ใต้ฟ้าเดียวกัน.... ForGet mE nOt
Group Blog
 
All blogs
 

เมื่ออุษาเยือนเสมือนธรรมชาติยังปรานีเรา



เมื่อยามรุ่งอรุณเราได้เห็นแสงฉายสาดส่องมาสู่โลกนะขอบฟ้า
จากแสงของดวงตะวัน นั้น เราได้รับความปรานี จากธรรมชาติ
เราได้ยินเสียงนกร้องก้องกังวาน บ้าง แผ้วหวานมาทักทาย
ได้เห็นใบไม้ไหวเอนเอียงระริกอ่อนช้อยรับแสงยามรุ่งสาง
ดอกไม้แย้มยิ้นเบ่งบานซึ้งยังมีน้ำค้างเกาะตามกลีบตามใบ
สัมผัสลมอันพร่างพราวพลิ้วไกวให้เราได้สัมผัสธรรมชาติ
อันบริสุทธิ์สดชื่น จงเก็บกักความสดใสสดชื่นให้อยู่
ในร่างกายในดวงใจของเราให้เต็มที่
แล้วทุกท่านจะเริ่มทำงานทำหน้าที่ได้อย่างมีความสุขตลอดเวลา




อรุณรุ่งแสงฉายระบายฟ้า
พราวนภาเรืองรองผ่องอำไพ
ช่างเฉิดฉันท์งดงามทั่วพงไพร
หน้าพิสมัยละไมเมื่อได้ยล

เป็นสัญญาณบอกว่าอุษาเยือน
เสียงวิหคละเรือนในไพรสณฑ์
แสวงหาอาหารปะทังตน
ทั้งดิ้นรนคาบเหยื่อเผื่อลูกในรัง

หมู่ปักษายังขยันหมั่นหากิน
ท่านที่รักอย่าถวิลจะพลาดพลั่ง
ตื่นแต่เช้าเกลาจิตให้มีพลัง
ชำระล้างมลทินออกจากใจ

อายุขัยในมนุษย์นี้น้อยนัก
หากช้าชักจักเกินกาลสุดแก้ไข
เพราะบางคนอาจตายก่อนถึงวัย
มรณภัยนี้ไม่รอให้ต่อรอง

เป็นมนุษย์แสนดีมีโอกาส
มีปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าสัตว์ทั้งผอง
ขอวิงวอนทุกทุกท่านจงไตร่ตรอง
ยึดพระธรรมมาประคองในดวงใจ

เป็นอุปนิสัยเป็นปัจจัยในภพหน้า
เป็นปัญญาบารมีชี้แจ่มใส
เพื่อไม่หลงเพลิดเพลินเมื่อเดินไป
เชิญท่านไซร้ตื่นขึ้นรับสดับธรรม




คำของปู่พุทธะ

ธรรมะไม่ไช่สิ่งที่เอาแต่พูด หรือเอาไว้ท่องจำ
คำที่ปู่สอน รื้อขยะเก่าทิ้ง ไม่เพิ่มขยะใหม่
ทำของดีที่มีอยู่แล้วให่ผ่องใส

(คำอธิบาย) คือ อย่าได้แสวงหาสิ่งที่เป็นศาสนานอกตัว
เพราะการแสวงหาสิ่งต่างๆ นอกจากจะไม่เป็นการรื้อขยะเก่าแล้ว
ยังเป็นการเพิ่มขยะใหม่ แถมของดีที่มีอยู่แล้วก็อาจจะหาไม่เจอ
เพราะถูกขยะ หรือการแสวงหาที่ไม่มีที่สิ้นสุดทั้งหลายปิดบังปกคลุมอยู่

หรือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วผ่านมานาน แต่กับนำมาซึ่งปัญหาเดิม กับทำให้ทุกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


คนที่คิดว่าตัวเองดีแล้วนั้นแหละยอดเลว
จงดูน้ำเป็นตัวอย่างมันเป็นตัวแทน ของความเยือกเย็นใสสะอาด
แต่แฝงไว้ด้วยพลังและอำนาจอันมากมายมหาศาล
น้ำสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ทุกที่ไม่มีที่ไหนที่น้ำเข้าไปไม่ได้
และมันเข้าไปอาศัยอย่างผู้ชนะด้วย

