัทธาวิตกจริต พุทธิวิตกจริต สัทธาพุทธิวิตกจริตผู้มีราคะเป็นเจ้าเรือน เรียกว่า ราคจริต จริตอื่นก็แยกไปทำนองเดียวกัน
--------------------
จริต 14 ย่อลงเป็น 7 ได้แก่
ราคจริต+สัทธาจริต , โทสจริต+พุทธิจริต ,
โมหจริต+วิตกจริต , ราคโทสจริต+สัทธาพุทธิจริต , ราคโมหจริต+สัทธาวิตกจริต , โทสโมหจริต+พุทธิวิตกจริต และ ราคโทสโมหจริต+สัทธาพุทธิวิตกจริต
--------------------
ราคะ กับ ศรัทธา คล้ายคลึงกันคือ ความยึดมั่น ใฝ่หาความดี ไม่ผลักไส
ราคะ ประสงค์สิ่งสนองตัณหา ส่วน ศรัทธา แสวงหาสิ่งดีทางศีลธรรม
ราคะ ไม่สละสิ่งเลว ส่วน ศรัทธา ไม่สละสิ่งดี

โทสะ กับ พุทธิ คล้ายกันคือ ไม่ยึดมั่น ใฝ่หาความผิดพลาด ผลักไส
โทสะ ไม่ยึดติดสิ่งดี ส่วน พุทธิ คอยหาดทษของความประพฤติผิด
โทสะ ผลักไสผู้อื่น ส่วน พุทธิ ผลักไสความยอมตาม

โมหะ กับ วิตก คล้ายกันคือ ไม่มั่นคง เคลื่อนไหว
โมหะ ไม่สงบเพราะถูกรบกวน ส่วน วิตก ไม่สงบเพราะคิดฟุ้งซ่านไปหลาpทาง
โมหะ เคลื่อนไหวไม่ร้ทางไป ส่วน วิตก เคลื่อนไหวเพราะไม่เอาจริงจัง
จริตอื่น ๆ ก็เทียบเคียงทำนองเดียวกันนี้ จึงย่อลงเหลือ 7 บุคคล
--------------------
การฝึก............
ราคจริต ฝึกได้เร็ว เพราะแนะนำง่าย มีศรัทธามาก ไม่ค่อยมี โมหะ วิตก
โทสจริต ฝึกได้เร็ว เพราะแนะนำง่าย มีปัญญามาก ไม่ค่อยมี โมหะ วิตก
โมหจริต ฝึกได้ช้า เพราะแนะนำยาก เนื่องจากมี โมหะ วิตก ไม่ค่อยมีศรัทธา ปัญญา
ราคโทสจริต ฝีกได้เร็ว เพราะแนะนำง่าย มีศรัทธา ปัญญากล้า ไม่ค่อยมีโมหะ วิตก
ราคโมหจริต ฝึกได้ช้า เพราะแนะนำยาก ไม่มี ศรัทธา และมีโมหะ วิตก มาก
โทสโมหจิต ฝึกได้ช้า เพราะแนะนำยาก ไม่มี ปัญญา และมี โมหะ วิตก มาก
ราคโทสโมหจริต หรือ สัทธาพุทธิวิตกจริต ฝึกได้ช้าเพราะแนะนำยาก ไม่มีปัญญา และมี โมหะ วิตก มาก
--------------------
จริต 7 ย่อลงเป็น 3........ตามอกุศลมูล คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต
--------------------
สาเหตุของจริต มาจาก กรรมที่ทำในอดีต ธาตุทั้งหลาย และโทษ
-- ผู้สะสมกุศลกรรมไว้ในอดีตชาติ โดยอุบายวิธีที่น่ารักน่าชอบใจ กับ
-- ผู้จุติจากวิมาน มาปฏิสนธิในโลก ...เป็นราคจริต

