ibaz.org
Group Blog
 
All Blogs
 

ปลูกมะเขือเทศไว้ทานเองง่ายๆ

การปลูกต้นมะเขือเทศ

สำหรับการปลูกมะเขือเทศนั้น อยู่ที่การเตรียมดิน การเพาะเมล็ด การดูแล และการเก็บเกี่ยว ซึ่งรายละเอียดของการปลูกมะเขือเทศมีดังนี้

การเตรียมดิน ดินที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของ มะเขือเทศ ต้อง มีสารอาหารสำ หรับพืช มีความชื้น และอากาศถ่ายเทได้สะดวก ค่าความเป็นกรด ด่าง ควรอยู่ที่ 6.0-6.8 ph ยกแปลงสูง 20 ถึง 30 เซ็นติเมตร ป้องกันการเกิดโรครากเน่าโคนเน่า ระยะห่างระหว่างแปลง 1.5 เมตร
การเพาะต้นกล้า และการย้ายลงแปลงปลูก เริ่มจากการเตรียมกระบะเพาะเมล็ดพันธ์ ใส่เมล็ดพันธ์ 2-3 เมล็ดต่อหลุ่มเพาะ รดน้ำเช้าเย็น ให้ชุ่มน้ำอยู่เสมอ ภายใน 25 ถึง 30 วัน ต้นกล้าจะเจริญเติบโต มีใบแท้ขึ้น ประมาณ 4 ถึง 5 ใบ จากนั้นนำลงแปลงปลูก สำหรับการย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก ให้ทำในตอนเย็น เนื่องจากป้องกับต้นกล้าเฉา และตาย รดน้ำแปลงปลูกให้ชุ่มน้ำก่อนย้ายต้นกล้าลงแปลงปลููก 2 วัน
การเก็บเกี่ยวผลผลิตมะเขือเทศ สามารถเก็บเกี่ยวได้หลังจากนำต้นกล้าลงแปลง 60 วัน สังเกตุผลของมะเขือเทศเป็นสีแดง การเก็บเกี่ยวให้เก็บเกี่ยวช่วงเช้าหรือเย็น จะทำให้ผลของมะเขือเทศไม่เฉา
สรรพคุณทางสมุนไพรของมะเขือเทศ

ในผลของมะเขือเทศ มีสารสำคัญตัวหนึ่ง ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ป้องกันมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ในมะเขือเทศ มีกรดอะมีโน ที่เป็นสารชนิดเดียวกันกับผงชูรส และที่สำคัญ ช่วยบำรุงผิวพรรณ รักษาสิวได้ดี เราขอนำเสนอ ประโยชน์ของมะเขือเทศ มีดังนี้

ในมะเขือเทศช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของใบหน้า ทำให้ใบหน้าไม่แห้งกร้าน โดยนำมะเขือเทศมาฝานและวางบนหน้า
มะเขือเทศ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเหี่ยวย่นของผิวพรรณ
มะเขือเทศ มีน้ำและน้ำตาล ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
มะเขือเทศ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย
มะเขือเทศ ช่วยบำรุงสายตา เนื่องจากในมะเขือเทศ มีวิตามินเอสูง
มะเขือเทศ ช่วยในการรักษาสิว โดยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกใบหน้า หรือฝานผลมะเขือเทศบาง ๆ วางบนใบหน้า
มะเขือเทศ ช่วยให้ผิวพรรณแต่งตึง ด้วยวิธีเดียวกับการรักษาสิวด้วยมะเขือเทศ
ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม
มะเขือเทศ ใช้รักษาโรคในช่องปาก โรคเลือดออกตามไรฟัน
มะเขือเทศบำรุงเลือด ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ช่วยปรับสมดุลย์ของความดันเลือด ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ช่วยบำรุงหัวใจ
มะเขือเทศ ช่วยขับปัสสาวะ รักษาโรคปัสสาวะขัด หรือ นิ่ว รวมถึงช่วยขับของเสียทางปัสสาวะ
มะเขือเทศ ช่วยบำรุงระบบขับถ่าย ช่วยในการย่อยอาหารและให้ขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก
มะเขือเทศ ช่วยลดกลิ่นปาก เนื่องจากมะเขือเทศมีสารช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา
มะเขือเทศ ช่วยบำรุงเส้นผม ให้ผมมีความชุ่มชื่น ป้องกันผมแห้ง ไม่มีน้ำหนัก
มะเขือเทศช่วยบรรเทาอาการเจ็บและปวดจากการฟกช้ำได้




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2559 21:51:14 น.
Counter : 320 Pageviews.  