น้ำอยู่ในขวดก็เป็นรูปขวด อยู่ในโอ่งในไห อยู่ได้กับภาชนะทุกรูปแบบ
แต่มันก็ยังคงคุณสมบัติของความเป็นน้ำอยู่นั้นเอง

เราได้ยินเสียงใบไม้กระทบกันกร่างกราว ยามลมพัดกรรโชกมา
นกร้องจิ๊บๆ อยู่บนยอดไม้ท่ามกลางความเงียบสงบ
ประโยชน์อันบริสุทธิ์สร้างสรรค์ทุกขณะจิตของธรรมชาติ

อยากเป็นคนรวยต้องหมั่นทำบุญทำทาน
เป็นผู้เสียสละรู้จักให้แล้วจะไม่รู้จักอด

อยากเป็นคนเก่งต้องหมั่นฝึกอบรมสตอปัญญาต้องสั่งสมเรื่อยมา
อยากเป็นคนพูดจาไพเราะน่าฟังต้องพูดแต่สิ่งดีมีประโยชน์
ถึงจะด่าก็ด่าอย่างมีศิลปะ ด่าแล้วคนฟังไม่โกรธ
อยากสวยต้องรักาาศีล
อยากมีบริวารต้องรู้จักศรัทธาฟังผู้อื่น
อยากมีวาสนาต้องเป็นผู้ให้ทำดีต้องได้รับผลดี จะเป็นชั่วไปไม่ได้
นั่นมันตลกแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น เหมือนอย่างเราควรรู้จัก
ใฝ่หานักปราชญ์ราชบัณฑิต รู้จักเสียสละรู้จักเป็นผู้ให้

ทำใจให้สอดคล้องผสมผสาน
เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
และจงแสดงความเป็นอิสระ
ต่อ ธรรมชาติ
หรือ
ปล่อย ว่าง ละ เว้น
ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน
ย่อมไม่มีการแสดงออก




(ธรรมของหลวงปู่เกษม เขมโก)

ถ้าจับวิญญาณได้คงรู้ว่าวิญญาณหลอกให้เราหลง อันนี้นะ “ธรรม”
ทางพระเดิน รู้แล้วอย่าเพลินตาม วิญญาณ ให้เพิศเพ่ง เลงดูของในตัว
ให้เป็นของชั่วสิ้นทั้งนั้น

“จิต” ละเอียด ก็เกลียดซึ่งร่างกาย
ว่ารูปธรรมเป็น “ปฏิกูล”
ตายแล้วก็ประมูล เป็นขึ้นมา
จะนับชาติกำเนิดนั้นไม่ได้ ย่อมเวียนว่ายตายเกิดใน “สังสาร”
ไม่รู้แล้ว โลภะ โทสะ นั้นเกิดมาจึงทนทุกข์เวทนา ทุกชาติไป
อัน “ความรัก” ชักชวนให้เราเกิด
ตรองดูเถิดนั้นเห็นเป็นการใหญ่
จงสละ “รัก” หักลงไป
จึงจะได้เห็นชัดว่า อัตตา ว่ารูปกายไม่ใช่ตัวตน มาหลงกลตัวเรา
ช่าง โง่ เง่า เขลาหนักหนา
คือ โลภะ โทสะ โมหะ กำบังตา
อวิชชาตัณหา เป็นต้นเหตุ
คอยสังเกตุ จึงจะรู้อย่าดูหมิ่น
จงเปลื้องปลดเสียให้ หมดซึ่งราคิน
จึงสิ้น “ความแก่” และเจ็บตาย
จงเร่งขวนขวายทำไว้เมื่อยังดี
ครั้นเต็มที่เจ็บปวด นั้นยอดยิ่งยากนัก
ที่จะได้เห็นความจริง
“ความเจ็บ”
ยิ่งเหลือทนพ้นกำลังสุขไม่เป็น
เจ็บร้อนนอนกระสับกระส่าย
ให้ผุดลุกผลุดนั่งไม่ตั้งกาย
มัจจุราช หรือจะหมายมากล้าเกรงใจเราเอง
เขลา โฉด จะโทษใคร
มัวเป็นบ้าหาแต่ของช่วยตัวไม่ได้
อันธรรมของพระไม่อาลัย
ครั้นถึงภัยตนทำลนลาน