-- ผู้ในอดีตชาติ สั่งสมกรรมอันก่อเวร คือ การฆ่า ทรมาน จับกุมคุมขัง กับ
-- ผู้จุติจากนรก หรือ กำเหนิดงู มาปฏิสนโนโลก ...เป็นโทสจริต

-- ผู้ในอดีตชาต ดื่มน้ำเมามาก และเว้นจากการศึกษาสนทนาธรรม กับ
-- ผู้จุติจากกำเหนิดดิรัจฉาน มาปฏิสนธิในโลก ...เป็นโมหจริต

ดังนั้น : กรรมที่ทำในอดีต จึงเป็นสาเหตุของจริต.......
-----------------------------------
ธาตุ :
- ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เสมอกัน ...เป็นราคจริต
- ธาตุลม ธาตุไฟ สูง ...เป็นโทสจริต
- ธาตุดิน ธาตุน้ำ เพิ่มสูง ...เป็นโมหจริต
-----------------------------------
โทษในร่างกาย
---ผู้มีเสมหะมากกว่าปกติ ...เป็นราคจริต
---ผู้มีน้ำดีมากกว่าปกติ ...เป็นโทสริต
---ผู้มีลมมากกว่าปกติ ...เป็นโมหจริต
--------------------
ท่านพระอาจารย์ ได้แนะนำหลัก การเลือกกัมมัฏฐาน ไว้ดังนี้....
1. บุคคล ราคจริต ควรปฏิบัติ อสุภสัญญา 10 , กายคตาสติ
.....เพราะทำให้เอาชนะราคะได้
......บุคคล ราคจริต ไม่ควรปฏิบัติ อัปปมัญญา 4
.....เพราะนิมิตของอัปปมัญญา เป็นสิ่งที่งดงาม
2. บุคคล โทสจริต ควรปฏิบัติ อัปปมัญญา 4
....เพราะทำให้เอาชนะโทสะได้ หรือควรปฏิบัติ วัณณกสิณ
....เพราะจิตเธอน้อมไปในกัมมัฎฐานนั้น
.....บุคคล โทสจริต ไม่ควรปฏิบัติ อสุภสัญญา 10
....เพราะจะทำให้ ปฏิฆสัญญา เกิดขึ้น
3. บุคคล โมหจริต ( ที่ยังไม่ได้สั่งสมอบรมปัญญาด้วยการศึกษา )
....ไม่ควรปฏิบัติกัมมัฏฐานใด เพราะเธอไม่รอบรู้ ความเพียรย่อมไร้ผล
.....บุคคล โมหจริต ควรสืบสวน ค้นคว้าเกี่ยวกับธรรม ฟังธรรมเทศนา
....ตามกาล ด้วยความเคารพ ยกย่องธรรม อยู่ใกล้อาจารย์ สั่งสมปัญญา
....แล้วปฏิบัติกัมมัฏฐานสักอย่างหนึ่ง ที่เธอชอบใจ
....อนึ่ง มรณสติ และ จตุววัฏฐาน เหมาะแก่เธอเป็นพิเศษ
4. บุคคลสัทธาจริต ควรปฏิบัติ อนุสสติ 6 เริ่มด้วยพุทธานุสสติ
.....เพราะทำให้ศรัทธาของเธอมั่นคง
5. บุคคลพุทธิจริต ควรปฏิบัติ จตุธาตุววัฏฐาน อาหาเรปฏิกูลสัญญา
.....มรณสติ และอุปสมานุสสติ ....เพราะเธอเป็นคนละเอียดล้ำลึก
.....อนึ่ง ..บุคคลพุทธิจริต ไม่ถูกห้ามปฏิบัติ กัมมัฏฐาน ใด ๆ เลย
6. บุคคลวิตกจริต ควรปฏิบัติ อานาปานสติ
....เพราะกำจัดความฟุ้งซ่านได้

*** เมื่ออาจารย์ที่เธออาศัยอยู่ด้วย สังเกตจริยาหรือจริต ของเธอแล้ว
จึงได้กำหนดอารมณ์กัมมัฏฐาน ที่เหมาะสมสำหรับใช้อบรม...
*** พอจะได้เป็นองค์ความรู้บ้างนะครับ ถ้ายังไม่เข้าไปที่อาจารย์ใด
ก็ให้ตัวเองเป็นอาจารย์ ทบทวนสังเกตตัวเองว่า มีจริตหนักไปทางใด

ดังบาลี : อัตตาหิ อัตตโน นาโถ " ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน "

ถาม : จะดูบุคคล มีจริตเช่นใด ดูจากอันใดครับ ?

