น้ำตาที่ไหลย่อมมีวันจางหาย หากไม่รู้จักเจ็บปวด คงไม่รู้ถึงความสุขใจ
Group Blog
 
<<
มกราคม 2548
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
22 มกราคม 2548
 
All Blogs
 
ทำไม คริสต์ โรมันคาทอลิก จึงกลายเป็นศาสนาประจำชาติโรมัน

ลิ้งเต็มๆhttp://www.pantip.com/cafe/library/topic/K3210086/K3210086.html

ความคิดเห็นที่ 1

คุณมังกรฯ ตั้งหลายกระทู้จังค่ะ เรื่องอื่นมีคนตอบไปหมดแล้ว แต่เรื่องศาสนายังไม่มีใครตอบ งั้นเรามาว่ากันหน่อยดีไหมค่ะ แต่ขอพูดถึงในแง่มุมของประวัติศาสตร์เท่านั้นนะคะ ส่วนในเรื่องของความเชื่อทางศาสนา ขออนุญาตงดเว้นค่ะ..^^

เรื่องศาสนาคริสต์กับยุโรปยุคกลาง เป็นเรื่องที่น่าศึกษามากค่ะ เพราะคำสอนของศาสนาคริสต์ เป็นพื้นฐานที่สำคัญ ที่ก่อให้เกิดกระบวนการคิดอย่างมีระบบ เพียงแต่ว่าในยุคกลางนั้น สังคมถูกครอบงำโดยศาสนาอย่างสิ้นเชิง

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคประเทืองปัญญา ในศตวรรษที่ 16 ได้เกิดนักคิดนักเขียนมากมายในสังคมยุโรป ต่างก็สงสัยในคำสอนของศาสนาเป็นเบื้องต้นเพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในวิถีชีวิตของพวกเขาเอง และเมื่อสงสัย ก็พยายามหาคำตอบ ซึ่งตำตอบเหล่านั้นมักมีเหตุและผลที่สามารถอธิบายถึงข้อสงสัยเหล่านั้นอยู่ด้วย

ก่อนอื่น คงต้องทำความเข้าใจก่อนนะคะว่า อาณาจักรโรมันโบราณนั้น ไม่มีศาสนาค่ะ.. ถ้างั้นแล้วศาสนาคริสต์ ได้กลายมาเป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมันได้อย่างไร? มาดูกันค่ะ ผิดถูกอย่างไร ก็ช่วยๆกันหน่อยนะคะ

จากที่ได้ศึกษามาทำให้ทราบว่า เอกลักษณ์ทางสังคมของยุโรปยุคกลาง คือศาสนาคริสต์ค่ะ แต่กว่าที่ศาสนาคริสต์จะเข้ามามีอิทธิพลในยุโรปยุคกลาง ก็ไม่ใช่ได้มาง่ายๆนะคะ

อาณาจักรโรมันโบราณ (ที่ไม่มีศาสนา) กับอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ (ที่นับถือคริสต์) คือคนละส่วนกันค่ะ งงมั้ยค่ะ ??

คืองี้ค่ะ อาณาจักรโรมันโบราณ เริ่มมีพัฒนาการทางการเมืองตั้งแต่ประมาณ 750 ปี ก่อนคริสต์กาล โดยเริ่มจากการก่อตั้งรัฐเล็กรัฐน้อยในเขตแหลมอิตาลีและได้ขยายตัวไปเรื่อยๆด้วยวิธีการทำสงคราม

จนกระทั่งร้อยกว่าปีต่อมาอาณาจักรโรมันก็ได้ครอบครองดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลตั้งแต่ตะวันออกกลางไปจดแอฟริกาเหนือ

จากอาณาจักรเล็กๆ ได้กลายเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ หลายวัฒนธรรม และหลายความเชื่อ เรียกว่ามีการผสมผสานวัฒนธรรมกันมากมายจนแยกไม่ออก ว่าอะไรๆป็นอะไรบ้าง

ซึ่งตรงนี้คืออุปสรรคสำคัญในการจัดการปกครองดูแล... ท่ามกลางความหลากหลายเหล่านี้ก็พบกับความขัดแย้งมากมาย จนเป็นสาเหตุหนึ่งนำมาซึ่งความอ่อนแอของอาณาจักร แต่สิ่งหนึ่งชัดที่สุดก็คงเกี่ยวเนื่องกับความตกต่ำของจิตใจชาวโรมันเอง เมื่ออาณาจักรมีความเจริญสูงสุดในด้านวัตถุ เมื่อนั้นความเสื่อมถอยในด้านศีลธรรมก็ตามมาเป็นเงาตามตัว

ในราว ค.ศ. ที่ 2 มีผู้บุกรุก คือกลุ่มคนป่าที่ชาวโรมันเรียกว่า พวกบาเบเรียน หรืออนารยชน ได้เข้ามาอาศัยตามแนวตะเข็บชายแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำไรน์ และแม่น้ำดานูบ ได้เริ่มอพยพเข้าสู่อาณาจักรโรมัน

เนื่องจากบุคลลเหล่านี้ ก็ถูกโจมตีโดยชาวฮั่นที่แผ่อำนาจเข้ามาถึงยุโรป ทำให้ต้องหนี และทางหนีทางเดียวที่มองเห็นก็คือ หนีเข้ากรุงโรมนั่นไง เพราะเป็นไปได้ง่ายกว่าการตีฝ่าวงล้อมออกไป เนื่องจากกรุงโรมกำลังอยู่ในอาการร่อแร่อย่างหนัก จะล้มแหล่มิล้มแหล่อยู่แล้ว

กรุงโรมซึ่งอ่อนแออยู่แล้ว มาถูกโจมตีซ้ำจากผู้บุกรุกเช่นนี้ แล้วอะไรจะเหลือ ดินแดนฝั่งตะวันตกจึงตกเป็นของพวก อนารยชน

จักรพรรดิ์ คอนสแตนติน (ซึ่งปกครองโรมันในขณะนั้น) ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจาก โรมไปอยู่ที่กรุงคอนสแตนตินโนเปิลในฝั่งตะวันออก ทำให้อาณาจักรโรมันถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน จึงทำให้อ่อนแอหนักเข้าไปอีก

ฝั่งตะวันออกยังคงปกครองโดยจักรพรรดิ์ของโรมันต่อมาอีกหลายปี แต่จำไม่ได้ว่ากี่ปี เรียกว่าอาณาจักร ไบแซนไทน์ มีเมืองหลวงคือกรุงคอนสแตนตินโนเปิล นับถือศาสนาคริสต์ นิกายออร์โธดอกซ์ มีวัฒนธรรมแบบกรีก

ส่วนดินแดนฝั่งตะวันตกซึ่งตกเป็นของพวกอนารยชนไปเรียบร้อยโรงเรียนแฟรงค์แล้ว เมื่องหลวงยังคงอยู่ที่กรุงโรม และนับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค มีวัฒนธรรมแบบลาติน และนี่คือจุดเริ่มต้นของศาสนาคริสต์ในดินแดนโรมัน (ที่ไม่ใช่อาณาจักรโรมันโบราณ)

มาถึงตรงนี้ คงพอเข้าใจได้ว่า เพราะหตุใดจึงบอกว่า อาณาจักรโรมันโบราณกับอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ คือคนละส่วนกัน



จากคุณ : กาสะลองบานแล้ว - [ 3 ม.ค. 48 17:09:18 ]






ความคิดเห็นที่ 2

ส่วนสาเหตุที่ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ได้กลายมาเป็นศาสนาประจำชาติยุโรปในยุคกลาง สืบเนื่องมาจากเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของกษัตริย์ ชาวอนารยชน ที่ต้องการสร้างความชอบธรรม และการได้รับการยอมรับจากประชาชนค่ะ

เนื่องจากตอนที่ได้ครอบครองดินแดนในระยะแรกนั้น อำนาจยังคลอนแคลนอยู่มาก กษัตริย์เหล่านั้น จึงต้องยอมรับในอำนาจของสันตะปาปาด้วย

ในขณะเดียวกัน ทางศาสนจักรเองก็ต้องการความช่วยเหลือจากนักรบเหล่านี้เช่นกัน เป็นเพราะ องค์สันตะปาปาก็ต้องการเป็นอิสระจากคอนสแตนตินโนเปิล เรียกว่า อยู่กันแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาเดียวที่ชาวยุโรปยุคกลางมีความเชื่อและนับถืออยู่ อิทธิพลของศาสนาคริสต์มีอยู่อย่างกว้างขวางและลงลึกในทุกส่วนของสังคม และได้ขยายตัวมากขึ้นในสมัยปลายอาณาจักรโรมัน

โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อพระเยซูเผยแพร่ศาสนา จนถึงสมัยที่อาณาจักรโรมันปกครองโดยจักพรรดิ กาเลเลียส ราวปี ค.ศ 305-311