ข้าพเจ้าเองก็ยังซึ่งละมิได้มาก แต่เร่งกำหราบให้หมดสิ้น
ได้มากบ้างน้อยบ้างไม่ถวิล สะสมล้างมลทินออกจากใจ
ข้าพเจ้าเองก็ยังอยู่ในสังคมแห่งแสงสี มี รัก โลภ โกรธ หลง
เพราะข้าพเจ้าเอง ก็ยังติดในกิเลสอยู่เช่นกัน
ยังแต่งตัวสวยงามในวงสังคม
แต่ข้าพเจ้า ฝึกหัดเพื่อละซึ่งความอาฆาตพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกัน
ข้าพเจ้ากำลังเติมน้ำทีละหยดเพื่อรดหลั่งให้ดวงจิตของข้าพเจ้าได้เย็นฉ่ำ
ละ เว้น ด้วยน้ำอมฤตรส
ใครต้องการมีดวงจิตที่ใสสว่าง ท่านจงมองต้นไม้ใบหญ้าดอกไม้
แสงตะวันและสิ่งที่อยู่รอบๆตัวท่านสิค่ะ นั้นคือความสุขที่แท้จริง
ที่มนุษย์เราต้องการค่ะ








 

Create Date : 30 ตุลาคม 2550    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2551 21:29:24 น.
Counter : 486 Pageviews.  

คำพูดเสริมสร้างพลังบุญ



ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา

ประพฤติได้รู้สอนใจตัวเองก่อน
ฝึกขัดเกลาเผาจิตให้ผ่อนล้า
ก่อนจะทำสิ่งไรตรองทุกครา
ถูกหรือไม่พิจารณาอย่าอาทร

ชำระล้างมลทินให้สลาย
ใฝ่ถวิลสัมมาเข้าฝึกสอน
มีปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าพังพอน
อย่านิ่งนอนล้างคราบออกจากใจ

คนที่พูดถ้อยคำมีประโยชน์
เพื่อนผองโปรดพาชิดจิตสดใส
พูดกำกวมเพื่อนลาถอยจากไกล
มิเหลือใยเชยชื่นขื่นชะตา

เป็นมนุษย์แสวงธรรมจิตล้ำเลิศ
สุดประเสริฐสูงส่งทรงคุณค่า
ลดทิฐิเตือนสติด้วยปัญญา
รีบเร่งฝนธรรมาเกิดผลปลาย

อันคนถ่อยปัญญาเบาเจ้าอิจฉา
ชอบนินทามาดร้ายคนหนีหาย
กระทำชั่วกรรมสนองจนวันตาย
ต้องครวญคร่ำถูกควักใจในโลกา

ใครล่ะว่าอาญาฟ้าหามีไม่
ร่างใดใดต่างกันต่างกรรมหนา
บำเพ็ญศีลเบิกทางใหม่ในโลกล่า
แสวงธรรมพระสัมมาเป็นอาจิณ

เป็นมนุษย์สุดแสนดีมีโอกาส
สร้างธรรมาพิลาสเป็นนิจสิน
มั่นสร้างสมกล่อมเกลาเผามลทิน
กว่าร่างสิ้นผลงามยามลับไป




ธรรมะที่บริสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดหรือพูดมาก
อักษรภาษาหนังสือหรือสิ่งตีพิมพ์ต่างๆรวมทั้งคำพูด
และพูดมากเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้เข้าถึงธรรมะได้เลย
เป็นแต่เพียงสื่อที่จะบอกถึงธรรมะเท่านั้น