* ทราบได้จาก ลักษณะจริยา 7 คือ การมองดูรูป กิเลส ลักษณะการเดิน
ลักษณะการนุ่งห่ม ลักษณะการบริโภค การงาน และ การนอนหลับ

อธิบาย การมองดูรูป...
-- มองดูรูป เสมือนไม่เคยเห็นมาก่อน มองไม่เห็นข้อเสียของรูป ไม่พิจารณารูป ไม่พิจารณาคุณความดีแม้เพียงเล็กน้อยของรูป ไม่เป็นอิสระจากความต้องการใน รูปารมณ์ หลังพิจารณาแล้วก็ยังไม่เป็นตัวของตัวเอง ....นี้คือบุคคล ราคจริต
-- มองดูรูปไม่นาน ราวกับว่าเหนื่อยหน่าย เมื่อหงุดหงิด จะก่อทะเลาะวิวาทกับ ผู้อื่นบ่อย ๆ แม้สิ่งใดดี เขาก็ไม่ชอบใจ ปัดทิ้งหมด วิถีชีวิตเขาถูกกำหนดโดย โทษ ท่าทีเขาต่ออารมณ์ทางทวารอื่น ก็ทำนองนี้ ....นี้คือบุคคล โทสจริต
-- มองดูรูป ในเรื่องคุณและโทษของสิ่งใดก็ตาม เขาจะเชื่อคนอื่น ใครว่าอะไร มีค่าหรือน่าชม เขาก็ว่าตามเพราะเขาไม่รู้อะไร ท่าทีเขาต่ออารมณ์ทางทวารอื่น ก็ทำนองนี้ ....นี้คือบุคคล โมหจริต
อธิบาย กิเลส.........
-- ริษยา มานะ มายา สาไถย มักมาก ....นี้คือ ราคจริต
-- โกรธ พยาบาท มักขะ ตระหนี่ อุปนาหะ ....นี้คือ โทสจริต
-- ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา โมหะ ....นี้คือ โมหจริต
อธิบาย จากการเดิน..........
-- ยกเท้าเดินเร็ว ก้าวสม่ำเสมอ สาวเท้าสม่ำเสมอ วางลงไม่เต็มพื้นเท้า
ยกเท้าก้าวเดินสง่างาม ....นี้คือบุคคล ราคจริต
-- กระตุกเท้ายกขึ้น เหยียบลงผลุนผลัน เท้าเขาเฉียดกัน วางเท้าคล้าย
จะขุดดิน ....นี้คือบุคคล โทสจริต
-- ยกเท้าปัดไปปัดมา เหยียบลงก็ปัดไปปัดมา ..นี้คือบุคคล โมหจริต
อธิบาย การนุ่งห่ม..........
-- ไม่ครองจีวรเก่าหรือขาด ครองช้า ไม่ห้อยรุ่มร่าง เป็นปริมณฑล (ราคจริต)
-- ครองจีวรรวดเร็ว สูงเกินควร ไม่เป็นปริมณฑล (โทสจริต)
-- ครองจีวรช้า ไม่เป็นปริมณฑล ไม่น่าดูหลายประการ (โมหจริต)
อธิบาย การบริโภค.........
-- พอใจอาหารรสกลมกล่อม ประณีต หวาน ต้องการอาหารพอควร
ตะล่อมเรียบร้อยพอเหมาะคำ บริโภคด้วยความพอใจ แม้ไม่อร่อยนัก (ราคจริต)
-- พอใจอาหารรสเปรี้ยว ไม่ตะล่อมเป็นคำให้เรียบร้อย บริโภคคำโต
ถ้าอาหารไม่สู้อร่อย เธอไม่พอใจ (โทสจริต)
-- พอใจอาหารไม่แน่นอน ไม่จัดเป็นคำ บริโภคคำเล็ก ปากเธอมีอาหารเปรอะเปื้อน เข้าปากบ้าง ตกลงในภาชนะบ้าง บริโภคไม่สำรวม (โมหจริต)
อธิบาย การงาน........
-- จับไม้กวาดพอดี กวาดไม่รีบ ไม่กระจาย เรียบร้อย (ราคจริต)
-- คว้าไม้กวาดรีบ กวาดเร็ว กระจายทั่ว เรียบร้อย (โทสจริต)
-- จับไม้กวาดเชื่องช้า กวาดไม่เรียบร้อย ไม่สม่ำเสมอ (โมหจริต)
อธิบาย การนอน.......
-- เตรียมที่นอนไม่รีบ ทำเรียบร้อย ค่อย ๆ เอนกาย งอแขนขา ถูกปลุกกลางคืน จะลุกขึ้นทันทีทันใด และตอบแบบไม่เต็มใจ (ราคจริต)
-- รีบนอน ณ ที่เธอได้พบ หน้านิ่วคิ้วขมวดเวลาหลับ ถูกปลุก ฯ จะลุกขึ้นทันที และตอบแบบไม่พอใจ (โทสจริต)
-- ไม่เตรียมที่นอนให้เรียบร้อย เวลาหลับ แขนขาอ้าถ่างออก ถูกปลุก ฯ เธอบ่นพึมพำและนานจึงค่อยตอบ