ระยะเวลา 300 กว่าปีนี้ถือว่าเป็นยุคเข็ญของชาวคริสต์เลยเชียวค่ะ เนื่องจากพวกเขาถูกทารุณกรรมและฆ่าตายไปเป็นจำนวนมาก

ต่อมาในปี ค.ศ. 311 จักพรรดิ คอนสแตนตินที่ 1 ได้ยอมรับนับถือศาสนาคริสต์ และเมื่อ จักพรรดิ เธโอโลเซียส มหาราช ได้ยอมรับให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของทางราชการในปี ค.ศ. 359

ศาสนาคริสต์จึงขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในระยะที่กรุงโรมแตกเนื่องจากการโจมตีของอนารยชน บ้านเมืองขาดผู้นำ มีแต่ความระส่ำระสาย ได้เกิดระบบสูญญากาศทางการเมือง

ดังนั้น สถาบันคริสต์ศาสนาจึงกลายเป็นสถาบันหลักแห่งเดียวที่ประชาชนพอจะพึ่งพิงได้

ในสมัยกลาง ความคิดเกี่ยวกับอำนาจสูงสุดว่ามีอยู่สองอำนาจค่ะ

คืออำนาจสูงสุดทางโลก อยู่ภายใต้องค์จักรพรรดิ ส่วนอำนาจสูงสุดทางศาสนาอยู่ภายใต้สันตะปาปา ซึ่งในสมัยโรมันนั้น สันตะปาปา ไม่เคยก้าวก่ายงานของอาณาจักรเลย เป็นเพราะศาสนาเกิดหลังอาณาจักร สันตะปาปายังต้องพึ่งอำนาจทางโลกจากองค์จักพรรดิอยู่

แต่เมื่อกรุงโรมแตกในศตวรรษที่ 5 รัฐบาลกลาง ไม่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ เนื่องจากถูกโจมตีเสียหายย่อยยับ ในขณะที่ทางด้านศาสนานั้น พวกอนารยชน ไม่ได้โจมตี จึงไม่มีความเสียหายใดๆ

และเนื่องด้วยศาสนจักรได้เลียนแบบวิธีการปกครองที่มีประสิทธิภาพจากโรมัน จึงรับหน้าที่คุ้มกันประชาชนแทนรัฐบาล เรียกว่าเข้าถูกจังหวะพอดี

แต่ถึงแม้ว่าภายหลังจากที่อนารยชนมีอำนาจเหนืออาณาจักรโรมันแล้วก็ตาม แต่ก็มีอำนาจเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นอำนาจสากลเช่นศาสนจักร นอกจากนั้นยังเป็นอำนาจใหม่ที่ยังแก่งแย่งกันเองอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้อำนาจของศาสนากว้างขวางเป็นปึกแผ่นในพื้นที่อาณาจักรโรมันเดิม

ความจริงก็อยากอ่านเรื่องราวที่พระเยซู ถูกตรึงไม้กางเขนด้วยเหมือนกันค่ะ ทำให้เข้าใจว่า เดิมทีนั้นชาวโรมันไม่ยอมรับคำสอนของศาสนาคริสต์ แต่ต่อมากลับยอมรับ ซึ่งความจริงแล้วไม่น่าจะใช่นะคะ

แต่เหตุที่ศาสนาคริสต์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาในแผ่นดินโรมัน ก็คงเนื่องมาจากดินแดนเดิมถูกครอบครองโดยกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่ชาวโรมันดั้งเดิมดังที่เล่ามา และกลุ่มคนที่เข้ามาใหม่นี่ล่ะค่ะ ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวยุโรปในปัจจุบัน

การขยายตัวของศาสนาคริสต์ในปลายสมัยอาณาจักรโรมัน เป็นไปท่ามกลางความสับสนอลหม่านและมีอุปสรรคมากมาย แต่กลับมีอิทธิพลอย่างมากในยุโรปยุคกลาง โดยเฉพาะเรื่องงานเขียนของ เซนต์ ออกัสตินเรื่อง City of God

งานเขียนชิ้นนี้เป็นการเขียนขึ้นเพื่อป้องกันข้อกล่าวหาที่ว่า คริสต์ศาสนาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาณาจักรโรมันล่มสลายเมื่อคราวที่อาณาจักรถูกรุกรานใน คริสต์ศตวรรษที่ 5

อันเป็นเหตุทำให้ความรุ่งเรืองของโรมถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ ชาวเมืองที่มิใช่คริสเตียนต่างโจมตีว่าเป็นเพราะโรมได้ละทิ้ง ออกุสตุส ซีซาร์ และหันไปรับนับถือศาสนาคริสต์ ชาวโรมันตรึงกางเขนพระเยซู ก็เพราะสาเหตุนี้แหละค่ะ เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนกราบไหว้นับถือในบุคลลอื่น นอกจาก ซีซาร์เท่านั้น

เซนต์ ออกัสติน ต้องการที่จะแก้ข้อกล่าวหานี้ โดยปฎิเสธข้อโจมตีดังกล่าว โดยบอกว่า ความล่มจมของโรมมิได้เป็นเพราะชาวคริสเตียนนำมา แต่ในทางตรงกันข้ามศาสนาคริสต์ ยังช่วยปราบความป่าเถื่อนของผู้บุกรุกไว้ได้มาก หากไม่มีศาสนาในยุคที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะยุคเข็ญเช่นนั้นแล้ว กรุงโรมและชาวโรมัน อาจจะได้รับความเสียหายมากมายกว่านี้

แล้วศาสนาคริสต์ก็เริ่มเสื่อมในคริศตวรรษที่ 16 เมื่อมีการปฎิรูปศาสนา ยุโรปมีการพัฒนาทางภูมิปัญญาก่อให้เกิดปรัชญาทางการเมืองมากมายอ่านกันไม่หวาดไม่ไหว


จากคุณ : กาสะลองบานแล้ว - [ 3 ม.ค. 48 17:20:59 ]






ความคิดเห็นที่ 3

เพิ่มเติมให้ละกันครับ(เห็นมือโปรมาแล้ว) ในสมัยก่อนโรมัน จะนับถือเทพเจ้าต่างๆเช่นเทพซีอุส เป็นเทพสูงสุด(ของกรีกจะเป็นเทพอพอลโล)คล้ายๆศาสนาฮินดู พอมาสมัยจักรวรรดิเมื่อออกุสตุส ซีซ่าร์ขึ้นครองบัลลังค์ จักรพรรดิก็มีฐานะเป็นหัวหน้านักบวชอีกตำแหน่ง ก็แน่นอนต้องมีการปราบปรามศาสนาอื่น

จนกระทั่งประมาณศตวรรตที่ 3 จักรพรรดิคอนสแตนตินที่1 ก็ให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของโรมันหรือที่เรารู้จักกันในนาม"กฤษฎีกาแห่งมิลาน" เพื่อที่บัลลังค์ของพระองค์จะได้มั่นคงขึ้นเพราะเวลานั้นมีคนนับถือศาสนาคริสต์มากกว่าครึ่งของอาณาจักร(ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นล่าง) ขณะที่จักรวรรดิก็กำลังเสื่อมโทรมด้วยน้ำมือของชนชั้นขุนนางและชนชั้นกลางที่เริ่มไม่ยอมเสียสละอะไรเพื่อจักรวรรดิ

จักรพรรดิคอนสแตนตินต้องการเครื่องมือในการที่จะต่ออายุของจักรวรรดิ(และราชบัลลังค์ของพระองค์) ศาสนาคริสต์ก็เป็นเครื่องมือที่พระองค์ต้องการ

พระองค์อำนวยการจัดตั้งเผยแพร่ศาสนานี้โดยพระองค์เอง จัดทำคำสั่งสอน(ไบเบิลที่ใช้อยู่นี้ก็ชำระสมัยพระองค์) และที่สำคัญ พระองค์ได้ตรารูปแบบองค์กรที่ดูแลที่มาดูแลศาสนาว่า ศาสนาคริสต์ที่พระองค์ชำระใหม่นี้มีพระองค์เป็นประมุข(ซึ่งจักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ในเวลาต่อมาจะอ้างว่า จักรพรรดิเป็นผู้นำทั้งทางโลกและทางธรรม)

มีระดับรองลงมาเป็นบิชอปทั้ง 4 ประจำที่ โรม คอนสแตนติโนเปิล อเล็กซานเดรีย และแอนติออค ต่อมาหลังจากโรมันตะวันตกล่มจมในศตวรรตที่ 5 บิชอปแห่งโรมก็โดดเด่นขึ้นมาในฐานะผู้ปกป้องกรุงโรม เป็นตัวแทนของศาสนาคริสต์ที่เหลืออยู่ในโรมันตะวันตกและเป็นตัวแทนของจักรพรรดิโนมันตะวันออก(ไบแซนไทน์)
ซึ่งก็คือพระสันตปาปา ในเวลาต่อมา