การสร้างบุญด้วยคำพูดคืออะไร
พูดสิ่งที่ดีให้ใครที่มีทุกข์ได้รับสุข
พูดสร้างสรรค์มีประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม
การุณย์ต่อผู้ด้อยกว่าเอื้อจุนเจือให้กับคนที่หมดหนทาง

ในบางครั้งมีเหตุเกิดทุกข์
เราต้องใช้ความคิดพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์นั้นด้วย
แสวงหาความสุขใจอย่างลึกซึ้งในการมีชีวิต
งาน เป็นแหล่งให้เกิดความเจริญงอกงาม
งาน เป็นโอกาสให้คนได้เรียนรู้เรื่องชีวิตและวิญญาณของตนมากขึ้น
ทั้งยังทำให้ผูกสมัครสมานสามัคคีในการอยู่ร่วมกัน
เพราะฉะนั้นคำพูดของแต่ละคนจึงเป็นบ่อเกิดแห่งความผูกมิตร
และสานศัตรู พูดดีมีคนรักเกื้อกูล พูดผิดมีแต่คนเมินแหน่งหน่าย
แล้วคนอย่างเราๆต้องการแบบไหนดีล่ะ

เป็นคำสอนจากปู่




ศีลคือการนำความชั่วออกจากใจของตน
นำความผิดออกจากกายจากใจของตน เป็นที่ตั้งของมรรค
เป็นหนทางที่ จะทำให้ความทุกข์ทั้งหลายสิ้นสุดไป

การบำเพ็ญต้องปฏิบัติเรื่อยๆ เวลามีโอกาสก็ต้องทำ
ตั้งสัจจะจริงกาย จริงวาจา จริงใจ ขันติบารมี อดทั้งกาย
อดทั้งวาจา อดทั้งใจ ตีติกขะ อดกลั้นทนทาน
เป็นบารมีอย่างเอก ส่วนบารมีก่อสร้างนั่นมาแต่อดีตชาติ
นับเอนกอนันต์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สมบูรณ์ บริบูรณ์
เป็นบุรุษสตรีสมบูรณ์แล้ว อันใดก็บารมีมาส่งให้ทุกสิ่งทุกอย่างตามนั้น




มองดูท้องฟ้าดวงดาวเต็มไปหมด การเกิด การตายไม่รู้อีกเท่าไร
เกิดแล้วตาย เกิดแล้วตาย

บุญทานที่ทำ กลายเป็นข้าวน้ำ เครื่องทิพย์นานา
เป็นวิมานทอง เรืองรองโสภา กับทั้งนางฟ้า พันหนึ่งบริวาร
เครื่องทิพย์ครั้งนี้ ส่งถึงชนนี บิดาอย่านาน
เมื่อยามบุญมาวาสนาช่วย ที่ป่วยก็หายที่หน่ายก็รัก






 

Create Date : 19 ตุลาคม 2550    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2550 7:30:39 น.
Counter : 527 Pageviews.  

สร้างพลังบุญ



ในหนึ่งวันสิ่งแปลกเกิดมากมาย
ทั้งเรื่องร้ายเรื่องดีมีให้แก้
ความสับสนหลากเรื่องเป็นตัวแปร
บางครั้งแย่บ้างสุขคลุกเคล้าไป

เป็นเพราะกรรมนำมาพาให้เกิด
ความล้ำเลิศหม่นมัวมิผ่องใส
โชคชะตาเปลี่ยนผันบั่นทอนไกล
ความเป็นไปบิดเบือนเลื่อนตามกรรม

ไตรสิกขาชี้นำความถูกต้อง
อริยมรรคชี้บ่งให้เกิดธรรม
แสงเงินทองส่องทางสว่างล้ำ
สุกสกาวงดงามตามครรลอง

มีปัญญารู้็้้้้้่้้จริงสิ่งที่เกิด
ครองจิตเพลิศทุกยามงามผุดผ่อง
ด้วยแก่นแท้ศาสนาพานำร่อง
ให้ชีวิตสมปองในทางดี