การปลูกมะเขือเทศในถุง

ขั้นตอนการเตรียมดินและการปลูกมะเขือเทศในถุง
หากมีการเตรียมดินดีนับตั้งแต่แรกเริ่มก่อนทำการปลูกมะเขือเทศในถุง ก็จะช่วยป้องกันให้วัชพืชงอกช้าลง ควรตากแดดไว้ให้ดินแห้ง 3 ถึง 4 อาทิตย์ แล้วนำมาใส่ถุงปลูกที่เตรียมไว้ ส่วนต้นกล้าใช้วิธีการเพาะเมล็ดในถาดเพาะ ที่มีขนาด 104 หลุมต่อถาด นำเมล็ดพันธุ์แช่ในน้ำสะอาด โดยให้เมล็ดทุกส่วนถูกน้ำโดยแช่ประมาณ 20 นาที จากนั้นนำเมล็ดมาวางในกระดาษเพาะกล้าหรือผ้าขาวบางชุบน้ำหมาด ๆ แล้วจึงห่อเมล็ดด้วยกระดาษเพาะเมล็ดด้วยถุงพลาสติก เก็บในที่อุณหภูมิ 28 ถึง 30 องศาเซลเซียส โดยใส่ในภาชนะที่มิดชิด อย่างกระติกน้ำเพื่อรักษาอุณหภูมิประมาณ 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาเพาะในถาดเพาะ

วิธีการปลูกมะเขือเทศในถุง
หลังทำการปลูกมะเขือเทศในถุง ด้วยการเพาะเป็นอันดับแรกแล้ว ต่อมาเมื่อเมล็ดงอกก็คัดต้นกล้าโดยเอาต้นที่แข็งแรง และโตสม่ำเสมอที่ได้ตามอายุ และตรงตามลักษณะสายพันธุ์ ปราศจากโรคหรือแมลง ควรย้ายกล้าเมื่อมีใบแท้ 4 ถึง 5 ใบ หรืออายุไม่เกิน 25 ถึง 30 วัน และหากมีการเคลื่อนย้ายต้นกล้าจากโรงเรือนเพื่อไปแปลงเพาะปลูกที่มีระยะห่างกันมาก ก็ควรพักต้นกล้าก่อนปลูกอย่างน้อย 1 วัน และก่อนปลูก 2 วัน ควรรดน้ำในถุงปลูกให้ชุ่ม และควรย้ายกล้าในช่วงเย็น เพราะทำให้อากาศไม่ร้อน หรือแดดไม่จัด ระวังอย่าให้วัสดุเพาะแตกหรือรากขาด เพราะอาจจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโต เวลาย้ายต้นกล้าจากถาดเพาะลงถุงปลูกนั้น ให้จับบริเวณปลายยอดกล้าแต่ไม่ควรดึงหรือบีบบริเวณโคนต้น แล้วทำการกลบดินครอบคลุมโดนต้นกล้า

การปลูกมะเขือเทศในถุง
หลังทำการปลูกมะเขือเทศในถุง ให้รดน้ำทุกวันเช้าเย็น เพราะมะเขือเทศเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอ ให้รดน้ำไปถึงผลเริ่มแก่ หรือผลเปลี่ยนสี และควรลดการให้น้ำลง มิฉะนั้นอาจทำให้ผลแตกได้ ควรมีการปักค้างให้มะเขือเทศ อาจใช้ไม้หลักปักค้างต้นก่อนระยะออกดอก โดยใช้เชือกผูกกับลำต้นให้ไขว้กันเป็นเลข 8 หรือผูกเงื่อนกระตุกกับค้าง เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี และเพื่อความสะดวกต่อการดูแลรักษา โดยผลไม่สัมผัสดินและสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว ประมาณ 30-45 วัน มะเขือเทศจะเริ่มออกดอก และเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุได้ประมาณ 70 ถึง 90 วัน ส่วนการเก็บเกี่ยวจะต้องให้ขั้วผลติดมาด้วย เพราะหากเก็บผลในระยะที่ไม่แก่จัดจะทำให้ทนทานต่อการขนส่ง เมื่อถึงมือผู้บริโภคหรือวางขายในตลาดก็จะทำให้เริ่มสุกพอดี




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2559 19:10:04 น.
Counter : 357 Pageviews.  