** เมื่อพระอาจารย์ สังเกตเห็นจริตมาหลายเดือนแล้ว **
ก็จะกำหนดอารมณ์กรรมฐาน ที่เหมาะเพื่อใช้อบรมจิตของเธอผู้นั้น




                                                




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 3 ธันวาคม 2553 18:37:32 น.
Counter : 7097 Pageviews.  

-อจินไตย 4 รู้ก่อนปฎิบัติ ป้องกันการบ้า และเดินถูกทางแต่ก็หลง; วิปัสสนูปกิเลส 10



            อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่พึงคิด คือไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิด แลถ้าขืนคิดให้รู้ให้ได้ก็จะกลายเป็นผู้มีส่วนแห่งความเครียดเป็นบ้าเสียสติไป แต่ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าห้ามหรอกนะ ท่านเพียงแต่บอกความจริงว่ามันเป็นอย่างนั้น ตามหลักขอพระพุทธศาสนานี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าไปห้ามใครเป็นแต่เพียงบอกว่า ไม่ควรคิด ถ้าคิดแล้วมันจะทำให้ มีส่วนแห่งความวิปริตของจิตเกิดขึ้น คือเมื่อคิดไม่ออก ก็เลยฟุ้งเพ้อไปเลยฉะนั้นท่านจึงบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรคิด สรุปคือ ไม่อาจรู้เข้าใจได้ด้วยการคิด ต้องรู้ประจักษ์ด้วยประสบการณ์ของตนเองโดยพัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้น อจินไตยมี 4 อย่างคือ (องฺ.จตกฺก.21/76/104)

            1. พุทธวิสัยคือ เรื่องปัญญาความสามารถของพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไรรู้ได้อย่างไร ทำได้อย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ปัญญาของเราไม่ถึงใคร แล้วให้หยั่งรู้ถึงทันเท่าคนนั้น ย่อมคิดไม่ได้ คิดไม่ออก เป็นที่เรื่องที่เห็นๆ กันอยู่เพราะฉะนั้น ปุถุชนจะเข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ หรือคิดเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าออกได้อย่างไร ก็ต้องพัฒนาตัวไปจนกว่าจะมีปัญญาอย่างนั้น