ตุ่มยังเต็มด้วยน้ำที่พร่ำหยด
มดตัวเล็กสร้างรังให้สุขี
ปลวกขนดินกองใหญ่เท่าคิรี
คนเรานี้มิสร้างบุญสุนทร

สร้างกุศลชาตินี้ไว้ดีกว่า
บุญกิริยาจะติดไม่ทุกข์ร้อน
มีศีลธรรมนำให้มิอาวรณ์
เอื้ออาทรต่อกันพ้นภัยพาล





การทุกอย่างไม่ว่าจะยากหรือง่ายทุกข์ทรมานเพียงใดขอเพียงมีความจริงใจ
มีจิตคิดจะทำ เราจักทำมันได้ อย่างง่ายดายและเป็นสุขที่ได้ทำ

ต้นไม้ต่อให้โตตั้งตรง แข็งแกร่งปานใด แต่ถ้าปล่อยให้เถาวัลย์
และวัชพืชเกี่ยวพันขึ้นรกปกคลุมจนมืดมัวจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แลยืนต้นตายในที่สุด
ผู้คนต่อให้เกิดในสกุลดี ฐานะดี ความรู้ดี ชาติดี แต่ปล่อยให้ขยะแห่งความน่ารังเกียจคือ
ความริษยาอาฆาต ทะยานอยาก โลภ โกรธ หลง ปกคลุมตนให้มืดบอดมากมายเพียงใด
คนเหล่านั้นย่อมมีแต่ยืนรอความตาย แล้วล้มลงทับแผ่นดิน โดยหาสาระมิได้ในการมีชีวิต

ทุกคำสอนแห่งพุทธะ




พญาราชสีห์ในป่ามีด้วยกันสองชนิด สองชนิดเป็นไฉน

ราชสีห์ชนิดแรก ชอบอยู่กับบริวาร เป็นใหญ่ในบริวาร
ให้ความคุ้มครองรักษาบริวารอิงอาศัยความคุ้มครองรักษาจากบริวาร
ใช้พลังความพรั่งพร้อมห้อมล้อมจากบริวาร ส่งเสริม ตนให้มีสง่า ดูมีราศี
ใช้ความฉลาดและอำนาจพลังควบคุมปกครองบริวารให้อยู่ในอำนาจแห่งตน

ราชสีห์ชนิดที่สอง ชอบมีชีวิตเป็นอยู่อย่างโดดเด่น พึ่งพิงอิงแอบอาศัย
เป็นอยู่ได้ด้วยลำพังตน ไม่นิยมคบหาพกพาบริวาร และถ้าเผอิญมีบริวารมาคบหา
ก็จะขบกัดบริวารของตนจนทนไม่ได้ บริวารตนใดที่มีความฉลาด
สามารถทนได้ก็จะอยู่ได้ด้วยความสนิทเสน่หาจะได้รับสิ่งดีมีราคา




เสียสละ มีสัจจะ
มีวินัย ใจเยือกเย็น
เป็นบัณฑิต จิตสู้ตาย
คลายทิฏฐิ ดำริชอบ
กอบกุศล ผลอนันต์










 

Create Date : 04 ตุลาคม 2550    
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2550 19:52:44 น.
Counter : 507 Pageviews.  

อดทน ในโลกมายา (คำสอนแห่งพุทธะ)



" ทน " เป็นคุณสมบัติเป็นคุณธรรมของคนที่อยู่ในโลกมายา
ขันติ หรือ คุณธรรมนั้นเป็นเครื่องมือของมนุษย์ทุกผู้ตัวคนควรเรียนรู้