ต่อมาในศตวรรตที่ 8 พระสันตปาปาลีโอที่ 3 ได้สวมมงกุฎจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์(The Holy Roman Empire)ให้จักรพรรดิชาลร์ลเลอมาญ เพื่อที่พระองค์จะอาศันอำนาจของจักรพรรดิชาลร์ลเลอมาญ ในการเป็นอิสระจากไบแซนไทน์

ซึ่งทางไบแซนไทน์ตอนแรกยังไม่ยอมรับอำนาจจักรพรรดิชาลร์ลเลอมาญ แต่ตอนหลังตกลงกันได้โดยจักรพรรดิชาลร์ลเลอมาญยกมณทลเวเนเทีย(เวนิช)ให้ไบแซนไทน์

เขตแดนที่ขึ้นกับจักรพรรดิชาลร์ลเลอมาญ(จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์)นับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนที่ขึ้นกับไบแซนไทน์นับถือกรีก ออร์โธดอกซ์ ยึดคำสอนตามที่จักรพรรดิจัสติเนียนชำระเอาไว้

คร่าวๆนะครับ


จากคุณ : ryzon - [ 3 ม.ค. 48 22:46:03 ]







ความคิดเห็นที่ 4

ขอบคุณ ครับ ทั้งคุณ กาสะลองบานแล้ว กับ คุณ ryzon แบบนานๆ มาตั้งกระทู้ที เลยถามให้คุ้ม

จากคุณ : Hidden Dragon - [ 4 ม.ค. 48 16:55:54 ]






ความคิดเห็นที่ 5

ประวัติศาสตร์ช่วงนี้น่าสนใจมากครับ ในช่วงศตวรรษที่ 5 ทำไม่สันตปาปาแห่งโรม ถึงมีอิทธิพลมาก จนก่อสงครามครูเสดกับพวกมุสลิมได้ละครับ

จากคุณ : กริชครับผม - [ 9 ม.ค. 48 01:04:32 ]


ความคิดเห็นที่ 6

ว่างๆ ลองไปอ่าน ดาวินซี่ โค้ดนะคะ
เค้ารวบรวมงานวิจารณ์เรื่องศาสนาคริสต์ กับ อาณาจักรโรมันไว้ได้น่าอ่าน โดยเฉพาะมุมมองที่เป็นด้านมืด

จากคุณ : มายุมิ - [ 9 ม.ค. 48 02:52:58 ]



ความคิดเห็นที่ 7

มันเหมือนการสะสมอำนาจนะครับ ในช่วงศตวรรตที่ 5-8 พระสันตปาปา มีฐานะเป็นเพียงข้าราชการคนนึงของจักรวรรดิไบแซนไทน์แต่อาศัยโครงสร้างการปกครองในสมัยนั้นครับ

ขออธิบายถึงการปกครองในสมัยนั้นนิดนึง หลังสมัยจักรวรรรดิโรมัน(ตะวันตก)ล่มสลาย การคมนาคม การติดต่อจากส่วนกลางถูกตัดขาด หรือ กรุงโรมที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นความฝันไปแล้ว ทำให้ผู้คนในแต่ละท้องถิ่นต้องพึ่งพาขุนนางในท้องถิ่นของตนเพื่อรับการปกป้อง โดยสัญญาจะส่งส่วยให้ ในบางแห่งก็มอบที่ดินหรือยอมให้เกณฑ์แรงงานให้แลกกับการคุ้มครอง ซึ่งขุนนางท้องถิ่นก็จะรับการคุ้มครองจากขุนนางที่สูงขึ้นไป ทำให้เกิดระบบศักดินา เป็นลอร์ด วัสซาลกัน

ถึงตานี้ศาสนาที่คนนับถือกันมากคือศาสนาคริสต์ ยิ่งในยุคที่ความเป็นอยู่แร้นแค้น ผู้คนต้องการที่พึ่งทางใจ ซึ่งศาสนาคริสต์สอนให้เชื่อในพระเจ้า และพระเจ้าจะปกปักคุ้มครอง

ทำให้พวกพระ,นักบวชในศาสนาคริสต์จึงได้รับการยอมรับจากทั้งชนชั้นล่างและชนชั้นสูงกอปรกับศาสนาคริสต์มีรูปแบบองค์กรที่ดีมาตั้งแต่สมัยโรมัน และเมื่อพวกเจ้าที่ดินบริจาคที่ดินให้กับโบสถ์ ลำพังพระคงไม่สามารถใช้ประโชน์เองได้หมด จึงให้คนมาเช่าที่ดินเพื่อทำประโยชน์และรับความคุ้มครองจากโบสถ์ โดยแลกกับคนที่มาเช่าต้องส่งส่วย และให้โบสถ์เกณฑ์แรงงาน

ทำให้พระจึงมีฐานะเป็นเจ้าศักดินาโดยกลายๆ และเจ้าที่ดินที่เป็นพระขึ้นกับพระสันตปาปาที่โรม ตามโครงสร้างองค์กรทางศาสนาที่มีมาแต่เดิม ไม่ขึ้นกับกษัตริย์ในดินแดนที่ตนอยู่ โดยเจ้าที่ดินที่เป็นพระทั่วยุโรป(ที่เป็นโรมันคาทอลิก)ต้องส่งส่วยเข้าไปที่โรม จึงทำให้พระสันตปาปามั่งคั่งกว่ากษัตริย์องค์ใดของยุโรป

ซึ่งพระสันตปาปานั้นถึงแม้จะมีอาณาเขตปกครองจริงๆแค่อิตาลี่ตอนกลาง(กรุงโรมและดินแดนรอบๆ)แต่อิทธิพลนั้นแผ่ขยายไปทั่วยุโรปเท่าที่จะมีศาสนาคริสต์เผยแพร่ไปได้ แม้แต่จักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ยังต้องเกรงใจ

และจากการที่พระเริ่มมีฐานะเป็นเจ้าที่ดินก็ทำให้การประกาศบรรพชนียกรรมของสันตปาปามีผลในทางปฎิบัติด้วย เพราะเมื่อพระสันตปาปาประกาศบรรพชนียกรรม พวกแรกที่ทำตามก็คือพระที่เป็นเจ้าที่ดินจะไม่ยอมส่งส่วยเกณฑ์แรงงานให้กษัตริย์ ทำให้เจ้าที่ดินอื่นๆที่อยู่ในอาณัติของกษัตริย์ทำตามเพราะกลัวว่าตัวเองจะโดนด้วย เมื่อเรียกเก็บส่วย เกณฑ์แรงงานไม่ได้ กษัตริย์ก็ตัวเปล่า ต้องยอมสยบอยู่ใต้อำนาจของพระสันตปาปา

จากวิธีนี้ทำให้พระสันตปาปาจึงเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคกลาง

เอาคร่าวๆละกันนะครับ


แก้ไขเมื่อ 09 ม.ค. 48 22:35:39

จากคุณ : ryzon - [ 9 ม.ค. 48 19:17:31 ]
ความคิดเห็นที่ 8

ฟังเรื่องแนววิชาการกันไปแล้ว
คราวนี้มาฟัง แนวประวัติศาสตร์ปนตำนานกันดูบ้างนะคะ จะได้เป็นเกร็ดสนุกๆแบบวิชาเกิน

รายละเอียดเรื่องชื่อกษัตริย์ ชื่อเมือง หรือปีที่แน่นอนต้องขอโทษด้วยนะคะ เพราะจำมาจากหนังสือที่อ่านตั้งแต่สมัยมัธยม สิบปีมาแล้วค่ะ
เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ตะวันตก โดยเน้นเรื่องศาสนาคริสต์ตั้งแต่ยุคโรมันถึงสงครามครูเสด (เป็นภาษาอังกฤษเลยทำให้จำแบบเป๊ะๆไม่ได้ค่ะ) และบางข้อมูลก็จำๆมาจากตอนเรียนประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

ในยุคสมัยโรมันดั้งเดิม นั้น เดิมนับถือเทพเจ้าต่างๆอย่างที่เรารู้กัน
เมื่อศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ แต่ว่า ก็ถูกต่อต้านจากผู้ปกครองในสมัยนั้น ดังนั้นคริสต์ศาสนิกชนทั้งหลาย จึงต้องหลบๆซ่อนประกอบพิธี โบสถ์ในสมัยนั้นก็ต้องสร้างเป็นอุโมงค์ใต้ดิน ที่เรียกว่า catacomb เพราะถ้าถูกจับได้ว่าเป็นคริสต์จะถูกลงโทษอย่างหนัก