            2. ฌานวิสัย คือ วิสัยของฌาน จิตนั้นมนุษย์ก็มีอยู่ด้วยกันทุกๆ คน แต่มนุษย์ปุถุชนก็ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเข้าใจธรรมชาติของจิต และการทำงานของจิตของตนเองเลย แม้แต่ความฝัน ตัวเองก็ฝันอยู่แต่ก็ไม่เข้าใจความฝันนั้น ความรู้เรื่องจิตที่มีอยู่ในตัวเองหรือที่เป็นตัวเองนี้ มีน้อยอย่างยิ่ง ทีนี้ สภาพจิตที่เป็นฌานนั้นเกิดจากสมาธิที่แน่วแน่ถึงขั้นที่เรียกว่า อัปปนา เป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการฝึกฝนพัฒนาจิตยิ่งรู้เข้าใจยากกว่าสภาพจิตสามัญ คนทั่วไปจึงไม่อาจคิดให้รู้เข้าใจได้ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนพัฒนาขึ้นมาแต่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนอาจรู้เข้าใจได้ มิใช่ด้วยการคิด แต่ด้วยการทำเอา

            3. เรื่องการให้ผลของกรรม เรื่องนีมนุษย์ปุถุชนคิดอย่างไรก็ไม่สามารถมองเห็นชัดเจนจนถึงที่สุด เราก็รู้เข้าใจในแง่หลักของความเป็นไป ตามเหตุปัจจัยแล้วก็คิดไปได้ระดับหนึ่งแต่จะให้คิดมองเห็นโล่งตลอดไปก็ไม่ไหว

            4. เรื่องโลกจินตา คือ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องของโลกจักรวาลจักรภพ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร จะมีการสิ้นสุดหรือไม่ มีขอบเขตถึงไหน เรื่องนี้ philosophers คือ นักปรัชญาทั้งหลายชอบคิด แต่ให้คิดไปเถิดก็ข้องอยู่นั้นจะคิดให้ออก ก็ไม่ออกหรอก

            จากพระสูตร อจินติตสูตร

[๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด
เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน อจินไตย ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑ ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑ วิบากแห่งกรรม ๑ ความคิดเรื่องโลก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายอจินไตย ๔ ประการนี้แล ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน ฯ
จบสูตรที่ ๗


******************
ปีติในฌานนั้นพุทธองค์หมายเอา ผรณาปีติ เท่านั้น
          ปีติ คือความปลาบปลื้มใจ อิ่มเอิบใจในการเพ่งอารมณ์ เมื่อ ได้ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ต้องประคองจิตให้มั่น โดยปราศจากการท้อถอย และลังเลใจ ความปลาบปลื้ม อิ่มเอิบใจย่อมเกิดขึ้น ขณะที่จิตมีปีติ ปลาบปลื้มอิ่มเอิบใจอยู่นั้น ก็จะไม่มีความพยาบาท มุ่งร้าย หรือขุ่นเคืองใจ เข้ามาแทรกแซงได้

ปีติ ความปลาบปลื้มอิ่มเอิบใจ มี ๕ ประการ คือ
๑) ขุททกาปีติ ปลาบปลื้มใจ เล็กน้อย พอรู้สึกขนลุก
๒) ขณิกาปีติ " ชั่วขณะ เกิดขึ้นบ่อยๆ
๓) โอกกันติกาปีติ " ถึงกับตัวโยกตัวโคลง
๔) อุพเพงคาปีติ " จนตัวลอย
๕) ผรณาปีติ " จนอิ่มเอิบซาบซ่านไปทั่วกายและใจ

            ปีติ ที่เป็นองค์ฌาน ที่สามารถข่มพยาบาทนิวรณ์ได้นั้น ต้องถึงผรณาปีติ ส่วนปีติอีก ๔ ไม่นับว่าเป็นองค์ฌาน เพราะยังเป็นของหยาบ และมีกำลังน้อย