ความอดทนตัวนี้เปรียบได้กับไม้ค้ำฝ้าเพดาน ถ้าไม่มีไม้เสียแล้ว
ฝ้าเพดานก็จะหล่นลงมากอง เพราะฉะนั้น ไม้พยุงฝ้าให้อยู่ฉันใด
ตัวอดทนตัวนี้เปรียบได้กับไม้ค้ำพยุงกิเลส ให้ได้ฉันนั้น
พยุงโลกมายา โลกแห่งความหลอกลวง ให้ปลิวไสวสะบัดพัดวีอยู่
แสดงแสนยานุภาพ เหมือนการสร้างโบราณสถานด้วยก้อน"ศิลา"
ที่ใช้หินที่แข็งแกร่งมาแกะสลักก่อสร้างเพื่อให้ทนทานแข็งแกร่งอยู่อย่างมั่นคง
ไม่ไหวเอนไปตามลมพายุไม่ถล่มทลายลงมา
เพราะฉะนั้น เราควรใช่ความอดทน ขันติ ความอดกลั้น
เป็นธรรมเพิกถอนกิเลสอย่างยิ่ง




อย่างมหาโจร องคุลีมาร เมื่อเข้ามาบวชในศาสนา แล้วโดนชาวบ้าน
เขาปาด้วยก้อนอิฐ ก้อนหิน โดนชาวบ้านทำร้าย พูดจาเสียดสีถากถาง
ก็มีขันติ คือ ความอดทน อดกลั้น ไม่แสดงอาการกิริยา เหมือนกับมหาโจรที่แล้วๆมา
ต้องผจญกับพายุ โหมกระหน่ำทุกทิศทาง
พระศาสดาก็ทรงมา แสดงขันติ ให้องคุลีมารพ้น เพื่อเอาชนะเขาเหล่านั้น
เขาจะด่าจะปาอย่างไรก็ทนเอาไว้ลูก ถือเสียว่านั้นเราเคยทำเขาไว้




พระพุทธเจ้าจะให้สำหรับคนที่ต่อสู้กับความจริง เอาความจริงไปสู้กับความไม่จริง
จึงจำเป็นต้องมีขันติ
แล้วทั้งโลกมายาและโลกแห่งความเป็นจริง มันอยู่ที่ไหน
มันก็ไม่ได้อยู่ที่อื่นไกล อยู่ในใจของเรานั้นเอง





ทุกคนว้าวุ่นไม่รู้จักกำจัดปัญหาของตน ก็เลยสร้างเงื่อนไข
ในการ แก้ปัญหาแห่งตน แต่ไปสัมผัสจับต้องกับเงื่อนไขของคนอื่น
เลยคิดว่าคนอื่นไม่ยอมรับตน ไม่ใช่พวกตน เพราะทุกคนไม่เป็นคนจริง
ไม่ยอมรับความจริง ไม่เข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างไร
ใจของตัวเองไม่แข็งแกร่งเหมือน ก้อน ศิลา




ทำใจให้เหมือนเมฆหมอกที่กำลังเคลือนตัวเปลี่ยนรูป
หรือสายน้ำที่กำลังไหลริน ให้ ความฉ่ำเย็น กับสัพสิ่งบนโลกใบนี้




ฤดูใบไม้ร่วงสิ่งทั้งปวงทั่วโลกา
สัพเพสังขาราอนิจจาป่าช้าผี
เวลาของชีวิตสิ้นน้อยนิดไปทุกที
ประพฤติคุณความดีเมื่อยังมีลมหายใจ
อย่ารอให้แก่เฒ่าจะตายเน่าเข้าโลงไป
ขาดทุนสูญกำไรไม่มีใครช่วยแก้ตัว
เมื่อยังมีชีวิตอย่าให้จิตใจมืดมัว
เลิกทำบาปกรรมชั่วคิดเกรงกลัวไม่มัวเมา




สายน้ำที่กำลังไหลริน ให้ ความฉ่ำเย็น กับสัพสิ่งบนโลกใบนี้



มนุษย์เราต้องมีสติอยู่เสมอ แข็งแกร่งให้เหมือน ศิลา

สัมปชัญญะ: มีความรู้ตัวอยู่เสมอ

ธรรมะ ที่ต้องเรียนรู้ในการทำให้ชีวิตมีความสุขอยู่บนโลกใบนี้

รู้จักเหตุที่เกิด ในบ้างครั้งเมื่อมีอะไรมากระทบความรู้สึกของใจ
ให้เกิดทุกข์ ในการดำเนินชีวิตให้ราบเรียบให้ใจเป็นสุข
เมื่อมีเหตุเกิด ต้องแก้ไขหาเหตุที่เกิด แก้ไขเหตุที่เกิดทุกข์