ต่อมา ถึงยุคนึงที่อาณาจักรโรมันเริ่มเสื่อมลง ราวๆ ค.ศ 300 กว่าๆ กษัตริย์ ในสมัยนั้นมี 2 พระองค์สองพี่น้อง คือ Constantine และ Maxentius ซึ่งทั้งสองคนรบกันเองเพื่อแย่งชิงอำนาจว่างั้นเถอะ
สู้รบกันอยู่ตั้งนาน ก็ไม่แพ้ไม่ชนะกันซักที

จนกระทั่งวันหนึ่ง จักพรรดิ์ Constantine จึงตัดสินใจสวดมนต์อ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า (เข้าใจว่าคือพระเจ้าของโรมัน)

แต่ขณะสวดมนต์ จู่ๆ Constantine ก็เห็นแสงสว่างปรากฏเป็นรูปกางเขนต่อหน้าเขากลางวันแสกๆ แถมบนกางเขนแสงนั้นยังมีคำว่า
"in hoc signo vinces " (ภายใต้สัญลักษณ์นี้เจ้าจะเป็นผู้ได้ชัยชนะ)

พอตกกลางคืน พระเจ้า Constantine ก็ยังฝันยืนยันภาพนิมิตที่เห็นตอนกลางวันอีก ว่า พระเจ้า (คราวนี้เป็นพระเจ้าของคริสต์ ไม่แน่ใจว่าควรแปลว่า เทวทูต มากกว่ารึเปล่านะคะ) ได้บอกเขาให้ใช้ สัญลักษณ์ที่เขาเห็น(กางเขน) เป็นเครื่องคุ้มครองในการรบทุกครั้ง

จากนั้น พระเจ้า Constantine จึงได้ประกาศนับถือศาสนาคริสต์ และใช้สัญลักษณ์กางเขนเป็นสัญลักษณ์กองทัพของเขา (รู้สึกจะใช้รูปกางเขนบนชุดเกราะด้วย)

แล้วก็ปรากฏว่า พระเจ้า Constantine ได้รับชัยชนะในสงครามในที่สุด

และพระองค์ก็ส่งเสริม คริสต์ศาสนาเรื่อยมา จัดการเปลี่ยนศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ
เปลี่ยนศาลาประชาคมของโรมยุคนั้นให้กลายเป็นโบสถ์ (กลายเป็นต้นแบบของผังโบสถ์คริสต์ในยุคแรกๆ)
และเป็นคนริเริ่มให้ไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ด้วย เนื่องจากวันอาทิตย์เป็นวันหยุดดั้งเดิมของชาวโรมันอยู่แล้ว จะได้มีคนไปโบสถ์กันเยอะๆ

อย่างที่คนข้างบนว่าๆไว้ พระเจ้า Constantine ย้ายเมืองหลวงมาที่โรมันตะวันออก ซึ่งเป็นอาณาจักร ไบเซนไทน์ดั้งเดิม สถาปนาเป็น constantinoble (ปัจจุบันคือ อิสตันบลู ในตุรกี)เป็นเมืองหลวงเนื่องจาก โรมันดั้งเดิม หรือโรมันตะวันตกนั้นเสียหายเกินเยียวยา

ซึ่งในที่สุดโรมันตะวันตกก็ล่มสลายไปเพราะถูกพวกอนารยชนรุกราน (หลายเผ่ารวมๆเรียก barbarian )....(ทำให้หลายๆคนสับสนเรื่องอาณาจักรโรมันพอสมควร)

ส่วนกรุง constantinoble นั้น กลับรุ่งเรืองต่อมาอีกนับพันปี

ก็เป็นเกร็ดแบบตำนานอิงประวัติศาสตร์น่ะค่ะ บ้างก็วิเคราะห์กันว่า
แสงกางเขนที่เห็นอาจจะเป็นแค่แสงสะท้อนจากผลึกน้ำแข็งที่เกาะกระจกหน้าต่างอยู่ก็ได้

ส่วนข้อเท็จจริงที่เป็นแนวคิดทางการเมือง ก็ตามที่หลายๆคนอธิบายไว้แล้วค่ะ

ว่าแต่ เจ้าของกระทู้มาโพสต์ถามนี่ คงไม่ได้เอาไปทำการบ้านนะคะ
แก้ไขเมื่อ 10 ม.ค. 48 03:41:40

จากคุณ : ouiya - [ 10 ม.ค. 48 03:31:16 ]



ความคิดเห็นที่ 9

เพิ่มเติมอีกที
ตรงที่หลายๆคนอาจสงสัย ว่า ทำไมตอนนี้ศูนย์กลางโรมัน ศูนย์กลางคริสตศาสนา ถึงกลับย้ายมาเป็นโรมในอิตาลี (โรมันตะวันตก )
แล้วไบเซนไทน์(โรมันตะวันออก) หรือ อิสตันบลูในตุรกี ทำไมกลายเป็นอิสลาม

ตอนนี้เอาคร่าวๆนะคะ เพราะจำรายละเอียดไม่ค่อยแม่นแล้ว

หลังจากโรมันตะวันออกรุ่งเรือง พันกว่าๆปีต่อมา อาณาจักรนี้ก็ถูกชาวเติร์กรุกราน ทำสงครามกันหลายครั้ง จนในที่สุดชาวเติร์กก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ เปลี่ยนไบเซนไทน์ เป็นจักรวรรดิ์ ออตโตมาน เปลี่ยนชื่อเมืองหลวงเป็น อิสตันบลู เปลี่ยนศาสนาหลักเป็น อิสลาม

แต่ศาสนาคริสต์ก็ไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้ามไปเลยทีเดียว
ยังมีคนกลุ่มหนึ่ง ที่นับถือคริสต์อยู่ได้ แต่เป็นคริสต์ ที่พูดภาษากรีก นับถือนิกาย กรีกออร์เธอดอกซ์

ถือว่าเป็นการสิ้นสุด โรมันตะวันออก

เกร็ดเล็กๆระหว่างตำนาน ที่น่าตลกคือ ในยุคนั้นก็ยังอุตส่าห์มีคนบอกว่า ที่โรมันล่มสลาย ก็เพราะ พระเจ้า Constantine หันไปนับถือคริสต์นั่นแหละ บรรดาเทพเจ้าของโรมันเลยลงโทษเอา - รายละเอียดตามที่คุณกาสะลองพูดถึงเรื่องหนงสือ city of god ในศตวรรษที่ 16 นั่นแหละค่ะ

ที่น่าสนใจก็คือ หนังสือ city of god นอกจากจะตอบข้อข้องใจต่อศรัทธาในพระเจ้าที่เสื่อมลงแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังตอบคำถามที่ว่า พระเจ้าสร้างโลกแล้ว พระเจ้าทรงทำอะไรต่อ (ในสมัยนั้นวิทยาศาสตร์เริ่มก้าวหน้า เริ่มมีคำถามเรื่องกำเนิดจักวาลแล้ว) นักบุญออกัสติน ตอบไว้ในหนังสือเล่มนี้เป็นทำนองว่า พระเจ้าสร้างโลกเสร็จแล้ว ก้ปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้เข้ามาแทรกแซง โลก(จักรวาล) กลายเป็นระบบที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง

รายละเอียดของหนังสือเป็นยังไงไม่ทราบนะคะ เพราะไม่เคยอ่านเลย
แต่กลายเป็นว่าเพราะเหตุนี้เอง นักบุญ ออกัสติเลยกลายผู้เสนอทฤษฎี Big Bang ขึ้น เป็นคนแรก(ทฤษฎีที่ว่าจักรวาลมีจุดกำเนิดจากการระเบิดครั้งใหญ่)

ตรงนี้อ้างอิงจากหนังสือ A Brief History of Time ของ Stephen Hawking นักวิทยาศาสตร์ดังค่ะ

อ๊ะ เรื่องศาสนาชักข้ามมาวิทยาศาสตร์ซะแล้ว

**********

ตอนนี้ขยายรายละเอียดจากที่คุณ ryzon เล่านะคะ

ย้อนกลับไปที่โรมันตะวันตก ที่เคยล่มสลายไปแล้ว
ราวๆปี 400 กว่าๆชนเผ่า บาร์เบเรี่ยนทั้งหลาย ก็เจริญขึ้น
และ ในบรรดาอนารยชนเหล่านี้ พวก Frank คือกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด

ในการที่จะสถาปนาตัวเองให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองอนารยชนทั้งหลายอย่างเป็นทางการ กษัตริย์ของ Frank จึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ นิกาย กรีกออร์เธอดอกซ์เช่นกัน เพื่อให้ตนเองดูเป็นกษัตริย์อย่างแท้จริงได้รับการยอมรับในสายตาพระสันตะปาปา(แสดงว่าตอนนั้น คริสตจักรในโรมันตะวันออกมีอิทธิพลอย่างมากๆ)
จึงเป็นเหตุที่ว่า ในที่สุดเหล่าอนารยชน ก็หันมานับถือสาสนาคริสต์เช่นกัน แม้ตอนนั้นจะยังไม่รุ่งเรืองเท่าทางไบเซนไทน์