การปลูกมะเขือเทศ

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกมะเขือเทศ
มะเขือเทศเป็นพืชที่เจริญได้ดีในดินทั่วไป แต่ที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุสูง ระบายน้ำและอากาศดี ในสภาพที่ชื้นแฉะ จะทำให้รากขาดออกซิเจน ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นหากมีน้ำขัง หลายวัน จะต้องเร่งน้ำออก ที่สำคัญคือต้องไม่ปลูกซ้ำในแปลงเดียวกันหลายปี เพราะจะเกิดการสะสมของโรค ซึ่งยากต่อการป้องกันกำจัด

ขั้นตอนการปลูกมะเขือเทศ
1. การปลูก สามารถปลูกได้ 2 วิธี คือ การเพาะกล้าแล้วย้ายปลูก และการหยอดเมล็ดโดยตรง ก่อนปลูกต้องทำการไถดินลึก 15-20 เซนติเมตร และตากดิน 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ อาจใส่ปูนขาวหรือโดโลไมล์ ในกรณีที่ดินเป็นกรด ระยะปลูกที่แนะนำ คือ ระหว่างต้น 40 เซนติเมตร ระห่างแถว 70 เซนติเมตร
2. การให้น้ำ ระยะแรกต้องให้น้ำทุกวันขณะที่ช่วงติดดอกติดผล ถ้าขาดน้ำจะทำให้เป็นโรคก้นเน่า และผลร่วงได้
3. การใส่ปุ๋ย ช่วงแรกของการเจริญเติบโต ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่ หลังจากที่ย้ายปลูก 15-20 วัน ใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 50-70 กิโลกรัม/ไร่ โดยโรยข้างต้นและพรวนดินกลบ เมื่ออายุได้ 35-40 วันหลังย้ายปลูก ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ประมาณ 50 กิโลกรัม/ไร่
4. การปักค้าง ทำเมื่อมีอายุประมาณ 8-10 วันหลังย้ายกล้า
5. การปลิดใบและการตัดแต่งกิ่ง กระทำโดยการแต่งกิ่งที่แตกออกมาจากลำต้นให้เหลือเพียง 2-3 กิ่ง เพื่อให้ผลมีขนาดใหญ่ และสะดวกในการผูกค้าง

โรคและการป้องกัน
1. โรคเหี่ยวเขียว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการคือ ใบและส่วนยอดจะเหี่ยวในช่วงกลางวัน ที่มีอากาศร้อน ใบล่างจะเหี่ยวห้อยลง ต่อมาจะเหี่ยวทั้งต้น ใบม้วนงอทั้ง ๆ ที่ยังเขียวอยู่ และจะตายภายใน 2-3 วัน โรคนี้เป็นแล้วรักษาไม่ได้ วิธีป้องกันที่กันที่สุด คือ งดปลูกมะเขือเทศในพื้นที่ที่เป็นโรคอย่างน้อย 4-5 ปี ปลูกพืชหมุมเวียน และปรับ pH ของดินให้เหมาะสม
2. โรคเหี่ยวเหลือง เกิดจากเชื้อรา ระยะแรกพบเป็นเส้นใยสีขาวทั่วไป ต่อมาเชื้อจะสร้างเม็ดสเคลอร์โรเดียม เป็นเม็ดกลม ๆ สีน้ำตาลดำ ต่อมาอาการจะเป็นแผลแห้งรอบลำต้น ลำต้นเหี่ยวและแห้งตาย ป้องกันโดยการโรยปูนขาวที่โคนต้น รักษาหน้าดินให้แห้งการปักค้างจะช่วยลดความเสียหายได้
3. โรคใบไหม้ เกิดจากเชื้อราอาการที่ใบคล้ายน้ำร้อนลวก ด้านใต้ใบพบเส้นใยของเชื้อราเป็นสีเทาคล้ายละอองน้ำเกาะอยู่ หากรุนแรงจะลามหมดทั้งใบ ใบแห้งดำ ป้องกันกำจัดโดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เคยเป็นโรค ทำลายต้นที่เป็นโรคทีนที ไม่ควรให้น้ำแบบฉีดพ่น ฝอย ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกลุ่ม เมตาแล็คซิล
4. โรคใบหยิกเหลือง เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีแมลงเป็นพาหะ ซึ่งจะระบาดในสภาพอากาศแห้ง ป้องกันโดยหมั่นสังเกต ในแปลงไม่ให้มีแมลงหวี่ขาว หากพบให้ฉีดพ่นด้วยสารไดเมทโธเอท ในอัตรา 1.5-2 เท่า ผสมสารเมทามิโดฟอส หรือ อิมิดาครอปิด
5. โรคขาดธาตุอาหาร ป้องกันโดยหลีกเลี่ยงในดินที่เป็นกรดจัด และปรับ pH ในดินก่อนปลูก โรคที่เกิดจากการขาดธาตุอาหารประกอบด้วย
5.1) โรคก้นเน่า ขาดธาตุโบรอน แก้ไขโดยฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ
5.2) โรคแผลแตก ขาดธาตุแคลเซียม แก้ไขโดยฉีดพ่นแคลเซี่ยมให้สม่ำเสมอ
5.3) โรคไส้ดำ ขาดธาตุแคลเซียมและโบรอน ประกอบกับดินเป็นกรด
5.4) โรคยอดม่วง ขาดธาตุฟอสฟอรัส