1.พระขุททกาปีติ เมื่อบังเกิดขึ้นแล้ว ขนผองสยองเกล้า มีประการต่าง ๆขณะเมื่อจำเริญภาวนาและมีความยินดีปรีดาในสันดาน ให้บังเกิดขนพองสยองเกล้านั้น ใช่อื่นใช่ไกล พึงเข้าใจเถิดว่า พระขุททกาปีติได้บังเกิดขึ้นแล้วในสันดานแล
2.พระขณิกาปีติ นั้นเมื่อบังเกิดแล้ว ก็ย่อมให้เห็นปรากฏ วิชุลตา วิย แปลบๆ ดุจดังว่าสายฟ้า อันแลบฉวัดเฉวียนในอากาศนั้น เห็นปรากฎดุจพระขณิกาปีตินี้ เมื่อบังเกิดขึ้นในสันดานแล้วก็ให้ปรากฏดุจดังนั้นแล
3.พระโอกกันติกาปีติ เมื่อบังเกิดขึ้นในสันดาน ก็มี ปีติเป็นระลอกหรือปีติเป็นพักๆ ให้รู้สึกซู่ลงมาๆ ในกาย ดั่งคลื่นกระทบฝั่ง น้ำเข้ามาแล้วก็อันตรธานหายไป ฉันใดก็ดี เมื่อพระโอกกันติกาปีตินั้น เมื่อหยั่งลงสู่กายแล้ว ก็ให้ปรากฏ ดังนั้น ๆ อยู่ น้ำเข้ามาแล้ว ดังโคลกคลาก เข้าแล้วแลหายไป อย่างนี้นี่เป็นลักษณะแห่งพระโอกกันติกาปีติแล
4.พระอุพเพงคาปีติ เมื่อบังเกิดขึ้นแก่กายแล้ว ปีติโลดลอย เป็นอย่างแรงให้รู้สึกใจฟูแสดงอาการหรือทำการบางอย่างโดยมิได้ตั้งใจ เช่น เปล่งอุทาน เป็นต้น หรือ ก็ให้กายลอยไปในอากาศ เสมือนหนึ่งลูกสกุณาปีกยังมิกล้า บังเกิดกระทำให้พอแต่ไหวกายแต่เพียงนั้น เหมือนเราท่านทุกวันนี้ เป็นผู้ที่มีศรัทธาได้เล่าเรียนพระวิปัสสนา ในอุพเพงคาปีตินั้น พึ่งเข้าใจว่าได้ โอน ๆ เป็นแต่อย่างกลาง บางทีนั้น กายหกคะมำไปก็มี เป็นอย่างนี้อาศัยด้วยมิได้ที่กล้าหาญ ถ้าได้พระอุพเพงคาปีติที่กล้าที่หาญนั้นแล้ว กายก็ลอยไปในอากาศเวหาเป็นแท้
5.พระผรณาปีตินั้น เมื่อบังเกิดขึ้นแล้วก็ให้เย็นแผ่ไปทั่วสรรพางค์กาย ปีติซาบซ่าน ให้รู้สึกเย็นซ่านแผ่เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ ปีติที่ประกอบกับสมาธิ "ท่านมุ่งเอาข้อนี้"ตัวสั่นโยกโคลง ยังไม่ใช้ปีติ จากองค์ฌาน เป็นปีติในขั้นอุปจารสมาธิเท่านั้น ปีติในองค์ฌานจะเป็นแบบ ผรณาปีติ เท่านั้น

***************************************
            เดินถูกทางแต่ก็หลง; วิปัสสนูปกิเลส 10
________________________________________วิปัสสนูปกิเลส
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา เป็นธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้วิปัสสนาอ่อนๆ (ตรุณวิปัสสนา) สภาพน่าชื่นชมแต่ที่แท้เป็นโทษเครื่องเศร้าหมองแห่งวิปัสสนา ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางไม่ให้ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ มี ๑๐ อย่าง คือ
• โอภาส หมายถึง แสงสว่าง(ที่ปรากฏเป็นธรรมารมณ์ในใจ)
• ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้
• ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ
• ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น
• สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ
• อธิโมกข์ หมายถึง ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ
• ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี
• อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า สติชัด
• อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง
• นิกันติ หมายถึง ความพอใจ ติดใจ