อีกสองสามร้อยปีต่อมา กษัตริย์องค์สำคัญ คือ ชาร์ไลมาน (Charlemagne) ไม่แน่ใจคำอ่านชื่อเท่าไหร่นะคะ กษัตริย์ของ Frank นั่นแหละ แต่คนละราชวงศ์ ก็เป็นผู้นำของชาว Frank ซึ่งครอบครองพื้นที่โรมันตะวันตกสมัยนั้น

ประจวบเหมาะ กับพระสันตะปาปาของยุคนั้น เริ่มไม่ถูกกับกษัตริย์ของทางโรมันตะวันออก เพราะกษัตริย์ของโรมันตะวันออก เริ่มยกความสำคัญของตนเองขึ้นมาเทียบเคียงศาสนจักร ซึ่งตามความเห็นของสันตะปาปาแล้วศาสนจักรต้องอยู่เหนือกว่า

สันตะปาปาเลยหันมาเป็นพันธมิตรกับทางฝั่ง Charlemagne แทน

แถม Charlemagne ยังปฏิบัติตนเป็นคริสตศาสนิกชนที่ดี เขาทำนุบำรุงรักษา โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ทำการรบเพื่อศาสนจักรหลายต่อหลายครั้ง ส่งของขวัญให้พระสันตะปาปาเป็นประจำ

และโปรโมชั่นสุดๆลดภาษีให้กับคนที่สนับสนุนโบสถ์เป็นพิเศษอีกด้วย

ความต้องการของเขาก็คือ ได้เป็นผู้มีอำนาจปกครองกรุงโรมอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในที่สุด พระสันตปะปาได้ทรงแต่งตั้ง Charlemagne ให้เป็นจักรพรรดิ์ (เค้าใช้คำว่า emperror น่าจะแปลว่าจักพรรดิ์) แห่งกรุงโรม โดยการสวมมงกุฏทองให้ ในโบสถ์เซนต์ปีเตอร์นั่นเอง

ณ จุดนี้เอง คือการสถาปนาจักรวรรดิ์โรมันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นและ Charlemagne ก็กลายเป็นกษัตริย์องค์แรกของ Holy Roman Empire ซึ่งคือกรุงโรมในปัจจุบันค่ะ

แต่ว่าศาสนาคริสต์ใน Holy Roman Empire ก็เปลี่ยนไปเป็นโรมันคาทอลิก แทนที่ กรีกออร์เธอดอกซ์ แต่ว่าสาเหตุที่เปลี่ยน แล้วสองนิกายนี้ต่างกันยังไงก็ลืมไปแล้วค่ะ แหะๆ

****************

เรื่องราวต่อจากนี้ยังมีอีกมากมาย สนุกสนานเหมือนอ่านนิทานเหมือนกันนะคะ
แต่ที่คุณกริชถามเรื่องสงครามครูเสดนั้น คงตอบไม่ไหว
เพราะตามความเข้าใจเดิมของเราแล้ว สงครามครูเสดคือสงครามศาสนาครั้งใหญ่ยาวนาน มีเหตุผลเพื่อศาสนาเป็นหลัก

แต่จริงๆแล้ว สงครามครูเสดมีหลายครั้งค่ะ 7-8 ครั้งเลยมั้งคะ แต่ละครั้งก็ห่างกันเป็นสิบปี มีกระทั่งสงครามครูเสดเด็ก...เหตุผลของการก่อสงครามแต่ละครั้งก็ต่างๆกันไป หลังๆก็เกี่ยวกับศาสนามั่งไม่เกี่ยวมั่ง

**********

เรื่องราวเกี่ยวกับการให้ pope สวมมงกุฏให้กษัตริย์ก็สนุกค่ะ ถ้าได้อ่านๆไป ยิ่งช่วงต่อยุคกลางถึงยุคเรอเนอซองส์
เหมือนเป็นการปีนเกลียวกันระหว่างศาสนจักรกับ อาณาจักร (ศาสนากับการเมือง) ว่างๆก็ลองหาอ่านดูค่ะ


จากคุณ : ouiya - [ 10 ม.ค. 48 04:52:37 ]


ความคิดเห็นที่ 10

เอ... คอนสแตนติน เป็นแม่ทัพโรมันไม่ใช่หรอคับ พอชนะมักเซนซีอุส ก็ขึ้นเป็นจักรพรรดิภาคตะวันตก ส่วนลีชีนีอุสขึ้นเป็นจักรพรรดิภาคตะวันออก ( จักรพรรดิดีโอเกลเตียนได้แบ่ง จักรพรรดิโรมันเป็น 2 ส่วน คือ ภาคตะวันออก มี มิโกเมเดีย เป็น ราชธานี และภาคตะวันตกมี มิลาน เป็นราชธานี ) ปี 313 พระองค์ก็อภิเษกกับน้องสาวของลีชีนีอุส ภายหลังเมื่อลิชีนีอุสสิ้นพระชมน์ พระองค์ก็ขึ้นเป็นจักรพรรดิทั้งสองอาณาจักร และย้ายไปประทับที่ไบซานซีอุม ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น คอนสแตนติโนเปิล

เข้าใจว่าในช่วงนี้ยังไม่มีการแบ่งเป็น ออร์เธอดอกซ์ นะครับ กลุ่มคริสตชนใหญ่ๆ ก็จะมีบุคคลที่เรียกว่า ปิตาจารย์อัครสาวก ( Apostolic Father ) เป็นผู้นำ ส่วนคำว่า สันตะปาปา ( papa ) ก็เป็นคำที่ใช้เรียกบิชอปทั่วๆไป จนถึงศตวรรษที่ 6 จึงมีการกำหนดให้ใช้คำว่า สันตะปาปา กับตำแหน่งบิชอปแห่งโรมเท่านั้น ( ปัจจุบันประมุขแห่งพระศาสนาจักรคอปติก ก็เรียกว่า สันตะปาปา )

ขอเล่าเสริมย่อๆนะครับ เห็นว่าน่าสนใจ

ปี 751 พระสันตะปาปาซากาเรีย ก็สถาปนาเปแปง เลอ แบร๊ฟ เป็นกษัตริย์แห่งประเทศฝรั่งเศส พระสันตะปาปาองค์ต่อมา พระสันตะปาปาสเทเฟนที่ 2 ก็เสด็จมารื้อฟื้นพิธีเจิมพระเจ้าเปแปง ที่พระวิหารนักบุญเดอนีส์ แล้วก็ถือโอกาสขอความช่วยเหลือเพราะช่วงนั้นชาวลอมบาร์ดรุกรานกรุงโรม พระเจ้าเปแปงก็จัดทัพไปปราบ

ปี 768 ชาร์เลอมาญ โอรสของเปแปง เลอ แบร๊ฟ เสด็จขึ้นครองราชย์ พอปี 800 พระสันตะปาปาเลโอที่ 3 ก็ทรงสวมมงกุฎพระเจ้าชาเลอมาญให้เป็นพระจักรพรรดิแห่งตะวันตก ปี 814 ชาร์เลอมาญสิ้นพระชมน์ หลุยส์ เลอ เดบอนแนร์ พระโอสรขึ้นครองราชย์ 19 ปีต่อมาก็สละราชสมบัติให้โลแธร์พระโอรส แล้วก็เกิดสงครามฆ่าพี่น้องแย่งชิงบัลลัง พอปี 843 ด้วยสัญญาแวร์เดิง อาณาจักรของชาร์เลอมาญก็แบ่งออกเป็นสองประเทศ คือ ฝรั่งเศส และเยอรมนี

กลางศตวรรษที่ 11 พระสังฆัยกาไมเกิล เซรูแลร์ แห่ง คอนสแตนติโนเปิล ได้มีสารถึงสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 9 ในทำนองว่าตนมีอำนาจเท่ากับบิชอปแห่งโรม พระองค์ทรงตอบสารกลับโดยให้พระคาร์ดินัลฮัมเบิตเป็นผู้ถือสารไป เมื่อพระคาร์ดินัลเดินทางไปถึงคอนสแตนติโนเปิล พระสังฆัยกากลับไม่รับสารของพระสันตะปาปา พระคาร์ดินัลไม่พอใจอย่างมากจึงเรียกประชุมบรรดาบาทหลวงทุกคนในเมืองที่มหาวิหารเซนต์โซเฟีย โดยกล่าวดูหมินพระสังฆัยกา และประกาศตัดพระสังฆัยกาออกจากพระศาสนาจักร พระสังฆัยกาไมเคิล เซรูแลร์ พร้อมกับบรรดาบิชอปตะวันออกจึงตัดขาดจากโรมตั้งแต่นั้น

ปี 1075 จักรพรรดิเฮนรีที่ 4 แห่งเยอรมนีรวบรวมบรรดาบิชอปที่เมืองเวิมส์ และให้ลงนามในหนังสือปลดพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 7 ( คิดได้ไงไม่รู้ ) พระสันตะปาปาทรงตอบโต้ด้วยการประกาศตัดจักรพรรดิจากศาสนาจักร ปี 1077 เฮนรี่ที่ 4 เสด็จมาเข้าเฝ้าพระสันะตะปาปาที่คาโนสซา ในชุดผู้สำนึกบาป พระสันตะปาปาจึงประทานอภัย แต่เฮนรี่ที่ 4 พอได้อำนาจคืนก็ยกทัพมาตีกรุงโรม พระสันตะปาปาเกรโกรี่ที่ 7 ถูกเนรเทศไปซาแลร์โน และสิ้นพระชมน์ในปี 1085


จากคุณ : AlleluiA - [ 11 ม.ค. 48 01:03:31 ]






ความคิดเห็นที่ 11

ทั้งสนุก ทั้งได้ความรู้ค่ะ...