แมลงศัตรูและการป้องกัน
1. หนอนเจาะผลมะเขือเทศ ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปในผล กัดกินเนื้อและเมล็ดอ่อนภายใน ส่วนใหญ่มักทำลายผลที่ยังมีสีเขียวอยู่ ผลที่ถูกทำลายเห็นเป็นจุดมีรอยช้ำและเน่าก่อนที่จะเก็บเกี่ยว การตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ โดยระยะก่อนติดผล และกำลังติดผลอ่อน ป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่นสารในกลุ่มเมทโทมิล สารไพรีทรอย และยาเชื้อแบคทีเรีย
2. เพลี้ยไฟ ดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ยอดหงิก ขอบใบแดง และดอกร่วง ป้องกันกำจัดด้วยสารเอนโดซัลแฟน หรือสารฟิโปรนิล
3. เพลี้ยอ่อน ถ้าเป็นตัวสีดำ ให้ฉีดพ่นด้วยสารดเมทโทเอท ถ้าตัวสีเขียวใช้สารไวท์ออยล์
การเก็บเกี่ยว
มะเขือเทศลูกผสมพันธุ์ แซ่บ และ แสงทอง สามารถที่จะเก็บเกี่ยวได้ภายใน 60-70 วัน หลังย้ายกล้า หากส่งตลาดผลสดควรเก็บขณะเปลี่ยนสี หากเก็บส่งโรงงานควรเก็บผลที่มีสีแดงสด (พันธุ์แสงทอง) และสีชมพู (พันธุ์แซ่บ) ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการดูแลรักษา คือ ประมาณ 1-2 เดือน หลังจากที่เริ่มเก็บเกี่ยว




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2559 11:41:15 น.
Counter : 328 Pageviews.  

มะเขือเทศ ชะลอชรา

มะเขือเทศ ทุกท่านคงจะรู้จักมะเขือเทศเป็นอย่างดี เพราะเป็นผลไม้ที่ใช้ในการประกอบอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย และเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับวิตามินซี วิตามินเค แร่ธาตุโปแตสเซียม และโบรอน สารสำคัญในมะเขือเทศที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ คือ สารไลโคพีน (lycopene) เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoid) ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย สารไลโคพีนนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าสารไลโคพีนช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 20 สารไลโคพีนพบมากในมะเขือเทศแดงสด แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง

มนุษย์รับประทานมะเขือเทศเป็นอาหาร ผัก รวมทั้งเครื่องดื่ม นอกจากมะเขือเทศจะมีรสชาติที่อร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางอาหารมากมาย มะเขือเทศมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lycopersicon esculentum เป็นพืชในวงศ์ Solanaceae มะเขือเทศเป็นพืชล้มลุกอายุประมาณหนึ่งปี เติบโตเร็ว ลำต้นมีขนปกคลุม มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบหยักเว้าลึก ดอกสีเหลืองรูปดาว ผลฉ่ำน้ำ ผลมะเขือเทศอาจมีรูปร่างกลมหรือรี สีเหลือง ส้ม หรือแดง

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

มะเขือเทศเป็นแหล่งวิตามิน A, B, C, E และแร่ธาตุโพแทสเซียม

น้ำจากผลมะเขือเทศที่คั้นใหม่ๆ ใช้ทำความสะอาดผิว ทำให้ผิวนุ่มเนียน และสวยงาม

น้ำคั้นจากผลมะเขือเทศมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างอ่อน เนื่องจากในมะเขือเทศมีสารไลโคปีน จัดเป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง แคโรทีนอยด์นี้เป็นเม็ดสีธรรมชาติที่ละลายในไขมันซึ่งให้สีเหลืองสด ส้ม แดง และเขียวสดกับผัก ผลไม้ อย่างเช่น แครอท ฟักทอง บร็อคโคลี่ ฯลฯ มีคุณสมบัติช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้อนุมูลของเซลล์ในร่างกายมีอนุภาคเป็นกลาง ช่วยหยุดยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของอนุมูลอิสระต่างๆ ไลโคปีนนี้จัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังที่สุด ในมะเขือเทศมีไลโคปีนอยู่มากเหนือกว่าแตงโมเกือบสองเท่า การกินมะเขือเทศเป็นประจำ ก็จะช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระได้มาก จะช่วยชะลอความแก่ชรา และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บอย่างเช่น มะเร็ง หรือโรคหัวใจได้มาก