เพราะฉะนั้น ต้องมองเหตุการที่เกิดขึ้นและผลที่ได้รับ
เราต้องมีสัตย์กับตัวเอง รู้จักตัวเอง รู้จักประมาณ รู้หน้าที่
รับผิดชอบต่อหน้าที่ และสังคม เรียนรู้สังคมรอบด้าน

สติและสมาธิมันเรื่องเดียวกันหรือไม่
สติเป็นเหตุ สมาธิเป็นผล
ถ้าพูดถึงเรื่องการฝึกสติ ก็คือการฝึกการระลึกได้
แต่ถ้าพูดถึงการฝึกสมาธิ ก็คือการสร้างฐานที่ตั้งของการระลึกได้
และขยายผลของสติให้มีประสิทธิภาพเป็นพลัง
ศาสนา มิใช่กฎเกณฑ์กติกา ระเบียบ แบบแผน ขนมธรรมเนียม
จารีตประเพณี หรือ ความดีกับความชั่ว
ศาสนา มิใช่การทำตัวให้ไปอยู่กับพระเจ้า หรือ เป็นบ่าวของพระพรหม
ศาสนา มิใช่เป็นเพียงแค่ทำตัวให้เป็นที่นิยม ยอมรับ หรือปฏิเสธ
ศาสนา คือ ที่มาของคำว่า ดับและเย็นเท่านั้น
มาเรียนรู้ให้ชีวิตมีความสุขร่มเย็น กับการที่ยังมีลมหายใจอยู่กันเถอะ




ในความว่าง ไร้ชื่อเรียกขาน ไร้ตัว ไร้ตน ไร้พรหมแดน
มีชีวิตและจิตใจ รวมเป็นสมาธินั้น
ทุกสรรพสิ่ง สรรพชีวิต สรรพวัตถุ
รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีแม้แต่กาลเวลา
คงไว้แต่ปัจจุบันของอารมณ์ สมาธิ
(คำสอนจากพุทธะ)




มาเรียนรู้เพื่อตอบแทนโลกเหมือนกับ โบราณสถานที่ยังทรงคุณค่าอยู่เสมอ








 

Create Date : 10 กันยายน 2550    
Last Update : 16 กันยายน 2550 17:59:15 น.
Counter : 412 Pageviews.  

ชีวิตกับความคาดหวัง



พระไตรรัตน์คุ้มครองจิตผ่องใส
จดจำไว้ทุกเรื่องในเมืองผี
นรกกะสวรรค์เชื่อมั่นมี
วายชีวีพบทั่วทุกตัวคน

หมั่นสร้างสมคุณธรรมนำชีวิต
หมั่นฝึกจิตให้รับผลกุศล
หมั่นคิดทำสิ่งดีใส่ใจตน
สะสมผลธรรมาพานำชัย

ชีวิตเราทุกวันสั้นหนักหนา
ทุกข์สุขนำพาเข้าอาศัย
จงตั้งใจฝึกหัดทัดทานไป
ก้าวดั้นด้นให้พ้นภัยราวี

ทำความดีให้ตัวอย่ากลัวเกรง
ความฉ่ำชื่นบรรเลงให้สุขี
ปล่อยวางสิ่งบั่นทอนในชีวี
ธรรมชาติส่องทางมีให้เดิน




เมื่อเราสังเกตธรรมชาติของแผ่นดินเราย่อมตระหนักถึงความหนักแน่น
และความเป็นรากฐานอุ้มชูสิ่งทั้งปวง จึงเปรียบได้กับความโอบอ้อมอารี
และความถ่อมตน ในขณะที่เราเพ่งพินิจภูเขาที่ยืนตระหง่าน เราย่อมสัมผัส
ถึงความสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหวต่อลมพายุ สะท้อนถึงเอกัคตารมณ์ และอุเบกขาแห่งจิต
เมื่อใดที่เรามองดูฟากฟ้าเราย่อมรู้สึกได้ถึงการปลดปล่อย และเสรีภาพที่ไร้ขอบเขต
นำพาเราไปสู่ปัญญาบริสุทธิ์ และความหลุดพ้น
การสะท้อนความกลมกลืนกัน ของธรรมชาติ ภาวะการดำรงชีวิต จิตวิญญาณ และคุณธรรม