การอ่านเรื่องราวในประวัติศาสตร์เหล่านี้ บางครั้งถ้าอ่านเพียงมิติเดียว ก็จะเข้าใจในมิติเดียว หากแต่ถ้ามีการร่วมแชร์ความรู้เหล่านี้ซึ่งกันและกัน ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อทั้งผู้เขียน และผู้อ่านนะคะ

ขอร่วมแจมอีกนิดหน่อยค่ะ...ถือว่าเป็นการทบทวนความรู้ไปในตัว

เมื่อพูดถึงกรณีของพระเจ้าเฮนรี่ ที่ 4 แห่งจักวรรดิโรมันอันศักด์สิทธิ์ของประชาชาติเยอรมัน กับการประกาศบรรพชนีกรรมของพระสันตปาปาแล้ว ก็ให้หมายถึงปรากฎการณ์ที่โด่งดังมากในประวัติศาสตร์เหตุการณ์หนึ่งเลยทีเดียวค่ะ

เนื่องในสมัยของพระสันตปาปา เกรกอรี่ที่ 7 เป็นยุคสมัยที่สำนักพระสันตปาปาแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจเข้าสู่โรมมากที่สุด

และอำนาจของพระสันตะปาปาก็มีมากมายมหาศาลดังที่กล่าวไว้ข้างบนบ้างแล้ว จึงทำให้เกิดข้อขัดแย้งกันระหว่างกษัตริย์ และโป๊ป เพราะอย่างที่ทราบดีกันอยู่แล้ว ไม่ว่าวงการไหนก็แล้วแต่หากมีการขัดผลประโยชน์กันก็บันลัย ไม่เว้นแม้แต่ในวงการพระสงฆ์องค์เจ้า

ในกรณีนี้ก็เช่นกัน เมื่อผลประโยชน์ขัดกัน จึงมีการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองต่อกัน

แต่สุดท้ายฝ่ายโป๊ปก็มีชัยชนะ ได้ประกาศบัพพาชนีกรรมพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 จนกระทั่งพระองค์ต้องดำเนินด้วยพระบาทเปล่า พร้อมด้วยแต่งเสื้อผ้าแบบคนสำนึกผิด (ดังที่คุณ AlleluiA เล่าไว้ค่ะ) เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษจากสันตะปาปา

การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางไปที่ปราสาท คานอสสาซึ่งเป็นที่ประทับของพระสันตปาปา ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความพ่ายแพ้ของอาณาจักรต่อศาสนจักร

จนมีการพูดเป็นสำนวนเมื่อมีใครทำผิดที่ควรสารภาพว่า "ไปปราสาทคานอสสาเสียเถิด " ( Go to Canossa) ซึ่งหมายถึง จงยอมแพ้ และสารภาพผิดเสียเถิด อย่าดันทุรังต่อไปอีกเลย

คำว่า บัพพาชนีกรรม (Excommunicate) ในหนังสือ อธิบายว่าเป็นการลงโทษทางศาสนาด้วยการขับบุคคลนั้นออกจากศาสนา

ฟังๆดูแล้วเหมือนกับจะไม่รุนแรงนะคะ แต่ในความจริงแล้วเป็นลงโทษที่น่ากลัวเกรงเอาการอยู่ เพราะจากการอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับยุโรปยุคกลาง จะพบคำว่า บัพพาชนีกรรมบ่อยมาก

จึงสงสัยว่า การลงโทษเช่นว่านี้ น่ากลัวเพียงใด ??? และสามารถเปรียบได้กับการลงโทษในสถานะใด ในปัจจุบันนี้หรือไม่????

จากคุณ : กาสะลองบานแล้ว - [ 11 ม.ค. 48 14:11:03 ]






ความคิดเห็นที่ 12

เห็นเรื่องจักพรรดิ์ ชาล์เลอมาญแว๊ปๆ ขอแจมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิ ชาล์เลอมาญ และราชวงศ์ คาโรลิงเจียน พอสังเขปค่ะ

เดิมทีราชวงศ์ของชาวแฟรค์ที่มีอำนาจในดินแดนเดิมของโรมันตะวันตก คือราชวงศ์ เมโรวิงเจียน แต่ด้วยความสับสนแห่งการแย่งชิงอำนาจในทุกยุคทุกสมัย จึงถึงกาลเสื่อสลายและอำนาจใหม่ก็เกิดขึ้นอันเป็นวัฏจักรเช่นนี้

และก็ถึงคราวที่ เปแปงที่ 3 ได้สถาปนาราชวงศ์ คาโลลิงเจียนขึ้นในปี ค.ศ. 751 (ที่คุณ AiieluiA เขียนไว้แล้ว) แต่เนื่องจาก เปแปงที่ 3 ไม่ได้เป็นกษัตริย์โดยชาติกำเนิด แต่ได้อำนาจมาด้วยวิธีการโค่นล้มกษัตริย์แห่งราชวงศ์ก่อน จึงต้องหาความชอบธรรมในการสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์

วิธีการหาความชอบธรรมในยุคนั้นก็คงไม่พ้นอำนาจมืดที่มีอิทธิพลอยู่อย่างล้นเหลือในขณะนั้นคือ อำนาจจากศาสนจักร

โดยเปแปงที่ 3 ได้รับการสนับสนุนจาก สันตะปาปาซาคาเรียส ด้วยการเจิมน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ จากนักบุญบอนนิเฟสซึ่งเป็นตัวแทนของสันตะปาปาและถือว่าเป็นอำนาจจากพระเจ้า

อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งร้องยี้นะคะ เพราะว่าช่วงเวลาที่กล่าวถึงนี้ คือยุโรปยุคกลางค่ะ ที่เรียกว่ายุคนี้เป็น "ยุคมืด" ก็เป็นเพราะสาเหตุนี้แหละค่ะ คือ คิดอะไรไม่ออก บอกไมได้ ก็โยนความรับผิดชอบไปให้พระเจ้าก็แล้วกัน

พิธีกรรมทางศาสนาครั้งนี้ถึอว่าเป็นครั้งแรกที่ กษัตริย์แฟรงค์ได้รับการแต่งตั้งจากสันตะปาปา ทำให้ฐานะของกษัตริย์ต้องมีหน้าที่รับใช้พระผู้เป็นเจ้าด้วย เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งโดยบารมีของพระผู้เป็นเจ้า

และในสมัยต่อมา เมื่อปี ค.ศ. 753 สันตะปาปา สตีเฟนที่ 3 ได้เจิมน้ำมนต์ให้กับโอรสของเปแปงที่ 3 อีกสองพระองค์เพื่อย้ำฐานะพิเศษของราชวงศ์ คาโรลิงเจียน และกำหนดโทษผู้ที่ล่วงละเมิดอย่างหนักพร้อมทั้งได้ประกาศห้ามแต่งตั้งผู้ใดที่ไม่ได้ผ่านพิธีกรรมทางศานาเช่นนี้เป็นกษัตริย์อีกด้วย

แต่พิธีกรรมนี้ เป็นเหมือนกับการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรม จะเรียกว่า Good Change ได้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ?