น้ำคั้นจากผลมะเขือเทศยับยั้งการเกิดมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะในหนูทดลอง และช่วยลดอุบัติการการเกิดมะเร็งที่ระบบทางเดินอาหารได้อีกด้วย นอกจากนี้การรับประทานผลมะเขือเทศจะได้รับสารไลโคพีนที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก

สารที่มีชื่อเรียกว่า tomatoside เป็น steroidal glycoside มีอยู่ในมะเขือเทศ แสดงคุณสมบัติของ interferon อาจใช้ป้องกัน และรักษาการติดเชื้อไวรัสในมนุษย์และสัตว์




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2559 10:15:32 น.
Counter : 283 Pageviews.  

มะเขือเทศ



ต้น เป็นพืชอายุปีเดียว ต้นสูง ๑ – ๒ เมตร ปกคลุมด้วยขนอ่อนนุ่ม ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับกัน ใบย่อยมีตัวใบข้างหนึ่งเล็กข้างหนึ่งใหญ่ ใบบางรูปรี ปลายใบแหลม ฐานใบไม่เท่ากัน ขอบใบมีรอยหยักคล้ายฟันเลื่อยหรือเว้าลึก ใบยาว ๕ -๗ เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อที่ง่ามใบ ช่อหนึ่งมี ๓ – ๗ ดอก กลีบดอกสีเหลือง โคนติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกเป็น ๕ – ๖ กลีบ ผล มีขนาดและสีแตกต่างกันไปแต่ละชนิด ส่วนใหญ่กลมรี หรือกลมแบน ผิวนอกเรียบเป็นสีแดงหรือสีเหลือง มีเนื้อฉ่ำน้ำ มีเมล็ดจำนวนมาก พันธุ์ดั้งเดิมที่มีผลกลมขนาดเล็กประมาณผลมะเขือพวงและติดเป็นพวง มีรสเปรี้ยวมากชาวล้านนามักเรียกว่า บ่าเขือบ่าแฅว้ง หรือ บ่าเขือส้มพุก (อ่าน บ่าเขือส้มปุ๊ก) สาวนชนิดที่มีผลกลมรี สีส้มแดง ขนาดประมารผลบ่าหลอด (สลอดเถา) มักเรียกกันว่า บ่าเขือส้มบ่าหลอด

ไม่มีข้อมูลสารอาหาร ชาวล้านนาได้ใช้มะเขือเทศประกอบอาหารต่างๆ เช่น ผลสุกสดใช้เป็นผักกินกับอาหารประเภทยำ ลาบ ส้า หรือน้ำพริก ใส่แกงต่างๆ เช่น แกงขนุน แกงสะแล แกงผักเฮือด ผลสุกนำไปเผาเป็นส่วนผสมในตำรับน้ำพริกต่างๆ อาทิ น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกปลาร้า หรือน้ำพริกฮ้า โดยเฉพาะน้ำพริกอ่อง ถือว่ามะเขือเทศนี้เป็นส่วนผสมสำคัญ นิยมใช้มะเขือเทศลูกเล็ก
ผลเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้กระหายน้ำและเบื่ออาหาร ผลมีวิตามินเอ และซีจำนวนมากในต้นมะเขือเทศมีสารสำคัญ คือโทมาทีน (tomatine) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นต้นเหตุของโรคในพืชและคนได้ แต่มีฤทธิ์ไม่แรงนัก รากและใบแก่ต้มกินแก้ปวดฟัน ใบบดเป็นผงละเอียด เป็นยาเย็น ใช้ทาผิวถูกแดดเผา เป็นต้น นอกจากนี้ ใบชงกับน้ำร้อนใช้เป็นยาพ่นกำจัดหนอนที่มากินผักได้สารสีแดงไลโคปินช่วยป้องกันมะเร็งร้ายหลายชนิด และโรคหลอดเลือดหัวใจ




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2559 9:41:51 น.
Counter : 328 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  

BlogGang Popular Award#13


 
taurolar
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add taurolar's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.