ปุถุชน มีชีวิตเพื่อวันข้างหน้า เพราะมีความพร่องในวันนี้จึงแสวงหา
ความเต็มในวันพรุ่ง ผิดหรือถูก

อริยชนมีชีวิตอยู่กับวันนี้ เพราะการกระทำในวันนี้มีคุณค่าสูงสุดบริบูรณ์
ครบถ้วนอยู่ในตนเอง คำถามเรื่องสิ่งที่ดีกว่าจึงไม่จำเป็น จริงหรือไม่

จะผิดหรือถูกอยู่ที่ใจมนุษย์ อยากมีทุกข์หรือหลุดพ้น ปรารถนา
จะอยู่ในโลกแห่งความจริงแท้หรือโลกแห่งความฝันตลอดกาล
แล้วโลกใบไหนกันแน่ที่มีคุณค่าและความหมายสูงสุด
ความทุกข์ทรมานมิได้เกิด ขึ้นจากความคาดหวังหรอกหรือ

คำสอนจากปู่


คนเราทุกคนย่อมอยากมีชีวิตที่สุขสบาย ความทะยานอยากได้อยากมี
นั้นต้องอยู่ในพื้นฐานของความบริสุทธิ์สะอาดซื่อตรง ไม่แกร่งแย่งชิงดีต่อกัน
มีใจโอบอ้อมอารีต่อกัน เผื่อแผ่แบ่งปันช่วยเหลือ
จะทำให้จิตใจของเราไม่ร้อนรนหวาดระแวงต่อสิ่งใด เมื่อเรายึดมั่นคุณงามความดี

ลำธารใสใสไหลผ่าน
ไม่ย้อนคืนวันไหลกลับ
ไหลผ่านเลยไปหายหวับ
ไม่ไหลย้อนกลับคืนมา






บัณฑิตควรจักต้อง..........ยังตน
ถึงซึ่งสรรพพิมล.............ผ่องแผ้ว
ไกลจากสิ่งกังวล............หมองจิต
บัณฑิตใดจิตแล้ว............เลิศด้วยอบรม

โดยถูกชอบบ่มด้วย...........เหตุตรัส รู้แฮ
บัณฑิตใดอาจจัด.............จิตพ้น
จากถือมั่นสารพัด............ทุกสิ่ง
สละซึ่งยึดถือท้น............ท่วมด้วยยินดี

บรรดาบัณฑิตนั้น...........ฤามี
อาสวะหมองศรี..............สิ่งเศร้า
ความโพลงกิเลสรวี..........ดับสนิท ในโลก
เย็นยิ่งเย็นใดเข้า...........ปกป้องครองใจ.









 

Create Date : 15 สิงหาคม 2550    
Last Update : 26 สิงหาคม 2550 11:30:24 น.
Counter : 274 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  

วนารี
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หัดเขียนเพื่อเรียนรู้ค่ะ
^^^^^^^^^^^^
ความรัก เสลาสลักสวยใส
งามใดเล่า งามใด
เทียบได้งดงาม ความรัก
จรดลึก ในความทรงจำ
ลึกล้ำ ย้ำรอยสลัก
นิรันดรนั้น นานหนัก
แต่รักเรา นานกว่านั้น
^^^^^^^^^^^^

เขาว่าเรา เราอย่าโกรธ ลงโทษเขา
ในเมื่อเรา นั้นไม่เป็น เช่นเขาว่า
หากเราเป็น จริงจัง ดังวาจา
เมื่อเขาว่า อย่าโกรธเขา เราเป็นจริง
Friends' blogs
[Add วนารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.