ในกรณีนี้ สันตะปาปา สตีเฟนที่ 3 ไม่ได้เหนื่อยเปล่าหรอกนะคะ แต่มีข้อตกลง (ลับ) ที่ทำกับ เปแปงที่ 3 เรียกว่า สัญญา วิต้า ฮาเดรียนี โดยเปแปงที่ 3 ได้ตีดินแดนบางส่วนในอิตาลีและมอบให้กับ สัตะปาปา ซึ่งเรียกว่า การบริจาคของเปแปง (ขอข้ามรายละเอียด นะคะ เพราะมันจะยาวเกิน)

งานนี้เรียกว่า ทางด้านศาสนจักรช่วงชิงความได้เปรียบก่อน โดยฝ่ายอาณาจักรเองก็ต้องโอนอ่อนผ่อนตาม เพราะอย่างที่กล่าวแล้วว่า อำนาจของกษัตริย์แห่งราชวงศ์ใหม่นั้น ยังคลอนแคลนอยู่มาก

การเจิมน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ ได้กลายเป็นพิธีกรรมหลักของกษัตริย์ในยุโรป และมีการเรียกขานดินแดนโรมันตะวันตกเดิมว่า" อาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์" เพื่อให้แตกต่างจาก อาณาจักรโรมันเดิม ที่กษัตริย์ไม่ได้รับการเจิมน้ำมนต์จากพระผู้เป็นเจ้า



จากคุณ : กาสะลองบานแล้ว - [ 11 ม.ค. 48 14:22:27 ]






ความคิดเห็นที่ 13

มาถึงยุคจักพรรดิ ชาล์เลอมาญ ซึ่งเป็นโอรสอีกองค์หนึ่งของเปแปงที่ 3 พระองค์ถูกสวมมงกุฏในพิธีราชาพิเษก แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว (จะเหมือนตอนที่ Miss Universe ได้รับตำแหน่งหรือเปล่า?)

ในวันคริสต์มาส ปีค.ศ 800 ซึ่งตรงกับสมัยของ สันตะปาปาลีโอที่ 3 ในขณะที่พระองค์ คุกเข่าลงกับพื้นเพื่อสวดมนต์นั้น สัตะปาปา ลีโอที่ 3 ก็ถือโอกาสนี้สวมมงกุฏให้กับจักรพรรดิ ชาล์เลอมาญทันที

กว่าพระองค์จะรู้ตัวว่าอะไรเกิดขึ้น บรรดาขุนนางที่เข้าร่วมประชุมก็ได้เปล่งเสียงถวายพระพรเหมือนกับเตี๊ยมกันมาเป็นอย่างดีว่า

" To Charles Augustus Crowned by God ,Great and Pacific Emperor of the Romans,Life and Victory...

(ไม่กล้าถอดความค่ะ T_T... ขอความกรุณาท่านผู้เชี่ยวชาญ ช่วยถอดความเป็นภาษาไทยให้สละสลวย และฟังดูดี มีพลังด้วยเถิดค่ะ)

และจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นธรรมเนียนปฏิบัติต่อๆมาเพราะศาสนจักรถือว่า มีอำนาจเหนืออาณาจักรในการแต่งตั้งและถอดถอนอำนาจของผู้นำในดินแดนต่างๆ จนเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งต่อกันไม่มีที่สิ้นสุด

ความขัดแย้งจากประเด็นดังกล่าว ได้ขยายผลลุกลามใหญ่โตตลอดระยะเวลาในยุคสมัยของยุคกลาง ในยุคนั้น อำนาจของโป๊ปมีมายอย่างล้นเหลือ แต่เริ่มมาจากกรณีของพิธีเจิมน้ำมนต์และการแต่งตั้งผู้นำต่างๆเหล่านี้เองค่ะ

เรื่องราว ของจักพรรดิ ชาล์เลอมาญ เป็นเรื่องที่น่าศึกษามากค่ะ พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่สมดังฉายา "จักรพรรดิ" เพราะพระองค์ได้ให้การสนับสนุนการศึกษาและศิลปวัฒนธรรมอันหลากหลาย จนกลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่เรียกว่า การฟื้นฟูศิลปวิทยาสมัยคาโรลิงเจียน

และเนื่องด้วยพระองค์เป็นนักปกครองที่ฉลาด หลักแหลม ผลงงานการฟื้ฟูศิลปวิทยาดังกล่าวไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว แต่การสนับสนุนการศึกษาของพระองค์ เป็นเพื่อยกฐานะของพระองค์เองและเพื่อสร้างบุคคลที่มีประสิทธิภาพ เป็นการชักจูงชาวโรมันที่เก่งๆมาช่วยพัฒนาอาณาจักร แฟรงค์

อาณาจักรแฟรงค์ถูกแบ่งแยกภายหลังการสิ้นพระชนม์ของจักพรรดิ์ ชาล์เลอมาญ ในปี ค.ศ. 817 ภายใต้สนธิสัญญา แวร์ดัง ผลจากการแบ่งจักวรรดิ์ในครั้งนี้เท่ากับเป็นการแบ่งแผนที่ยุโรปอย่างกว้างๆ

โดยอาณาจักรฝั่งตะวันตกเป็นของพระเจ้าชาลส์ ใช้ภาษาโรมานส์ หรือประเทศฝรั่งเศส

อาณาจักรฝั่งตะวันออก เป็นของพระเจ้าหลุยส์ ใช้ภาษา ดอยช์ หรือประเทศเยอรมัน

จากคุณ : กาสะลองบานแล้ว - [ 11 ม.ค. 48 14:29:48 ]






ความคิดเห็นที่ 14

ได้ความรู้มากเลยครับ ^^ ขอบคุณผู้รู้ทุกท่านน่ะครับ

ผมไปค้นดูจาก Google เกี่ยวกับการทำ Excommunicate รู้สึกว่าผลขอมันคือการส่งให้คนที่โดนโทษนี้ลงนรกนั่นเองครับ

... Being Excommunicated gets the beneficiary a one way ticket to hell ...

หรือดูได้จากบทสวดที่ใช้ในพีธีนี้ มันเป็นฟังดูรุนแรงทีเดียว

"We exclude him from the bosom of our Holy Mother the Church, and we judge him condemned to eternal fire with Satan and his angels and all the reprobate, so long as he will not burst the fetters of the demon, do penance and satisfy the Church."

ที่มา: http://excommunicate.net/purpose.html
แก้ไขเมื่อ 12 ม.ค. 48 03:03:43

จากคุณ : Vulgar - [ 12 ม.ค. 48 02:52:45 ]







ความคิดเห็นที่ 15

ขอเพิ่มเติมนิดหน่อย เนื่องจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหารรวมถึงการป้องกันชายแดนจากอนารยชน จักรพรรดิดิโอเคลเทียน (Diocletian) ได้ทำการแบ่งโรมันออกเป็นสองส่วน โดยพระองค์ครองภาคตะวันออก ในขณะที่ มักซิเมียน (Maximian) ครองภาคตะวันตก ทั้งสองเลยเป็นจักรพรรดิ (Augustus) ร่วมกัน ทิ้งให้วุฒิสภาอยู่ที่โรมซึ่งอยู่รอยต่อระหว่างเขตอิทธิพลของทั้งสองจักรพรรดิ ต่อมาทั้งสององค์ได้แต่งตั้งจักรพรรดิผู้ช่วย (Caesar) คนละองค์คือกาเลริอุส (Galerius) ซีซาร์ภาคตะวันออก กับ คอนสตานติอุส (Constantius) ซีซาร์ภาคตะวันตก คอนสตานติอุสคือบิดาของคอนสตานติเนนั่นเอง

ต่อมาทั้งดิโอเคลเทียนและมักซิเมียนเกษียณตัวเอง กาเลริอุสกับคอนสตานติอุสได้เป็นจักรพรรดิอาวุโส มักซิมินุส (Maximinus) กับเซเวรุส (Severus) ได้เป็นซีซาร์
เมื่อมักเซนทิอุส (Maxentius) บุตรของมักซิเมียนก่อกบฏเซเวรุสนำทัพไปปราบแต่ว่ากองทัพแข็งข้อกับตนเอง เซเวรุสเลยอ่อนน้อมต่อมักเซนทิอุส ต่อมามักเซนทิอุสฆ่าเซเวรุสตายแล้วตั้งตนเองเป็นจักรพรรดิ แถมยังตั้งมักซิเมียนพ่อของตนเป็นจักรพรรดิอีกครั้ง คอนสตานติเน (Constantine) ถูกดึงเข้ามาเป็นพวกผ่านการแต่งงานกับลูกสาวของมักซิเมียน

ทางฝ่ายตะวันออกกาเลริอุสไม่ยอมน้อยหน้า จัดการตั้งลิคินิอุส (Licinius) เป็นจักรพรรดิ ด้วยเหตุนี้โรมันจึงมีเอากุสตุสถึงสี่องค์ในเวลาเดียวกัน ต่อมากาเลริอุสตายลง มักซิมินุสผู้เป็นหลานลุงได้เป็นจักรพรรดิ