            เมื่อผู้ปฏิบัติวิปัสสนาสามารถยกเอารูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ขึ้นมาพิจารณาเป็นหมวดๆ ตามแนวไตรลักษณ์ที่ละอย่างๆ จนเริ่มมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย เกิดเป็นวิปัสสนาญาณอ่อนๆ (หรือตรุณวิปัสสนา เช่น ในช่วงอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ) ในช่วงนี้ก็จะเกิดวิปัสสนูปกิเลสขึ้นมา


            วิปัสสนูปกิเลสทั้งสิบนี้ เป็นภาวะที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง และไม่เคยเกิดมี ไม่เคยประสบมาก่อน จึงชวนให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจผิด คิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว หรือหลงยึดเอาคิดว่าวิปัสสนูปกิเลสนั้นเป็นทางที่ถูก ถ้าหลงไปตามนั้นก็เป็นอันพลาดจากทาง เป็นอันปฏิบัติผิดไป คือพลาดทางวิปัสสนา แล้วก็จะทิ้งกรรมฐานเดิมเสีย นั่งชื่นชมอุปกิเลสของวิปัสสนาอยู่นั่นเองแต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะแก้ไขได้ ก็จะกำหนดได้ว่าวิปัสสนูปกิเลสนั้นไม่ใช่ทาง รู้เท่าทัน เมื่อมันเกิดขึ้น ก็กำหนดพิจารณาด้วยปัญญาว่า โอภาสนี้ ญาณนี้ ฯลฯ หรือนิกันตินี้ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่มันเป็นของไม่เที่ยง เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง จะต้องเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา แล้วกำหนดวิปัสสนาญาณที่ดำเนินถูกทาง ซึ่งจะพึงเดินต่อไป

            เนื้อหา
• 1 ผู้ที่ไม่เกิดวิปัสสนูปกิเลส
• 2 ความยึดถือวิปัสสนูปกิเลส
• 3 อ้างอิง
1.ผู้ที่ไม่เกิดวิปัสสนูปกิเลส
วิปัสสนูปกิเลสจะไม่เกิดขึ้นแก่
• พระอริยสาวก ผู้บรรลุปฏิเวธแล้ว
• ผู้ปฏิบัติผิด (เริ่มต้นมาแต่ศีลวิบัติ)
• ผู้ละทิ้งกรรมฐาน
• บุคคลเกียจคร้าน (แม้ปฏิบัติถูกมาแต่เริ่มต้น)
• แต่จะเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติโดยชอบ ประกอบความเพียร ผู้เริ่มต้นบำเพ็ญวิปัสสนาแล้ว เท่านั้น
2.ความยึดถือวิปัสสนูปกิเลส
อุปกิเลสแห่งวิปัสสนานี้มี ๑๐ อย่าง แต่ละอย่างมีความยึดถือได้อย่างละ ๓ แบบ (รวมเป็น ๓๐) ได้แก่
• ทิฏฐิคาหะ หมายถึง ยึดถือด้วยทิฏฐิ เช่น ยึดถืออยู่ว่า "โอภาสเกิดขึ้นแก่เราแล้ว"
• มานคาหะ หมายถึง ยึดถือด้วยมานะ เช่น ยึดถืออยู่ว่า "โอภาสน่าพึงพอใจจริงหนอ เกิดขึ้นแล้ว"
• ตัณหาคาหะ หมายถึง ยึดถือด้วยตัณหา เช่น ชื่นชมโอภาสอยู่


บทที่ 5 จบ



                                                




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 3 ธันวาคม 2553 20:36:45 น.
Counter : 1773 Pageviews.  

1  2  3  4  

aero.1
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





.

************************** [Add aero.1's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.