ทางฝ่ายตะวันตกต่อมา มักซิเมียนก่อการแข็งข้อกับลูกของตนเองจึงทำสงครามกันแต่มักซิเมียนพ่ายแพ้หนีไปอยู่กับคอนสตานติเนแต่ยังไม่วายที่จะตั้งตนเป็นจักรพรรดิอีกเป็นครั้งที่สามเลยถูกคอนสตานติเนบีบให้ฆ่าตัวตาย จากนั้นคอนสตานติเนได้ไปผูกมิตรกับลิคินิอุส มักซิมินุสจึงจำเป็นต้องผูกมิตรกับมักเซนทิอุส สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นหลังจากนั้น มักซิมินุสพ่ายแพ้ต่อลิคินิอุส ป่วยตายในเวลาต่อมา มักเซนทิอุสพ่ายแพ้แก่คอนสตานติเนที่สาคซา รูบรา (Saxa Rubra) จมน้ำตายขณะข้ามสะพานมิลเวียน (Milvian) ใกล้กรุงโรม

หลังจากจักรพรรดิเหลือเพียงสององค์คือคอนสตานติเนทางตะวันตกกับลิคินิอุสทางตะวันออก ทั้งสองแตกคอกัน สงครามจึงดำเนินต่อมาจนกระทั่งลิคินิอุสยอมแพ้โดนกุมขัง หลังจากนั้นไม่นานถูกลอบสังหารในเวลาต่อมา

แก้ไขเมื่อ 13 ม.ค. 48 07:16:42

แก้ไขเมื่อ 12 ม.ค. 48 10:51:32

จากคุณ : ผู้วังเวง (ผู้วังเวง) - [ 12 ม.ค. 48 10:46:08 ]







ความคิดเห็นที่ 16

เรื่องนี้น่าสนใจมากๆ มาช้าไปหน่อย อ่านตาลายเลย
ขอเสริมคุณกาสะลองฯ ที่ถามเรื่อง บัพพาชนัยกรรม ก็แล้วกัน

บัพพาชนัยกรรม (Excommunication) เป็นการลงโทษทางศาสนาต่อคริสตศาสนิกชนที่ทำผิดบาป ห้ามไม่ให้คริสต์ศาสนิกชนอื่นติดต่อเกี่ยวข้องด้วยโดยเด็ดขาด คนที่โดนลงโทษวิญญานจะถูกสาปแช่ง ก่อนตายจะไม่มีบาทหลวงไปทำพิธีสารภาพบาป แม้กระทั่งตายแล้วยังห้ามฝังในสุสานของโบสถ์

ถ้าเป็นกษัตริย์จะถูกลงโทษอีกแบบหนึ่ง คือถูกประกาศให้ดินแดนของกษัตริย์ผู้นั้นเป็นดินแดนนอกศาสนา (Interdict) ห้ามบาทหลวงทำพิธีกรรมใดๆทางศาสนา นับว่าเป็นวิธีกดดันอย่างลุ่มลึก เพราะบรรดาบาทหลวงทั้งหลายก็จะต้องพากันหนีออกจากเมือง ส่งผลให้ประชาชนที่กลัวบาปพากันลุกฮือขึ้นก่อการจลาจลเพื่อขับไล่ถอดถอนกษัตริย์

จากคุณ : lox tot - [ 13 ม.ค. 48 12:21:31 ]






ความคิดเห็นที่ 17

เติมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 และไหวพริบอันชาญฉลาด

พระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 เดิมนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ หลังจากเกิดเหตุการณ์การสังหารหมู่โปรเตสแตนต์ ที่เซนต์ บาร์โธโลมิว พระองค์จึงต้องประกาศเปลี่ยนศาสนาเพื่อเอาตัวรอด เมื่อได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 3 จึงถูกต่อต้านจากฝ่ายคริสตจักรคาทอลิกแล้วก็ยุติลง เมื่อมีการประนีประนอมทางศาสนาและประกาศให้นิกายคาทอลิกเป็นนิกายประจำชาติฝรั่งเศส แล้วจัดตั้งศาลพิเศษให้มีทั้งคาทอลิก และโปรเตสแตนต์ฝ่ายละครี่ง ฝรั่งเศสจึงปลอดจากสงครามศาสนาตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในขณะที่ประเทศอื่นๆต้องต่อสู้กันจนบ้านเมืองแทบจะย่อยยับ
จากคุณ : lox tot - [ 13 ม.ค. 48 12:34:05 ]





Create Date : 22 มกราคม 2548
Last Update : 22 มกราคม 2548 16:27:24 น. 11 comments
Counter : Pageviews.

 
แล้วชีวประวัติของ เซนต์ ออกัสตินเป็นอย่างไรบ้างค่ะ และแนวคิดของเขาเป็นอย่างไรผลงานมีอะไรบ้าง ใครทราบตอบด้วยค่ะ


โดย: ผู้เรียนรู้ IP: 124.120.164.234 วันที่: 9 มิถุนายน 2549 เวลา:12:20:12 น.  

 
โห...ยิ่งอ่านยิ่งมันพะยะค่ะ
ได้ความรู้มากๆ เลย



โดย: The SoVo IP: 122.16.143.242 วันที่: 18 กันยายน 2549 เวลา:18:48:03 น.  

 
คือว่าผมอยากรู้ประวัติ emperor constantin the great


โดย: henry 5 IP: 203.114.101.105 วันที่: 20 ธันวาคม 2549 เวลา:21:40:09 น.  

 


โดย: อารืท IP: 58.147.4.226 วันที่: 1 ธันวาคม 2550 เวลา:14:36:30 น.  

 
พอดี ผมเล่นเกมส์ medieval II Totalwar ซึ่งเป้นเรื่องเกี่ยว กับสงคราม ยุคกลาง ซึ่งพอได้มาอ่าน แล้ว ก็เกิดความสนใจมาก ตอนแรกเล่นก็สนใจแล้ว ว่าคริสศาสนา นิกายโรมัน คาทอลิก มีอิทธิพลมากขนาดนี้เลยหรือ ขนาดสามารถสั่งเผา คนได้ซึ่งมูลเหตุที่แท้จริงผมไม่รู้ รู้แต่เล่นๆไป พวกนักตรวจสอบ ที่สันตปาปาส่งมา ดันมาจับพระราชาผมเผาซะงั้น และบางครั้งก็มีการสั่งให้ร่วมสงครามครูเซดสั่งให้ไปตีเมืองนั้นเมืองนี้ แต่ผมอ่อนภาษาเลยไม่ค่อยเข้าใจมากเท่าไหร่ พอมาอ่านแต่ละความคิดเห็นก็ สนุกและสนใจมากครับ


โดย: Eiji IP: 118.172.71.136 วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:21:01:30 น.  

 
ดีคับ ใครรู้ปรัญชาและทฤษฎีของเซนต์ ออกัสตินบ้างคับบอกหน่อยผมต้องการมากๆๆคับใครรู้ส่งมาหน่อยนะคับที่ THAN_ONG_SAK@HOTMAIL.COMเอายาวๆนะคับ
ขอบคุณคับทุกท่าน


โดย: นิว IP: 117.47.124.43 วันที่: 28 มิถุนายน 2551 เวลา:10:57:41 น.  

 
ผมรู้ปรัชญาแนวคิดนี้ดี ท่านเป็นชาวอัฟริกาเหนือิอิ


โดย: ฏดมินิกอิ IP: 58.9.142.15 วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:9:10:27 น.  

 
การกำเนิดดินแดน ไบแซนไทม์ สร้างประโยชน์ให้กับทวีปยุโรป โดยรวม ท่านเห็นด้วยหรือไม่ และ อารยธรรมเด่นๆมีอะไรบ้าง
ขอคำอธิบายหน่อยได้ป่ะค่ะ


โดย: nongdam IP: 125.24.189.247 วันที่: 24 ธันวาคม 2551 เวลา:11:15:11 น.  

 
ผุ้ที่ประกาศไห้ศาสนาคริสต์เป้นศาสนาประจำชาติของจักรววรดิโรมัน คือ


โดย: teacup61 IP: 58.64.62.39 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:21:58:45 น.  

 
คริสต์-มุสลิม เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา
http://tobebuddhist.blogspot.com


โดย: ธ IP: 67.159.56.162 วันที่: 30 ธันวาคม 2553 เวลา:10:56:50 น.  

 
จำชื่อหนังไม่ได้ครับ เกี่ยวกับเมืองอเล็กซานเดรียตอนที่ยังมีหอสมุดอยู่เป็นตอนที่เริ่มแตกแยกทางความเชื่อ มีเทพเจ้า คริส ยิว การแทรกแทรงทำให้ล่มสลาย เขาเลยเริ่มเกลียดยิวตอนนี้เพราะไปอยู่ไหนก็ป่วน แสดงถึงความฉลาดและแนวคิดของชาวยิวว่าเกินระดับคนสมัยนั้นมากๆ


โดย: คนบ้า IP: 119.42.85.32 วันที่: 26 มีนาคม 2556 เวลา:17:40:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
ryzon
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




free counters
Friends' blogs
[Add ryzon's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.